Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ 1 (รีไรท์) - บทนำ - บทที่ 5

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ

ภาค เจ้าชายไร้บัลลังก์กับเจ้าหญิงไร้อำนาจ



คำโปรย

'เขา' คือเจ้าชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรทางใต้ ผู้สูญเสียบัลลังก์กับแผ่นดินเกิดไปโดยไม่คาดฝัน ทว่ามีอำนาจอันยิ่งใหญ่แฝงเร้นในกาย

ส่วน 'เธอ' คือเจ้าหญิงรัชทายาทผู้จำต้องสืบทอดบัลลังก์หลังจากการลอบปลงพระชนม์ ทั้งๆ ที่ตนเองมิได้ครอบครองอำนาจใดอย่างแท้จริง

เมื่อชะตากรรมนำพาทั้งสองมาพบกัน ปรารถนาถึงอาณาจักรที่สงบสุขของพวกเขาก็อาจเป็นจริงขึ้นมาได้...หากต้องแลกด้วย 'สงครามกลางเมือง'




* * * * *


ขอคุยก่อนอ่าน

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ

ที่จริง เคยคิดว่าจะพักการลงเรื่อง ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ ที่บอร์ดนี้ไว้ก่อน แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ต้องรออีกราวๆ 3 เดือน ถึงจะรู้ผลว่าภาคแรกจะได้ตีพิมพ์หรือไม่ บวกกับมีเพื่อนแนะนำว่าน่าจะลงตัวรีไรท์ใหม่อีกครั้งในบอร์ดอื่นๆ นอกจากเด็กดีบ้าง เพื่อให้ตามได้ง่ายๆ จึงได้ตัดสินใจขอลงอีกครั้งครับ เนื่องจากตัวรีไรท์มีการตัดทอน เปลี่ยนฉาก และเขียนฉากใหม่ให้กระชับ รวมถึงให้คนอ่านที่ไม่ได้อ่านภาคอื่นๆ มาก่อนสามารถตามเนื้อหาได้ง่ายขึ้นด้วย

ครั้งนี้ก็คิดว่าคงจะลงคราวละ 3-5 ตอน จนกระทั่งหมด 29 ตอน แล้วจะลงลิงก์ตอนที่เคยลงไปแล้วของภาค 2 ต่อ รวมถึงลงลิงก์ของตอนต่อๆ ไปในอนาคตด้วยครับ

ขอความกรุณากับคอมเมนต์ด้วยครับ มีคำแนะนำปรับปรุงจะยินดียิ่งครับ

และหากชอบเรื่องนี้ ก็ขอให้ช่วยเข้าไปชมในเว็บเด็กดีบ้างนะครับ เพื่อเพิ่มยอด view ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องให้ได้กว้างขึ้นครับ

ภาคแรก
ภาคสอง


* * * * *


บทนำ
ฝันสีแดง


ทัมมุซ...รอดชีวิต...ให้ได้......ไม่ต้องล้างแค้นให้พ่อ......ไม่ต้องกอบกู้อาณาจักร......เลือกเส้นทางชีวิตของลูกเอง...ตามที่...ต้องการจริงๆ...

...คำพูดลอยแว่ว แสงสีแดงเจิดจ้าไหวระริก กลิ่นไหม้และกลิ่นคาวชวนคลื่นเหียนอวลในอากาศ...

เบื้องหน้า เด็กหนุ่มเห็นชายร่างสูงโปร่งสวมชุดสีน้ำเงินภูมิฐาน มงกุฎบนศีรษะประดับเพชรพลอยแพรวพราว และเขาสัตว์เด่นสง่า เขาจำชายนั้นได้ดี...เช่นเดียวกับซากหักพังรอบด้าน อาณาจักรของทั้งสองกำลังมอดไหม้ในกองเพลิงแดงฉาน กลางม่านไฟ เงาสีดำมากมายถือศาสตราวุธ...คมสะท้อนแสงแปลบปลาบ พวกมันกรูเข้ามา...รุมล้อมชายสวมมงกุฎ เด็กหนุ่มอยากร้องห้าม...แต่ไม่ทันประกายดาบฟันวาบ...ชายนั้นอันตรธานประหนึ่งสลายเป็นเถ้าธุลี

“เสด็จพ่อ–!”

เขาร่ำร้อง วิ่งไปยังที่ที่พระราชบิดาเคยยืนอยู่ แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นกองร่างแน่นิ่ง ระเกะระกะบนของเหลวแดงฉานนองกว้าง เท้าสัมผัสความข้นหนืดน่าขยะแขยง นัยน์ตาจ้องตอบดวงตาเบิกกว้างไร้แววนับร้อยพัน มือที่ไร้ร่าง ทารกที่แหลกเหลว เครื่องในกองนอกช่องท้อง ผิวขาวเปลือยเปล่าของหญิงไร้หัว ทุกสิ่งขาวซีด...ตัดกับสีแดงที่ครอบคลุมต่างอาภรณ์แห่งความตาย

ร่างคุดคู้ของหญิงหนึ่งเด่นชัดที่สุด สองแขนของเธอประสานกอดบางสิ่งแนบอก แผ่นหลังมีรอยกรีดยาว เนื้อฉีกเหวอะหวะ สีแดงชุ่มโชก

“เสด็จแม่–!”

เขากรีดร้องอีกครา เสียงแหบโหย...แผ่วเบา...ขาดห้วง ลำคอเหมือนถูกแผดเผา...สำลักรสเค็มเฝื่อน ความมืดครอบคลุมบีบรัด ทิ้งเพียงกลิ่นสาบคาว ความเปียกชื้นค่อยๆ ท่วมทับจากใต้เท้า เสียงโหยหวนบาดหูสะท้อนก้องในกำแพงแคบๆ ห่อหุ้มตัวดุจเปลือกไข่เปราะบาง

ร่างของเขาถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ เมื่อมันแตกออก เหลือเพียงเลือดปนเศษเนื้อกองทับถมกัน ไร้ชีวิต...ไร้ตัวตน



* * * * *


ขื่อ...เพดานไม้...สีเทาเย็นตา...ตรงข้ามกับสีแดงฉานเมื่อครู่

เด็กหนุ่มผ่อนลมหายใจ ห้ามสิ่งที่เต้นแรงในอก เขาลุกขึ้นนั่งเงียบกริบ ไม่ให้คนอื่นๆ พลอยตื่นขึ้น มือเสยปอยผมเปียกเหงื่อเย็นเฉียบพ้นหน้าผาก ใช้สัมผัสบอกตนเอง...ว่านี่ต่างหากคือความจริง นี่คือปัจจุบันที่เขามีชีวิตอยู่ มิใช่โลกในเปลือกไข่เมื่อครู่...

...แม้นห้องที่ตนอยู่ยามนี้กลับแปลกตา...ไม่คุ้นชิน...เหมือนฝันยิ่งกว่า...

แสงสีเงินรางๆ จากหน้าต่างบอกว่าฟ้ายังไม่สาง เขาไม่ได้ง่วงจนอยากนอนต่อ จึงลุกจากฟูก กระนั้น เสียงแสกสากแผ่วเบาก็ไม่อาจเล็ดรอดประสาทหูของหัวหน้าครอบครัว

“ยังไม่เช้าเลยนี่” เสียงทุ้มต่ำอู้อี้ทักจากฟูกสองใบต่อกันในอีกมุมห้อง...ที่นอนชั่วคราวของท่านอา แม่ กับน้องสาวทั้งสอง

“ข้าไม่ง่วง เริ่มงานเร็วหน่อยจะไถนาได้มากขึ้น” เขาตอบเบาๆ ครั้นเห็นท่าเงาร่างของอีกฝ่ายจะลุกเช่นกันก็ชิงพูด “ท่านนอนต่อเถอะ ข้าจัดการเอง ข้าจำวิธีเทียมวัวกับไถนาได้หมดแล้ว”

ชายสูงวัยกว่าเพียงมองเขานิ่งอยู่ เหมือนประเมินความน่าเชื่อถือของคำพูดนั้น

“ได้ แต่อย่าหักโหมนัก ไม่ว่าเจ้าหรือวัว เหนื่อยก็พักเสียบ้าง”

อีกฝ่ายเอนลงตามเดิม เด็กหนุ่มผลุบออกนอกประตู แล้วปิดมันเบาๆ

* * * * *


ในแดนเหนือ อากาศยามเช้ามืดฤดูใบไม้ผลิเย็นกว่าที่เขาเคยคุ้น วัวหนุ่มในคอกร้องอุทธรณ์เล็กน้อยเมื่อถูกตามตัวเร็วกว่าปรกติ แต่เด็กหนุ่มมีประสบการณ์ดูแลสัตว์มาสามสี่ปีแล้ว จึงทำให้มันสงบลงได้ไม่ยาก ไม่นานทั้งสองก็ค่อยๆ เดินไปช้าๆ ท่ามกลางผืนดินว่างเปล่าล้อมรั้วไม้หยาบๆ มีคันไถหนักอึ้งคั่นกลางระหว่างคนกับวัว กรีดพลิกหน้าดินเป็นทางยาว

ความคิดของมนุษย์หลังคันไถก็ดูจะพลิกผัน ให้สิ่งเก่าๆ ที่ถูกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เผยขึ้นมา

หกปีแล้วสินะ...

หกปีแล้ว ที่เขาถือกำเนิดจากซากของชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ในอาณาจักรอีกแห่งหนึ่งซึ่งไม่เหลืออยู่ในโลกนี้อีก

...เป็นซากแสนประหลาด เพราะมีทุกสิ่งพร้อมมูล ทั้งชื่อ และครอบครัวที่คนนอกบอกว่าอบอุ่น...แต่สำหรับตนเองดูไม่เป็นจริงเสียยิ่งกว่าความทรงจำที่บางครั้งก็ขาดห้วงเลือนราง และความฝันถึงสีแดงที่ตามหลอกหลอน...

ฝันนั้นหมุนวันวิปโยคให้เขาดูซ้ำๆ ย้อนย้ำวันที่เขาสูญเสียบิดาแท้ๆ กับตัวตนไปพร้อมชีวิตมากมาย โลหิตหลั่งนองรอบกายเด็กชายที่นั่งขดตัวซ่อนในถังไม้ ฝากกลิ่นคาว ภาพติดตาสีแดงฉาน และเสียงกรีดร้องหลอกหลอนเขาเรื่อยมา

...แล้วข้าจะลืมได้อย่างไร...

“ตื่นเช้านะ” เสียงห้าวๆ ฉุดเด็กหนุ่มจากห้วงความคิด เขาหันขวับ พบชายอีกคนยืนพิงรั้วไม้นอกไร่ ข้างตัวมีลาบรรทุกไม้ฟืนบนหลัง

“สวัสดี” เขาทักตอบ “ข้ากลัวจะเพาะปลูกไม่ทัน เลยรีบทำงานหน่อย”

“ทันถมไป ไร่ข้ายังไม่ได้ไถเลย” อีกฝ่ายพูดกลั้วหัวเราะ “ได้ยินว่าครอบครัวเจ้าอพยพมาจากทะเลทรายหรือ”

“ใช่”

“ข้าชื่อเกล็น บ้านอยู่ตรงนี้เอง” คนพูดชี้ไปทางหลังคามุงฟางที่เห็นไม่ไกล “พ่อบอกว่าคนซื้อกระท่อมกับไร่ของเฒ่าฟินน์เพิ่งมาเมื่อวาน เลยว่าจะมาทักทาย”

“ข้าชื่ออาเมียร์” คนตอบนิ่งนึกครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสริม “ยินดีที่ได้รู้จัก”

“ตอนแนะนำตัว บ้านเราเขาจับมือกัน” เกล็นยื่นมือข้างหนึ่งข้ามเหนือรั้ว

“อ้อ” เด็กหนุ่มต่างถิ่นเพิ่งระลึกได้ “แต่มือข้าเปื้อนดิน”

“ข้าเพิ่งไปตัดไม้ มือก็เลอะเหมือนกัน” อีกฝ่ายตอบยิ้มๆ

อาเมียร์เช็ดมือกับชายเสื้อ แล้วไปที่รั้ว ความสูงทั้งสองไม่ต่างกันมาก แต่เกล็นดูกำยำกว่า ชายหนุ่มมีผมสีฟาง ตาสีฟ้าสว่างแบบคนเหนือที่มีทั้งสีผมและสีตาหลากหลาย ผิดกับชาวอาณาจักรทางใต้ที่มีผมสีดำสนิท และตาสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ทุกคนในบ้านของอาเมียร์เป็นเช่นนั้น เว้นเพียงแม่ที่มีนัยน์ตาสีอำพัน แปลกตากระทั่งกับคนอาณาจักรเดียวกัน

มือของเกล็นใหญ่หนาและสากกร้านกว่าเขามาก เด็กหนุ่มจึงโล่งอกเมื่ออีกฝ่ายไม่ทักเรื่องมือที่ค่อนข้างบาง และนิ้วยาวเรียวของตน ซึ่งหากพิจารณาร่วมกับผมยาวสีดำที่เขารวบมัดไว้ ก็ยิ่งขับให้เค้าหน้าค่อนไปทางผู้หญิงขึ้นอีก

“บ้านเจ้ามีกี่คนหรือ” เกล็นซัก

“ห้า แต่เดี๋ยวจะเป็นหก มี ‘พ่อ’ แม่ ข้ากับน้องสาวอีกสองคน ไม่นาน...อีกสักครึ่งปี...จะมีน้องอีกคน”

“ดีจริง มีพี่น้องเยอะๆ ท่าจะครึกครื้น ข้าเป็นลูกคนเดียว เลยอยากมีพี่น้องเหมือนกัน”

อาเมียร์ยิ้มรับแห้งๆ ที่จริงเขาเคยอยากมีน้อง...เมื่อพ่อแท้ๆ ยังมีชีวิตอยู่ น้องสาวทั้งสองคนเกิดหลังตนหลายปีเหลือเกิน ตอนนี้มีอายุเพียงห้าขวบกับสามขวบเท่านั้น เขาโตเกินกว่าจะอยากวิ่งเล่นกับพวกแกเสียแล้ว

ที่สำคัญ ถึงจะรักและเอ็นดูพวกแกอย่างไร บางสิ่งก็สะกิดใจอยู่นั่นเองว่าทั้งสองมีพ่อคนละคนกับเขา ซ้ำพ่อของน้องครึ่งสายเลือดทั้งสองยังเป็นอาของเขาเอง...

“เจ้าอายุเท่าไร” คำถามต่อไปของเกล็นกระตุกเขาจากห้วงความคิด

“สิบเจ็ด”

“เท่ากับข้าเลยนี่นา”

อาเมียร์เงยหน้ามองอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ ทีแรกเขาคิดว่าเกล็นอายุมากกว่า แต่แสงแดดที่เริ่มส่องสว่างก็ทำให้เห็นว่าใบหน้านั้นอ่อนเยาว์กว่าที่คิด

“เอ้อ...ข้าต้องไปก่อน แล้วเจอกัน” เด็กหนุ่มเจ้าถิ่นนิ่งนึกชั่วอึดใจ ก่อนทิ้งท้าย “หวังว่าเจ้าคงชอบกลาสเดลของเรา”

“ฮื่อ” อาเมียร์ยิ้มรับคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่เขาพบเป็นคนแรกในกลาสเดล...หมู่บ้านเล็กๆ ในอาณาจักรธีร์ดีเร

เขาหวังว่าชีวิตใหม่จะลบเลือนฝันสีแดงของตนได้...แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี


* * * * *

Edit by Anithin - 07 พ.ย.53 เวลา 23:05:20 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:03:22 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๑
ชีวิตใหม่ในแดนเหนือ


ธีร์ดีเรอยู่เหนือสุดของแผ่นดิน ทิศเหนือ ตะวันออกตอนบน และตะวันตกติดทะเล ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดดินแดนทะเลทราย ส่วนทิศใต้ติดอาณาจักรซาเกรดา โซล นครหลวงคือเมอร์คาห์ เป็นเมืองท่าบนอ่าวทางตะวันตกเฉียงเหนือ นอกจากพื้นที่เมืองหลวงและปริมณฑลซึ่งอยู่ใต้การปกครองขององค์กษัตริย์โดยตรง ยังมีอีกสามมณฑลใหญ่ คือยาร์ลาธทางตะวันตก อุลทูร์ทางเหนือ และชอร์ซาทางตะวันออก แต่ละแห่งมีเจ้ามณฑลปกครอง ... ในรัชสมัยของพระเจ้าอาร์กาด กษัตริย์พระองค์ที่ห้าและองค์ปัจจุบันแห่งราชวงศ์อลาชตาร์ ได้มีการผนวกดินแดนที่ถูกยึดครองโดยเผ่าอัสลาน เผ่าเร่ร่อนในทุ่งกว้างตะวันออกซึ่งมักเข้าปล้นหมู่บ้านและขบวนสินค้าของชาวธีร์ดีเรอยู่เนืองๆ เข้ากับพรมแดนของมณฑลชอร์ซา ยังผลให้อาณาเขตแผ่ขยายไปจากเดิมมาก...


เด็กหนุ่มละสายตาจากหน้ากระดาษ ถอนใจเฮือกเมื่อนึกถึงภาพทิวทุ่งอุดมสมบูรณ์ในความทรงจำระหว่างเดินทาง กลาสเดลเป็นหมู่บ้านกสิกรรมในมณฑลชอร์ซา ไม่ไกลจากที่ราบของเผ่าอัสลานที่ถูกกวาดล้างจนสิ้นเมื่อสิบห้าปีก่อนนัก

หนังสือ ประวัติการครองราชย์ของพระราชาแห่งธีร์ดีเร เล่มนี้ย่อมเขียนขึ้นก่อนการสวรรคตของพระเจ้าอาร์กาด เขาได้ยินมาว่าขบวนเสด็จถูกผู้รอดชีวิตจากเผ่าอัสลานโจมตี ราชา ราชินี กับเจ้าชายรัชทายาทถูกสังหาร เหลือเพียงเจ้าหญิงองค์เล็กที่ยังอายุน้อยอยู่ใต้การดูแลของผู้สำเร็จราชการ รอพิธีสยุมพร หรือเรียกง่ายๆ ว่าพิธีเลือกพระคู่ เพื่ออภิเษกสมรสกับผู้ที่มีคุณสมบัติคู่ควรเป็นราชาองค์ต่อไป

การฆ่าฟันล้างแค้นกันไปมา...ไม่ว่าผ่านไปกี่ปีก็ยังมีไม่เปลี่ยนเลยหรือ เขาตั้งคำถาม

“พี่อาเมียร์”

“พี่อาเมียร์”

เสียงเล็กๆ สองเสียงเรียกแทบพร้อมกัน เด็กหนุ่มหันไปเห็นน้องสาวทั้งสองของตน นาสิราที่หน้าเหมือนท่านอา และฟาร์ฮานาห์ที่ดูคล้ายแม่มากกว่า เด็กหญิงคนโตซึ่งมีนิสัยกล้ากว่าชะโงกเข้ามาดูใกล้ๆ

“อ่านหนังสือยากๆ อีกแล้วเหรอ”

“ไม่ยากหรอก” อาเมียร์ยิ้มเฝื่อนๆ “โตขึ้นเราก็อ่านได้เหมือนกัน”

“ไปเดินเล่นกันนะ” นาสิราเปลี่ยนเรื่องทันควัน “น้า...นะ แม่ไม่ว่าง พ่อก็ยังไม่กลับ แม่บอกว่าถ้าอยากเดินเล่น ให้ไปกับพี่อาเมียร์”

“ฟาร์ฮานาห์ก็อยากเดินเล่นด้วย” น้องสาวคนเล็กกว่ารับเป็นลูกคู่อย่างสมบูรณ์แบบ สีหน้าเว้าวอนจนยากจะปฏิเสธ

“เอ้า ก็ได้” ที่จริง อาเมียร์ย่อมอยากอ่านหนังสือมากกว่าเดินเล่น แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ช่วยไม่ได้ เขาสอดหนังสือไว้ใต้แขนแล้วจูงมือเด็กหญิงทั้งสองไป

ไม่ไกลเท่าไรพวกน้องๆ ก็ค่อยๆ มีของติดไม้ติดมือเพิ่มเติมมาทีละสองชิ้นเหมือนกัน ทั้งดอกไม้ใบหญ้า และก้อนกรวดที่สวยแปลกตา พอผ่านบ้านหลังอื่นๆ ก็ได้ขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่เหล่าเพื่อนบ้านมอบให้เด็กๆ ด้วยความเอ็นดูหลังจากพูดคุยกับเด็กหนุ่ม บางคนเป็นคนที่เขากับท่านอาเคยแนะนำตัวแล้วขณะไปตัดไม้มาซ่อมแซมบ้านในตอนสาย ไม่อย่างนั้นก็เคยเห็นเขาหรือคนอื่นๆ ในครอบครัวแต่ไม่เคยพูดคุยด้วย หลายคนในกลุ่มหลังเลียบๆ เคียงๆ ถามเขาว่าเหตุใด ‘พ่อ’ จึงแขนขาดไปข้างหนึ่ง อาเมียร์ต้องตอบสั้นๆ ว่า “อุบัติเหตุตอนทำงาน” อยู่หลายครั้ง เขาทำใจมานานแล้วว่ามีคนอยากรู้เป็นธรรมดา แต่น้อยคนจะกล้าถามเรื่องนี้กับท่านตรงๆ จึงถามจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ แทน

ครั้นตะวันคล้อย ทั้งสามกำลังเดินกลับบ้านพอดีเมื่อได้ยินเสียงเพลงเบาๆ แว่วมา

“หลับเถิดหนาแก้วตาเจ้าเอย นั่นจันทราบนฟ้าราตรี จรลีไปแห่งใด...”

“ใครร้องเพราะจัง” นาสิราทัก

อาเมียร์ชะเง้อมอง พบที่มาของเสียงยืนอยู่แถวพุ่มไม้ริมทางใกล้ๆ เป็นหญิงสาว...ไม่สิ...ที่จริงควรเรียกว่าเด็กสาว น่าจะอายุประมาณสิบห้าสิบหก ผมสีทองสว่าง ร่างเล็กบอบบางอยู่ในชุดหญิงชาวบ้านธรรมดาทั้งเสื้อตัวในสีขาว เสื้อนอกสีเลือดหมู กระโปรงสีน้ำตาลเข้มและผ้ากันเปื้อน มือถือตะกร้าผัก มีกระเป๋าสะพายเด็กอ่อนอยู่ข้างหลัง

เธอเห็นทั้งสามเช่นกัน จึงหยุดร้องเพลงแล้วเดินเข้ามาหา

“บ้านที่ย้ายมาใหม่ใช่ไหม ข้าชื่อลีชา”

“สวัสดี” เด็กหนุ่มตอบ “ข้าชื่ออาเมียร์ ส่วนนี่น้องๆ”

“นาสิราค่ะ” เด็กหญิงคนโตกว่าตอบแจ้วๆ ตามมาด้วยเสียงเล็กๆ ประหม่าของคนน้อง

“ฟาร์ฮานาห์...ค่ะ”

“แล้วน้องคนนั้นล่ะ” นาสิราชี้ “น้องชายหรือน้องสาว”

“ก็อธฟรีด์จ้ะ น้องชาย” ลีชาตอบยิ้มๆ พร้อมกับเอี้ยวตัวให้มองชัดๆ อาเมียร์ชะโงกดู พบว่าดวงตาของเด็กทารกเป็นสีเขียวมรกตเหมือนเด็กสาว แต่ผมเข้มกว่าเป็นสีฟาง

“น้องอายุห่างมากเหมือนกันนะขอรับ” เด็กหนุ่มเปรย

ลีชาเสหลบ แก้มแดงเรื่อขึ้น “ลูกน่ะ”

“เอ้อ” อาเมียร์ละล่ำละลัก “ข...ขอโทษด้วย”

“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เจ้ามีน้องๆ เล็กขนาดนี้ จะคิดไปอย่างนั้นก็ไม่แปลกหรอก” อีกฝ่ายตอบง่ายๆ ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้อีกครั้ง “เจ้าพบเกล็นเมื่อเช้าสินะ เขาเป็นสามีข้าเอง”

“อ๋อ” อาเมียร์เพิ่งนึกได้ว่าทารกที่มากับลีชามีผมสีเดียวกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่มีผิด

“เราเพื่อนบ้านกัน มีอะไรให้ช่วยก็บอกนะ” ลีชาเอ่ยง่ายๆ

ครั้นเด็กหนุ่มรับว่าขอบคุณ ก็พอดี เด็กสาวเลื่อนสายตาลงมองสิ่งที่เขาสอดไว้ใต้แขนอย่างประหลาดใจ

“เจ้าอ่านหนังสือด้วยหรือ”

“ก็...อ่านฆ่าเวลาน่ะ พ่อค้าที่ ‘พ่อ’ เคยทำงานด้วยเขาไม่ต้องการแล้ว ข้าเลยขอมา”

“ถ้ารู้หนังสือ ไม่ไปหางานทำในเมืองหรือ ได้ยินว่าตอนนี้ท่านเจ้ามณฑลต้องการคนรู้หนังสือมากๆ อยู่ด้วย”

ใช่ว่าอาเมียร์ไม่เข้าใจ เมืองใดที่เขาเคยไปล้วนเห็นคนรู้หนังสือมีเกียรติและทำงานสบายกว่างานใช้แรงงานหรือทำไร่ ถึงไม่อาจเลื่อนฐานะขึ้นเป็นชนชั้นขุนนาง ซึ่งสืบทอดทางสายเลือดหรือการแต่งงาน ชีวิตของผู้รู้หนังสือที่เป็นคนติดตามขุนนางก็ยังจัดว่าสบาย และมีหน้ามีตาพอสมควร

อย่างไรก็ดี เสด็จพ่อกับเสด็จแม่เคยสอนเขา ว่างานสุจริตใดที่จำเป็นต่อความเป็นอยู่ของประชาชนล้วนมีเกียรติและความสำคัญในแบบของมันทั้งสิ้น ผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ล้วนต้องพึ่งพากันเพื่อมอบสิ่งที่ตนทำได้และรับสิ่งที่ตนขาด สังคมจึงจะดำรงอยู่ด้วยดี ถึงส่วนตัวจะรู้สึกว่าการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ลำบากอยู่บ้าง เด็กหนุ่มก็ไม่คิดว่าตนดูถูกการเป็นชาวไร่ชาวนา และเพราะตอนนี้ยังไม่พบงานที่อยากทำจริงๆ จึงเลือกคำตอบที่ง่ายที่สุด

“ไม่ล่ะ ข้าชอบทำไร่มากกว่า”

ลีชายิ่งมองเขาอย่างแปลกใจ แกมสงสัย แต่เธอก็ไม่พูดต่อเรื่องนั้น และถามอย่างจริงจังแทน

“ถ้ามีเวลาว่าง เจ้าสอนหนังสือให้ลูกข้าได้ไหม”

“ได้สิ” เด็กหนุ่มตอบแม้จะนึกขันอยู่บ้าง ว่ากว่าลูกวัยเพิ่งหัดคลานของอีกฝ่ายจะมาเรียนกับเขาได้ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี

“แม่สอนให้ก็ได้” นาสิราเอ่ยขึ้นบ้าง “แม่สอนข้ากับฟาร์ฮานาห์เขียนหนังสือล่ะ”

เด็กสาวมีสีหน้าประหลาดใจยิ่งกว่าตอนที่รู้ว่าเด็กหนุ่มอ่านหนังสือเสียอีก

“แม่เจ้าก็เขียนหนังสือได้หรือ”

“‘พ่อ’ กับแม่เป็นคนเมืองมาก่อน เลยมีโอกาสเรียนหนังสือ” อาเมียร์รีบหาคำอธิบาย

“อ้อ...” เด็กสาวรับ แล้วก็เปรย “ดีนะ ที่จริงถ้ารู้หนังสือก็ไม่เห็นต้องทำไร่อย่างนี้เลย คนรู้หนังสือทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง พวกขุนนางก็อยากว่าจ้าง เป็นชาวไร่ไม่มีความรู้สิลำบาก ต้องนั่งรอฝนฟ้าฤดูกาล เกิดน้ำแล้งน้ำท่วมแมลงลงขึ้นมาก็แทบหมดตัว”

“แต่ได้ยินว่าที่นี่อุดมสมบูรณ์ดี ไม่ค่อยมีภัยธรรมชาติ พืชผลน่าจะงามไม่ใช่หรือ” เขาแย้ง

“ก็ดีอยู่ แต่ขายไม่ได้เงินมาก แล้วช่วงนี้ตามหมู่บ้านเล็กๆ ก็ไม่ค่อยปลอดภัยด้วย” เด็กสาวลดเสียงลง “...ตั้งแต่เรื่องคราวนั้น”

“เรื่อง...” เด็กหนุ่มทวนคำอย่างสงสัย

“ก็...เรื่องฆ่าพระราชาน่ะ”

อาเมียร์รับในคอเบาๆ เข้าใจเต็มที่ว่าอาณาจักรที่ไร้ผู้ปกครองสูงสุดอาจระส่ำระสายเพียงไร แต่ธีร์ดีเรยังนับว่าพบเคราะห์ภัยน้อยกว่าบ้านเกิดเมืองนอนของตนมากไม่ใช่หรือ ปัญหาที่ลีชาพูดถึงเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับทัพข้าศึกมหาศาลที่กวาดล้างทั้งอาณาจักร

“หลังจากนั้นโจรป่าก็เยอะขึ้น เกล็นบอกว่าถ้าเป็นไปได้ยังอยากหางานในเมือง แล้วพาข้ากับลูกไปอยู่ด้วยเลย ถ้ามีโอกาสจะได้ให้แกเรียนหนังสือ แกจะได้ทำงานดีกว่านี้” เด็กสาวคงเห็นสีหน้ากังวลของเขา จึงรีบเสริม “แต่โจรป่ามันจะปล้นหมู่บ้านรอบๆ นอกมากกว่า ไม่เคยมาที่นี่ ก็คงไม่มีอะไรหรอก”

“ลีชา! หายหัวไปไหน! ชักช้าจริงเจ้านี่! ”

เสียงเรียกที่ดังมาแว่วๆ ทำให้เจ้าของชื่อเหลียวตาม

“แม่เรียกแล้ว ข้าต้องไปก่อน แล้วพบกันใหม่นะ”

เด็กหนุ่มบอกลา แล้วจูงเด็กหญิงทั้งสองมุ่งหน้ากลับบ้าน อดคิดไม่ได้ถึงข้อแตกต่างที่ตนมักลืม ว่าประชาชนอีกมากไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ หรือเรียนอย่างเต็มที่ นั่นเป็นเรื่องที่เขาในชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยตระหนัก ตอนยังเล็กอยู่ก็คิดไปว่าเด็กๆ ทุกคนย่อมมีพ่อแม่ ไม่ก็อาจารย์เป็นผู้สอนหนังสือให้เหมือนตนแท้ๆ

แต่ถึงจะมีชีวิตแตกต่างกับที่เขารู้จักอย่างสิ้นเชิง คนที่นี่ก็ยังมีน้ำใจ นี่อาจเป็นที่ที่ดีแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ แล้วบางที ครอบครัวของอาเมียร์ก็คงสามารถสร้างไมตรีและทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่คนเหล่านี้ได้ในแบบของตน ถึงจะไม่เหลืออำนาจฐานันดรใดๆ ก็ตาม


* * * * *


สองเดือนแรกในกลาสเดลผ่านไปด้วยดีสำหรับครอบครัวผู้อพยพจากทะเลทราย เมล็ดข้าวที่หว่านไว้เริ่มแตกใบอ่อน นาสิรากับฟาร์ฮานาห์ปรับตัวเข้ากับที่อยู่ใหม่ได้รวดเร็ว และมีเพื่อนวัยเดียวกันมากมาย แม่เริ่มสนิทกับพวกผู้หญิงในหมู่บ้าน แลกเปลี่ยนสูตรอาหารและเคล็ดลับเกี่ยวกับงานบ้านต่างๆ ส่วนท่านอากับเขาทำไร่ ดูแลสัตว์ เมื่อว่างจากงานในไร่ก็ช่วยกันซ่อมแซมต่อเติมบ้านตามสมควร งานใดใหญ่เกินทำสองคนก็มีพวกชาวบ้านอาสามาช่วย โดยเฉพาะเกล็นกับพ่อซึ่งอยู่บ้านติดกัน นอกจากนี้ เกล็นกับลีชายังแวะเวียนมาทักทายคนในบ้านอาเมียร์บ่อยๆ เด็กหนุ่มขึ้นเขาไปเจอผักป่ามากก็แบ่งปันให้ เด็กสาวทำอาหารมาให้ชิม เมื่อต่างฝ่ายช่วยเหลือแลกเปลี่ยนแรงงานกันหลายครั้ง อาเมียร์จึงสนิทสนมกับเกล็นโดยเร็ว กระทั่งเด็กหนุ่มผมฟางกลายเป็นเพื่อนชาวธีร์ดีเรคนแรกของเขาในเวลาชั่วเดือน

เด็กหนุ่มพบว่าชีวิตราบเรียบสงบสุขเช่นนี้ดีไปอีกแบบ ตอนท่านอายังเป็นนักรบรับจ้างในทะเลทราย แม่คงรออย่างกระวนกระวายอยู่ทุกครั้งว่าท่านอาจะได้กลับจากสนามรบหรือไม่ แม่ยินดีที่สามีไม่ต้องออกไปฆ่าฟันผู้อื่นแลกเงินหาเลี้ยงครอบครัว และลูกๆ ปลอดภัยจากคนของเผ่าศัตรู ซึ่งมักลักตัวเด็กและผู้หญิงของอีกเผ่าไปเป็นทาส ส่วนอาเมียร์ก็โล่งใจที่ตนไม่ต้องตอบคำถามชาวทรายรอบข้าง...ว่าเมื่อไร ‘พ่อ’ จะพาเขาไปรบด้วยเสียที

ในธีร์ดีเร นักรบรับจ้างไม่ใคร่มีผู้ยกย่องเหมือนในทะเลทราย ชาวอาณาจักรทางเหนือมองว่าพวกนั้นเป็นกำลังในสงครามได้ ทว่าดีกว่าโจรนิดเดียว เหมาะแต่กับ ‘งานสกปรก’ ซึ่งทหารมีเกียรติไม่ทำกัน อาเมียร์ยังได้ยินว่าในการกวาดล้างเผ่าอัสลาน ทางการธีร์ดีเรใช้นักรบรับจ้างเป็นจำนวนมาก เพราะพวกเขาไม่เกี่ยงที่ต้องฆ่าทั้งเด็ก ผู้หญิง และคนชรา กระนั้น คนธีร์ดีเรบางส่วนยังเหยียดหยามที่พวกนั้นฉุดคร่าหญิงเผ่าอัสลานไปเป็นนางบำเรอชั่วคราวแรมเดือน ก่อนสังหารจนสิ้นเมื่อใกล้กลับมารับค่าจ้างในอาณาจักร

แต่เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับเขา อาเมียร์ไม่อยากนึกถึงการสังหารหมู่ใดๆ ก็ตามอีก อยากลืมด้วยซ้ำว่าตนเคยอยู่ในการสังหารหมู่ครั้งหนึ่งซึ่งแทบไม่ต่างกัน พวกทหารศัตรูเองก็ใช้ทหารรับจ้างสังหารประชาชน ตอนซ่อนตัวในถัง เขาได้ยินเสียงพวกมันประกาศเจตนาจะข่มเหงเหล่าพี่หญิงที่ตนหนีมาด้วย ทั้งยังสังหารลูกเล็กของพวกนางอย่างไม่ลังเล ทิ้งซากศพเกลื่อนกลาดไว้ต่อหน้าต่อตา...

นึกถึงทีไรเขาได้แต่สั่นศีรษะ สูดลมหายใจลึกเพื่อขับไล่สีแดงที่วาบในดวงตา อยากลืมสิ่งเลวร้ายในชีวิตเก่าให้หมดสิ้น แต่ก็ไม่อาจทำได้เสียที

เขายังรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งขาดไปจากชีวิต ทุกวันในกลาสเดลมีเพียงงานเดิมๆ เป็นกิจวัตร มีความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย สิ่งที่เขารอคอยมีเพียงฤดูเก็บเกี่ยวและกำหนดคลอดของแม่ เด็กหนุ่มอ่านหนังสือเท่าที่มีอยู่ซ้ำไปมา ขณะยังโหยหาชีวิตเก่าที่มีการร่ำเรียนต่างๆ มากมายในแต่ละวัน...และใครอีกคนที่เคยอบรมสั่งสอนเขาอยู่เสมอ...

วันเหล่านั้นไม่มีอีกแล้ว อาเมียร์ยังอยากเรียนรู้ อยากอ่านและค้นพบสิ่งที่จะทำให้ตนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆ ในโลกมากกว่านี้ ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าตนจะรู้ไปทำอะไรอีก เขาไม่มีอำนาจดูแลใคร ไม่อยากเป็นขุนนาง หรือแม้แต่ผู้ติดตามขุนนางที่ไม่รู้ว่าจะเห็นแก่ความสุขของประชาชนจริงๆ หรือรับฟังคนต่างชาติอย่างตนกี่มากน้อย เขาคงต้องเป็นชาวไร่ไปเรื่อยๆ เช่นนี้จนชั่วชีวิต

แต่ถ้าได้อยู่ในที่สงบสุขอย่างกลาสเดลตลอดไปก็ดีเหมือนกันกระมัง เด็กหนุ่มคิดเช่นนั้นจนวันที่ได้รับคำถาม...


* * * * *


“เจ้ามีคนที่ชอบไหม”

“หา...” เด็กหนุ่มหันมองคนนั่งข้างๆ ซึ่งกำลังโบกหมวกฟางต่างพัดอยู่ใต้ร่มไม้ยามเที่ยง “ถามทำไม”

“ไม่รู้หรือ” เสียงของเกล็นฟังรื่นเริง “ตอนนี้บ้านไหนก็อยากได้เจ้าเป็นเขยทั้งนั้น เขยรู้หนังสือใครจะไม่ต้องการ ยิ่งทั้งรูปหล่อมีน้ำใจอย่างเจ้าด้วย”

ไม่ถึงสัปดาห์ ใครๆ ก็ดูจะได้ยินทั้งหมู่บ้านว่าครอบครัวของซิอ์บุล ‘อ่านออกเขียนได้’ กันทุกคน หลายคนถามสมาชิกต่างๆ ในครอบครัวเขาให้แน่ใจ มีคนแอบมองห่างๆ เมื่ออาเมียร์อ่านหนังสือในเวลาว่าง บางคนกล้าหน่อยก็ถามว่าหนังสือเหล่านั้นเขียนว่าอะไร พอเขาอ่านให้ฟังหรืออธิบายเนื้อหาคร่าวๆ ก็ได้รับสีหน้าทึ่งระคนงุนงงเป็นการตอบแทน แทบทุกคนบอกเป็นทำนองเดียวกันว่าหนังสือเป็นของยาก โดยเฉพาะพวกที่ไม่ใช่ตำนานหรือบทสวดซึ่งท่องจำปากเปล่าได้ ซ้ำชมว่าเด็กหนุ่มฉลาดมากที่เข้าใจ ครั้นอาเมียร์ออกตัวว่าถ้าได้เรียนเช่นกัน คนถามก็อ่านเข้าใจได้เหมือนเขา คนเหล่านั้นก็สั่นศีรษะ ยิ้มเฝื่อนๆ เหมือนไม่เชื่อ ราวกับจัดเขาเป็นคนอีกประเภทหนึ่งแค่เพราะอ่านหนังสือออก

“แต่ข้าเป็นคนต่างถิ่น...ไม่สิ...เป็นคนต่างชาติด้วยซ้ำ เขาไม่ถือกันหรือ”

“แล้วเจ้าถือหรือ” เกล็นกลับย้อนถาม “ว่าจะแต่งงานกับคนชาติเดียวกันเท่านั้น”

เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไป ด้วยคำนั้นยิ่งตอกย้ำว่าเขาไม่มีชาติ และคงไม่มีคนร่วมชาติเหลืออยู่อีกนอกจากคนในครอบครัว เขารีบสั่นศีรษะเมื่อตั้งสติได้

“ข้าไม่ได้ชอบใคร...ตอนนี้”

“แต่เจ้าก็อายุตั้งสิบเจ็ด น่าจะคิดเรื่องมีครอบครัวได้แล้ว”

‘ตั้ง’ สิบเจ็ดของเกล็นเท่ากับ ‘แค่’ สิบเจ็ดตามมาตรฐานของท่านอากับแม่ ใช่ว่าเขาอยากรีบแต่งงาน เป็นสามีและพ่อตั้งแต่อายุเท่าเกล็น เขารู้ว่าตนเองยังไม่พร้อม แต่บางครั้งก็อยากให้พวกท่านยอมรับว่าเขาโตแล้ว และอนุญาตให้เขาทำอะไรมากกว่านี้บ้าง

...แต่ข้าอยากทำอะไรเล่า...

เด็กหนุ่มรีบไล่ข้อสงสัยนั้นไปอย่างรวดเร็ว และตั้งคำถามแรกที่นึกได้แทน

“เจ้ากับลีชาแต่งงานกันมานานเท่าไรหรือ”

เกล็นดูแปลกใจกับการเปลี่ยนเรื่องกะทันหัน กระนั้นก็ตอบแต่โดยดี

“เกือบสองปี”

“แสดงว่าแต่งตอนเจ้าอายุสิบห้า นาง...สิบสี่หรือ”

อีกฝ่ายหัวเราะ

“ลีชาอายุเท่าข้า ที่จริงนางเกิดก่อนข้าสามสี่เดือน แต่เพราะดูเด็กกว่าอายุจริง...ใครๆ เลยคิดกันว่าข้าอายุมากกว่านางเป็นปีกระมัง”

“อย่างนั้นหรือ” อาเมียร์รับ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยถึงเรื่องครอบครัวของเพื่อนสนิท

เกล็นกับลีชาเป็นคู่สามีภรรยาที่แปลกกว่าคู่อื่นๆ ในหมู่บ้านอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะแต่งงานเร็วแต่อย่างใด แต่เพราะภรรยาเป็นคนเมือง ไม่มีพื้นเพในหมู่บ้านนี้หรือหมู่บ้านใกล้เคียงโดยสิ้นเชิง เด็กหนุ่มสังเกตได้ก่อนมีคนกระซิบบอกเสียอีก เพราะคำพูดกับสำเนียงของลีชาต่างจากคนที่นี่เล็กน้อย และพ่อแม่หรือญาติอื่นๆ ของเธอไม่ได้อยู่ในกลาสเดล พวกเด็กหนุ่มวัยเดียวกับเขาเคยเล่าเมื่อเกล็นไม่อยู่ใกล้ๆ ว่าวันหนึ่งเกล็นไปทำธุระในเมือง เมื่อกลับก็พาเด็กสาวมาด้วย เขาให้เธอพักที่บ้านทั้งๆ ที่แม่คัดค้าน และไม่กี่เดือนก็แต่งงานกัน เกล็นบอกว่าพบลีชาตอนพ่อเธอเสีย อยู่ช่วยทำศพแล้วเห็นเธอเหลือตัวคนเดียว จึงพามาที่หมู่บ้านด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าลีชาใช้ชีวิตอย่างไรในเมือง แต่พวกเด็กหนุ่มก็สรุปอ้อมแอ้มว่าหลังแต่งงานกับเกล็น เธอก็ทำตัวเรียบร้อยดี

อาเมียร์คิดว่าลีชาเรียบร้อยจริงๆ ตามที่พวกเขาบอก ไม่เห็นต้องรังเกียจหรือคาดเดาในทางเสียหายแค่เพราะมาจากเมือง แต่เขาก็พบว่าเธอคงเข้ากับครอบครัวของเขาได้ดีเพราะเป็นคนจากที่อื่นเช่นกัน ขณะที่คนบ้านอื่นไม่ค่อยสนิทสนมกับลีชา กระทั่งพ่อแม่สามียังดูไม่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

พ่อของเกล็นไม่พูดถึงลูกสะใภ้นัก แต่แม่ของเกล็นดุว่าเธออยู่บ่อยๆ ลีชาแวะมาบ้านของเขาได้ไม่ทันไรมักถูกนางเรียกด้วยเสียงห้วนแข็งและคำกระด้างแบบเดียวกับที่อาเมียร์ได้ยินในครั้งแรก ถึงอย่างนั้น เธอก็เชื่อฟังและทำตามคำสั่งของแม่สามีโดยไม่โต้เถียง

“นางอยู่ที่นี่เหมือนมีตัวคนเดียว ข้าเป็นห่วง” จู่ๆ เกล็นก็พูดขึ้น “อยากพานางกับลูกย้ายเข้าเมืองก็ติดว่าแม่ไม่ยอม เคยคิดอยู่ว่าถ้าข้าเป็นอะไรไป ลีชากับก็อธฟรีด์จะเป็นอย่างไร ถ้ามีคนอย่างเจ้าช่วยดูแลพวกเขาได้คงดี”

“เกล็น...” อาเมียร์เรียก เขาหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะไร้เหตุผล แต่อีกฝ่ายก็ยักไหล่ก่อนจะหัวเราะเบาๆ

“ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่พูดไปเรื่อยเปื่อย” เกล็นเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “เอ้อ เจ้ารู้เรื่องพิธีเลือกคู่ของเจ้าหญิงไหม”

“ก็...ได้ยินว่าจะมีขึ้นเร็วๆ นี้” เด็กหนุ่มต่างถิ่นรับ

พ่อค้าที่ครอบครัวของเขาขอติดขบวนมาธีร์ดีเรเล่าให้ฟังเสียละเอียด เจ้าหญิงแอชลีนน์ รัชทายาทองค์สุดท้ายที่รอดชีวิตจากเหตุลอบสังหารสามปีก่อนบัดนี้มีพระชนมายุสิบหกชันษา ปีหน้าก็สมควรแก่การอภิเษก...กับพระคู่หมั้นซึ่งคัดเลือกจากชนชั้นขุนนางที่มีวัยและชาติตระกูลเหมาะสม การคัดเลือกจะเริ่มจากการสอบข้อเขียนว่าด้วยหลักการปกครองในฤดูหนาวนี้ ผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียนจึงได้เข้ารับการทดสอบการรบจำลองในขั้นต่อไป หากผ่านอีกจึงเข้าสู่ขั้นที่สามและขั้นสุดท้ายในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า เป็นการประลองตัวต่อตัวในสนามประลองของวังหลวง แทนที่งานประลองในเทศกาลเก็บเกี่ยวซึ่งงดมานานตั้งแต่ราชาสวรรคต งานนั้นสำคัญใหญ่โต บรรดาพ่อค้าจึงหมายตาพื้นที่ดีๆ ในจัตุรัสกลางเพื่อออกร้านในงานประลองและงานสมโภชหลังจากนั้นกันล้นหลาม กระทั่งต้องรีบเดินทางมาจองข้ามปี จะได้ไม่ถูกตัดหน้าจนพื้นที่เต็มเสียก่อน

“เจ้าอยากให้ใครชนะ” เกล็นตั้งคำถาม

“ข้ายังไม่รู้จักใครเลย จะถือข้างใครได้เล่า” อาเมียร์แย้ง

“ถ้าอย่างนั้นก็ช่วยข้าภาวนา อย่าให้เป็นลูกเจ้ามณฑลชอร์ซาก็แล้วกัน” เพื่อนของเขาบอกง่ายๆ “ใช่ว่าข้าไม่รักมณฑลของเรา...แต่ได้ข่าวเรื่องลูกท่านแล้วสงสารเจ้าหญิง ถึงอย่างไรลูกขุนนางคนอื่นๆ ก็ดีกว่าอยู่แล้ว ใครจะชนะก็สุดแท้แต่องค์สุริยเทพลูคเถอะ”

“ลูกเจ้ามณฑลชอร์ซามีอะไรหรือ”

“รายนั้นน่ะ” คนอธิบายพ่นลมหายใจ “เป็นถึงนายอำเภอ แต่ชอบทำกร่างไม่เกรงใจใคร ถูกใจลูกสาวบ้านไหนก็ใช้ทั้งเงินทั้งอำนาจเอาตัวมาให้ได้ พอเบื่อแล้วก็ทิ้งขว้าง ลองนึกภาพคนแบบนั้นเป็นราชาดูสิ”

อาเมียร์โคลงศีรษะ ไม่รู้ว่าเกล็นไปได้ยินเรื่องแบบนี้มาจากไหน เชื่อถือได้มากเท่าไร การปล่อยข่าวลือโจมตีคู่แข่งทางการเมืองมีอยู่เสมอ แต่ลองคนบอกเป็นคนซื่อๆ ซ้ำเป็นชาวมณฑลชอร์ซาเสียเองก็มีโอกาสเป็นความจริงมากอยู่

“ข้าคนหนึ่งไม่ขอราชาที่ทำตัวเหมือนโจรเด็ดขาด ทุกวันนี้เราก็โดนโจรรังควานมามากพอแล้ว”

อาเมียร์รับเบาๆ ความคิดยังล่องลอย หากมีราชาที่มีความสามารถและเข้มแข็ง ธีร์ดีเรคงกลับมั่นคงขึ้นและโจรป่าลดลงในไม่ช้า ผู้จัดการทดสอบย่อมรู้ว่าต้องวัดคุณธรรมและสอบประวัติของผู้เข้าทดสอบเช่นเดียวกับความรู้ความสามารถ คงไม่ปล่อยให้ขุนนางที่ได้ชื่อว่าชอบข่มเหงชาวบ้านหรือมักมากเรื่องผู้หญิงได้ครองบัลลังก์ เรื่องทั้งหมดนี้ห่างไกลเขานัก ไกลกันจนเป็นคนละโลก ยามนี้เขาเป็นเพียงชาวไร่ ทำได้เพียงเฝ้ามองชนชั้นปกครองอยู่ห่างๆ เหมือนเกล็นกับลีชา มีหน้าที่แค่ปกป้องดูแลครอบครัว สร้างความสุขให้พวกตนตามอัตภาพเท่านั้น

...ตอนนั้น...เขาไม่รู้เลยว่าความสุขช่างเปราะบาง...และขึ้นกับชะตากรรมของอาณาจักรที่ตนไม่อาจควบคุมแม้แต่น้อย...


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:04:29 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๒
เหตุร้ายพลันเยือน


ภาพเหล่านี้อีกแล้ว...

สีแดง...แดงฉานกว่าแดงใดๆ ...แผ่นหลังของเสด็จพ่อสลายไปกับการลงดาบ...ร่างระเกะระกะโชกเลือดของผู้หญิงและเด็กๆ...เสด็จแม่คู้ร่างกลางกองเลือด...โอบอุ้มบางสิ่งดั่งปกป้อง...แล้วเบื้องหน้าเขาก็ปรากฏเงาร่างสูงใหญ่ดำทะมึน...กรูเข้ามาอย่างคุกคาม...

ตื่นเร็ว! ภัยกำลังมา!

เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นพร้อมกับหอบหายใจ สายตาเลื่อนไปยังบานหน้าต่างราวกับมีผู้บอกให้หันไปมอง

เห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวในไร่ด้านนอก เขาใจหายวาบ นั่นคือเหล่าร่างในชุดสีดำทะมัดทะแมงกลืนไปกับความมืด ประกายสีเงินใต้แสงจันทร์ปรากฏชั่วแวบ...จากข้างเอวของร่างหนึ่งในกลุ่ม

อาเมียร์ผุดลุกจากเตียง คว้ากริชของเสด็จพ่อกับดาบที่ท่านอามอบให้ แล้วรีบออกไปนอกห้องโดยเร็ว

เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก แทบร้องออกมาเมื่อพบร่างสูงใหญ่ถือดาบอยู่ในห้องอาหารบวกห้องครัว แต่แล้วร่างนั้นก็โบกแขนซ้ายซึ่งขาดก่อนถึงศอกเล็กน้อยเป็นเชิงยืนยันตนเอง

“ท่านเองหรือ” เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ขณะอีกฝ่ายก้าวไปที่ประตูหน้าบ้านอย่างระแวดระวัง

“แม่ตื่นแล้ว ดูแลน้องๆ อยู่ในห้องนอน เจ้าเฝ้าประตูหลัง แต่อย่าเพิ่งออกไป”

ท่านอาผลุบออกนอกประตูโดยเร็วโดยไม่รอคำตอบ เสียงร้องอย่างตกใจดังตามมาไม่ช้า อาเมียร์ข่มใจให้นิ่งกับเสียงนั้น แล้ววิ่งไปยังประตูหลังใกล้กับมุมครัว เสียงอุทานและเสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังมาจากข้างนอกเป็นระยะๆ ยังผลให้เด็กหนุ่มเย็นวาบที่หลัง

ไม่ใช่...นั่นเสียงของ ‘ ศัตรู ’ ไม่ใช่เสียงของพวกเรา...ไม่ใช่เสียงเหมือนวันนั้น...</i>

แม้มีอาวุธอยู่ในมือ เขากลับยืนพิงผนัง ภาวนาอย่างแรงกล้า ขออย่าให้พวกมันคนใดเข้ามาทางนี้ เขาไม่อยากสู้...ไม่อยากฆ่า...ไม่อยากจับดาบ...ไม่อยากเห็นของเหลวสีแดงฉานเมื่อตอนนั้นอีก...

คำภาวนาเห็นจะไม่เป็นผล เพราะบานประตูเขยื้อนโดยแรง และเปิดผลัวะเข้ามา อาเมียร์กระชับดาบในมือ วิ่งออกไป วิ่งโดยพยายามไม่คิดอะไร

เขายังช้าอยู่ ผู้บุกรุกยกอาวุธขึ้นกันได้ทัน แต่วิชาดาบที่ร่ำเรียนมากับท่านอาแต่เล็กจนแทบฝังเป็นสัญชาตญาณก็ช่วยให้เบี่ยงหลบได้ทันที ก่อนจะฟันสวน

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ว่าคมดาบกินลึกเข้าไปในเนื้อ มีเสียงร้อง แล้วร่างนั้นก็งอตัวลง

ใต้แสงเพียงสลัวนี้เขามองไม่เห็นสีแดง นั่นอาจทำให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง...หากว่ากลิ่นคาวคลุ้งในระยะใกล้จะไม่ปะทะเต็มๆ จนอยากขย้อนขึ้นมาทันควัน

คนที่เขาเพิ่งฟันยืดร่างขึ้นยืนโงนเงนอีกครั้ง ความพะอืดพะอมที่แล่นเป็นริ้วๆ ในช่องท้องทำให้อาเมียร์ไม่ทันตั้งตัว ดาบของอีกฝ่ายใกล้เข้ามา ลมวูบหนึ่งพัดปะทะผิวเนื้อ

อันตราย!!

ดาบหยุดนิ่งแค่เฉียดผิว เกิดเสียงคล้ายผลไม้ฉ่ำน้ำปริแตก...ทว่ากลิ่นที่โชยออกมากลับคาวคลุ้ง ร่างนั้นพลันชะงัก และทรุดลงกับพื้นโดยไม่ได้ร้องอีกเลยสักครั้ง

เด็กหนุ่มก้าวถอยหลัง ก่อนจะก้มมองร่างที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น เสียงโหวกเหวกทำให้รีบตั้งสติจับดาบเตรียมพร้อม ทว่าสิ่งที่ได้ยินกลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

“ถอย!”

เสียงนั้นดังไล่กันเป็นทอดๆ อาเมียร์ผลักประตูปิด พยายามลงกลอนซึ่งหักตอนประตูถูกถีบเข้ามาให้พอปิดกั้นคนภายนอก แล้วรอให้เวลาผ่านไป...โดยพยายามไม่มองร่างที่กองอยู่แทบเท้า ซึ่งเขาแน่ใจว่าวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว

นานเหลือเกินในความรู้สึก กว่าประตูหน้าบ้านจะเปิดเข้ามา เขาแทบไม่สงสัยเลยว่าด้วยมือของใคร

“เจ้าปลอดภัยใช่ไหม”

เด็กหนุ่มเพียงพยักหน้า

“พวกมันถอยไปแล้ว...อย่างน้อยก็จากบ้านเรา แต่เห็นแสงไฟอยู่อีกทาง อาจมีบ้านที่ถูกวางเพลิง” ท่านอาเงียบไปชั่วอึดใจ “เจ้าพอดูแลแม่กับน้องๆ ได้ไหม ข้างนอกคงมีคนต้องการความช่วยเหลือ”

[i]...ไม่...อย่าไป...ข้ารับมือพวกมันไม่ได้หรอก...อย่าให้ข้าต้องทำอย่างนี้อีกเลย...

...ข้าไม่อยากตาย...ไม่อยากให้แม่กับน้องต้องตาย...แต่ก็ไม่อยากฆ่าใครด้วย...


ความคิดเหล่านี้แล่นพล่าน อาเมียร์ขับไล่พวกมันไปอย่างยากเย็น แล้วก็ผงกศีรษะรับ

“ถ้าเห็นท่าไม่ดี ‘พ่อ’ จะรีบกลับ” อีกฝ่ายรับรองพลางใช้ท่อนแขนซ้ายที่เหลืออยู่ตบบ่าเขาเบาๆ “อย่าคิดมาก...บางครั้งเราจำเป็นต้องฆ่าเพื่อปกป้องคนที่รัก และพวกมันก็ไม่ใช่คนดีนักหรอก”

ท่านพูดเท่านั้นก็ตรงไปที่ประตู และจากไปอีกครั้ง

เด็กหนุ่มเหลือบมองศพแทบเท้าอีกแวบหนึ่ง เขากลืนน้ำลายฝืดๆ พยายามไม่คิดว่าสิ่งที่กองอยู่ตรงนั้นเคยเป็นมนุษย์เหมือนกับตน และเพิ่งขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้จนครู่ก่อนหน้านี้เอง

กระนั้น เขาก็ไม่อาจทำใจอยู่กับมันได้นานกว่านี้ อาเมียร์คว้าผ้าขี้ริ้วแถวนั้นมาเช็ดคราบเลือดจากดาบให้หมด ทิ้งผ้าลงบนพื้น แล้วรีบก้าวไปที่ประตูของอีกห้องหนึ่งในบ้าน

ประตูนั้นลงกลอนอยู่ เขาเคาะเบาๆ สองสามครั้งก็ไม่มีเสียงตอบ จึงได้พูดออกไป

“แม่ นี่ข้าเอง”

มีเสียงปลดกลอน ประตูเปิดออกโดยเร็วพร้อมเสียงกำชับ

“รีบเข้ามา”

ในห้องมืดสลัว เด็กหญิงทั้งสองนอนห่มผ้าหลับสนิทไม่รู้เรื่องราวบนเตียงเล็กๆ ของตน พอเขาผลุบเข้ามา แม่ก็ลั่นดาล แล้วนั่งลงบนเตียงคู่อีกหลัง อาเมียร์เห็นว่ามือของแม่ยังจับด้ามมีดสั้นทรงโค้งของ ‘พ่อ’ ไว้แน่น

“เมื่อครู่แม่ได้ยินเสียงแถวครัว...ลูกปลอดภัยใช่ไหม”

เด็กหนุ่มจำใจพยักหน้า

“มีคนหนึ่งบุกเข้ามา แต่ข้า...” เขากลืนน้ำลายอีกครั้ง “...ข้า...ฆ่าไปแล้ว”

หากแม่จะประหลาดใจบ้างก็ยังมีท่าทีเรียบเฉย ท่านถามต่อถึงอา เด็กหนุ่มรายงานว่าออกไปช่วยคนอื่นๆ แม่รับคำเลื่อนลอยเหมือนจดจ่อกับความคิด ครั้นเห็นเขายังยืนอยู่ก็ตบฟูกข้างตัวเบาๆ

“อย่างน้อยเราต้องรอจนกว่า ‘พ่อ’ จะกลับมา...หรือไม่ก็ถึงเช้า ลูกนั่งก่อนเถอะ”

อาเมียร์ทำตามคำบอกเช่นเคย แล้วก็ได้แต่เหลือบมองหญิงข้างกายซึ่งนิ่งเงียบ มือข้างหนึ่งประคองมีดสั้นในฝักไว้ ขณะที่อีกข้างทาบบนครรภ์ที่นูนออกมา สายตาทอดมองลูกสาวเล็กๆ อีกสองคนอย่างแน่วแน่ ราวกับตั้งใจไว้แล้วว่าจะปกป้องพวกแกให้จงได้

ในชั่วครู่นั้น เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนแม่กลับเป็นเสด็จแม่ ราชินีสิมาริเมสผู้ทั้งอ่อนโยนและแข็งกร้าวเด็ดเดี่ยวได้ในคนเดียวกันอีกครั้ง

...เหมือนตอนที่...

เขาเบิกตาโพลงเมื่อภาพในฝันย้อนกลับมา แผ่นหลังขาวนวลชุ่มโชกสีแดง แจ่มชัดต่อหน้าต่อตา เหมือนกำลังมองอยู่เพียงเบื้องหน้า

เลือด...ใช่เลือดจริงๆ...สีแดงของมันสะท้อนเข้าตา แดงฉาน...วงสีแดงขยายกว้าง กลิ่นคาวติดอยู่แค่ปลายจมูก อาการปวดอย่างประหลาดวาบขึ้นในศีรษะทันใด เด็กหนุ่มเผลอร้อง สองมือยกขึ้นกุมหน้าผาก

“อาเมียร์!” เสียงร้อง พร้อมกับมือที่โอบเขาไว้ “เป็นอะไรไปหรือลูก...”

เขาสั่นศีรษะ แต่ทำเช่นนั้นก็ยิ่งปวดตุบๆ เสียงกรีดร้องยังดังไม่หาย ผสมกับเสียงดาบฟาดฟันตัดเนื้อและกระดูก เหมือนเสียงที่เขาเพิ่งทำให้เกิดขึ้น และได้ยินชัดเจนอยู่เมื่อครู่ก่อนหน้านี้เอง

ของเหลวสีแดงรายรอบตัว หนืดข้น เฉอะแฉะนองพื้น มันแทรกเข้ามาได้แม้ในความมืดของถังไม้ กลิ่นของมันเหมือนโลหะ...เหมือนด้ามดาบที่เขาเพิ่งกำ...เพิ่งใช้ฟาดฟันสร้างของเหลวสีแดงฉุนคาวกว่าเดิม

ของเหลวอุ่นๆ เริ่มรินลงบนแก้ม ตามด้วยเสียงสะอื้นที่เขาไม่ทันห้าม

“...นิ่งเสียลูก...” วงแขนบอบบางยังคงกอดเขาอย่างอ่อนโยน “มันจบแล้ว...ไม่มีใครเป็นอะไร พวกเราปลอดภัย... ‘พ่อ’ ก็ต้องปลอดภัยด้วย ลูกไม่ได้ทำผิด...ลูกทำเพื่อปกป้องนาสิรา ฟาร์ฮานาห์ กับแม่ กับน้องเล็กไว้ต่างหาก”

เขาไม่ตอบ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหล สองมือที่เพิ่งคร่าชีวิตสั่นเทิ้มไม่หยุด ลำคอตีบตันไม่ยอมให้ถ้อยคำผ่าน ในสมองไม่มีคำอธิบาย ด้วยซ้ำว่าเขาร้องไห้เป็นเด็กๆ เพราะอะไร

กระนั้น แม่ก็ปลอบโยนเขาอย่างเงียบๆ ด้วยอ้อมกอดและมือที่ลูบหลัง ไม่มีคำปรามหรือตำหนิที่เขาทำตัวไม่สมกับเป็นลูกผู้ชาย ไม่มีคำถามว่าทำไมจู่ๆ เขากลับอ่อนแอขึ้นมา เหมือนเขายังเป็นลูกน้อยคนเดิมของท่านเสมอ

“...ไม่เอาแล้ว...” เด็กหนุ่มเค้นคำพูดออกมาได้สำเร็จ “...ข้าไม่อยากเห็นของแบบนั้นอีก...ข้าไม่อยากทำแบบนั้นเลย...มันน่ากลัวเหลือเกิน...แม่...ข้า...ข้าไม่อยากเห็นหรือได้กลิ่นนั่นอีกจริงๆ...”

“ลูกไม่ผิดเลยที่กลัว พวกเราทุกคนก็กลัวทั้งนั้น” แม่กระซิบ “แม่รู้จ้ะ เราเจอเรื่องแบบนี้มามาก แม่รู้ว่าทำไมลูกถึงกลัว กระทั่ง ‘พ่อ’ ก็ไม่อยากให้มือต้องเปื้อนเลือดไปมากกว่านี้หรอก” แม่ลูบศีรษะของเขา “นอกจากเพื่อปกป้องพวกเรา”

เด็กหนุ่มพยายามบอกตนเองเช่นกัน ว่าเขาจำเป็นต้องฆ่าเพื่อปกป้องคนที่รักอีกสามคน แต่ก็ไม่อาจระงับน้ำตาที่หลั่งไหล

ทั้งๆ ที่พยายามกลั้นน้ำตาไว้ แม่กลับบอกให้เขาระบายออกมาให้สบายใจขึ้น สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ทำตามนั้น เขาร้องไห้ คร่ำครวญอย่างที่ไม่คิดเลยว่าตนควรทำ แม้ต่อหน้าคนใกล้ชิดที่สุดอย่างแม่ก็ตาม


* * * * *


อารมณ์ปั่นป่วนผ่านไปพร้อมกระแสน้ำตาที่แห้งเหือด เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งขึ้น แต่ก็ละอายแทนที่มีคนเห็นความอ่อนแอของตน ถึงอย่างนั้น แม่ก็ปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปอย่างเงียบๆ และคงเป็นโชคดีที่ท่านอากลับมาหลังจากนั้น

แม่เปิดประตูรับท่านเข้ามาหลังได้ยินเสียงเคาะประตูและเสียงเรียก

“เป็นอย่างไรบ้างคะ”

“ไม่ดีเท่าไร แต่ไม่เลวร้ายเท่าที่คิด” ผู้ตอบโคลงศีรษะ “ข้าฆ่าพวกมันได้บ้าง แต่ที่เหลือหนีรอดไปได้ พวกมันฆ่าและจับชาวบ้านไปบางส่วน ยังไม่รู้แน่นอนว่ากี่คน”

“คนเจ็บเยอะไหมคะ”

“ไม่มีใครเจ็บหนัก แต่ต้องหาคนเก็บศพ” ท่านอาบอกขณะที่แม่ถอดเสื้อซึ่งเปื้อนเลือดเป็นหย่อมๆ ให้ “อย่างน้อยต้องจัดการที่อยู่ในครัวก่อน เด็กๆ จะได้ไม่ตกใจ ส่วนข้างนอกพอให้ชาวบ้านมาช่วยทีหลังได้ อาเมียร์...”

“ให้อาเมียร์เฝ้าน้องๆ เถอะค่ะ” แม่ตัดบททันที “ข้าต้องทำความสะอาดครัวกับทำอาหารอยู่แล้ว จะได้เก็บกวาดเสียทีเดียวเลย”

“แม่ ข้าไม่—” เด็กหนุ่มพยายามแย้ง

แม่หันมายิ้มน้อยๆ ให้เขา แล้วก็พูดสั้นๆ

“ฝากดูแลน้องด้วยนะจ๊ะ”

“สิมา ตอนนี้เจ้าไม่ควรออกแรงมาก” ท่านอาติง

“ตั้งห้าเดือนแล้วนะคะ ไม่เป็นไรหรอก”

แม่พูดเท่านั้นก็เดินนำไปโดยไม่ฟังใครอีก ทำให้ชายทั้งสองในบ้านรู้แล้วว่าไม่มีทางคัดค้าน

ท่านอาโคลงศีรษะแล้วตามออกไป ทิ้งเขาไว้กับน้องๆ ทั้งสองที่ยังหลับสนิท บางขณะจิต...เขาอิจฉาพวกแก อยากเพิกเฉยต่อความวุ่นวายรอบกายจนเช้าได้เช่นนี้บ้าง

แต่ถึงไม่ตื่นขึ้นมาเองตอนนั้น ท่านอาก็คงต้องปลุกเขาให้มาช่วยเฝ้าแม่กับน้องๆ เพราะเขาเป็นผู้ชายอีกคน เขาอายุสิบเจ็ดซึ่งถือว่าโตพอควรแล้ว และเป็นลูกของนักรบ...

นี่คือความรับผิดชอบที่เขาไม่อาจละเลย เพราะอาจหมายถึงชีวิตของคนอื่นๆ ที่ตนรัก

...แต่นี่มันเรื่องอะไรกัน...ทำไม...

ทำไมโลกนี้จึงเป็นเช่นนี้ ทำไมถึงต้องมีการฆ่าฟัน หากใครสักคนหยุดวงจรของการฆ่าฟันนี้ได้จะดีเพียงไร

อาเมียร์สั่นศีรษะ ตระหนักว่านั่นเป็นได้เพียงอุดมคติ

เสด็จพ่อยังเคยตรัสไม่ใช่หรือ ว่า “การฆ่าเพื่อปกป้อง” นั้นมีอยู่ “การเสียสละส่วนน้อยเพื่อรักษาสิ่งที่สำคัญกว่า” ก็มีอยู่ กระทั่งเสด็จพ่อเองยังทรงสังหารข้าศึก และสละพระชนม์ชีพเพื่อให้โอรสและประชาชนได้มีโอกาสหลบหนีในคราวนั้น

หากการฆ่าเป็นสิ่งที่ใครๆ บอกว่าผิด เหตุใดคนที่ไม่อาจฆ่าผู้อื่นจึงกลายเป็นคนอ่อนแอที่ต้องทุกข์ทน และไร้พลังเสียเหลือเกิน

“อาเมียร์” ความคิดของเด็กหนุ่มสะดุดลงเพราะเสียงเรียกและเสียงเปิดประตู แม่ชะโงกหน้าเข้ามา

“แม่อบขนมปังไว้แล้วนะ มีเนื้อรมควันแขวนอยู่ ส่วนผักแช่ในอ่าง ถ้าน้องๆ ตื่น ก็กินอาหารเช้ากันไปก่อน แม่จะออกไปกับพ่อ”

“แม่อยู่นี่เถอะ” อาเมียร์ตัดสินใจพูด “ข้าจะออกไปเอง”

แม่มีสีหน้าเป็นกังวล แม้จะไม่คัดค้านออกมาตรงๆ

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว” เด็กหนุ่มเอ่ยเบาๆ พร้อมกับพยายามยิ้ม “ให้ข้าไปเถอะ”

“ทั้งศพทั้งเลือดเต็มไปหมด เจ้าไหวหรือ” เสียงของท่านอาถามอยู่ด้านหลังแม่ ราวกับรู้อาการของเขาดี

...แม่บอกหรือ... อาเมียร์คิดอย่างไม่สบายใจ และออกจะน้อยใจ กระนั้นเขาก็พยายามรับให้หนักแน่นที่สุดว่าไม่เป็นไร

ท่านอากับแม่หันไปมองต่างฝ่ายครู่หนึ่งเหมือนถามความเห็นกันเงียบๆ แล้วท่านอาจึงอนุญาต แต่ไม่วายกำชับให้รีบบอกหากทนไม่ได้จริงๆ


* * * * *


จริงอย่างท่านอาพูด ศพของโจรซึ่งสวมชุดสีดำทะมัดทะแมงราวห้าหกศพกองระเกะระกะในบริเวณไร่ของเขา โดยเฉพาะหน้าบ้าน นอกจากนั้นก็มีกระจายไปตามที่ต่างๆ

ไม่เป็นไร...ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวเลย... เด็กหนุ่มย้ำกับตนเอง พยายามไม่มองศพใดศพหนึ่งหรือกองเลือดที่ใดที่หนึ่งให้นานเกินไป เขาคิดว่าหากทำเช่นนี้คงพอเดินไปข้างหน้าได้โดยไม่หวั่นผวานัก แต่ไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องไห้โหยหวนดังมาจากบ้านที่อยู่เพียงใกล้ๆ

“...ลูกแม่! ...โถลูกแม่...”

เด็กหนุ่มใจหายวาบ จำเจ้าของเสียงนั้นได้ ครั้นสาวเท้าเข้าไปใกล้ก็พบนางทิ้งตัวเกลือกหน้ากับอกของร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งกับพื้น

...ร่างที่มีผมสีฟาง มือข้างหนึ่งกำแน่นที่ด้ามคราดข้างตัว...

ถึงมองแค่แวบเดียวก่อนเบือนหลบ เขาก็เห็นว่าทั้งปลายคราดและร่างนั้นเปื้อนเปรอะคราบเลือด มีรอยแดงหยดเป็นทางไปจนถึงอีกร่างในชุดสีดำ ซึ่งนอนคว่ำอยู่ไม่ไกลนัก เท้าของเขาเซวูบ ดีที่ท่านอาช่วยรั้งไหล่ไม่ให้ล้มลงเสียก่อน

อาเมียร์พยายามมองหาที่ที่ไม่มีเลือด เห็นชายวัยกลางคนอีกคนยืนก้มหน้านิ่งเหมือนกำลังข่มใจอยู่ข้างๆ หญิงที่คร่ำครวญหวนไห้ ใจของเขาเต้นระรัว นึกถึงใครอีกสองคนที่ควรจะอยู่ในบริเวณนี้ด้วย...แต่ก็ไม่อยู่

“ลีชากับก็อธฟรีด์...” สุดท้ายเด็กหนุ่มก็กระซิบ

“ถูกพวกมันเอาตัวไป” ท่านอาพูดเคร่งขรึม “กับพวกผู้หญิงกับเด็กคนอื่นๆ...เขาว่ากันอย่างนั้น”

อาเมียร์กำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ก้มหน้าลงมองเท้าของตน

อีกแล้วหรือ...การปล้น...ฆ่าฟัน...ฉุดคร่า ที่นี่ก็ไม่ต่างจากอาณาจักรที่ล่มสลาย หรือทะเลทรายที่พวกเขาหนีมาเลยใช่ไหม

พ่อของเกล็นเดินเข้ามาหาทั้งสอง เอ่ยเรียบๆ แม้สีหน้าจะดูสลด

“หัวหน้าหมู่บ้านเรียกประชุมอีกครึ่งชั่วยามหน้า พวกเจ้าจะไปหรือเปล่า”

ท่านอารับคำ ขณะที่ใจของเด็กหนุ่มจดจ่อปั่นป่วนอยู่แต่กับเพื่อนที่เขาไม่นึกเลยว่าจะด่วนจากไปด้วยเหตุร้ายไม่คาดฝัน

แล้วก็คนอีกสองคนที่เพื่อนคนนั้นต้องการปกป้องและห่วงใยยิ่งชีวิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบัดนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร


* * * * *


“ถูกจับไปยี่สิบสี่คน”

“เด็กผู้ชายสาม...ในนั้นเป็นทารกหนึ่ง เด็กผู้หญิงเจ็ด ผู้หญิงอีกสิบสี่”

“ถ้าซิอ์บุลไม่ฆ่าโจรที่ไปแถวบ้านเขา แล้วช่วยคนที่กำลังจะโดนจับไป คงมีเยอะกว่านี้มาก”

อาเมียร์นั่งเงียบขณะที่ตัวเลขผู้ประสบเหตุต่างๆ ถูกแจงเป็นระยะๆ ได้ยินแว่วๆ ว่ามีคนตายอีกสาม ใครสักคนถามว่าฝ่ายเราใช่ไหม

“ใช่ ฝ่ายเรา ศพพวกมันเท่าที่เก็บได้ตอนนี้อยู่ที่...สามสิบเจ็ด”

“สามสิบเจ็ด!”

“ซิอ์บุลจัดการเสียเกือบหมด นอกนั้นอาเมียร์ฆ่าไปได้คนหนึ่ง แล้วก็เกล็น...แต่ก็...”

“เอาเถอะ” หัวหน้าหมู่บ้านถอนใจ “อย่างน้อยความเสียหายก็ไม่มากเท่าหมู่บ้านอื่นๆ”

หลังคำพูดนั้นมีเพียงความเงียบ จนกระทั่งท่านอาตั้งคำถาม

“พวกเราจะตามไปช่วยคนที่ถูกจับเมื่อไร”

“ปกติพวกมันจะตั้งค่าไถ่ของแต่ละคนมา ถ้ารีบหาให้ได้ ก็จะปล่อยตัวกลับ”

“แล้วถ้าหาไม่ได้ล่ะ” ท่านซักต่อด้วยเสียงที่เคร่งขรึมขึ้น

“ก็...” หัวหน้าหมู่บ้านพูดอย่างลำบากใจ “ตายทั้งเป็น...ท่านคงเข้าใจ หากรวบรวมค่าไถ่ได้ช้า...ความปลอดภัยของพวกนางก็ยิ่งลดลง ถ้าไม่ได้จนถึงเส้นตาย พวกมันจะส่งไปตลาดค้าทาสหรือหอนางโลม เท่ากับหมดหนทาง”

“แต่หัวหน้า นี่เพิ่งเริ่มฤดูเพาะปลูก เราจะเอาอะไรไปให้มันได้เล่า”

“ข้าคงต้องขายวัว” พ่อของเกล็นพูดแข็งๆ “ลูกสะใภ้กับหลานข้าทั้งคน แต่พวกมัน...”

“เรื่องคนตายน่าเสียใจ แต่เพื่อช่วยคนที่รอดอยู่ก็ต้องทำ” ชายที่นั่งข้างๆ ตบไหล่เขาเบาๆ

“มันฆ่า มันทำร้ายพวกเรา ยังต้องเอาเงินไปประเคนให้มันอีกหรือ” ท่านอาตั้งคำถามที่ทำให้ทุกคนชะงัก

“ก็...” หัวหน้าหมู่บ้านพยายามพูด เมื่อสายตาของอดีตนักรบตกอยู่ที่เขา “ทำอย่างไรได้ เราสู้พวกมันได้ที่ไหน ทหารหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่เคยเหลียวแล ถึงส่งจดหมายขอความช่วยเหลือให้เจ้ามณฑลก็ช้าเกินการ...อาจไร้ประโยชน์ด้วยซ้ำ”

ท่านอาแค่นเสียงเบาๆ

“ข้าถึงว่าโจรป่าแถวนี้ทำอะไรแปลกๆ ...ปล้นแบบเลี้ยงไข้ เอาไปแค่ผู้หญิงกับเด็กเป็นหลัก แต่ฆ่าคนน้อยเสียเหลือเกิน ปกติท่านหัวหน้าหมู่บ้านคงส่ง ‘ ค่าคุ้มครอง ’ ให้มันมาตลอดสินะ ถึงรอดพ้นมาได้นานขนาดนี้”

ชายหลายคนในวงสนทนาตกใจ

“นี่เจ้า...”

“ข้าแค่พอเดาอะไรได้บ้าง” ท่านตัดบท “แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ ครั้งล่าสุดท่านไม่ได้ส่ง หรือส่งให้พวกมันน้อยเกินไปล่ะ”

สีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านเครียดขึ้นทันควัน

“ข้าก็ส่งให้พวกมันตามปกติ รวมเงินจากบ้านทุกๆ หลัง...ยกเว้นบ้านท่านที่ยังไม่ได้ย้ายมา”

“หรือมันบุกหมู่บ้านเราเพราะมีบ้านที่ยังไม่ได้ส่งค่าคุ้มครอง” ใครคนหนึ่งตั้งคำถาม

“...แค่นั้นน่ะหรือ”

“แล้วทำไมท่านหัวหน้าไม่บอกครอบครัวของซิอ์บุลให้ส่งเล่า!” ชายอีกคนขึ้นเสียง “ไม่งั้นลูกสาวข้าคงไม่ถูกเอาตัวไปหรอก!”

“ครอบครัวข้าไม่ผิด ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ผิด” ท่านอาแย้ง “ถึงท่านมาบอก ข้าก็ไม่ยอมส่ง บ้านเมืองมีกฎหมาย พวกที่ตั้งตัวรีดไถเงิน ทำความเดือดร้อนให้คนอื่นอย่างโจรพวกนั้นต่างหากที่ผิด”

“เออ! เรารู้พวกมันผิด แต่จะทำอะไรได้! ถ้าไม่ส่งให้มัน...ผลเป็นอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่!”

เสียงอื่นๆ รับรองคำพูดนั้นด้วยอารมณ์ ทว่าท่านอายังคงใจเย็น

“หมู่บ้านนี้มีผู้ชายกี่คน”

ทุกคนพากันเงียบไป

“ไม่ต้องตอบก็ได้ ข้าพอเห็นอยู่ทุกวันว่าพวกท่านมีกันกี่คน แต่โจรกลุ่มนั้นมีเท่าไร”

“เราไม่รู้...แต่มันมีฝีมือกว่าเราเห็นๆ ทุกคนไม่ใช่จะเก่งกาจอย่างท่านนี่”

“พวกท่านไม่จำเป็นต้องมีฝีมือเท่าข้า ก็ร่วมมือกันสู้พวกมันได้ ถ้ามีใจจะสู้สักนิด” ท่านอาพูดเรียบๆ “และข้าก็หวังว่าพวกท่านจะมีใจสู้ขึ้นบ้าง ถ้าข้าบอกว่าพวกโจรที่บุกเมื่อวานน่าจะมีไม่เกินหกสิบคน”

หลายคนในที่ประชุมเบิกตากว้าง

“ท่านรู้ได้อย่างไร”

“คำนวณจากพื้นที่ของหมู่บ้าน จำนวนศพของโจรตามที่ต่างๆ เวลาที่มันล่าถอย รอยกีบเท้าม้าที่ชายหมู่บ้าน กับจำนวนเชลยที่มันจับไป” ท่านอธิบาย “ถ้าพวกมันตายไปสามสิบเจ็ด น่าจะเหลือราวๆ ยี่สิบกว่าคนที่สามารถกวาดต้อนเชลยยี่สิบสี่คนได้ หากรีบรวบรวมคนตามไปตอนนี้น่าจะทัน พวกท่านพอรู้ไหมว่าพวกมันไปทางไหน”

“ได้ยินว่ารังโจรอยู่ในหุบเขาเหนือ ใกล้ชายแคว้นอุลทูร์”

“มีแผนที่ไหม”

หัวหน้าหมู่บ้านนิ่งคิดชั่วอึดใจ

“ก็มี...แต่ปัญหาคือ...ถึงพวกมันจะมีคนน้อย พวกเราก็สู้ไม่เป็น แล้วก็ไม่มีอาวุธด้วย”

“แล้วที่อยู่ในมือของเกล็นล่ะ” ท่านอาติง ก่อนจะโบกมือไปทางโรงเก็บเครื่องมือของเจ้าบ้าน “คราด จอบ ขวาน มีดพร้า พวกท่านมีกันทุกบ้าน ลองตั้งใจจริงแล้วฝึกให้รู้จุดอ่อนจุดแข็งของเครื่องมือพวกนี้ในฐานะ ‘อาวุธ’ ดาบก็ไม่ใช่ของน่ากลัวเลย”

ชายในหมู่บ้านหันไปแลกสายตากันอย่างลังเล จนมีคนเอ่ยขึ้น

“แล้วท่านซิอ์บุลใช้เวลาฝึกนานเท่าไร กว่าจะเก่งขนาดนี้”

“ข้าเคยเป็นทั้งทหารอาชีพและนักรบรับจ้าง ความอยู่รอดของข้าขึ้นอยู่กับการต่อสู้ แต่พวกท่านไม่จำเป็นต้องฝึกถึงขั้นนั้น”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจ้างท่านกับลูกให้ไปพาเด็กๆ กลับมาไม่ได้หรือ” หัวหน้าหมู่บ้านอ้อนวอน “เรายินดีจ่ายเต็มที่...ดีกว่าต้องไปจ่ายให้พวกโจร”

“ปัญหาไม่ใช่เรื่องเงิน” คนถูกเสนอว่าจ้างปฏิเสธเสียงแข็ง “เมื่อคืน ข้าตัวคนเดียวฆ่าไปได้เยอะเพราะพวกมันไม่ทันตั้งตัว ตอนพาเชลยหนี มันคงระวังตัวขึ้น แล้วถ้าที่รังของมันมีคนรออยู่อีก ข้าก็ไม่ไหวเหมือนกัน”

“หมายความว่า...พวกเราต้องช่วยท่าน”

“ข้านึกว่าพวกท่านเข้าใจแล้วเสียอีก”

ชาวบ้านหันไปมองหน้ากันเองอีกครั้ง อาเมียร์ลอบสังเกตแล้วเริ่มทนไม่ไหว

“ขนาดเกล็นที่ไม่เคยจับอาวุธ...ยังฆ่าพวกมันได้ทั้งคนเพื่อปกป้องลูกเมียเลยไม่ใช่หรือ” เด็กหนุ่มโพล่งขึ้นมา

วงสนทนาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีคนแย้ง

“แต่ถ้าตัวเองตายไปด้วย...”

“ทำไมไม่คิดบ้างเล่า...ว่าที่เกล็นต้องตายเป็นเพราะเขาสู้อยู่คนเดียว...ไม่มีใครเข้ามาช่วยเลย ทั้งๆ ที่คนที่นี่ก็เยอะกว่าโจรพวกนั้นแท้ๆ !”

ท่านอาปรายตามองเด็กหนุ่ม พร้อมกับยื่นมือมาจับบ่า

“ใจเย็นไว้” ท่านกระซิบ ก่อนจะกวาดมองคนอื่นๆ ในวงสนทนาอีกครั้ง “ข้าขอแผนที่ แล้วใครยินดีจะไปช่วยญาติพี่น้องของตัวก็บอกมา ความสำเร็จของงานครั้งนี้ขึ้นอยู่กับพวกท่าน”

หัวหน้าหมู่บ้านลุกจากลาน ตรงไปที่ประตูบ้านของตน ทุกคนนั่งเงียบอยู่...จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้น

“ข้าจะไปด้วย” นั่นคือพ่อของเกล็น “ลูกข้าพยายามถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร”

“ข้าไปด้วย”

“ข้าด้วย”

พ่อหรือญาติพี่น้องของเหล่าผู้หญิงและเด็กที่ถูกจับตัวไปเริ่มตอบรับอย่างแข็งขัน จนมีเสียงรับจากเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกับอาเมียร์ ซึ่งเรียกเสียงถามอย่างแปลกใจจากเพื่อนข้างๆ

“ญาติเจ้าไม่ได้โดนเอาตัวไปนี่”

“ก็ใช่...แต่...” เจ้าหมอนั่นก้มหน้าอึกอัก “มีคนที่ข้าอยากช่วยอยู่ในนั้น”

ชื่อของเด็กสาวคนหนึ่งถูกเพื่อนๆ ในกลุ่มเอ่ยขึ้นทันที ตามด้วยเสียงให้กำลังใจ

“เอาเลย!”

“ไปช่วยนางให้ถึงตัวเลย คราวนี้นางจะได้รับรักเจ้าเสียที!”

ความครื้นเครงหายไปทันควัน เมื่ออดีตนักรบกวาดมองเด็กหนุ่มกลุ่มนั้นด้วยสายตาเคร่งขรึม

“รักษาชีวิตให้ถึงที่สุด” ท่านอายังพูดเรียบๆ ตามเดิม “นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้าไม่อยากพาคนที่ยังไม่พร้อมไปตายเปล่า”

เด็กหนุ่มคนนั้นมีสีหน้าเจื่อนลงทันที

“แต่ข้าพร้อมจะไปจริงๆ นะขอรับ”

“หากพร้อมจริงๆ ก็ดี แต่จำไว้ว่านี่ไม่ใช่การเล่นเป็นวีรบุรุษอวดสาว แต่เป็นเรื่องของความเป็นความตาย”

หัวหน้าหมู่บ้านนำแผนที่มาในตอนนั้น เรื่องล้อเล่นที่กลายเป็นเคร่งเครียดจึงจบลง อาเมียร์ช่วยคาดเดาและตรวจดูเส้นทางไปยังที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นรังโจร จนได้ข้อสรุปว่าจะตามรอยพวกมันไปทางใด และมีคนที่ตกลงจะไปจริงๆ จำนวนกี่คน ก่อนซักซ้อมแผนการและสิ่งที่ควรระวัง เสร็จสรรพแล้วซิอ์บุลจึงบอกให้ทุกๆ คนไปเตรียมตัวให้พร้อม

“เจ้ากลับไปช่วยงานแม่ แล้วรออยู่ที่บ้าน” ท่านหันมาบอกอาเมียร์ในที่สุด

เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ

“ข้าจะรีบไป แล้วรีบกลับมา” เขาย้ำทั้งๆ ที่อีกฝ่ายมีสีหน้าไม่เห็นด้วย “ข้าต้องไปช่วยลีชากับก็อธฟรีด์ เกล็นเป็นเพื่อนข้า ก่อนเกิดเรื่องแค่วันเดียว เขาพูดเหมือนฝากทั้งสองคนให้ข้าดูแล ข้าอยู่เฉยไม่ได้”

“แต่ต้องมีคนอยู่ดูแลบ้าน ตักน้ำ ผ่าฟืน ดูแลพวกสัตว์” พ่อเลี้ยงของเขาแย้งทางอ้อม

เด็กหนุ่มตีสีหน้าเครียด ด้วยรู้ดีว่านั่นเป็นข้ออ้างแทนเหตุอื่นที่ทำร้ายจิตใจเขาเกินกว่าจะพูดออกมา

“ข้าจะตักน้ำผ่าฟืนเผื่อไว้ถึงมะรืนนี้เลย ส่วนพวกสัตว์ก็มีแต่ให้อาหารเช้าเย็น แม่จัดการได้”

นัยน์ตาของทั้งสองสบกันนิ่ง เหมือนจะรอให้อีกฝ่ายยอมอ่อนลงก่อน

“ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ข้าจะพยายาม ข้าอยากเข้มแข็งขึ้น อยากปกป้องคนอื่นๆ ได้เหมือนท่าน...ข้าพูดจริงๆ”

ในที่สุด อดีตนักรบก็พยักหน้าช้าๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบไป แล้วจำไว้ว่าอย่าทำอะไรเสี่ยงอันตรายนัก”

เด็กหนุ่มรับคำหนักแน่น

ตอนกลับไปจัดการงานที่บ้าน แม่ไม่วายถามซ้ำเช่นเดียวกันว่าเขาจะไปจริงๆ หรือ อาเมียร์รับรองตามเดิม แล้วก็รีบทำงานทุกอย่างให้เสร็จก่อนจะกลับมาทันเวลาที่นัดไว้ พร้อมกับดาบโค้งแบบทะเลทรายที่ท่านอาให้เขาและกริชที่เสด็จพ่อมอบไว้ให้เป็นกึ่งของต่างหน้า

จากนั้น กลุ่มผู้ช่วยเหลือจึงได้ออกเดินทางในความเงียบ และความมืดที่เริ่มโรยตัวในยามค่ำคืน


* * * * *

Edit by Anithin - 08 พ.ย.53 เวลา 01:19:16 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:06:48 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๓
การช่วยเหลือ


“ผูกม้าไว้” ท่านอาออกคำสั่งหลังลงจากหลังม้าไปตรวจสอบพื้นที่ครู่หนึ่ง ใกล้ทางออกของชายป่าติดกับเชิงเขา ซึ่งอาเมียร์กับท่านเห็นพ้องกันว่ามีโอกาสเป็นที่ซ่อนของพวกโจรสูงที่สุด

“อาเมียร์ เจ้าตามมา เอาหน้าไม้มาด้วย ที่เหลือรออยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียงหรือทำอะไรจนกว่าเราจะกลับมา”

เด็กหนุ่มรับหน้าไม้จากพรานที่มาด้วยกัน แล้วก็มองบิดาเลี้ยงย่องแผ่วเบาไปตามแนวต้นไม้ เขาตามไปอย่างระแวดระวังพอกันเมื่อท่านหยุดนิ่งแล้วโบกมือเรียก จนสุดท้ายก็อาศัยความมืดของร่มไม้เข้าไปใกล้เชิงเขานั้น

“เจ้าเห็นนั่นไหม” อดีตนักรบกระซิบพร้อมกับพยักพเยิดไปทางเชิงเขา เด็กหนุ่มเพ่งมอง ก่อนจะสังเกตเห็นคนสองคนเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถบพุ่มไม้ที่ห่างออกไป “เก็บมันคนหนึ่ง แล้วก็ยิงให้เฉียดอีกคนหนึ่ง ไม่ก็ให้มันบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ยังพอเดินได้ จากนั้นยิงต่อไปจนกว่าข้าจะบอกให้หยุด ข้าจะตามมันไป แล้วทิ้งเครื่องหมายไว้เป็นระยะๆ ให้เจ้ารีบไปตามคนอื่นๆ มา”

“แต่พวกมันอาจมีกำลังเสริม...”

“ถ้ามียามแค่สองคนก็เห็นจะไม่มี” ท่านแย้ง “รีบลงมือ”

อาเมียร์สูดลมหายใจลึก ตั้งสมาธิไม่วอกแวกขณะเล็งจุดตายบนหลัง แม้อีกด้านในใจจะเริ่มหวาดหวั่นจนต้องท่องซ้ำๆ

...เราฆ่าเพื่อช่วยคน...เราฆ่าเพื่อช่วยคน... เราฆ่าเพื่อช่วยคน...

ครั้นเด็กหนุ่มปลดสลักหน้าไม้ ร่างนั้นก็ฟุบลงแทบทันที เพื่อนที่เดินอยู่ข้างๆ สะดุ้งเฮือก อาเมียร์จงใจยิงเฉียดร่างนั้นไปสองสามดอก ยังผลให้โจรที่เหลืออยู่กลับหลังหันวิ่งไป

“พอ!” พูดไม่ทันจบ อดีตนักรบก็ปราดออกไปจากพุ่มไม้อย่างเงียบเชียบราวกับหมาป่ากระโจนตามเหยื่อ ส่วนเขาวิ่งไปอีกทางตามคำสั่ง

คนอื่นๆ รีบตามมาทันทีที่เขาบอก แม้จะวิ่งดังสวบสาบไปสักหน่อย อาเมียร์วิ่งนำให้เร็วที่สุด สายตาคอยสังเกตกิ่งไม้ที่ท่านอาฟันทิ้งไว้เป็นแถบๆ จนกระทั่งถึงปากถ้ำที่ดูเหมือนเคยมีกิ่งไม้แห้งๆ สุมไว้ต่างพุ่มไม้ตายเพื่อพรางตา แต่บัดนี้ระเนระนาดยับเยินด้วยคมดาบ

เด็กหนุ่มชักดาบตามเข้าไป ชะงักเมื่อเห็นโจรคนหนึ่งเดินซวนเซกุมแผลที่บ่าออกมา

ครั้นเห็นอาเมียร์ อีกฝ่ายก็ยกดาบขึ้นอย่างฝืดฝืน เด็กหนุ่มกลั้นหายใจหลบกลิ่นเลือด เคลื่อนตัวผ่านพร้อมกับฟันที่ขาของศัตรูให้ล้มลง แล้ววิ่งต่อไปในทางเข้าถ้ำซึ่งเริ่มกว้างขึ้นเรื่อยๆ และปักคบเพลิงเป็นระยะๆ

“ฆ่ามัน!” เสียงฝีเท้าตึกตักที่วิ่งตามเข้ามาเป็นแถบ กับเสียงร้องโหยหวนที่ดังไล่หลังมาเพียงเสียงเดียวบอกว่าโจรเมื่อครู่เห็นทีจะชะตาขาดเสียแล้ว กระนั้นเขาก็พยายามไม่ใส่ใจ และมุ่งหน้าต่อไปเพื่อตามท่านอาให้ทันเท่านั้น

ณ จุดที่ถ้ำแยกเป็นสองทางเริ่มมีศพโจรกองระเกะระกะ เสียงร้องสะท้อนก้องมาจากด้านไหนก็ไม่รู้จนอื้ออึงไปหมด อาเมียร์ได้แต่สับสนว่าต้องไปทางใดจนหยุดยืนนิ่ง

เขาเย็นแผ่นหลังวาบขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก…แล้วก็เสียงกรีดร้องของผู้หญิง

...เหมือนในวันนั้น…

“อาเมียร์! เป็นอย่างไรบ้าง!”

เด็กหนุ่มได้สติเพราะเสียงคนที่ตามมา ซึ่งสะท้อนก้องเช่นเดียวกับเสียงที่ตนได้ยินอยู่...เสียงเหล่านั้นเป็นของจริง...

“แยกย้ายกันไป!” อาเมียร์พูด แล้วก็ตัดสินใจวิ่งนำไปทางซ้าย

โจรที่บาดเจ็บจนขยับตัวไม่ได้หรือหายใจรวยรินนอนอยู่ข้างทาง เด็กหนุ่มเพียงวิ่งผ่านพวกเขา จนชะงักกึกเมื่อถึงหลืบหินงอกที่เป็นเสมือนที่กั้นห้องธรรมชาติ เขาคุกเข่าลงหลบหลังพวกมัน แล้วมองลอดออกไป...

ใต้แสงตะเกียง อาเมียร์เห็นคูหาถ้ำซึ่งกว้างเหมือนห้องรูปวงกลม มีถังไม้ที่คงใช้ใส่น้ำหรือเสบียงอื่นๆ วางเรียงรายพิงผนัง ข้างถังเหล่านั้นพวกผู้หญิงและเด็กขดตัวซุกเข้าหากันอย่างหวาดกลัว ตรงกลางคูหามีโจรคนหนึ่งเอามีดสั้นจี้คอเด็กสาวอีกคนไว้

“ย...อย่าเข้ามา!”

อดีตนักรบถือดาบยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้ามัน แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ไปมากกว่านั้น และใช้วิธีเจรจาแทน

“พวกของเจ้าจะตายกันหมดแล้ว ถึงฆ่านางไปก็หนีไม่พ้นหรอก”

“ล...แล้วเจ้ากล้าให้นางตายหรือ ชีวิตคนทั้งคน ข้ารอดนางรอด อย่างมากก็ตายด้วยกันล่ะ!”

เสียงฝีเท้าและเสียงร้องก่อนตายของโจรอื่นๆ ที่เด็กหนุ่มผ่านระหว่างทางเริ่มสะท้อนไล่มาเรื่อยๆ อาเมียร์รีบวางดาบแล้วควานหาหน้าไม้ที่เขาสะพายไว้ด้านหลัง เพราะเกรงว่าเสียงนั้นอาจกดดันให้โจรทำร้ายตัวประกันด้วยความจนตรอกในไม่ช้า พอเล็งได้หลังของโจร เขาก็รีบยิงทันที

ร่างนั้นล้มคว่ำพร้อมกับหลุดเสียงร้องเพียงสั้นๆ ซิอ์บุลทิ้งดาบแล้วใช้มือที่เหลืออยู่กระชากแขนเด็กสาวเข้ามาหาตัว ไม่ให้ถูกน้ำหนักของโจรดึงจนล้มศีรษะฟาดพื้นไปด้วย ครั้นเห็นตัวประกันปลอดภัย เด็กหนุ่มก็สะพายหน้าไม้กลับ หยิบดาบ แล้วจึงวิ่งเข้ามาในซอกนั้น

“ทุกคนไม่เป็นไรใช่ไหม”

เหล่าเชลยที่เพิ่งได้รับอิสระเมื่อครู่ใช้เวลาตั้งสติชั่วอึดใจ

“พวกเราไม่เป็นไร” หญิงคนหนึ่งตอบ “แต่...ลีชา...”

“ลีชา” อาเมียร์ชะงัก เพิ่งสังเกตว่าก็อธฟรีด์น้อยร้องไห้จ้าอยู่ในอ้อมแขนของผู้ตอบแทนที่จะเป็นแม่ “ลีชาเป็นอะไรไป!”

พวกผู้หญิงกระจายตัวออก เผยให้เห็นร่างที่ขดคุดคู้อยู่บนพื้น

เด็กหนุ่มเบิกตาโพลง ร่างที่เขาเห็นไม่น่าใช่เด็กสาวคนนั้น ไม่ใช่ลีชาที่เคยสดใสราวแสงตะวัน ผมสีทองที่เคยหยักศกสลวยกลับยุ่งเหยิงจับเหนียวเป็นกระจุก ปกคลุมใบหน้าที่ก้มลงต่ำ สองแขนที่มีรอยฟกช้ำพยายามป้องปิดร่างซี่งปกคลุมด้วยเศษเสื้อนอนรุ่งริ่ง

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...อาเมียร์ถามตนเอง ขณะกวาดมองเชลยหญิงคนอื่นๆ ที่ส่วนมากอยู่ในเสื้อนอนเช่นกันและมีสภาพอิดโรยหวาดกลัว แต่ไม่มีใครที่บาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้

“นาง...” หญิงอีกคนทำท่าจะเอ่ย แล้วก็นิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนนึกเปลี่ยนคำพูด “...นางคงเดินไม่ไหว”

“เจ้าอุ้มนางไป” ‘พ่อ’ พูดขึ้นบ้าง

อาเมียร์สอดดาบเข้าฝัก กลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วก้าวเข้าไปช้าๆ

ครั้นเขาเรียกชื่อเธอเบาๆ เด็กสาวก็เหลือบตาสีมรกตขึ้นมองแวบเดียว ก่อนจะหลุบตาลงเช่นเดิม กระทั่งเด็กหนุ่มยังเย็นวาบกับสีหน้าซีดขาว และนัยน์ตาเลื่อนลอยไร้ความรู้สึกของเธอ

“พวกเรามาช่วยแล้ว” เขาถอดผ้าคลุมออกห่มให้เธอ “ทุกอย่างจะเรียบร้อย...เชื่อข้าเถอะ”

ไม่มีคำตอบจากลีชา อาเมียร์ได้แต่ค่อยๆ วางมือลงบนหลังของเด็กสาวที่นั่งนิ่งเหมือนตุ๊กตา ผิวของเธอเย็นเฉียบเหมือนหิมะ เขาช้อนร่างเบาหวิวเหมือนไร้น้ำหนักขึ้นก่อนจะลุกขึ้นยืน ได้ยินเสียงน้ำหยดกระทบพื้น...

เด็กหนุ่มเบือนหลบไม่ทัน พบภาพกองของเหลวสีแดงบนพื้นที่เคยมีร่างของเด็กสาว เขาข่มมือที่สั่นระริก พยายามปิดประสาทรับกลิ่นของตน...จากกลิ่นสาบคาวชวนคลื่นเหียนที่วนเวียนอยู่ไม่ห่าง...แต่ก็ไร้ผล

ลีชานอนอาบกองเลือดของตนมานานเท่าไรแล้ว ต้องห้ามเลือดโดยเร็ว...เขานึกวนเวียนซ้ำไปมา แต่จะทำอย่างไรเล่า เขาทำไม่ได้ บนร่างของเธอไม่มีบาดแผลใหญ่ภายนอก มีเพียงรอยถลอก...ฟกช้ำ...ขีดข่วน มันน่ากลัวเกินไป...อย่าคิดเกินกว่านั้น เขาช่วยอะไรเธอมากกว่านี้ไม่ได้ มีแต่ต้องรีบพาเธอไปหาหมอ ไปโดยเร็วที่สุด

คงเพราะกลัวเด็กสาวจะตายคาอ้อมแขน เขาจึงบังคับตนเองไม่ให้เข่าอ่อนล้มลงได้สำเร็จ ขณะรีบก้าวแหวกวงญาติมิตรซึ่งพูดคุยโหวกเหวกหรือตะโกนอย่างดีใจที่ได้คนที่ตนรักคืนมาอย่างปลอดภัย


* * * * *


ลีชาไม่พูดอะไรสักคำระหว่างขี่ม้าไปกับเขา และไม่มีใครพูดอะไรเกี่ยวกับลีชา ใครๆ ล้วนแต่ยินดีกับความสำเร็จของการช่วยเหลือตัวประกัน และการสังหารพวกโจรป่าจนสิ้น

เมื่อพวกเขามาถึงหมู่บ้าน ก็ดูเหมือนคนในบ้านแทบทุกหลังจะออกมาต้อนรับเป็นอย่างดี ญาติๆ ของเชลยที่ถูกช่วยกลับมาพากันขอบคุณซิอ์บุลผู้เป็นต้นคิดและหัวแรงใหญ่ไม่ขาดปาก ซ้ำยังมีใครสักคนที่พูดถึงงานเฉลิมฉลองขึ้นมา ทั้งๆ ที่ศพของคนตายยังต้องฝังในวันพรุ่งนี้

แต่อาเมียร์มีเรื่องเร่งด่วนกว่านั้น ครั้นลงจากหลังม้าหน้าบ้านของเกล็น เขาก็รีบปลีกตัวมากับลีชา และพ่อของเกล็นซึ่งอุ้มทารกน้อยไว้

ที่หน้าประตู แม่ของเกล็นรับหลานชายไปอุ้มทั้งน้ำตา

“ก็อธฟรีด์...ขอบคุณสวรรค์...”

“ลีชาบาดเจ็บมาก รีบให้นางเข้าไปพักข้างในเถอะขอรับ” เด็กหนุ่มเตือน “แล้วก็รีบตามหมอมาดูอาการนางด้วย”

ชายวัยกลางคนหลีกทางให้เขา แต่ภรรยากลับกวาดมองร่างที่ซบไหล่เด็กหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น

“พ่อหนุ่ม ให้ลีชาไปพักรักษาตัวที่บ้านเจ้าก่อนได้ไหม...อย่างน้อยสักสองสามวัน”

อาเมียร์กะพริบตาอย่างงุนงง

“แม่เจ้ารู้เรื่องยา...ให้ลีชาอยู่ใกล้ๆ นางคงดีกว่า พวกเราไม่มีความรู้ด้านนี้เลย” นางอ้าง “อีกอย่าง ดูแลเด็กเล็กคนเดียวก็หนักแย่แล้ว”

เด็กหนุ่มแย้งว่าแม่ไม่ได้เก่งเพียงนั้น ผลพลอยได้จากการเป็นภรรยานักรบทำให้ท่านรู้เรื่องปฐมพยาบาลหรือรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ จริง...แต่ไม่เคยร่ำเรียนถึงขั้นจะเรียกได้ว่าเป็นหมออะไรก็ตาม มีแต่พวกชาวบ้านที่คิดไปเองว่าคนรู้หนังสือน่าจะรู้วิชาแพทย์เสียด้วย เวลาตามตัวหมอคนเดียวในหมู่บ้านไม่ได้ หรือหมอตัวจริงมีธุระยุ่งอยู่จึงวิ่งมาที่บ้านเขาแทนเป็นประจำ

“แต่อย่างน้อยบ้านเจ้าก็อยู่ใกล้ร้านหมอมากกว่า หากนางเป็นอะไรขึ้นมากะทันหันจะช่วยได้ทันกว่านะ” แม่ของเกล็นยังให้เหตุผล ทั้งๆ ที่บ้านของทั้งสองก็อยู่แทบติดกัน “ส่วนก็อธฟรีด์ให้อยู่ที่นี่ก่อน แม่อาการหนักขนาดนี้คงดูแลไม่ได้หรอก”

เด็กน้อยร้องไห้ขึ้นมาในขณะนั้น อาเมียร์รู้สึกเหมือนลีชาสะดุ้งน้อยๆ และเหลือบไปทางลูกอย่างเป็นห่วง

...นั่นเป็นปฏิกิริยาเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าเธอยังมีชีวิตอยู่...

“เอ...ผ้าอ้อมก็ไม่เปียก นี่คงหิวนม...เดี๋ยวย่าอุ่นนมแพะให้กินนะ” เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนแม่ของเกล็นพูดเองเออเอง “ลีชา เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ไปพักรักษาตัวเถอะ ข้าจะดูแลก็อธฟรีด์ให้เอง” พูดจบ หญิงวัยกลางคนก็อุ้มทารกน้อยเข้าไปในบ้านโดยไม่พูดอะไรอีก

พ่อของเกล็นยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับเขา

“ฝากด้วยนะ อาเมียร์ ข้าก็อยากให้ลีชาหายดีเร็วๆ แล้วลีชา...เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรนะ...โดยเฉพาะเรื่องก็อธฟรีด์”

ชายวัยกลางคนค้อมศีรษะน้อยๆ เหมือนจะขออภัย แล้วจึงกลับเข้าบ้านไปอีกคนหนึ่ง


* * * * *


ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับอาเมียร์ นอกจากพาเด็กสาวกลับมาที่บ้านของตน

แม่บอกให้พาลีชาไปนอนพักที่ห้องของเขาก่อนได้ฟังคำอธิบายอย่างรวบรัดเสียด้วยซ้ำ แล้วเขาจึงมีโอกาสผลัดเสื้อผ้าเปื้อนเลือด ปลีกตัวไปหลังบ้าน อาเจียนยกใหญ่นอกสายตาของทุกคน หลังจากกลั้นมานานจนปวดศีรษะและตาลายพร่า เขาอาเจียนเสียจนน้ำตาไหล และสิ่งที่ออกมาเหลือเพียงน้ำย่อยเปล่าๆ แต่ภาพสีแดงฉานยังไม่หายจากนัยน์ตา

รู้มานานแล้วว่าในโลกมีเรื่องโหดร้ายขนาดนี้...รู้ว่าเพศของตนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายน่ารังเกียจได้ถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่เคยเห็นประจักษ์พยานยืนยันเต็มสายตาเหมือนเมื่อครู่ เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนโจรพวกนั้นไม่ใช่คน...พวกมันโหดเหี้ยมทารุณเกินไป...เกินยอมรับ

พออาการทุเลาลง อาเมียร์กลับเข้ามาเห็นแม่พัดหม้อน้ำที่ตั้งไฟอยู่ จึงอาสาเฝ้าหม้อแทนเพื่อให้ท่านเข้าไปช่วยหมอดูแลลีชา ไม่นานแม่ก็ออกมาต้มยาแก้ปวดกับแก้อักเสบไปให้เธอตามคำสั่งของหมอ ก่อนเข้าห้องนอนของเขาไปพร้อมกับอ่างน้ำสำหรับเช็ดตัวและถ้วยยาต่างๆ ส่วนเขามานั่งพักที่โต๊ะ

“พี่ลีชาเป็นอะไรเหรอ” ฟาร์ฮานาห์ตั้งคำถาม

“นางไม่สบาย ต้องมารักษาตัวที่บ้านเราสักพักหนึ่ง” เด็กหนุ่มอธิบายง่ายๆ

“แต่พี่ลีชาก็มีบ้านนี่” เด็กหญิงเอียงคออย่างสงสัย

“ให้มารักษาที่บ้านเราสะดวกกว่า” อาเมียร์ได้แต่ให้คำตอบที่เขาไม่เห็นด้วยเอาเสียเลย

“เพราะน้ำแกงของแม่อร่อยที่สุดใช่ไหม” นาสิราให้เหตุผล “เวลาใครเป็นหวัด กินน้ำแกงของแม่ก็หาย เดี๋ยวพี่ลีชาก็หายแล้วเนอะ”

“อือ” เด็กหนุ่มรับฝืนๆ

ท่านอายังคงนั่งเงียบที่หัวโต๊ะ หน้าสำรับอาหารที่พร่องไปครึ่งหนึ่ง ท่านหยุดรับประทานไปตั้งแต่ตอนที่เขาพาลีชาเข้ามา และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นขณะเตรียมของตามคำสั่งของแม่ ส่วนสำรับที่แม่เตรียมให้เด็กหนุ่ม เขายังไม่ได้แตะต้องและไม่มีความอยากกิน ถึงจะเหนื่อยมาทั้งวัน ...อาเมียร์เกรงว่าท้องไส้ของตนจะยังไม่ยอมรับอาหารโดยง่ายในตอนนี้

ภาพร่างบอบช้ำของลีชาที่เหมือนถูกสูบวิญญาณ ทิ้งเพียงเปลือกร่างว่างเปล่าอย่างคราบจักจั่นยังติดตรึงในสำนึก เกล็นตายไปแล้ว...หายไปจากชีวิตเขาเหมือนใครอีกหลายคน ส่วนเด็กสาวที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาง่ายๆ เป็นกันเองคนนั้นก็กลับกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่รู้จัก

แล้วการช่วยเหลือครั้งนี้จะมีความหมายอะไร...

ใช่ พวกเขารักษาชีวิตของเชลยทุกๆ คนได้ แต่สำหรับลีชาดูจะสายเกินไป เธอต้องสูญเสียสามี ทั้งยังถูกทำร้ายอย่างทารุณอย่างนั้น...

“เราพยายามทำดีที่สุดแล้ว” ท่านอาเอ่ยลอยๆ “อย่าโทษตัวเองเลย”

เบื้องหน้าเด็กหญิงเล็กๆ ทั้งสอง อาเมียร์ได้แต่ถอนใจยาว เขารู้ว่าไม่ควรโทษตนเอง ท่านอา หรือพวกชาวบ้านที่พยายามกันอย่างเต็มที่ ทุกคนพยายามทำเวลาให้เร็วที่สุดแล้ว ทว่าเหตุร้ายที่มาเยือนกลาสเดลฉับพลันยังเป็นเรื่องที่เขารู้สึกว่ามีใครบางคน...หรือบางสิ่ง...ที่ต้องรับผิดชอบ บางสิ่งที่เกี่ยวพันกับความอ่อนแอและทุกข์ภัยของธีร์ดีเรในยามนี้...

ความอ่อนแอของอาณาจักรเป็นเรื่องไกลตัวหรือ โจรป่าเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย...เมื่อเทียบกับการกวาดล้างทั้งอาณาจักรหรือ เขาไม่รู้จะหัวเราะเยาะหรือก่นด่าตนเองที่เคยคิดเช่นนั้น คนตายอาจมีเพียงสาม หญิงที่ ‘ตายทั้งเป็น’ มีเพียงหนึ่ง ทว่า...ความจริงยังคงอยู่ว่าจำนวนมากน้อยไม่สำคัญสำหรับพวกเขา คนเหล่านั้นสูญเสีย...เจ็บปวด พวกเขาไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นชีวิตทั้งชีวิต เกล็นไม่ใช่ตัวเลข ลีชาก็ไม่ใช่ตัวเลข เสด็จพ่อและประชาชนทั้งอาณาจักรของเขาล้วนไม่ใช่ตัวเลขซึ่งเพิ่มขึ้นในโลกที่มีคนตายทุกวัน...รวมเป็นแสนเป็นล้าน ความรู้สึกของเขาไม่ได้มีเพียงตัวเลข...ไม่ใช่เพียงความฝันสีแดง ไม่ใช่ชื่อที่จะลืมไปได้ง่ายๆ

บางที...ความคิดที่จะลืม และใช้ชีวิตต่อไปเหมือนคนเหล่านั้นไม่เคยมีตัวตนต่างหาก...ที่โง่เขลาที่สุด


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:08:06 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๔
โฉมหน้าอันดำมืด

      
อาเมียร์รู้ตัวว่าตนเหน็ดเหนื่อยข้ามคืนมาจนตลอดทั้งวัน แต่ถึงเวลาเข้านอนจริงๆ กลับหลับไม่สนิท เขาฝันเหมือนตนเองวิ่งไปท่ามกลางกองศพและสีแดงฉาน...วนเวียน...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พบร่างไร้วิญญาณของเกล็น และร่างที่ดูเหมือนจะไร้วิญญาณของลีชาในภาพเหล่านั้น

ครั้นตื่นมาเป็นครั้งที่สามหรือสี่ อาเมียร์ก็พบว่าไร้ประโยชน์ที่จะนอนต่อ และลุกไปทำงานเสียแต่เช้ามืด ท่านอาไม่ทักหรือแสดงท่าทางว่าตื่นแล้วเพราะเสียงของเขา แต่เด็กหนุ่มก็เดาว่าคนรู้สึกตัวไวอย่างท่านคงลำบากไม่น้อยกับการนอนข้างๆ คนที่ดิ้นกระสับกระส่ายอย่างตน ในเมื่อแม่ย้ายไปนอนห้องของเขาเพื่อดูแลลีชา

ตอนให้อาหารพวกสัตว์ในคอก เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนชีวิตได้กลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้ง แต่ก็รู้ว่าเขาเพียงหลอกตนเองเมื่อแม่ตักน้ำแกงร้อนๆ ถ้วยหนึ่ง วางบนถาดกับถ้วยยา ถือเข้าไปในห้องของเขา ขลุกอยู่ในนั้นขณะที่สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวรับประทานอาหารเช้าไปก่อน

สายวันนี้เป็นงานศพของชาวบ้านสามคนที่ตายไป รวมทั้งเกล็น อย่างน้อย อดีตนักรบกับอาเมียร์ก็ต้องเข้าร่วม หลังเสร็จงานตอนเช้า ทั้งสองก็เปลี่ยนจากเสื้อผ้าทำงานเป็นชุดสีดำ ออกมาในห้องกลางพอดีเมื่อแม่บอกให้รอลีชาไปด้วย ท่านค้นเสื้อผ้าสีดำของตนในห้องนอน ก่อนจะเข้าไปในห้องที่อาเมียร์ต้องยกให้ลีชา...หวังว่าแค่ชั่วคราว สักพักก็พยุงเด็กสาวที่ก้าวซวนเซออกมา

เด็กหนุ่มยิ่งสะท้อนใจเมื่อเห็นลีชาอีกครั้ง แม่เช็ดตัวสระผมให้เธอจนสะอาดตั้งแต่เมื่อคืน แต่ก็ไม่อาจลบแผลถลอกและฟกช้ำนอกเสื้อผ้าสีดำซึ่งหลวมโพรกบนร่างบอบบาง เช่นเดียวกับแผลแตกที่มุมปาก และสีหน้าที่เขาบรรยายได้ใกล้เคียงที่สุดว่าเหมือนหน้ากากไร้อารมณ์

ลีชาหันไปมองแม่ สั่นศีรษะแล้วปล่อยมือเหมือนจะบอกว่าไม่ต้องประคอง แต่ก็เซถลาจนต้องรีบคว้าพนักเก้าอี้ไว้

“ให้ข้าช่วยไหม” อาเมียร์ปราดเข้าไปกระซิบเบาๆ

เด็กสาวยังสั่นศีรษะ แต่ก็ไม่ขยับหลบเมื่อเขายกแขนของเธอมาพาดไหล่ตน ท่านอาเหลือบมองเขากับเธออยู่ชั่วอึดใจก่อนจะเดินนำไปที่ประตู


* * * * *


สายตาของชาวบ้านที่มางานศพดูเหมือนจะพุ่งตรงมาทางทั้งสามคนเป็นตาเดียวครู่หนึ่ง แล้วก็เลื่อนกลับไปโดยไม่มองอีกตรงๆ

ไม่สิ ไม่ใช่สายตาที่มองทั้งสาม อาเมียร์สังเกตในครู่ต่อมาว่าพวกชาวบ้านยังมองและพูดคุยกับอดีตนักรบเป็นปกติ มีแต่เขากับลีชาที่ถูกเหลือบมอง ในครู่ที่คนมองคงคิดว่าทั้งสองจะไม่สังเกต ซ้ำบางคนมองแล้วยังกระซิบอะไรเบาๆ

สุดท้าย เขาก็พบว่าพวกนั้นลอบมองและซุบซิบถึงแต่เพียงลีชาคนเดียวเท่านั้น...

เด็กหนุ่มได้แต่รักษาท่าทีให้นิ่งไว้ ทั้งที่นึกอย่างร้อนรนว่านี่มันเรื่องอะไร เขารู้ว่าที่นี่ไม่มีธรรมเนียมฆ่าฟันหญิงที่ถูกข่มเหงเพื่อกอบกู้เกียรติยศของใครเหมือนในทะเลทราย แต่ก็พอเข้าใจว่าเด็กสาวจะถูกมองอย่างไรหลังเหตุการณ์นั้น

แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ...มันก็บ้าไปแล้ว!

อาเมียร์ต้องข่มใจที่เริ่มคุกรุ่นจนกระทั่งนักบวชมาสวดส่งวิญญาณ เวลานั้นทุกๆ คนดูจะนิ่งสงบไม่วอกแวกได้ครู่หนึ่ง แล้วจึงถึงเวลาของการอำลาศพ

พ่อของเกล็นทิ้งดอกไม้บนโลงศพเรียบๆ ที่ต่อตามมีตามเกิดเป็นคนแรก ตามมาด้วยแม่ของเกล็นที่อุ้มหลานชาย อาเมียร์พยุงลีชาหมายจะให้เธอหยิบดอกไม้จากตะกร้าของสัปเหร่อ และมอบให้สามีผู้ล่วงลับเป็นคนต่อไป แต่แล้ว...

“ไม่เป็นไรหรอก ลีชา ข้าว่าเกล็นรู้ว่าเจ้าจะบอกอะไรเขา” คนพูดคือแม่ของเกล็น ซึ่งยิ้มฝืดเฝือ

เด็กหนุ่มชะงัก

“แต่ว่า...”

“ตามธรรมเนียม นางไม่ต้องมอบดอกไม้ให้ศพก็ได้” สัปเหร่อพูดอย่างลำบากใจ

ไม่ต้อง...ที่จริงคือไม่อนุญาตน่ะสิ!

“แต่ลีชาเป็นภรรยาของเกล็น” อาเมียร์ย้ำเสียงแข็ง

“ก็ใช่ แต่...” หญิงวัยกลางคนยังปั้นยิ้มต่อไป “ถ้าจะส่งวิญญาณของเกล็นไปสู่สุคติ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพิธีไม่ควรมี ‘สิ่งแปดเปื้อน’ ใดๆ ลีชาน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ ไม่ขัดข้องใช่ไหมลีชา”

คนถูกถามเพียงผงกศีรษะเรียบๆ แล้วก้มหน้าไม่มองใครตามเดิม แต่เด็กหนุ่มอดกระซิบกับเธอไม่ได้

“ลีชา เจ้าอยากไว้อาลัยเกล็นไม่ใช่หรือถึงได้มาที่นี่ ถ้าเจ้าอยากส่งดอกไม้ให้เขาก็บอกมาเลย ไม่ว่าใครจะพูดอะไร...ข้าก็รู้ว่าเกล็นอยากรับดอกไม้จากเจ้า”

เด็กสาวสั่นศีรษะ แต่เขายังได้ยินเสียงสะอื้นเบาๆ ที่ถูกข่มไว้ อาเมียร์ชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามสัปเหร่อ

“ข้าเป็นเพื่อนของเกล็น ข้ามอบดอกไม้ให้เขาได้ใช่ไหมขอรับ”

เมื่อสัปเหร่อพยักหน้า เขาก็คว้าดอกไม้ดอกหนึ่งแล้วก้าวไปที่ปากหลุม แต่แทนที่จะทิ้งลงไป กลับสอดมันไว้ในมือบอบบางของคนที่ตนพยุงอยู่แทน

“นี่เจ้า—!” แม่ของเกล็นร้องเสียงหลง

เด็กสาวสะดุ้งเฮือก พยายามส่งดอกไม้คืนให้กับมือของเขา แต่อาเมียร์ก็เพียงปัดเบาๆ ให้ดอกไม้นั้นร่วงลงบนโลงศพ

“เจ้าทำอะไรลงไป—!” หญิงวัยกลางคนขึ้นเสียง ยังผลให้เด็กทารกที่นางอุ้มอยู่ร้องไห้จ้าขึ้นมา “ถ้าเกิดเกล็นไปสู่สุคติไม่ได้...เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร!!”

“เกล็นจะไปสู่สุคติไม่ได้เพราะเขาพบว่าพวกท่านทำกับลีชาอย่างนี้มากกว่า!” เด็กหนุ่มโต้กลับ

“อาเมียร์” ท่านอาเรียกเสียงหนักๆ แต่เด็กหนุ่มไม่สนใจฟัง

“ไม่ว่าเรื่องสุดวิสัยอะไรจะเกิดขึ้น ลีชาก็ยังเป็นภรรยาของเกล็น เกล็นรักนางและนางก็รักเขา ท่านจะให้ลูกท่านตายตาไม่หลับเพราะแค่เขาตายไปวันเดียว...พวกท่านก็ตั้งแง่รังเกียจผู้หญิงที่เขารักหรือ!”

“เราไม่ได้ตั้งแง่รังเกียจ” แม่ของเกล็นข่มเสียงเรียบ “แต่ธรรมเนียมของเราเป็นอย่างนี้จริงๆ สิ่งแปดเปื้อนจะทำให้เกล็นไม่อาจไปสู่สุคติได้ ลีชาก็เข้าใจแล้ว เจ้าจะมาเดือดร้อนอะไรด้วย”

“แปดเปื้อน...นางไม่ได้แปดเปื้อนหรอก นางแค่ถูกทำร้ายต่างหาก!” อารมณ์ของอาเมียร์ยิ่งพลุ่งขึ้น “นางถูกพวกโจรทำร้าย...นางไม่ต้องการ...นางรอดชีวิตมาได้...แต่ตอนนี้พวกท่านกำลังจะฆ่านางให้ตายด้วยความคิดที่ว่านางกลายเป็นสิ่งแปดเปื้อนแท้ๆ !”

“ถูกพวกโจรทำร้าย...ไม่ต้องการอย่างนั้นหรือ แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ” หญิงวัยกลางคนแค่นเสียง

เด็กหนุ่มชะงัก รู้สึกได้ว่าร่างที่พิงเขาอยู่เกร็งแข็งขึ้น

“ได้ยินว่าโจรพวกนั้นรู้จักนางดี...ดีขนาดเป็นผัวนางมาก่อนลูกข้าเสียด้วย เจ้าคิดว่าข้ารู้สึกอย่างไร ลูกชายไปคว้าผู้หญิงไม่รู้หัวนอนปลายเท้าจากในเมืองมาเป็นเมีย...เป็นแม่ของหลานข้า...แล้วมารู้ทีหลังว่านางเป็นผู้หญิงหากินชั้นต่ำอย่างนี้!”

ลีชาหลุดเสียงสะอื้นออกมา ร่างบอบบางของเธอสั่นเทา สะท้านมาถึงร่างเขา หน้าของอาเมียร์เริ่มชา

“ท่านพูดอะไร...”

“ตอนนี้ใครๆ เขารู้กันทั้งหมู่บ้าน เด็กๆ ทุกคนที่ถูกจับไปได้ยินไอ้โจรพวกนั้นพูดอยู่กับปาก ลูกข้าตายเพราะปกป้องมัน...ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่อีตัวข้างถนน ให้มันตายสักร้อยครั้งยังชดใช้ชีวิตลูกข้าไม่ได้เลย!!

อาเมียร์นิ่งงัน เด็กสาวในอ้อมแขนเขาร้องไห้โฮ ควบคุมตนเองไม่ได้อีกต่อไป

“เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเพราะมันเป็นตัวซวย! เกล็นต้องมาตายเพราะบาปของมัน! ที่มันโดนพวกโจรรุมก็เพราะมันเป็นผู้หญิงเลวเท่านั้นเอง! สาสมแล้ว! ดูซิ ผู้หญิงดีๆ คนอื่นๆ พวกโจรยังไม่เห็นจะแตะต้องเลย!” หญิงวัยกลางคนยังกราดไม่หยุด

อารมณ์ของอาเมียร์เดือดพล่าน กระทั่งคิดไปว่าหากคนที่กล่าววาจาเช่นนี้ไม่ใช่ผู้หญิงและแม่ของเกล็น...เขาคงจะเหวี่ยงหมัดประเคนให้หัวร้างข้างแตกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

“เป็นโสเภณีแล้วทำไม!” เด็กหนุ่มตั้งสติตอบในที่สุด “เป็นโสเภณีแล้วหมายความว่าใครๆ จะดูถูกย่ำยีอย่างไรก็ได้หรือ! ไม่ว่านางจะเคยเป็นอะไร นางก็เป็นคนดี...เป็นภรรยาที่ดีของเกล็น...เป็นแม่ที่ดีของก็อธฟรีด์ ถ้าจะมีคนเลวคนไหนที่ควรได้รับโทษให้สาสม...ก็คือคนที่เหยียบย่ำนางด้วยเรื่องแค่นี้ต่างหาก!”

“อาเมียร์!” ท่านอาถลันเข้ามาขวางหน้าเขา สีหน้าเคร่งเครียด “พาลีชากลับบ้านไปก่อน”

“แต่ว่า...”

“ลีชาได้มอบดอกไม้ให้เกล็นแล้ว หรือเจ้าต้องทำให้งานศพล่มไปเลยถึงจะพอใจ” ท่านพูดห้วนๆ แล้วก็หันไปทางพ่อแม่ของผู้ตาย “พวกท่านก็เหมือนกัน จะทำอะไรก็เกรงใจวิญญาณของลูกเสียบ้าง ข้าไม่คิดว่าลูกผู้ชายที่ใจกว้างและกล้าหาญขนาดนี้จะเกิดจากคนใจคอคับแคบได้”

“แม่...พอเถอะ” พ่อของเกล็นกระซิบเบาๆ ด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน “เกล็นไม่อยากให้เราทำอย่างนี้หรอก ลีชาเป็นแม่ของก็อธฟรีด์นะ”

อาเมียร์เบือนหนีสีหน้าไม่อยากยอมแพ้ของคู่กรณี ประคองเด็กสาวที่สะอึกสะอื้นฝ่าผู้เข้าร่วมงานศพ ซึ่งแหวกทางให้อย่างเงียบๆ โดยมีเสียงของอีกฝ่ายดังไล่หลัง

“ข้าอุตส่าห์ถนอมน้ำใจนางแล้ว! ใครทำให้ข้าเหลืออดเองก็รู้ตัวอยู่! ข้าขอบอกไว้ตอนนี้! ก็อธฟรีด์ต้องอยู่กับพวกเรา! หัวเด็ดตีนขาดข้าจะไม่ยอมให้หลานข้าต้องโดนผู้หญิงพรรค์นี้เลี้ยง! ไม่อยากให้แกรู้ด้วยซ้ำว่าแม่เป็นผู้หญิงเลว! เที่ยวนอนกับผู้ชายไปทั่ว...แม้แต่โจรสิบๆ คน!”


* * * * *


ลีชาร้องไห้เงียบๆ ไปตลอดทางกลับบ้าน ไม่ว่าเด็กหนุ่มจะพยายามปลอบอย่างไรก็ตาม

“อย่าใส่ใจเลย มันก็แค่คำพูดของคนใจแคบ เกล็นเป็นคนดีถึงขนาดนั้น...หากเจ้าไม่ใช่คนดีเหมือนกัน เขาก็คงไม่รักเจ้าหรอก”

เด็กสาวเอาแต่สั่นศีรษะ

“ลีชา...มันไม่ใช่ความผิดของเจ้า...ทุกๆ เรื่องเลย ไม่ว่าเจ้าเคยทำอะไรมา...เจ้าก็ไม่ได้ทำร้ายใคร เจ้าไม่มีความผิดอะไรทั้งนั้น”

เขาประหลาดใจมากเมื่อลีชาสะบัดตัวให้หลุดจากแขนของเขา แม้ตนเองจะเซถลาไปยังรั้วด้านหนึ่ง

“ลีชา!”

เธอใช้รั้วเป็นหลักพยุงกาย พยายามยืดร่างขึ้นสบตากับเขาด้วยดวงตาช้ำแดง ริมฝีปากขยับโดยไร้เสียง

“ว่าอะไรนะ ข้าไม่ได้ยิน”

เด็กสาวยังเอาแต่ขยับริมฝีปากโดยไม่ออกเสียงใดๆ เช่นเดิม อาเมียร์ใจร่วงวูบเมื่อเริ่มตระหนัก

“เสียงของเจ้า...”

ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาช่วยเธอออกมา ลีชาก็ไม่เคยปริปาก เวลาร้องไห้ก็มีเพียงเสียงสะอื้นในลำคอเท่านั้น

“พวกมัน...พวกมันทำร้ายเจ้าถึงขนาดนี้เชียวหรือ!”

เด็กหนุ่มตรงเข้าไปหมายจะประคอง แต่นัยน์ตาของเด็กสาวกลับหวาดหวั่น มือยกขึ้นปัดอย่างป้อแป้จนเขาถอยออกห่าง ริมฝีปากของเธอเริ่มขยับช้าๆ

“ทำ...ไม...” พอตั้งสติได้ อาเมียร์ก็ค่อยๆ อ่านคำที่เขาเห็นตามรูปปาก “จะ...ไม่มี...ความผิด”

ข้า...ผู้หญิงหากิน...แต่งงานกับเกล็น...บาปของข้าทำให้เขา... ลีชาขยับริมฝีปากได้เท่านั้นก็ยิ่งร้องไห้หนัก

“มันไม่เกี่ยวกันเลย!” เด็กหนุ่มแย้ง “ที่เขาตาย...เป็นเรื่องสุดวิสัย ไม่ได้เกี่ยวว่าเจ้าเคยทำอะไรไว้ สำคัญคือเขารักเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะเคยเป็นอะไร...เขาก็รักและยอมรับเจ้าเสมอ ข้ารู้ เขาเคยพูดเหมือนฝากให้ข้าดูแลเจ้ากับก็อธฟรีด์ ข้าจะเอาแกมาคืนเจ้าให้ได้”

...ไม่... ลีชายังคงสั่นศีรษะ

“ทำไมล่ะ! เจ้าไม่อยากอยู่กับลูกหรือ!”

...ข้า...เป็น...ผู้หญิงเลว...

“เจ้าไม่ใช่ผู้หญิงเลว เจ้าแค่ตกเป็นเหยื่อ...เหยื่อของพวกที่พยายามทำให้เจ้าเชื่อว่าเจ้าอ่อนแอ...เจ้าไม่มีค่า แต่ถ้าเจ้าสู้...เจ้าจะผ่านพ้นไปได้ แม่เคยบอกข้าว่าอย่างนี้”

เด็กสาวก้มหน้าลงโคลงศีรษะ ริมฝีปากขยับเหมือนพูดอะไรสักอย่าง แต่เขาไม่อาจเห็นปากของเธอ

“ลีชา...”

เธอห่อตัวกอดเข่า ร้องไห้โดยไร้เสียงอยู่เนิ่นนาน แต่เมื่อเขาตัดสินใจบอกให้ระบายและ ‘พูดออกมา’ ให้พอ เธอก็เงยหน้าขึ้นทันใด ดวงตาเบิกค้างจ้องเขม็งมาข้างหน้า

อาเมียร์เรียกชื่อเธอ...แต่เด็กสาวไม่มีทีท่าว่าได้ยิน เขาไม่เห็นสิ่งที่เธอควรมองด้วยสายตาหวาดกลัวเลย ทว่าจู่ๆ ริมฝีปากของเธอก็อ้ากว้าง...ขับเสียงร้องที่เขาไม่นึกว่ามีออกมา ร่างบางขยับถอยพรวดพราด ชนรั้วไม้ข้างหลังเสียงดัง จนเขารู้สึกว่าเธอคงเจ็บไม่น้อย

เด็กหนุ่มพยายามรั้งตัวเธอไว้ แต่ลีชากลับข่วนหน้าเขาเต็มแรง เขายังคงร้องเรียกชื่อเธอ บอกให้เธอสงบใจ แต่เธอคงไม่ได้ยินโดยสิ้นเชิงแล้ว ปากของเธออ้าค้าง ลำคอกระตุกเป็นระยะ เสียงกรีดร้องยาวนาน...หวีดแหลมเหมือนนกบาดเจ็บ...โหยหวนเหมือนสัตว์ป่า

เด็กสาวดิ้นรนเปะปะ ตากลอกมองรอบด้าน เขาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นิ่งงันอยู่อีกครู่จึงตัดสินใจว่าต้องจับเธอไว้ก่อน ไม่ให้ดิ้นไปชนของอย่างอื่นให้เจ็บตัวเพิ่ม แต่ยิ่งพยายามเข้าใกล้เท่าไรก็เหมือนยิ่งต้อนเธอให้หนีห่างออกไปทุกที เธอดิ้น...เขาตาม ดิ้น...ตาม เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนตัวเขาเองผงะเมื่อเห็นหยดสีแดงบนพื้น แวบแรกนึกว่าภาพลวงตา แต่เมื่อกะพริบตาแล้วยังเห็นมันอยู่...จึงรู้ว่าเป็นของจริง แผลใดสักแผลบนร่างกายยับเยินของเธอคงปริแตกออก อาเมียร์กลัวแทนเธอเหลือเกินว่าเลือดนั้นจะไหลไม่หยุด แต่ตนเองก็ยังกลัวภาพสีแดงจนไม่รู้จะทำเช่นไร

หากท่านอาไม่รีบตามมา อาเมียร์ก็คงได้แต่คุกเข่าอยู่ที่เดิม มองลีชาดิ้นรนจากอากาศว่างเปล่า...เต้นรำอย่างบ้าคลั่ง...กรีดร้องจนเหนื่อยหอบและนอนงอตัวกุมท้องอย่างเจ็บปวด ร่างเธอกระตุกซ้ำๆ เหมือนโก่งคออาเจียน แต่ไม่มีสิ่งใดออกมานอกจากน้ำ

ท่านอาเข้าประชิดตัวเธอทันที สองแขนตรึงไหล่บอบบางแน่นหนาจากด้านหลัง เด็กสาวพลันเบิกตาค้าง กรีดร้องซ้ำด้วยเสียงที่เริ่มแหบแห้ง ท่านอาเรียกเขาให้ช่วยจับขา อาเมียร์ปราดเข้าไปคว้าข้อเท้าทั้งสองของลีชาไว้ แต่เธอก็สะบัดเตะถีบเต็มแรง รองเท้าไม้ที่ยืมจากแม่หลุดกระเด็น กระแทกใส่แขนเขา

“จับเอาไว้! พานางกลับบ้านให้เร็วที่สุด!” ท่านอาร้อง เด็กหนุ่มพยายามทำเช่นนั้นสุดความสามารถ ทั้งๆ ที่เด็กสาวมีน้ำตานองสองแก้มและความหวาดกลัวฉายชัดบนดวงหน้าบิดเบี้ยว เขาไม่อยากนึกเลยว่าเธอเห็นสิ่งใด...เห็นชายสองคนที่พยายามช่วยเธอเป็นปีศาจที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างไรอีก

ระหว่างทาง อาเมียร์เห็นพวกชาวบ้านซึ่งคงได้ยินเสียงมองอยู่ห่างๆ แต่พวกเขาก็ไม่เข้ามาใกล้ทั้งสองเลยแม้แต่น้อย


* * * * *


เสียงกรีดร้องยังคงดังในห้องของเขา หลังจากที่แม่บอกเสียงแข็งให้เด็กหนุ่มกับท่านอาออกไป ไม่ฟังที่ท่านอาติงว่าลีชาอาจทำร้ายแม่โดยไม่ตั้งใจ ตอนนี้ในห้องเหลือท่านอยู่กับเด็กสาวเพียงสองคน สมาชิกในบ้านคนอื่นๆ ยืนมองประตูที่ปิดสนิท ฟาร์ฮานาห์กับนาสิราเกาะขาหลบหลังร่างสูงใหญ่ของท่านอา เด็กหญิงคนเล็กถามอย่างหวาดหวั่นว่าพี่ลีชาเป็นอะไรไป ทำไมร้องเสียงดังน่ากลัวอย่างนั้น ท่านอาได้แต่ตอบอ้อมแอ้มว่าเธอไม่สบาย แล้วก็ต้องปฏิเสธเสียงแข็งกับนาสิรา ซึ่งเดาตามประสาเด็กว่าพี่ลีชาถูกผีหรือปีศาจเข้า

อีกครู่หนึ่งเสียงจึงค่อยๆ เบาลง จากโหยหวนกลับเป็นสะอึกสะอื้น แต่กว่าแม่จะออกมาจากห้องก็เกือบครึ่งชั่วยาม สีหน้าของท่านกังวล เหนื่อยอ่อน และสลด

“ยอมดื่มยาแล้ว คงหลับสนิทไปสักพัก” แม่ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทันที “นางเสียเลือดมาก เครียดแล้วก็พักผ่อนน้อยด้วย ที่จริงไม่ควรให้ลุกขึ้นเดินตั้งแต่ตอนนี้เลย แต่ที่พูดไม่ได้คงเพราะกระทบกระเทือนทางใจมากกว่า ที่คอนางไม่มีแผลใหญ่อะไร”

ใช่...ลีชาพูดไม่ได้เพราะอาการทางใจ อาเมียร์รู้...พอๆ กับเพิ่งตระหนักว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้นกรีดร้องได้ดังและดิ้นรนรุนแรงเพียงไร รอยเล็บที่เธอฝากไว้บนแก้มของเด็กหนุ่มยังแสบน้อยๆ

“เกิดอะไรที่งานศพหรือ” แม่ถามพลางรินน้ำชาให้ท่านอากับเขา

เด็กหนุ่มไม่อยากพูด จึงยกหน้าที่ให้แก่ท่านอา แต่ท่านก็บอกแม่ว่าจะเล่าให้ฟังทีหลัง แล้วขอตัวไปทำงานต่อ ครั้นอาเมียร์จะตามออกไปเช่นกัน อดีตนักรบก็บอกให้ทำแผลเสียก่อน เขาจึงต้องนั่งรอให้แม่เช็ดแผลบนแก้มและทายาให้

ระหว่างนั้น ความคิดของเด็กหนุ่มจดจ่อกับเรื่องที่แม่ของเกล็นบอก มีคนในกลุ่มเชลยนำเรื่องของลีชากับพวกโจรมาพูด แต่พวกนั้นมีเหตุผลใด เพียงเห็นสภาพอันน่าเวทนาอยู่คนเดียวของลีชา เขาก็รู้สึกเหมือนใครก็ตามที่นำเรื่องนี้ไปบอกต่อไม่สมควรเป็นคนอีกต่อไปแล้ว

ทำแผลใกล้เสร็จก็มีเสียงเคาะประตู แม่ตรงไปเปิด ที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูคือเด็กสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน อาเมียร์จำได้ว่าเธอถูกจับตัวไปด้วย พอแม่ถามว่ามีอะไร เธอก็พูดตะกุกตะกัก สายตาหยุดที่เขา

“คือ...ข้า...จะมาขอบคุณ...เอ่อ...คนที่ช่วยข้าไว้ค่ะ”

“อ้อ” แม่รับเบาๆ แล้วก็หลีกทางให้ “เข้ามาสิจ๊ะ ดื่มชาหน่อยไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวข้าก็ไปแล้ว”

“บอกข้าที” เด็กหนุ่มรีบพูด “ทำไมลีชาถึงเป็นอย่างนี้ แม่ของเกล็นรู้อดีตนางได้อย่างไร”

เด็กสาวมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ปรายตามองแม่ของเขา กับน้องสาวอีกสองคนที่นั่งเล่นอยู่ในมุมห้อง

“ไปพูดข้างนอกก็ได้” อาเมียร์ลุกจากโต๊ะ เดินนำไปโดยไม่รอให้คู่สนทนาปฏิเสธ


* * * * *


“พวกโจร...” เด็กสาวเริ่มพูดอย่างลังเลเมื่อทั้งสองยืนอยู่ใต้ร่มไม้หน้าบ้านเขา “...มันโกรธมากที่มีคนฆ่าพวกมันตายไปเยอะขนาดนั้น ครั้งนี้พวกมันพูดกันว่าจะไม่เรียกค่าไถ่ แต่จะขายพวกเราในตลาดค้าทาสเลย พวกมันจับเราไปขังไว้ในถ้ำนั้น แล้วจู่ๆ คนหนึ่งก็เข้ามา...”

เธอกลืนน้ำลายฝืดๆ สีหน้าเหมือนจะสะอื้น

“มัน...มันจะเอาตัวข้าไป ตอนนั้นข้า...ข้าร้องเสียงดังจนลูกนางร้องไห้ขึ้นมา โจรนั่นเลยโมโห...หันไปตวาดนาง แล้ว...ปรากฏว่าโจรคนนั้นเคยพบนางมาก่อน มันบอกว่านางเป็นผู้หญิงขายตัวในเมืองที่มันเคยไป มันกับเพื่อนๆ จำนางได้ เพราะ...” เด็กสาวกลืนน้ำลายอีกครั้ง “...อย่า...อย่าให้ข้าพูดเลย”

“ไม่เป็นไร เล่าต่อแค่ให้ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็พอ” อาเมียร์บอก

อีกฝ่ายพยักหน้ารับ

“มันกลับไปพาคนอื่นๆ เข้ามา แล้วก็...ท้านาง...” เด็กสาวยกมือขึ้นซับน้ำตา “...พวกมันท้าว่า...ถ้านาง...รับ...พวกมันได้หมด...มันจะไม่แตะต้องพวกเราคนไหนอีก...”

อาเมียร์กัดฟันกรอด กำมือทุบลำต้นไม้ไปทีหนึ่ง

“บัดซบ!”

เด็กสาวสะดุ้งเฮือก แล้วก็เอ่ยละล่ำละลัก

“...ข้า...ข้าก็สงสารนาง...ข้าอยากให้พวกมันเลิกทำร้ายนาง...แต่ข้าพูดไม่ได้...มันว่าถ้าใครพูดอะไรขึ้นมา...พวกมันจะปล่อยนาง...แต่ทำร้ายคนนั้นแทน...ข้ากลัว...ทุกๆ คนก็กลัว...แต่...แต่นางไม่พูดอะไรเลย ถ้านางเคย...เคยทำอย่างนี้มาก่อน...นางคงไม่เจ็บปวดมากใช่ไหม”

“ไม่เจ็บปวด...เรื่องแบบนั้นเจ้าคิดว่าไม่เจ็บปวดหรือ!” เด็กหนุ่มกลั้นเสียงไม่ให้กลายเป็นตวาดอย่างยากเย็น “ใช่...ข้ารู้ว่าใครๆ ก็กลัวได้ ใครๆ ก็ไม่อยากถูกทำร้าย แต่เจ้าคิดว่ามันสมควรแล้วหรือ...ถ้าใครก็ที่ตามรอดมาเพราะนางกลับเอาอดีตของนางไปประจานคนอื่น!...คนคนนั้นยังสมควรได้รับการช่วยเหลืออีกหรือเปล่า!”

อีกฝ่ายรีบสั่นศีรษะ สีหน้าหวาดหวั่นขึ้นทันควัน

“ไม่ใช่ข้านะ...ข้าไม่ได้พูดอย่างนั้น ข้าบอกพ่อแม่ด้วยซ้ำว่านางเป็นคนช่วยข้า...” เด็กสาวรีบพูด “นี่ข้าก็มาฝากเจ้าขอบคุณนางที่ช่วยพวกเรา...แล้วก็...ขอโทษที่ทำให้นางต้องเดือดร้อน...แต่...”

อาเมียร์ตัดสินใจพูดเมื่อเด็กสาวเงียบไป

“ตอนนี้ลีชานอนพักอยู่ เจ้ามาพูดกับนางทีหลังเถอะ”

ผู้ฟังยังเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะเอ่ยแผ่วเบา

“อาเมียร์บอกนางแทนข้าได้ไหม”

“ทำไมล่ะ”

“ข้า...ข้ากลัว...กลัวว่าถ้านางเห็นข้าจะรู้สึกแย่ไปกว่าเดิม ข้าไม่รู้จะพูดกับนางอย่างไร เจ้าช่วยบอกนางแทนข้าเถอะ”

“ไม่ได้” เขาตอบทันควันจนได้รับสีหน้าตัดพ้อจากอีกฝ่าย จึงต้องอธิบาย “ข้าบอกก็ไม่มีค่าเท่ากับเจ้าบอกนางเอง นางอุตส่าห์ทำเพื่อพวกเจ้าถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าเห็นพวกเจ้าปลอดภัยดี...และต้องการขอบคุณนางจริงๆ นางน่าจะสบายใจขึ้นเสียอีก”

เด็กสาวค่อยๆ พยักหน้าในที่สุด

“ถ้าอย่างนั้น...วันหลังข้าจะมาใหม่นะ”

“ไปบอกคนอื่นๆ ที่รอดมาเหมือนกับเจ้าด้วยล่ะ ว่าถ้าอยากขอบคุณหรือขอโทษนางจริงๆ ก็ให้มาเลย โดยเฉพาะคนที่...” เด็กหนุ่มชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจพูด เสียงของเขาเริ่มเย็นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ “คนที่เอาอดีตของลีชาไปบอกแม่ของเกล็น หรือพูดไม่ระวังจนนางได้ยินเข้า บอกให้คนคนนั้นมาคุกเข่าขอโทษนางเสีย ข้าไม่อยากสาปแช่งให้ใครประสบเคราะห์กรรมมากไปกว่าลีชา...โดยเฉพาะเมื่อคนคนนั้นเป็นผู้หญิง”

จากนั้น อาเมียร์ก็ขอตัวกลับเข้าไป ทิ้งเด็กสาวให้ยืนนิ่งอึ้งเพียงลำพังใต้ต้นไม้หน้าบ้านเขา


* * * * *


เด็กสาวไม่ได้เยี่ยมหน้ามาที่บ้านของอาเมียร์ในวันต่อมา

ที่มาแทนคือพ่อของเกล็น ซึ่งนำห่อผ้าใส่ข้าวของส่วนตัวอันน้อยนิดของลีชามาส่งที่นี่ ต่างประกาศทางอ้อมว่าบ้านนั้นไม่ต้อนรับเด็กสาวในฐานะสะใภ้อีกต่อไป อาเมียร์หัวเสียอย่างบอกไม่ถูกเมื่อกลับมาเห็นห่อของนั้นหลังเสร็จงานในไร่ อีกฝ่ายดูเหมือนรู้ดีพอจะไม่มาตอนที่เขากับท่านอายังอยู่บ้าน

“เอาเถอะ” แม่บอกเขา “ถ้าทางนั้นไม่เต็มใจต้อนรับลีชา แต่ยังรับนางเข้าบ้านจะแย่ต่อนางยิ่งกว่า”

“แล้วก็อธฟรีด์ล่ะแม่ พรากลูกพรากแม่อย่างนี้ถูกต้องเสียที่ไหน”

“แม่ก็รู้ว่าไม่ถูกต้อง” แม่ยังพูดอย่างใจเย็น “ลีชามีสิทธิ์พาแกไปด้วยถ้านางต้องการ แต่ตอนนี้...แม่คิดว่าถึงนางจะอยากอยู่กับก็อธฟรีด์ นางคงไม่บอกหรอก นางยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปอยู่ที่ไหน จะทำอะไรหาเลี้ยงตัวเองได้”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องให้นางไปไหน” เด็กหนุ่มตอบทันควัน “ให้นางอยู่ที่นี่เถอะ อยู่กับพวกเรา”

“แม่เห็นด้วย” แม่ตอบ แม้สีหน้าจะยังกังวล “อย่างน้อยก็จนกว่านางจะพบที่ไปที่ดีกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่านางจะไม่สบายใจหรือเปล่า...ว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร”

อาเมียร์นิ่งคิดเพียงครู่เดียว

“ถ้านางตกลง...ข้าจะแต่งงานกับนางก็ได้”

“อาเมียร์!” แม่เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างตกใจ แต่เด็กหนุ่มก็พยายามทำสายตาให้แน่วแน่ที่สุด

ลีชาเป็นคนดี ไม่ว่าจะผ่านอะไรมาก็ตาม เธอถูกทิ้งอยู่ตัวคนเดียว ในสภาพที่น่าสงสารถึงเพียงนี้ ถ้าเพื่อความเป็นอยู่และอนาคตของผู้หญิงอย่างเธอสักคน เขาจะช่วยเธอไม่ได้เชียวหรือ เธอจะได้มีญาติ มีครอบครัว แล้วบางทีเขาอาจหาทางขอตัวก็อธฟรีด์คืนให้เธอได้

“ข้าพูดจริง ข้าเห็นใจนาง ข้ายอมรับนางได้ ข้ารู้ว่าแม่กับ ‘พ่อ’ ก็ยอมรับนางได้เหมือนกัน”

“แล้วลูกรักนางหรือ” แม่กลับติงถูกจุดจนใจของเขาแปลบวาบ “ใช่...พวกเรายอมรับนางได้ แต่ถ้าแต่งงานโดยไม่ได้รักกันเลยก็รังแต่จะเป็นทุกข์ทั้งสองฝ่ายเท่านั้น”

เด็กหนุ่มนึกถึงคำที่พ่อแท้ๆ เคยบอกเขาตอนสิบขวบ เกี่ยวกับการแต่งงานการเมืองซึ่งตัวเขาเองต้องพบในสักวัน

“อยู่กันไปก็ค่อยๆ รักกันได้”

“มันไม่ง่ายขนาดนั้น” แม่ตอบเสียงแข็ง “ตราบใดที่ลูกคิดอย่างนี้ ลูกก็ยังเด็กเกินกว่าจะแต่งงาน...หรือกระทั่งมีความรักด้วยซ้ำ”

อาเมียร์กะพริบตาปริบๆ ไม่คาดฝันเลยว่าแม่จะแสดงท่าทางคัดค้านอย่างชัดเจน

เขารู้ว่าเสด็จแม่ต้องอภิเษกกับเสด็จพ่อด้วยเหตุผลทางการเมือง เสด็จแม่รักกับเสด็จอาอยู่ก่อนหน้านั้น แต่ก็ไม่เคยเห็นเสด็จแม่ออกความเห็นใดเกี่ยวกับการแต่งงานให้ตนฟังเลย

“เอาเถอะ แม่พอมีวิธีให้ลีชาอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ” เสียงของแม่กลับเรียบขึ้นอีกครั้ง “แต่ลูกอย่าพูดเรื่องแต่งงานกับนางเด็ดขาด หากไม่ได้รักและพร้อมจะดูแลนางจริงๆ”

“ข้ารู้แล้ว” เด็กหนุ่มได้แต่รับเรียบๆ


* * * * *

เมื่อแต่ละวันผ่านไปเป็นสัปดาห์ ดูเหมือนใครๆ จะยอมรับการเปลี่ยนที่อยู่ของลีชาได้โดยไม่ต้องซักถามคนในบ้านของซิอ์บุลให้ระคายหู และรู้ว่าไม่ควรเอ่ยให้พวกเขาได้ยินเด็ดขาดว่าเธอ ‘เป็นบ้า’ ไปเสียแล้ว...โดยเฉพาะเมื่อมีกริยาที่โจรเหล่านั้นทำต่อเธอนำหน้า ถึงอย่างนั้น การกันไม่ให้เด็กหญิงทั้งสองได้ฟังเรื่องน่ากลัวจากเด็กๆ ที่ถูกพวกโจรจับไปด้วยกันก็ยังยากเหลือเกิน

“พวกเขาว่าพี่ลีชาถูกซ้อมจนเป็นบ้า พี่ๆ ผู้หญิงปิดตาเขาไว้ แต่พวกเขาได้ยินเสียงโจรหัวเราะ พี่ลีชาร้องไห้...แล้วก็กรีดร้องดังมาก...เหมือนวันนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นบ้าใช่ไหมจ๊ะ ซ้อมคืออะไร ทำไมต้องซ้อมพี่ลีชาด้วย”

นอกจากต้องรับมือกับคำถามเหล่านี้ รวมทั้งแก้ความเข้าใจผิดให้เพื่อนๆ ของลูกสาวทั้งสองว่าลีชาบาดเจ็บและล้มป่วยจริง แต่ไม่ได้เสียสติแน่นอน แม่ยังพยาบาลเด็กสาวทั้งกลางวันกลางคืนจนท่านอาปรามให้ห่วงตนเองกับลูกในท้องบ้าง แต่กระทั่งท่านอายังขับเกวียนไปตามหมอจากในเมืองมาช่วยตรวจอาการของลีชาอีกแรง หมอแนะนำว่ายาใดดีก็เต็มใจซื้อแม้ราคาจะสูง

เด็กหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าพวกชาวบ้านคงสงสัยเหลือเกิน ว่าเหตุใดบ้านเขาจึงเต็มใจเสียเงินทองและเวลาให้ผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นญาติกันเลย ซ้ำยังเป็นอดีตโสเภณีและ ‘สิ่งแปดเปื้อน’ ที่ใครๆ ไม่พึงข้องแวะ แต่หากเขาเห็นใจลีชา...แม่คงสะเทือนใจยิ่งกว่า สมัยเป็นราชินีท่านเคยก่อตั้งอารามพิเศษให้พวกนางคณิกาพึ่งพิง เคยไปเยี่ยมเยียนพวกนางที่อารามด้วยตนเองและพาเขาไปด้วยตั้งแต่เด็ก เขารู้ว่าท่านอยากช่วยหญิงเคราะห์ร้ายคนใดก็ตามให้ได้มากกว่านี้ แต่นี่คือที่สุดที่ท่านจะทำได้เมื่อไร้อำนาจเสียแล้ว

ครั้นลีชาฟื้นตัวจากไข้สูงและอาการบาดเจ็บภายใน แม่ก็ขอให้เธออยู่ช่วยงานบ้านและดูแลเด็กๆ โดยอ้างกำหนดคลอดที่ใกล้เข้ามาทุกที เด็กสาวตกลงอย่างเรียบเฉยด้วยการผงกศีรษะเพียงครั้งเดียว เธอลุกจากเตียงมาทำทุกสิ่งที่ทำได้อย่างขยันขันแข็ง...ออกจะเกินตัวจนแม่ต้องปรามให้พักผ่อนมากขึ้นบ้าง

อาการที่แม่เรียกง่ายๆ ให้เขากับท่านอาเข้าใจว่า ‘เห็นภาพหลอน’ ยังคงกลับมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอได้ยินคำว่า ‘พูด’ แต่อย่างน้อยก็ไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก คงเพราะเด็กสาวอยู่ในบ้านแทบตลอดเวลา ไม่กล้าออกไปหน้าบ้าน หรือเดินไปไกลกว่าแปลงผักสวนครัวด้านหลัง นั่นเป็นรัศมีที่แม่มักอยู่ใกล้ๆ และพร้อมจะทิ้งงานใดๆ มาดึงเธอออกจากภาพเหล่านั้นในทันที แม่บอกเขาว่าคงต้องใช้เวลา แต่จะพยายามให้ลีชาหายดีทั้งกายและใจให้ได้ในไม่ช้า

แต่อาเมียร์พบว่าตนไม่อาจอยู่เฉย ไม่มีใครมาขอบคุณลีชาเลย เด็กสาวที่มาในวันก่อนกลับหลบหน้าเขาแทนด้วยซ้ำ เป็นเหตุให้เด็กหนุ่มอดพูดลอยๆ ไม่ได้เวลามีคนที่ถูกพวกโจรจับตัวไป หรือญาติของพวกนั้นอยู่ใกล้ๆ

“เวลาพืชผลดี ใครๆ ก็ขอบคุณฝนฟ้า บวงสรวงเทพีไร่นากันยกใหญ่ น่าแปลกที่เวลาคนด้วยกันช่วยเหลือจนตัวเองลำบากขนาดนั้นกลับไม่มีใครเห็นหัว”

นั่นคงเป็นเหตุให้ชาวบ้านบางส่วนเริ่มเงียบกับเขาหากไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันจริงๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กหนุ่มเดือดร้อนแต่ประการใด

คนเดือดร้อนเห็นจะเป็นท่านอามากกว่า

“เพื่อให้พวกนั้นมาขอบคุณกับขอโทษลีชา เจ้าคิดว่าทำตัวให้พวกเขารำคาญจะได้ผลหรือ”

“จะได้ผลหรือไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ข้าสุดจะทนจริงๆ” เด็กหนุ่มตอบ

ท่านอาโคลงศีรษะ

“ถ้าทำอะไรไม่คิดหน้าหลัง สักแต่เอาความสะใจของตัวเป็นที่ตั้งก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ผล”

“แล้วท่านไม่อยากให้ลีชาได้รับคำขอบคุณหรือขอโทษที่นางสมควรได้รับหรือ” อาเมียร์ย้อน ครั้นอีกฝ่ายตอบรับเบาๆ ว่าอยากก็ยิ่งเดือดดาล “แล้วทำไมอยู่เฉย ไม่บอกให้พวกเขามาขอบคุณกับขอโทษนางเล่า!”

“เจ้าก็บอกแทนแล้วนี่” ท่านอาย้อน “พูดซ้ำอยู่ทุกวัน ทุกโอกาสเสียด้วย”

“แต่เสียงของข้ามีค่าเท่าท่านเสียที่ไหน” เด็กหนุ่มแย้ง “พวกคนหนุ่มมาขอเรียนอาวุธกับท่านตั้งมากมาย...ท่านก็สอนเขา ทำไมไม่ฝากพวกเขาบอกให้คนอื่นๆ มาขอบคุณกับขอโทษลีชาบ้าง”

“ต่อให้บังคับขู่เข็ญหัวหน้าหมู่บ้านให้เรียกชาวบ้านทุกคนมารวมตัวคุกเข่าขอโทษลีชา รวมทั้งแม่ของเกล็นด้วย มันก็ไม่มีค่าอะไรทั้งนั้นถ้าคำพูดของพวกเขาไม่ได้มาจากใจจริง เป็นเจ้าจะอยากรับคำขอโทษหรือขอบคุณที่ได้มาจากการบังคับไหมล่ะ”

“แต่ว่า...”

“ลีชาอาจไม่อยากได้รับของพวกนี้ มีแต่เจ้าที่ดึงดันจะหามาให้นางให้ได้ เพราะคิดเอาเองว่านางจะสบายใจขึ้น การยัดเยียดความหวังดีให้อีกฝ่ายโดยไม่คิดว่าเขาต้องการจริงๆ หรือเปล่าไม่ต่างอะไรจากการทำร้ายเขาหรอก ยิ่งเจ้าเป็นเดือดเป็นร้อนแทนนาง ทำตัวให้ชาวบ้านเขารำคาญเพราะเรื่องของนาง พวกเขาอาจพาลรำคาญนางด้วยได้ไม่ใช่หรือ”

“ถ้าพวกนั้นจะรำคาญข้า...ข้าไม่สน แต่ลองมารำคาญลีชาสิ ข้าไม่อยู่เฉยอีกต่อไปแน่!”

ท่านอาเงียบไปเมื่อเขาพูดเช่นนั้น แล้วก็ได้แต่ถอนใจเบาๆ โดยไม่พูดอะไรอีก


* * * * *


สงครามเย็นระหว่างอาเมียร์กับพวกชาวบ้านดำเนินไปพักหนึ่ง จนถึงวันที่มีฝ่ายสิ้นความอดทนก่อนในที่สุด ล่วงปลายสัปดาห์ที่สามที่ลีชาอยู่บ้านของซิอ์บุล ญาติๆ ของพวกผู้หญิงที่ถูกจับตัวไปก็มาที่บ้านหลังนี้

เคราะห์ร้ายที่ตอนนั้นซิอ์บุลกับสิมาออกไปทำธุระข้างนอก และอาเมียร์เป็นผู้เปิดประตูรับพวกเขาพอดี

“ลูกสาวข้าฝากให้มาขอโทษกับขอบคุณลีชา” คือคำตอบของชายวัยกลางคนผู้เคาะประตู

“แล้วทำไมลูกสาวท่านไม่มาเอง” เด็กหนุ่มถามเสียงเย็น

“นาง...” เขาเริ่มอึกอัก “เจ้าก็รู้ธรรมเนียมที่นี่ไม่ใช่หรือ”

“ข้าไม่ได้เกิดที่นี่ จะไปรู้ธรรมเนียมทุกอย่างของพวกท่านได้อย่างไร” อาเมียร์ย้อน

ชายวัยกลางคนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ

“ผู้หญิงบริสุทธิ์ไม่ควรข้องแวะกับ...สิ่งแปดเปื้อน มันเป็นลางไม่ดีต่อชีวิตของพวกนางในอนาคต เจ้าเข้าใจแล้วสินะว่าทำไมพวกนางถึงไม่อาจมาพูดกับลีชาตรงๆ”

“อ้อ” เด็กหนุ่มรับอย่างเฉยชา ผิดกับอารมณ์ที่เริ่มพลุ่งขึ้น “ข้าเพิ่งรู้ว่าพวกท่านมีธรรมเนียมอย่างนี้ด้วย”

“มันไม่ใช่ความผิดของลีชา เรื่องนี้ใครๆ ก็เข้าใจ ที่จริงนางเป็นคนกล้าที่เสียสละตนเองช่วยปกป้องคนอื่นๆ ไว้ด้วยซ้ำ พวกเราเลยมาขอบคุณนางแทนเด็กๆ พวกนั้น เจ้าช่วยบอกลีชา แล้วก็รับของตอบแทนจากพวกเราให้นางทีนะ”

อาเมียร์เพียงกวาดมองชาวบ้านคนอื่นๆ ที่มาพร้อมกับกล่องไม้ ม้วนผ้า และข้าวของที่ดูเหมือนบรรณาการตามมีตามเกิดแบบบ้านไร่อย่างพิกล

“พวกท่านบอกนางเอง ให้นางเองกับมือเถอะ”

ว่าแล้วเด็กหนุ่มก็ปิดประตู หันไปทางเด็กสาวที่กำลังนั่งดูน้องสาวของเขาเล่นตุ๊กตา เธอเงยมองเขาเหมือนพอจะรู้เรื่องข้างนอก

“ญาติๆ ของพวกผู้หญิงที่เจ้าช่วยไว้เอาข้าวของมาขอบคุณเจ้า เจ้าจะออกไปรับไหม”

แววตาของลีชากลับหวาดหวั่นขึ้น และเธอก็สั่นศีรษะทันควัน

“ถ้าอย่างนั้นให้พวกเขาค่อยๆ เข้ามาพูดกับเจ้าแทนดีไหม”

เธอรีบสั่นศีรษะอีกครั้ง ริมฝีปากขยับเบาๆ ว่าไม่

เด็กหนุ่มกลับไปเปิดประตู แล้วเจรจาต่อ

“ลีชาบอกว่าไม่รับของพวกนี้ พวกท่านเอากลับไปเถอะ”

“แต่ว่า...” ตัวแทนกลุ่มอึกอัก “เราตั้งใจมอบของพวกนี้ให้นางจริงๆ เจ้าช่วยเก็บไว้ให้นางทีนะ”

“ถ้าอยากให้นางรับ ท่านก็เข้ามาให้นางเองกับมือสิ”

“อาเมียร์ พวกเรามาขอบคุณนางตามที่เจ้าต้องการแล้ว อย่าทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปกว่านี้เลย”

เพลิงโทสะของเด็กหนุ่มไหม้โหมขึ้นทันใด

“ได้ ข้าก็ไม่อยากให้เรื่องมันยุ่งยาก เพราะฉะนั้นข้าจะพูดกับพวกท่านตรงๆ เช่นกัน” เขาก้าวออกมาแล้วปิดประตู กวาดมองทุกคนที่ยืนเรียงรายอยู่หน้าบ้านของตน “ทั้งข้ากับลีชาไม่ต้องการข้าวของพวกนี้ เอาไปใช้ในงานแต่งลูกสาวที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องของพวกท่านเถอะ เพียงแต่สังวรไว้บ้างว่าลูกสาวของพวกท่านยังบริสุทธิ์...ไม่สิ...ไม่บาดเจ็บยับเยินทั้งกายใจอยู่ทุกวันนี้เพราะใคร ก็คนที่ท่านเห็นว่าเป็นสิ่งแปดเปื้อน...ทำเหมือนกับนางเป็นซากของตัวอะไรสักอย่างข้างถนน แบบที่ท่านมองแวบหนึ่งแล้วรู้ว่ามีอยู่...แต่ไม่อยากมองอีกให้ระคายตานั่นล่ะ!”

“อาเมียร์—“

“ลีชาไม่ใช่ซากที่ใครๆ จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นางไม่ได้เป็นบ้า ยังฟังคำพูดของพวกท่านออกถึงจะพูดตอบไม่ได้ ยังรู้เรื่องดี...ดีเกินไปด้วยซ้ำ! ถ้าคนที่สมควรมาขอบคุณและขอโทษนางไม่ยอมมาพูดด้วยตัวเอง มันก็ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น! แค่นั้นเองที่ข้าต้องการ พวกท่านไม่เข้าใจหรือ!”

“มันผิดธรรมเนียมของพวกเรา...ข้าก็อธิบายแล้วนี่!”

“ธรรมเนียมที่ไร้เหตุผลแบบนั้นควรยึดถืออยู่อีกหรือ!” เขาย้อนอย่างสุดทน

“อาเมียร์!” ชายอีกคนตวาดขึ้นบ้าง “เจ้าไม่ใช่คนที่นี่ เจ้าจะไปรู้อะไร!”

“ใช่! ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น...นอกจากพวกเจ้ามันขี้ขลาดที่สุด!” เด็กหนุ่มยิ่งกราดด้วยอารมณ์ “ตอนโจรบุกก็ไม่มีใครสู้! ถ้าไม่ได้ ‘พ่อ’ ก็คงไม่มีใครกล้าไปช่วยคนที่ถูกจับไป! ตอนที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างลีชาถูกข่มเหง...ถูกด่าว่า...ถูกไล่ออกจากบ้าน...ถูกแย่งลูกไปอย่างไม่เป็นธรรม...แม้แต่คลุ้มคลั่งเพราะภาพหลอนต่อหน้าต่อตา...ทุกคนมัวทำอะไรอยู่! ทั้งๆ ที่ลีชายอมเสียสละ...ยอมเจ็บปวดเพื่อให้ผู้หญิงคนอื่นๆ ไม่ต้องเจ็บปวดอย่างเดียวกับนางแท้ๆ ! ถึงนางเป็นโสเภณี...ก็ยังมีจิตใจสูงกว่าคนที่นี่มากมายจนไม่ติด! ข้าอยากรู้จริง...ถ้าญาติพี่น้อง ลูกหลานหรือคนรักของเจ้าเองเจอเรื่องแบบนี้ พวกเจ้าจะยังไล่นางจากบ้าน...ไม่ยอมคบค้าสมาคมช่วยเหลือเพราะนางเป็น ‘สิ่งแปดเปื้อน’ อยู่อีกหรือเปล่า!

“พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร! ไอ้คนทรายสถุล!” ชายคนหนึ่งสบถพร้อมกับถลันเข้ามา แต่ติดคนอื่นๆ ช่วยกันรั้งตัวเขาไว้ก่อน “เรารึอุตส่าห์มาขอบคุณ...ทำไมต้องแช่งกันด้วย!”

“แช่งหรือ ข้าแค่พูดถึงความเป็นไปได้เท่านั้นเอง” อารมณ์ของอาเมียร์ยิ่งเกินควบคุม มือกำหมัดเตรียมไว้ข้างตัว “ถ้าอยากหาเรื่องก็เอาเลย แต่เล่นข้าให้คว่ำในหมัดเดียวให้ได้ล่ะ...ไม่งั้นข้าเอาเลือดหัวแกแทนแน่นอน! ในหัวจะได้มีที่ว่างใส่น้ำใจแทนความคิดสถุลอย่างนั้นเสียบ้าง!”

เขากวาดมองพวกชาวบ้านซึ่งจ้องตนเป็นตาเดียวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บ้างเผยความโกรธเคืองอย่างไม่ปิดบัง รู้สึกได้ว่าเลือดขึ้นหน้าจนร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรงกระทั่งข้างขมับสั่นระรัวตามไปด้วย

บางที...หากพวกมันกระโจนเข้ามาพร้อมกันก็คงดี เขาจะได้ออกกำลังระบายอารมณ์ที่มันสุมอยู่นานเกินพอเสียที

“อาเมียร์!” น่าเสียดาย...ที่มีเสียงแทรกจากหัวหน้าครอบครัวซึ่งกลับมาถึงในจังหวะนั้น “นี่มันเรื่องอะไรกัน!”

เด็กหนุ่มเพียงสบตาอีกฝ่ายอย่างแข็งกร้าว

“ท่านคงได้ยินมาแต่ไกลแล้วนี่”

“เจ้าไม่ควรพูดกับพวกเขาอย่างนั้น ขอโทษทุกคนเสีย” ท่านอาพูดห้วนๆ

“คนพูดความจริงไม่ผิด ข้าไม่มีอะไรต้องขอโทษ” อาเมียร์โต้กลับ “คนพวกนี้ต่างหากที่ต้องขอโทษลีชา!”

ท่านอาจ้องตาเขาเขม็ง น้ำเสียงเริ่มเคร่งขรึมขึ้น

“ขอโทษพวกเขาเดี๋ยวนี้”

“ไม่!”

อาเมียร์บังคับตนเองให้ยืนนิ่งไว้ แม้จะเผลอหลับตาครู่หนึ่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงื้อมือ

“ถึงท่านต่อยข้าให้เลือดกบปาก ข้าก็ไม่พูด!”

อดีตนักรบกัดฟันกรอด นิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงลดมือลงก่อนจะหันมาทางพวกชาวบ้าน

...แล้วก็ค้อมศีรษะ...

“ข้าขอโทษแทนลูกชายด้วย พวกท่านกลับไปก่อนเถอะ ข้าจะสั่งสอนเขาเอง”

ตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะสูดหายใจลึก...ยาว

“สั่งสอนให้ดีก็แล้วกัน ข้ากลัวว่าไม่นานลูกหัวรั้นของท่านจะคว้าผู้หญิงหากินมาเป็นเมียตามเกล็นอีกคน”

เด็กหนุ่มขยับปากจะพูด พร้อมกับก้าวเท้าออกไปหาเจ้าของวาจา แต่ท่านอาก็รีบยึดแขนของเขา บีบไว้แน่น

อาเมียร์จึงได้แต่สบถสาปแช่งพวกชาวบ้านที่ค่อยๆ เก็บข้าวของออกไปจากพื้นที่หน้าบ้านตนอยู่ในใจ แล้วก็หมุนตัวกลับไปเปิดประตูเข้าบ้าน ไม่พูดอะไรกับท่านอาอีกขณะที่แม่รีบตรงเข้ามาหาทั้งสอง

นี่หรือเสด็จอาเนมอสคนนั้น...จอมทัพเนมอสผู้บังคับบัญชาทหารนับแสน...พระอนุชาเนมอสที่ควงดาบฟาดฟันทหารศัตรูอย่างไม่เกรงกลัวเพื่อปกป้องอาณาจักรของกษัตริย์ดอร์มิน และยอมเสียกระทั่งแขนซ้ายของตนให้คมดาบเพื่อปกป้องเขาในฐานะเจ้าชายรัชทายาท แต่ยามนี้กลับต้องมาก้มหัวให้พวกคนอ่อนแอ ขี้ขลาด เห็นแก่ตัวพวกนั้น

เขาเข้าใจผิดไปจริงๆ หมู่บ้านที่ควรสุขสงบกลับมีโฉมหน้าดำมืดน่าสะอิดสะเอียนหลบเร้นอยู่อย่างคาดไม่ถึง และอดีตนักรบผู้หาญกล้าก็หลบเลี่ยงเอาตัวรอด...แทนที่จะยึดถือหลักนักรบเช่นที่เคยทำและควรทำ


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:08:41 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๕
ย้ายถิ่น


เย็นวันนั้น แม่บอกให้อาเมียร์ขอโทษท่านอา ท่านพูดด้วยเสียงอ่อนโยน บอกให้เข้าใจความห่วงใยของท่านอาและนึกถึงใจของลีชาที่ต้องการให้เรื่องทั้งหมดผ่านไปอย่างเงียบๆ เด็กหนุ่มไม่อยากโต้เถียง จึงรีบตอบรับและขอโทษพอเป็นพิธี แม้ในใจจะรู้สึกว่าตนไม่ผิดจริงๆ นับจากวันนั้นเขาไม่ยกเรื่องของลีชาขึ้นมาพูดกับใครๆ อีก แต่ก็แทบไม่พูดกับพวกชาวบ้าน และพูดกับท่านอาแค่เท่าที่จำเป็น

ด้านอดีตนักรบยังคงสอนอาวุธให้พวกชาวบ้านต่อไป แม้จำนวนคนมาเรียนจะลดลง...คงเพราะได้ยินว่าอาเมียร์กราดใส่ชาวบ้านอื่นๆ แบบไม่ไว้หน้า แต่ผ่านไปไม่กี่วัน ชั้นเรียนที่ลานหน้าบ้านของเด็กหนุ่มก็มีผู้มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ ซึ่งทำให้การสอนต้องล้มเลิกไปเสียกลางคัน

รถม้าที่ดูหรูหราฉูดฉาดตามแบบขุนนางชนบทวิ่งมาแต่ไกล พร้อมด้วยฝุ่นฟุ้งตลบจากทหารที่ขี่ม้าอารักขาล้อมหน้าหลัง

อาเมียร์ไม่ได้มีส่วนร่วมกับการเรียนการสอน แต่เห็นรถม้าผิดสังเกตจึงออกมาดู เขามองกลุ่มฝุ่นซึ่งเคลื่อนเข้ามาไม่วางตา ขณะที่คนอื่นๆ หันไปพูดคุยกันอย่างสงสัย

“พวกขุนนางมาที่นี่ทำไม”

“เรื่องค่าหัวของพวกโจรที่หัวหน้าหมู่บ้านขอไปกระมัง”

“คราวนี้ท่านซิอ์บุลคงกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทีเดียว” ใครคนหนึ่งพูดกลั้วหัวเราะ

“แล้วส่วนที่เราฆ่าไปล่ะ”

“ท่านซิอ์บุลบอกท่านหัวหน้าหมู่บ้านว่าจะแบ่งให้นี่”

ถึงไม่อยากสนใจ เด็กหนุ่มก็บอกได้ว่าท่านอาหัวเสียเมื่อรู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านให้ขนศพพวกโจรไปขึ้นเงินค่าหัว โดยรวมในชื่อของท่านทั้งหมด แทนที่จะต้องมาเสียเวลานั่งแจกแจงว่าใครเป็นคนฆ่า ได้ยินท่านพูดกับแม่อยู่แว่วๆ ว่าหากได้เงินค่าหัวมาจริงๆ ท่านคงมอบให้พวกชาวบ้านไปแจกจ่ายกันเองเกือบหมด อย่างเก่งก็กันสักส่วนสองส่วนไว้ให้ลีชากับก็อธฟรีด์ เป็นส่วนที่เกล็นควรได้รับ

ครั้นรถม้ามาถึง พวกทหารก็ลงจากหลังม้า คนหนึ่งเข้าไปเปิดประตูรถ ให้ชายหนุ่มราวยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งก้าวลงเหยียบพื้นดิน เขาสวมชุดมีราคาทำนองเดียวกับรถม้าที่นั่งมา ร่างไม่ได้สูงมาก แต่ผอมบางเหมือนหนุ่มเจ้าสำอาง ผมสีทองหม่นหยักศกเป็นลอนยาวประมาณต้นคอ เคลือบน้ำมันเงางามและจัดแต่งทรงเป็นอย่างดี

“นี่หรือบ้านของซิอ์บุลนั่น” คำพูดของเขาห้วนแข็ง ฟังออกในแวบแรกว่าดูถูก

“ถ้าที่นี่มีคนชื่อซิอ์บุลคนเดียวก็คงใช่” ท่านอาตอบ

“ข้าคือนายอำเภอของที่นี่ ได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าเมือง ซึ่งได้รับคำสั่งจากท่านเจ้ามณฑลให้มาแจ้งข่าวแก่เจ้า”

ว่าแล้ว ทหารที่ถือหมอนผ้าแพรสีทองรองม้วนเอกสารติดพู่ทองก็กระวีกระวาดเข้ามา มือที่สวมแหวนข้างละสองนิ้วรับมันมาคลี่อย่างกรีดกราย ก่อนนายอำเภอหนุ่มจะอ่านด้วยเสียงดังให้ทุกคนได้ยินทั่วกัน

“ประกาศจากท่านคาลวาห์ เจ้ามณฑลแห่งชอร์ซา ซึ่งท่านเจ้าเมือง...”

เด็กหนุ่มขัดตาและหูเต็มทนกับผู้นำสาร ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นราชทูตคนใดของพระราชบิดามีกิริยาเหมือนจะเป็นกษัตริย์เองเช่นนี้สักคน สุดท้ายจึงอดขัดไม่ได้

“ส่งมาให้พวกเราอ่านเองก็ได้”

คนอ่านชะงักไปก่อนจะถามกลับ...โดยแทบไม่มองคู่สนทนา

“คนทรายอ่านหนังสือเป็นด้วยหรือ”

อาเมียร์ถือว่านั่นเป็นคำสบประมาทอย่างรุนแรงที่สุด เขาขอไม้พลองจากชาวบ้านคนหนึ่งมาถือ แล้วก็สาวเท้ายาวๆ ผ่านอดีตนักรบไปยืนตรงหน้านายอำเภอหนุ่ม จ้องตาอีกฝ่ายเขม็งจนยอมยื่นม้วนสารให้

เด็กหนุ่มแทบตะปบมันมาโดยเร็ว และถือมันกลับมากางให้ท่านอาได้อ่านด้วย


* * * * *


เนื่องด้วยผู้อพยพชาวทะเลทรายซิอ์บุลที่หมู่บ้านกลาสเดลกระทำผิดกฎหมายมณฑลชอร์ซาหลายมาตรา ข้าขอบัญชาให้มันพาครอบครัวออกไปจากมณฑลชอร์ซาภายในสามวันนับแต่ได้รับสาร หาไม่แล้วทั้งซิอ์บุลและสมาชิกในครอบครัวจะถูกจับกุมและลงโทษสูงสุดในทันที

คาลวาห์ ชอร์ซา
เจ้ามณฑลแห่งชอร์ซา



“‘พ่อ’ ข้าทำผิดกฎอะไรตั้งหลายมาตรา” อาเมียร์ตั้งคำถาม “ในนี้ไม่ได้ระบุไว้”

“ก็เขาปลุกระดม นำพวกชาวบ้านไปตีซ่องโจร และฆ่าพวกมันตายยกรัง” ขุนนางตอบ

“โจรพวกนั้นจับตัวผู้หญิงกับเด็กในหมู่บ้านไป ข้าจึงพาคนอื่นๆ ไปช่วยกลับมา เพราะรอความช่วยเหลือจากทางการคงไม่ทัน” ซิอ์บุลให้เหตุผลด้วยเสียงเรียบๆ “ที่จริง การปราบปรามโจรก็เป็นผลดีต่อทางการ จึงได้ตั้งค่าหัวโจรไว้ไม่ใช่หรือ”

“แต่ในมณฑลนี้” อีกฝ่ายแย้ง “มีกฎว่าผู้ที่จะเป็นนักล่าค่าหัวต้องเป็นชาวธีร์ดีเรโดยกำเนิดเท่านั้น”

“มีกฎแบบนี้ด้วยหรือ” ชาวบ้านคนหนึ่งหันไปกระซิบถามเพื่อน

“ดังนั้น การที่ผู้อพยพเข้าธีร์ดีเรอย่างเจ้าสังหารโจรเพื่อขึ้นค่าหัวจึงผิดกฎ ซ้ำเจ้ายังเรียกพวกคนหนุ่มในหมู่บ้านมาฝึกอาวุธอย่างเปิดเผย แสดงว่าคิดซ่องสุมผู้คนก่อการใหญ่”

“ข้าสอนเพราะมีคนขอให้ข้าสอน” อดีตนักรบตอบตามจริง “ถ้าชาวบ้านมีวิชาต่อสู้บ้าง พวกเขาจะป้องกันตนเองได้เมื่อถูกโจรรังควาน กลับน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของทางการเสียอีก”

“ชาวธีร์ดีเรดูแลตนเองได้ คนต่างชาติอย่างเจ้าอย่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง”

“พวกเราอาจไม่ใช่ชาวธีร์ดีเรแต่กำเนิด” เด็กหนุ่มพูดเสียงแข็ง “แต่ครอบครัวของข้าก็อพยพเข้าธีร์ดีเรอย่างถูกกฎหมาย เราเห็นว่าตนเองเป็นชาวธีร์ดีเร และชาวบ้านที่นี่ ก็ควรทำเพื่อ ‘บ้าน’ ของเราเท่าที่ทำได้ไม่ใช่หรือ”

“ไม่ว่าจะเป็นชาวธีร์ดีเรแต่กำเนิดหรือผู้อพยพ ก็ไม่มีสิทธิ์ตั้งกองกำลังติดอาวุธขึ้นเองทั้งนั้น การรักษาความสงบเรียบร้อยเป็นหน้าที่ของทางการ”

“หน้าที่ของทางการที่ปล่อยให้โจรปล้นสะดม เก็บค่าคุ้มครองเถื่อนอยู่ได้เรื่อยๆ น่ะหรือ” อาเมียร์ย้อน

นายอำเภอหนุ่มหน้าตึงขึ้นมา

“เจ้าไม่ใช่คนที่นี่ อย่าพูดจาพล่อยๆ”

“พูดจาพล่อยๆ ข้าว่าข้ารู้เรื่องระบบโจรพวกนี้มากกว่าเจ้าหน้าที่อย่างท่านเสียอีก” เด็กหนุ่มยังไม่ยอมเลิกรา “หรือท่านเจ้ามณฑลที่อยู่เหนือท่านเจ้าเมืองที่อยู่เหนือนายอำเภออย่างท่านก็ทราบดี แต่รับค่าคุ้มครองจากพวกโจรด้วยเหมือนกัน ได้ยินว่าการเข็นลูกชิงตำแหน่งพระสวามีเป็นเรื่องผลาญงบประมาณใช่น้อยอยู่...ยิ่งเป็นลูกที่ชื่อเสียเรื่องผู้หญิงด้วย”

“สามหาว!” ขุนนางหนุ่มตวาด ใบหน้าแดงขึ้นทันควัน “เจ้ารู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังพูดกับใคร!”

“ก็ท่านนายอำเภอไม่ใช่หรือ” เด็กหนุ่มแสร้งทำเสียงซื่อ

“ข้าไม่ใช่นายอำเภอธรรมดาๆ นะเว้ย!” นายอำเภอหนุ่มงับกับดักของเขาเต็มที่ “แกรู้หรือเปล่าว่าข้าลูกใคร!”

“ไม่ว่าลูกใคร ข้าก็หนักใจแทนพ่อแม่ท่านจริงๆ” เด็กหนุ่มโคลงศีรษะ “ที่มีลูกขี้ลืมขนาดจำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้”

“แก—!!”

“อาเมียร์—!”


สองเสียงดังขึ้นแทบพร้อมกัน เจ้าของเสียงแรกชักดาบในฝักข้างเอวออกมา ขณะที่เจ้าของเสียงหลังหมุนตัวไปคว้าแขนเด็กหนุ่มข้างกายซึ่งรู้ทันอยู่แล้ว จึงได้เลือกยืนติดกับแขนข้างที่ขาดไปของอดีตนักรบ

อาเมียร์โยนม้วนสารทิ้ง ถลันออกไป หวดไม้พลองกระแทกข้อมือของคนถือดาบครั้งเดียว ดาบก็ร่วงลงพื้น การขยับพลองครั้งต่อมาถูกจุดสำคัญที่เข่าจนฝ่ายนั้นล้มก้นจ้ำเบ้า ครั้งที่สามส่งปลายไม้ไปตรงหน้าขุนนางหนุ่ม ห่างจากหน้าผากเพียงปลายนิ้ว

“ถ้าข้าตีศีรษะท่านนายอำเภอสักที ท่านจะหายขี้ลืมไหม” เด็กหนุ่มถาม

“เจ้า—!!” ทหารโดยรอบชักดาบออกมา แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเข้าไปช่วยนายของตนได้ทันเวลา ก็ได้แต่คุมเชิงไว้โดยไม่เข้าใกล้

ท่านอาวิ่งมายุดพลองของเด็กหนุ่มไว้

“ทิ้งพลองเสีย”

อาเมียร์เพียงเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์

“เจ้าเป็นห่วงแม่กับน้องๆ บ้างไหม!” อดีตนักรบกระซิบ

คราวนี้เด็กหนุ่มยอมชักพลองกลับแต่โดยดี แต่ยังจ้องคู่กรณีเขม็งพอกับอีกฝ่าย

“ถ้าเจ้าทำร้ายท่านนายอำเภอ ย่อมต้องโทษหนักแน่ ท่านคือท่านชาลัวห์ ลูกชายท่านเจ้ามณฑลคาลวาห์ ผู้มีสิทธิ์เป็นราชาองค์ต่อไปเชียวนะ” ทหารคนหนึ่งสำทับ

“อ้อ” อาเมียร์รับเบาๆ “มีคนตอบคำถามท่านนายอำเภอแล้ว จำไว้ให้ดีๆ แล้วกันว่าท่านเป็นลูกของใคร อวดอ้างสิทธิ์อะไร”

นายอำเภอผู้พ่วงฐานะลูกชายเจ้ามณฑลกัดฟันกรอด ทว่าเด็กหนุ่มถอยห่างจากเขาโดยไม่ใส่ใจนัก แล้วกลับหลังหันเดินจากไป ระหว่างนั้นได้ยินเสียงท่านอาอยู่แว่วๆ ให้ต้องระงับความขุ่นเคืองที่พลุ่งขึ้นอีก

“ข้าขออภัยแทนลูกชายด้วย ถ้าพวกท่านอยากให้เราไปจากที่นี่ เราก็จะไป แต่ภรรยาข้ามีครรภ์แก่...หวังว่าเรื่องนี้คงไม่เกินความเข้าใจของพวกท่าน ถ้าสามวันเรายังเดินทางไม่พ้นมณฑลนี้ ใครกล้าทำร้ายครอบครัวข้า...ข้าก็คงเกรงใจไม่ได้อีก”

เสียงนายอำเภอผู้ไม่ธรรมดาไม่วายแผดไล่หลัง ให้อาเมียร์ต้องท่องบ่นสารพัดคาถาเพื่อให้ตนยังใจเย็นได้อยู่

“รีบไสหัวไป! ไอ้ด้วน! ที่นี่ไม่มีใครต้อนรับแก!!”

ใช่...เขารู้ว่าท่านอาเป็นห่วงแม่กับลูกเล็กๆ ของท่าน แต่มันไม่เกินไปหน่อยหรือ ท่านเป็นนักรบแท้ๆ กลับยอมก้มหัวให้พวกที่มาวางก้ามหาเรื่องตนก่อน ธีร์ดีเรช่างบิดเบี้ยว...ทั้งพวกโจร...ชาวบ้านที่นี่...ไปจนถึงนายอำเภอจอมยโสและเจ้ามณฑลพ่อของมัน

เขาไม่รู้อีกแล้วว่าอาณาจักรนี้เป็นอะไร แต่ที่รู้แน่คือมันไม่ใช่ดินแดนสงบสุขที่เขาฝันอย่างไร้เดียงสาอีกต่อไป


* * * * *


อดีตนักรบบอกให้ทุกคนในบ้านเก็บข้าวของเสียแต่ในคืนนั้น เพื่อจะได้ออกเดินทางโดยเร็วที่สุด พืชผลชนิดใดที่พอกินได้ทั้งที่ยังอ่อนหรือดิบอยู่ถูกเด็ดถอนไว้เป็นเสบียง แม้จะไม่อาจทำเช่นนั้นกับทุ่งข้าวที่แตกใบเขียวน่าชมแต่ยังไม่ตั้งรวง ซึ่งต้องแถมให้ผู้ซื้อไปพร้อมกับบ้านและที่ดิน ส่วนปศุสัตว์ต่างๆ ก็ต้องรีบขายกึ่งแถมไปจนหมดในวันต่อมา นอกจากม้าเทียมรถ

อาเมียร์ทำตามคำสั่งเงียบๆ โดยไม่ออกความเห็นอะไรเลยกับการรีบย้ายครั้งนี้ นาสิราบ่นบ้างว่าทำไมจึงต้องย้ายเร็วกว่าครั้งก่อนๆ และฟาร์ฮานาห์ก็บ่นตามพี่สาว สีหน้าของลีชาบอกชัดว่าไม่อยากจากลูกไป แต่เธอก็พยักหน้าตกลงจะไปกับพวกเขา

เด็กหนุ่มเป็นห่วงแม่ กลัวท่านลำบาก หรือที่ร้ายกว่าคือมีอันตรายจากการเดินทางไกลทั้งที่ตั้งครรภ์อยู่ แต่ท่านกลับรับรองต่อท่านอาว่าการย้ายคือทางเลือกที่ดีที่สุด ที่จริงหากไม่ติดว่าแม่มีครรภ์ ท่านคงอยากรีบย้ายยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ ท่านเคยบอกเขากับท่านอาว่าลีชาจำเป็นต้องไปให้พ้นจากสถานที่และผู้คนที่ตอกย้ำให้เธอนึกถึงเรื่องร้ายที่เกิดขึ้น ที่จริงหากคนพวกนั้นเข้าใจและปฏิบัติต่อเธอตามปกติคงไม่จำเป็นถึงขั้นนี้ แต่อาเมียร์เห็นจนเกินพอ...ว่าพวกเขาคงไม่มีวันเห็นเด็กสาวเป็นมนุษย์เหมือนกันได้อีกแล้ว เมื่อแม่ยินดีกับการย้าย ท่านอาก็ได้แต่ยืนยันว่าจะไปให้ช้าที่สุดเท่าที่จะไม่กระเทือนเด็กในครรภ์ แต่ก็เร็วพอจะออกจากมณฑลได้ไม่เกินกำหนดนัก

เมื่อพวกเขากำลังจะขึ้นรถม้าในเช้าวันที่สอง ก็พบคนมาส่งมากมายกว่าที่คิด ทั้งพวกคนหนุ่มที่ท่านอาสอนอาวุธให้ และหัวหน้าหมู่บ้านที่พร่ำขอโทษ บอกว่าหากรู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้คงไม่ยื่นขอค่าหัวในชื่อของอดีตนักรบ แต่ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร นอกจากนี้ พ่อของเกล็นยังอุ้มก็อธฟรีด์น้อยมาบอกลาพวกเขา ดูเหมือนชายวัยกลางคนเห็นใจลีชาพอจะให้เธอได้เห็นหน้าลูกก่อนต้องจากกัน แต่เด็กสาวก็เพียงแอบมองลูกของตนจากรอยแยกผ้าใบกั้นประตูรถม้า ต่างฝ่ายไม่ได้เสนอหรือขอให้เธอได้อุ้มแกอีกครั้งเลย

คนที่มาเป็นกลุ่มสุดท้าย และทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจที่สุด คือผู้หญิงห้าจากสิบสามคนที่ถูกจับตัวไปพร้อมกับลีชา ซึ่งมีเด็กสาวที่เคยมาหาอาเมียร์เดินนำมา

“พวกเรามาพูดกับลีชาค่ะ” เธอพยายามเอ่ยให้ชัดเจน แม้เสียงจะสั่นน้อยๆ

อาเมียร์กับสิมาเกลี้ยกล่อมจนคนถูกเรียกยอมลงจากรถม้าสำเร็จ ทว่าทั้งสองเพียงยืนเงียบอยู่ครู่ใหญ่ จนเด็กสาวผู้มาเยือนเป็นฝ่ายเริ่ม

“ข้า...ขอโทษนะลีชา เจ้าต้อง...เป็นอย่างนี้...เพราะข้าแท้ๆ”

ลีชาสั่นศีรษะ

“ข้า...ข้าไม่รู้ว่าเรื่องมันดังไปทั่วได้อย่างไร แต่ข้าบอกเรื่องนั้นกับพ่อแม่...ถึงไม่คิดว่าพวกท่านจะเอาไปบอกใคร...ข้าก็ขอโทษ...ถ้าพวกท่านเอาไปพูดต่อก็ถือเป็นความผิดของข้าเอง...ข้าขอโทษจริงๆ” เด็กสาวทรุดลงคุกเข่า ก้มศีรษะตรงหน้าเธอ

ลีชาทำท่าจะเข้ามาประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่แล้วก็ชะงักอยู่ที่เดิม และคุกเข่าลงตาม

“ข้า...เป็นคนขี้ขลาดอย่างที่อาเมียร์พูดจริงๆ ข้ากลัวว่าถ้าพูดออกไป...เจ้ากับอาเมียร์จะโกรธข้า ข้าขอโทษนะ”

“ไม่เป็นไรหรอก” อาเมียร์ตัดสินใจพูดขึ้นบ้าง อย่างน้อยเขาก็ยอมรับความกล้าของเด็กสาว “ตอนนั้นข้าก็ต้องขอโทษเหมือนกัน ข้าพูดด้วยอารมณ์จนเกินไป ดีแล้วที่เจ้าตัดสินใจมาพบนาง แล้วก็มีเรื่องสำคัญกว่านี้...เรื่องดีกว่านี้ที่เจ้าต้องบอกนางไม่ใช่หรือ”

เด็กหนุ่มสบตากับเด็กสาวครู่หนึ่งเพื่อให้กำลังใจ สุดท้ายเธอก็พยักหน้าก่อนเอ่ยต่อ

“...ข้า...ขอบคุณนะลีชา” เธอเอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่ายไว้ “ขอบคุณที่ช่วยข้าไว้ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้จนชั่วชีวิต ถ้าแต่งงานแล้วก็จะบอกลูกหลานของข้าว่าเจ้าเป็นคนช่วยพวกเราไว้ แล้วก็จะบอกก็อธฟรีด์ว่าแม่ของแกเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญและเสียสละขนาดไหน”

“ข้าก็เหมือนกัน” คนอื่นๆ รับ

“ขอบคุณมากนะลีชา”

“ขอบคุณ...”

คำพูดถึงลูกทำให้ลีชาสะอื้นออกมา เธอชักมือกลับหลังผ่านไปเพียงแวบเดียว พยายามปาดน้ำตาและพร่ำขยับริมฝีปากเงียบๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยสีหน้าที่ใกล้เคียงกับดีใจที่สุดเท่าที่อาเมียร์ได้เห็นนับจากวันเคราะห์ร้ายนั้น

เขาอ่านริมฝีปากของเธอได้ว่า ‘ขอบคุณ’ เช่นเดียวกับผู้หญิงเหล่านั้น

เมื่อหมดเวลาแห่งการล่ำลา อดีตเจ้าชายแห่งอาณาจักรสาบสูญก็อดคิดไม่ได้...ว่าบางทีหมู่บ้านกลาสเดลอาจไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทุกสิ่ง แม้ว่าการย้ายไปจากที่นี่จะยังเป็นทางเลือกเดียวสำหรับครอบครัวผู้อพยพที่เจ้ามณฑลไม่ต้องการต้อนรับก็ตาม

ได้แต่หวังว่าสถานที่อื่นในธีร์ดีเรจะมีความหวังให้พวกเขาได้มากกว่านี้


* * * * *


สำหรับอาเมียร์ ความหวังนั้นดูจะดับในไม่ช้าเมื่อพบความเป็นจริงในเคนมารา เมืองหลวงของมณฑลยาร์ลาธ

ท่านอาสอบถามทุกหมู่บ้านที่ผ่านระหว่างทางว่ามีบ้านเรือนหรือที่ดินที่เจ้าของต้องการขายหรือไม่ แต่ก็ไม่พบ สุดท้ายสมาชิกครอบครัวทั้งเจ็ดชีวิตจึงต้องทนเบียดเสียดกันในบ้านเช่าหลังเล็กๆ ใจกลางเมืองหลวงของมณฑลไปก่อน อดีตนักรบกลับไปรับจ้างคุ้มกันขบวนพ่อค้าคนกลางที่เดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านต่างๆ กับตัวเมือง พร้อมกับพยายามสืบดูว่าในหมู่บ้านนั้นมีบ้านและที่ดินที่พวกเขาพอจะซื้อหาได้หรือไม่

อาเมียร์ถูกทิ้งให้อยู่ช่วยทางบ้าน และทำงานจิปาถะในโรงแรมใกล้ๆ ตามที่ท่านอาฝากฝังให้ ...ทั้งๆ ที่เขาบอกท่านเรื่องป้ายประกาศรับสมัครเสมียนของสมาคมเรือสินค้าแห่งหนึ่ง ท่านอาก็ยังคงยืนกรานว่าทำงานที่นี่เหมาะสมกว่า

ที่จริง งานโรงแรมต่างหากที่ยิ่งก่อปัญหา เด็กหนุ่มไม่อาจหาเหตุผลได้ว่าทำไมตนจึงต้องมาทำงานซ้ำซากจำเจในทุกวัน ใช่...เขาไม่ได้ดูถูกงานที่ต้องใช้แรงงาน แต่ก็พบว่าชีวิตของตนไร้แก่นสารยิ่งกว่าตอนทำไร่เสียอีกเมื่อต้องเทียวยกกระเป๋า เก็บจานอาหาร เลี้ยงม้า จัดเตียง ไปจนถึงงานจิปาถะต่างๆ ตามแต่คำสั่ง ตำราที่บิดาแท้เคยท่องให้ฟังยิ่งหวนกลับมาในความทรงจำ...ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขาต้องหาสิ่งให้ทวนย้อนหรือคิดตลอดเวลา จะได้ไม่แสดงความเบื่อหน่ายออกมาเสียก่อน

ควรใช้งานคนตามความเหมาะสม...นั่นเป็นข้อที่วนเวียนในสมองบ่อยที่สุด ตอนนี้เขาไม่ใช่คนใช้งานใคร เป็นแต่คนถูกใช้งาน แต่ก็รู้ว่างานพวกนี้ไม่เหมาะสมกับตน ไม่ใช่เพราะรู้หนังสือแล้วจะ ‘ลดตัว’ ลงมาทำไม่ได้ แต่เพราะเขารู้สึกเหมือนนี่ไม่ใช่สิ่งที่ตนทำได้ดี และทำแล้วสบายใจ เจ้าของโรงแรมเป็นคนใจดี ไม่ดุด่าว่ากล่าวเมื่อเขาทำอะไรช้าเกินไป หรือไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร แต่เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนตนกลับกลายเป็นคนงุ่มง่ามกะทันหัน ถึงจะชินกับงานในไร่และงานบ้านแล้ว เขาก็ไม่เคยต้องเร่งทำงานมากๆ โดยใช้เวลาน้อยที่สุด จึงไม่ทันเด็กทำงานคนอื่นๆ ที่อยู่ก่อนและช้าไม่ทันใจลูกค้า หากท่านอาไม่ใช่คนฝากฝังให้ทำงานเพราะรู้จักกันตอนเดินทางกับขบวนสินค้า บวกกับเจ้าของโรงแรมเห็นใจว่าบ้านนี้มีถึงเจ็ดคน แต่เป็นผู้ชายที่ทำงานหาเลี้ยงได้เพียงสอง ก็คงไม่ยอมจ้างเขาเพิ่มทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น

ซ้ำ...ไปๆ มาๆ เขาเห็นจะหาเงินเข้าบ้านได้น้อยกว่าคนอยู่ที่บ้านเสียอีก ลีชาเสนอแม่ด้วยภาษาใบ้ในแบบของตนให้ลองทำขนมปังหรืออาหารง่ายๆ ขาย แม่เห็นดีด้วย จึงทดลองกับเด็กสาวอบขนมปังแบบต่างๆ ให้คนในละแวกบ้านชิม ได้ความเห็นอย่างไรก็ลองปรับปรุงสูตร แล้วก็ฝากให้เขาขอเจ้าของโรงแรมวางขายด้านหน้า วันแรกขายได้ดีพอสมควร และวันต่อๆ มาเริ่มเยอะขึ้น แม่ชมยกใหญ่ว่าเป็นเพราะรสมือลีชา ตอนนั้นเขาอยู่ด้วย เห็นเด็กสาวขอบคุณเงียบงันด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามเดิม แต่ดวงตาเริ่มมีประกาย...แม้เพียงวูบเดียว ลีชายังไม่อาจยิ้มหรือพูดได้เหมือนเมื่อก่อน แต่ก็พอแสดงอารมณ์ได้ทางดวงตา ในทีแรกเธอยืนกรานปฏิเสธเมื่อแม่บอกให้เธออบขนมปังเองแทนที่จะเป็นเพียงลูกมือ เพราะกลัวว่าอาหารที่ตนทำเป็นของสกปรก แต่เมื่อแม่โน้มน้าวให้ทำและขายได้ดีก็คงดีใจไม่น้อย ตรงกับที่แม่เคยบอกเด็กหนุ่มว่าการเยียวยาใจคนต้องทำให้เขารู้สึกว่าตนมีค่า มีสิ่งที่ทำได้ดี มีคนที่ไว้ใจได้และเข้าใจอยู่ใกล้ๆ

อาเมียร์ดีใจกับลีชา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิจฉาเธอในบางขณะ เขาอยากมีโอกาสค้นหา อยากพบสิ่งที่ตนทำได้ดีและค่าของตน...มิเช่นนั้นก็สิ่งที่ตนควรทำ...เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องอย่างฝันสีแดงขึ้นอีก

การสูญเสียอำนาจที่เคยมีจนสิ้นอาจเจ็บปวด...แต่การไร้ที่ที่ควรอยู่ในโลกนี้เจ็บปวดยิ่งกว่า


* * * * *

คนเขียนขอคุย

สำหรับช่วง 5 ตอนแรก ก็เป็นช่วงปูพื้นเรื่องของอาเมียร์ กับเหตุที่อยากเปลี่ยนแปลงอาณาจักรธีร์ดีเร ในฉบับแก้ไข ลดบทสนทนาที่ไม่จำเป็นลง เน้นความรู้สึกของอาเมียร์และปมปัญหาในใจให้ชัดขึ้น และเสริมเรื่องอาการของลีชา ให้กระทบจิตใจของอาเมียร์มากขึ้นครับ

รูปตัวละครในช่วงนี้ครับ





น้อมรับคอมเมนต์ทุกประการครับ m[_ _]m

Edit by Anithin - 08 พ.ย.53 เวลา 01:16:28 น.

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.53 เวลา 23:16:42 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

ประทับใจรูปประกอบมาก ขอติคอมเม้นไว้ก่อนนะช่วงนี้งานเข้า

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 08 พ.ย.53 เวลา 05:18:45 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ