BAN
maidlover

[Fanfic] Gundam Seed Fantasy (Updateตอน4)

ตอนที่ 4

To the Earth

“รีบไปซ่อมแซมทางด้านกาบขวาเร็วอย่าลืมตรวจเช็คจุดใกล้เคียงกับส่วนที่เสียหายด้วยนะ!!”

“หัวหน้าครับ เครื่องยนต์ติดขัดแรงขับเคลื่อนลดลงอีกแล้วครับ”

“อะไรนะ อีกแล้วเรอะ”

หน่วยทหารช่างกำลังวิ่งวุ่นเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากการต่อสู้อันน่าระทึก ทำให้บริเวณโรงเก็บโมบิลสูทดูวุ่นวายอย่างเห็นได้ชัดเพราะเป็นจุดที่หน่วยช่างประจำอยู่มากที่สุด

“ฟู่”

รินซึ่งกลับมาจากการสู้รบก็ค่อยๆผ่อนคลายลอยไปมาอยู่บริเวณใกล้เคียงโดยไม่สนใจต่อความวุ่นวายด้านล่าง

“เฮ้”

เสียงของทหารช่างหนุ่มเรียกเขาจากด้านล่างพลางโยนขวดน้ำขึ้นมาให้เขา

“อะ”

เมื่อเห็นขวดน้ำลอยมารินจึงพลิกตัวไปรับแต่กลับทำให้เขาเสียการทรงตัวหมุนไปหมุนมาอยู่บนอากาศจนคนโยนที่ยืนอยู่ข้างล่างหัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้กับท่าทางของริน

“ฮ่าๆ!นายนี่ตลกดีจริงๆ ทีตอนขับโมบิลสูทไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย”

“เห็นด้วยเหรอ”

ในที่สุดเขาก็ทรงตัวได้จากนั้นก็ดื่มน้ำจากขวดผ่านหลอดที่เชื่อมต่อกับตัวขวดโดยตรง

“เขาเห็นกันหมดนั่นละ เล่นซะอึ้งกันทั้งยานเลย นายทำได้ไงน่ะควันหนาขนาดนั้นยังยิงถูกอีก เห็นอย่างงี้แล้วนึกถึง Freedom เมื่อ 3ปีก่อนเลย”

“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

เขาหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำชมของทหารช่างคนนี้

“เปล่าหรอก นายอ่อนกว่าเยอะ”

“ห๊ะ”

เขาหน้าเสียทันทีแต่ฝ่ายตรงข้ามกับยิ้มอย่างร่าเริงแล้วเดินจากไป

“Freedom งั้นเหรอ”

ภาพของโมบิลสูทเครื่องนั้นยังติดตาเขาจนวันนี้ นับตั้งแต่ครั้งแรกที่ ORB จนกระทั่งเขาย้ายไปอยู่บนอวกาศก็ยังเห็นผ่านทางโทรทัศน์อยู่ แต่เขายังไม่เคยเห็นนักบินของ Freedom คนนี้เลย ยิ่งคิดยิ่งทำให้เขาสนใจว่านักบินของ Freedom นั้นต่อสู้ด้วยความรู้สึกแบบไหนและต่อสู้เพื่ออะไร

“เดี๋ยวครับท่านฮานะ”

เสียงดังวุ่นวายดังมาจากประตูทางเข้าโรงเก็บโมบิลสูท เมื่อประตูเปิดออกเด็กสาวร่างเล็กผมสีฟ้าก็กระโจนออกมาทันที

“เจอแล้ว”

ใบหน้าของเธอเป็นไปด้วยรอยยิ้มแตกต่างกับก่อนหน้านี้ที่เต็มไปด้วยน้ำตา ซึ่งแน่นอนว่ารอยยิ้มนั้นเหมาะกับใบหน้าของเธอมากกว่า แต่รินก็ต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อจู่ๆเด็กสาวกระโจนมากอดเขาอย่างใกล้ชิดทำเอาคนรอบข้างมองด้วยความอิจฉา

“ด...เดี๋ยวก่อน”

“ขอบคุณมากนะ ขอบคุณจริงๆ”

เธอยังคงกอดเขาไม่ยอมปล่อยจนทำเอาคนที่เห็นภาพดังกล่าวรู้สึกโกรธเคืองเด็กหนุ่มอย่างมากถึงแม้ว่ารินจะเป็นคนช่วยพวกเขาให้รอดตายก็ตาม บางคนถึงกับแสดงสายตาอาฆาตเหมือนต้องการจะฆ่าเขาให้ได้ โดยเฉพาะชายใส่แว่นที่จ้องเขาราวกับว่าถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ต้องจับเขาไปทรมานให้สะใจจากนั้นค่อยเชือดทิ้ง

“ท่านฮานะครับ โปรดปล่อยแล้วถอยออกมาเถอะครับมันดูไม่ดี”

“เอ๋~ ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ก็พี่เค้าเป็นผู้หญิงนี่”

“ห๊ะ”

บรรยากาศโดยรอบเย็นเฉียบทันที ทางด้านรินได้ยินอย่างนั้นก็แข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อนอีกราวกับวิญญาณของเขาได้ลอยออกจากร่างไปแล้ว สายตาอาฆาตแค้นและความโกรธเคืองพลันหายไปหมดสิ้นพร้อมๆกับคำพูดประโยคนี้

“ผ...ผู้หญิงเหรอ”

“ห...ห๊ะ”

ชายสวมแว่นพูดขึ้นด้วยความงุนงง ส่วนรินเองที่พึ่งจะรู้สึกตัวก็ยังไม่ทันจะคิดอะไรได้แต่หันไปหันมาอย่างลนลาน

“ก็ใช่สิ ดูสิสวยขนาดนี้จะเป็นผู้ชายได้ไง แล้วชื่อรินด้วยใช่ม๊า ก็ผู้หญิงน่ะสิ แขนกับขาพี่เค้าก็เรียวด้วย”

“....จริงสิ”

คราวนี้แม้แต่ชายสวมแว่นและคนอื่นๆภายในยานก็มีท่าทีที่จะเห็นด้วย ส่วนรินที่ได้ยินแบบนั้นก็ชักลังเลในตัวเองว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่

‘นี่ผมเป็นผู้หญิงอย่างงั้นเหรอ’

นี่เป็นสิ่งเดียวที่เขาคิดอยู่ แม้ว่าตอนอยู่กับมายุเขาก็มักจะโดนล้อบ่อยๆว่าเหมือนผู้หญิง จะว่าไปก็ทำให้คิดถึงความประทับใจแรกที่มายุมีต่อเขารวมทั้งคำชมคำแรกที่มายุพูดขึ้น “เธอนี่สวยดีนะ” แต่ตอนนั้นเขาคิดว่าเธอแค่จะแกล้งเขาเล่นเสียอีก ตั้งแต่นั้นมามายุก็มักจะลงท้ายชื่อของเขาด้วยคำว่า “จัง” มาตลอดแต่เขาก็ไม่ได้คิดมากเพราะอยู่ด้วยกันมานาน จนกระทั่งวันนี้ที่มีคนมาบอกว่าเขาสวยและเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิง แม้แต่คนรอบข้างที่ตอนแรกปฏิบัติกับเขาเยี่ยงผู้ชายก็กำลังจะคล้อยตาม

“ด...เดี๋ยวครับ ผมเป็นผู้ชายนะ”

ในที่สุดสติของเขาก็กลับมาอย่างสมบูรณ์จึงรีบพูดแย้งทันทีก่อนที่จะมีการเข้าใจผิดกันไปมากกว่านี้

“หา”

ทุกคนพูดออกมาเป็นเสียงเดียวกันพลางทำหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่

“ด..เดี๋ยวสิ ตอนแรกพวกคุณยังปฏิบัติกับผมเหมือนกับผู้ชายคนอื่นๆนี่ ทำไมตอนนี้มาคิดว่าผมเป็นผู้หญิงล่ะ”

“ก็เธอมัน....”

ชายสวมแว่นพูดขึ้นพร้อมกับมองรินตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนที่ใบหน้าของเขาจะเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย

“ห....หัวหน้าทำไมหน้าแดงแบบนั้น”

“บ...บ้าเหรอ ไม่ได้แดงสักหน่อย”

ทันทีที่ลูกน้องทักเขาก็ได้สติก่อนที่จะรีบเดินจากไป

“เอ๋~ตกลงพี่เป็นผู้ชายเหรอ”

เด็กสาวพูดขึ้นอย่างเสียดาย เธอนึกว่าจะได้พี่สาวหน้าตาสะสวยมาอีก 1คนแต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมปล่อยเด็กหนุ่มอยู่ดี

“เอ่อ ถ้ารู้แบบนั้นแล้วทำไมถึงยังกอดอยู่ล่ะ”

“หืม? ผู้ชายผู้หญิงไม่เห็นเกี่ยวเลย ถ้าชอบล่ะก็จะกอดก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่”

“ว่าไงนะ!!!”

ผู้ชายในบริเวณนั้นต่างหันมามองฮานะทันทีด้วยความตกใจ ส่วนพวกผู้หญิงก็แอบหัวเราะเบาๆพลางคิดว่า นางฟ้าตัวน้อยๆของพวกเธอกำลังมีความรักแล้ว

“ก็พี่เขาใจดีจะตายไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

พวกผู้ชายคนอื่นๆได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งช็อกมากเข้าไปใหญ่พลางคิดว่านี่พวกเขาไม่ได้ใจดีหรอกเหรอถึงบอกว่าเด็กหนุ่มคนนั้นใจดี

“อะ แฮ่ม เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ เจ้าหนูทำไมถึงช่วยพวกสลัดอวกาศนั่นไว้ละ”

ชายสวมแว่นกลับมาอีกครั้งหลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้ ที่เขาถามแบบนี้เนื่องจากเมื่อรินทำลายอาวุธ โมบิลสูทของพวกสลัดอวกาศแล้วก็กลับไปช่วยนักบินทีละคน แม้แต่เครื่องที่ถูกทาง ORB ทำลายไปก็พบว่านักบินยังมีชีวิตอยู่และลอยอยู่แถวนั้น หลังจากนั้นนักบินของสลัดอวกาศทั้ง 6คนก็ถูกคุมตัวไปที่ห้องขัง

“ผมก็แค่ ไม่อยากให้พวกเขาตายบนอวกาศเท่านั้นเอง ไม่สิไม่ว่าใครผมก็ไม่อยากให้ตายทั้งนั้น”

เด็กหนุ่มพูดด้วยแววตาสลด เขารู้ดีว่าการต้องลอยอยู่บนอวกาศนั้นทรมานเพียงไร และการที่จะต้องปล่อยให้พวกเขาตายทั้งๆแบบนั้นยิ่งทำไม่ได้ ครั้งที่เขายังเด็กนั้นยังโชคดีที่กองยานช่วยชีวิตมาเจอเข้าจึงรอดมาได้ถึงแม้ว่าต้องแลกมากับความทรมานอันแสนสาหัส แต่หลังจากรอดชีวิตมาได้เขาก็มองว่าทุกชีวิตนั้นสมควรจะมีชีวิตอยู่จนกว่าจะถึงวันที่ชีวิตนั้นจะดับสิ้นไปด้วยความต้องการของมันเอง

“ถึงอย่างงั้นก็เถอะ คนของทางเราก็ถูกพวกเขาฆ่าไปเยอะเหมือนกัน ไม่คิดว่านั่นมันไม่ยุติธรรมบ้างเหรอ”

ชายสวมแว่นถามเด็กหนุ่มที่ต้องสะดุ้งเมื่อคิดถึงชีวิตของคนที่อยู่บนยานอีก 2ลำที่ต้องตายไปโดยที่เขาไม่สามารถช่วยได้

“เอ็ด ห้ามแกล้งพี่สาวนะ”

“ห๊ะ”

“อะไม่ใช่สิ พี่ชายต่างหาก”

รินช็อกไปครู่หนึ่งทำให้เด็กสาวรีบแก้คำพูดของตัวเองทันที

“ท่านฮานะ”

ชายสวมแว่นมองฮานะด้วยแววตาที่สงสัย ก่อนที่จะยิ้มพร้อมกับถอนหายใจ

“ท่านช่างอ่อนโยนจริงๆ เอาเถอะถ้าท่านขอมาไม่ว่าใครก็คงจะยอมหมดนั่นล่ะ”

เขาพูดก่อนจะเดินออกไปพร้อมกับลูกน้องของเขาไปยังห้องขัง ส่วนรินยังคงยืนซึมเพราะคำพูดของชายสวมแว่นอยู่

“นี่พี่ชาย ไปกินข้าวกับเค้านะ”

เด็กสาวออดอ้อนราวกับญาติสนิท ท่าทางของเธอไม่มีความระแวงหรือหวาดกลัวมันเป็นความเชื่อใจอันบริสุทธิ์โดยปราศจากความรู้สึกอื่นๆซึ่งแววตาและน้ำเสียงของเด็กสาวตอนนี้นั้นเป็นยาใจชั้นดีสำหรับเด็กหนุ่มทีเดียว

“อ..อืม”

เขาตอบรับทำให้เด็กสาวมีท่าทางดีใจอย่างมากพลางดึงแขนของเด็กหนุ่มแล้วพากันไปที่ห้องอาหารทันที

ที่ห้องคุมขังนักโทษภายในยาน

“เอาล่ะ ที่นี้บอกได้รึยังว่ากลุ่มของพวกนายมีกี่คน”

“หึ”

ชาย 6 คนในชุดนักโทษสีเทาทั้งมือและเท้าถูกจับล็อกเอาไว้ด้วยกุญแจมือนั่งเรียงกันอยู่ด้านหน้าของโต๊ะตัวหนึ่งที่มีแสงไฟสว่างจ้าส่องสว่างอยู่

“ไม่ตอบงั้นรึ พวกนายรู้รึเปล่าว่าการตอบกับการเงียบน่ะผลที่ได้รับมันต่างกันมากนะ”

ชายสวมแว่นพูดขึ้นพลางหยิบที่ช็อตไฟฟ้าขึ้นมา

“รู้รึเปล่า พวกผู้หญิงเค้าใช้เจ้านี่จัดการกับพวกโรคจิต มันสามารถล้มผู้ชายที่มีกำลังมากกว่าพวกเธอราวๆ2เท่าได้อย่างสบายๆ แล้วพวกนายยังไม่คิดจะตอบอะไรอีกงั้นเหรอ”

เขาพูดรอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นมาบนไปหน้า แต่ในขณะเดียวกันบนใบหน้าของคนทั้ง 6ก็ปรากฏรอยยิ้มเช่นกัน

“ฮึ่มท่าทางมันจะน้อยไปงั้นเจอนี่”

เขาพูดพลางเทอุปกรณ์ต่างๆออกมาจากในกระเป๋าสีดำใบใหญ่ของเขา แต่ที่เด่นที่สุดคงจะเป็นแส้และเทียนไข??

“น...นี่แก”

ชายคนหนึ่งถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นของที่ชายสวมแว่นหยิบขึ้นมา

“หึหึ พอดีฉันเองก็ไม่คิดว่าจะใช้หรอกนะ ถ้าพวกนายยอมบอกมาดีๆน่ะ”

“กรอด”

ชายทั้ง 6ยอมแพ้ในที่สุด ที่ชายสวมแว่นต้องทำเช่นนี้เพราะเขาอยากจะได้ข้อมูลของกองกำลังลึกลับนี้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อ ORB ในภายหลัง

3วันต่อมาที่ห้องของเอ็ด

‘อย่างงี้นี่เอง พวกมันเป็นทั้ง Coordinators และ Naturals ที่มารวมตัวกันโดยไม่พอใจผู้นำทั้งของ P.L.A.N.T และของโลกเอง ถึงขนาดมีคนของพวกเราเข้าร่วมด้วยแสดงว่าองค์กรของพวกมันต้องใหญ่พอดู แถมแต่ละคนยังมีฝีมืออีกด้วย’

หลังจากที่ได้ข้อมูลมาเขาก็เตรียมทำรายงานเพื่อส่งไปที่ ORB ทันที เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆซะแล้ว ถึงขนาดที่คนจากทุกฝ่ายเข้าร่วมแบบนี้แสดงว่าเครือข่ายของคนกลุ่มนี้ต้องกว้างขวางมากแน่ๆ

“หัวหน้าครับ อีก 5ชม.เราจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกครับ”

“5ชม.งั้นเหรอ”

เจ้าหน้าที่ CIC คนหนึ่งลอยเข้ามารายงานเขาจากนั้นก็รอฟังเผื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร

“อืม เดินทางไปที่ ORB ทันทีเลยนะ ไม่ต้องแวะที่ไหน”

เขาสั่งเจ้าหน้าที่ CIC คนนั้นก็ทำความเคารพก่อนจะจากไป

“อีกแค่นิดเดียวสินะ”

P.L.A.N.T

“ฟิ้บ”

เสียงประตูอัตโนมัติถูกเลื่อนชายคนหนึ่งในชุดสีแดงก็เข้ามา

“ชิน อาสึกะรายงานตัวครับ”

เขาเดินเข้ามาพร้อมกับทำความเคารพก่อนที่จะยืนนิ่งรอฟังคำสั่ง

“อืมทุกคนมากันครบแล้วสินะค่ะ”

หญิงสาวผมสีชมพูพูดขึ้นขณะที่เธอนั่งอยู่ตรงตำแหน่งหัวโต๊ะของสภา เธอคือลักส์ ไคลน์ ผู้นำคนปัจจุบันของ P.L.A.N.T นั่นเอง ข้างๆของเธอคือชายในชุดสีขาวผมสีน้ำตาลผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นนักบินโมบิลสูทที่เก่งที่สุด คิระ ยามาโตะ นอกจากนั้นยังมี อัสรัน ซาร่าชายผู้ถูกเรียกว่าวีรบุรุษอีกด้วย

“ตอนนี้ที่โลกกำลังมีสงครามเกิดขึ้นซึ่งพวกเราได้ทำการเจรจาทุกอย่างเพื่อจะยุติแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล ดิฉันจึงอยากจะลงไปที่โลกเพื่อดูสถานการณ์สักหน่อย”

“จะไปที่ ORB งั้นเหรอลักส์”

อัสรันถามขึ้นในห้องประชุมส่วนคิระมีสีหน้าเงียบสงบเพราะพวกเขาปรึกษากันมาแล้วส่วนชินมีสีหน้าตกใจ

“ค่ะ แต่ฉันไม่อยากจะให้ไปแบบเป็นทางการเพราะมันจะยุ่งยากเกินไป เลยอยากจะให้เหมือนกับการไปเที่ยวธรรมดาน่ะค่ะ”

“ดังนั้นจะดีมากเลยถ้ามีคนรู้จักตามไปด้วยเยอะๆน่ะค่ะ”

เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ชิน”

หลังจากการประชุมจบอัสรันก็เดินเข้ามาหาชินทันที

“ครับ?”

“ถ้ายังไงนายชวนน้องนายมาด้วยสิ เห็นว่าพึ่งจะเจอกันไม่ใช่เหรอ”

“ได้เหรอครับ”

ท่าทางของชินตอนนี้ผิดกับเมื่อ 3ปีก่อนโดยสิ้นเชิง เมื่อเขาได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนออกนอกหน้าราวกับเด็กๆ

“อืม ลักส์ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าให้เหมือนกับไปเที่ยวน่ะ งั้นฉันไปละ”

เขาพูดจบก็เดินจากไปทันที ส่วนชินรีบวิ่งตรงกลับไปที่บ้านด้วยความดีใจ การกลับไปบ้านเกิดกับมายุครั้งแรกหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มันอาจจะทำให้ความทรงจำของเด็กสาวกลับมาก็เป็นได้

“ORB เหรอค่ะ”

เด็กสาวหันมาถามพี่ชายของเธอโดยมีลูกสุนัขขนสีขาวปุกปุยอยู่บนตักและลูน่ามาเรียนั่งอยู่ข้างๆ

“อืม ลูน่าก็ไปด้วยกันสิ”

ชินพูดพลางหันไปหาลูน่าซึ่งเธอก็ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า

“แต่ว่า....”

เด็กสาวมีท่าทางลังเล เมื่อลูน่ามาเรียเห็นดังนั้นจึงรีบหันไปพูดกับเด็กสาวทันที

“มายุจังเองก็ไม่ได้ไปที่โลกนานแล้วใช่ไหม อีกอย่างที่ ORB นั่นเป็นบ้านเกิดของเธอนะ ไหนๆแล้วก็ลองกลับบ้านเกิดเผื่อความทรงจำจะกลับมาไง”

เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งลังเลหนักขึ้น เธอไม่รู้ว่าการได้ความทรงจำกลับมาจะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้นหรือทุกข์มากกว่าเก่า สำหรับเธอความทรงจำที่มีความสุขที่สุดคือการได้อยู่กับคนที่ดูแลเธอมาตลอดซึ่งตอนนี้ไม่ทราบว่าเขาอยู่ที่ไหน แต่จะปฏิเสธไปเลยก็ไม่ดีดังนั้นเธอจึงพยักหน้ารับปากไป

“จริงเหรอ งั้นรีบไปเตรียมตัวกันเถอะ มายุเองก็ไม่ค่อยมีของใช้ส่วนตัวนี่นะ งั้นเดี๋ยวพี่ช่วยเลือกให้ก็แล้วกัน”

ลูน่ามาเรียพูดจบก็รีบลากมายุไปทันทีโดยไม่ปรึกษาชินก่อน แต่ชินเองก็ยิ้มอย่างมีความสุข ฝันร้ายที่คอยรบกวนจิตใจเขามาตลอดได้หายไปแล้ว น้องสาวคนสำคัญของเขายังมีชีวิตอยู่ตรงนี้และอยู่ด้วยกันกับเขา

“เรียนลูกเรือทุกท่าน อีก 20วินาทีจะทำการฝ่าชั้นบรรยากาศ และหลังจากฝ่าชั้นบรรยากาศสำเร็จพวกเราจะมุ่งหน้าสู่ ORB ขอให้นายช่างทั้งหมดรายงานตัวที่โรงเก็บโมบิลสูทด้วยค่ะ”

เสียงใสๆของเจ้าหน้าที่ CIC ดังขึ้นมา รินซึ่งนั่งอยู่ในห้องจู่ๆก็รู้สึกแปลกๆ เขาพยายามปล่อยตัวให้สบายเพื่อที่จะคุยกับอามุโร่อีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แค่เหม่อลอยครู่เดียวภาพฝนดาวตกก็จะปรากฏให้เขาเห็นแล้ว

“เพราะอะไรนะ”

“วิ๊ง”

“หืม”

จู่ๆเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ไม่ใช่ความรู้สึกบ่งบอกถึงอันตรายแต่เป็นความรู้สึกที่ชวนให้เศร้าสร้อยเสียมากกว่า

“อะไรกัน...ความรู้สึกนี้”

“ก๊อกๆ พี่ริน ฮานะเองค่ะ ขอเข้าไปนะ”

เด็กสาวไม่รอคำตอบของเด็กหนุ่มแต่อย่างใด เมื่อประตูเปิดออกเด็กสาวก็ลอยเข้ามาทันที

“ม...มีอะไรเหรอฮานะ”

เด็กหนุ่มตกใจทำอะไรไม่ถูกเพราะจู่ๆเด็กสาวก็เข้ามาหาเขาแบบไม่ทันตั้งตัว

“คือว่านะ พอไปถึง ORB แล้วเค้าจะจัดคอนเสิร์ตฉลองที่กลับมาน่ะ เลยอยากให้พี่รินไปดูด้วย แล้วก็...”

เด็กสาวลังเลที่จะพูดต่อทำให้เด็กหนุ่มสนใจ

“อีก 5วันจะถึงวันเกิดของเค้าแล้ว เลยอยากจะให้พี่รินไปงานฉลองวันเกิดด้วยน่ะ”

เด็กสาวพูดอย่างเหนียมอายแก้มสีขาวของเธอกลายเป็นสีแดงอย่างเห็นได้ชัดและถ้าสังเกตดีๆจะรู้ว่ามันแดงไปถึงหูเลยด้วยซ้ำ

“วันเกิดเหรอ อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

“จะ 13ปีนี้”

เด็กสาวพูดขึ้นทำเอาเด็กหนุ่มช็อก อายุแค่ 13ก็เป็นถึงไอดอลอันดับ 1ของโลกแล้วงั้นเหรอไม่สิ ต้องบอกว่าพึ่งจะอายุ 12มากกว่า เขาจำได้ว่าสมัยก่อนเขาก็รู้จักลักส์ ไคลน์ตอนอายุ 14-15 เหมือนกัน

“พึ่งจะ 13เองเหรอเนี่ย”

เขาทึ่งกับความสามารถของเด็กสาวตรงหน้า แต่จะว่าไปเขายังไม่เคยเห็นเด็กคนนี้ร้องเพลงอยู่บนเวทีเลย พลางคิดภาพถึงเด็กสาวเป็นกันเอง ทำตัวเปิ่นๆบนเวทีก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“นี่ยิ้มอะไรของพี่น่ะ”

เด็กสาวชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆทำให้เด็กหนุ่มตกใจรีบถอยร่นทันที

“อ..อืมแค่คิดว่าตอนฮานะขึ้นเวทีจะเป็นยังไงน๊า”

“คิกๆ งั้นต้องไปดูให้ได้นะ”

เด็กสาวยิ้มดีใจใบหน้าของเธอดูสดใสยิ่งกว่าใบหน้าใดๆที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ จากนั้นเด็กสาวก็ออกจากห้องไปพลางเต้นไปด้วยราวกับจะโชว์ให้เด็กหนุ่มดู

“จะว่าไปเราเองยังไม่ได้ไปเยี่ยมพวกเขาเลยนี่”

เด็กหนุ่มพูดจบก็เดินออกจาห้องแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องขังภายในยาน เมื่อเขาเดินเข้ามาคนทั้ง 6คนก็หันมามองหน้าเขาทันที

“เอาอาหารมาให้เหรอสาวน้อย”

“อะ....”

ความเงียบงันกลับมาอีกครั้งทันทีที่เขาถูกทักแบบนั้น ทำเอาคนที่ทักงงกับปฏิกิริยาของเด็กหนุ่ม

“เฮ้สาวน้อย ถ้าเธอไม่ได้เอาอาหารมาให้ก็กลับไปซะเถอะ ที่นี่ไม่เหมาะกับเธอหรอก”

“..ผมเป็นผู้ชายครับ”

“ห๊ะ”

ชายคนนั้นถึงกับหน้าซีดทันที คนอื่นอีก 5คนก็ขำจนท้องแข็ง

“อะ แฮ่ม แล้วนายมีธุระอะไร”

เขารีบเปลี่ยนท่าทีทันทีทำให้เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้งๆ

“คือผมอยากจะถามอะไรพวกคุณหน่อย”

“ฮึ พวกเราไม่เห็นมีอะไรจะต้องตอบนาย ถ้านายเป็นคนที่ขับโมบิลสูทรุ่นเก่าที่เล่นซะพวกเราแย่ก็ว่าไปอย่าง พวกเราเองก็อยากจะคุยกับไอ้หมอนั่นเหมือนกัน”

เด็กหนุ่มได้ยินก็หูผึ่งทันที

“ผมเป็นคนขับเครื่องนั้นเอง”

คนทั้ง 6คนหันมามองก่อนที่จะหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่งราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง คนที่พวกเขาแพ้กลับเป็นเด็กที่หน้าเหมือนผู้หญิงตรงหน้ายิ่งคิดยิ่งขำทำเอาพวกเขาหายใจไม่ทันเลยทีเดียว

“เป็นไปไม่ได้หรอก เด็กอย่างแกจะชนะพวกเราได้ไง พวกเราถึงไม่ได้เก่งมากมายแต่ก็คงไม่แพ้เด็กอย่างแกหรอกไอ้หนู”

“เครื่องแรกถูกผมยิงบีมไรเฟิลจากในกลุ่มควัน พอเขาโดนจนเสียหลักผมก็พุ่งประชิดฟันส่วนล่างของเขาทันที”

“ห๊ะ”

ชาย1ใน 6คนได้ยินดังนั้นถึงกับสะดุ้ง

“เครื่องที่สองถูกผมเตะครั้งนึงให้หมุนตัวไปอีกด้านหนึ่งก่อน จากนั้นก็ยิงแขนทั้ง 2ข้าง ส่วนเครื่องที่ 3 4 และ6ถูกผมใช้บีมเซเบอร์จัดการทีละตัว เครื่องที่ 5ถูกคนของ ORB ยิงจนถูกทำลาย”

เสียงหัวเราะหายไปทันที สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง พวกเขาทำงานมาก็นานและไม่เคยล้มเหลวมาก่อน แต่เด็กที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาสามารถเอาชนะพวกเขาได้อย่างง่ายดาย มันเป็นความจริงที่ไม่อาจรับได้

“เป็นแกจริงๆเหรอไอ้หนู”

ชายคนหนึ่งถามขึ้นอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

“ครับ ผมเอง”

“งั้นทำไมแกไม่ฆ่าพวกเราซะ ทั้งๆที่มันน่าจะง่ายกว่า แถมยังลงทุนตามช่วยพวกเราทีละคนอีก นี่แหละที่พวกเราอยากรู้ หรือว่านายจะทำตัวเหมือนคนขับ Freedom นั่นกันแน่”

เขาถามด้วยความสนใจ

“ไม่หรอกครับ ผมไม่คิดจะเป็นแบบเขา แต่ผมแค่ไม่อยากฆ่าคนเท่านั้น”

คำตอบของรินทำให้พวกเขาหัวเราะอีกครั้ง

“ไอ้หนู แกเป็นทหารแต่ไม่อยากฆ่าคนอย่างงั้นเหรอ อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย”

“ผมไม่ใช่ทหารนะ ผมเป็นแค่พลเรือนแค่นั้นเอง”

รินพูดทำเอาคนทั้งห้องเงียบอีกครั้ง คราวนี้พวกเขารู้สึกโกรธจัดกับสิ่งที่รินพูดออกมา

“ว่าไงนะ แกจะบอกว่าพวกฉันแพ้เด็กเมื่อวานซืนที่ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งทหารที่ได้รับการฝึกมางั้นเรอะ”

“จะว่าไม่ได้ฝึกก็ไม่ใช่ แต่ผมฝึกกับเครื่องชิมูเลชั่นบ่อยๆ”

“อย่ามาพูดบ้าๆนะโว้ย”

เขาตะโกนด้วยความโมโห

“ผมแค่อยากจะขอร้องพวกคุณอย่างนึงแค่นั้นเอง”

“อะไรอย่างงั้นเหรอ”

ชายอีกคนที่ดูเยือกเย็นที่สุดถามขึ้น ส่วนคนที่ตะโกนเสียงดังเมื่อครู่ก็หงุดหงิดหันเข้ามามุมห้องไม่พูดอะไรอีก

“ผมอยากให้พวกคุณเลิกยุ่งกับกลุ่มสลัดอวกาศ”

คำขอร้องของเขายิ่งทำให้กลุ่มนี้ไม่พอใจ พวกเขาเข้าร่วมกับกลุ่มสลัดอวกาศก็เพราะมีเป้าหมายร่วมกันถึงแม้ตอนแรกจะขัดแย้งกันเพราะมีทั้งคนจาก Naturals และ Coordinators แต่หลังจากทำงานไปด้วยกันก็ทำให้อคติที่มีค่อยๆหายไป แล้วจู่ๆเด็กคนนี้จะมาบอกให้พวกเขาเลิกยุ่งกับองค์กรที่สามารถสานฝันพวกเขาให้เป็นจริงได้แบบนี้

“เจ้าหนู รู้รึเปล่าว่าทำไมพวกเราถึงจะแตกต่างกันแต่ก็ทำงานให้กับองค์กรเดียวกัน”

รินยืนนิ่งรออีกฝ่ายหนึ่งพูดต่อ

“เพราะพวกเราอยากได้สันติภาพที่แตกต่างจากสันติภาพที่ผ่านๆมายังไงล่ะ”

“สันติภาพ?”

เด็กหนุ่มทำหน้าสงสัย

“ทั้งผู้นำ P.L.A.N.T คนปัจจุบันและ ORB เองต่างก็ต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน อันนี้พวกเราเองก็เห็นด้วยแต่หลังจากมาทำงานด้วยกันกับองค์กรนี้พวกเราถึงได้เข้าใจ แต่ทางฝ่ายกองทัพโลกมีคนหัวแข็งอยู่มากซึ่งอาจจะทำให้เกิดสงครามอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ฝ่ายCoordinators เองก็มีคนแบบนี้ที่ไม่ได้ร่วมกับองค์กรเราเช่นกัน แล้วถ้าผู้นำทั้ง 2จากไปหรือหมดอำนาจ สงครามก็ต้องเกิดขึ้นอีกเพราะความแตกแยก เพราะงั้นพวกเราถึงมองว่านี่มันเป็นสันติภาพจอมปลอมที่เข้ามาเพียงครู่เดียวเท่านั้น”

“แต่ไม่ใช่ว่าจะมีรุ่นใหม่เข้ามาอีกเหรอ”

“หึเจ้าหนูถ้างั้นทำไมฝ่ายกองทัพโลกหลังจากBlue Cosmos ถึงมี Logos ส่วนของ P.L.A.N.T หลังจาก แพททริก ซาร่า ถึงมีกิลเบิร์ต ดูแรนดัล ถึงแม้ตอนนี้จะมีลักส์ ไคลน์ แต่ชนวนของการเกิดสงครามก็ยังมีอยู่ พวกเราอยู่มานานพอสมควรย่อมรู้ดี แต่นายยังเด็กนักเจ้าหนู”

เขาพูดถึงสถานการณ์ที่ผ่านมาพอที่จะทำให้เด็กหนุ่มเข้าใจ ความเกลียดชังมันฝังรากลึกไปแล้ว ถึงจะมีกลุ่มคนที่อยากอยู่ร่วมกัน แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่ขัดแย้งกันอยู่ดี

“เพราะงั้นพวกเราสลัดอวกาศถึงพยายามต่อต้านการกระทำของผู้นำปัจจุบันของทั้ง 2ของทั้ง P.L.A.N.T และ ORB”

เด็กหนุ่มหลับตาพลางคิดตามสิ่งที่ชายคนนี้พูดมา ในขณะเดียวกันเองยานของพวกเขาก็ฝ่าชั้นบรรยากาศเข้ามายังน่านฟ้าของโลกแล้ว และคาดว่าอีกไม่นานก็จะถึง ORB

“แล้วถ้าผมขออาสาตามหาสันติภาพนั้นให้พวกคุณล่ะ พวกคุณจะยอมทิ้งองค์กรนั้นไว้เบื้องหลังรึ้ปล่า”

ในที่สุดรินก็เอ่ยปากขึ้นหลังจากที่เงียบมานาน

“ฮ่าๆๆ เจ้าหนูพวกเราเป็นองค์กรที่มีระบบนะ จะให้พวกเราทิ้งองค์กรไปแล้วร่วมมือกับแกเนี่ยนะมันจะตลกไปรึเปล่า”

ชายที่นิ่งเงียบอยู่ตรงมุมห้องเป็นเวลานานในที่สุดก็เอ่ยปากพูดขึ้น

“ถ้างั้นพวกคุณจะเดินทางนี้ไปเรื่อยๆเหรอ เป็นสลัดอวกาศคอยก่อกวนคนที่สัญจรไปมาไม่เว้นแม้กระทั่งพลเรือน สุดท้ายพวกคุณก็ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นแค่โจรเท่านั้น”

“ว่าไงนะ!!”

คำพูดนี้ทำให้อารมณ์ของชายเลือดร้อนขึ้นถึงขีดสุด

“เดี๋ยวก่อน ฟังเจ้าหนูนี่พูดก่อน”

“ผมไม่อาจรับประกันได้ว่าผมจะสามารถเอาสันติภาพที่แท้จริงมาให้พวกคุณได้ แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้พวกคุณสบายใจกว่าการที่ต้องมาปล้นชิงคนที่ผ่านไปมาไม่ว่าจะทหารหรือพลเรือนโดยไม่เลือกแบบนี้”

คำพูดของเขาทำเอาทั้ง 6 ไม่คิดเลยว่าเด็กตัวแค่นี้จะคิดอะไรได้มากมาย แถมยังเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาอีกต่างหาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาถึงแม้พวกเขาจะทำตามหน้าที่แต่ก็มีบ่อยครั้งที่ต้องฆ่าพลเรือนที่โดยสารมากับยานซึ่งมันทำให้พวกเขาไม่สบายใจทุกครั้ง หนำซ้ำการทำแบบนี้ซ้ำๆกันยิ่งทำให้พวกเขาเห็นว่า ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันสิ้นสุด

“ว่ายังไงครับพวกคุณคิดยังไงกับเรื่องนี้”

เด็กหนุ่มถามด้วยสายตาที่แน่วแน่

“ได้ฉันตกลง”

ชายคนหนึ่งที่นิ่งเงียบฟังมาตลอดลุกขึ้น

“ถ้างั้นฉันเอาด้วย”

“ฉันด้วย”

“ถ้านายตกลงงั้นฉันก็ด้วย”

คน 4คนยอมตกลงไปเป็นที่เรียบร้อย เหลืออีกแค่ 2คนคือชายเลือดร้อนและชายที่สุขุม

“เหอะ ก็ได้ไอ้หนู ถ้าแกพูดออกมาแบบนั้นงั้นฉันจะลองดู”

ชายเลือดร้อนตอบตกลงในที่สุด

‘เด็กคนนี้ร้ายจริงๆ ถึงกับชักจูงพวกเราได้ภายในวันเดียวแถมไม่ใช้วิธีข่มขู่อีก เขาใช้เหตุผลโน้มน้าวจิตใจพวกเรา ไม่แน่เด็กคนนี้อาจจะมีความเป็นผู้นำที่โดดเด่นก็ได้’

แค่คิดเขาก็รู้สึกสนุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว บางทีการเสี่ยงโชคกับเด็กก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเช่นกัน

“ได้เจ้าหนู แต่ตั้งแต่นี้ไปพวกเราจะลองเดิมพันดู ว่าสิ่งที่นายพูดน่ะมันจะไปได้สักแค่ไหน”

เขาพูดพร้อมกับลุกขึ้น เด็กหนุ่มได้ยินทั้ง 6คนตกลงที่จะร่วมมือกับเขาก็ยิ้มอย่างชื่นใจ ทั้ง 6คนต่างเดินมาจับมือเด็กหนุ่ม ที่แท้ความรู้สึกเศร้าสร้อยที่เขารู้สึกนั้นมาจากคนทั้ง 6นี้ที่เริ่มจะสิ้นหวังกับเส้นทางปัจจุบันของพวกเขา ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงเดินมาเจรจากับพวกเขาและได้รับความร่วมมือในที่สุด

“ฉัน เอลวิน โรนิอุส”

“มิเกล ลาเวน”

“โรแลน ฮาเซนเบิร์ก”

“ไฮรุส ลาเรน”

“คาน เอล ลาคิส”

“อับลาฮัม อินเกล”

ชายทั้ง 6คนต่างแนะนำตนเองเรียงลำดับจาก ชายที่สุขุม ชายเลือดร้อนและอีก 4คนที่เหลือ

“ผมริน รินซาชิโมโนะชิ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้รับความร่วมมือครับ”

เด็กหนุ่มยิ้มอย่างจริงใจทำให้พวกเขาทั้ง 6คนเชื่อใจเด็กหนุ่มในที่สุด









Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 พ.ย.53 เวลา 11:18:37 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ