Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ 2 - บทที่ 3 - ทางเลือก (ครึ่งหลัง)

อ่านเนื้อหาภาค 1 ได้ที่นี่ครับ

http://writer.dek-d.com/Anithin/writer/view.php?id=471973

ตอนที่ผ่านมา
Spoiler
บทนำ-บทที่ 1 (ครึ่งแรก)
บทที่ 1 (ครึ่งหลัง)
บทที่ 2
บทที่ 3 (ครึ่งแรก)


พี่ดาร์คมาสเตอร์ - จริงๆ พวกพ่อแม่รังแกฉันเนี่ย ถ้าเป็นพวกบัวใต้น้ำหน่อยก็ยังพอทำให้โผล่หน้าขึ้นมาได้มั้งฮะ ถ้าใช้เวลาหน่อย ยังดีกว่าอยู่ใต้คอนกรีต

เอ...ประโยคสุดท้ายหมายความว่าไงเนี่ย หุหุ ^_^

* * * * *

บทที่ ๓
ทางเลือก (ครึ่งหลัง)


“วันนี้สามีไม่มาด้วยหรือ” สาวใหญ่ที่ร้านขายขนมปังถาม เมื่อลีชาเดินผ่านร้านอันหอมกรุ่นของนางในตอนเช้า “เมื่อเช้ามืดเห็นจูงม้าอยู่ในเมือง ยังโบกมือทักข้าอยู่เลย”

“ไม่ค่ะ...ไม่ได้มา” เด็กสาวตอบแผ่วๆ ไม่ตอบละเอียดกว่านั้นว่ารูอาร์คเพิ่งกลับเข้าบ้านเมื่อเช้ามืด หลังจากขอตัวไปร่วมงานฝังศพของพี่ชายที่เมืองหลวงของยาร์ลาธโดยไม่ได้กลับมาอีกสามสี่วันได้ แล้วพอเพิ่งมาถึง ก็ตรงไปพูดกับท่านซิอ์บุลอย่างเคร่งเครียดทีเดียว

“เออเนอะ กลับมาแล้วแท้ๆ ทำไมไม่มาจ่ายตลาดด้วยกัน” นางเปรย “ให้เจ้าออกมาคนเดียว แล้วดูซิ หอบของเยอะแยะ อย่างกับจะซื้อไปกินสักสิบคนเชียว”

“เอ่อ...” ลีชาเร่งหาคำตอบที่เข้าท่า “คือ...ซื้อเก็บไว้น่ะค่ะ จะ...จะได้ไม่ต้องออกมาซื้อบ่อยๆ”

“ฮื้อ!” สาวใหญ่ทำเสียงประหลาดใจ “บ้านมีแค่สองคน อยู่ในเมืองที่มีตลาดใกล้ๆ แถมนี่ก็เพิ่งฤดูใบไม้ผลิ ไม่เห็นจะต้องตุนข้าวของอะไรไว้เลย ผักสดเยอะขนาดนี้ เก็บนานได้ที่ไหน”

เด็กสาวกลืนน้ำลายฝืดๆ ขณะความคิดเริ่มแล่นพล่าน เป็นครั้งแรกกระมัง...ที่เธอนึกไปว่าหากเด็กหนุ่มผมแดงอยู่ที่นี่ด้วยก็คงดี เธอไม่ใช่คนหัวไว ไม่อาจหาเรื่องอะไรต่อมิอะไรมาอ้างต่อคนอื่นได้อย่างแนบเนียนเหมือนกับเขา

“เราจะเลี้ยงฉลองกันน่ะ” เป็นเสียงของบุคคลที่สาม

ลีชาหันไปมอง เห็นชายวัยกลางคนผมสีแดงคนหนึ่ง ร่างสันทัดและท้วมน้อยๆ เหมือนคนมีอันจะกิน

เธอจำได้ว่าไม่เคยพบหน้าเขาแน่นอน แต่สีผมของอีกฝ่ายกลับเหมือนรูอาร์คมากจนสะดุดตาในทันที

“ข้ามาเยี่ยมลูกชายทั้งที แม่หนูเขาเลยจะทำอาหารเลี้ยงฉลอง ก็ต้องซื้อของมากเป็นธรรมดา” ชายคนนั้นไม่พูดเปล่า แต่ถือวิสาสะคว้าตะกร้าหนึ่งในสองใบที่เธอถืออยู่ไป เด็กสาวตกใจจนแทบทำตะกร้าอีกใบหลุดมือ “มา ลีชา เดี๋ยวข้าช่วยถือเอง”

เธอเผยอริมฝีปากค้าง ส่งสายตาไปทางสาวใหญ่หมายจะขอความช่วยเหลือ แต่อีกฝ่ายก็เอาแต่มองชายวัยกลางคนผมแดงอย่างสงสัยและประหลาดใจ

“เอ้อ ท่านเป็นพ่อของพ่อหนุ่มนั่นหรือ” นางตั้งคำถาม

“ใช่” ชายคนนั้นตอบสั้นๆ “มาเยี่ยมลูกชายแบบไม่บอกล่วงหน้า กะจะให้ประหลาดใจกันหน่อย แต่ก็บังเอิญมาเจอลูกสะใภ้ในตลาดก่อนเสียได้ ลูกข้านี่ยังเด็กเหลือเกิน ไม่ยอมกลับบ้านช่องจนฟ้าสาง แถมให้เมียออกมาซื้อของมากมายขนาดนี้คนเดียว ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ”

ลีชาตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก ได้แต่เหลือบมองชายวัยกลางคนที่ยังเจรจาต่อไป...ขณะคิดว่าเธอควรทิ้งตะกร้าลงบนพื้นแล้ววิ่งหนีไปเสียดื้อๆ ดีหรือไม่

นี่พ่อของรูอาร์คจริงๆ หรือ

หากเป็นพ่อจริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นท่านเจ้ามณฑลยาร์ลาธน่ะสิ

และถ้าใช่...ก็แสดงว่าที่ซ่อนของพวกเขาถูกจับได้แล้ว...ใช่ไหม

เด็กสาวไม่ทันขยับตัว มือของอีกฝ่ายก็ยึดต้นแขนเธอไว้ ส่งความเย็นวาบแล่นทั่วร่างจนเธอไม่อาจขยับตัว จากความกลัวที่ถูกจับได้...ผสมกับความกลัวที่ฝังลึกกว่านั้น

“ไป ลีชา กลับบ้านกันเถอะ ข้าเองอยากรีบไปอรุณสวัสดิ์เจ้าลูกชายสักหน่อย อยากรู้ว่ามันจะตกใจแค่ไหนกันนะ”

ลีชาก้าวตามชายวัยกลางคนด้วยขาที่สั่นเทา ยิ่งไม่กล้าวิ่งหนีเข้าไปใหญ่เมื่อได้ยินเขากระซิบตอนออกห่างจากร้านขนมปัง

“ข้าให้คนของข้าไปเฝ้าอยู่รอบบ้านนั้นแล้ว เจ้าจะนำทางไปดีๆ หรือไม่ก็มีค่าเท่ากัน”

* * * * *

ในห้องว่างที่มีเพียงชายสองคนนั่งเงียบอยู่ ซิอ์บุลกำลังประมวลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากรูอาร์คซึ่งเพิ่งกลับมาจากสืบข่าว ยิ่งทีก็ยิ่งปวดศีรษะขึ้นทุกขณะ

อาเมียร์แหกคุกเองสำเร็จโดยที่เขาไม่ต้องไปช่วย นั่นนับเป็นเรื่องน่ายินดี

...ถ้าไม่นับว่าเด็กหนุ่มหายไปพร้อมกับชาลัวห์...นายอำเภอที่อดีตนักรบไม่มีวันลืมได้ลงในชีวิตที่เหลือนี้ เพราะมันดูจะเป็นนายอำเภอที่ ‘กลวง’ ที่สุดที่เขาเคยพบในชั่วชีวิตอันยาวนานของตนแล้ว

อดีตนักรบเชื่อว่าเด็กหนุ่มไม่มีวันทำงานให้กับคนแบบนั้นอย่างคำกล่าวหา แต่จะหอบหิ้วมันออกมาจากคุกทำไมก็สุดรู้ เขาไม่คิดว่าอาเมียร์มีเมตตาธรรมขนาดนั้น

แต่ที่น่ากังวลกว่า คือ ‘ผู้สมรู้ร่วมคิด’ อีกคนที่รู้รูปร่างหน้าตาค่อนข้างละเอียดว่าเป็นหญิงสาวชาวธีร์ดีเรร่างเล็กผมสีน้ำตาลอ่อน ทว่าทางการกลับให้ข้อมูลด้านอื่นแสนคลุมเครือว่า ‘ไม่รู้ตัวตนชัดเจน’ อย่างน่าประหลาด

คำบรรยายรูปพรรณของหญิงคนนั้นทำให้ชายวัยกลางคนไพล่นึกถึงนางกำนัลสาวชื่อเคียรา ซึ่งอาเมียร์เคยพามาในวันลูคนาซัธปีที่แล้ว ว่าไปก็เป็นเด็กผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่เด็กหนุ่มเคยพามาถึงบ้าน แถมสิมายังถูกใจ จนเปรยกับเขาว่าลูกชายน่าจะพาเธอมาอีกบ่อยๆ ด้วยซ้ำ

เขายังไม่ได้บอกภรรยา เรื่องที่ตนแอบได้ยินอาเมียร์พูดกับดูลัสในคืนเทศกาล รวมทั้งเรื่องที่เคียราคือเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเรเลย

...ลองเจ้าหญิงรัชทายาทของอาณาจักรช่วยนักโทษชาวต่างชาติแหกคุก เขาก็รู้แล้วจะเป็นเหตุใหญ่โตขนาดไหน และทำไมตัวตนของเด็กสาวจึงต้องถูกปิดบังอย่างเหนียวแน่น...

“เจ้าคิดว่าผู้สมรู้ร่วมคิดหญิงคนนี้ คือนางกำนัลที่ชื่อเคียราหรือเปล่า” ซิอ์บุลตัดสินใจถาม ถึงอย่างไร รูอาร์คก็เคยพบเด็กสาวคนนั้นเหมือนกัน...แม้เขาไม่แน่ใจว่าเด็กหนุ่มรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอด้วยหรือไม่

“น่าจะใช่ขอรับ” เด็กหนุ่มผมแดงตอบ แล้วก็พูดต่ออย่างลังเล “คิดว่าควรบอกท่าน เคียรา ‘คนนั้น’ คือเจ้าหญิงแอชลีนน์ขอรับ เจ้าหญิงปลอมตัวเป็นมหาดเล็กชื่อ ‘แอช’ มาเรียนร่วมกับพี่เฟลิม อาจารย์รู้เรื่องนี้มาตลอด แต่ก็ช่วยปกปิดไว้ ในวันลูคนาซัธก็ให้นางปลอมเป็นนางกำนัลมาเที่ยว ข้าเข้าใจว่าเจ้าหญิงเชื่อว่าอาจารย์ไม่ผิด จึงช่วยพาเขาหนีไป”

ก็เป็นอันว่ากระจ่างไปเรื่องหนึ่ง...ถึงจะน่าหนักใจยิ่งกว่าเดิม แต่อีกเรื่อง...

“เอาเถอะ เรื่องนั้นก็มองได้ทั้งดีและไม่ดี แต่ข้ายังสงสัยอยู่ดีว่าเขาจะนำตัวชาลัวห์มาด้วยทำไม ถ้าเพื่อเปลี่ยนทิศทางการตรวจจับของทางการอาจเป็นไปได้ แต่มันไม่คุ้มถึงขั้นนั้นหรอก ถ้าอาเมียร์หนีไปคนเดียว หรือต่อให้ไปกับเจ้าหญิงสองคน เท่านั้นก็กระจ่างแล้วว่าเขาไม่ได้ร่วมมือกับชาลัวห์ ยิ่งหลักฐานมัดตัวชาลัวห์ขนาดนั้น ข้ากลับเห็นว่าพาชาลัวห์มาด้วยจะถ่วงให้เดินทางช้าลง และเป็นผลเสียต่ออาเมียร์เองในระยะยาวมากกว่า” ซิอ์บุลเปรย “แต่เอาเถอะ ข้าตามความคิดเด็กคนนั้นไม่เคยทันเลย เขาเป็นคนคิดอะไรซับซ้อนเหมือนกับ...”

ชายวัยกลางคนยั้งคำพูดได้ทัน กระนั้น เด็กหนุ่มผมแดงยังไม่พลาดนัยแฝง

“เหมือนกับ...ใครหรือขอรับ”

“เหมือนพี่ชายข้า” ซิอ์บุลรีบกลบเกลื่อน “ตอนเด็กๆ อาเมียร์เคารพเขามาก ทำตามอย่างเขาอยู่ไม่น้อย”

รูอาร์คฟังแล้วก็พยักหน้า ทำท่าจะถามอะไรบางอย่างต่อ แต่แล้วประตูห้องก็เปิดเข้ามาเสียก่อน

ผู้เปิดคือสิมา ซึ่งบัดนี้มีสีหน้าเคร่งเครียด

“มีเสียงเคาะประตูค่ะ” หญิงสาวรายงานเขา

เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นจากพื้นทันที ซิอ์บุลทำตามเช่นกัน

รูอาร์คมอบกุญแจบ้านให้ลีชาตั้งแต่ต้น และหากคนมาที่บ้านหลังนี้ไม่ใช่เด็กสาว...ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม...ทั้งครอบครัวต้องลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ถุนเล็กๆ ใกล้ครัว จนกว่าผู้ถือกุญแจจะมาบอกว่าปลอดภัยแล้ว หรือมาพาหนีออกไปทางตรอกหลังบ้าน

และบัดนี้ สิมาก็อุ้มอาซิซ มีนาสิรากับฟาร์ฮานาห์เกาะชายกะโปรงอย่างเงียบๆ ครั้นอดีตนักรบคว้าดาบโค้งในฝักที่วางอยู่เดินนำไปยังห้องใต้ถุน ทุกคนก็เดินตามไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่น้อย

* * * * *

รูอาร์คประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าคนเคาะประตูคือลีชา แต่ครั้นเห็นใบหน้าซีดเผือดของเด็กสาว และสีหน้าเรียบเฉยของชายวัยกลางคนผมแดงที่ยืนถือตะกร้าอีกใบอยู่ก็เข้าใจในทันที แม้จะไม่อยากเชื่ออยู่บ้างว่าอีกฝ่ายตามรอยมาได้เร็วกว่าที่คิด

ให้ตายสิ ช่างสรรหาสีช้องผมมาได้เหมือนจริงๆ

“ผมสีนี้สวยดี แต่ไม่เข้ากับท่านหรอกนะ” เด็กหนุ่มทัก

“แต่มันก็ทำให้คนที่นี่เชื่อว่าข้าเป็นพ่อของเจ้าจริงๆ จนยอมบอกที่อยู่ของเจ้าให้นั่นล่ะ” อีกฝ่ายตอบกลับ “หลังจากพูดนิดหน่อยให้เขาเชื่อว่าข้ารู้จักเจ้า ซึ่งไม่ยากเลย ไม่ว่าจะไปที่ไหน เจ้าก็ชอบทำตัวเด่นไม่เปลี่ยน”

“หึ” รูอาร์คทำเสียงรับ ก่อนจะพยักพเยิดมาทางใครอีกคนที่ยืนเงียบตลอดการสนทนา “พ่อรู้จักเมียข้าแล้วสินะ ก็ดี จะได้ไม่เสียเวลาแนะนำตัว”

ลีชาทำตาโตเหมือนกระต่ายแบบที่เขาชอบมองอีกครั้ง ส่วนลุงกระรอกน้ำตาลยิ่งขมวดคิ้ว

“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

“ทำอะไร...ก็รีบแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาตามที่ท่านต้องการอย่างไร ก็บอกไว้แล้วนี่ว่าข้ารักใครชอบใคร ข้าก็มีปัญญาหามาเอง ลูกสะใภ้ท่านคนนี้น่ารักเรียบร้อยดีใช่ไหมล่ะ”

“รูอาร์ค” พ่อบุญธรรมและลุงเอ่ยเครียดขรึม “ข้ารู้ว่าเจ้าซ่อนครอบครัวของอาเมียร์ไว้ที่นี่ ผู้หญิงคนนี้เป็นคนของบ้านนั้น”

“ใช่ นางเป็นคนบ้านท่านซิอ์บุล” เด็กหนุ่มรับง่ายๆ “ก็เท่ากับว่าข้ากลายเป็นคนบ้านท่านซิอ์บุลด้วยเหมือนกัน ถ้าจะจับพวกเขาฐานคนนอกรีต ก็ต้องจับข้าไปด้วย เห็นทีต้องจับข้าก่อนด้วยซ้ำ...เพราะข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาใช้เวทมนตร์หายตัวเป็นอากาศธาตุไปอยู่ที่ไหน ตอนข้าไปถึงบ้านพวกเขา ก็เห็นแต่ลีชาทำหน้าเลิกลักอยู่ตัวคนเดียว ข้ากลัวนางจะถูกหางเลขไปด้วย เลยรีบแต่งงานกับนางแล้วย้ายมาที่นี่”

สีหน้าคนฟังบอกชัดเจนว่าไม่เชื่อคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย แต่รูอาร์คก็ไม่ใส่ใจนัก

“ลีชา” เขาหันมาพูดกับเด็กสาว “เข้าไป ‘ชงชา’ ให้ท่านพ่อเถอะ ท่านก็เข้ามานั่งพักก่อน ยืนถือของคุยกันหน้าประตูไม่เมื่อยแย่หรือ”

เด็กหนุ่มพูดพลางคว้าตะกร้าที่ชายวัยกลางคนถืออยู่ แล้วก็เดินนำเข้าไปในบ้าน เด็กสาวพยักหน้ารับก่อนจะก้มหน้าก้มตาหิ้วตะกร้าของตนเข้าไปทางห้องด้านหลังอย่างรู้ดี แม้จะดูใจสั่นไม่หาย

‘ชงชา’ เป็นรหัสที่รูอาร์คตั้งไว้ สำหรับกรณีที่เด็กสาวต้องพาคนอีกห้าคนซึ่งซ่อนตัวอยู่หนีออกไปนอกบ้านอย่างเร่งด่วน ขณะที่เด็กหนุ่มคอยรับหน้าใครก็ตามที่เข้ามา

“นั่นสิ ชงชาแล้วทำอาหารเช้ามาเลี้ยงเลยก็ดี” ลุงกระรอกน้ำตาลรับง่ายๆ ก่อนจะปิดประตูลงข้างหลัง “ของคนอื่นๆ ในบ้านด้วยนะ สายป่านนี้พวกเด็กๆ คงหิวแย่แล้ว”

ลีชายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ แต่ผู้ฟังอีกคนไม่ยอมจำนนง่ายดายนัก

“พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่” รูอาร์คตอบเสียงแข็งอย่างไม่สะทกสะท้าน เขาเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดปดมากพอจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรจึงไม่มีพิรุธแล้ว “จะค้นดูก็ได้”

“ไม่ต้องล่ะ ข้าขี้เกียจเปลืองแรง แต่เด็กๆ ที่ตรอกข้างหลังได้รับคำสั่งให้สกัดใครก็ตามที่ออกมาจากประตูหลังของบ้านนี้ เจ้าไม่อยากให้พวกเขาถูกท่านซิอ์บุลเล่นงานหัวร้างข้างแตกแน่ ไหนๆ ก็เคยเสนอหน้าไปขอร่วมวงเหล้าวงไพ่กันบ่อยอยู่นี่” คนพูดดึงเก้าอี้ที่โต๊ะออกมา หย่อนร่างลงไปโดยเจ้าบ้านไม่ได้เชิญ “แล้วเจ้าก็คงไม่อยากให้เป็นเรื่องเอิกเกริกไปกว่านี้ด้วย เพราะถ้าคนเมืองนี้รู้ว่านี่เป็นบ้านที่ซ่อนตัวญาติฆาตกรต่างชาติฆ่าพระคู่หมั้น พวกเขาคงไม่ปล่อยให้คนที่เจ้าซ่อนไว้ได้ไปกับข้าอย่างสงบๆ หรอก”

เด็กหนุ่มหรี่ตามองบิดาในนามของตน

“ท่านต้องการอะไรจากพวกเขา”

“วางใจเถอะ ข้าไม่จับตัวพวกเขาส่งทางการแน่” ท่านเบเรคตอบเรียบๆ “ข้าไม่เชื่อว่าอาเมียร์ฆ่าเฟลิม ถ้าข้าปล่อยให้ครอบครัวเขากลายเป็นแพะ ก็เท่ากับปล่อยให้ฆาตกรที่แท้จริงลอยนวล เจ้าก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นนี่”

“อ้อ” รูอาร์ครับ “ก็ใช่ แต่ข้าต้องการมากกว่านั้น ถึงพวกเขาจะไม่เป็นแพะในคดีลอบสังหาร ก็จะถูกซาเกรดา โซล จับในฐานะคนนอกรีตไม่ได้เป็นอันขาด”

“เรื่องนั้นอยู่นอกเหนือการตัดสินใจของข้า” ลุงกระรอกน้ำตาลพูด “แต่ข้ารับรองว่าจะไม่แพร่งพรายไปว่าพวกเขาอยู่กับข้า...จนกว่าจะได้รู้ว่าพวกเขาจะปลอดภัยจริงๆ ไม่ว่าจากใครก็ตาม เจ้าเห็นข้าเป็นคนใจดำขนาดส่งตัวหญิงแม่ลูกอ่อนกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ให้พวกที่กลัวมนตร์มืดขึ้นสมองอย่างนั้นได้หรือ”

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่ ก่อนจะหันไปบอกเด็กสาวที่ยืนถือตะกร้าค้างอยู่

“ไปเตรียมอาหารเช้าเถอะ เพิ่มส่วนของพ่อข้าด้วย เดี๋ยวข้าจะไปบอกให้ท่านซิอ์บุลกับทุกคนออกมา”

ลีชาพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร แล้วก็ผลุบเข้าห้องครัวไปตามคำบอก

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจนะ รูอาร์ค” ลุงกระรอกน้ำตาลเปรยตามหลังเขา “นึกว่าผู้หญิงที่เจ้าชอบจะร่าเริงช่างพูด เป็นผู้ใหญ่กว่านี้เสียอีก”

เด็กหนุ่มหันกลับไปแค่นยิ้มให้คนเปรย

“นั่นสิ ข้าเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่าจะชอบลีชา ว่าไปข้าก็ชักเชื่อที่กวีเขาชอบเขียนแล้วสิ ว่า ‘เราไม่ได้เลือกว่าจะรักใคร แต่ความรักต่างหากที่เลือกเราเอง’”

ถึงท้ายประโยค เขาก็อดเสริมไม่ได้

“...ก็เหมือนพ่อแม่แท้ๆ ของข้ากระมัง”

“รูอาร์ค...” เสียงของชายวัยกลางคนกลับเครียดขึ้น แต่คนอายุน้อยกว่ากลับก้าวยาวๆ จากไปแทนที่จะหยุดฟัง

* * * * *

คนเขียนขอคุย

สองสามวันมานี่ เพิ่งผ่านช่วงดาวน์ๆ มาเหมือนกัน เป็นช่วงที่รู้สึกว่าตัวเองเขียนอะไรขาดๆ และเรื่องนี้ก็ยังมีจุดบกพร่องที่อยากแก้ให้ได้ แต่ยังไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง อาจเป็นเพราะแนวเรื่องที่ค่อนข้างจะเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงชนวนสงครามที่อยู่ในชื่อเรื่อง หรืออาจเป็นเพราะเรื่องช่วงนี้ยังคงไม่จบ ไม่ได้นอนทับไว้เพื่อรีไรท์อย่างภาคที่แล้ว ที่ใช้เวลาแก้ค่อนข้างนานเป็นปีด้วย

แต่พอได้กำลังใจจากคอมเมนต์หลายๆ คน ทั้งในและนอกบอร์ด ก็รู้สึกดีขึ้นมากจริงๆ จากนี้ก็จะนึกถึงความสนุกในตอนที่ตัวเองเขียน (สมัยมีไฟโชติช่วงคราวนั้น) เพื่อให้คนอ่านได้สัมผัสความสนุกนี้ด้วย

สำหรับตอนที่เขียนไปแล้ว ก็คงจะไล่ลงโดยแก้ไขเท่าที่ทำได้ในตอนก่อนลงไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม ส่วนไอเดียช่วงตอนใหม่ ก็จะค่อยๆ เขียนไปตามที่อยากเขียนให้สนุกครับ

ขอบคุณทุกท่านจริงๆ ครับ ^_^

ป.ล. แปะรูอาร์คในเด็กดีอีกบทแล้วนะครับ smile

Edit by Anithin - 03 มิ.ย.53 เวลา 22:16:03 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 03 มิ.ย.53 เวลา 21:36:21 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ