K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - Side Story - Gregory Mannington - เป้าหมายที่หายไป 1

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - Side Story - Gregory Mannington - เป้าหมายที่หายไป 1

Side Story 10 Gregory Mannington - เป้าหมายที่หายไป 1
------------------------------

            แด่คุณแม่ที่เคารพรัก
            แด่อาร์ชเพื่อนสนิทที่แสนดี


            ผู้ซึ่งได้ล่วงลับจากไป...
            หากไม่มีสองท่านนี้ก็คงไม่มีจอมดาบมายาในวันนี้
(Illution Master)

            เกรเกอรี่ แมนนิงตัน.


            .......................................


            อาชีพนักดาบน่ะเหรอ...?
            ถ้าจำไม่ผิด ผมว่าผมเคยพูดไปครั้งหนึ่งแล้วนี่... ผมเกลียดอาชีพสายนี้ที่สุด

            แล้วทำไมผมถึงยังคงเป็นนักดาบอยู่น่ะเหรอ...?
            ก็เพราะเป็นเรื่องปกติของโลก ที่คนเป็นพ่อมักอยากให้ลูกชายเดินตามรอยอาชีพตนเองน่ะ
            ผมก็นับว่าเป็นหนึ่งในนั้นด้วย แม้ไม่ชอบเพียงใด แต่ผมถูกขีดเส้นให้เป็นทหารมาตั้งแต่ก่อนเกิดแล้ว

            ผมถูกพ่อจับฝึกดาบตั้งแต่ยังไม่รู้ความเสียด้วยซ้ำ แล้วผมดันเก่งตั้งแต่ตอนเด็กอีก ทีนี้เลยถอนตัวไม่ได้เข้าไปใหญ่
            ก็เคยพูดบอกพ่อไปเหมือนกันว่า 'ผมไม่อยากเป็นนักดาบ ผมเกลียดการฆ่าฟัน'
            แล้วคำตอบที่ได้รับก็คือ 'เจ้าบ้า มีพรสวรรค์แต่จะทิ้งไปเรอะ!? ฉันไม่ให้แกเป็นอาชีพอื่นนอกจากนักดาบ!!!'
            เท่านี้เป็นอันยุติ เลิกพูดไปได้เลย ในบ้านพ่อใหญ่สุด ใครล่ะจะกล้าเถียง

            ผมจำต้องเรียนวิชาดาบทั้งที่เบื่อแสนเบื่อ เห็นพวกอโคไลท์นั่งเรียนในห้องสบายๆแล้วอิจฉาเป็นที่สุด
            ไอ้นักดาบอย่างเราจะได้นั่งเรียนก็สัปดาห์ละวันสองวันเอง นอกนั้นภาคสนามกลางแดด คลุกดินคลุกฝุ่น กลับบ้านมาทีหน้าดำหน้าแดง บางวันก็ได้แผลติดตัวมาอีก...
            ยิ่งวันไหนอาจารย์อเล็กซ์กับอาจารย์เรย์ว่างล่ะก็ ผมนิ่งโดนหนัก ...เพราะพ่อสั่งให้เขาสองคนมาเป็นครูฝึกพิเศษผมแท้ๆ เขี้ยวสุดๆ

            อย่างว่าพอมีอคติ อะไรมันก็ดูไม่ดีไปหมด แต่หากจะมีดีบ้างสักเรื่องคงเป็นอาชีพมั่นคง เรียนจบก็เตรียมสอบบรรจุได้เลย ซึ่งตอนนี้ผมประดับยศร้อยตรีอยู่น่ะครับ ก็ทำไปวันๆล่ะถือว่าทำตามคำสั่งเสียของแม่กับอาร์ช

            ต้นเรื่องพูดถึงคุณแม่และอาร์ช...
            จะว่าไปแล้วที่ผมยังคงเป็นนักดาบและไม่อาจเลิกได้ก็เพราะสองท่านนี้เอง


            .......................................


            ย้อนไปเมื่อเด็กตอนสัก 8-9 ขวบ ตอนนั้นผมเป็นคนขี้อ้อน ชอบให้แม่ปลอบ แล้วท่านก็ชอบที่จะให้กำลังใจผมตลอดมา
            หลังเลิกเรียนวิชาดาบ ผมจะรีบกลับบ้านมาก่อนใคร ซึ่งในบ้านก็จะมีท่านแม่รออยู่ โดยมากจะเห็นเลี้ยงลิลลี่อยู่
            ท่านเป็นคนอ่อนแอมาแต่แรกแล้ว คือเป็นโรคประจำตัวที่รักษาไม่ได้ ซึ่งทางหลวงพ่อเยเซฟก็อนุญาตให้ทำงานเพียงครึ่งวันเป็นกรณีพิเศษ ช่วงบ่ายจะได้กลับมาพักผ่อนที่บ้าน

            "กลับมาแล้วครับ"
            "ฝึกวันนี้เป็นไงจ๊ะเกรก..." แม้ว่าคุณแม่จะร่างกายอ่อนแอ แล้วตั้งแต่หลังคลอดลิลลี่ออกมา ท่านก็ยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก... แต่คุณแม่ก็ยังคงทักทายผมด้วยใบหน้าที่สดใสและรอยยิ้มเสมอ
            "สบายมากครับ" ผมพูดให้ท่านสบายใจ
            "ตั้งใจเข้านะลูก..." แม่ลูบหัวผม "ลูกรู้ไหม....แม่ฝันว่าได้เห็นลูกแต่งชุดอัศวินตอนโตด้วยล่ะ"
            "โห...อัศวินเชียวเหรอครับ ไม่ใช่เป็นได้ง่ายๆนะเนี่ย"
            "ถ้าเป็นลูกต้องทำได้แน่จ๊ะ แม่มั่นใจ" แล้วแม่ก็หอมแก้มผม
            "ผมจะพยายามเป็นให้ได้เลยครับ" อะไรที่แม่ต้องการผมจะทำให้ทุกอย่างเลย

            ผมยกมือขึ้นมาทุบอกตัวเองโชว์ความมั่นใจ
            แม่เห็นรอยถลอกที่แขน คราบเลือดจางๆกำลังตกสะเก็ด
            "ไปโดนอะไรมาน่ะลูก!?" ท่านออกท่าทีตกใจเล็กน้อย
            "ได้แผลตอนฝึกนิดหน่อยเองครับ ไม่เป็นไรหรอก ผมเรียนวิชา Hp Recovery มาแล้วคืนนี้น่าจะหาย... จะได้ลองวิชาไง"
            "ไม่ได้นะ..." คุณแม่ขึ้นเสียงจริงจัง

            ท่านดึงมือยืนแขนให้ตรง จากนั้นก็ร่ายคาถาฮีลให้
            ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และสบายใจเข้ามาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ท่านราวกับนางฟ้าเลยทีเดียว
            แล้วแผลก็สมานตัวภายในพริบตา
            "คราวหน้าคราวหลังก็ระวังตัวหน่อยนะจ๊ะ" แม่ลูบแก้มผม "อย่าฝืนทำอะไรเกินตัวนะ"
            "ขอบคุณครับแม่"

            ผมยังจำความอบอุ่นครั้งนั้นได้ แม้มันจะผ่านมาเกือบสิบปีแล้วก็ตาม
            ผมมีความสุขที่ได้อยู่กับแม่
            แม่จะเป็นคนเดียวในบ้านที่เห็นอกเห็นใจผมมากที่สุด และเหตุการณ์ก็มักเป็นแบบนี้ทุกวันเสมอมา พูดได้อย่างเต็มปาก ไม่อายใครเลยว่าผมเป็นเด็กติดแม่มาก...
            การที่ผมเป็นนักดาบได้เพราะยังมีคนภูมิใจในตัวผม และต้องการให้ผมเป็นมาก
            และผมเป็นนักดาบได้อย่างเต็มใจก็เพราะคุณแม่อยากให้เป็นนั่นเอง


            ........................................


            จนกระทั่งวันที่แม่จากโลกนี้ไปได้มาถึง...
            วันนั้นเหมือนโลกทะลายไปจริงๆ ผมหมดอะไรตายอยาก ซังกะตาย ไม่อยากทำอะไรอีกต่อไป...
            แม้ว่าแม่จะจายไปแบบไม่ทรมาณนัก แต่การจากไปของท่านทำให้บ้านแมนนิงตันเงียบสงัดทั้งหลังไปหลายวันเลยทีเดียว
            ลิลลี่ยังดีที่ไม่ค่อยประสีประสา... ผมหลอกเธอว่าแม่เดินทางไปที่ไกลสุดลูกหูลูกตา แล้ววันหนึ่งจะกลับมาเยี่ยมพวกเรา
            พ่อเองก็เงียบไปเลย... แม้ว่าพ่อจะเป็นคนเอาการเอางานมาก แต่พ่อก็รักแม่ที่สุดเช่นกัน ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นพ่อทะเลาะกับแม่สักครั้ง ถ้าจะมีเรื่องที่ทำให้โกรธกันก็เป็ฝ่ายพ่อที่หนีไปที่ทำงานโดยไม่ยอมเถียงสักคำ... พ่อคงลำบากใจไม่น้อยกว่าผม

            แต่ผมสิ... ร้องห่มร้องไห้ไปหลายวัน กระทั่งผ่านไปเป็นสัปดาห์ก็ยังอดน้ำตาซึมไม่ได้เมื่อคิดถึงท่าน
            รู้สึกเหมือนไม่เหลืออะไรอีกแล้วจริงๆ โดยเฉพาะความรู้สึกที่ดีกับอาชีพนักดาบ แม้ว่าช่วงนั้นฝีมือดาบผมจะอยู่ตัวแล้ว การฝึกก็ไม่ลำบากอะไรมากมาย... แต่อย่างที่รู้น่ะนะ ในเมื่อผู้ที่หวังในตัวเราลับไป ศรัทธาที่เหลือในอาชีพนักดาบมันก็หมดลงเช่นกัน...
            ใจจริงผมอยากเลิกเป็นนักดาบตอนนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ก็อย่างว่า ผมไม่กล้าไปบอกกับพ่อ และท่านก็กำลังเสียใจด้วย

            ความอึดอัดที่ไม่มีที่ระบาย มื่อสะสมมากๆมันก็ถึงที่สิ้นสุด ผมทนกับโรงเรียนนักดาบได้ครึ่งปี ก็คิดว่าอยู่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ผมไม่ได้หวังจะก้าวหน้ากับอาชีพนี้อีกแล้ว จริงๆก็ไม่ได้หวังมาแต่แรกแล้วล่ะ คนที่หวังคือท่านพ่อท่านแม่ต่างหาก
            คืนวันนั้นเอง ผมตัดสินใจรวมความกล้าเข้าไปหาพ่อที่ห้องทำงาน
            "พ่อครับ ผมมีเรื่องอยากคุยด้วย"
            "มีอะไรเรอะ?" พ่อตอบโดยไม่หันมา ตายังคงจดจ้องอ่านรายงานอยู่อย่างนั้น
            "ผม... ผมอยากเลิกเป็นนักดาบครับ"

            พ่อวางปากกาลงทันที จากนั้นก็พูดเสียงดังน่ากลัวขึ้นมา
            "แกว่ายังไงนะ!?"
            "ผม..." ถึงขั้นนี้แล้วก็มีแต่ลุยต่อไปเท่านั้น "ผมอยากเลิกเป็นนักดาบครับพ่อ... พ่อก็รู้ดีอยู่แล้วว่าผมรู้สึกยังไกับอาชีพนี้ ถึงเป็นต่อไปผมคงไม่ไปไกลกว่านี้หรอก"
            "เฮอะ ถึงจะไปอาชีพอื่น แกก็ไม่ถึงจุดยอดของสายอาชีพนั้นหรอก กับคนที่เรื่อยๆไปวันๆแบบแก แกมันรักสบาย" พ่อพูดแทงใจดำ เป็นความจริงทุกประการ " รู้ไหมว่าตัวแกน่ะมีพรสวรรค์ด้านนักดาบที่สุด ที่จะขาดไปก็แค่ใจรักเท่านั้น"

            พ่อนิ่งไปสักพักให้ผมคลายความกดดันลงไปบ้าง
            "แม่รู้ในตัวแกดี ถึงได้พยายามส่งเสริมแกเป็นอัศวินให้ได้ แต่แกกลับจะเลิกเป็นซะให้ได้ แบบนี้คิดว่ามันดีกับความปรารถนาสูงสุดของแม่แล้วเรอะ"

            ได้ยินเข้าไปแบบนี้ ทำเอาผมพูดอะไรไม่ออก
            ผมรักแม่มาก แม้จะตายไปแล้วแต่ผมก็เคารพทุกอย่างที่ท่านสั่งสอน และทำทุกอย่างที่ท่านต้องการ
            แต่ความรู้สึกของคนที่เสียไปแล้ว มีความสำคัญมากกว่าความรู้สึกของคนเป็นงั้นหรือ.... ถ้าผมทำได้สำเร็จจริง คุณแม่ก็ไม่กลับมาดูผมสวมชุดอัศวินหรอก....
            ความรู้สึกสับสนมันตีในใจมากเลยทีเดียว

            พ่อพูดต่อทันที
            "นิสัยหลักลอยอย่างแกจำเป็นต้องมีเป้าหมาย แล้วฉันเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ ในเมื่อฉันไม่ใช่นักดาบในแบบที่แกชื่นชม และอาชีพพวกนี้ขึ้นอยู่ความสมัครใจ ไม่จริงจังแบบนี้ยามสงครามจะพลาดพลั้งถึงตายได้"

            ผมนั่งฟังพ่อพูดต่อไปเงียบๆ นานๆครั้งที่จะเห็นพ่อพูดด้วยเหตุผลเช่นนี้
            "ฉันเสียดายความสามารถในตัวแกนัก มีทั้งความว่องไวในการเคลื่อนไหวที่ตามจับไม่ทัน มีทั้งความว่องไวในการลงดาบที่แค่กะพริบตาคมดาบก็ถึงตัวแล้ว แล้วไหนจะสมองที่อ่านการเคลื่อนไหวและวางแผนเป็นเลิศอีก... ฝึกต่อไปแกจะเป็นยอดนักดาบอันดับหนึ่งอย่างอิมิคได้แน่แท้ๆ"

            เป็นครั้งแรกที่พ่อพูดเปรียบผมกับคุณอิมิค แต่ตอนนั้นผมเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของคุณอิมิคนัก
            เว้นเสียแต่วีรกรรมเด่นๆอย่างปราบบาโฟเม็ตอะไรเทือกนี้ ซึ่งผมเองก็เฉยๆ... อย่างว่าครับ ของแบบนี้ไม่เห็นเองมันไม่เห็นภาพหรอก ฟังปากต่อปากมันก็เหมือนนิทานดีๆนี่เอง
            "เอางี้... อีกหนึ่งเดือนข้างหน้าจะมีการประลองชิงแชมป์ระดับเยาวชน"

            พ่อยื่นข้อเสนอ
            มันเป็นการประลองสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ที่พึ่งจัดตั้งได้ไม่นานมานี้เอง จุดประสงค์เพื่อคัดสรรเยาวชนที่มีความสามารถสำหรับการฝึกพิเศษต่อไปนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งหน้าที่สำหรับรับรองอนาคตที่สบายยิ่งขึ้นก็ถูกเตรียมรอไว้ด้วย
            เด็กจำนวนมากจะสนใจรายการนี้ ไม่น้อยไปกว่าการแข่งขันแบบอิสระไม่จำกัดรุ่นอายุเลย แม้เงินรางวัลจะน้อยกว่าแต่แข่งในระดับเยาวชนจะง่ายกว่าเยอะ ไม่ต้องเจอเสือสิงกระทิงแร่ด ไม่ต้องเจอนักสู้สายอาชีพอื่นที่รับมือยาก

            ผมหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินข้อเสนอ
            "พ่อจะให้ผมลงแข่งรายการนี้หรือครับ?"
            "ใช่ แกต้องลง นี่จะเป็นบททดสอบสุดท้ายของฉัน... ฉันจะดูว่าความตั้งใจที่จะเลิกเป็นนักดาบของแกนี่เป็นความรู้สึกวูบๆ หรือความตั้งใจจริง" พ่อพูดจริงจัง "ถ้าแกชนะเลิศการประลองนักดาบระดับเยาวชนได้แล้ว เราจะคุยเรื่องเลิกเป็นนักดาบกันอีกที"
            "ได้เลยพ่อ สัญญาแล้วนะ"

            ผมรับคำแล้วเดินออกมา ในใจก็คิดว่ามันแปลกๆ ว่าพ่อยื่นข้อเสนอง่ายๆแบบนี้มาได้ยังไงกัน
            ชนะเลิศการประลองงั้นเหรอ... หมูๆน่า เด็กด้วยกันทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับผมเลย แม้ผมจะอายุแค่สิบสามปี แต่ถ้าแค่เยาวชนไม่เกิน 18 ล่ะก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงนักหรอก อย่างน้อยผมก็ผ่านการฝึกหนักและหลากรูปแบบกว่าที่ได้เจอในโรงเรียนนักดาบเยอะ
            แล้วผมจะทำให้การประลองหนนี้จะเป็นการสวมชุดนักดาบเป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นไปก็จะขอเลือกทางเดินชีวิตตัวเองล่ะ


            ........................................


            หนึ่งเดือนให้หลัง งานประลองก็เริ่มขึ้น
            แม้จะเป็นของเยาวชน แต่ก็มีผู้สนใจมาชมจำนวนมาก เพราะถึงจะเด็กแต่การประลองแบบนี้มักมีเพชรโผล่มาให้ได้ลุ้นเสมอ
            ส่วนผมนั้นได้รับเครดิตที่เป็นลูกของพ่อ -พันเอกฮารี่ แมนนิงตัน- อดีตแชมป์เก่าและวีรบุรุษแห่งพรอนเทร่า จึงได้ถูกเล็งไว้ว่าจะได้เป็นเต็งหนึ่ง

            ผมไปไล่ดูรายชื่อผู้เข้าร่วมประลอง ...โดยมากก็เป็นคนรู้จักในกลุ่มวงการเดียวกันทั้งนั้น จะมีคนสมัครอิสระที่มาจากนอกสมาคมนักดาบพรอนเทร่าไม่กี่คน
            สายตาผมไปติดใจชื่อนักดาบคนหนึ่งที่อยู่คนละสายกับผม ฟรานส์ อาเช่ ....ใครกันนะ จำได้ว่าไม่มีนักดาบคนนี้ในชุดเยาวชน คงไม่ใช่พวกตัวแทนจากกองร้อยไหน แต่เป็นสมัครเองเสียมากกว่า คุ้นๆชื่ออยู่เหมือนกันนะ เอาเถอะไว้ดูการประลองเอาก็ได้

            การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น
            คู่แรกก็ไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัววางอันดับหนึ่ง
            ผมถือดาบคู่เดินขึ้นไปบนลานประลอง จากนั้นก็คำนับราชาคิงเด็นที่มาดูงานแข่งขันครั้งนี้ พ่อเองก็นั่งอยู่เก้าอี้แขกพิเศษใกล้ๆท่านราชาเช่นกัน
            คอยดูการแข่งให้ดีละกัน ผมจะเอาจริงตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงชนะรอบชิงเลย

            ทันทีที่กรรมการให้สัญญาณเริ่มการประลอง ผมก็พุ่งเข้าประชิดคู่ต่อสู้อย่างรวดเร็ว การจู่โจมแบบฉับพลันเช่นนี้ทำให้เขาตื่นกลัว จนออกอาการลนลานและลงดาบมั่วอย่างเห็นได้ชัด
            ผมใช้ดาบข้างซ้ายปัดดาบของคู่ต่อส้ทิ้ง และใช้ดาบมือขวาจ่อไว้ที่คอหอย...
            เริ่มแข่งได้ไม่ถึงครึ่งนาที คู่ต่อสู้ก็ยอมแพ้ไปอย่างง่ายดาย

            อย่าหาว่าเข้าข้างตัวเองเลย ไม่ใช่ว่าคู่ต่อสู้ไม่เอาไหนหรอก แต่ผมเก่งเกินไปต่างหากล่ะ ผมถึงบอกไงชนะเลิศงานแข่งเยาวชนน่ะหมูๆ ถ้าไม่มีม้ามืดโผล่มาล่ะก็นะ
            บางทีการที่ฝีมือแตกต่างจากเพื่อนรุ่นเดียวกันอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุของความเบื่อหน่ายสายอาชีพนี้ก็ได้ ในเมื่อฝึกหนักขนาดนี้แต่ไม่รู้จะเอาไปแข่งอะไรกับใคร สถานการณ์จริงก็ไม่ได้ออก ความจำเจมันเลยฝังลึกไปโดยไม่รู้ตัว

            การแข่งขันดำเนินไปเรื่อยๆ จนคู่สุดท้ายรอบแรกนี่เองที่ทำให้ผมต้องลุกจากที่นั่งมาดูด้วยความประหลาดใจ
            มันการแข่งของอาเช่ นักดาบโนเนมที่ว่านั่นเอง
            เขาขึ้นเวทีประลองด้วยดาบมือเดียวกับโล่ห์ขนาดกลางที่มือซ้าย ร่างกายที่สมส่วนเหมาะกับเป็นนักดาบ ทำให้ดูน่าเกรงขามขึ้นเยอะ ไม่เหมือนกับนักดาบเยาวชนทั่วไปเลยจริงๆ

            ซึ่งฝีมือของเขาก็น่ากลัวจริงๆ อาเช่ร้ายกาจมาก คู่ต่อทำอะไรเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ฟันดาบมาทั้งทางบน ทางล่างก็หลบได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้โล่ห์ เพียงแค่อาศัยการเอี้ยวตัวหลบก็มากเกินพอแล้ว
            และอาเช่ซึ่งเล็งจังหวะสวนกลับก็สบโอกาส เขาใช้โล่ห์นั่นเอง ทุบหน้าคู่ต่อสู้จนสลบไป ชนะอย่างง่ายดายและเหนือชั้น แถมยังเก็บฝีมือไว้สนิท

            หลังจากชนะเขาทำความเคารพราชาคิงเด็น จากนั้นก็หันมามองผม จะบังเอิญหรือเปล่าไม่รู้ แต่สายตาของเขานั้นเหมือนจะท้าทายผม
            ผมยิ้มออกมาโดยธรรมชาติ ความรู้สึกพลุกพล่านขึ้นมาเสียแล้วสิ... นี่อาจเป็นสิ่งเดียวในสายอาชีพที่ผมเหมือนพ่อ การเปลี่ยนความกลัวและแรงกดดันจากคู่ต่อสู้มาเป็นความสนุก
            ผมเชิดหน้า แสยะยิ้มตอบแฝงความ ได้เลย... จะเป็นใครมาจากไหนไม่รู้ แต่เจอกันได้ที่รอบชิง


            ........................................


            จากนั้น ทั้งผมและเขาต่างชนะการประลองเรื่อยมา ตามที่ว่าไว้เลย คู่ต่อสู้ต่างชั้นกับผมเกินไป รวมทั้งอาเช่ด้วย
            การประลองจบด้วยเวลาอันสั้น ขณะที่ผมปล่อยสุดฝีมือ แต่อาเช่ก็เก็บฟอร์มไว้จนน่ากลัว

            จนกระทั่งรอบชิงมาถึง เป็นที่แน่นอนว่าต้องเป็นผมกับเขาเท่านั้น...
            เราสองคนเหมือนถูกทำนายและกำหนดมาให้มายืน ณ. ที่นี้
            กองเชียร์เป่าปากกันให้สนั่น เมื่อเห็นการแข่งของเราทั้งสองในรอบแรก พวกเขาก็คิดว่านี่ล่ะคือคู่ชิงชนะเลิศในฝัน

            ผมยืนเผชิญหน้ากับอาเช่กลางลานประลอง มีเวลาทักทายสักเล็กน้อยก่อนเริ่มแข็งขัน
            "นายเป็นใครมาจากไหนน่ะ ฉันไม่เคยเจอมาก่อนเลย?" ผมถามตรงๆ
            "ก็เป็นคนในเมืองเดียวกันนายนั่นล่ะ... เพียงแต่เราไม่เคยเจอกันเท่านั้นเอง"
            "ตอบให้ตรงคำถามหน่อย" ผมรู้สึกเหมือนกำลังโดนยียวน
            "เอาเป็นว่าฉันมีครูฝึกเป็นคนๆเดียวกับนายก็แล้วกัน... อาจารย์อเล็กซ์และอาจารย์เรย์"

            คำตอบของอาเช่ทำให้ผมอึ้งไป แต่ก็ยังน้อยไปกว่าตรงที่เขารู้เรื่องของผมมามากมาย
            "ได้ยินมาว่าถ้านายชนะการประลองหนนี้ ....หมายถึงชนะฉันได้ นายจะเลิกเป็นนักดาบสินะ" เขายิ้มเยาะ "ฉันว่านายเลิกหวังเรื่องนี้ดีกว่านะ"
            "นี่!? นี่นายเป็นใครกันแน่!!?" ผมชักประหลาดใจมากขึ้นทุกที

            อาเช่ชูดาบมาทางผม เป็นการประกาศว่าเขาเหนือกว่าและยอมรับผมเป็นคู่ต่อสู้
            "ไว้ฉันจะเฉลยหลังการประลองก็ล่ะกัน ...หลังที่ฉันชนะเลิศแล้วน่ะ" เขาประกาศชัยชนะก่อนแข่งทันที
            "หนอย!!" มันจะมากไปแล้ว

            ผมชนดาบใส่ดาบเขาตอบรับ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่กรรมการสั่งเริ่มการประลองรอบชิงชนะเลิศ
            ถ้าคิดว่าเก่งนักล่ะก็... ลองดูนี่หน่อยเป็นไง
            วูบ!!
            ผมประเดิมฟันดาบมือขวาเข้าแสกหน้าด้วยความเร็วสูงสุด

            เคร้ง!!
            โล่ห์ขนาดกลางถูกยกขึ้นมากันดาบได้อย่างรวดเร็ว สายตาของอาเช่จากที่ล้อเล่นเมื่อครู่กลายมาเป็นสายตาดุดัน แล้วดาบเล่มยาวในมือขวาของเขาพุ่งมากลางลำตัวผมอย่างรวดเร็ว
            ชิ!! ผมกระโดดฉีกตัวมาด้านข้างได้ทัน ปลายดาบห่างไปแค่ไม่กี่นิ้ว...

            ขออีกสักทีเพื่อความแน่ใจเถอะ!!
            ผมฟันดาบขวาไปที่ขาของอาเช่ ทว่า.... เขากระโดดขึ้นสูงแล้วฟาดดาบลงมาจากข้างบนทันที

            แคร้ง!!!
            ผมยกดาบซ้ายกันไว้สุดแรง แต่น้ำหนักตัวบวกลงทำให้ดาบนั้นทรงพลังเหลือเกิน กันได้แต่เข่าผมทรุดลงไป...
            ไม่เคยเจอมาก่อนจริงๆ รูปแบบการต่อสู้อะไรกัน? ทุกครั้งที่รับการโจมตีจะตอบโต้กลับเสมอรึนี่!?
            ดูถูกไม่ได้เลย ถึงจะลึกลับปากกล้าแต่การป้องกันและโต้ตอบเมื่อครู่ก็ยืนยันได้แล้วว่า ฝีมือเขานั้นเป็นของจริง

            ผมเร่งเครื่องใช้วิชาดาบที่เรียนมาทั้งหมดจู่โจมสลับไปมา เสียงดาบกระทบโล่ห์ดังไปทั่วโคลอสเซี่ยม
            คนดูกู่ร้องเชียร์ด้วยความมันส์สะใจ ในขณะที่ผมเริ่มรู้สึกตรงกันข้าม แย่ลงไปทุกทีๆ ไม่ว่าผมจะโจมตีไปกี่ครั้ง เขาก็ป้องกันไว้ได้หมด ทั้งที่เป็นความเร็วสูงสุดและหนักสุดของผมแล้วแท้ๆ แล้วยังจะอุตส่าห์สวนกลับได้อย่างแม่นยำและน่ากลัวทุกครั้งเสียอีก
            ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองเลย รุ่นเดียวกันนี่ผมไม่เคยเห็นใครทำได้ขนาดนี้มาก่อนเลย อาเช่เป็นใครกันแน่...? จะเป็นคนเมืองอื่นก็ไม่น่าใช่ จะหาว่าเข้าข้างก็ได้แต่ ผมกล้ายืนยันเลยว่าไม่มีเมืองไหนที่มีนักดาบเก่งเท่าพรอนเทร่าแล้ว วิชาที่เขาใช้ก็รูปแบบวิชาดาบพรอนเทร่าด้วย

            ยกแรกจบลงโดยที่ผมทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย เสียแรงเปล่าจริงๆ อาเช่ยังสงบนิ่งไม่หวั่นไหวได้เหมือนกันนักดาบผู้มากประสบการณ์
            "จะบอกอะไรอย่างนะเกรก" อาเช่ทักขึ้นมาระหว่างประลอง "เรื่องที่ฉันเป็นลูกศิษย์อาจารย์คนเดียวกับนายน่ะเรื่องจริง... ฉันเองก็เรียนมากับอาจารย์อเล็กซ์และอาจารย์เรย์มาเหมือนกัน"

            แม้จะไม่อยากยอมรับแต่ฝีมือเขายืนยันแล้วว่าใช่ การตั้งรับที่สมบูรณ์แบบสไตล์อาจารยอเล็กซ์และการโจมตีเน้นจุดตายและรวดเร็วรูปแบบอาจารย์เรย์ ไม่ผิดเพี้ยน เรามีพื้นฐานเหมือนกัน หลักฐานคือต่างฝ่ายต่างโจมตีกันไม่เข้า
            "พูดตรงๆนะเกรก ฉันเสียดายถ้านายต้องเลิกเป็นนักดาบไป นายยังไปได้ไกลกว่านี้เหมือนที่ลุงฮารี่ว่ามาจริงๆ" อาเช่สบัดดาบเตรียมลุย "ดังนั้นแล้ว ฉันจะไม่ให้นายชนะได้แน่นอนเกรก! นายต้องเป็นนักดาบต่อไป นายจะต้องแพ้ในการแข่งขันครั้งนี้!!"

            อาเช่ลุยแล้ว หนนี้เขาน่ากลัวกว่าป้องกันและสวนมาก สไตล์ดาบที่เหมือนผสานของอจารย์อเล็กซ์และอาจารย์เรย์ เขากดดันผมหนัก แม้แต่โล่ห์ก็ใช้เป็นอาวุธได้ เขาทำมาแล้วกับคู่ต่อสู้รอบแรกซึ่งสลบเพียงโดนกระแทกแค่ไปทีเดียวเท่านั้น

            ฉัวะ!!

            ดาบของเขาฟันใส่ต้นแขนซ้ายผมจนได้ ไม่อยากเชื่อเลย แม้อาเช่จะช้ากว่าผมแต่เขาลงดาบได้นิ่งกว่าผมเยอะ จังหวะทุกอย่างพอดีหมดยากที่จะป้องกัน
            ได้แผลแล้ว.... เลือดไหลออกมาไม่หยุด แรงหายไปในทันที แขนซ้ายห้อย ดาบหลุดมือไปในทันที

            การพลาดหนนี้ทำเอาศักยภาพการบุกหายไปกว่าครึ่ง... จะทำยังไงต่อไปดี... ในเมื่อบุกแบบปกติยังไม่เข้า ยิ่งเป็นแบบนี้เหลือดาบมือเดียวมันจะไหวเรอะ
            แต่ยังไงก็ต้องสู้ ผมยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด ขอวัดดวงก็แล้วกัน กับท่าแปลกๆที่ชอบเล่นกับเพื่อนนี่ล่ะ
            
            ผมกางแขนขวาออกไป จากนั้นก็ทำการสบัดข้อมือควงดาบวนไปมาด้วยความเร็วสูง เสียงดาบตัดอากาศดังวูบไปมา
            ลมดาบหมุนไปเหมือนเป็นลูกบอล หากแต่สิ่งใดเข้าใกล้ลูกบอลนี้จะถูกเฉือนเป็นชิ้นๆ

            ผู้ชมจ้องมองมาเป็นสายตาเดียวกันและพูดกันให้เซ็งแซ่ พวกเขาทึ่งเพราะนี้คือวิชาดาบใหม่ ไม่สิ... กระบวนท่าแค่นี้เรียกว่าวิชาไม่ได้ ต้องบอกว่าเป็นการละเล่นกับดาบจะตรงมากกว่า
            อาเช่เองก็เบิกตาโตเหมือนกัน เขาอ่านท่าทีไม่ออกว่าผมจะโจมตีต่อไปยังไง
            "มาวัดกันเลยอาเช่!" ผมทะยานเข้าไป

            อาเช่ยกโล่ห์กัน ...เขาตัดสินใจถูก แม้ดาบจะคมแค่ไหน แต่แรงของเด็กย่อมไม่มีทางตัดโล่ห์ขาดในทีเดียวแน่
            วินาทีที่ดาบจะเข้ากระแทกโล่ห์นั่นเอง ผมก็เปลี่ยนแผนทันที หลุดการควงดาบและกระชากแขนออกไปด้านข้างสุดตัว
            หลบมุมบังของโล่ห์ไปก็คือไหปลาร้าซีกซ้ายที่เปิดกว้างรอการโจมตี

            ผมออกแรงที่เหลือลงที่ไหล่ข้างซ้ายที่ว่างการป้องกันนั่นสุดแรง

            แบช!!!

            เคร้ง!!
            ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะยกดาบขึ้นมากันได้ ทั้งที่ผมว่าหลอกเขาได้สนิทใจแล้วแท้ๆ
            "ยอดมากเกรก.... ต้องขอชมจริงๆ นายหลอกได้ดีมาก ดาบนี้เกือบสำเร็จ" อาเช่เฉลยทันควัน "หากแต่นายมัวแต่พะวงกับผลลัพธ์มากเกินไป แล้วยังแผลที่แขนซ้าย มันส่งผลทำให้ความเร็วนายตกกว่าที่ควรจะเป็น"

            เขาจ้องตาผม
            "ที่จริงฉันเองก็ไม่ได้เก่งกว่านายนักหนาอะไรหรอก... จะต่างกันก็ตรงที่ฉันค้นพบสไตล์ตัวเอง และมีจุดหมายในการเป็นนักดาบ"
            "สไตล์ดาบงั้นเรอะ?" ผมไม่เข้าใจ
            "หากสิ่งที่เรียกว่าพื้นฐานเสมอกันก็ต้องวัดกันที่รูปแบบที่คิดค้นเพิ่มเติม... นายยึดติดกับพื้นฐานมากจนไม่สร้างสไตล์ตัวเอง... นอกจากนี้ศรัทธาที่นายมีต่ออาชีพนักดาบยังน้อยเกินไป"

            สิ้นประโยคอาเช่ก็สบัดหลังหมัดฟาดโล่ห์เข้าที่ปลายคางผม
            ตูม!!
            เข้าจุดตายอย่างแม่นยำ ผมกระเด็นออกไป นอนลุกไม่ขึ้น แม้ดาบจะยังไม่หลุดมือ แม้ผมจะยังคิดสู้ต่อ แต่สมองมันก็ชาไม่สั่งการไปหมด ขณะที่กรรมการก็เริ่มทำการนับ
            "นายยังโชคดีที่มีอิสระ นายเลือกศรัทธาในการดำรงอยู่ในฐานะนักดาบได้" อาเช่พูดแทรกขึ้น
            "มะ....หมายความว่ายังไง?" แม้ขยับไม่ได้ แต่ยังพอที่จะพูดฝืนได้
            "หมายถึงนายเลือกว่าจะจับดาบสู้เพื่อใครน่ะสิ ตรงนี้ล่ะที่นายมีสิทธิ์ นายเลือกได้ว่าจะใช้มันเพื่อปกป้องใคร ส่วนฉันถูกบังคบแล้วว่าต้องเป็นนักดาบเพื่อปกป้องประชาราษฎ์เท่านั้น" อาเช่คายความจริงออกมา "ฉันเองก็ถูกท่านพ่อกำหนดมาตั้งแต่เกิดเหมือนนายว่าต้องเป็นนักดาบเท่านั้นเช่นกัน ฉันเข้าใจความรู้สึกนายดีเกรก... เพียงแต่การที่นายไม่ศรัทธาอาชีพนี้เพราะยังไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกของการเป็นผู้ปกป้องเท่านั้นเอง"

            กรรมการนับสิบและประกาศให้อาเช่ชนะในที่สุด
            เสียงปรบมือเชียร์ให้กับผู้ชนะและผู้แพ้ดังสนั่น เป็นการประลองที่น่าทับใจอีกครั้ง
            แต่ผม.... ไม่คิดเช่นนั้น เพราะยังคงต้องทนเป็นนักดาบต่อไป ....เสียรู้ให้พ่อซะแล้วสิ

            ........................................


            อาเช่เข้ามาประคองผม เพื่อพาไปให้พรีสต์รักษาบาดแผลที่แขน
            "ขอเฉลยตามที่สัญญาไว้ล่ะนะ... จริงๆแล้วฟรานส์ อาเช่เป็นชื่อปลอมน่ะ ฉันใช้ชื่อนี้เพราะไม่อยากให้เกิดการล้มมวยขึ้นในการแข่งขัน ฉันไม่ต้องการให้เกรงใจกัน"
            "หรือว่านายคือ..." ผมเอะใจตรงที่ว่าปกป้องประชาราษฎ์แล้ว
            "ชื่อจริงของฉันคือ พรอนเทร่า เดอ ฟรานเชส อาร์ช ลูกชายคนโตของราชาคิงเด็น"

            อึก! จริงๆด้วยสิ ถึงตอนนี้ทุกอย่างก็กระจ่าง เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาเก่งนัก และทำไมเขาถึงอาจารย์คนเดียวกับผม
            "เสียใจด้วยนะที่ให้นายเลิกอาชีพนักดาบไม่ได้ ...ฉันเองก็ไม่อยากให้นายเลิกเหมือนกันคุณฮารี่เช่นกัน ท่านคิงเด็นเองก็คิดเช่นนั้น" อาร์ชเอ่ยชม "นายคือทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่ากับวงการอัศวินแห่งพรอนเทร่าในอนาคตมากเลยรู้ไหม"
            "งั้นเชียว..." ไม่ค่อยอยากเชื่อเลย อาจเพราะผมไม่จริงจังแต่แรกด้วยมั้ง
            "ตอนนี้มันอาจเร็วไป แต่อีกหน่อยนายจะรู้ถึงความสนุกของมันเอง"
            อาร์ชพูดเหมือนคนสูงวัย ทั้งๆที่เขาก็แก่กว่าผมแค่ปีเดียวเท่านั้น การเป็นลูกของราชาคิงเด็นทำให้เขาเป็นคนมากอุดมการณ์ด้วยหรือไรไม่ทราบ

            อาร์ชพาผมมานั่งข้างเวทีประลอง พรีสต์ที่มารอแต่แรกเริ่มทำการรักษาทันที
            "อ้อแล้วก็อีกอย่าง" เขายิ้มให้ผม "จากนี้ไปฉันจะเข้ากองพันเยาวชนฝึกหัดเดียวกับนายด้วยนะ ฝากตัวด้วยละกัน"
            "อะไรนะ!?"
            "ท่านพ่อจะให้มาร่วมฝึกกับพวกนายน่ะสิ เป็นการสำรวจความพร้อมกองทหารไปในตัว"
            "ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ" ผมสบถออกมา เรื่องในอดีตที่เคยร่วมรบกันมาสมัยพ่อจะต่อมายังสมัยลูกอีกเรอะ
            "เสียใจด้วยนกะเกรก นายคงไม่ได้เลิกเป็นนักดาบแน่ๆ ถ้านายลงประลองครั้งหน้าฉันจะลงแข่งด้วย" อาร์ชพูดล้อเล่นกึ่งแซว
            "อย่าทำเป็นพูดดีไป" ผมยิ้มตอบทั้งที่เค้าพูดอย่างนั้น แต่ผมก็รู้เจตนาที่แท้จริงว่าเขาไม่อยากให้ผมเลิกเป็นนักดาบจริงๆ แต่เรื่องแบบนี้มันล้มความคิดกันไม่ได้ง่ายๆหรอก
            "งั้นฉันก็จะเหนือกว่านายให้ได้ก่อนการประลองครั้งหน้าให้ได้ล่ะ อาร์ช"
            "ถ้านายทำได้ล่ะก็นะ" อาร์ชยกมือขึ้น
            "ไม่นานเกินรอนักหรอก"

            ผมจับมือเขาเป็นการตอบรับ
            เรารู้จักกันในวันนี้ อาร์ชมาในวิธีที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว แต่ที่เขาลงประลองนี้จุดประสงค์หนึ่งคือเป็นการเบิกเส้นทางเข้าสู่กองพันเยาวชนอย่างสมเกียรติ์ และอีกจุดประสงค์หนึ่งคือรั้งผมไว้ให้เป็นนักดาบต่อไป
            แล้วแนวคิดผมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง โดยอาร์ชนั่นเองที่เป็นเป้าหมายให้กับผม... การแพ้หมดรูปในครั้งนี่ทำให้ผมต้องการที่จะเหนือเขาให้ได้ แม้จะยังต้องอยู่ในวงการนี้ต่อไป แต่อย่างน้อยเขาก็เป็นเป้าหมายที่ทำให้อาชีพนี้สนุกอยู่ได้ในสายตาผมต่อไป
            แต่ก็น่าคิดเหมือนกันว่าวันหนึ่งผมเกิดเหนือกว่าเขาแล้ว ความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพนี้จะหมดไปหรือเปล่า...?


-----------------------------
Free talk - สำหรับนักสู้แล้วอะไรๆก็ต้องที่หนึ่งแฮะ... ตอนนี้ก็เกริ่นภูมิหลังพระเอกเล็กน้อย เป็นคนขี้เบื่อ แล้วก็รักสบายน่ะสิเกรเกอรี่น่ะ ผลที่สุดก็ต้องเป็นนักดาบต่อไป (สม) มีดีกับตัวแต่ไม่สนใจก็น่าเสียดาย
ตอนนี้ part2 จะเป็นตอนจบของ Side นี้ครับ ก็ลุ้นต่อกับศึกปราบแมลงสาปทองกัน วีรกรรมและการจากไปของวีรบุรุษอาร์ช นอกจากนี้จะเผยปูมหลังนิสัยเจ้าชู้ของหมอนี่ และความรู้สึกต่อมิยูกิ grin

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 18 มี.ค.48 เวลา 19:06:14 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

xelloss
ปีศาจชุดขาว

ผมนิ่งโดนหนัก <-- ยิ่ง
แม้ว่าแม่จะจายไปแบบไม่ทรมาณ <-- จากไปแบบไม่ทรมาน
พ่อก็รู้ดีอยู่แล้วว่าผมรู้สึกยังไกับอาชีพนี้ <-- ยังไง
ว่าไม่มีเมืองไหนที่มีนักดาบเก่งเท่าพรอนเทร่าแล้ว วิชาที่เขาใช้ก็รูปแบบวิชาดาบพรอนเทร่าด้วย <-- อันนี้น่าจะมีตัวเชื่อมประโยค เช่น รวมทั้งวิชาที่เขาใช้ก็เป็นรูปแบบวิชาดาบพรอนเทร่าด้วย
หนนี้เขาน่ากลัวกว่าป้องกันและสวนมาก <-- อะไรน่ากลัวกว่าป้องกันและสวน ^^;; รูปประโยคอ่านแล้วแปลก ๆ นะ ผมเข้าใจว่ารูปแบบการโจมตีหนนี้น่ากลัวการป้องกันแล้วสวนกลับมากกว่าใช่ไหม?
ส่วนฉันถูกบังคบแล้วว่าต้องเป็นนักดาบเพื่อปกป้องประชาราษฎ์เท่านั้น <-- บังคับ ประชาราษฎร์
ความรู้สึกที่ดีต่ออาชีพนี้จะหมดไปหรือเปล่า...? <-- จริงๆ แล้วเป็นความรู้สึกที่มีต่ออาชีพหรือเปล่า?

สะกิดใจประโยคนึงของอาร์ช ทีว่า เกรกสามารถเลือกที่จะจับดาบเพื่อปกป้อง แต่ตัวเขามีหนทางเดียวให้เลือก อ่านแล้วทำให้คิดว่าตัวอาร์ชเองอยากจะเป็นอาชีพอื่นหรือเปล่า เพียงแต่ด้วยตำแหน่งผู้สืบทอดราชบัลลังค์เลยมีเพียงแค่หนทางเดียวให้เลือกเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 19 มี.ค.48 เวลา 09:23:44 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

เจอคำผิดเยอะเหมือนกันแฮะแต่ลุงเซ ชิงเจอไปแล้ว
พูดไงดีล่ะ อ่านดูเหมือนกะว่า อารช มีวิชาของครูเสดแล้ว แต่ ตาเบเกอรี่ ยังมีแค่วิชานักดาบอยู่เลย
อ่านๆดู กลายเป็นว่า อาช รุ้จัก เกรก มาก่อนแล้วด้วยซ้ำ ได้เปรียบหลายวุ้ย

รออ่านตอนต่อไปล่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 19 มี.ค.48 เวลา 09:32:55 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

เหอะๆ ถูกต้องเลยครับลุงเซ grin จริงๆอาร์ชก็ไม่เชิงว่าอยากเปลี่ยนอาชีพหรอกครับ เพียงแค่น้อยเนื้อต่ำใจดหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านดูเหมือนกะว่า อารช มีวิชาของครูเสดแล้ว แต่ ตาเบเกอรี่ ยังมีแค่วิชานักดาบอยู่เลย << อาร์ชสร้างสไตล์ตัวเองขึ้นมาน่ะครับ ผสมผสานระหว่างไนท์กับครูเสท แต่อีกหน่อยเกรเกอรี่จะสร้างสไตล์ตัวเองมาบ้าง ดาบมายาครับ smile

ลุงฮารี่ฉลาดครับ วางแผนกับคิงเด็นและอาร์ชเรื่องการประลองแล้วอุบเงียบไว้ หลอกให้เกรเกอรี่ตายใจและคึกคักขึ้นมา สุดท้ายก็แพ้แล้วเป็นนักดาบต่อ (ฮา)

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 19 มี.ค.48 เวลา 13:59:16 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ