BAN
maidlover

[Fanfic] Gundam Seed Fantasy (Updateตอน3)

ตอนที่ 3

Awaken your power

“อืม...”

เสียงสะลึมสลือของเด็กหนุ่มดังขึ้น แสงไฟภายในห้องทำให้เขารู้สึกแสบตา เขาจึงพลิกตัวเพื่อหลบแสงไฟในห้อง

“โป๊ก”

“โอ๊ย”

เสียงร้องดังขึ้นจากคนทั้ง 2 เนื่องจากเขาพลิกอย่างเร็วเพื่อที่จะหลบแสงไฟจนทำให้ไปกระแทกกับศีรษะของคนที่นอนฟุบอยู่บนเตียงอย่างจัง

“อูยเจ็บอะ”

“อูย”

เด็กหนุ่มเอามือกุมศีรษะพลางลืมตาขึ้นมาเพื่อจะมองหน้าของอีกฝ่ายก็พบว่าตรงหน้าของเขาคือเด็กสาวผมสั้นประบ่าสีฟ้าครามใส่ชุดกระโปรงสีขาวยาวถึงข้อเท้ากำลังเอามือทั้ง2ข้างกุมศีรษะด้วยความเจ็บ ดวงตาของเธอที่ราวกับแซฟไฟร์พลันน้ำตาเอ่อนองอยู่เป็นภาพที่ทำให้เขาใจเต้นแรงขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“อู้ว~ ถ้ารู้ว่าจะโดนอย่างงี้ตอนเธอตื่นขึ้นมาเค้าคงไม่มานั่งเฝ้าหรอก”

“อะ..”

วิธีการพูดของเด็กสาวตรงหน้าทำเอาเขาทำตัวไม่ถูก

“นี่หิวไหม แล้วรู้สึกยังไงบ้าง ลอยอยู่ในอวกาศแบบนั้นแถมไม่ใส่บอดี้สูทอีกเนี่ยสุดยอดเลยนะที่ยังไม่ตาย”

เด็กสาวยิ้มแฉ่งแล้วพูดออกมาอย่างร่าเริง แต่เด็กหนุ่มกลับคิดว่ารอยยิ้มของเธอมันไม่เหมาะที่จะพูดเรื่องน่าสลดแบบนั้นเลย

“เอ่อเธอคือ”

เด็กหนุ่มถามเด็กสาวแต่เธอไม่ตอบกลับจ้องเขาด้วยแววตาที่คาดหวังอะไรบางอย่าง พวกเขานิ่งไปราวๆ 3นาทีแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากพูดออกมาทางด้านเด็กสาวนั้นดวงตาสีฟ้าของเธอก็เริ่มมีน้ำออกมาคลอแล้วและไม่นานนักเสียงสะอื้นก็ตามมาพร้อมๆกับหยาดน้ำตาที่ร่วงลงมาอาบแก้มของเธอ

“ว...เหวอ เป็นอะไรไป ทำไมถึงร้องไห้ละ”

เขากระวนกระวายทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยื่นผ้าห่มที่ห่มร่างของเขาอยู่เมื่อครู่ให้เธอ

“ซิก ไม่รู้จักเค้าเหรอ”

“หืม?”

เด็กหนุ่มทำหน้าสงสัยพลางพินิจพิจารณาอย่างถี่ท้วน ผ่านไปราวๆ 5นาที น้ำตาที่แค่ไหลออกมาเป็นหยดๆค่อยๆเพิ่มมากขึ้น เสียงสะอื้นเริ่มดังอย่างต่อเนื่อง

“ยะ...อย่าร้องนะ ก็ผมไม่รู้จริงๆนี่”

ด้วยคำพูดนี้เหมือนกับไม้ที่กระแทกเขื่อนจนแตก เด็กสาวปล่อยโฮทันทีทำให้คนที่เฝ้าอยู่ด้านนอกรีบวิ่งเข้ามาด้วยความเป็นห่วง เพียงไม่กี่วินาทีคนเกือบ 20คนมาเข้ามาจนแน่นห้องไปหมด ทุกคนคอยเอาใจเด็กสาวพลางมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาโกรธเคือง

“อ..เอ่อ”

เขาได้แต่ยิ้มแห้งๆไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านไปสัก 10นาทีเด็กสาวเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ แต่แววตาของคนในห้องที่มองรินนั้นไม่ได้ลดความโกรธเคืองและอาฆาตลงไปเลย

“เอ่อพวกคุณคือ”

รินทนบรรยากาศที่อึดอัดแบบนี้ไม่ได้จึงรีบถามก่อนเพื่อทำลายบรรยากาศที่อึดอัดนี้

“นี่คือกองยานของนางฟ้าสีคราม ฮานะ ยูร่า อัธฮา เธอเป็นไอดอลอันดับ 1ของโลกและมีชื่อเสียงมาก ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตบนอวกาศ เพื่อขยายกลุ่มแฟนเพลงของเธออยู่”

คนที่พูดเป็นชายอายุราวๆ 20กลางๆใส่ชุดสูทสุภาพสวมแว่นตาที่ช่วยเสริมบุคลิกให้เขา

“ฮานะ ยูร่า อัธฮา?”

รินทำหน้าสงสัยเพราะนามสกุลของเธอค่อยข้างที่จะคุ้นหูทีเดียวแต่ในใจก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้เพราะเท่าที่เขารู้ผู้นำของ ORB ไม่มีน้องสาว เด็กสาวที่เห็นรินทำหน้าตาครุ่นคิดก็คิดไปว่าชื่อของเธอไม่คุ้นหูเลยทำให้เด็กน้อยปล่อยโฮอีกครั้ง

“โฮ~ก็เค้าไม่ดังนี่นา ยังไงเค้าก็สู้พี่ลักส์ไม่ได้ ฮือ~”

เด็กสาวเริ่มปล่อยโฮอีกครั้งทำให้คนรอบข้างต้องคอยโอ๋เธออย่างต่อเนื่อง คราวนี้สายตาของพวกเขายิ่งเพิ่มระดับความอาฆาตมากกว่าเก่าเสียอีก มันทำให้เด็กหนุ่มคิดว่าเด็กสาวคนนี้คงจะเป็นนางฟ้าตัวน้อยๆของพวกเขาแน่ๆ

หลังจากความวุ่นวายเล็กๆปนความน่ารักของเด็กสาวจบลงบอดี้การ์ดก็พาเธอออกไปข้างนอก เหลือแต่ชายสวมแว่นในห้องเท่านั้นเขาอยู่รอเพื่อจะอธิบายว่าทำไมเด็กหนุ่มถึงมาอยู่ในยานลำนี้ได้ ชายสวมแว่นตาเล่าว่าพวกเขาพึ่งกลับมาจากทัวร์คอนเสิร์ตที่สถานีอวกาศ Arbel ก็จะเดินทางไปยัง L6 แต่ทราบข่าวว่าเกิดการสู้รบอยู่จึงจะเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน แต่ตอนนั้นมีโมบิลสูทเครื่องนึงสภาพยับเยินลอยอยู่แถวนั้น ส่วนใกล้ๆมีคนลอยอยู่ในสภาพที่ไม่น่ารอด แต่ฮานะก็ดึงดันจะให้เก็บร่างเขามาด้วยเหตุผลว่า ตายอยู่บนอวกาศคงจะเหงาน่าดูไหนๆก็จะกลับโลกแล้วให้เอาศพเขากลับไปด้วย แต่ใครจะไปคิดว่าพอกู้ร่างเขากลับมาดันยังไม่ตายเสียนี่ แต่ก็อยู่ในสภาพร่อแร่เต็มทีจากนั้นก็ปฐมพยาบาลดูแลมาเกือบๆเดือนกว่าเขาจะฟื้น ส่วนฮานะเองก็หมั่นมาเยี่ยมเขาทุกวัน

“เดือนนึงเลยงั้นเหรอ”

เขาพูดพลางคิดว่าช่วงเวลาเดือนนึงเกิดอะไรขึ้นบ้าง สภาพร่างกายของเขาเองก็ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ใจคิดนักเพราะนอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน

“นี่พวกเรากำลังจะไปไหนกันครับ”

รินถามกับชายใส่แว่นที่คอยอธิบายเรื่องราวต่างๆ

“กลับโลก พวกเราพึ่งจะทัวร์คอนเสิร์ตเสร็จตอนที่เธอหลับอยู่ ตอนนี้กำลังจะเดินทางกลับไปที่ ORB”

เขาพูดพลางใช้นิ้วทั้งสองขยับแว่นตาให้เข้าที่ส่วนรินที่ได้ยินว่าพวกเขากำลังจะไปที่โลกก็อดร้อนใจไม่ได้เพราะตอนที่เขากลับไปที่บ้านนั้นมายุก็หายไปแล้ว แถมอาการของเธอยังไม่ดีอีกด้วยครั้นจะขอร้องให้พากลับไปที่ L6 ก็เกรงใจยิ่งพวกเขาคอยดูแลเขามาตลอดอีก

“ช่วง 1เดือนมานี้เหตุการณ์เป็นยังไงบ้างครับ”

ชายสวมแว่นได้ยินก็หันมาหาเขา

“หมายถึงเรื่องไหนละ ถ้าหมายถึงสงครามละก็ NEO Federation ที่โลกถูกยึดไปจนเหลือแค่พื้นที่ประเทศจีนเท่านั้นเอง ส่วนบนอวกาศก็มี L6 กับ Alben เหมือนเดิมเพราะพวกกองทัพโลกตั้งใจจะยึดพื้นที่ในโลกให้หมดก่อน ทาง ORBเองก็ยังวางตัวเป็นกลาง แต่ทาง Z.A.F.T เริ่มส่งคนไปเป็นคนกลางในการเจรจาแล้ว”

“P.L.A.N.T เหรอครับ”


ในขณะนั้นเองที่โคโลนี่ L5 P.L.A.N.T

“มายุเป็นยังไงบ้างเริ่มจำตอนเด็กๆได้บ้างไหม”

“พี่ชิน..”

สาวน้อยผมยาวสีน้ำตาลนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน เธอมาอยู่ที่นี่ได้เดือนนึงแล้วแต่ความกังวลและประหม่ายังมีอยู่ในใจเธอ โดยกังวลเรื่องของเด็กหนุ่มที่คอยดูแลเธอมาตลอดว่าเขาจะเป็นยังไงบ้างเมื่อเธอจากมา และประหม่าที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชายที่เธอจำไม่ได้แม้แต่ใบหน้าและเสียงของเขา แต่ช่วงหลังมานี้เธอก็พอจะจำมือถือที่เค้าเอามาให้เธอดูจึงไม่ระแวงมากนัก

“ขอโทษค่ะ นอกจากมือถือนี่แล้วยังจำอะไรไม่ได้เลย”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแต่ที่เธอเศร้านั้นไม่ได้เกี่ยวกับการที่จำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่มักจะถอนหายใจทุกครั้งยามที่เธอเรียกชื่อของเขาแบบผู้หญิง

“มายุจัง ดูสิพี่ซื้ออะไรมาให้”

หญิงสาวผมสีแดงเดินเข้ามาพร้อมกับลูกสุนัขขนปุกปุยสีขาวในอ้อมแขน

“พี่ลูน่า”

เด็กสาวจ้องมองลูกสุนัขที่อยู่ในอ้อมแขนของลูน่าไม่กระพริบ

“เป็นไงชอบไหม พี่ยังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันนะ เอ...จะตั้งว่าอะไรดีล่ะ”

“!!!หนูขอตั้งได้ไหมค่ะพี่ลูน่า”

เด็กสาวถามด้วยน้ำเสียงออดอ้อนทำให้ลูน่ารู้สึกเขินๆที่จู่ๆเธอก็รู้สึกเหมือนได้น้องสาวที่น่ารักมาอีกคน

“ลูน่าเค้าตั้งใจเอามาให้มายุอยู่แล้ว เพราะงั้นมายุก็ควรจะตั้งให้มันอยู่แล้ว”

ชินพูดอย่างอ่อนโยนพลางยิ้มหวานๆให้น้องของเขายามนี้เขาต่างจากเมื่อ 3ปีก่อนคงเป็นเพราะการที่เขาเติบโตขึ้นและการที่ได้พบกับน้องสาวที่คิดว่าตายไปแล้วนั่นเอง

“ถ้างั้นหนูอยากจะตั้งชื่อให้กับมันว่า...ริน”

เธอพูดจบก็ลุกขึ้นมาเพื่อที่จะอุ้มลูกสุนัขสีขาวที่อยู่ในอ้อมกอดของลูน่ามาเรีย แล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้ของเธอพลางวางลูกสุนัขที่มีชื่อเดียวกับคนที่เธอเฝ้าคิดถึงไว้บนตักแล้วจองมองมันอย่างอ่อนโยนราวกับจ้องมองเด็กหนุ่มคนนั้นที่อยู่ไกลออกไป


ที่กองยานของนางฟ้าสีคราม

“ขณะนี้ทางเราจะเข้าสู่ทุ่งอุกกาบาต ขอให้ทุกท่านโปรดระมัดระวังเพราะอาจมีแรงกระแทกจากสะเก็ดอุกกาบาต”

เสียงประกาศดังไปทั่วทั้งยานเพื่อเป็นการกล่าวเตือน เด็กหนุ่มผมสีขาวลอยตัวอยู่ในห้องของเขาพลางนึกทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมา

“เฮ้อ”

เขาถอนหายใจเมื่อนึกถึงสภาพห้องแคบๆในค็อกพิตนั่น ตอนแรกเขานึกว่าอาการของเขาจะดีขึ้นแต่ที่ไหนได้กลับแย่ลง เพียงแค่นึกถึงค็อกพิตร่างของเขาก็สั่นไม่หยุดแล้วแถมยังคลื่นไส้อีกต่างหาก

“สงสัยเพราะการระเบิดตอนนั้น”

เขาหลับตาพลางคิดถึงตอนอยู่ในค็อกพิตตอนนั้น วินดั้มพลังงานหมดจนไม่สามารถใช้บีมเซเบอร์ได้ เขาจึงต้องใช้เข่าอัดเข้าใส่ตอนที่ Forbidden กำลังจะยิงเพื่อที่ทำให้เกิดการระบิด แต่เนื่องจากเขาจู่โจมช้าไปทำให้Plasma Beam ถูกยิงออกมาก่อนครู่หนึ่งในจังหวะที่เข่ากระแทกใส่ปากกระบอกตรงช่วงอกของฝ่ายตรงข้ามพอดีทำให้วินดั้มของเขาถูก Plasma Beam ยิงเข้าอย่างจังๆบริเวณช่วงล่าง แต่แค่นั้นก็เพียงพอเพราะหลังจากนั้นโมบิลสูทของฝ่ายตรงข้ามก็เกิดการระเบิดขึ้นเนื่องจากพลังงานที่ถูกรวบรวมไว้เกิดรวนขึ้นมาจนลัดวงจร

“นี่ผม ได้ฆ่าคนไปรึเปล่านะ”

ทั้งความกลัวตายและกลัวที่จะพลั้งมือฆ่าคนไปทำให้เขาเริ่มรู้สึกแย่อีกครั้ง

“หวอออออ”

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทำให้เขาสะดุ้งด้วยความตกใจ จากนั้นก็รีบพุ่งออกไปจากห้องเพื่อที่จะไปที่สะพานเดินเรือ

“พบคลื่นความร้อนของโมบิลสูทจำนวน6เครื่อง คาดว่าเป็นกลุ่มสลัดอวกาศครับ”

“ว่าไงนะ สลัดอวกาศอย่างงั้นเรอะ”

ชายใส่แว่นพูดด้วยความตกใจ ตั้งแต่ครั้งจบสงครามเมื่อ 2ปีก่อนก็เริ่มปรากฏกลุ่มสลัดอวกาศเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่ามีกลุ่ม Coordinators ที่ไม่พอใจผลของสงครามที่เกิดขึ้น จึงทำการก่อกวนเรื่อยมา และที่น่าปวดหัวก็คือไม่เคยมีใครจับพวกสลัดอวกาศได้เลยเนื่องจากมักหลบอยู่ตามจุดที่เรดาร์ไม่สามารถตรวจจับได้ และเมื่อทำงานสำเร็จก็จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยจึงทำให้กลุ่มสลัดอวกาศเป็นที่น่าหวาดกลัวในยุคปัจจุบันเป้นอย่างมาก

“แจ้งไปยังยานทุกลำให้ทราบ ทำการปล่อยโมบิลสูทออกมาเดี๋ยวนี้ คุ้มกันท่านฮานะให้ได้”

เขาพูดออกคำสั่งเจ้าหน้าที่ CIC ก็ดำเนินการทันทีไม่ช้าโมบิลสูทจำนวน 10เครื่องก็ถูกปล่อยออกมา

“จับสัญญาณได้ไหมว่าพวกมันอยู่จุดไหนบ้าง”

“ไม่ได้ครับแถวนี้มีคลื่นความร้อนเต็มไปหมดจนไม่สามารถระบุได้ว่าอยู่จุดไหนบ้าง”

“ฮึ่มเจ้าเล่ห์จริงๆ พอรู้ว่าถูกเจอก็ปล่อยคลื่นความร้อนออกมาเพื่ออำพลางเลยเรอะ ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครรอดจากพวกมัน”

“โมบิลสูทของฝ่ายเราเข้าประจำที่แล้วครับ อีก 2500จะออกจากทุ่งอุกกาบาตครับ”

“มันคงไม่ให้เราออกไปง่ายๆแน่ ปืนทุกกระบอกเตรียมพร้อม อยู่ในดงอุกกบาตอย่างงี้มิสไซร์กับบีมก็หวังผลไม่ได้ด้วยสิ”

เขาพูดพลางเหงื่อตกลุ้นกับการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม

“ฟิ้ว”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

รินลอยตัวเข้ามาในห้องแล้วถามสถานการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“สลัดอวกาศน่ะสิ ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าพวกมันจะมายังไง”

“สลัดอวกาศเหรอครับ อ๊ะ!!”

จู่ๆเขาก็รู้สึกว่ามีดวงตาหลายคู่จับจ้องพวกเขาอยู่ตามจุดต่างๆรอบๆยาน

“โดนล้อมแล้ว”

“ว่าไงนะ”

รินพูดออกมาทำเอาชายสวมแว่นหันควับมาทันที

“ฟิ้ววว”

ไม่ทันไรมิสไซร์ 6ลูกก็ถูกยิงใส่กองยานจากรอบทิศทางทันที แต่โมบิลสูทที่คอยคุ้มกันยานอยู่ก็สามารถทำลายได้หมดก่อนถึงตัวยานทว่ากลับทำให้เกิดกลุ่มควันจำนวนมากปกคลุมไปทั่วบริเวณแทน

“รู้ได้ไงน่ะเจ้าหนู”

“ระวัง!!มาแล้ว”

“ตูม”

เพียงครู่เดียวหลังจากนั้น ยานข้างๆก็ถูกทำลายไปทันทีแรงระเบิดที่เกิดขึ้นทำให้ภายในสะพานเดินเรือที่พวกเขาอยู่สั่นสะเทือนไปด้วย

“ส...สัญญาณโมบิลสูทฝ่ายเราหายไป 4เครื่องครับ”

“ว่าไงนะ”

“Amaterasu*ถูกทำลายไป 1ลำครับ”

“นี่มันจู่โจมแค่ครั้งเดียวถึงกับจมยานรบกับโมบิลสูทได้เลยรึนี่”

ชายส่วมแว่นรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก เขาได้ยินกิตติศัพท์ของกลุ่มสลัดอวกาศมานานจนวันนี้เจอเข้าเองถึงกับสั่นไปเลย การจู่โจมที่รวดเร็วและการเตรียมการมาอย่างดีนั้น ทำให้โมบิลสูทแค่ 6เครื่องสามารถกดดันกองยานกองหนึ่งได้เลยทีเดียว

“เกิดอะไรขึ้นเหรอค่ะ ดูวุ่นวายจังเลย”

ฮานะลอยตัวเข้ามา เธอสะดุ้งตื่นขึ้นเมื่อจู่ๆก็เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องเธอจึงเข้ามาถาม

“ท่านฮานะ หลบไปก่อนเถอะครับที่นี่อันตราย”

เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเดินเข้าไปหาจากนั้นก็พยายามพาตัวฮานะออกไป

“ด...เดี๋ยวก่อนสิ เกิดอะไรขึ้น”

เธอเริ่มกระวนกระวายมากขึ้นเมื่อเห็นแต่ละคนเคร่งเครียด และด้านนอกเองก็ดูผิดปกติตั้งแต่เธอขึ้นมาทัวร์คอนเสิร์ตพึ่งจะเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เป็นครั้งแรกทำให้ใจเธออยู่ไม่เป็นสุข

“ท่านฮานะ กลับไปที่ห้องก่อนเถอะครับ”

“อ...อื้ม”

เธอยอมไปแต่โดยดีแต่รินก็สังเกตเห็นอย่างชัดแจนว่าร่างน้อยๆนั่นกำลังสั่นด้วยความหวาดกลัว

“ตูม”

โมบิลสูทอีก 2เครื่องถูกทำลาย ยานรบอีกลำก็ถูกทำลายตามไปด้วย ทำให้ตอนนี้ยานหลักเรือโมบิลสูทคอยป้องกันเพียง 3เครื่องเท่านั้น

“กรอด อย่างงี้พวกเราเสร็จแน่ ขออภัยอย่างสูงครับท่านคางาริ”

ชายสวมแว่นแหงนหน้ามองเพดานเพื่อไม่ให้ใครเห็นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมาของเขา พลางนึกถึงตอนก่อนออกเดินทางที่ได้รับมอบหมายจากผู้นำที่เขาปลื้มมานานแสนนานให้ทำการดูแลและปกป้องน้องสาวแสนสำคัญของเธอ

จู่ๆการต่อสู้ด้านนอกก็หยุดลงพร้อมๆกับควันที่จางหายไป แต่รินรู้ว่ามันยังไม่จบง่ายๆ ที่พวกมันหายไปก็เพื่อซ่อนตัวรอการจู่โจมครั้งต่อไป ถึงแม้ว่าตอนนี้จะได้เปรียบแล้วก็ตามแต่พวกสลัดอวกาศก็ไม่ได้ประมาท ยังคงลงมืออย่างรัดกุมและใจเย็น รินค่อยๆพิจารณาสถานการณ์

‘กลุ่มคนพวกนี้ทำงานกันดีจริงๆ ยอมทำลายยานรบไปถึง 2ลำและปล้นแค่ลำเดียวอย่างงั้นเหรอ ถ้าโมบิลสูทกับอาวุธของยานลำนี้ถูกทำลายหมด พวกมันคงเข้ายึดแน่ๆ

“วิ๊งๆ”

“หืม!!”

จู่ๆเขาก็รู้สึกหวิวๆจนปล่อยร่างของตัวเองลอยไปตามสภาพ ภาพที่เขาเห็นพลันกลายเป็นภาพที่คุ้นเคยอีกครั้ง ร่างที่ลอยเวิ้งว้างอยู่ในอวกาศและฝนดาวตกที่สวยงาม ไอหมอกสีเขียวที่คลอบคลุมไปทั่วพื้น

“ริน”

เสียงของชายที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านบน

“คุณอามุโร่”

“ทำไมเธอถึงไม่ออกไปล่ะ”

ชายผมแดงถามด้วยใบหน้าที่จริงจังราวกับเขากำลังตำหนิทางอ้อมว่าทำไมถึงปล่อยให้คนอื่นๆสู้โดยไม่ทำอะไร

“ผม...ตั้งแต่รอดมาได้ครั้งที่แล้ว อาการสั่นของผมก็หนักขึ้นกว่าเก่าครับ แค่นึกถึงค็อกพิตก็คลื่นไส้แล้ว”

เขาพูดพลางชูมือที่สั่นเทาให้อะมุโร่ดู

“เธอกลัวอะไรในนั้นอย่างงั้นเหรอ”

เขาเอ่ยปากถามถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่รินไม่อยากจะนึกถึงก็ตาม

“ผม...”

ภาพในวัยเด็กพลันปรากฏอีกครั้ง ภาพที่เขาเข้าไปเล่นอยู่ในค็อกพิตของโมบิลสูทเครื่องหนึ่ง ใช่แล้วปุ่มเพียงปุ่มเดียวเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาทั้งชีวิต ด้วยความไร้เดียงสาและความอยากรู้อยากเห็น ปุ่มเพียงปุ่มเดียวที่ไม่มีในเครื่องชิมูเลชั่นดึงดูดความสนใจของเขาอย่างมาก หลังจากกดปุ่มนั้นกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงออกมาจากตัวโมบิลสูทแล้วเข้าไปดูนู่นดูนี่ในยานกู้ภัย จากนั้นเพียงไม่กี่นาทีก็มีการระเบิดขึ้นภายในห้องทดลอง แถมซ้ำร้ายอุปกรณ์ในนั้นทั้งหมดก็ระเบิดตาม ทำให้ระบบภายในสถานีอวกาศเกิดขัดข้องและในที่สุดระบบที่ใช้ในการผลิตอ็อกซิเจนก็ถูกทำลายไปด้วย สารเคมีที่เป็นพิษรั่วไหลทำให้แม้แต่อากาศที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่สามารถสูดเข้าไปได้เพียงเวลาไม่ถึง 10นาทีโคโลนี่ที่มีครอบครัวของเขาอยู่และเพื่อนๆที่เคยเล่นด้วยกันก็กลายเป็นสถานีมรณะที่ฆ่าทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น มีเพียงเขาเท่านั้นที่รอดอยู่ในกระสวยอวกาศช่วยชีวิต ไม่มีทั้งอากาศและน้ำเขาต้องอาศัยอยู่ในนั้นราว 1อาทิตย์อากาศภายในกระสวยก็หมด สภาพของเขาไม่แทบไม่น่ารอดมาได้ ตัวเขาเองก็หมดสติไปหลายครั้งเพราะอากาศเบาบาง และเมื่อฟื้นขึ้นมาก็สลบไปอีก เป็นอย่างงี้เรื่อยๆจนกระทั่งมียานกู้ชีพจาก ORB ที่มาจากโคโลนี่ L3ช่วยเขาเอาไว้ในสภาพสลบไสล จากนั้นผู้นำของ ORB ในตอนนั้นก็พาเขาไปอยู่ที่ ORB จนกระทั่ง ปี C.E. 71ทำให้เขาต้องอพยพอีกครั้ง

“เธอจะจมอยู่แต่ในอดีตไม่ได้หรอก ฉันเองก็เคยจมปลักอยู่กับอดีต แต่สุดท้ายแล้วก็ผ่านมันมาได้ เธอเองก็เหมือนกันอย่าปล่อยให้อดีตตามหลอกหลอน แล้วออกไปสู้ซะ!!”

เขาพูดพูดประโยคสุดท้ายด้วยเสียงที่ดังก้องจนมันเข้าไปอยู่ในใจของริน

“สู้...”

“ใช่แล้ว เด็กคนนั้นเองก็กำลังกลัวอยู่ เธอจะปล่อยไว้แบบนี้เหรอ คนที่เป็น Newtype จะไวต่อความรู้สึก เธอเองก็รู้สึกได้สินะ”

“ผม...”

“กาบขวาถูกยิงเสียหาย ไม่สามารถรักษาทิศทางได้แล้วครับ”

ทันทีที่เขากลับสู่ความเป็นจริงสถานการณ์ก็เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม โมบิลสูทที่คอยป้องกันยานอยู่ถูกทำลายไปอีก 1 ควันกลับมาบดบังทัศนวิสัยอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วเพราะคำพูดของอามุโร่ทำให้เขาไม่ลังเลอีก ถึงแม้ร่างของเขาจะสั่นไม่หยุด ถึงแม้มันจะไม่ยอมฟังคำสั่งเขา เขาก็จะสู้

“มีโมบิลสูทเหลือในยานไหมครับ”

เขาถามขึ้น

“ห๊ะ เธอถามทำไม”

ชายสวมแว่นหันมามองด้วยท่าทางงุนงงและเคร่งเครียดไปพร้อมๆกัน

“เถอะน่ามีเหลือไหม”

“มีมันก็มีอยู่หรอก แต่เป็นรุ่นเก่าอย่าง Murasame นะ”

“แค่สู้ได้ก็พอแล้วครับ”

เขาพูดจบก็ลอยตัวออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว

“เฮ้เดี๋ยวสิ ถ้ายังไงจะเรียก Masamune กลับมาให้เครื่องนึง!! อะไรกันนี่”

รินลอยตัวไปเรื่อยๆเพื่อจะมุ่งหน้าไปยังโรงเก็บของยาน เมื่อเขามาถึงลิฟท์ก็พบเด็กสาวผมสีฟ้ากำลังนั่งกอดเข่าอยู่ใกล้ๆ ร่างกายของเธอสั่นเทิ้มด้วยความกลัว น้ำตาของเธอนองเต็มหน้า เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นก็พลันนึกไปถึงเด็กสาวอีกคนที่ตอนอยู่ด้วยกันแรกๆนั้นมักจะร้องไห้เป็นประจำเนื่องจากในหัวของเธอไม่มีความทรงจำอะไรอยู่เลยความเครียดทำให้เธอเศร้าสร้อยและเซื่องซึม เขาจึงพยายามเอาใจและดูแลเธอทุกอย่างจนปัจจุบันเด็กคนนั้นสามารถยิ้มออกมาจากใจจริงได้ เขาคิดภาพในอดีตจบก็เดินเข้าไปใกล้ๆแล้วเอามือไปวางบนหัวของเด็กสาวที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น

“ฮึก หืม?”

เด็กสาวสะอื้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มที่ลูบหัวเธออย่างอ่อนโยน

“ไม่ต้องกลัวหรอก ผมเองก็จะออกไปสู้เหมือนกัน”

“แต่ว่า!! แต่ว่า...”

รินรู้ว่าฮานะกำลังจะพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกสิ้นหวังยิ่งขึ้น เขาจึงเอานิ้วไปแตะที่ปากของเธอพลางยิ้มให้เธอ

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวก็จบแล้ว”

เขาพูดออกมาอย่างมั่นใจ นั่นเพราะเขารู้สึกได้ประสาทสัมผัสและความฉับไวต่อความรู้สึกของเขาในตอนนี้เฉียบคมเสียยิ่งกว่าตอนสู้กับ Forbidden เสียอีกทำให้ตัวเขาในตอนนี้ไม่คิดว่าจะแพ้

“ถ้ายังกังวลอยู่ละก็ไปรอในห้องบังคับการก็ได้ แล้วคอยดูให้ดีๆนะ”

เขายิ้มจากนั้นก็ลอยตัวเข้าลิฟท์ไปแล้วตรงไปยังโรงเก็บโมบิลสูททันที

“ตึง”

แรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นอีกครั้ง คาดว่าคราวนี้ฝ่ายศัตรูคงเริ่มโจมตีอาวุธของยานแล้ว

“ช้าไม่ได้แล้ว”

ทันทีที่ประตูเปิดออกก็พบช่างมากมายวิ่งไปมาอย่างวุ่นวายเพราะตัวยานได้รับความเสียหายอย่างหนัก เขาแหงนหน้าขึ้นไปก็พบ Murasame โมบิลสูทที่เป็นกำลังรบหลักของ ORB เมื่อ 2ปีก่อน สภาพของมันดูโทรมไปบ้างแต่คงจะใช้ได้

“ขอโทษนะครับ มีชุดนักบินเหลืออยู่ไหม”

เขาตะโกนถามคนภายในโรงเก็บแต่ไม่มีใครว่างตอบเขาสักคน

“เอ้านี่”

จู่ๆนายช่างคนหนึ่งก็โยนหมวกนักบินและชุดนักบินลอยมาทางเขา

“นายจะไปใช่ไหมละ เอาไปใช้สิ”

นายช่างคนนี้ดูแล้วอายุมากกว่าเขาแค่ปีเดียว ใส่หมวกแคปสีดำ ผมสีบลอน ดวงตาสีแดงเข้ม ดูๆแล้วเป็นคนที่อัธยาศัยดีคนหนึ่ง

“ขอบคุณครับ”

รินยิ้มพลางพุ่งไปที่โมบิลสูทพร้อมๆกับใส่ชุดนักบินไปด้วย

“เอาล่ะ”

เขากดสวิตเดินเครื่องจากนั้นก็รอให้ระบบทั้งหมดออนไลน์

“เฮ้เจ้าหนู จะเอาไอ้นั่นออกไปจริงๆเรอะ”

ชายสวมแว่นตาใช้ระบบสื่อสารพูดคุยกับเขา เพราะเป็นห่วงว่าหุ่นจะเก่าไปจนไม่ดีพอ

“วินดั้มผมก็ขับมาแล้ว ไม่เป็นไรหรอกครับ”

“เอ่อ งั้นเรอะ อ๊ะท่านฮานะ!!”

เขาสะดุ้งตกใจจากนั้นสัญญาณก็หายไปทันที

“MVF-M11C Murasame ริน ซาชิโมโนะชิ ไปละครับ”

เขาพูดจบตัว Catapult ก็ดีดเขาออกไปทันที

ทันทีที่ออกมาเขาก็รู้สึกได้ถึงอันตรายที่เข้ามาหาเขา เขารีบบังคับให้ตัวโมบิลสูทเบี่ยงหลบบีมที่พุ่งเข้ามาพอดี

“1 2 3 ตรงนี้ 3ตัว”

เขากวาดสายตาไปรอบๆจากนั้นยิงก็ยิงบีมไรเฟิ่ลใส่ตรงจุดที่เขารู้สึกทันที

“ตูม”

นักบินของฝ่ายตรงข้ามไม่คิดว่าจะถูกยิงจากในกลุ่มควันทำเอาโดนเข้าไปเต็มๆ แต่ไม่ทันจะได้ถอยรินก็พุ่งเข้าใส่พร้อมกับชักบีมเซเบอร์ฟันใส่ท่อนล่างจน โดมทรูปเปอร์ขาด 2ท่อนทันที

“นี่มันรุ่นอะไรน่ะ ทำไมเราไม่เคยเห็นมาก่อน”

จริงๆแล้วโมบิลสูทที่เขาสู้ด้วยนั้นเมื่อ3ปีก่อนก็ถูกนำมาใช้แต่มีเพียงแค่ 3เครื่องเท่านั้น โดยลักส์ ไคลน์เป็นคนนำมาใช้ตอนที่ ORB ถูกโจมตี

“วิ๊ง”

“อีก 2”

เขารีบหมุนตัวหลบมิสไซร์ที่พุ่งเข้าใส่จากนั้นก็แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มควันอีกครั้ง จากเดิมที่ฝ่ายตรงข้ามได้เปรียบในกลุ่มควันกลายเป็นเสียเปรียบให้กับเขา เนื่องจากเขาไม่ต้องใช้เซนเซอร์หรือเรดาร์ในการหาศัตรู เขาแค่ใช้ความรู้สึกเท่านั้น

‘ผิดกับตอนที่ขับวินดั้มเลย ตอนนี้มือของเราไม่สั่นแล้ว แถมความรู้ยังแม่นยำกว่าเดิมเสียอีก’

“ฟิ้ว”

เขายิงบีมไรเฟิ่ลไปอีกครั้งแต่คราวนี้มีเสียงลำแสงถูกสลาย

“โล่อย่างงั้นเหรอ”

เขารีบพุ่งตามเสียงไปทันทีครู่เดียวก็มาอยู่เบื้องหน้าของศัตรู การปรากฏตัวอย่างกะทันหันทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่ทันตั้งตัว รินจึงรีบเตะฝ่ายตรงข้ามให้หมุนไปอีกด้านจากนั้นก็ใช้บีมไรเฟิลยิงใส่แขนทั้ง 2ข้างจนระเบิด

‘ถ้ามีโล่ที่สลายบีมได้จริง ถ้างั้นบีมไรเฟิ่ลก็ไม่จำเป็นแล้ว’

เขาโยนบีมไรเฟิลทิ้งไปทันทีจากนั้นก็ชักบีมเซเบอร์อีกเล่มออกมาแล้วจัดการแยกร่างโมบิลสูทฝ่ายตรงข้ามทันที โดยเหลือไว้เพียงแค่ส่วนลำตัวเท่านั้น

‘อีกตัวตรงนั้น หืม 4ตัว’

เขารีบหลบทันที ไม่นานนักม่านควันก็หายไป ปรากฏให้เห็นโดมทรูปเปอร์ 4เครื่องอยู่ตรงหน้า ม่านควันที่หายไปทำให้ง่ายต่อการสวนกลับของทาง ORB มากขึ้น โมบิลสูทที่เหลืออีก 2จึงระดมยิงใส่ศัตรูทันทีทำเอาโดนทรูปเปอร์อีก 4เครื่องต้องแยกย้ายกันหลบหลังอุกกาบาต

‘มันแยกกันแล้ว ดีละ’

รินรีบพุ่งเข้าไปหาตัวที่ใกล้ที่สุดทันที แต่คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัวก่อนจึงยิงระดมยิงบีมใส่เขาทันที

“!!”

เขารีบโยกตัวหลบไปพลางเข้าใกล้ฝ่ายตรงข้ามไปพลาง ไม่นานนักก็เข้าประชิดฝ่ายตรงข้ามได้ครั้นศัตรูจะชักบีมเซเบอร์ออกมาก็ไม่ทันเสียแล้ว ร่างของโดมทรูปเปอร์จึงถูกบีมเซเบอร์ของรินฟันแขนทั้ง 2ข้างจนขาดจากนั้นก็ตามด้วยบูสเตอร์และส่วนขาทำให้ไม่อาจขยับได้อีก

‘เหลือแค่ 3เท่านั้น’

เขารีบพุ่งเข้าไปหาเครื่องถัดไปทันที แต่ทางฝ่าย ORBเองก็สามารถทำลายไปได้ 1เครื่อง ดูเหมือนท่าทางฝ่ายสลัดอวกาศเองก็ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะมาเสียเปรียบแบบนี้ ทั้งๆที่ตอนแรกกำลังไปได้สวยจนทำให้พวกเขาทำอะไรก็รนไปหมด

“ตูม”

อีก 1เครื่องถูกรินแยกชิ้นส่วน เหลือแค่เครื่องสุดท้ายการต่อสู้ครั้งนี้ก็จะจบลง เขาไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่อีกเครื่องทันที ทันทีที่เขาพุ่งไปฝ่ายตรงข้ามก็ชักบีมเซเบอร์ออกมารอแล้ว

‘เตรียมสู้ประชิดเลยอย่างงั้นเหรอ ท่าทางจะรู้ว่าใช้บีมไปก็ไม่มีประโยชน์สินะ’

รินรีบบังคับโมบิลสูทของเขาให้ใช้บีมเซเบอร์ข้างหนึ่งสกัดฝ่ายตรงข้ามไว้ จากนั้นก็ใช้อีกข้างหนึ่งฟันไปที่แขนของศัตรูที่ไร้การป้องกันอย่างรวดเร็วเพราะถ้าช้าเพียงนิดเดียวความแตกต่างทางสมรรถนะของเครื่องจะปรากฎออกมาทำให้เขาเสียเปรียบ

‘เสร็จล่ะ หืม!!”

จู่ๆเขาก็รู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้องจนต้องรีบถอยออกมา ที่แท้ฝ่ายตรงข้ามพุ่งเข้าใส่เขาเพื่อจะชนให้เสียหลัก แต่เขาหลบได้ก่อนจึงกลายเป็นว่าฝ่ายตรงข้ามเปิดช่องเสียเอง

“คราวนี้ละ!!”

บีมเซเบอร์ทั้ง 2เล่มฟันแขนทั้ง 2ข้างของฝ่ายตรงข้ามขาดทันที จากนั้นเขาก็ฟันช่วงเอวและทำลายบูสเตอร์ ในที่สุดโดมทรูปเปอร์เครื่องสุดท้ายก็ถูกทำลายลง

“ฟู่...”

เขาค่อยๆพ่นลมหายใจออกมาเพื่อผ่อนคลายจนไอน้ำเกาะตัวเต็มกระจกเขาจึงถอดหมวกนักบินออกจากนั้นก็ทิ้งตัวพิงกับพนักที่นั่งคนขับจากนั้นก็หลับตาเพื่อพักหลังจากที่การต่อสู้จบลง

“ผมไม่กลัวอีกแล้วครับคุณอามุโร่...ขอบคุณมากครับที่เตือนสติให้ผมสู้”














Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 01 พ.ย.53 เวลา 09:47:41 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ