ฮานารุท
นักอ่านฟิคพเนจร

[Bakuman Challenge รอบ2] The Fallen


ตัวละคร

ควายคุง

วีร์

เบียทริช เฟลิซซีโอ

-1-

            4 ชั่วโมง 32 นาทีหลังจากเที่ยงวัน
            ในที่สุด แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือก็หมดลง รวมถึงโน๊ตบุ๊คและอุปกรณ์อิเลกโทรนิคอื่นๆที่ไม่สามารถทำงานได้ สื่อบันเทิงราคาสองหมื่นสี่พันสามร้อยบาทกับอีกห้าสิบสตางค์กลายเป็นขยะเผาไม่ได้น้ำหนักร่วมสิบกิโลไปเสียแล้ว
            ผลของการผจญภัยข้ามมิติหลายสิบครั้งในหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ผมลืมไปว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน สถานที่ๆของอย่างแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์บริสุทธิ์ เครื่อข่ายอินเตอร์เนทไร้ขอบเขต ระบบปฏิบัติการณ์ปัญญาประดิษฐ์ และเครื่องจักรระดับนาโนเมตรเหล่านั้นยังเป็นเพียงจินตนาการ
            ผมรีบเทของในกระเป๋าออกมาอย่างจนปัญญา พยายามจะหาอะไรสักอย่างที่พอจะใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นวิทยาการที่สาปสูญของแอตแลนติส วิทยาการต่างดาวของชาวมู หรือแม้แต่เวทยาการจากแดนมรกตที่ผมไม่เคยชอบมันเลย
            ไม่มีอะไรเหลือสักอย่างเดียว
            ดูเหมือนตำรวจกาลเวลาที่ไม่สามารถลบความทรงจำของผมได้จะริบมันไปหมด เป็นค่าตอบแทนที่สูงเสียเหลือเกินสำหรับการกลับมาในที่ๆผมเรียกมันว่าบ้านเกิดของตัวเอง
            ผมเก็บข้าวของของตัวเองใส่กระเป๋าอย่างจนใจ รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่ช่วยนำทางให้ผมตลอดสี่ชั่วโมงครึ่งก็ต้องลงไปในนั้นเมื่อไม่สามารถใช้งานได้
            "ฮี่ๆ โชคร้ายหน่อยนะ ที่นี่แม้แต่หลอดไฟไส้คาร์บอนธรรมดาๆก็ยังไม่ถูกคิดค้นขึ้นมาเลย สาเหตุน่ะรึ? ก็เพราะลุงเอดิสันยังไม่เกิดยังไงล่ะ"
            พูดจบ ชายหนุ่มเจ้าของเสียงทุ้มต่ำราวกับพระเอกละครหลังข่าวขี้เก๊กคนนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมา ท่าทางจะถูกใจมุกตลกของตัวเองสุดๆ ผมพอเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อได้ เป็นใครก็ต้องเข้าใจเพราะที่นี่แม้แต่คำว่า 'วิทยาศาสตร์' ก็ยังไม่เริ่มใช้กันเลย
            แต่โทมัส อัลวา เอดิสันคนนั้นไม่ได้เป็นคนสร้างมือถือเฟ้ย! ไม่เห็นเกี่ยว เล่นมุกบ้าอะไรเนี่ย
            ผมถอดแว่นสายตาออกมาเช็ดปรับอารมณ์ แต่พอเห็นว่า 'เนตรพิสุทธิ์' ที่เคยใส่เอาไว้แทนเลนส์เว้าสำหรับคนสายตาสั้นถูกถอดออกไป ผมก็ยิ่งหงุดหงิดจนเผลอตะโกนออกไปเสียงดังกว่าปกติ
            "นี่มันยุคไหนแล้วเนี่ย!"
            พอระบบหาสืบหาข้อมูลจากภาพถ่ายในมือถือใช้การไม่ได้แล้ว ที่พึ่งเพียงอย่างเดียวในเวลานี้ก็คือความทรงจำและสติปัญญาของชายไร้สมองที่มีเขางอกออกมาจากหัว
            หมอนั่นยิ้มอย่างโอ้อวด กวาดตามองไปรอบตัว ก่อนจะเริ่มอธิบายสิ่งที่ตัวเองรู้ออกมาอย่างคล่องแคล่ว เพราะอย่างไรเสีย ความทรงจำ(เฉพาะ)วิชาประวัติศาสตร์ของหมอนี่ก็ดีกว่าผม ลองถามไปว่าเครื่องลายครามของโบราณเหล่านั้นมาจากยุคไหน หมอนี่ก็จะสาธยายวันที่ผลิตออกมาได้ถึงหน่วยชั่วโมงเลยทีเดียว
            "กาลครั้งหนึ่ง นานแสนนานมาแล้ว มีเจ้าชายและเจ้าหญิง..."
            แต่คุณต้องแยกเรื่องจริงออกจากมุกตลกให้ได้ด้วยล่ะนะ
            เส็งเคร็งจริงๆ

-2-

            ที่นี่คือโลกอดีต
            ไม่ใช่ยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่งจากประวัติศาสตร์ แต่เป็นโลกต่างมิติที่ทำการเก็บรวบรวม 'อดีต' ทั้งหมดของคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ต่างๆที่ปรากฏขึ้นใน 'ปัจจุบัน' เอาไว้เหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีการแบ่งแยกทั้งมิติและกาลเวลา
            ผมมองทอดสายตามองออกไปยังเส้นขอบฟ้าอย่างเป็นกังวล ด้วยจำนวนของ 'อดีต' ที่มากมายมหาศาล โลกใบนี้จึงมีลักษณะคล้ายภูเขาขยะที่ข้าวของต่างๆทับถมและแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด
            กว้าง ไกล และดูไร้ซึ่งความหวัง ผมเริ่มกลัว แม้ว่าผมจะเคยข้ามมิติไปโลกอนาคตที่เวิ้งว้างว่างเปล่าและกลับมาได้ด้วยการรอให้ปัจจุบันไล่ตามมาถึง แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าหลักการที่ตรงกันข้ามระหว่างโลกอดีตและโลกอนาคตจะสามารถเชื่อถือได้      
            "อ่อนแอยิ่งนัก เนี่ยน่ะรึ ชายผู้ประกาศกร้าวว่าจะเป็นหนึ่งในยุทธภพ"
            ไม่เคยพูดอะไรบ้าๆพรรค์นั้นเฟ้ย!
            ผมสูดลมหายใจ ก่อนจะพ่นมันออกมาอย่างเหนื่อยๆ บางทีสิ่งที่ยากยิ่งการตามหาจุดเชื่อมต่อของโลกอดีตกับโลกปัจจุบันให้เจอ ก็คือการควบคุมสติไม่ให้ตัวเองวิกลจริตไปเสียก่อนเมื่อมีเพื่อนร่วมทางเป็นพวกเพ้อเจ้อแบบนี้
            สิ่งที่จำเป็นก็คือการหาไล่ตามปัจจุบันไปให้ถูกทาง โชคดีที่ๆผมอยู่ตอนนี้เป็นยุคสมัยที่เริ่มมีการใช่ปีคริสต์ศักราชในช่วงปีแรกๆ ทำให้การตรวจสอบเส้นทางไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไร เมื่อสามารถไล่ลำดับช่วงเวลาได้จากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเหตุการณ์สำคัญๆของโลก
            ผมพยายามไม่สนใจข้อเท็จจริงที่ว่าตัวเองกำลังเหยียบย่ำลงไปบนประวัติศาสตร์ตามตัวอักษร เพราะถ้าหยุดอยู่ที่นี่ ผมก็ไม่มีทางกลับบ้านได้ และหากไม่ทำอะไรเลย ผมก็คงจะไม่มีอะไรแตกต่างอะไรไปจากข้าวของที่กลายเป็นอดีตไปแล้วเหล่านี้เลยสักนิด
            "...หรือจะรอให้มีคนมาช่วยดี แกคิดว่าตำรวจกาลเวลาพวกนั้นจะโผล่มาอีกมั้ย?"
            ผมพูดออกไป ถึงคนพวกนั้นจะไม่โผล่มาทุกครั้งตามคำขอ แต่ก็ไม่เคยปล่อยพวกที่ทำผิดกฎหมายการเดินทางข้ามเวลาลอยนวลไปได้ง่ายๆ นึกได้ดังนั้น ผมก็ลองยื่นมือไปจับดาบเล่มหนึ่งที่เสียบอยู่บนก้อนหินและพยายามออกแรงดึงมันขึ้นมา
            ดาบเล่มนั้นไม่ขยับแม้แต่มิลเดียว เช่นเดียวกับข้าวของทุกๆอย่างที่นี่ ที่ถึงจะจับต้องได้ ผมก็ขยับหรือสร้างเปลี่ยนแปลงให้กับข้าวของพวกนี้ไม่ได้ และเมื่อไม่สามารถสร้างผลกระทบกับกาลเวลาตามทฤษฎีความขัดแย้งของเวลา ตำรวจกาลเวลาก็ไม่มีทางปรากฏตัวที่นี่
            #%*&@!!
            ผมสบถสาบานถึงหน่วยงานของรัฐบาลที่มีหน้าที่ดูแลเพียงกาลเวลาและมิติคู่ขนาน เส็งเคร็งจริงๆ ทำไมไม่ทำงานให้ครอบคลุมไปทั้งมิติ เวทมนตร์ จิต วิญญาณและความทรงจำเลยนะ
            "ถ้าจะเที่ยว ก็ต้องสลัดความความละอายทิ้งไปสิ มัวแต่กลัวนั่นกลัวนี่เดี๋ยวก็หัวล้านหมดหัวหรอก ดูสิ ทิวทัศน์อันงดงามสีขาวสะอาดที่กำลังโบยบินอยู่บนฟากฟ้า เจ้าไม่ชอบมันรึ?"
            ผมมองตามนิ้วมือข้างนั้นไปเงียบๆ ตั้งใจว่าจะไม่แสดงปฏิกิริยาตื่นตะลึงออกไปให้หมอนี้พอใจ แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เตรียมใจเอาไว้เลยว่าจะเห็นเด็กผู้หญิงคนนั้นร่วงลงมาจากฟ้า      
            เด็กคนนี้อายุราวสิบปี เธอสวมหมวกสีเลือดหมูใบใหญ่ที่จำเป็นต้องจับเอาไว้ไม่ให้ปลิวขึ้นไปตามการเคลื่อนไหวที่ลดระดับลงมาที่พื้นอย่างรวดเร็ว
            สีขาว...
            แต่ดูเหมือนเธอจะลืมไปว่าตัวเองสวมกระโปรง ดังนั้นใบหน้าของเธอจึงเป็นสีแดงระเรื่อ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายวัยรุ่นถึงสองคนที่มองเห็นอย่างชัดเจนว่าชุดชั้นใต้กระโปรงของเธอมีสีหรือมีลักษณะเป็นยังไง
            "คอสเพลย์เหรอ?"
            ชายผู้ไร้กาลเทศะถามออกไป ผมค่อนข้างเห็นด้วย เพราะเสื้อกั๊กหนังที่เธอสวมทับเสื้อแขนยาวนั้นไม่ใช่ลักษณะของคนที่อยู่ในศตวรรษต้นๆ แถมเข็ดขัดที่มีขวดยาเสียบเอาไว้ก็ทำให้เธอดูเหมือนตัวการ์ตูนที่หลุดออกมาจากหน้าหนังสือมากกว่าจะเป็นคนของโลกนี้
            "ไม่ใช่ค่ะ"
            เด็กสาวตอบเสียงแผ่วเบา นิ้วมือจับปีกหมวกลงมาปิดดวงตาและใบหน้าขณะตอบ
            "งั้นคุณแม่มาทำอะไรที่นี่เหรอ?"
            พูดอะไรของแกฟะ!
            "ดิฉันไม่ได้เป็นคนให้กำเนิดคุณค่ะ"
            "เธอเป็นจัมป์เปอร์-นักเดินทางข้ามมิติเหรอ ?"
            ผมถามออกไป แต่เด็กสาวก็ส่ายหน้า และหันมาตอบผมด้วยใบหน้าเรียบๆไม่เหมือนตอนพูดตอบคำถามพิลึกๆเมื่อครู่นี้
            "ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการนักหรอกนะคะ แต่จะเรียกว่าเป็นฟอลเลน-ผู้ถูกทอดทิ้งก็ได้ค่ะ"
            "ผู้ถูกทอดทิ้ง?"
            "ค่ะ จะอธิบายที่นี่คงไม่เหมาะ ดีไม่ดีจะกลายเป็นการเรียกเอาตัวกินอดีตมาที่นี่ซะเปล่าๆ เพราะงั้นช่วยตามดิฉันมาทีนะคะ"
            ไม่ทันที่จะได้ตอบ โลกอดีตที่เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆนาๆก็ตกลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว เมื่อก้มลงไปดู ผมก็พบว่าโลกอดีตอันกว้างใหญ่ไพศาสนั้นกำลังเล็กลงเรื่อยๆ และเพียงพริบตาเดียว โลกอดีตที่ผมเห็นก็กลายเป็นเม็ดทรายเม็ดเล็กๆที่อัดแน่นอยู่ในนาฬิกาทรายอันจิ๋วที่วางอยู่บนโต๊ะหนังสือ
            "ทำตัวตามสบายนะคะ ที่นี่เป็นห้องทดลองของดิฉันเอง เครื่องดื่มจะรับเป็นน้ำชาหรือกาแฟดีคะ?"
            ผมไม่สนใจข้อเสนอของเด็กสาวคนนี้ แต่ผู้ไร้มารยาทที่ผมอายเกินกว่าจะแนะนำให้ใครรู้จักได้ร้องขอชานม ซ้ำยังเพิ่มของว่างกินคู่กันเป็นเค้กสตอเบอรี่อย่างไม่เกรงอกเกรงใจ
            "ได้ค่ะ"
            เด็กสาวทำตามคำขออย่างว่าง่าย ทั้งยังเดินเอาเค้กและกาแฟร้อนมาให้ผมทั้งๆที่ไม่ได้ขอไป
            "ขอแนะนำตัวนะคะ ดิฉันมีชื่อว่าเบียทริช เฟลิซซีโอ เป็นนักปรุงยาที่มีชีวิตอยู่ในค.ศ."
            "ที่นี่ที่ไหน"
            ไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็นใครก็ไม่สำคัญเท่าคำตอบว่าที่นี่คือที่ไหน ถ้ามีคนให้ถามก็จงถามซะ เป็นประสบการณ์โดยตรงที่ผมจำได้ขึ้นใจ เช่นเดียวกับการไม่ทำตัวสนิทสนมกับคนในมิติอื่นเกินความจำเป็น ซึ่งที่เป็นกฎข้อบังคับที่สำคัญที่สุดเมื่อต้องเดินทางข้ามมิติ
            "ยังคงเป็นโลกอดีตอยู่เหมือนเดิมค่ะ มิติเดียวกับที่คุณปรากฏตัว แต่จะพูดว่าเป็นโลกคู่ขนานของโลกอดีตก็ได้ เพราะสถานที่แห่งนี้จำเป็นต้องใช้วิธีการเปลี่ยนมุมมองและการคำนวนค่าของความเป็นจริงของโลกขึ้นมาใหม่ ดังนั้นมันจึงไม่ได้เป็นโลกอดีตที่เป็นโลกต่างมิติของโลกปัจจุบันตามความหมายจริงๆของมันแล้วล่ะค่ะ"
            โอเค สรุปว่าไม่เข้าใจ คำถามต่อไปได้เลย
            "คงรู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าของที่อยู่ในโลกอดีตนั้นจะทำอย่างไรก็ไม่อาจขยับหรือเปลี่ยนแปลงมันได้ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะสิ่งที่อยู่ในโลกอดีตเป็นอดีตที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นความจริงที่แท้จริงที่สุด เราจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วยังไงล่ะคะ"
            "โฮ่? เพราะอย่างนี้ พวกเธอถึงได้ตั้งชื่อตัวเองว่าผู้ถูกทอดทิ้งสินะ"
            เข้าใจด้วยเรอะ!? ผมอ้าปากค้างกับคำพูดและท่าทางยียวนราวกับเป็นนักปราชญ์ผู้ทรงภูมิของชายที่นั่งอยู่บนกองหนังสือ แต่ขอทีเถอะ แกมีครีมติดอยู่ตรงแก้มแน่ะ
            "ค่ะ ที่พวกเราสามารถมีชีวิตอยู่ในโลกแห่งนี้ได้ ก็เพราะพวกเราเป็นอดีตที่ไม่ได้รับการยอมรับว่ามีอยู่จริงๆตามประวัติศาสตร์ เป็นผู้ที่ถูกพวกคุณทอดทิ้งและเสแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอยู่จริงๆแม้แต่ในโลกอดีต... ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณนักเดินทางจากโลก 'ฝั่งนั้น'"

-3-

            เด็กหญิงปราถนาจะสร้างศิลานักปราชญ์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คน แต่เมื่อพบว่าหินที่สามารถเปลี่ยนสิ่งของให้เป็นทองและมอบความอมตะให้กับผู้คนนั้นจำเป็นต้องใช้ความสามารถระดับเดียวกับปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเท่านั้นในการสร้าง เด็กหญิงที่รู้ถึงขีดจำกัดของตัวเองก็เปลี่ยนเป้าหมายของตัวเองและหันมาสร้างสิ่งที่สามารถมอบปาฏิหาริย์ให้กับตัวเองได้แทน
            แน่นอนว่าเธอทำสำเร็จ แม้จะไม่เสถียรและคงสภาพอยู่ได้เพียงชั่วพริบตาเนื่องจากเป็นการทำสำเนามาจากต้นแบบ แต่เด็กสาวก็สร้างสิ่งที่สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาได้ และด้วยปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ศิลานักปราญช์ของเธอก็เสร็จสมบูรณ์
            แต่เด็กหญิงกลับโดนกล่าวหาว่าเป็นแม่มดและถูกเผาทั้งเป็นด้วยน้ำมือของคนที่เธอช่วยชีวิตเอาไว้ เกียรติประวัติที่เคยทุ่มเทเพื่อมวลมนุษย์ถูกโยนทิ้ง เธอถูกสาปแช่ง ถูกใส่ร้าย และกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงๆแม้แต่ในโลกแห่งอดีตที่ไม่มีการแบ่งแยก
            "พูดตามตรงนะคะ ดิฉันอยากให้คุณช่วย"
            ก็ว่างั้นแหละ คนที่จู่ๆก็ร่ายอดีตของตัวเองให้คนอื่นฟังจะมีเหตุผลอะไรนอกจากนี้กันล่ะ
            "มาด้วยกันอีกสักนิดนะคะ"
            สถานที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง คราวนี้เป็นทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันงดงาม มีผู้คนอยู่มากมายหลายร้อยคนที่นี่ ไม่ใช่คนจากโลกอดีตที่ขยับไปไหนไม่ได้ แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตชีวา หรืออันที่จริง ออกจะร่าเริงและวุ่นวายเกินไปเสียด้วยซ้ำ
            ทุกคนที่อยู่ที่นี่มองมาทางผม รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า ก่อนจะหันไปทำอะไรบางอย่างที่ตัวเองทำค้างไว้อย่างเร่งรีบ โดยมีเครื่องกลลักษณะคล้ายผลึกแก้วอยู่ในการควบคุม หากผมจำไม่ผิด ผลึกแก้วเหล่านั้นจะเป็นวิทยาการจากดาวที่มีชื่อว่าคริปตัน เป็นของที่หาได้ยากและถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนในราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านมิติคู่ขนาน
            ผมเงยหน้ามองสิ่งก่อสร้างรูปบานประตูที่เชื่อมต่อกับเครื่องกลเหล่านั้นอย่างไม่เชื่อสายตา ผมตกใจและแทบจะทำความเข้าใจไม่ได้เลยว่าเพราะอะไรประตูบานนี้ถึงมาอยู่ที่นี่
            "ประตูจริงๆด้วยแหละ ถ้าเป็นภาษาอังกฤษก็ต้องเรียกว่า Real Door สินะ ฮ่าๆ"
            ผมยิ้มไม่ออกเลย แม้ว่าประตูบานนี้จะเป็นประตูมิติที่สามารถพาผมกลับไปโลกจริงๆของตัวเองได้ตามชื่อ แต่ค่าผ่านทางในการเปิดประตูบานนี้กลับสูงลิบลิ่ว แพงซะจนตำรวจกาลเวลาต้องยอมให้ผมย้อนเวลากลับไปทำลายมันก่อนที่ผมในอดีตจะเปิดประตูเสียด้วยซ้ำ
            "ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ นี่เป็นแค่ของเลียนแบบ ไม่มีพลังขนาดทำลายจักรวาลได้หรอกค่ะ"
            "จะให้ผมเปิดมันเรอะ ไม่มีทาง ครั้งเดียวก็เกินพอแล้วสำหรับเรื่องแบบนั้นน่ะ"
            "ต้องเสียใจด้วยนะคะที่คุณไม่มีทางเลือก เพราะตั้งแต่คุณมาปรากฏตัวที่นี่ ประตูบานนี้ก็ได้เปิดตัวเองออกมาแล้วล่ะค่ะ"
            เป็นเช่นนั้นจริง ผมเห็นรอยแยกกลางประตูกำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ภาพอันธรรมดาสามัญของโลกแห่งความเป็นจริงปรากฏอยู่ในรอยแยกดังกล่าว ก่อนจะค่อยๆก้าวเดินออกมานอกประตูด้วยรูปร่างของมนุษย์
            ร่างกายภายในของสิ่งที่มีชื่อเรียกว่า 'ความเป็นจริง' แลดูวุ่นวาย เมื่อมองให้ลึกลงไปผมก็เห็นโลกของตัวเองอยู่ภายในนั้น คนอื่นๆที่อยู่ที่ก็เช่นกัน พวกเขากำลังมองเห็นโลกของตัวเองในสิ่งมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ บางคนโหยหา บางคนนึกรังเกียจ แต่สิ่งที่ทุกๆคนในสถานที่แห่งนี้กำลังปราถนาย่อมเป็นสิ่งเดียวกัน
            'การกลับไปยังโลกแห่งความเป็นจริง'
            ผมกลืนน้ำลายเมื่อเห็นสามัญสำนึกตวัดแขนสร้างดาบออกมา ดาบเล่มนั้นคือความเป็นจริงอันคมกริบ สามารถทำลายสิ่งที่แตกต่างและไม่สมควรจะมีอยู่จริงอย่างโลกต่างมิติได้อย่างง่ายดาย ที่ตรงนี้คงไม่มีใครเข้าใจความร้ายกาจดาบเล่มนั้นไปมากกว่าผมอีกแล้ว
            "ยังมีออกมาอยู่เลยไม่ใช่เรอะ!!"
            "เพียงตัวเดียวจากที่มีอยู่นับไม่ถ้วน เป็นการเดิมพันที่ยอมรับได้นะคะ ดูสิ เพื่อนคุณคนนั้นยังดีอกดีใจ วิ่งเข้าไปที่ประตูเป็นคนแรกเลยไม่ใช่รึคะ"
            ไอ้บ้านั้นแค่อยากจะวิ่งเข้าประตูไปเป็นคนแรกให้ได้เท่านั้นแหละ
            "มาเถอะค่ะ คุณไม่อยากจะกลับไปที่ๆตัวเองจากมารึคะ?"
            "งี่เง่าที่สุด! แค่จะกลับไปน่ะ ใช้ประตูมิติแบบอื่นก็ได้ไม่ใช่เรอะ ไอ้แบบที่ไม่มีคนคอยเฝ้าอยู่น่ะ"
            เด็กสาวพยักหน้ารับ แล้วจึงปริยิ้มออกมารับคำถามของผมอย่างอ่อนโยน
            "ไม่ใช่ประตูบานนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ถึงจะหาทางกลับไปโลกที่ทอดทิ้งพวกเราด้วยประตูบานอื่น แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเราต้องการหรอกค่ะ ถึงความเป็นจริงจะโหดร้ายและสามารถฆ่าเราได้ในชั่วพริบตา แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเราไม่เคยได้รับมาก่อน ดังนั้นจึงต้องเป็นประตูบานนี้เท่านั้น ไม่ใช่ประตูบานนี้ไม่ได้ ขอให้คุณเข้าใจด้วยนะคะ"
            บรรยากาศเปลี่ยนไปทันทีหลังคำพูดของเด็กสาว ทุกคนที่อยู่ที่นี่โห่ร้องออกมา ก่อนจะวิ่งตามหลังชายมีเขาไป ไม่ใช่เพื่อวิ่งผ่านคมดาบเข้าไปในประตู แต่เพื่อใช้อาวุธที่อยู่ในมือฟาดฟันกับความเป็นจริงตรงหน้าโดยมีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน

-4-

            เมื่อหันกลับไป ประตูดังกล่าวก็กลายเป็นเพียงประตูห้องเรียนธรรมดาๆที่เปิดทิ้งไว้ ถึงมันจะเคยเป็นประตูสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ผมเพิ่งจะผ่านมา แต่จากด้านนี้มันกลับไม่ใช่ประตูสู่ต่างโลก คนที่ก้าวออกมาจากประตูบานนี้ต่อจากผมก็ไม่ใช่นักเดินทางข้ามมิติ แต่เป็นนักศึกษาที่เหน็ดเหนื่อยจากการเรียนการสอนช่วงเช้าและกำลังจะออกไปกินข้าวเที่ยง
            "เอาล่ะถึงจะสั้นไปหน่อย แต่ก็เป็นการผจญภัยที่สนุกดีไม่เลวเลยทีเดียว สหายข้า! รักษาตัวด้วย"
            ชายมีเขาพูดทิ้งทวน ก่อนจะละลายหายไปในอากาศตามความสามารถในการสร้างเพื่อนของผมที่จะใช้การไม่ได้หากกลับมาที่โลกของตัวเอง
            เช่นเดียวกับเวทมนตร์ ผมไม่เคยชอบความสามารถนี้เลย แต่ผมก็ควบคุมมันไม่ได้เช่นเดียวกับพลังในการข้ามมิติที่ทำให้พวกตำรวจกาลเวลาเกลียดผมเข้าไส้ เพราะขอบเขตความสามารถของคนพวกนั้นครอบคลุมแต่เวลากับโลกคู่ขนาน พวกเขาจึงทำอะไรกับความสามารถที่เกี่ยวกับมิติ เวทมนตร์ จิต วิญญาณและความทรงจำของผมไม่ได้

-5-

            ผมมองเข้าไปในห้องเป็นครั้งสุดท้าย ที่นั่นผมเห็นเด็กผู้หญิงอายุไม่เท่าไร เธอสวมหมวกใบโตที่มีขนนกสีเหลืองเสียบไว้นั่งเล่นหมากรุกฝรั่งอยู่กับใครบางคน เด็กหญิงใช้ตัวหมากสีดำและตั้งกฎใหม่ขึ้นมาทุกๆครั้งที่ผู้เล่นหมากสีขาวเอาชนะเธอได้
            ครั้งแรกเธอเพิ่มตัวหมากลงไปในกระดาน ครั้งที่สองเธอเปลี่ยนกฎให้ตัวเองสามารถเดินได้สองครั้งในหนึ่งรอบ ครั้งที่สามเธอเปลี่ยนหมากเป็นตัวเบี้ยกลมๆสำหรับใช้เล่นโอเทโล่ ครั้งต่อไปเป็นเม็ดหมากล้อม
            แม้ว่าเธอไม่มีครั้งใดที่เธอจะเอาชนะหมากสีขาวได้ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ พยายามใช้แผนการณ์และวิธีการนอกลู่นอกทางในการเอาชนะต่อไปเรื่อยๆ ผิดกับฝ่ายผู้เล่นตัวหมากสีขาวที่ทำทุกอย่างตามกติกา เขาเล่นเกมนี้อย่างสนุกสนาน เพราะสำหรับเขา ตราบเท่าที่หมากของเด็กสาวยังคงเป็นสีดำ เขาก็รู้ดีว่าตัวเองไม่มีวันแพ้ เช่นเดียวกับเด็กหญิง เธอรู้ดีว่าตราบเท่าที่เธอยังใช้ตัวหมากสีดำ เธอก็ไม่มีวันเอาชนะหมากสีขาวได้ แต่เพราะปาฏิหาริย์เกิดขึ้นได้เสมอ และครั้งหนึ่ง เธอก็เคยทำมันมาแล้ว ดังนั้นเด็กหญิงจึงไม่เลิกล้มความพยายาม และใช้หมากสีดำในการต่อสู้กับหมากสีขาวต่อไปเรื่อยๆ ผมรู้สึกเช่นนั้น
            นึกได้ดังนั้นผมก็ปิดประตู ปรับนาฬิกาของตัวเองกลับไปเป็นตอนเที่ยง ก่อนจะใช้ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงความทรงจำของตัวเองลบเรื่องของเด็กหญิงทิ้ง และเดินตรงไปที่โรงอาหารเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 17:18:25 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 15 จากทั้งหมด 15 Reply

เม็ดบ๊วย
คนบ้าชนิดธรรมดา

อ่านจบแล้วค่อนข้างงงกับบทจบนิดหน่อย คาใจกับห้องนั้น เด็กสาว หมากรุก = ="

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 18:21:31 น.

herosan
Member

ฮาตรงตอนใช้หัวคิดจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 18:36:44 น.

คิลน้อย[SeeG_Y]
แมวดุๆของHanan

ชอบภาษาที่ใช้จังครับ ใช้ภาษาได้สละสลวยดี แต่เว้นวรรค ดูแปลกๆยังไงไม่รุ้สิ=w=''''

Edit by คิลน้อย[SeeG_Y] - 05 เม.ย.53 เวลา 19:02:26 น.

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 19:01:55 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

ภาษาท้าทายดี นำเสนอได้เท่ห์ แต่ผมไม่ค่อยเก็ตภาพรวมว่าจะสื่อสารอะไร ^ ^; อาจจะเป็นผมคนเดียวก็ได้นะ

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 20:21:34 น.

Zales
Member


I read and think that when a gate open it destroy a world that gate base on and make new timeline for world that go to

so a girl make V use door to destroy a world that traped her

Is that right? >_<?

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 20:39:12 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

ห้องเด็กสาวสองคนเล่นหมากรุก ===> ให้ความหวัง
ควายและผองเพื่อน ===> ผลักดันให้รับรู้ความจริง
เบียทริช ===> ทำให้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น

รึเปล่า ?

เหมือนวีร์คุงจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการที่ พยายามเข้าใจทุกอย่าง เป็นการ ยอมรับนะ ในเมื่ออ่านจากช่วงแรกๆแล้ว เหมือนมีการขัดแย้งในตัวเองอยู่เนืองๆ แล้วพอจะจบก็เข้าใจและยอมรับ

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 20:58:18 น.

Mahoro
Maid

สนุก สนุกมากเลย อ่านตอนแรกนึกจะว่าจะเป็นไซไฟ แต่พออ่านไปเรื่อยๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้น
ความน่าติดตามของเรื่องและวิธีบรรยายก็เยี่ยม แถมแนวเรื่องก็สุดยอด

ถึงจะมีงงอยู่บางส่วนแต่ก็สนุกมากจริงๆ ค่ะ

Edit by Mahoro - 05 เม.ย.53 เวลา 22:15:46 น.

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 22:14:04 น.

singer
Member

ต้องขออภัยครับ ฮานะซัง

ผมแพ้ทางภาแบบนี้ T_T

อ่านแล้วปวดหัวตุ๊บๆ

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 22:32:21 น.

Monday8th
Member

สนุกมากครับ ชอบคำทุกๆ คำที่ใช้เลย

เรื่องน่าติดตาม ถึงจะคิดตามไม่ทันอยู่หลายจุด แต่อ่านแล้วเพลินมากครับ =w=)b

ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 00:51:18 น.

BedSter
นักวาดแล้วก็วาดๆๆ

อ่านไปแล้วเกือบจะงง(ก็งงนั่นแหละ) แต่ก็พอแถทำความเข้าใจไปจนได้

แต่มิติคู่ขนานแบบนี้ นึกภาพตามไม่ออกเลยแฮะ .....รอบ3 ลำบากแย่เลย เหอๆๆ

ความคิดเห็นที่ 10 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 01:31:13 น.

Koalanui
โคอาล่าในสวนลับ

อ่านรอบแรก ยอมรับว่าแอบงง แต่พอตั้งสติค่อยๆละเลียดเก็ตแล้วค่ะ
เอามิติคู่ขนานแล้วค่อยปรับเข้าสู่มิติแห่งความเป็นจริงแบบนี้ก็ไม่เลวเลย
แต่ว่าค่อนข้างเข้าใจยากไปนิด แต่ก็สนุกค่ะ

ขำนิสัยควายคุง เติบโตขึ้นแล้วสินะ ลูกชายของฉัน
ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 11 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 11:30:37 น.

Nighty
แมวสีฟ้า

ผมจำได้ว่าเม้นกระทู้นี้ไปทีนึงแล้ว แต่ไม่รู้ว่าข้อความหายไปไหน (หรืออาจจะมึนเอง เออเร่อร์ หรือตอบผิดกระทู้ก็ไม่รู้) ขอเม้นอีกทีแล้วกัน

ผมชอบการอธิบายเล่าเรื่องนะครับ ดูสนุกและมีเสน่ห์ดี เรื่องบางจุดผมอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เพราะดูเหมือนว่าตัวละครจะพูดถึงและอ้างอิงเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่ได้พูดถึงในเรื่อง

ชอบควายคุงในเรื่องนี้ จากเป็นตัวละครที่เฉย ๆ กลายเป็นเท่ห์ขึ้นมาเลย (ชอบตอนบอกลาวีร์ที่ประตูมาก) ส่วนตัวละครวีร์ก็มีเสน่ห์สุด ๆ ไปเลย

ความคิดเห็นที่ 12 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 14:05:25 น.

-RiN-
Rintarus

ช่วยทำให้วีร์มีชีวิตชีวาได้ขนาดนี้ ขอบคุณมากเลยนะคะ

ชอบการใช้ภาษามาก อ่านไม่ติดขัดดีจัง
แต่เสียดายที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นจริงๆเลย อยากให้เป็นเรื่องยาวจะได้ค่อยๆทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ต่างๆได้มากขึ้น

/me หลุดขำยกใหญ่ตรงฉากที่ควายคุงวิ่งเข้าประตู

Edit by -RiN- - 06 เม.ย.53 เวลา 15:21:02 น.

ความคิดเห็นที่ 13 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 15:16:38 น.

Raven Adventwings
Amateur Mangaka

อื้อ... หนูเบียเด่นดีจัง ขอบคุณครับ TwT)/

เป็นเรื่องที่อ่านรอบเดียวไม่เก็ต แต่ขึ้นรอบสองแล้วค่อยเข้าใจหน่อย สนุกดีเหมือนกันครับ =w=) b*

ความคิดเห็นที่ 14 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.53 เวลา 15:42:10 น.

Knell
โจร

เรื่องราวซับซ้อนดี มีเพียงบท -5- เท่านั้นที่รู้สึกไม่เข้าพวกกับบทอื่น คงเพราะเป็นบทให้ข้อคิดละมั้ง

ความคิดเห็นที่ 15 ตอบเมื่อ 10 เม.ย.53 เวลา 03:01:37 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 15 จากทั้งหมด 15 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ