Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ 2 - บทที่ 4 - ความไม่รู้

อ่านเนื้อหาภาค 1 ได้ที่นี่ครับ

http://writer.dek-d.com/Anithin/writer/view.php?id=471973

เพิ่งเปิดโหวตตัวละครที่ชอบด้วย ลองเข้าไปโหวตกันนะครับ smile

ตอนที่ผ่านมา
Spoiler
บทนำ-บทที่ 1 (ครึ่งแรก)
บทที่ 1 (ครึ่งหลัง)
บทที่ 2
บทที่ 3 (ครึ่งแรก)
บทที่ 3 (ครึ่งหลัง)


* * * * *

บทที่ ๔
ความไม่รู้


ซิอ์บุลประหลาดใจอยู่บ้างเมื่อรูอาร์คมาบอกให้ไปออกไปพบพ่อของเขา และพบท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารด้านหน้า แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะมาดี ต่อหน้าพวกเด็กๆ ท่านเบเรคทักทายเขากับภรรยาอย่างเรียบๆ เหมือนไม่มีเหตุ
ใดๆ

“อรุณสวัสดิ์ ท่านซิอ์บุล”

“อรุณสวัสดิ์ ท่านเบเรค” อดีตนักรบตอบ ก่อนจะตัดสินใจพูด...ตามความรู้สึกในใจจริง “พวกเรา...เสียใจด้วย เรื่องท่านเฟลิม”

อีกฝ่ายยักไหล่เศร้าๆ

“มีคนพูดแบบนี้กับข้าหลายคนแล้ว ข้าก็ยังทำใจให้ชินไม่ได้เสียที แต่...ขอบคุณท่าน” ท่านเบเรคเงียบไปชั่วอึดใจก่อนจะพูดต่อ “ข้าหวังว่าอาเมียร์จะกลับมาหาพวกท่านได้อย่างปลอดภัย ท่านได้ข่าวแล้วใช่ไหม”

“ใช่ รูอาร์คบอกพวกเราแล้ว” ซิอ์บุลอดถามไม่ได้ “ท่านเชื่อว่าเขาไม่มีความผิดหรือ”

“หากเขาฆ่าเฟลิมจริงๆ เขาจะร้องไห้ให้ลูกข้าทำไม ข้ารู้...ว่าความห่วงใยกับความเสียใจที่เขามีต่อเฟลิมไม่ใช่เรื่องเสแสร้ง” ชายวัยกลางคนยิ้มเศร้าๆ “ข้าจึงมาพาพวกท่านไปยังที่ที่ปลอดภัยกว่านี้ รูอาร์คหาที่ซ่อนได้แนบเนียนจนเราต้องใช้เวลาสืบหากันหลายวันก็จริง แต่หลังจากนี้ ทางการคงเริ่มจริงจังขึ้น เราจะประมาทไม่ได้”

“ขอบคุณท่านมาก ที่เป็นห่วงพวกเรา” อดีตนักรบตัดสินใจตอบ

“อย่าใส่ใจเลย ที่จริงข้าเป็นคนทำให้เด็กคนนั้นกับครอบครัวท่านเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องพวกนี้เอง ว่าแต่...รูอาร์ค จะไปไหนน่ะ” ท่านเบเรคเปลี่ยนเรื่องทันควัน ซิอ์บุลหันไปเห็นเด็กหนุ่มผมแดงกำลังก้าวไปทางหลังบ้าน

“ไปช่วยลีชาทำอาหารเช้า” คนถูกถามตอบเท่านั้น แล้วก็ผลุบหายไปในครัว

อดีตนักรบหันกลับมาเห็นสีหน้าลำบากใจของบิดาคนตอบ

“ยังไม่รู้กาลเทศะตามเคย” ท่านเบเรคขมวดคิ้ว “ทีแรกข้าคิดว่าเรื่องที่เขาแต่งงานกับเด็กผู้หญิงบ้านท่านคนนั้นเป็นแค่การตบตาเสียอีก นี่เป็นความจริงหรือ”

“หือม์” ซิอ์บุลประหลาดใจขึ้นมา “รูอาร์คกับลีชาน่ะหรือ”

“เอ๋...พี่รูอาร์คกับพี่ลีชาแต่งงานกันแล้วเหรอ” ฟาร์ฮานาห์ตั้งคำถาม

“ก็ใช่น่ะสิ พี่รูอาร์คมาจีบพี่ลีชาบ่อยๆ นี่นา” นาสิราตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ตอนนี้ยังเข้าไปช่วยทำข้าวด้วย คนแต่งงานกันแล้วต้องช่วยกันทำข้าว เหมือนพ่อกับแม่ไง”

“แต่...พี่อาเมียร์ก็ช่วยแม่ทำข้าวเหมือนกันนี่นา พี่อาเมียร์กับแม่ยังไม่ได้แต่งงานกันเลย” คนน้องแย้ง

“เอ่อ...” อดีตนักรบทำสีหน้าไม่ถูก “คนช่วยกันทำข้าวไม่จำเป็นต้องแต่งงานกันหรอกลูก”

“แต่คนจีบกันเพราะอยากแต่งงานกันนี่จ๊ะ” นาสิราตอบทันควัน “ข้ารู้นะ”

ท่านเบเรคพลอยทำสีหน้าไม่ถูกอีกคน

“เป็นความจริงหรือ” เขาถามเสียงเครียด “ที่ว่ารูอาร์ค ‘จีบ’ ลีชา น่ะแม่หนู”

“อื้อ” นาสิราพยักหน้าหงึกหงัก “พี่รูอาร์คเคยเอาดอกไม้มาให้พี่ลีชา แต่พี่ลีชาไม่รับ พี่รูอาร์คเลยให้พวกเราสองคนแทน”

“นาสิรา ฟาร์ฮานาห์” สิมาพูดเรียบๆ “พ่อมีเรื่องต้องคุยกับแขกนะจ๊ะ ไปดูอาซิซด้วยกันก่อนไหม”

“แต่ว่า...” เด็กหญิงคนโตกว่ายังแย้ง “ข้าอยากอยู่ฟังนี่นา อยากรู้เรื่องพี่รูอาร์คกับพี่ลีชา ข้าไม่พูดอะไรก็ได้นะจ๊ะแม่ แต่จะนั่งฟังเงียบๆ นะ”

“ฟาร์ฮานาห์เหมือนกัน จะนั่งฟังเงียบๆ นะ” เด็กหญิงคนเล็กรับทันที

“ไม่ได้จ้ะ” หญิงสาวลุกจากเก้าอี้ “ถ้านาสิรากับฟาร์ฮานาห์ไม่ไป ก็ไม่มีคนช่วยไกวเปลกับร้องเพลงกล่อมอาซิซน่ะสิ”

ว่าไป นั่นไม่ใช่เหตุผลที่มีตรรกะสักเท่าไร แต่ก็ทำให้เด็กหญิงทั้งสองมองหน้ากันแค่ครู่เดียว แล้วยอมเดินตามผู้เป็นแม่ไปแต่โดยดี บางทีซิอ์บุลก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าสิมารู้วิธีรับมือกับเด็กทั้งสองได้อย่างไร แต่เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้ว

“ข้าว่า...ไม่หรอก” เหลือเขาที่มีหน้าที่ตอบคำพูดของท่านเบเรค “ก็แค่แสดงละครตบตาจริงๆ ข้าเชื่อว่าสองคนนั้นไม่มีอะไรกันแน่นอน”

“อย่างนั้นหรือ” อีกฝ่ายรับลอยๆ กระนั้นสีหน้ายังดูเคลือบแคลง “หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี ลูกข้าคนนี้ยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลย อาจจะแค่คิดเล่นๆ พูดเล่นๆ เหมือนทุกที ข้าหวังว่าฝ่ายผู้หญิงจะ...ไม่ถือเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา”

กระนั้น อดีตนักรบก็ไม่ใคร่แน่ใจนักว่าเด็กหนุ่มผมแดงไม่ได้จริงจัง สังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่าที่รูอาร์คทายว่าลีชาพาอาซิซขึ้นไปบนภูเขาในวันนั้น ซ้ำยังพาเขากับอาเมียร์ไปพบทั้งสองได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่แค่เดาถูกโดยบังเอิญแน่ เด็กหนุ่มผมแดงรู้...คงเพราะคอยจับตามองหรือตามเด็กสาวบ่อยๆ

แผนปลอมตัวเป็นคู่สามีภรรยานี่ก็เช่นกัน ถึงจะเป็นเรื่องจำเป็นต่อความอยู่รอดของครอบครัวของซิอ์บุล แต่รูอาร์คก็ดูจะยินดีกับการออกไปซื้อของกับลีชาเสียเหลือเกิน ยิ่งเด็กหนุ่มรู้เรื่องของก็อธฟรีด์เพราะเคยไปสืบถึงกลาสเดล ก็แสดงว่าเขาย่อมรู้เรื่องต่างๆ ในอดีตของเด็กสาว รวมทั้งเรื่องในทางไม่ดีเสียด้วย

ถึงเด็กหนุ่มผมแดงจะชอบเล่นตลกร้าย แต่เวลาจำเป็นเขาก็จริงจังได้เกินคาด อดีตนักรบมั่นใจว่าคนอย่างนี้ไม่มีทางคิดหลอกผู้หญิงที่ถูกทำร้ายมากเกินพออย่างลีชาเล่นๆ เอาสนุกเป็นอันขาด

แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ไม่แน่ใจว่ารูอาร์คเข้าใจความยากลำบากของสิ่งที่ตนเองเรียกร้องจะเผชิญดีพอ

“คงไม่หรอก” ซิอ์บุลค่อยๆ เรียบเรียงคำตอบหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง “ข้าคิดว่าลีชา...ไม่อยากจะคบหากับใครทั้งนั้น”

“ก็ดี ข้าก็หวังว่าข้าคิดมากไปจริงๆ” ท่านเบเรคพยักหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง “เอาเถอะ เรื่องสำคัญคือหลังอาหารเช้าพวกท่านต้องรีบเตรียมตัวย้าย หวังว่าคราวนี้ท่านคงไม่ปฏิเสธบ้านพักตากอากาศที่ทราธ”

“ในสถานการณ์นี้ ข้าปฏิเสธอะไรได้เล่า” ท่านซิอ์บุลรับ แต่แล้วก็เสริม “ที่ท่านต้องรับมือเห็นจะเป็นเด็กสองคนนั้นมากกว่า หลังๆ มานี้พวกเรา...ย้ายบ้านเสียจนพวกแกเบื่อกันแล้ว”

“อา เรื่องนั้นข้าพอเข้าใจ” ชายวัยกลางคนรับ

“แต่คงไม่เป็นไรหรอก พวกแกไม่ดื้อเท่าไร แล้วบ้านนี้ก็...ไม่มีสัตว์เลี้ยงให้ต้องจาก พวกเราเองก็เพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่—” ซิอ์บุลพูดไปเรื่อยๆ ก่อนจะเงียบกะทันหันเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยแว่วมาจากในห้องครัว เป็นเสียงของผู้หญิงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ แต่เขายังจับใจความไม่ถูก

แล้วก็มีเสียงกรีดร้อง...

ซิอ์บุลลุกจากเก้าอี้ วิ่งพรวดเดียวไปถึงห้องนั้น ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มผมแดงที่ยืนตะลึงงัน...เบื้องหน้าเด็กสาวผมสีทองที่ยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ทั้งสองดูเหมือนจะสิ้นความสนใจกาน้ำที่มีไอพวยพุ่งและส่งเสียงหวีดดังจากพวยกาไปโดยปริยาย

“ลีชา!” อดีตนักรบเรียกเสียงดัง แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปจับตัวเด็กสาว

เขารู้ว่าลีชากลัวเขา...หรือที่ถูกควรจะเป็นกลัวเพศของเขา เธออาจอยู่ร่วมบ้านกับเขาและอาเมียร์ได้ก็จริง แต่ก็ไม่กล้าอยู่ในห้องใดกับเขาตามลำพัง อย่าว่าแต่จะกล้าพูดคุยกับผู้ชายคนใดที่ไม่รู้จัก ทั้งเขาและเด็กหนุ่มก็รู้ดีพอว่าไม่ควรแตะต้องตัวเธอด้วยประการทั้งปวง...นอกจากในกรณีจำเป็นที่สุด

เขารู้...แต่ไม่ทันเฉลียวคิดเลยตอนรูอาร์คบอกว่าจะเข้ามาช่วยลีชาทำอาหาร

เด็กสาวยังเอาแต่ร้องไห้เหมือนไม่มีสติ สิมาวิ่งผ่านหน้าเขาไปประคองเธอไว้

“ลีชา! เป็นอะไรไป ลีชา...” หญิงสาวพยายามเรียก ทว่าไม่อาจทำให้เธอสงบลงได้เช่นกัน

“ลีชา ข...ข้าขอโทษ” เด็กหนุ่มผมแดงพูดเจื่อนๆ “ข้า...ข้าไม่คิดว่า...”

ซิอ์บุลตรงเข้าไปขวางหน้าเขาไว้ ถามเสียงกร้าวแต่เบาเกือบเป็นกระซิบ

“เจ้าทำอะไรนาง”

“ข้า...ข้า...” ทีแรกรูอาร์คดูลังเล อย่างที่อดีตนักรบไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ก็ดูจะคุมสติได้รวดเร็วหลังจากนั้น “ข้า...พูดสิ่งที่ไม่ควรพูดกับนาง ข้าขออภัยขอรับ ท่านซิอ์บุล”

อดีตนักรบกลั้นเสียงถอนใจไว้ ขณะเหลือบมองสิมาพยุงลีชาที่ยังไม่หยุดร้องไห้ออกไปจากห้องครัว มีท่านเบเรคตามเข้ามาในห้องหลังจากเขายืนมองอยู่ห่างๆ

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดอะไร และข้าจะไม่ถาม แต่เจ้ารู้เรื่องของลีชาดีเกินพอแล้วไม่ใช่หรือ ว่ามีเรื่องอะไรที่ไม่ควรพูดกับนางบ้าง”

เด็กหนุ่มผมแดงเสลงมองพื้น

“...ข้า...ขออภัยขอรับ” เขาย้ำคำเดิม “ข้าเสียใจจริงๆ”

ซิอ์บุลมองรูอาร์คนิ่งอยู่อีกครู่ ก่อนเด็กหนุ่มจะเป็นฝ่ายตัดบทเสียเอง

“ลีชา...คงทำอาหารเช้าไม่ได้แล้ว ท่านสิมาก็คงต้องอยู่ดูแลนาง ข้าจะรีบออกไปซื้ออาหารในตลาดมาให้แทนขอรับ”

ว่าแล้ว รูอาร์คก็ก้มหน้าก้มตาก้าวยาวๆ ผ่านเขากับท่านเบเรคออกไปจากห้องครัว ไม่นานก็มีเสียงเปิดปิดประตูหน้าบ้านดังตามมา

“ท่านซิอ์บุล เมื่อครู่นี้...” เจ้ามณฑลตั้งคำถามอย่างลังเล

“สามีของลีชาถูกพวกโจรฆ่าที่กลาสเดล ตัวนางเองถูกพวกโจรจับไป พูดเท่านี้ท่านคงเข้าใจกระมัง”

ท่านเบเรคฟังแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเบาๆ

“ข้า...เสียใจด้วย” เขาดูเหมือนจะนิ่งนึกอยู่อีกชั่วอึดใจ “รูอาร์คก็รู้เรื่องนี้หรือ”

ซิอ์บุลพยักหน้า

“แล้วถึงอย่างนั้น...” ท่านเบเรคพูดค้างไว้

“มีเรื่องมากมายที่ไม่ควรพูดกับนาง เขาอาจแค่อยากช่วยนาง แต่...ไม่รู้กระมังว่าควรพูดหรือทำอะไร” อดีตนักรบสันนิษฐาน “คนส่วนมากก็ไม่รู้กันทั้งนั้น...รวมทั้งตัวข้าเองด้วย”

ท่านเบเรคเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ

“ใช่ ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน”

* * * * *

ข้าไม่รู้เลย...

รูอาร์คยังคงครุ่นคิดไปตลอดทางในตลาดยามสาย เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองยังมีเรื่องที่ไม่รู้มากมายนัก

ใช่...เขารู้ว่าลีชาเคยถูกทำร้ายมาก่อน เขาคิดว่าตนเข้าใจว่าเธอผ่านอะไรมา แต่วันนี้ก็เพิ่งรู้เรื่องที่ตนไม่เคยได้รู้ เรื่องนั้นทำให้เขาตกใจเป็นที่สุด และแช่งชักเทพเจ้าหรือชะตากรรม โจรระยำพวกนั้น รวมทั้งตัวเขาเองยิ่งกว่าเดิมในตอนนี้

ทีแรก เด็กหนุ่มคิดแค่จะเข้าไปช่วยเป็นลูกมือทำอาหารให้เธอจริงๆ แต่ก็ถูกลีชาปฏิเสธเสียงแข็ง ถึงอย่างนั้น เขายังป้วนเปี้ยนชวนเธอคุย

“เจ้าคิดว่าพ่อข้าเป็นอย่างไร”

เด็กสาวไม่ตอบ

“คิดว่าเขาน่ากลัวหรือ” รูอาร์คเดา “เขาก็...ดูเข้มงวดไปอย่างนั้นเอง จริงๆ เป็นคนใจอ่อนจะตายไป ถึงบางเรื่องจะขี้บ่นไปหน่อยก็เถอะ...แต่คงเฉพาะกับลูกนอกคอกอย่างข้าคนเดียวกระมัง”

ลีชาก้มหน้าก้มตาตั้งเตาต้มกาน้ำ แล้วก็หั่นเนื้อรมควัน เขาอาสาจะช่วยอีกครั้ง เธอไม่ตอบรับแต่ตั้งคำถามแทน

“ทำไมท่านถึงบอกเขาอย่างนั้น”

“บอกเขาอย่างไหน” เด็กหนุ่มย้อนทั้งๆ ที่รู้ดี

“บอกว่าเราแต่งงานกันแล้ว”

“ก็แสดงละครนี่ แต่ข้าก็อยากให้มันเป็นความจริงนะ” รูอาร์คตอบ

“มันเป็นไปไม่ได้” เด็กสาวตอบเสียงแข็ง แต่ก็ไม่หันหน้ามามองเขา “ท่านเป็นถึงลูกชายเจ้ามณฑล ส่วนข้า...เป็นอะไรท่านก็รู้ เลิกยุ่งกับข้าเสียทีได้ไหม”

“ถ้าจะให้ข้าเลิกยุ่ง เจ้าก็เลิกทำตาโตๆ อย่างนั้นสิ” เด็กหนุ่มยิ่งนึกสนุกเมื่ออีกฝ่ายหันมามองเขาด้วยสายตาตกใจแบบที่ว่า “นั่นล่ะ ข้าแพ้ ‘ตากระต่าย’ แบบนั้นของเจ้า เลิกทำให้ได้เสียก่อน แล้วข้าจะเลิกยุ่งด้วย”

ลีชาพยายามหรี่ตาลงอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ก็กลับน่าขำ และน่าเอ็นดูจนเขาเผลอยิ้มออกมาน้อยๆ

“อ้า...อย่างนี้ก็น่ารักไปอีกแบบนะ ข้าชักเปลี่ยนใจแล้วสิ”

เด็กสาวหันขวับกลับไปทันที

“ท่านรูอาร์ค ข้าขอร้องจริงๆ นะคะ” เธอเปลี่ยนมาพูดจาสุภาพ ถึงเขาจะเคยบอกว่าไม่ต้องพูดกับเขาอย่างนี้ “ข้าไม่รู้ว่าท่านจริงจังอย่างที่พูดหรือเปล่า แต่เราไม่มีทางแต่งงานกันได้หรอก ไม่มีใครยอมรับแน่ๆ แล้วข้า...ข้าก็ไม่ได้รักท่านด้วย”

“อ้าว ถ้าไม่ลอง เจ้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าไม่มีใครยอมรับ”
เด็กหนุ่มแย้ง “แล้วเรื่องไม่ได้รักข้านี่แน่ใจหรือ ในเมื่อเจ้ายังไม่ยอมให้เวลาข้าพิสูจน์ใจตัวเองเลยด้วยซ้ำ ก็บอกแล้วนี่ว่าข้ารอได้ ขอแค่อย่าให้ถึงร้อยปี”

“ข้าไม่มีวันรักท่านได้หรอก”
ลีชาพูดอย่างรวดเร็ว แต่คำพูดนั้นฟังดูไร้ความหนักแน่นอย่างสิ้นเชิง...อย่างน้อยก็สำหรับผู้ฟังคนเดียวในห้องนั้น

“ทำไมจะไม่ได้เล่า” รูอาร์คพยายามโน้มน้าว “ลีชา ข้ารู้เรื่องของเจ้า ข้าเข้าใจดี ข้าจะไม่บังคับให้เจ้ารับรักของข้าภายในเวลาเท่านี้ๆ แต่ข้าหวังว่าเมื่อเวลาผ่านไป เจ้าจะอยากเดินต่อไปข้างหน้าบ้าง เจ้าไม่อยากมีครอบครัวอีกหรือ รอให้ได้ก็อธฟรีด์กลับมาอยู่ด้วย แล้วก็อาจจะมีลูกคนอื่นๆ...”

“ข้ามีลูกไม่ได้อีกแล้ว”


เสียงของเด็กสาวทำให้รูอาร์คเย็นสันหลังวาบ

...เสียงนั้นจริงจังและเย็นชาเกินไป...

“...หมายความว่าอย่างไร”

“หมายความอย่างที่พูด ข้ามีลูกไม่ได้อีกแล้ว”
น้ำเสียงของลีชายังคงไม่แปรเปลี่ยน

เด็กหนุ่มเงียบไปนาน ขณะที่หลายคำถามผุดขึ้นในสมอง เพราะสิ่งที่โจรพวกนั้นทำกับเธอน่ะหรือ...เขาไม่กล้าถาม เพราะอย่างนี้ใช่ไหมเธอถึงเสียใจมากที่ถูกพรากก็อธฟรีด์ไป...เรื่องนั้นเขาก็ไม่กล้าถาม

แต่หากมันเป็นความจริง แล้วทำไม...

“แล้วทำไม...เจ้าถึงไม่บอกข้าก่อนหน้านี้ล่ะ” สุดท้ายรูอาร์คก็หลุดคำถามที่เขามาคิดได้ทีหลังว่าโง่ที่สุดในชีวิตออกไป

“แล้วข้าต้องบอกใครๆ เขาไปทั่วหรือว่าข้ามีลูกไม่ได้!” เด็กสาวหันขวับมาขึ้นเสียง “ข้าต้องรายงานทุกคนที่รู้จักด้วยเหรอว่าข้ามีลูกไม่ได้เพราะ...เพราะอะไรท่านก็รู้! แค่ข้าต้องมาบอกท่าน...เพราะท่านไม่ยอมเข้าใจเสียทีว่าเราไม่มีวันแต่งงานกันได้ ข้าก็...ข้าก็...”

ลีชาไม่ได้พูดต่อ แต่ยกสองมือขึ้นปิดหน้า ครั้นแล้วก็กรีดร้อง...ก่อนจะกลายเป็นร้องไห้หนักจนเขาทำอะไรไม่ถูก

ใช่...เป็นครั้งแรกที่เขาทำอะไรไม่ถูกจริงๆ เวลาอยู่ต่อหน้าเธอ

รูอาร์คยอมรับว่าเขาตกใจมาก มาตอนนี้เขานึกคำพูดได้มากมาย...หลายเหตุผลที่ตามมาหลังคำว่า ‘ไม่เป็นไร’

ไม่เป็นไร ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังรักเจ้า ไม่เป็นไร เจ้ายังมีก็อธฟรีด์อยู่ ไม่เป็นไร ข้าจะพาเขามาคืนเจ้าเอง ไม่เป็นไร เรารับเด็กมาเลี้ยงก็ได้ ยังมีเด็กกำพร้าอีกมากมายที่ต้องการบ้าน ต้องการพ่อแม่ ข้ารู้ เพราะข้าเองเคยเป็นหนึ่งในนั้น...

เขานึกได้มากมายกว่านั้น แต่ที่สุดแล้ว ก็ไม่รู้ว่าสิ่งใดที่ควรพูด ไม่รู้จะบอกอะไรให้ชะตากรรมของเธอฟังดูเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้น คงเป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ว่าบาดแผลของลีชาสาหัสกว่าที่คิด

...สาหัสกว่าที่เขาเคยผ่านมา...

...สาหัสจนเขาไม่รู้จะบรรเทาพวกมันได้อย่างไร...อย่าว่าแต่จะเยียวยารักษาให้หายดี...

“อ้าว ทำไมเดินหน้าบูดมายังงี้ล่ะ” เสียงทักเรียกรูอาร์คออกจากความคิด พบว่าเขาเดินมาถึงร้านขนมปังที่ตนเองเคยอุดหนุนอยู่บ่อยๆ สมัยแอบมาพักอยู่ในเมืองนี้ตัวคนเดียว คนถามก็ไม่ใช่ใครนอกจากสาวใหญ่เจ้าของร้าน “วันนี้พ่อมาไม่ใช่หรือ ข้าเห็นกลับบ้านไปกับเมียเจ้า”

“ฮื่อ” เด็กหนุ่มรับ “ขอขนมปังม้วนสัก...เจ็ดอันสิ”

“หือม์” คนฟังกลับขมวดคิ้ว “แล้วข้าวเช้าที่บ้านล่ะ เห็นเมียจะทำฉลองที่พ่อมาเยี่ยมนี่”

“อ้อ” เขาทำเป็นรู้เรื่อง “ก็...คงทำไม่ได้แล้วนั่นล่ะ นางไม่สบาย”

“อะไรกัน เมื่อเช้ายังเห็นดีๆ อยู่เลยนี่นา” เจ้าหล่อนเปรยแล้วก็ทำสีหน้าแฝงนัย “หรือว่า...จะมีข่าวดีหรือเปล่าน้า”

“ข่าวดีอะไร”

“ก็...โธ่ ไม่เห็นต้องถามเลย ถึงเพิ่งแต่งงานกันก็น่าจะรู้นี่”

รูอาร์คฟังด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาก็พอเดาได้ว่าอีกฝ่ายคิดไปถึงข่าวดีแบบไหน หากเป็นเวลาปกติเขาคงจะพูดเล่นรับว่า ‘ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีสิ’

ใช่...ดีมากๆ เลยด้วย...

แต่ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่มีอารมณ์จะทำเช่นนั้น เขากลับคิดว่าการพูดเล่นปิดบังความเศร้าที่ตนเองเคยใช้มาตลอดเป็นวิธีที่ไม่ได้เรื่องสิ้นดี คำตอบจึงกลายเป็นคำพูดห้วนๆ สั้นๆ ที่เขาไม่อยากยอมรับ

“เป็นไปไม่ได้หรอก”

สาวใหญ่ชะงักไป สีหน้าเธอดูกังวลขึ้นมา

“นาง...ไม่สบายหนักหรือเปล่า ดูเจ้า...ไม่เหมือนทุกทีเลย”

เป็นสิ เป็นมากด้วย รูอาร์คคิดในใจ แต่ก็ตัดสินใจพูดปดออกไปเพื่อตัดปัญหา

“ก็...ไม่เป็นอะไรมากหรอก แต่ข้าคงต้องรีบกลับบ้านหน่อย”

เจ้าหล่อนรับง่ายๆ เหมือนเข้าใจดี ไม่นานเด็กหนุ่มก็ได้ขนมปังตามต้องการ และรีบมุ่งหน้ากลับไป

* * * * *

มื้อเช้านั้น ต่างคนนั่งกินขนมปังไปเงียบๆ ที่โต๊ะอาหาร โดยขาดลีชาที่หลบไปพักอยู่อีกห้องหนึ่ง กับท่านสิมาที่อยู่ดูแลเธอ และอาซิซซึ่งยังเล็กเกินกว่าจะให้อยู่ร่วมโต๊ะ เด็กหญิงทั้งสองพูดคุยเล่นกันเรื่อยเปื่อยในโลกส่วนตัวของตน ขณะที่ผู้ใหญ่อีกสอง กับคนที่ไม่อยากเป็นผู้ใหญ่อีกหนึ่งล้วนแต่อยู่ในโลกส่วนตัวที่เงียบกว่า ทว่ามีเพียงความคิดเคร่งเครียด

บิดาในนามของเด็กหนุ่มบอกว่าหลังอาหารเช้า ครอบครัวของท่านซิอ์บุลจะเก็บของเดินทางไปที่ทราธโดยเร็ว

หากไม่ได้รู้เรื่องที่ลีชาเพิ่งบอกอย่างไม่เต็มใจ รูอาร์คคงขอร่วมทางไปด้วย...โดยอ้างว่าจะไปคุ้มกันหรืออะไรทำนองนั้น แต่ตอนนี้ ถึงจะอยากเห็นว่าเด็กสาวเป็นอย่างไร รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม หรืออยากขอโทษอีกครั้ง และบอกอะไรต่อมิอะไรมากมายตามหลังคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ เด็กหนุ่มก็รู้ว่าลีชาไม่อยาก และไม่พร้อมที่จะพบหน้าเขา

“เจ้าก็กลับจวนเสียก่อนแล้วกัน” ชายวัยกลางคนสรุปให้เสร็จสรรพ

“ไม่ล่ะ” รูอาร์คปฏิเสธ “ข้าจะไปสืบข่าวเพิ่มแถวๆ เมืองหลวง”

“แม่กับฟิเดลมาเป็นห่วงเจ้ามากนะ”

นั่นอาจเป็นความจริง แต่เด็กหนุ่มคิดว่าตนมีเรื่องที่เป็นประโยชน์ และที่สำคัญคือดีต่อความรู้สึกของตนให้ทำมากกว่าไปนั่งๆ นอนๆ แกร่วอยู่ในจวนให้คนที่เขาปลอดภัยดีอยู่แล้วหายเป็นห่วง

“ข้ากลับไปแน่ แต่ตอนนี้ต้องดูก่อนว่าจะช่วยอาจารย์ยังไงได้บ้าง” รูอาร์คตอบง่ายๆ

“แล้วแต่เจ้า” ลุงของเขาตอบ แม้จะดูเหมือนไม่เห็นด้วยนัก “แต่อย่าทำอะไรเสี่ยงอันตรายเกินไปล่ะ”

“ฮื่อ” เด็กหนุ่มรับแบบขอไปที

อันที่จริง เขารู้จากสายตาของอีกฝ่ายว่าลุงกระรอกน้ำตาลมีเรื่องที่อยากพูดกับเขา ‘มากกว่านั้น’ คงเกี่ยวกับลีชาและเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่เขาก็คิดว่าพอรับมือกับมันได้เหมือนทุกที ก็แค่ทำเป็นนั่งฟัง แต่ไม่คิดอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่ถูกกรอกเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาเท่านั้น

ตอนนี้คงมีแต่เรื่องของยายกระต่ายจริงๆ ที่เขาไม่รู้จะพูดอะไร ทั้งๆ ที่มีเรื่องอยากพูดมากมาย อยากบอกว่าเขาไม่ใส่ใจเรื่องที่เธอมีลูกไม่ได้ ขอแค่ได้อยู่ด้วยกัน...ขอแค่ได้ร่วมทุกข์สุขกับเธอ...ขอแค่ได้สร้างรอยยิ้มให้เธอก็พอแล้ว

นั่นคงเป็นเรื่องที่เขาต้องคิดให้ได้เสียก่อน ขณะหาทางช่วยใครอีกคนที่คงกำลังลำบากในอีกเรื่องอยู่

* * * * *

อาเมียร์เข้าใจว่าคนร่วมทางอีกสองคนหลับสนิทแล้ว ขณะที่ตนนั่งเฝ้าหน้ากองไฟที่จุดไว้แค่สลัวเพียงลำพัง

เมื่อครู่ก่อนหน้า เขาตรวจดูทิศทางและระยะทางจากแผนที่ที่แอชลอบนำออกมา กับเข็มทิศที่ตนซื้อก่อนหนีออกจากเมืองหลวง เด็กหนุ่มโล่งอกที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำระยะทางในวันแรกได้ดีทีเดียว หากสามารถลัดเลาะไปตามแนวหมู่บ้านที่ไม่ได้อยู่บนเส้นทางหลวงอย่างนี้ไปได้เรื่อยๆ ก็คงจะถึงยาร์ลาธในอีกสองวันข้างหน้า

เสียงฝีเท้าเบาๆ ทำให้ประสาทรับรู้ของเด็กหนุ่มตื่นตัว แต่เขายังนิ่งเงียบ ทำเป็นนั่งกอดเข่าเหมือนหลับไปแล้ว ขณะเหลือบมองร่างที่ลุกจากอีกฟากกองไฟไปยังกระบะเกวียน ซึ่งบัดนี้ขึ้นโครงประทุนคลุมผ้าใบ และเป็นที่นอนของหญิงคนเดียวในคณะเดินทาง

“คิดจะทำอะไร” อาเมียร์ตัดสินใจพูดเสียงแข็งก่อนชายอีกคนจะไปถึงเกวียน

ชาลัวห์สะดุ้งเฮือกทันที

“อ...เอ่อ...ข้า...” เขาตอบตะกุกตะกัก “ข้าจะ...จะไปธุระเบา”

“ในเกวียนไม่มีกระโถนทองคำให้หรอกนะ คุณชาย เชิญ ‘ทำอาณาเขต’ ที่ต้นไม้แถวนี้ตามอัธยาศัย...นอกจากไม่กล้ากลบรอยเจ้าถิ่น” เด็กหนุ่มสำทับ เพราะฟังออกในทันใดว่าอีกฝ่ายพูดปด “รู้อยู่แล้วจะไปตรงนั้นทำไมไม่ทราบ”

“ก...ก็แถวนี้มัน...มันไม่น่าปลอดภัยนี่นา ข...ข้าแค่อยากขอดาบ...หรือมีดสั้นไว้ป้องกันตัวเท่านั้นเอง”

“คำว่า ‘ขอ’ บ้านท่าน หมายถึงแอบหยิบเอาของของคนอื่นไปดื้อๆ โดยไม่บอกกล่าวหรือขอรับ” เด็กหนุ่มทำเสียงรับในคอกับท่าทางกลัวลานของอีกฝ่าย

“ก...ก็ข้านึกว่าเจ้าหลับอยู่ แล้วก็...เจ้าหญิงหลับอยู่”

“ถามจริงเถอะ เจ้าคิดจะเอามีดดาบไปทำอะไร เชือดคอข้าทิ้งแล้วหนีไปหรือ” อาเมียร์ตั้งคำถาม

“ข...ข้าคิดจะฆ่าเจ้าเสียที่ไหน วันนี้เจ้าก็บอกเองไม่ใช่หรือ ว่า...ว่าถ้าข้าไปจะไม่ห้าม”

“ใช่ ถ้าเจ้าไม่คิดจะทำอะไรลับๆ ล่อๆ อย่างเมื่อครู่ละก็นะ”

“แล้วเจ้าจะให้ข้าเข้าป่ามือเปล่าเรอะ!” ชาลัวห์ร้อง “กะแค่ขออะไรไว้ป้องกันตัวสักหน่อย ข้าก็ทำไม่ได้ใช่ไหม!”

“อยากได้อะไรป้องกันตัวก็ไปหาเอาดาบหน้าสิ กิ่งไม้แห้ง รากไม้ ก้อนหิน หรือถ้าไม่มีอะไรจริงๆ ก็โดดเข้าไปเอาฟันกัดหมีที่มันตรงเข้ามาฟัดเจ้าก็ได้”

“ถ...ถ้าเจอหมี ทำเป็นนอนตายก็รอดแล้ว” ชายหนุ่มเถียงข้างๆ คูๆ

เด็กหนุ่มส่งเสียงหึ

“นั่นน่ะ ใช้ได้ผลกับหมีสีดำตัวเล็กในเขตร้อนอย่างซาเกรดา โซล เท่านั้น หมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ของธีร์ดีเรน่ะเหรอ เห็นเจ้านอนนิ่งเหมือนตายมันก็ลากเจ้าไปกิน ไม่ก็เก็บเจ้าไว้ฝังกินทั้งเป็นสบายๆ แล้ว เสียอยู่อย่างเดียว เกิดกินเจ้าไปจริงๆ มันคงท้องเสียเปล่าๆ”

สีหน้าของชาลัวห์บอกว่าเขาโกรธจัด แต่ในความโกรธนั้นยังมีความกลัวรั้งสติอยู่ ไม่ให้ตอบโต้เด็กหนุ่มรุนแรงกว่านี้ เพราะรู้พิษสงของอีกฝ่ายดี

“งั้นถ้าข้าไปตัวคนเดียว ไม่เอาของอะไรของพวกเจ้าไป จะยอมให้ข้าไปใช่ไหม”

“ใช่” อาเมียร์ยักไหล่เหมือนไม่สนใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ลากันเสียที” ชายหนุ่มก้าวยาวๆ ทำท่าจะเดินผ่านเขาไป

เด็กหนุ่มตกใจไม่น้อยที่อีกฝ่ายกล้าถึงเพียงนั้น

“เดี๋ยว ฟ้ามืดอย่างนี้แถมไม่มีอุปกรณ์นำทาง เจ้าคิดจะไปไหน”

“หมู่บ้านอยู่ทางนั้น ทำไมข้าจะไม่รู้” ชาลัวห์ชี้เลยไปข้างหลังเขา “ก็จุดไฟกันเสียสว่างขนาดนี้”

อาเมียร์ลุกขึ้น กลับหลังหันไปดู เห็นเปลวไฟขนาดใหญ่สีเหลืองแดงเริงรำตัดกับยอดไม้และฟ้าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ

ภาพนั้นทำให้เขาเย็นสันหลังวาบ

ไม่ใช่ไฟในหมู่บ้านธรรมดาๆ แล้ว ไม่มีหมู่บ้านชนบทที่ไหนจุดไฟกองโตขนาดนี้ในยามกลางคืนแน่นอน...ต่อให้เป็นคืนที่มีงานเทศกาลอะไรก็ตาม

...เขาเดาได้เพียงสาเหตุเดียว...

เด็กหนุ่มวิ่งไปค้นแผนที่กับเข็มทิศ ดูเหมือนจะมีหมู่บ้านตั้งอยู่ทางนั้นจริงๆ

ลมเปลี่ยนทิศเมื่อครู่พัดพากลิ่นเหม็นไหม้มาด้วย แม้จะยังไม่มีเสียงมนุษย์จากบริเวณนั้นก็ตาม

“มีอะไร” ชาลัวห์ถาม แต่อาเมียร์ไม่ใส่ใจจะตอบ กลับตรงรี่ไปเขย่าตัวใครอีกคนในกระบะเกวียน

“แอช! แอช! ตื่นเร็วเข้า!”

เด็กสาวคราง และพลิกตัวเหมือนจะหนีเสียงของเขา แต่พอเด็กหนุ่มเขย่าแรงขึ้นเป็นคำรบสองก็ยอมตื่นอย่างงัวเงีย

“...มีอะไรเหรอ”

“แถวนี้คงมีหมู่บ้านถูกโจรปล้น แสงไฟสว่างจ้าเลย”

“หา!” แอชร้องพร้อมกับลุกขึ้นนั่งทันที ดูเหมือนความง่วงของเธอจะหายเป็นปลิดทิ้ง “แล้วจะทำอย่างไรดี ต้องไปช่วยเขาหรือเปล่า”

“ข้า...ข้าจะรีบไปช่วยพวกเขา” อาเมียร์ตัดสินใจตอบหลังนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ท่านคงต้องรออยู่ที่นี่ หลบอยู่ในเกวียนเงียบๆ นะ เตรียมดาบกับมีดสั้นไว้อย่าให้ห่างมือ แล้วก็อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด ข้าจะรีบกลับมา”

“ไม่นะ!” เด็กสาวกลับแย้ง “ข้าจะไปด้วย ข้าสู้ได้ ท่านเป็นคนสอนข้าเองนี่”

“มันอันตรายเกินไป!” เด็กหนุ่มตอบเสียงแข็ง “หากพลาดแม้แต่นิดเดียวก็หมายถึงชีวิต ท่านสำคัญเกินกว่านั้น”

“แต่ว่า...”

“เราไม่มีเวลามาก ทำตามที่ข้าบอกเถอะ”

แอชพยักหน้ารับ

“รักษาตัวนะ”

อาเมียร์พยักหน้าเช่นกัน ก่อนจะลงจากพานท้ายกระบะเกวียน มองชาลัวห์ที่เริ่มละล้าละลังบ้าง

“เจ้าล่ะ จะเอายังไง วิ่งเข้าหมู่บ้านไปให้โจรมันฆ่าตายหรือจะซ่อนอยู่ที่นี่”

“ข...ข้าไม่อยากตายอยู่แล้ว!” ชายหนุ่มโพล่ง แล้วก็ร้องออกมาเมื่อเด็กหนุ่มตรงเข้าไปคว้าแขนเขาไพล่หลัง “จ...จะทำอะไร!”

“ถ้าไม่อยากตายก็อยู่นิ่งๆ เงียบๆ อย่าให้พวกมันรู้ตัว เกิดพวกโจรมันยกพลผ่านมาทางนี้เจ้าไม่รอดแน่” อาเมียร์คว้าเชือกมามัดแขนเขา ตามด้วยผ้าผูกปิดปาก แล้วก็ดึงตัวชาลัวห์ไปหลบหลังมุมเกวียนด้านที่ห่างถนน ก่อนจะสั่งให้นั่งลงตรงนั้น

จากนั้น เด็กหนุ่มก็เตรียมดาบกับมีดสั้นให้เรียบร้อย ก่อนจะดับกองไฟ ปลดม้าที่เทียมเกวียนแล้วขึ้นควบออกไป

ทีแรก เขานึกเสียดายว่าน่าจะซื้ออานเก่าๆ สักอันเผื่อไว้ด้วย แต่ก็บอกตนเองว่านี่คงเป็นครั้งเดียว...หรือหนึ่งในสองครั้งถ้ารวมขากลับ...ที่เขาต้องขี่หลังเจ้าม้าตัวนี้เปล่าๆ ใครจะรู้ว่าเรื่องไม่คาดฝันแบบนี้เกิดขึ้นในระหว่างทางได้

แต่อาเมียร์มีเรื่องไม่รู้ยิ่งกว่านั้น...คือการตัดสินใจช่วยเหลือครั้งนี้จะนำสิ่งใดมาให้เขาบ้าง...ทั้งดีและร้าย

* * * * *

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 11 มิ.ย.53 เวลา 22:30:19 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ