JoyKa
Librarian

Angel Caido Luci ตอนที่ 25

------------------------------------------

Chapter 25

“เธอนี่จะทำให้คนอื่นมองฉันเป็นพวกมีรสนิยมประหลาดรึไงกัน”

คาเรนโวยวายกับลิลิธในขณะที่ขับรถกลับบ้านหลังจากรับประทานอาหารเสร็จด้วยไม่ชอบใจสักเท่าไหร่กับการที่ลิลิธแกล้งเธอเสียจนทำให้ริชาร์ดนึกว่าเธอนั้นมีรสนิยมแบบหญิงรักหญิง

“ชั้นว่า...อีตานั่นตีความโอเวอร์ไปซะมากกว่า แค่บอกว่าจะไปนอนกับเธอเฉย ๆ เอง” ลิลิธที่นั่งอยู่ที่เบาะหลังอย่างเรียบร้อยราวกับผ้าพับไว้เอ่ยตอบไปเรียบ ๆ หากแต่เธอนั้นยิ้มอย่างมีเลศนัยดูเจ้าเล่ห์อย่างมาก

“คำพูดของเธอน่ะมันปกติ แต่ท่าทางที่เธอแสดงออกมานี่สิ”
คาเรนกล่าวพลางนึกถึงท่าทางของลิลิธมรตอนนั้นที่เอานิ้วมาเลียทำให้ดูเซ็กซี่อย่างมาก แต่มันยังกับท่าทางของคนที่ต้องการจะมีอะไรลึกซึ้งกันเสียมากกว่า

“ชั้นไม่ได้ทำท่าทางอะไรแปลก ๆ สักหน่อย เธอกับริชาร์ดนี่คิดมากพอ ๆ กันเลย”
ลิลิธเอ่ยพลางค่อย ๆ เอียงตัวไปกับเบาะหลังเพื่อนอนลงไปซึ่งคาเรนที่เห็นเช่นนั้นก็บ่นออกไปทันที

“จะถึงบ้านแล้ว ไม่ต้องมานอนในรถเลยนะ!!”

“เง้อ~ นิดเดียวเอง ถึงแล้วเดี๋ยวชั้นก็เลื้อยขึ้นบ้านเธอได้นา”

คาเรนได้แต่หนักใจกับลิลิธที่ดูจะทำอะไรตามใจตนเองมากกว่าเมื่อครั้งอดีต ซ้ำเจ้าหล่อนยังดูจะพยายามหาเรื่องมาให้เธอเสียให้ได้ จนคาเรนอยากจะจัดการลิลิธไปเสียให้พ้น ๆ เพียงแต่เธอไม่ได้อยากจะทำอะไรที่รุนแรงถึงขั้นนั้น และว่ากันตามจริงในสภาพเช่นนี้เธอดูจะสู้ไม่มีทางชนะลิลิธเลยเสียด้วยซ้ำ

คาเรนขับรถอีกเพียงไม่นานก็มาถึงบ้านของเธอ ซึ่งทันทีที่จอดรถได้คาเรนก็เดินออกจากรถนำไปก่อนเลยโดยที่ไม่ได้สนใจว่าลิลิธจะตามมารึไม่ ทำให้ลิลิธได้แต่เพียงยิ้มเจื่อน ๆ ที่ได้กระทำการยั่วโมโหสหายรักไปเสียแล้ว แต่กระนั้นลิลิธก็ไม่ได้เสียใจอะไร เธอกลับรู้สึกว่าไม่ได้เห็นมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่แสดงออกด้วยอาการหัวเสียแต่ทำอะไรไม่ได้มานานแล้ว เธอรีบเดินตามคาเรนเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาเรนแม้จะเดินนำไปก่อนเหมือนไม่ได้สนใจลิลิธนั้นก็ยังหันมาชำเลืองมองหลายครั้งด้วยแม้จะไม่พอใจ แต่ก็ใช่ว่าจะโกรธจนไม่คิดจจะดูดำดูดีเลย

ด้านริชาร์ดนั้นแยกจากคาเรนไปตั้งแต่ที่ร้านอาหาร เขาขับรถกลับไปสำนักงานด้วยเขามีความคิดต่อเรื่องของมังกี้บางอย่างซึ่งเขาคิดว่าจะลองติดต่อคนในหน่วยงานดูก่อนเผื่อจะทำอะไรตามที่เขาหวังได้ แม้เวลานี้จะสองทุ่มเศษแล้วแต่ที่ห้องสำนักงานยังเปิดไฟอยู่ แน่นอนว่าก็ไม่ใช่ใครอื่น มีเพียงสตีฟเท่านั้นที่ยังทำอะไรอยู่ในสำนักงานเป็นแน่ เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเดินมายังห้องสำนักงานและเปิดเข้าไปซึ่งก็เป็นไปตามคาดว่าคนที่อยู่ในห้องคือสตีฟ

“อ้าว คุณริชาร์ด ยังไม่กลับห้องพักเหรอครับ”

“ยังหรอก กะว่าจะมาเอาสมุดบันทึกที่โต๊ะแล้วค่อยกลับ” ริชาร์ดตอบคำถามของสตีฟพลางเกาศีรษะของตนเองเบา ๆ

“วันนี้ออกไปง้อคุณคาเรนแล้วก็หายไปเลยนะครับ” สตีฟเงยหน้าพลางเอ่ยกับริชาร์ดก่อนที่จะยิ้มที่มุมปากจนริชาร์ดที่รับฟังนั้นได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ เขาไม่รู้จะแก้ตัวไปว่าอย่างไรดี เพราะเขายังไม่ได้คิดแต่งเรื่องมารับมือคนในสักงานเลยแม้แต่น้อย
เขาจึงเดินผ่านสตีฟไปยังโต๊ะของตนเองเพื่อเอาสมุดบันทึกของเขาที่มีการจดเบอร์ติดต่อของคนในหน่วยงานต่าง ๆ ไว้ ด้วยเวลานี้เขาเห็นว่ามีคนที่เขาต้องการจะไหว้วานให้ช่วยงานบางอย่าง

หลังจากที่เขาหยิบเอาสมุดบันทึกของตนเองแล้ว เขามาหยุดที่โต๊ะของคาเรน บนโต๊ะของเธอไม่ได้มีอะไรมากนัก แต่ก็มีแฟ้มใหญ่วางอยู่เขาจึงถือวิสาสะแอบปิดดู ซึ่งในนั้นเป็นเอกสารเรื่องของ D-1 และ D-2 ที่คาเรนได้รับจากสตีฟและเธอใช้ในการตรวจสอบหาข้อมูลเบื้องต้นก่อนหน้าที่จะไปยังดีซีเพื่อจัดการ D-1 เอกสารนี้ริชาร์ดเองก็เคยเห็นแล้วเขาจึงเปิดอ่านแบบผ่าน ๆ โดยไม่ได้ให้ความสนใจนัก จนกระทั่งสายตาของเปิดไปสะดุดกับข้อความบางอย่างที่คาเรนใช้หมึกสีป้ายไว้

‘มานูเอล เฟอร์เรนาโด้ ชาวเม็กซิกัน หมายจับข้อหาลักลอบนำเข้ายาเสพติดเข้าสหรัฐ’

“เอ...สตีฟ ไอ้เจ้ามานูเอล เฟอร์เรนาโด้อะไรนี่จับได้รึยังน่ะ”

คำถามของริชาร์ดนั้นออกจะเป็นเดจาวูสำหรับสตีฟอย่างบอกไม่ถูก เพราะตอนที่พวกริชาร์ดไปวอชิงตันดีซีนั้น มอเฟียชก็เคยถามเขาเรื่องนี้ ทำให้เขายังจำข้อมูลได้อย่างแม่นยำทีเดียว

“หายสาปสูญครับ แถมเรื่องยังเหมือนยุติการค้นหาไปแล้ว เลยไม่มีรายงานอะไรเกี่ยวกับเจ้าหมอนี่อีกเลย คุณคาเรนให้ข้อมูลอะไรอีกรึครับ?”

“เปล่าหรอก แค่มาเปิด ๆ เอกสารบนโต๊ะเจ้าตัวอ่านแล้วให้สงสัยน่ะ ว่าแต่นายเองไม่คิดจะกลับห้องบ้างรึยังไงกัน”
ริชาร์ดที่ถูกถามตอบออกไปพร้อมทั้งถามสตีฟที่เอาแต่หาข้อมูลอะไรทุกวี่ทุกวันเช่นนี้

“ผมว่าผมนั่งหาข้อมูลเจ้า D-2 นี่ไปเรื่อย ๆ ดีกว่าครับ เหนื่อยก็พักตรงนี้ล่ะ”

คำตอบของสตีฟทำให้ริชาร์ดแทบสะอึก เขาอยากจะบอกสตีฟใจแทบขาดว่าไม่จำเป็นต้องมานั่งเมื่อยหาข้อมูลเจ้านั่นแล้ว เพราะแม่นักสืบสาวจอมแก่นประจำสำนักงานไปนั่งกินกล้วยพร้อมกับปีนป่ายตึกกับเจ้านั่นสนุกสนานเฮฮามาเกือบสองวันได้แล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าบอกออกไปได้แต่เพียงคิดขอโทษสตีฟอยู่ภายในใจเท่านั้นเอง

“ว่าแต่คุณริชาร์ดนึกยังไงถึงได้มาเอาสมุดบันทึกตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าก็น่าจะได้นี่ครับ”

“ไม่หรอก แค่จำเป็นต้องใช้ขึ้นมากระทันหันเลยมาเอาน่ะ” ริชาร์ดตอบพลางยกสมุดบันทึกมาโบกให้สตีฟเล็กน้อยก่อนที่เขาจะวางแฟ้มเอกสารของคาเรนไว้ที่โต๊ะแล้วเดินออกจากห้องสำนักงานไป ซึ่งสตีฟเองดูจะไม่ได้สนใจอะไรนักเขาจึงก้มหน้าก้มตาทำงานของเขาตอนไปจนสักครู่หนึ่ง

แอ๊ด~

เสียงประตูดังขึ้นอีกครั้งสตีฟจึงเอ่ยออกไปโดยที่ไม่ได้มอง
“ลืมอะไรอีกรึครับ?”

“เปล่า...แล้วริชาร์ดลืมของอะไรไว้รึ?” เสียงตอบรับกลับมานั้นกลับเป็นเสียงของผู้หญิงซึ่งสตีฟจำได้ว่าเสียงนั่นก็คือลินดา ทำให้สตีฟเงยหน้าไปมองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ ด้วยเขาไม่เคยเห็นลินดามาสำนักงานในเวลานี้เลยสักครั้ง

“อ้าว คุณลินดา มีอะไรรึเปล่าครับถึงได้มาซะดึกเชียว?”

“เมื่อกี้ริชาร์ดมาทำอะไรน่ะ?” ลินดาในชุดขาวที่คลุมด้วยเสื้อโค้ทสีดำไม่ได้ตอบสิ่งที่สตีฟถามแต่เธอกลับเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกไปเสียเอง

“อ๋อ คุณริชาร์ดเขาลืมสมุดบันทึกก็เลยเข้ามาเอา เห็นว่ามีธุระจะต้องใช้น่ะครับ”

“งั้นรึ...” ลินดาตอบรับด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉย

“แล้วคุณลินดา?”

“ไม่มีอะไรหรอก ทำงานของเธอไปเถอะสตีฟ” ลินดาตอบพลางถอนหายใจเล็กน้อย น้ำเสียงของเธอออกจะแข็ง ๆ ราวกับว่าไม่พอใจอะไรบางสิ่งหรือเพิ่งจะไปทะเลาะอะไรกับใครมา ซึ่งไม่ทันที่สตีฟจะได้ถามอะไรลินดาก็เดินออกจากห้องไปเสียแล้วปล่อยในสตีฟนั่งงงอยู่ในห้องเพียงคนเดียว

------------------------------

ซ่า~

เสียงน้ำจากฝักบัวลงกระทบเรือนร่างของคาเรนซึ่งขณะนี้อาบน้ำด้วยความรู้สึกหนักใจที่ลิลิธมาเกาะแกะเธอด้วยหวังให้เธอนั้นไปร่วมทำงานอะไรกับเธอด้วย จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องน่ารำคาญอะไรถ้าลิลิธไม่ได้เกาะเธอแจขนาดนี้ จนบางทีเธอพอจะเข้าใจความรู้สึกอนาคิมแล้วว่าทำไมถึงได้หายตัวไปดื้อ ๆ ไม่ยอมบอกอะไรลิลิธเลย คาเรนที่อาบน้ำชำระล้างร่างกายพลางคิดถึงเรื่องลิลิธนั้นก็นึกไปถึงเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นกับรองผู้บัญชาการกองทัพบกก็ให้กลับมามีสีหน้าวิตกอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์อาจจะไม่ใช่แค่ว่าพวกกานอซซ่ามาล้วงความลับเฉย ๆ บางทีอาจจะพร้อมที่จะเก็บพวกเธอทุกคนที่ไปเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นไปได้ มันทำให้คาเรนนึกถึงสิ่งที่ลิลิธเคยกล่าวเตือน อันตรายเริ่มมาหาตัวเธอและเหล่าเพื่อนฝูง คนรู้จัก รวมไปถึงคนที่เธอสนิท คำถามของลิลิธที่เคยถามว่าเธอนั้นจะทำเช่นใด มันยังคงตราตรึงอยู่ภายในหัวแต่กระนั้นคาเรนนะเวลานี้ก็ยังตอบไม่ได้ เธอยังรู้สึกหวาดกลัวกับการที่จะใช้ความสามารถที่เธอมีทั้งหมดซึ่งอาจจะทำให้เรื่องเลยเถิด เธอยังกลัวผลลัพท์ที่อาจจะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้คาเรนที่อาบน้ำอยู่ได้แต่ยืนกอดตัวเองไว้นิ่ง มันเป็นเรื่องหนักใจเกินกว่าที่เธอจะตอบตัวเองได้จริง ๆ เธอจึงได้แต่พยายามสงบจิตสงบใจของตนเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปกว่านี้ ทว่า...

หมับ!!

“กรี๊ด~!!”

อุ้งมือของลิลิธนั้นโผล่มาจากข้างหลังพร้อมกับกำหน้าอกของคาเรนไว้แน่นจนทำให้คาเรนร้องขึ้นด้วยความตกใจ ก่อนที่เธอจะแกะมือของลิลิธแล้วหันกลับไปมองลิลิธทันที ลิลิธในร่างเปลือยเปล่านั้นยืนยิ้มด้วยสีหน้าที่ดูจะกวน ๆ ก่อนที่เธอจะโดนคาเรนว่ากลับไปพร้อมกับฟาดสันมือเข้าไปเต็มแรง

“อย่ามา...เล่นอะไรแบบนี้นะยะ!!!”

“แอะ!!”

ลิลิธที่ถูกสันมือคาเรนฟาดไปนั้นผงะไปเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะตั้งตัวแล้วโผเข้ากอดคาเรนในทันที ยิ่งทำให้คาเรนโมโหมากขึ้นไปอีก เธอพยายามผลักตัวลิลิธออกไปแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของลิลิธที่มีกำลังเหนือมนุษย์ได้เลย

“ทำอะไรของเธอน่ะลิลิธ!!”

“ก็แค่กอดเฉย ๆ ไม่ได้สึกหรออะไรหรอกนา” ลิลิธตอบพลางเอาหน้าไซ้หน้าอกคาเรนทำให้คาเรนยิ่งดิ้นหนักมากขึ้น จนในที่สุดลิลิธก็ปล่อยคาเรนทำให้เธอที่ไม่ทันตั้งตัวเซไปติดพนังห้องน้ำพร้อมบ่นออกมา

“เล่นอะไรวิปริตมาก ๆ เลยนะ”

แม้จะถูกว่าเช่นนั้นลิลิธก็ไม่ได้ทีท่าโกรธอะไรออกมา เธอออกจะขำตัวเองที่กล้าเล่นอะไรวิปริตแบบนั้นเสียมากกว่าซึ่งลิลิธก็เอ่ยกับคาเรนออกไปพร้อมรอยยิ้ม
“ก็เห็นเธอทำหน้าเครียด ๆ ก็เลยมาแกล้งเท่านั้นเอง”

“จะเครียดหนักกว่าเดิมน่ะสิ” คาเรนกล่าวพลางทำหน้ายุ่งใส่ลิลิธที่ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ

“ม่ะ...ถูหลังให้” ลิลิธนั้นดูจะไม่ได้สนใจอาการของคาเรนนัก เธอยกฟองน้ำที่ชุ่มด้วยฟองสบู่แล้วเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งคาเรนได้แต่อ้าปากค้างพลางหยีตาใส่แล้วส่ายหน้าไปมา การอาบน้ำด้วยกันมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอะไร แต่มันก็อดจั๊กกะจี้เสียไม่ได้ที่ถูกลิลิธทำอะไรเช่นนี้ กระนั้นดูท่าทางคาเรนจะปฏิเสธได้ยากเพราะลิลิธบุกมาถึงนี้จะให้หนีคงไม่พ้นแน่ ๆ เธอจึงยอม ๆ ให้ไป

“เธอนี่ทำอะไรพิกล ๆ ไปทำแบบนี้บ่อย ๆ อนาคิมเลยหนีน่ะสิ” คาเรนที่ปล่อยให้ลิลิธถูหลังบ่นด้วยสีหน้าแดงเรื่อ แม้จะอยู่กันเพียงสองคนแต่สำหรับเธอที่ไม่เคยชินกับเรื่องนี้ก็อดที่จะรู้สึกเขินอายไม่ได้

ลิลิธที่ดูจะมีความสุขกับการถูเนื้อถูตัวให้คาเรนก็ตอบไปด้วยความภูมิใจกลับไปแทน
“จะบอกให้นะ อนาคิมน่ะชอบเวลาชั้นทำแบบนี้ให้มาก ๆ เลยย่ะ”

“หล่อนทำอนาคิมเสียเด็กรึเปล่าเนี่ย” คาเรนตอบกลับไปด้วยความหนักใจทันที เพราะไม่รู้ว่าลิลิธไปกล่อมอะไรให้อนาคิมบ้าง เผลอ ๆ ถ้าอนาคิมจะเป็นนางมารร้ายอาจจะโทษลิลิธได้เสียมากกว่าโทษบุคลิกซ้อนที่อนาคิมมีอยู่ในเวลานี้ซะอีก

ลิลิธนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางเช็ดแขนในคาเรนเบา ๆ ก่อนที่จะเอ่ยออกไป
“ชั้นไม่ทำให้ลูกสาวของเพื่อนรักเสียคนหรอกนา...แค่ลูกสาวของชั้นคนเดียวก็เกินพอแล้ว”

คำตอบของลิลิธทำให้คาเรนนิ่งอึ้งไป ด้วยคิดว่าเธอคงไปจี้ใจเรื่องที่ทำให้ลิลิธเสียใจมากที่สุดเรื่องหนึ่งเข้าให้แล้วเธอจึงได้กล่าวขอโทษออกไปทันที
“ขอโทษนะลิลิธ ชั้นไม่...”

“ไม่เป็นไรหรอก ความจริงก็คือความจริง ทั้งหมดเป็นความใจร้อนขาดสติของชั้นที่ทำให้กลายเป็นผู้ที่ผลักลูกสาวของตัวเองลงเหวลึกแบบนั้น” ลิลิธเอ่ยตอบก่อนที่คาเรนจะได้กล่าวจบด้วยสีหน้าเรียบ ๆ ทีท่าของลิลิธนั้นดูราวกับคนที่ทำใจยอมรับต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้แล้ว

คาเรนรับฟังอย่างนิ่ง ๆ ด้วยเรื่องของลิลิธนั้นเธอก็รับรู้มาแทบจะละเอียด และเธอก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าตนเองก็เข้าไปอยู่ในวังวนของเรื่องนี้ด้วยเพราะความขลาดเขลาของตนเอง หากแต่เรื่องของบุตรสาวของลิลิธนั้นเธอเองก็ดูจะจนหนทางช่วย คงมีเพียงแต่ตัวลิลิธเองที่จะยุติปัญหานี้ได้ด้วยมันเป็นเรื่องในครอบครัว ที่คนนอกจะไปพูดอะไรคงไม่มีประโยชน์

“นี่...ลูซี่”

“หืม...” คาเรนเอ่ยรับลิลิธไปเผื่อว่าเธอนั้นมีอะไรอยากจะระบาย

“แผลที่หลังนี่ยังเจ็บอยู่รึเปล่า?”
ลิลิธเอ่ยถามพลางเอามือของเธอลูบไปตามแผ่นหลังของคาเรนจนฟองสบู่ไหลลงไปเผยให้เห็นร่องรอยเหมือนแผลเป็นขนาดใหญ่ที่ผาดผ่านตั้งแต่ด้านหลังหน้าอกซ้ายยาวเฉียงไปจนเกือบถึงเอวขวา

คาเรนที่ถูกเอ่ยถามนั้นเหลือบมองด้วยแววตาที่ดูเศร้าสร้อยก่อนที่จะตอบลิลิธออกไป
“ไม่...ไม่แล้วล่ะ มันเลิกเจ็บมาตั้งนานแล้วล่ะ ชีวิตมันมีอะไรน่าเจ็บปวดกว่าแผลที่ได้มาเพราะความงี่เง่าของตัวเองนี่ตั้งแยะ”

ลิลิธค่อย ๆ เอานิ้มมือลูบมันเบา ๆ พลางจดจ้องแผลดังกล่าวด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจนัก เธอรู้ดีว่าแผลนี่เกิดจากดาบของอัครเทวทูตมิคาเอลผู้เป็นดั่งคนรักของลูซิเฟอร์เมื่อครั้งที่ลูซิเฟอร์ก่อกบฏบนสวรรค์ ถึงแม้ว่าเรื่องทั้งหมดจะดูงี่เง่า แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นสิ่งที่เธอควรร่วมรับผิดชอบ ถ้าเธอในตอนนั้นเก่งกว่านี้คงจะสามารถหยุดซาตานไม่ให้ดำเนินแผนการร้ายได้ และซาตานก็คงจะไม่สามารถปั่นหัวอัครเทวทูตลูซิเฟอร์ให้ต้องมาตกต่ำถึงเพียงนี้

“สรุปเธอยังรอคอยอีตาผู้ชายปากหนักนั่นสินะ”

ลิลิธที่เอ่ยออกมาทำให้คาเรนหน้าแดงเรื่อด้วยรู้ดีว่าคนที่ลิลิธเอ่ยถงนั่นคือใคร ด้านลิลิธที่นิ่งเงียบไปนั้นยิ้มและหัวเราะในลำคอเล็กน้อย ก่อนที่จะตีไปที่หลังของคาเรนเบา ๆ และเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใส

“เอ้า!! ของหล่อนสะอาดแล้ว ก็มาถูให้ชั้นบ้างเลย”

คาเรนกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยโดนถูก็ว่าทำตัวยากแล้ว นี่ยังจะให้เป็นผู้มาถูทั้งที่ไม่เคยทำก็ให้รู้สึกอายมากขึ้น แต่จะให้ทำยังไงได้เมื่อลิลิธร้องขอมาเช่นนั้น เธอจึงรับไปอย่างขาดเสียไม่ได้ จริง ๆ คาเรนคิดในใจเสียด้วยซ้ำว่าแม่สาวผิวขาวซีดที่แทบจะมีระบบทำความเย็นในตัว เพราะอุณหภูมิร่างกายต่ำตลอดเวลาเช่นนี้จะมีขี้เหงื่อขี้ไคลอะไรหนักหนาขนาดต้องให้ขัดด้วยก็ไม่รู้ บางทีลิลิธอาจจะอยากแกล้งเธอก็เป็นได้ คาเรนที่สลับตำแหน่งยืนกับลิลิธนั้นหน้าแดงเรื่อเล็กน้อยยามที่มองดูลิลิธในร่างเปลือยเปล่า ซึ่งขัดกับลิลิธที่ดูจะเฉย ๆ ด้วยเพราะลิลิธนั้นชินกับการเปลือยกายเดินไปใหนมาใหนเสียแล้ว คาเรนจึงได้แต่คิดในใจ

‘ก็สมแล้วที่เป็นมนุษย์คนแรกของโลกที่อยู่แบบไม่นุ่งอะไรเลย’
คาเรนที่คิดเช่นนี้ในขณะที่เอาฟองน้ำถูหลังให้ลิลิธแทบอยากจะหัวเราะออกมาดัง ๆ ด้วยไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ลิลิธที่ยังชอบนุ่งลมห่มฟ้าก็ยังเหมือนเดิม ดีนะที่เธอยังใส่เสื้อผ้าเวลาออกไปข้างนอกเพื่อไม่ให้ดูเป็นตัวประหลาดมากเกินไป ไม่เช่นนั้นลิลิธไปใหนคงโดนไล่จับเข้าโรงพยาบาลประสาทเป็นแน่

ลิลิธที่ชำเลืองเห็นคาเรนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ได้แต่แสดงสีหน้าประหลาดใจแต่ก็ไม่เอ่ยถามอะไรในเรื่องนี้ เธอกลับพูดถึงเรื่องอื่นออกมาแทน
“หน่วยงานถูกแทรกแซงแล้วสินะ”

คำพูดของลิลิธทำให้คาเรนที่ถูหลังให้เธอนั้นชะงักไปก่อนที่จะถูต่อพร้อมกับเอ่ยตอบไป
“อืม...เข้ามารู้ข้อมูลลึก ๆ ได้อย่างน่าประหลาดใจจริง ๆ”

“คิดว่าจะมีใครโดนหมายหัวบ้างรึเปล่า?”

คำถามของลิลิธชวนให้คาเรนหวั่นวิตกอยากมาก แม้เธอจะคิดไว้ก่อนหน้าแล้วว่าอาจจะมีใครในสำนักงานจะถูกเล่นงาน แต่เธอก็เดาไม่ออกจริง ๆ ถ้าจะมีคงเป็นเธอคนแรกแน่ ๆ ด้วยเพราะตัวเธอเป็นคนที่ดูจะทำให้คดีรุดหน้าไปไวจนอีกฝ่ายอาจจะคาดไม่ถึง แต่มันก็น่าแปลกใจที่ฝ่ายนู้นกลับปล่อยให้เธอทำงานอยู่ได้ตั้งนาน

“อาจจะ...เป็นฉันเสียล่ะมั้ง”

ลิลิธถอนหายใจออกมาเล็กน้อยหลังจากที่คาเรนตอบคำถามของเธอไปแล้ว
“ถ้าเป็นเธอ ชั้นว่าคงต้องระวังพ่อหนุ่มริชาร์ดด้วยล่ะ เขามาอยู่กับเธอแบบนี้มันออกจะสุ่มเสี่ยงอย่างมากเลยนะ”

สิ่งที่ลิลิธเตือนทำให้คาเรนนิ่งคิดในทันที ด้วยเพราะถ้าเธอเป็นเป้าหมายและฝ่ายนั้นต้องการที่จะจัดการเธอโดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างจะเป็นเช่นใด ก็คงเป็นอย่างที่ลิลิธเตือนไว้เป็นแน่ แต่กระนั้นจะให้เธอแยกตัวออกห่างจากริชาร์ดก็คงเป็นไปได้ยากเพราะท่าทางของเขานั้นดูจะตามติดคาเรนเพื่อหาความจริงโดยไม่สนใจอันตรายใด ๆ แม้แต่น้อยเลยจริง ๆ

“เว้นแต่...”

คาเรนที่ก้มหน้าก้มตาถูหลังให้ลิลิธเงยหน้าขึ้นทันทีที่อยู่ ๆ ลิลิธก็เอ่ยอะไรบางอย่างออกมาด้วยเหมือนมีทางช่วยอะไรเธอได้

“เธอจะยอมใช้พลังที่แท้จริงของเธอนะ ลูซี่”

คาเรนหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนที่จะออกแรงถูลงไปที่แผ่นหลังของลิลิธเต็มแรง จนทำให้ลิลิธอดที่จะบ่นเสียไม่ได้กับปฏิกิริยาตอบรับของคาเรน
“หลังชั้นไม่ใช่กระดานซักผ้านะ ไม่ต้องลงมือลงไม้แรงขนาดนั้นก็ได้”

“ก็อย่าพูดเรื่องอะไรแบบนี้อีกสิ”

คำตอบกลับของคาเรนทำให้ลิลิธได้แต่คิดในใจด้วยความหงุดหงิดนิด ๆ
‘ลูซี่นี่นะ สงสัยต้องให้มีคนตายก่อนจริง ๆ ถึงจะมีสติเป็นผู้เป็นคน’

“ว่าแต่เธอรู้รึยังไงกันว่าเกิดเรื่องอะไรในหน่วยงานของฉันน่ะ” คาเรนเอ่ยถามออกไปด้วยสงสัยว่าลิลิธนั้นรู้เรื่องอะไรมาบ้าง แม้จะบอกว่าลิลิธนั้นติดตามเธออยู่แต่ก็ไม่น่าจะรู้เรื่องได้ละเอียดมากนัก

“ก็แค่คาดการณ์เอา...เพราะเรื่องของเธอมันดูจะเป็นเรื่องเดจาวูยังไงก็ไม่รู้น่ะ”

“เธอไปเดจาวูอะไรมาล่ะ” คาเรนที่ได้รับคำตอบที่เหมือนจะไม่จริงจังสักเท่าไหร่ก็เอ่ยถามไปก่อนที่ลิลิธจะหันข้างเล็กน้อยพร้อมทั้งเอานิ้วชี้ขึ้นมาจุ๊ปากตัวเองแล้วตอบคาเรนออกไป

“ไม่บอกหรอก เรื่องเดจาวูนี้ชั้นยังรอพิสูจน์อยู่ว่า ‘พรหมลิขิต’ จะทำงานได้ดีขนาดใหน”

คาเรนได้แต่งุนงงกับคำตอบของลิลิธที่ดูจะเป็นความลับ กระนั้นการที่ลิลิธตอบว่ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการเดานั้น ทำให้เธอไม่ได้เอ่ยถามอันใดต่อไป เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็ดูจะไม่มีประโยชน์อันใดที่จะถามอะไรมากไปกว่านี้

--------------------------

ริชาร์ดที่เดินขึ้นอพาร์ทเม้นท์ไปพลางเปิดสมุดบันทึกของตนเองอ่านด้วยเหมือนกับกำลังหาสิ่งใดอยู่ จนเมื่อมาถึงห้องแล้วเขาจึงได้กดโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาใครบางคนทันที

“เฮ้!! เอริค นี่ริชาร์ดนะ”

เสียงปลายสายที่รับนิ่งไปครู่หนึ่งจึงได้ตอบกลับมา
“อ้าว ริชาร์ดเองรึ นายไปอยู่ประจำที่นิวยอร์คแล้วนี่นา มีอะไรรึเปล่าน่ะ”

“ว่าจะถามอะไรนายเกี่ยวกับเรื่องสเก็ตภาพคนร้ายหน่อยน่ะ” ริชาร์ดเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ภายในห้องของตนเองโดยไม่ได้เปิดไฟ เพราะเขาให้ความสำคัญกับธุระมากกว่าเรื่องอื่น

“ทำไมไม่ถามคนใน FBI ล่ะ โดนโอนไปอย่ตรงนั้นแล้วไม่ใช่รึไง”

ริชาร์ดที่ถูกเอ่ยถามเช่นนั้นได้อต่ยิ้มเจื่อน ๆ เพียงลำพัง เขาเองก็อยากจะตอบไปเหมือนกันว่าถ้าหน่วยงานของตนเองไม่มีพวกหนอนบ่อนไส้อยู่ก็คงไม่โทรกลับไปหาเพื่อนที่วอชิงตันดีซีแบบนี้หรอก แต่เขาก็บอกไปตรง ๆ ไม่ได้จึงได้แต่ปั้นเรื่องออกไป
“งานด่วนน่ะ ตอนนี้คนในนี้ถูกล็อคคอไปทำงานอื่นกันหมดด้วย”

“ฟังดูไม่น่าเชื่อเอาซะเลย”

ริชาร์ดได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้ตัวเองอีกครั้ง เขานี่ช่างไม่เหมาะกับเรื่องโกหกเสียจริง ๆ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงพยายามขอร้องต่อไป
“เอานา ช่วยหน่อยก็แล้วกันมันจำเป็นจริง ๆ”

เอริคที่ถูกริชาร์ดคะยั้นคะยอนั้น ไม่ได้อยากจะขัดใจเพื่อนขอตนเท่าไหร่ เพราะอย่างไรเสียก็รู้จักและทำงานร่วมกันบ่อย ๆ เมื่อครั้งที่ริชาร์ดอยู่ที่วอชิงตันดีซี และดูท่าทางมันจะไม่ใช่เรื่องที่เกินอำนาจหน้าที่นัก เขาจึงเอ่ยกลับไปแบบแบ่งรับแบ่งสู้
“เออ...ก็ถามมาตอบได้ก็จะตอบ ช่วยได้ก็จะช่วย”

“ช่วยได้แน่นอน ว่ากันเลยก็แล้วนะ”

“อย่างแรก...ถ้าจะสเก็ตภาพโดยที่ฟังเสียงบันทึกของพยานที่เห็นเหตุการณ์ นายว่ามีความเป็นไปได้ขนาดใหน”

เสียงปลายสายเงียบไปอีกครั้งด้วยลักษณะที่เงียบนั้นเหมือนกับคนกำลังใช้ความคิดต่อสิ่งที่ริชาร์ดได้ถามออกไป จนครู่หนึ่งเอริคจึงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจนัก
“ถ้าข้อมูลละเอียดพอ มันก็สเก็ตได้นั้นล่ะ แต่มันจะมีปัญหาเพราะการสเก็ตปกติจะทำแล้วให้พยานตรวจสอบ ถ้าไม่ใช่ก็จะซักถามเพื่อปรับแก้ไปเรื่อย ๆ จนใกล้เคียงที่สุดน่ะ”

“แบบนั้นภาพที่ได้กับกรณีของฉันก็มีโอกาสไม่ตรงกับความเป็นจริงน่ะสิ”

“เป็นไปได้มาก แต่ถ้าเป็นการส่งภาพให้ดูสด ๆ แล้วพยานที่ว่าคอยตรวจสอบให้แล้วบอกผ่านเครื่องมือสื่อสารก็คิดว่าน่าจะไม่มีปัญหา”

“ส่งผ่านอินเตอร์เน็ต และแชทกันสด ๆ เลยได้รึเปล่า...” ริชาร์ดเอ่ยถามออกไป ด้วยถ้าเป็นวิธีแบบนั้นน่าจะทำได้ไม่ยาก และยังเป็นไปได้ที่จะนำไปใช้ ณ ที่อยู่ของมังกี้ได้เลย

เอริคเงียบไปอีกครั้งก่อนที่จะตอบออกมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ ด้วยเขารู้ดีว่าริชาร์ดจะขอสิ่งใดเป็นเรื่องต่อไปเมื่อเขาตอบคำถามออกไปแล้ว
“มันก็ได้อยู่ แต่อย่าบอกนะว่า...”

“นายจะช่วยฉันได้รึเปล่า”

เอริคที่อยู่ ณ ปลายสายได้แต่ยิ้มแหย ๆ มันออกจะไปตามที่เขาคาด แม้งานมันจะไม่ได้หนักหนาอะไร แต่มันก็ดูจะเป็นเรื่องเบียดบังเวลาราชการยังไงก็ไม่รู้เขาจึงเอ่ยออกไป
“จะให้ช่วยสเก็ตก็ได้อยู่ แต่ขอเป็นเวลาที่ไม่ได้ทำงานได้รึเปล่าน่ะ”

“ตอนเย็น ๆ พอไหวรึเปล่าล่ะ” ริชาร์ดถามกลับไปทันที เพราะจริง ๆ เขาเองก็ว่างทั้งวันพร้อมที่จะทำงานตอนเย็น ๆ ก็ได้

“แบบนั้นก็ได้ อย่างน้อยก็ไม่อยากให้มันมาขัดงานประจำน่ะนะ”

คำตอบรับของเอริคทำให้ริชาร์ดยิ้มออกมา เขาน่าจะก้าวเข้าไปใกล้เจ้าตัวบงการที่ทำให้ชีวิตของเขาวุ่นวายเช่นนี้แล้ว
ริชาร์ดนั้นคุยเรื่องอื่นกับเอริคต่อโดยหารู้ไม่ว่าที่มุมห้องของเขานั้นมีอะไรบางสิ่งซึ่งดูจะเป็นสิ่งแปลกปลอมได้มาติดตั้งไว้ภายในห้องเสียแล้ว

------------------------

อีกด้าน ภายในห้องทดลองของเอียน มาลโลนั่งบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สักเท่าไหร่ทำให้เอียนที่เพิ่งจะทดลองสิ่งประดิษฐ์ของเขาเสร็จสิ้นต้องเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยในทีท่าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนของมาลโล

“คุณมาลโลเป็นอะไรไปน่ะครับ”

มาลโลหมุนเก้าอี้ไปมาด้วยความรู้สึกไม่พอใจยังมีอยู่ เขาจึงไม่ได้ตอบอะไรออกไป แต่กลับเป็นดาบสีดำของเขาที่ตอบออกไปแทนด้วยน้ำเสียงเหมือนสะใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับมาลโล

“เจ้านี่...โดนสาวด่ามาน่ะ ฮะฮะฮะ พวกปากเสียก็แบบนี้ล่ะ”

“หุบปากเลยมิสทอลเทน...ชิ!! ยัยนั่นถือว่าเป็นคนที่กานอซซ่าให้ความสำคัญเลยทำอะไรตามใจเกินไปหน่อยแล้ว”
มาลโลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจอย่างมากต่อเหตุการที่เกิดขึ้นก่อนที่จะหันไปหาเอียนที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ เพราะเขาไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง

“ว่าแต่เจ้าเถอะ เตรียม ‘เครูบิม’ แบบมีเกราะให้ข้าสักสองตัว แล้วก็แบบเกราะเบาสักสองตัวที ข้าว่าจะได้เอาไปทดลองใช้ในเร็ววันนี้แล้ว”

เอียนที่ยืนฟังคำกล่าวของมาลโลก็แสดงอาการงุนงงออกมาพร้อมทั้งเอ่ยถามทันที
“เจ้าเครูบิมนี่มันตัวอะไรรึครับ?”

“...ก็พวกสิ่งประดิษฐ์ของเจ้าที่เหมือนพวกเทวดาพวกนั้นไง” มาลโลตอบกับไปด้วยสีหน้าประหลาดต่อปฏิกิริยาของเอียนที่ราวกับว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากล่าว

เอียนนั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยกลับออกมาด้วยสีหน้ามึนตึงเหมือนไม่พอใจอะไรบางสิ่ง
“กัสเดสต่างหากล่ะครับ”

มาลโลมองหน้าเอียนอย่างนิ่ง ๆ ก่อนที่จะกอดอกพลางนึกถึงสิ่งที่เอียนกล่าว ด้วยจะว่าไปแล้วตอนที่ทำการทดลองเอียนก็เคยเรียกเจ้าพวกนี้ว่า ‘กัสเดส’ แต่เขากลับได้ยินจากกานอซซ่าว่าพวกมันชื่อ ‘เครูบิม’ เขาจึงบอกเอียนออกไป

“สงสัย...กานอซซ่าจะชอบชื่อ ‘เครูบิม’ น่ะนะ เจ้าคงได้เปลี่ยนชื่อเจ้าตัวพวกนี้แล้วแน่ ๆ”

เอียนนั้นแสดงความเครียดออกมาพร้อมกับบ่นในทันที
“อะไรกันมาเปลี่ยนชื่องานประดิษฐ์ของคนอื่นได้ยังไง แบบนี้มันไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”

เอียนยังคงบ่นต่อไปนั้นเพราะเขาไม่ชอบใจจริง ๆ ซึ่งมาลโลที่รับฟังได้แต่กุมขมับตนเองด้วยความหนักใจ บางทีเขาก็คิดว่าองค์กรที่เขามาอยู่นี่มีแต่คนบ้า ๆ ทั้งนั้นเลย

“เอาเถอะ มันจะชื่ออะไรก็ช่าง เตรียมไอ้พวกแบบที่มีเกราะหนัก กับเกราะเบาให้ข้าอย่างละสองก็แล้วกัน จะได้เอาไปทดลองแล้วเก็บผลในเร็ววันนี่ล่ะ”

มาลโลกกล่าวพลางหยิบภาพถ่ายของคาเรนขึ้นมาดูพร้อมทั้งคิดในใจด้วยความรู้สึกแปลก ๆ เวลามองภาพของคาเรน
‘ว่าแต่...แม่สาวคนนี้ทำไมเวลามองแล้วมันชวนให้รู้สึกแปลก ๆ เสียจริง ๆ ยังกับจะได้ไปเจออะไรที่คาดไม่ถึงอย่างนั้นล่ะ’

--------------------------------------Next to Chapter 26

 


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 พ.ย.53 เวลา 19:44:20 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ