K.W.E.
นักล่าCG Touhou

มีอา-มังกรน้อยปาฏิหาริย์ - (Master And The Little Dragon) - ตอน 02 พานพบ

มีอา-มังกรน้อยปาฏิหาริย์ - (Master And The Little Dragon) -

ตอน 02 พานพบ
------------------------------

            แสงแดดยามสายสาดทอให้แสงสว่างและความอบอุ่นพอให้ทุ่งหญ้าได้คายน้ำค้าง

            ณ หมู่บ้าน โฮฟเมาน์เท่น ที่ซึ่งอยู่ติดชายป่าใหญ่แห่งหนึ่งของทวีปเซ้าท์เท่นอาโกเลีย
            หมู่บ้านเล็กๆนี้ออกจะอยู่ไปทางชนบท มีบ้านเรือนเพียงราวๆยี่สิบหลังคาเรือนเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นหมู่บ้านที่มีความสำคัญกับหมู่บ้านระแวกรอบข้างมาก เพราะเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ โดยเกือบทั้งหมดของประชากรในหมู่บ้านจะมีอาชีพหนักไปทางเกษตรกรไร่นาสวนและฟาร์มปศุสัตว์ และอาจรวมไปถึงประมงน้ำจืดเพราะมีแม่น้ำสายใหญ่ผ่านข้างหมู่บ้านและมีทั้งแอ่งน้ำกับทะเลสาบให้เห็นเป็นระยๆตามแนวป่า

            และที่ด้านหลังของหมู่บ้านโฮฟเมาน์เท่นนี้ก็มีเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปี -ฟิล- ผู้เป็นเจ้าของฟาร์มเล็กๆแห่ง ครอบครัวอารอน ได้อาศัยอยู่เพียงลำพัง

            เดิมทีครอบครัวอารอนนี้มีอยู่กันสี่ชีวิต คือมี เครนี่ ผู้เป็นพ่อของฟิล ในอดีตนั้นเครนี่เคยเป็นอัศวินมังกรมาก่อน แต่หลังจากที่แต่งงานแล้วก็ได้ลาออกจากอาชีพทหารและย้ายครอบครัวมาตั้งหมู่บ้านที่ทุ่งหญ้าราบสูงนี้
            อีกหนึ่งคนสำคัญในครอบครัวก็คือ เมลิซ่า ผู้เป็นแม่ของฟิล อดีตนั้นเมลิซ่าก็เคยเป็นจอมเวทในกองทัพมาก่อนเช่นกัน แต่ความที่ร่างกายอ่อนแอจึงทำให้ได้รับหน้าที่ในสายอาชีพครูสอนจอมเวทเสียมากกว่า ซึ่งหลังจากแต่งงานกับเครนี่แล้วเธอก็ได้ย้ายมาพร้อมๆกันยังที่หมู่บ้านนี้ซึ่งมีบรรยากาศที่ดีกว่าในเมืองมาก
            สมาชิกตนต่อมาในครอบครัวก็คือตัวของฟิลเอง ฟิลเป็นลูกคนแรกของเครนี่กับเมลิซ่า ฟิลถูกเลี้ยงมาแบบทั้งทนุถนอมตามความชอบของเมลิซ่าทำให้ถูกจับไปสอนอ่านหนังสือเวทบ่อยๆจนฟิลใช้เวทขั้นพื้นฐานได้ชำนิชำนาญเกินเด็กรุ่นเดียวกัน แต่ว่าฟิลเองก็ถูกเลี้ยงแบบลุยๆตามนิสัยของเครนี่ด้วยเช่นกัน วันว่างๆเขามักถูกชวนไปขี่ม้าวิ่งเล่นรอบหมู่บ้าน วันดีก็พาเดินป่าเรียนรู้หาประสบการณ์ บ้างก็พาไปเที่ยวทะเลสาบน้ำตกฝึกสอนการใช้ชีวิตในป่าสไตล์ลูกชายทหารเอก... แต่โดยส่วนตัวแล้วฟิลเป็นคนรักสงบแล้วก็มีนิสัยที่ใจดีจึงชอบเรียนรู้ไปทางแม่เสียมากกว่าพ่อ
            ส่วนสมาชิกคนสุดท้ายของบ้านก็คือมีมี่ น้องสาวของฟิลที่อายุน้อยกว่ากันถึงแปดปี มีมี่เป็นหญิงสาวที่มีร่างกายอ่อนแอเหมือนเช่นเมลิซ่าผู้เป็นแม่ เธอมักจะใช้เวลาบนเตียงนอนอยู่ตลอดวัน ซึ่งฟิลเองก็เอ็นดูน้องสาวมาก เวลาว่างๆมักจะมานั่งเล่นเป็นเพื่อนหรืออ่านหนังสือให้ฟังเสมอๆ

            แม้จะเป็นครอบครัวเล็กๆและสมาชิกสองในสี่ก็อ่อนแอเปราะบาง แต่ก็ถือเป็นครอบครัวที่มีความสุขกันดี
            ครอบครัวอารอนอยู่กันอย่างสงบสุข จนกระทั่งมีมี่อายุได้หกขวบ จู่ๆแล้วเครนี่ผู้เป็นหัวเรือใหญ่ของบ้านก็ได้ออกจากบ้านไปและกลับเข้าทำงานกองพันของประเทศแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แล้วก็ไม่เคยกลับมาเยี่ยมเยียนลูกอีกเลย อย่างดีก็แค่ส่งเงินกับจดหมายมาเท่านั้น
            ฟิลกับมีมี่เองก็ประหลาดใจมากที่จู่ๆพ่อก็ได้ทิ้งครอบครัวไป แล้วการไปก็เหมือนกับไม่มีเยื่อใยหลงเหลือราวกับจะแยกทางกับครอบครัวอย่างถาวร... อย่างไรก็ตามทางด้านเมลิซ่าเองก็เหมือนจะเข้าใจเหตุผลนั้นอยู่ แต่กระนั้นเธอก็ไม่บอกอะไรให้ลูกได้รับรู้

            ครอบครัวสามชีวิตแม่ลูกก็ดำเนินต่อมาได้อีกสองปี เมลิซ่าก็เกิดล้มป่วยด้วยโรคประจำตัวและเสียชีวิตลง ทำให้ชีวิตครอบครัวอารอนดูแย่ลงไปทุกที...
            และต่อมาอีกสองปี มีมี่ก็ได้จากไปอีกคนหนึ่งด้วยโรคลึกลับที่ไม่มีทางรักษา โดยในคืนนั้นเด็กหญิงผู้อ่อนโยนก็เกิดมีอาการไข้สูงและเพ้อ แม้ฟิลจะพยายามช่วยเหลือเพียงใดก็ไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งชีวิตของน้องสาวไว้ได้... มีมี่ได้จากโลกไปด้วยวัยเพียงสิบขวบเท่านั้น...

            ชีวิตที่เริ่มต้นมาถึงสี่ บัดนี้เหลือเพียงหนึ่งเท่านั้น
            แต่ฟิลก็ยังคงยืนยันที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านแห่งความทรงจำอันแสนสุขนี้ต่อไป บ้านคือที่ๆเขาอยู่แล้วสบายใจที่สุด แม้จะต้องอยู่เพียงคนเดียวลำพังก็ตาม...


            ...............................................


            ในวันนี้อากาศดีเช่นเคย ฟิลได้พาวัวสองและม้าหนึ่งตัวรวมถึงสุนัขเฝ้าวัวอีกตัวหนึ่งออกมาปล่อยที่ทุ่งหญ้าข้างบ้าน
            จากนั้นฟิลจึงไปที่คูคลองเล็กๆที่ขุดขึ้นเพื่อโยงน้ำมาจากแม่น้ำที่ตัดออกมาจากป่าใหญ่ ฟิลเปิดประตูน้ำปล่อยให้น้ำไหลเข้ามายังคลองเล็กๆหล่อเลี้ยงแปลงสวนไร่นาขนาดย่อมที่เขาปลูกพืชไว้ ก่อนที่จะเดินข้างแปลงแล้วโปรยปุ๋ยให้พอทั่วถึงกัน

            เสร็จจากเรื่องไร่สวนแล้วฟิลจึงได้ไปต่อที่แปลงองุ่นเพื่อเก็บผลองุ่นที่พอจะนำมาหมักเป็นไวน์ได้
            รวบรัดเสร็จสรรพงานทั่วไปของฟาร์มน้อยแห่งนี้ก็เสร็จเอาช่วงใกล้เที่ยง ฟิลเดินเข้าครัวนำขนมปังที่อบได้ที่ออกมาทาแยมที่ทำเองกลายเป็นแซนด์วิซกินคู่กับน้ำองุ่นเป็นอาหารกลางวัน

            เด็กหนุ่มใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ผลิตผลทางการเกษตรเหลือเฟือที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตและมีเผื่อให้เก็บไปขายทำเงิน ทุกๆวันหลังดูแลสวนแล้วเขามักใช้เวลาในการอ่านหนังสือพร้อมกับกินอาหารที่ทำเอง
            แลดูเป็นชีวิตที่เรียบง่ายแต่ก็ไม่จำเจเสียทีเดียว การดูแลฟาร์มและการหาความรู้ใหม่ๆจากหนังสือมาอ่านก็เป็นสิ่งที่ฟิลค่อนข้างชอบ วันว่างๆเขาก็มักเอาความรู้จากหนังสือมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวัน เช่นการแปรรูปอาหาร โดยใช้สารเคมีพื้นบ้าน ไม่ก็ใช้เวทมนตร์ที่ตนเองใช้ได้


            ในระหว่างที่กำลังกินพลางอ่านหนังสือเพลินๆอยู่นั้นเอง เสียงร้องเรียกชื่อของเขาก็ได้ดังแว่วขึ้นมาจากทางประตูหน้าบ้าน
            "ฟิล...!" เสียกเรียกดังชัดเมื่อตัวผู้เรียกใกล้บ้านมากขึ้น

            ฟิลละอาหารกลางวันแล้วเดินไปที่หน้าต่าง ซึ่งเมื่อเห็นว่าผู้เรียกเป็นหญิงสาวคนในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว เขาก็ได้ร้องทักกลับไป
            "อ้าวพี่ลอร่า มีอะไรเหรอครับ!?" ฟิลทักคนบ้านใกล้เรือนเคียงที่สนิทกันและเคารพเป็นพี่สาวคนหนึ่ง

            ลอร่า หญิงสาววัยยี่สิบปีนิสัยใจดีที่มีเอกลักษณ์เด่นคือแว่นตากลมๆและผมสีชมพูที่เปียสองข้าง
            ลอร่าเป็นซิสเตอร์ ลูกสาวของหลวงพ่อ โรเบิร์ต ที่อาศัยในโบสถ์เล็กๆประจำหมู่บ้าน เธอสนิทสนมกับฟิลมากเพราะโตมาด้วยกันที่หมู่บ้านแห่งนี้ นอกจากนี้ทั้งเธอและฟิลต่างก็เคยเรียนมนตราแห่งการรักษาฟื้นฟูจากโรเบิร์ตมาพร้อมๆกันอีกด้วย

            พอได้เห็นลอร่าวิ่งกระหืดกระหอบมาแบบนี้ฟิลเองก็พอจะเดาออกว่ามาด้วยเหตุผลกลใด
            ซึ่งทันทีที่ลอร่ามาถึงประตูเธอก็ก้มหน้าเหนื่อยหอบอยู่สักพัก จากนั้นก็ได้เงยหน้ามองฟิลแล้วร้องขอความช่วยเหลือตามที่คาด
            "มีนักเดินป่าบาดเจ็บหลายคนอยู่ที่โบสถ์ พ่ออยากให้ฟิลไปช่วยอีกแรงน่ะ พอจะปลีกตัวไปช่วยหน่อยได้ไหมฟิล?"
            "ได้แน่นอนครับ แต่ขอผมเตรียมของแป๊บก็แล้วกัน" ฟิลที่รู้ทันมาแต่แรกได้หยิบแก้วน้ำส่งให้พี่สาวแสนดีได้ดื่มดับกระหาย "พักเหนื่อยสักเดี๋ยวก่อนก็ได้นะพี่ เดี๋ยวขี่ม้าไปกับผมเอาก็ได้"
            "อะ... อือ ขอบใจจ๊ะ" สาวเจ้ายิ้มรับแก้วน้ำมาพลางเอ่ยชม "ฟิลนี่รู้ใจกันไปหมดเลยนะ"
            "ก็แหม... หมู่บ้านเราก็มีกันแค่นี้เอง เดินผ่านมองหน้าก็รู้ว่าคิดอะไรแล้วล่ะครับ"

            เสียงฟิลดังแว่วมาจากในห้อง ไม่นานนักเขาก็ได้เดินออกมาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบเล็กที่มีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลส่วนตัว

            เมื่อทุกอย่างพร้อมดีแล้วฟิลก็ปิดประตูบ้านแล้วเดินมาหยุดที่หน้าบ้าน จากนั้นก็ได้ผิวปากส่งเสียงสัญญาณแหลมนำ แล้วจึงตะโกนเรียกชื่อม้าขึ้น
            อึดใจให้หลังม้าสีน้ำตาลก็ได้ควบมาหยุดที่หน้าชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายอย่างรู้ใจ ฟิลเองก็ไม่รอช้าที่ลูบศีรษะของม้าคู่ใจแล้วกระโดดขึ้นควบก่อนที่จะพูดเบาๆข้างหู
            "นี่โทนี่ เดี๋ยวฉันกับพี่ลอร่าจะไปที่โบสถ์กลางเมืองนะ ช่วยไปส่งหน่อยละกัน... ยังไงก็ช่วยอยู่นิ่งๆสักเดี๋ยวก่อนนะ จะได้ให้พี่ลอร่าขึ้นขี่ไปด้วยกันน่ะ"
            "ครืด!" ม้าของฟิลหายใจเสียงดังเสมือนส่งสัญญาณรับรู้ถึงสิ่งที่นายบอก

            ม้าของฟิลยืนนิ่งเฉยๆ ขณะที่ฟิลเองก็ได้ใช้มือข้างหนึ่งจับบังเหียนส่วนอีกข้างก็เอื้อมไปที่เบื้องหน้าลอร่าหมายจะช่วยดึง
            หญิงสาวในชุดนักบวชอาจจะขยับตัวก้าวขากว้างลำบากนัก แต่เมื่อได้รับความช่วยเหลือเธอก็ขึ้นมานั่งบนหลังม้าได้ไม่ยากอะไร
            "ยังเหมือนเดิมเลยนะฟิล เข้าใจดีทั้งคนแล้วก็สัตว์" ลอร่าพูดขึ้น
            "หึๆ ก็เป็นเรื่องเดียวที่ผมถนัดที่สุดล่ะครับ" ฟิลรับคำแล้วหันหน้ากลับไปจับหันเหียนทั้งสองมือ ก่อนที่จะบอกเตือนลอร่าอีกครั้ง "เกาะดีๆนะพี่ ผมจะควบเร่งแล้ว!"
            "ได้เลยจ๊ะ!" หญิงสาวรับคำพร้อมกับเกาะเอวชายหนุ่มสารถีไว้แน่นสองมือ


            ...............................................


            หลังจากขี่ม้ามาเพียงช่วงเวลาสั้นๆไม่กี่นาที ฟิลกับลอร่าก็มาถึงโบสถ์ที่กลางหมู่บ้าน
            โดยในตอนนี้มีผู้บาดเจ็บหนักอยู่สองคนที่กำลังรอการรักษาอยู่ โดยทั้งคู่ได้ถูกปฐมพยาบาลชั่วคราวรอไว้แต่แรกแล้ว

            ทันทีที่ฟิลและลอร่าลงจากม้าแล้ว ทั่งคู่ก็ไม่รอช้าที่จะรี่เข้าไปหาคนเจ็บทั้งสอง
            "หลวงพ่อโรเบิร์ต! ผมมาแล้วครับ!" ฟิลพูดขึ้นทักทายอย่างง่ายๆรู้งาน
            "ถูกเวลามาก ช่วยดูแลคนเจ็บทางนั้นที" ชายวัยสี่สิบหกปีในชุดบาทหลวงซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการใช้เวทรักษาบาดแผลฉกรรจ์ที่แขนของผู้บาดเจ็บคนหนึ่งโดยที่ไม่มีเวลาเงยหน้าขึ้นมาทักทาย
            "งั้นฝากด้วยนะฟิล เดี๋ยวพี่จะดูทางนี้เอง" ลอร่าเองก็รู้งาน เธอแบ่งหน้าที่กับฟิลอย่างรู้ใจ ก่อนที่จะแยกย้ายไปช่วยรักษาคนเจ็บ

            สำหรับผู้บาดเจ็บที่มารักษานั้นเป็นกลุ่มนักเดินป่า ซึ่งเห็นว่าป่าแถบหมู่บ้านโฮฟเมาน์เท่นนั้นสมบูรณ์ดีเลยแวะผ่านมา แต่ระหว่างทางถูกสัตว์ป่าเล่นงานเสียก่อน เลยหนีตายมาขอความช่วยเหลือที่หมู่บ้านเข้า
            กลุ่มเดินป่านั้นก็มากันสี่คนเป็นชายสามหญิงหนึ่ง แต่ในกลุ่มของผู้ชายนั้นก็จะมีครึ่งคนครึ่งหมาป่ามาเป็นเพื่อนร่วมทางด้วย... ซึ่งนั่นเองก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ลอร่าต้องไปตามฟิลให้มาช่วย...

            การมีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ผสมบนดาวเคลเฟอร์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะมนุษย์แท้นั้นมีเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดบนดาวเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ป่า มีทั่วไปตั้งแต่หมาป่า แมว สุนัข หมูป่า วัว จิ้งจอก ลิง เสือ ฯลฯ
            การผสมของสายพันธุ์ต่างๆมีอยู่มากมายตั้งแต่ครึ่งตัวเป็นคนครึ่งตัวเป็นสัตว์ ไปจนถึงเกือบทั้งหมดเป็นสัตว์แต่ยืนสองขาเดินสองขาได้แบบคน ซึ่งก็ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นเรื่องปกติของดาวดวงนี้
            แต่อย่างไรเสียการมีสายพันธุ์ต่างๆก็อาจมีปัญหาในการเข้าสังคมอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องของภาษา ที่ครึ่งมนุษย์ที่คล้อยไปทางสัตว์มากๆจะใช้ภาษามนุษย์ไม่ได้ แม้จะเข้าใจแต่การพูดจาอาจไปทางภาษาสัตว์ป่านั้นๆแทน

            ฟิลมองดูคนเจ็บซึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งหมาป่าที่กำลังนอนครางระงมอยู่ที่ม้านั่งยาวในโบสถ์
            เขาค่อยๆไปช่วยประคองครึ่งคนครึ่งหมาป่าตนนั้นมานั่ง จากนั้นจึงแกะผ้าพันแผลออกอย่างนุ่มนวลและเริ่มร่ายเวทที่มือขวา ก่อเกิดแสงที่ขาวนวลศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์ในการรักษาฟื้นฟูบาดแผลให้ดีขึ้น
            "ไม่เป็นไรแล้วนะครับ... หายใจช้าๆไม่ต้องเกร็ง ผมจะรักษาบาดแผลคุณให้เอง" ฟิลพูดกับครึ่งคนครึ่งหมาป่าตนนั้นด้วยภาษามนุษย์ "ว่าแต่ว่าคุณชื่ออะไรนะครับ?"
            "กรรร... ฮือ...." ครึ่งคนครึ่งหมาป่าครางตอบคำถามเป็นภาษาสัตว์ป่า
            "ครับ... ชื่อคุณวอซนะครับ" ฟิลพยักหน้าเข้าใจและขานชื่อของครึ่งคนครึ่งหมาป่าตนนั้น ก่อนที่จะชวนคุยต่อด้วยภาษามนุษย์เช่นเดิม "งั้นคุณวอซ นอกจากแผลที่อกแล้ว คุณเจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า?"
            "ฮู่ม... ครือ..." ครึ่งคนครึ่งหมาป่าที่อ้างชื่อว่าวอซก็คุยตอบกลับเป็นภาษาสัตว์เช่นเดิม แต่ก็เจรจาสื่อการกันได้รู้เรื่องกันเป็นการส่วนตัว
            "แขนขวานะครับ ได้เลยเดี๋ยวถ้าจัดการแผลใหญ่นี้หายแล้วผมจะดูให้ ตอนนี้ทำตัวตามสบายหายใจเข้าออกลึกๆไว้ครับ" ฟิลยิ้มให้ผู้รับการรักษารู้สึกสบายใจขึ้น ขณะที่การรักษาก็คืบหน้าอย่างรวดเร็ว

            หลวงพ่อโรเบิร์ตเหลือบตามองเด็กหนุ่มที่ฟังภาษาสัตว์และคุยกับสัตว์รู้เรื่องกำลังเจรจาพาทีและรักษาแล้วก็อดที่ยิ้มเล็กๆประทับใจกับความสามารถพิศษในตัวของเขาเสียไม่ได้


            ...............................................


            ผ่านมากว่าครึ่งชั่วโมง ที่สุดแล้วการรักษาก็เป็นอันเสร็จสิ้น
            ผู้บาดเจ็บทั้งสี่คนต่างก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ด้านในโบสถ์ ขณะที่ฟิลก็ได้ช่วยลอร่าทำความสะอาดคราบเลือดที่พื้นโบสถ์

            ระหว่างนั้นหลวงพ่อโรเบิร์ตที่พึ่งดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วเสร็จก็ได้เดินออกมาทักทายฟิลอีกครั้ง
            "ขอบใจมากนะฟิลช่วยได้เยอะเลย... เธอนี่ยังน่าทึ่งเสมอเลยนะ ทั้งเรื่องความสามารถในการรักษาที่แทบจะเกินหน้าคนสอนอย่างลุง แล้วก็ความสามารถเฉพาะตัวที่สื่อสารกับสัตว์ป่าได้อีก"
            "ฮะๆ คงเป็นเพราะสายเลือดล่ะมั้งครับ" ฟิลหัวเราะถ่อมตน
            "ที่จริงแล้วคนมีความสามารถอย่างเธอจะไปทำงานในเมืองที่ใหญ่กว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ" โรเบิร์ตถามคำถามเดิมซ้ำเผื่อว่าชายหนุ่มอาจคิดเปลี่ยนใจ "ถ้าไปสมัครเข้ากับทางกองทัพของประเทศล่ะก็ อยู่สบายเลยล่ะ ยิ่งยุคสมัยนี้นักบวชที่ใช้วิชารักษาเป็นยิ่งมีจำนวนจำกัดอยู่ด้วย"
            "ไม่ล่ะครับหลวงพ่อ ผมชอบอยู่แบบธรรมชาติอย่างนี้มากกว่าไปรบราฆ่าฟันหรืองานที่ต้องมีส่วนร่วมกับเรื่องแบบนี้หรอกครับ" ฟิลปฎิเสธด้วยเหตุผลเดิมๆ "แล้วก็อีกอย่างถึงจะอยู่คนเดียวแต่บ้านนี้ก็มีความทรงจำของแม่กับน้องสาวผมอยู่... คงไม่มีที่ไหนที่ผมจะอยู่แล้วอุ่นใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว"
            "แต่ถ้าเธอไปอยู่กับพ่อที่กองทัพ เธอน่าจะไปได้ไกลกว่านี้นะ มีทั้งการงานมั่นคงแล้วก็มีลูกน้องด้วย พ่อเธอเองก็น่าจะสบายใจกว่านี้"
            "ไม่ครับ... ผมไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องไปอยู่กับคนที่ทิ้งแม่กับน้องสาวไปหรอก" สีหน้าของฟิลเปลี่ยนไปจากอ่อนโยนเป็นเสียความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงพ่อ
            "ฟิล... ลุงเคยทำงานกับพ่อของเธอมาก่อน ลุงรู้ดีว่าเขาเป็นคนรักครอบครัวแค่ไหน การที่ต้องจากไปนั้นแสดงว่าเขาต้องมีเหตุผลที่ใหญ่มากๆแน่"
            "ถึงตอนนี้แล้วเหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญหรอกครับ... กระทั่งตอนแม่ป่วย ตอนน้องสาวป่วย กลับไม่เคยโผล่มาเลยแท้ๆ... จะมาทำไปเอาตอนเคารพหลุมศพ?" เด็กหนุ่มส่ายหน้าไม่อภัยให้กับความผิดนี้
            "เอาน่ะ... ลุงเองก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะพูดอะไรได้เท่าไหร่ แต่ขอให้ฟิลรู้ไว้เถอะนะว่าพ่อของเธอเองก็ไม่ได้อยากทำแบบนี้หรอก"
            "แล้วทำไมล่ะครับ มีเหตุผลที่บอกกระทั่งผมก็ไม่ได้เหรอ?" ฟิลถามต่อ
            "ถ้าเป็นตอนนี้ล่ะก็ใช่นะ... แต่เอาเป็นว่า... ถ้าถึงเวลาสักวันหนึ่งแล้วเธอก็น่าจะได้รู้ความจริงทั้งหมดเอง" โรเบิร์ตบอกปัดบ่ายเบี่ยง

            ระหว่างนั้นเองจู่ๆแล้วก็มีเสียงร้องเสียดแหลมของมังกรดังขึ้นมาจากบนท้องฟ้าทำลายจังหวะการพูดไป
            ฟิลกับโรเบิร์ตและลอร่าต่างก็เงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้า ซึ่งก็พบว่ามีมังกรสีครามตัวหนึ่งกำลังบินอยู่และก็ได้ลดระดับลงเรื่อยๆ
            ปีกอันกว้างใหญ่ที่กางแผ่ตีอากาศพรึ่บพั่บอย่างแรงเพื่อประคองตัวให้ค่อยๆลอยลงสู่พื้นอย่างช้าทำเอาฟิลต้องยกมือขึ้นป้องหน้ากันฝุ่น เช่นเดียวกับลอร่าที่ต้องรีบกดกระโปรงลงก่อนที่จะถูกตีเปิดขึ้น

            เมื่อมังกรลงแตะและตั้งตัวได้แล้ว ชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในเครื่องแบบทหารก็คลายมือจากบังเหียนแล้วกระโดดลงจากหลังมังกรแล้วลูบเบาๆที่ช่วงหน้าผากและเหนือปากของมังกรตนนั้นแสดงความหมายเหมือนการชม

            ฟิลมองดูชายหนุ่มรูปร่างสมส่วนผู้เป็นเจ้าของมังกรด้วยสายตาเย็นชา
            สายตาของเขามองไปที่มือของทหารคนนั้นซึ่งมีสัญลักษณะรูปปีกมังกรและมีอักขระโบราณวงกลมล้อมรอบ ซึ่งสัญลักษณะนี้ก็มีอีกแห่งหนึ่งบนตัวมังกรเหมือนกัน ซึ่งก็เป็นจุดที่เจ้านายผู้นั้นกำลังลูบอยู่
            สัญลักษณ์ที่ว่านี้ก็คือตรายืนยันแห่งการทำพันธะสัญญารับใช้ โดยมีมนุษย์ที่มีความสามารถคุมมังกรในสายเลือดเป็นเจ้านาย และมีมังกรรับใช้เสมือนทาส...
            "พักรออยู่นิ่งๆสักเดี๋ยวนะ เอียริน่า" ชายผู้เป็นเจ้าของมังกรบอกสั่งมังกรของตน
            "ครือ...!" มังกรชูหน้าเล็กน้อยแล้วร้องเบาๆประหนึ่งเข้าใจคำสั่งของผู้เป็นนาย

            หลังจากที่ลูบชมและบอกหน้าที่กับมังกรรับใช้แล้ว ทหารผู้นั้นก็ได้หันเดินมาทางโบสถ์
            เขาเดินตรงมาดมั่นและมาหยุดอยู่ที่หน้าบาทหลวง ก่อนที่จะโค้งตัวแสดงความเคารพอย่างสุภาพผิดท่าทางขึงขังในตอนแรก
            "สวัสดีครับหลวงพ่อโรเบิร์ต!"
            "โอ้... ว่าไงแลนซาร์ด ไม่ได้เจอกันนานหลายปีเลยนะ ตอนนี้เป็นอัศวินมังกรเต็มตัวแล้วสินะ?" โรเบิร์ตทักทายอัศวินหนุ่มกลับ
            "ก็ราวๆหลายปีได้ล่ะครับ ตอนนี้ผมได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนแล้ว"
            "อืมๆดี เห็นเธอแข็งแรงฉันก็ดีใจนะ ว่าแต่วันนี้มาออกลาดตระเวนถึงนี่เลยหรือ?"
            "ที่มาผมที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ล่ะครับ" แลนซาร์ดผู้เป็นอัศวินมังกรเข้าเรื่อง "ช่วงนี้มีข่าวลือเรื่องประเทศไฮแลนด์กำลังหาเรื่องทำสงครามกับประเทศอาโกลาสของเราอยู่ มีการยั่วยุรวมถึงการไล่ต้องพวกสัตว์ป่าดุร้ายข้ามเขตแดนมาด้วย"
            "งั้นก็พอดีเลยสิ... มีผู้บาดเจ็บจากถูกสัตว์ป่าทำร้ายมาด้วย ตอนนี้กำลังพักอยู่ข้างในน่ะ" โรเบิร์ตตอบ
            "เหรอครับ... เป็นจริงๆสินะ" แลนซาร์ดถอนหายใจระอา "แล้วอาการเป็นยังไงบ้างครับ?"
            "ก็รักษาไปหมดแล้ว แต่คงต้องให้พักอีกสักคืนล่ะนะ"
            "งั้นถ้าฟื้นกันแล้วก็ช่วยบอกเขาด้วยนะครับว่าผมอยากให้ไปรายงานเรื่องนี้กับทางกองทัพหน่อย แล้วพรุ่งนี้ผมจะให้กองทัพส่งคนมารับครับ"
            "ได้เลยแล้วจะบอกให้นะ"
            "ขอบคุณครับ ถ้างั้นผมขอตัวกลับไปลาดตระเวณแถวพื้นที่นี้ต่อ ถ้ามีอะไรล่ะก็แจ้งกองทหารได้นะครับผมจะให้ทหารชุดหนึ่งคอยตรวจตรารอบๆหมู่บ้านทั้งคืน" แลนซาร์ดโค้งศีรษะทำความเคารพอีกครั้งพร้อมกับหันหลังเดินกลับไปที่มังกร

            มังกรเองรู้ความต้องการของเจ้านายเป็นอย่างดี มันได้ย่อตัวลงเพื่อให้เจ้านายขึ้นขี่ได้ง่ายๆโดยไม่ต้องออกคำสั่ง

            แต่ก่อนที่แลนซาร์ดจะได้ก้าวขาไปนั้น โรเบิร์ตเองก็ได้ร้องทักขัดขึ้นมาเสียก่อน
            "เอ้อนี่แลนซาร์ด"
            "ครับ?" อัศวินมังกรหยุดหันมามอง
            "เครนี่เป็นยังไงบ้างน่ะ?"

            พลันที่โรเบิร์ตถามออกไป ฟิลก็ถึงกับสะกิดใจแล้วหันมองเล็กๆแบบเก็บอาการไม่อยู่ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมาหรือชักสีหน้าให้ใครสังเกตเห็น
            "ท่านแม่ทัพยังสบายดีครับ" แลนซาร์ดพยักหน้าแล้วตอบกับโรเบิร์ตอย่างสุภาพเช่นเคย "แต่ช่วงนี้ก็งานหนักเอาเรื่อง ต้องขี่มังกรข้ามไปมาในทวีปบ่อยๆ"
            "เหรอ..." โรเบิร์ตพยักหน้าตอบแล้วฝากฝัง "งั้นถ้าได้เจอกันก็ฝากบอกด้วยนะว่าฉันแล้วก็ลูกชายของเขายังสบายดี"
            "ครับผม จะบอกให้ครับ!"

            รับคำแล้วแลนซาร์ดก็ขึ้นขี่หลังมังกรแล้วดึงบังเหียน เพียงเท่านั้นมังกรคู่ใจก็ตีปีกรุนแรงอีกครั้ง
            ช่วงเวลาสั้นๆทั้งเจ้านายและผู้รับใช้มีปีกก็ได้ยกตัวขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วจากนั้นก็ได้บินผ่านหมู่บ้านออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่มีเด็กในหมู่บ้านวิ่งโบกมือตามจากด้านล่าง

            การปรากฎตัวของอัศวินมังกรนั้นไม่เห็นบ่อยนัก เพราะนอกจากมังกรมีจำนวนน้อยแล้ว ผู้ใช้มังกรเองก็มีไม่มากเช่นกัน
            ฉะนั้นแล้วการได้เป็นอัศวินมังกรนั้นก็ถือเป็นอาชีพทหารที่ทรงเกียรติ์มากที่สุดในบรรดาทหารด้วยกัน

            แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าฟิลเองจะไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับอาชีพนี้ โดยเฉพาะกับพ่อของตนเองที่ทิ้งครอบครัวเพื่อหวนกลับคือสู่อาชีพนี้...
            "รู้จักกันด้วยเหรอครับ...?" ฟิลถามขึ้นพลางมองดูอัศวินมังกรที่บินไกลจนเห็นเพียงจุดเล็กๆ
            "เคยเป็นนักเรียนอัศวินมังกรน่ะ ตอนนั้นประเทศมีการคัดหาผู้มีสายเลือดในการเป็นเจ้านายมังกรได้ แล้วแลนซาร์ดก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย" โรเบิร์ตอธิบาย "จากนั้นพ่อเธอก็ย้ายมาที่หมู่บ้านนี้ ส่วนลุงก็อยู่ต่ออีกสักห้าถึงหกปีได้ ก็ได้สอนเด็กคนนั้นอีกหลายเรื่องล่ะนะ ไม่นึกเหมือนกันว่าไม่ได้เจอกันนานเขาจะเป็นใหญ่เป็นโตได้ขนาดนี้"
            "นั่นสินะ... ก่อนหน้านี้หลวงพ่อเองก็ทำงานในสังกัดนักบวช ฝ่ายอัศวินมังกรเหมือนกัน..."
            "ก็ทั้งดูแลอัศวินที่ได้รับบาดเจ็บ แล้วก็เรียนรู้เรื่องมังกรไปพร้อมๆกัน"

            พูดถึงจุดนี้แล้วโรเบิร์ตก็หันมองหน้าฟิลแล้วถามขึ้นด้วยความหวังดี
            "ว่าแต่เธอเองก็เป็นคนรักสัตว์คนหนึ่งนี่นา แถมช่วงหลังมานี่ก็มีความสามารถเข้าใจภาษาสัตว์ได้ด้วย เธอไม่สนใจเป็นผู้ใช้มังกรจริงๆเหรอฟิล?" โรเบิร์ตเห็นความสามารถในตัวฟิลจริง "ถ้าเป็นอย่างเธอล่ะก็ ต้องเป็นอัศวินมังกรที่ดีได้แน่"
            "มังกรน่ะเหรอครับ...?" ฟิลตอบน้ำเสียงเปลี่ยนไปที่ทั้งเศร้าและแฝงความไม่พอใจปนกัน "ไม่ล่ะครับ... ผมไม่มีความสนใจเลยสักนิด... แล้วอีกอย่างผมเองก็ไม่ชอบมังกรเท่าไหร่ด้วย"
            "ไม่ชอบที่รูปลักษณ์มันแปลกหรือ? หรือว่าไม่พอใจที่พ่อทิ้งครอบครัวเพื่อกลับไปเป็นอาชีพนี้?" โรเบิร์ตถามเจาะลึกแต่ตรงจุด
            "ไม่ทั้งสองอย่างล่ะครับ..." ฟิลหลบตาเงยหน้ามองท้องฟ้า

            เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะถอนหายใจลากยาวแล้วหันกลับลงมามองตรงไปยังประตูเมืองแล้วพูดขึ้นแบบไม่สบตา
            "พ่อจะเลือกอาชีพอัศวินมังกรก็เรื่องของพ่อ... พ่อจะเห็นงานดีกว่าจนทิ้งครอบครัวไปก็เรื่องของพ่อ... ไม่เกี่ยวกับมังกรเลยสักนิดเลยครับ..."
            "งั้นเหรอ..."
            "แล้วก็ไม่เกี่ยวด้วยว่ามังกรแปลก... ต่อให้มองอย่างมีอคติว่ามังกรเป็นเหมือนจระเข้มีปีก เป็นหรือเหมือนสัตว์เลื้อยคลานตัวใหญ่ที่มีขามีปีก แต่มังกรก็คือสิ่งมีชีวิตนะครับ...! ผมไม่ชอบใจเลยจริงๆที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งๆต้องมาถูกผูกมัดขาดอิสระภาพไปจนกว่าจะถึงวันที่นายตายลง... ถึงจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ผมไม่ถูกใจแต่ผมก็คิดว่ามังกรเองก็ควรมีอิสรภาพในแบบที่ควรมี ไม่ใช่เป็นสัตว์เลี้ยง หรือเป็นสิ่งมีชีวิตสำหรับการศึก"
            "อืม..." โรเบิร์ตพยักหน้าไม่ถามอะไรต่อ
            "ถ้างั้น... ผมขอตัวกลับบ้านล่ะนะครับ ดูแล้วเหมือนฝนจะตก ต้องรีบเอาวัวเข้าคอกก่อน" ฟิลตัดบทถือโอกาสลาเมื่อเสร็จกิจ
            "อืม งั้นก็โชคดีนะฟิล ไว้จะให้ลอร่าส่งอะไรไปแทนคำขอบคุณทีหลัง"
            "ไม่ต้องหรอกครับ แค่ผมได้ใช้วิชาที่เรียนจากหลวงพ่อให้เป็นประโยชน์ แล้วก็ได้เห็นคนเจ็บหาย เท่านั้นผมก็พอใจแล้วครับ" ฟิลยิ้มเล็กๆ จากนั้นก็ได้กระโดดขึ้นม้าที่อยู่ใกล้ แล้วควบออกไป

            โรเบิร์ตมองส่งฟิลขี่ม้าห่างออกไปจนลับตา
            ในใจของเขาก็ยังคงนึกเสียดายกับคำปฎิเสธแบบไม่ใยดีของฟิล เพราะหากฟิลต้องการเป็นอัศวินมังกรจริง เขาก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่

            แต่ก็ดังปรากฎเพราะแม้จะเคยหว่านล้อมเพียงใดแต่ฟิลที่มีความสามารถเหมาะสมกับสายอาชีพนี้ก็ยังคงปฎิเสธเสียงแข็ง
            น้ำเสียงและสีหน้าที่โรเบิร์ตเห็นนั้นทำให้เขารู้สึกได้ว่าที่ฟิลไม่ได้โกรธพ่อนั้น เป็นเรื่องโกหก... แต่เรื่องที่บอกว่าไม่พอใจที่การเป็นอาชีพนี้ต้องผูกมัดชีวิตมังกรนั้น เป็นเรื่องจริง...

            โรเบิร์ตเองก็เป็นคนที่สนิทกับเครนี่มานาน เขารู้ดีถึงเหตุผลที่เครนี่ต้องทิ้งฟิลและครอบครัวไป หากแต่เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องที่เล่าให้รู้ได้ จึงต้องปิดบังมาจนทุกวันนี้
            โรเบิร์ตรู้สึกเสียดายจากใจจริงที่ฟิลไม่เลือกสายอาชีพนี้เพราะฟิลมีคุณสมบัติดีพร้อมทั้งทางสายเลือดผู้ใช้มังกรที่เข้มข้นยิ่งกว่าเครี่มาก อีกทั้งยังมีความสามารถบางอย่างที่ซ่อนอยู่เช่นการเข้าใจภาษาสัตว์
            ถึงแม้ว่าจะไม่ชำนาญเรื่องการใช้อาวุธ แต่การใช้เวทมนตร์ที่รุนแรงและรวดเร็วก็ถือว่าทดแทนกันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งมีความสามารถในการรักษาที่จำเป็นมาก

            นอกเหนือจากเรื่องของพ่อแล้ว ฟิลก็เป็นคนที่ใจดีเกินไป เขารักชีวิตของเพื่อนมนุษย์รวมไปถึงสัตว์เลี้ยงมาก ดังนั้นจึงไม่คิดที่จะผูกมัดชีวิตมังกรมาเพื่อเป็นทาสรับใช้โดยเด็ดขาด
            แต่ในความเป็นจริงแล้วโรเบิร์ตที่สัมผัสกับมังกรและผู้ใช้มังกรมานานก็รู้ว่าสิ่งที่ฟิลคิดนั้นมันก็ไม่ถูกไปทั้งหมดเสียทีเดียว
            "เฮ้อ... ฟิลเอ้ย... คงไม่รู้ตัวสินะว่าความรู้สึกต่อต้านพ่อทำให้ปฎิเสธมังกรไป... เธอแบกรับกับเรื่องที่ไม่ควรแบบรับมากเกินไปนะ ลุงรู้สึกเสียดายที่คนดีอย่างเธอต้องมาตกอยู่ในห้วงวังวนแบบนี้จริงๆ..." โรเบิร์ตพูดขึ้นลอยๆด้วยความเป็นห่วงเป็นใย


            ...............................................


            บ่ายคล้อยเย็นวันนั้น หลังจากที่กลับมาจากโบสถ์แล้ว
            ฟิลก็ได้รีบไปต้อนวัวและม้ากลับเข้าคอกแล้วจัดการปิดประตูหน้าต่างคอกอย่างแน่นหนา จากนั้นก็ไปจัดการเรื่องประตูน้ำ แล้วคลุมพลาสติกที่แปลงองุ่นกันฝนที่จะยก

            เสร็จเรื่องงานไร่สวนแล้ว จากนั้นฟิลก็มาต่อในเรื่องส่วนตัวด้วยการรีบเก็บผ้าที่ตากไว้บริเวณข้างบ้านลงให้หมด
            "จู่ๆก็ครึ้มฟ้าครึ้มฝนได้ แปลกจัง... ทั้งที่ไม่มีเค้าลางว่าฝนจะตกมาก่อนแท้ๆ" เขาบ่นอยู่พลางง่วนกับงานเบื้องหน้า

            จัดการกิจวัตรประจำวันก่อนเวลาได้แล้วเสร็จ ฟิลจึงได้มีโอกาสพักเหนื่อยบ้าง เขาจุดตะเกียงในบ้านให้สว่างขึ้น ก่อนที่จะก่อไฟในห้องครัวแล้วทำอาหารเมนูครีมสตูว์ไว้กินเป็นมื้อเย็น
            ในระหว่างนั้นเองฝนก็เริ่มลงเม็ดตามที่ฟิลคาดไว้ แล้วจากนั้นยิ่งทีเสียงเป๊าะแป๊ะก็ยิ่งดังมากขึ้นตามความแรงของฝนที่ตกลงมา

            ชั่วโมงให้หลังฟิลก็ได้นั่งกินครีมสตูว์อุ่นๆโดยที่มีกัซ สุนัขเฝ้าสวนมานั่งกินอยู่ใกล้ๆตัว
            ฝนเองก็ยังคงตกหนัก แม้จะไม่มีลมแต่ก็มีฟ้าแล่บฟ้าร้องฟ้าผ่าลงมาเป็นระยะๆ
            "ไม่ไหว... บทจะตกก็ตกเอาง่ายๆเลยนะ ฝนหลงฤดูหรือไงกัน...?"

            เด็กหนุ่มอดที่จะขยี้รูหูเสียไม่ได้หลังจากที่ได้ยินเสียงฟ้าผ่ามาหลายรอบ
            "แกนี่ก็ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยนะกัซ ยังกินข้าวอยู่ได้" ว่าแล้วเขาก็เปลี่ยนบรรยากาศด้วยกันหันไปทักสุนัขที่วัยห้าขวบที่เลี้ยงมากับมือ
            "หงิง..." กัซเงยหน้าแล้วครางตอบ
            "อะไรนะ อยู่กับฉันแล้วอุ่นใจงั้นเรอะ เกินไปๆแบบนี้มันหิวจนไม่สนอะไรมากกว่ามั้ง!" ฟิลมองหน้ากัซแล้วหัวเราะ

            บางทีแล้วฟิลก็อดที่จะนึกขอบคุณที่ตัวเองมีพรสวรรค์แบบนี้เหมือนกัน เพราะอย่างน้อยแล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีเพื่อนรอบตัวที่อยู่บ้านเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสุนัข ม้า และวัวอีกสองตัว
            นอกจากเพื่อนที่เป็นมนุษย์ที่อยู่ในหมู่บ้านก็ยังมีเพื่อนที่เป็นสัตว์ที่อยู่บ้านเดียวกันอีก เพียงเท่านี้เขาก็ยังเข้มแข็งพอที่อยู่ในบ้านที่มีความทรงจำผูกพันธ์ได้ต่อไป

            ในระหว่างที่ฟิลกำลังจะหันกลับมากินสตูว์ต่อนั้นเอง ฟ้าก็ได้ผ่าลงมาอีกครั้ง
            หากแต่หนนี้มันผ่าลงที่ใกล้ๆต้นแอปเปิ้ลที่อยู่ใกล้ข้างบ้านออกไปไม่ไกล นอกจากเสียงดังเปรี้ยงกระแทกจนฟิลถึงกับผงะจนชาไปทั้งแก้วหูแล้ว แรงสั่นสะเทือนจากการปะทะก็ทำเอาบ้านทั้งหลังถึงกับสั่น หนังสือที่วางเหลื่อมๆบนชั้นร่วงลงมากองกับพื้น

            ฟ้าผ่าครั้งนี้นอกจากจะใกล้แล้ว มันยังสะเทือนแรงเหลือเชื่อ แม้แต่กัซที่ไม่กลัวในครั้งแรกๆก็ลืมตัวผวามาซบข้างหน้าแข้งฟิลโดยสัญชาตญาณ
            ขนาดฟิลเองก็ถึงกับอึ้งตามไปด้วย แม้ว่าเขาจะเคยเรียนเวทสายฟ้าและเรียกใช้อยู่หลายครั้ง แต่มันก็ไม่มีครั้งไหนที่จะแรงเทียบเท่ากับฟ้าผ่าตามธรรมชาติ... โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งนี้ ที่ทั้งแรง และก็ใกล้บ้านมาก...

            ซึ่งหลังจากที่นิ่งตั้งสติอยู่พักใหญ่ ในเวลานั้นฟ้าที่เคยร้องอยู่ก็ได้เงียบไป เหลือเพียงฝนตกเท่านั้น
            ที่สุดแล้วฟิลก็นึกได้ว่าต้องออกไปดูว่ามีส่วนไหนของบ้านเสียหายจากฟ้าผ่าหรือไม่ มีไฟลุก หรือต้นไม้ล้มไปโดนคอกสัตว์หรือเปล่า?

            พลันที่เปิดประตูออกไปทุกอย่างยังคงมืดสนิท ตามเมฆฝนที่บดบังแสงจันทร์ จะเห็นก็เพียงแค่ความมืดที่ปกคลุม กับเสียงเม็ดฝนและความชื้นที่คลุ้งอยู่ทั่วบริเวณ
            "รู้สึกแปลกๆยังไงก็ไม่รู้ ไปสำรวจหน่อยดีกว่า" ฟิลหยิบตะเกียงขึ้นมาและเดินออกไปหน้าบ้านยังจุดที่ผ่าฟ้า โดยที่มีกัซมาคอยตามดูแลอีกแรงหนึ่ง

            ความที่สายตาของสุนัขในยามกลางคืนดีกว่ามนุษย์มากนัก พอผ่านพ้นข้างบ้านมาทางคอกสัตว์ได้ไม่ไกลนัก กัซก็เห็นสิ่งผิดปกติ
            กัซรีบวิ่งนำห่างฟิลออกไปสำรวจจุดนั้นก่อนพร้อมทั้งเห่าให้สัญญาณกลับมาหลายครั้ง ซึ่งฟิลก็จับใจความได้ว่ากัซเจออะไรบางอย่างกองอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล

            ทันทีฟิลเข้าไปใกล้ แสงไฟจากตะเกียงเปิดขจัดความมืดออกไป สิ่งที่ฟิลเห็นอยู่นั้นก็ทำให้เขาถึงกับต้องยืนนิ่งประหลาดใจ
            เมื่อสิ่งที่เขาเห็นนั้นคือร่องหลุมเล็กๆที่เกิดจากฟ้าผ่า และตรงกลางหลุมมีร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งนอนขดตัวนิ่งอยู่

            เด็กน้อยวัยราวๆแปดขวบผมยาวสีชมพูเช่นเดียวกับสีของชุดที่เธอสวมอยู่ ดูผิวเผินเหมือนมนุษย์ทั่วไป หากแต่เธอมีเขาเรียวแหลมหนึ่งคู่ที่เหนือหูแหลมๆของเธอ ที่เหนือบั้นท้ายเองก็มีหางเรียวปลายแหลมเป็นเกล็ดๆด้วยเช่นกัน

            ครึ่งคนครึ่งสัตว์ สิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่มีอยู่ให้เห็นทั่วไปบนดาวเคลเฟอร์
            แต่กระนั้นฟิลก็ไม่เคยพบลักษณะเฉพาะทั้งเขาและหางแบบนี้มาก่อน...

            อย่างไรก็ดีสิ่งที่ฟิลประหลาดใจมากกว่าคือเด็กคนนี้มานอนที่ตรงนี้ได้อย่างไร เกี่ยวข้องกับฟ้าผ่าหรือไม่
            และถ้าเกี่ยวก็เป็นคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เธอปลอดภัยอยู่หรือเปล่า?
            "นี่เธอ... เป็นอะไรไหม?" ฟิลรีบเข้าไปดู

            เมื่อมองใกล้ๆแล้วก็ปรากฎว่า ร่างกายไม่มีบาดแผลอะไร ไม่มีรอยไหม้ด้วยผลของสายฟ้า ดูเผินๆจึงเหมือนกับว่าเด็กน้อยคนนี้แค่สลบไปเท่านั้น
            "กัซ! ไปตามหลวงพ่อโรเบิร์ตให้ที!" ฟิลสั่งสุนัขให้ไปตามบาทหลวงมา
            "โฮ่ง!" กัซเห่ารับแล้วหันหลังวิ่งไปตามคำสั่งทันที

            เช่นเดียวกับฟิลที่เห็นว่าสาวน้อยอาจจะปลอดภัยแต่ยังไว้ใจไม่ได้
            เขาจึงได้อุ้มพามาที่ในบ้านแล้วให้นอนพักที่เตียงของตนเอง รอให้โรเบิร์ตมาช่วยดูอาการอีกที


            ...............................................


            ระหว่างที่รอโรเบิร์ตมานั้นฟิลก็ได้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดดินโคลนออกจากใบหน้าแล้วก็ชุดของเธอเท่านั้น ไม่อาจทำอะไรอื่นได้มากกว่านี้...

            จริงอยู่ว่าฟิลอาจจะมีความสามารถรักษาที่แทบจะเหนือกว่าผู้สอนไปแล้ว แต่ในเรื่องของประสบการณ์และการวิเคราะห์อาการบาดเจ็บแล้ว เขายังอ่อนด้อยกว่าโรเบิร์ตอยู่มาก
            แล้วกรณีการมาสลบหลังลำแสงที่เหมือนสายฟ้าก็เป็นสิ่งที่เขาเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนด้วย

            ฟิลใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดๆแล้วไล่เช็ดหน้าของเด็กน้อยอย่างแผ่วเบาด้วยความรู้สึกเอ็นดู
            ยิ่งพอเอาโคลนออกไปมากเท่าไหร่ ฟิลก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีความคล้ายกับน้องสาวที่จากไปอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้ แม้ว่าใบหน้าจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว สีผมและความยาวอาจจะใกล้เคียงกันบ้าง แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกความทรงจำที่เศร้าหมองมากที่สุดก็คือสัมผัสทางความรู้สึกบางประการที่บอกไม่ถูก

            ในตอนนั้นเองประตูบ้านก็ถูกเปิดออก เสียงเดินรี่เข้ามาและเสียงหายใจหอบเหนื่อยของทั้งโรเบิร์ตและกัซทำให้ฟิลกลับมาจากภวังค์
            "ทางนี้เลยครับ รบกวนหลวงพ่อด้วยนะครับ" ฟิลร้องเรียกจากในห้องนอนตัวเอง

            เมื่อโรเบิร์ตมาถึงแล้วก็ได้มองหน้าของเด็กน้อยลึกลับอยู่ช่วงสั้นๆ ก่อนที่จะก้มลงจับชีพจรแล้วคลำดูตามร่างกายเพื่อดูอาการบวมช้ำ และก็ได้ดูต่อที่ศีรษะว่ามีแผลแตกหรือถูกกระแทกไหม?

            แต่หลังจากที่ตรวจอยู่ช่วงหนึ่งแล้ว โรเบิร์ตเองก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกับฟิล...
            "ภายนอกไม่มีบาดแผลอะไรเลย ภายในก็ดูเหมือนจะปลอดภัยดีนะ ไม่มีอาการช็อค ไม่มีอาการชัก ลมหายใจก็ปกติดี ชีพจรก็คงที่... ท่าทางว่าที่สลบไปคงเพราะถูกกระแทกอย่างแรงมากกว่า" โรเบิร์ตพูดสรุป
            "แต่ว่าตรงจุดที่เธอนอนอยู่นี้มีหลุมเหมือนถูกฟ้าผ่าด้วยนะครับ?" ฟิลถามต่อติดกังวล
            "แต่ก็ไม่มีบาดแผลไหม้ไฟนี่ ชุดเองก็ปกติด้วย" โรเบิร์ตสังเกตละเอียด "ว่าไปแล้วก็เป็นเคสที่แปลกจริงๆ ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย"
            "แต่ว่า... มันก็แปลกๆในสายตาผมน่ะนะ..." ฟิลเสนอความเห็นบ้าง
            "ทำไมหรือ?"
            "คือตอนก่อนที่จะออกไปดู ตอนนั้นฟ้าผ่ามาก่อนน่ะครับ แต่พอไปดูใกล้ๆแล้วลักษณะมันเหมือนกับผลข้างเคียงของเวทมนตร์มากกว่าจะเป็นสายฟ้าจากธรรมชาติน่ะครับ"
            "เวทมนตร์งั้นเหรอ?" โรเบิร์ตตั้งคำถามย้อนกลับไปให้ฟิลวิเคราะห์ "เรื่องนี้เธอที่เรียนมาจากเมลิซ่าโดยตรงน่าจะรู้ดีกว่าลุงนะ มีเวทมนตร์อะไรบ้างที่เกิดลำแสง มีเวทมนตร์อะไรบ้างที่ทำให้เกิดแรงอัดจนดินเป็นหลุมแต่ผู้อยู่ภายในไม่บาดเจ็บ มีเวทมนตร์อะไรบ้างที่เด็กคนนี้จะใช้ได้หรือถูกใช้?"

            ฟิลหลับตาลงคิดอยู่เงียบๆ ซึ่งไม่นานนักเขาก็นึกออกถึงเวทตัวหนึ่ง
            "มีอยู่บทหนึ่งครับ แต่มันไม่น่าเป็นไปได้... มันเป็นเวทระดับสูงมากที่แม้แต่จอมเวทบนเคลเฟอร์เองก็ไม่น่าใช้ได้... ขนาดในหนังสือยังเขียนไว้เลยว่าเป็นเวทในตำนานเท่านั้น"
            "เวทอะไรหรือ?"
            "เวทส่งข้ามมิติครับ..." ฟิลตอบชัดถ้อยชัดคำ "ในบันทึกโบราณกล่าวว่าเป็นเวทที่ใช้ส่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งก็รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตข้ามเขตแดนได้อย่างปลอดภัย ส่วนขอบเขตการส่งนั้นถ้าระดับต่ำก็ข้ามหมู่บ้าน แต่ระดับสูงสุดก็อาจข้ามมิติไกลๆได้เลย... เป็นเวทที่กล่าวว่ามักใช้กันในการอัญเชิญต่างๆ แต่เนื่องจากเป็นคาถาที่ซับซ้อนมากจึงไม่มีใครในเคลเฟอร์ใช้เป็น"

            กล่าวจบแล้วฟิลก็ส่ายหน้าแล้วไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเวทบทนี้
            "ไม่น่าใช่ล่ะครับ... ดูมันหลักลอยเกินไป แล้วในยุคนี้เท่าที่เห็นจอมเวทเองก็ใช้ได้แต่เวทธาตุธรรมชาติเท่านั้น ไม่มีใครกล้าใช้เวทมิติและกาลเวลาหรอกครับ"
            "มันก็ไม่แน่เสมอไปนะฟิล ถ้ามีบันทึกที่สืบต่อกันมาจริง ก็ย่อมเป็นไปได้ว่าเคยมีผู้ใช้เวทพวกนี้มาก่อนจริงไหม?"
            "มันก็..." คำพูดของโรเบิร์ตดูมีน้ำหนัก ฟิลก็ไม่กล้าปฎิเสธแนวคิดทางนี้เสียทีเดียว

            โรเบิร์ตหันกลับมามองหน้าเด็กน้อยที่เหมือนกำลังหลับสนิทแล้วก็เปลี่ยนมาพูดเรื่องอื่นที่ใกล้ตัวกว่า
            "ลักษณะภายนอกเหมือนเด็กทั่วไป โครงร่างกระดูกและความสูงดูแล้วน่าอายุสักเจ็ดถึงแปดขวบได้ โดยรวมเหมือนคนปกติเหมือนเรา แต่ว่าเธอมีเขาทรงแปลกๆ มีหางลักษณะเป็นเกล็ด ก็ต้องถือว่าเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ล่ะนะ... แต่ว่าครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ในลักษณะแบบนี้ ลุงเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ทั้งเขาก็ดี ทั้งหางก็ดี ดูแล้วไม่เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นบนดาวเคลเฟอร์เลย จะว่ากลายพันธุ์มันก็ไม่น่าเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นแบบนี้"
            "ถ้าไม่ใช่คน ถ้าไม่ใช่ครึ่งสัตว์ แล้วหลวงพ่อคิดว่าจะเป็นอะไรล่ะครับ?"
            "ไม่รู้สินะ อย่างที่บอกไม่เคยเจอครึ่งมนุษย์แบบนี้มาก่อนจริงๆ... แต่ถ้าจะให้เดาแล้วล่ะก็ ลุงว่ามันเหมือนกับ... มังกร" โรเบิร์ตให้ความเห็น
            "ไม่จริงน่า เป็นไปไม่ได้... มังกรในร่างมนุษย์น่ะเหรอครับ?" ฟิลไม่เชื่อ

            จริงอยู่ว่าในอดีตนั้นจะมีบันทึกกล่าวถึงว่ามังกรสามารถแปลงร่างเป็นครึ่งมนุษย์ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมังกรตัวนั้นจะต้องมีสายเลือดแท้หรือไม่ก็มีสายเลือดแท้ผสมอยู่อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง
            มังกรที่มีสายเลือดเจือจางจะเกิดมาในลักษณะไข่และไม่อาจแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ ซึ่งที่เห็นในเคลเฟอร์จะเป็นมังกรประเภทนี้กันทั้งสิ้น

            และจากบันทึกที่หลายประเทศเขียนตรงกันก็คือพบมังกรที่แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ก็ราวๆเกือบพันปีก่อนหน้านี้... จากนั้นมามังกรร่างมนุษย์ก็ถือว่าสาปสูญจากโลกเคลเฟอร์ไป เหลือเพียงแค่มังกรสายเลือดเจือจางเท่านั้น
            ไม่มีทางที่จะมีมังกรสายเลือดแท้หรือผสมอยู่ได้อีก เพราะหากมีจริงจะถือเป็นเรื่องที่โด่งดังและมักหนีไม่พ้นที่บรรดากษัตริย์ของประเทศต่างๆจะเก็บไว้เลี้ยงดูเอง
            "เป็นไปไม่ได้แน่ครับ... ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีข่าวแบบนี้มาก่อนเลยด้วย" ฟิลยังยืนยันความคิดเดิม
            "อย่างที่บอกมันก็ไม่แน่เสมอไป ลองดูที่คอเธอสิ"

            โรเบิร์ตไม่เถียงแต่หาประเด็นใหม่โดยการมองที่ช่วงอกของเด็กน้อย ซึ่งเสื้อช่วงนั้นมีลักษณะอะไรบางอย่างอยู่ข้างใต้ดันให้นูนขึ้นมา
            มองเผินๆแล้วเหมือนเป็นสร้อยที่ห้อยอยู่ และรูปทรงที่เห็นนั้นก็เหมือนกับเป็นปีกมังกร
            "เครื่องรางแน่ะ" โรเบิร์ตพูดขึ้นนัยให้ฟิลหยิบดู

            ฟิลเอื้อมมือไปจับสิ่งที่ห้อยกับเชือกห้อยคอซึ่งซ่อนอยู่ใต้เสื้อออกมา
            พอได้เห็นใกล้ๆแล้วก็พบว่ามันเป็นเครื่องรางจริงๆ ลักษณะเป็นรูปคู่ปีกมังกรตามที่เห็นในตอนแรก ขนาดมันเล็กเพียงแค่ฝ่ามือของเด็กกำ แต่ก็จำแนกไม่ได้ว่าเป็นเหล็กหรือวัตถุชนิดใด
            "คิดว่าไงล่ะ เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนที่เคลเฟอร์ไหม?" โรเบิร์ตถามขึ้น
            "ไม่ครับ..." ฟิลส่ายหน้างง ยิ่งทียิ่งไม่เข้าใจในตัวของเด็กคนนี้
            "ลุงรู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับธรรมดาแน่ๆ แล้วเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่ๆด้วยเหมือนกัน"
            "แต่ว่า..."
            "เอาเถอะ... ตีความกันเองก็ต่อไปเท่านั้นล่ะ ไว้รอถามตอนที่เธอตื่นจะดีกว่านะ"

            โรเบิร์ตถอนหายใจแล้ว ลุกเดินมานั่งที่เก้าอี้กลางห้องพลางมองเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่พลางพูดขึ้นตัดบทไป
            "ก็หวังว่าจะเป็นมิตรแล้วก็พูดจาภาษาเดียวกันกับเราล่ะนะ"


            ...............................................


            ช่วงเวลาผ่านมาอีกครึ่งชั่วโมง
            เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปกติดีแล้ว ที่เหลือก็แค่รอให้เด็กน้อยตื่นแล้วค่อยสอบถาม โรเบิร์ตจึงคิดที่จะกลับโบสถ์

            แต่ในช่วงที่กำลังจัดเก็บกระเป๋าเครื่องมือรักษานั้นเอง เด็กน้อยที่กำลังหลับอยู่ก็เกิดพลิกตัวตะแคงข้างแล้วได้สติขึ้นมา
            เด็กน้อยลืมตาขึ้นเป็นฝ่ายเห็นฟิลและโรเบิร์ตก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนอนตะแคงหันมาทางประตูก็ทำให้ใกล้กับฟิลซึ่งนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง

            ในจังหวะที่โรเบิร์ตหันกลับมาเห็นแล้วกำลังจะทักนั่นเอง เด็กน้อยผู้ฟื้นคืนสติก็ได้พุ่งตัวมาคว้าโอบกอดเอวฟิลไว้แน่น
            "โว้วๆๆ" ฟิลหันไปสะดุ้งแต่ก็ต้องประคองตัวไว้เพราะเด็กน้อยโถมมาทั้งตัว หากตนเองขยับถอยไปอาจทำให้เธอตกเตียงได้ "ใจเย็นๆก่อน ใจเย็นๆ"

            ยิ่งได้ยินเสียงของฟิลท้วงปรามแล้ว เด็กน้อยก็ยิ่งดีใจและได้สติมากขึ้น เธอซุกหน้ากับหน้าอกของฟิลแล้วก็ได้พูดขึ้นมาเป็นคำแรก
            "พี่จ๋า...! เจอแล้วพี่จ๋าที่หนูเคยฝันถึง...!"
            "เอ๋!?"

            เป็นคำพูดที่ทำให้ทั้งฟิลกับโรเบิร์ตดีใจและประหลาดใจขึ้นมาพร้อมๆกัน
            เพราะสิ่งที่เป็นกังวลว่าจะติดต่อสื่อสารกับเด็กน้อยลึกลับคนนี้ไม่ได้ก็หมดไป แต่สิ่งที่ประหลาดใจก็คือคำพูดของเด็กน้อยที่มีความหมายเหมือนกับถูกส่งมาเพื่อพบฟิลจริงๆ ซึ่งมันก็จะพ้องกับเรื่องเวทส่งข้ามมิติที่ฟิลสันนิษฐาน
            "เดี๋ยวสิเดี๋ยว... ก่อนจะอะไรยังไง บอกให้ฉันรู้หน่อยได้ไหมว่าเธอเป็นใครมาจากที่ไหนเหรอ?" ฟิลก้มหน้าถาม

            เด็กน้อยเงยหน้ามองฟิลตาใส แล้วเธอก็ตอบกลับสั้นๆอย่างน่าผิดหวัง
            "หนูไม่รู้... หนูจำไม่ได้ว่ามาจากไหน... จำลางๆได้แค่ว่าถูกส่งมาที่นี่เพื่อมาหาพี่จ๋านี่แหล่ะ" เธอยังคงเรียกฟิลเหมือนสนิทคุ้นเคย
            "เสียความทรงจำ... งั้นสินะ" โรเบิร์ตที่ดูอยู่ห่างๆถอนหายใจสงสาร
            "งั้น... พอจะจำอะไรก่อนหน้านี้ได้บ้างไหม?" แต่ฟิลไม่ลดละที่จะหาความจริง
            "จำไม่ได้เลยค่ะ..."
            "ถ้างั้น พอจะจำชื่อตัวเองได้ใช่ไหม?"
            "ค่ะ... อันนี้จำได้ดีเลยค่า...!" เด็กน้อยพยักหน้า
            "งั้นเธอชื่ออะไรเหรอ?" ฟิลตั้งใจถามรอฟังคำตอบ

            เด็กน้อยมองหน้าฟิลแล้วยิ้มร่า ก่อนที่จะตอบด้วยเสียงสดใส
            "มีอา!"

            เป็นอันว่าอย่างน้อยที่สุดแล้วก็ได้ข้อมูลที่แน่นอนมาหนึ่งอย่าง อย่างแรกก็คือเด็กน้อยลึกลับคนนี้ชื่อมีอา
            ทว่าฟิลก็ยังมีเรื่องคาใจอีกมาก ถึงแม้ว่าคำถามเชิงลึกอาจจะไกลตัวเกินไป แต่เขาก็เชื่อว่าต้องมีบางเรื่องที่มีอาจะจำความบ้างแน่ไม่มากก็น้อย
            "ชื่อมีอาสินะ" ฟิลยิ้มพลางลูบศีรษะมีอาด้วยความเอ็นดู แล้วตั้งใจที่จะลองเริ่มต้นถามอีกครั้ง
            "ค่า... พี่จ๋า" มีอายังคงยิ้มให้กับฟิลเหมือนกับมีความสุขที่ได้คุยด้วย
            "อย่างที่มีอาเห็นนะ พี่เป็นมนุษย์ ทางด้านนั้นหลวงพ่อโรเบิร์ตเองก็เป็นมนุษย์ หน้าตาอาจจะต่างกันไป แต่ลักษณะพวกเราจะเป็นแบบนี้ มีอาเข้าใจใช่ไหม?"
            "อื้อ!"
            "แต่มีอามีทั้งหาง มีทั้งเขา... มีอามีสิ่งที่พี่กับหลวงพ่อไม่มี มีอามีสิ่งที่มนุษย์ไม่มี... ถ้ามีอาไม่ใช่มนุษย์เหมือนพวกพี่แล้ว มีอาเป็นอะไรเหรอ?" ฟิลตะล่อถาม

            มีอานิ่งคิดเงียบๆอยู่สักพัก จากนั้นเธอก็ได้มองหน้าฟิลแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่เริงร่า
            "มีอาเป็นมังกร!"

            ได้ยินเพียงเท่านั้นฟิลก็หันมองไปยังโรเบิร์ตทันที
            แม้จะไม่อยากยอมรับนัก แต่มันก็เป็นไปตามที่โรเบิร์ตคาดเดาจริง
            "แต่ว่าเคลเฟอร์ตอนนี้ไม่มีมังกรที่เป็นมนุษย์นี่นา แล้วทำไมมีอาถึงอยู่ในร่างนี้ได้ล่ะ?" ฟิลเค้นถามต่อ
            "มีอาไม่รู้..." เด็กน้อยส่ายหน้า
            "งั้นมีอาแปลงร่างเป็นมังกรได้ไหม?"
            "มีอาจำไม่ได้... มีอาเปลี่ยนร่างไม่เป็น..." เธอส่ายหน้าตอบอีก
            "ท่าทางว่า... จะจำได้เฉพาะบางเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองเท่านั้นนะ... เรื่องพื้นฐานทั่วไปน่ะ" โรเบิร์ตให้ความเห็น "บางทีอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่าความจำเสื่อม หรือเป็นการถูกลบความทรงจำด้วยเวทมนตร์ก็ได้"
            "เพื่ออะไรกันล่ะครับ?"
            "ถ้าหาเหตุผลที่เธอมาเคลเฟอร์ได้ก็คงจะได้คำตอบเองล่ะ" โรเบิร์ตยิ้มเล็กให้ฟิลแล้วตัดบทไป "ยังไงก็มีเวลาอีกมากอยู่แล้วนี่ ไม่ต้องรีบร้อนอะไรหรอก ค่อยๆหาคำตอบไปด้วยกันก็ได้"
            "ครับ..."

            ฟิลผละมือจากศีรษะของมีอาแล้วหันมามองทางโรเบิร์ตเพื่อคุยเป็นจริงเป็นจังในเรื่องความเป็นอยู่ต่อไปของเด็กน้อยจากต่างแดน
            "แล้ว... จะเอายังไงกับมีอาดีล่ะครับ...?" ฟิลเสนอความเห็นฝากภาระให้กับโรเบิร์ต "ผมฝากมีอาไว้กับหลวงพ่อที่โบสถ์ได้ไหมครับ?"

            เจตนาของฟิลคือมองว่าโรเบิร์ตเองก็เป็นแพทย์และเคยผ่านการรักษาทั้งชาวบ้านและทหารมามาก แล้วลอร่าที่เป็นลูกสาวเองก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันกับมีอาน่าจะดูแลได้ดีกว่าผู้ชายอย่างตน
            อีกทั้งโบสถ์เองก็เป็นที่ๆสงบและก็มีพื้นที่พอสำหรับมีอา ซึ่งโดยรวมทั้งหมดแล้วฟิลก็เห็นว่าสมควรที่จะฝากมีอาไว้ให้กับโรเบิร์ตที่สุด

            แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบอะไรฟิลก็ถูกมีอากอดแขนไว้แน่น
            "ไม่เอานะ... มีอาจะอยู่กับพี่จ๋า" มีอาส่ายหน้าจะร้องไห้แล้วกอดแขนฟิลแน่นประสาเด็กน้อย
            "แต่ว่า... อยู่กับพี่เองมันก็ไม่สะดวกเหมือนกับอยู่กับหลวงพ่อโรเบิร์ตนะ"
            "ไม่เอา...! ไม่เอา...! ไม่เอา...! มีอาจะอยู่กับพี่จ๋า!"

            แล้วมีอาก็ร้องไห้งอแงออกมาจริงๆ ทำเอาฟิลกระอักกระอ่วมใจตามไปด้วย
            "หลวงพ่อ... จะเอาไงดีครับเนี่ย ช่วยพูดให้เธอเข้าใจหน่อยได้ไหม?" ฟิลหันไปถามหาความช่วยเหลือ
            "หึๆ เจอลูกอ้อนทั้งน้ำตาเข้าไป คนใจดีอย่างฟิลก็หวั่นไหวเห็นๆเหมือนกันนะ" โรเบิร์ตหัวเราะเบาๆชอบใจ
            "โธ่หลวงพ่อ... อย่าล้อเล่นกันแบบนี้สิ"
            "น่า... ว่าแต่ว่าเถอะ... ฟิล... เธอเชื่อเรื่องของชะตากรรมไหมล่ะ?" โรเบิร์ตเปลี่ยนเรื่องมาถามอีกประเด็น
            "ชะตากรรม... แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เหรอครับ?" ฟิลสงสัย
            "ก็ลองคิดดูสิฟิล... ทั้งเรื่องการที่มาปรากฎตัวในพื้นที่สวนของเธอ ทั้งที่เห็นหน้าแล้วก็สนิทกับเธอก็ตาม... เธอว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นแค่เหตุบังเอิญเท่านั้นหรือ?" โรเบิร์ตคิดเช่นนั้น "ลุงเชื่อว่าเด็กคนนี้คงมีอะไรบางอย่างที่เชื่อมเกี่ยวกับเธอ และถ้าสิ่งที่เรียกว่าเวทเปิดมิติมีจริง ก็แสดงว่าเด็กคนนี้ต้องมาเพื่อพบเธอแน่"
            "เพื่ออะไรล่ะครับ?"
            "นั่นสิ... คงต้องหาคำตอบกัน แล้วก็อย่างน้อยแล้ว การได้อยู่ร่วมกับมังกรก็อาจทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นกว่าที่เป็นๆอยู่ในตอนนี้ก็ได้นะ" โรเบิร์ตพูดกึ่งหวังดีแม้จะเป็นสิ่งที่ฟิลไม่อยากได้ยินนักก็ตาม
            "มังกรอะไรกันล่ะครับ... ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่เป็นครึ่งมนุษย์เท่านั้นเอง" ฟิลเองก็ไม่เชื่อเรื่องที่มีอาว่าเป็นมังกรนัก

            แต่หลังจากที่ฟิลพูดจบแล้วมีอาก็กอดแขนฟิลอีกครั้งและแน่นขึ้น ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่ใสแต่กระชากเล็กๆออกอาการงอนขึ้นมา
            "พี่จ๋า... มีอาเป็นมังกรจริงๆนะ... มีอาเป็นมังกรจริงๆนะ...!!" มีอาเองก็เหมือนจะมีความภาคภูมิใจในความเป็นมังกรอยู่มาก
            "แล้วมีอารู้ได้ยังไงล่ะเป็นมังกร เพราะที่พี่เห็นมีอาก็เหมือนครึ่งมนุษย์ทั่วไปคนหนึ่งเอง" ฟิลลองแหย่ถาม
            "แต่มีอาเป็นมังกรนะ...!" เด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย เธอพูดซ้ำคำเดิมเพราะไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาเถียง และการที่พูดซ้ำจริงจังก็ทำเอาน้ำตาเธอปริขึ้นมาอีกครั้ง "หรือว่าพี่จ๋าเกลียดมังกร... พี่จ๋าเกลียดหนู... ฺฮึก... ฮึก... แง........!"

            เพียงเท่านั้นมีอาก็ต่อมน้ำตาทะลัก ร้องไห้ประสาเด็กที่ถูกทอดทิ้งขึ้นมาดังลั่นห้อง
            "เอ้าๆๆ... อย่าแกล้งเด็กสิฟิล" โรเบิร์ตพูดขึ้นแบบตลกๆ
            "ผมไม่ได้ทำอะไรเลยนะ...!" ฟิลเลิ่กลั่กขึ้นมา
            "เอาน่า จะคนหรือมังกรก็ว่ากันทีหลังก็ได้ แต่ว่ามีอาก็ยังเป็นเด็กอยู่นะ... ดูๆแล้วก็ไม่น่ามีพิษภัยอะไร แถมยังติดเธอซะขนาดนี้ เธอเองก็ยังอยู่ได้สบาย งั้นก็เลี้ยงดูเพิ่มอีกสักชีวิตก็ได้นี่ ถ้าเดือดร้อนอะไรก็มาหาลุงได้ ลุงจะช่วยอีกแรงหนึ่ง" โรเบิร์ตเสนอกลับไปให้ฟิลเป็นคนเลี้ยงดูแทน
            "แต่ว่า..." การดูแลเด็กที่กำลังไร้ที่พึ่งพิงไม่ใช่ปัญหาสำคัญฟิล หากแต่เขารู้สึกว่ามันกระทันหันเกินไปจนไม่ทันได้ตั้งตัว
            "นี่ฟิล... เธอเองก็อยู่คนเดียวมาหลายปีนะ บางทีมีเพื่อนที่เป็นเหมือนมนุษย์ด้วยกันอาจช่วยทำให้ชีวิตเธอดูมีสีสันมากขึ้นก็ได้นะ" โรเบิร์ตเปิดใจพูดด้วยความเป็นกังวล "พูดก็พูดเถอะนะ เธออาจจะดูร่าเริงแต่ลุงเองก็เป็นหมอคนหนึ่ง ลุงรู้ว่าเธอเองก็มีความรู้สึกซึมเศร้าในใจหลังจากที่มีมี่เสียไป... เธอจึงได้โทษตัวเองที่ดูแลได้ไม่ดี โทษพ่อที่ทิ้งครอบครัวไปเป็นอัศวินมังกร และโทษมังกรที่เป็นส่วนทำให้ครอบครัวแตกแยก... แต่ว่ามันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดเลยนะฟิล... ความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น..."
            "แล้วมันเป็นเพราะอะไรล่ะครับ?"
            "ไว้สักวันหนึ่ง... ที่ลุงเห็นว่าเธอจิตใจเข็มแข็งพอที่จะพร้อมรับความจริงล่ะก็... วันนั้นลุงจะบอกเอง... เรื่องทุกอย่างที่เธออยากรู้ ทั้งสาเหตุการจากไปของมีมี่ และสาเหตุที่พ่อของเธอต้องหนีออกจากบ้าน" โรเบิร์ตให้สัญญา "การมาของมีอาอาจจะดูแปลกๆและไวเกินกว่าจะตั้งตัวได้ แต่ลุงก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าจะช่วยเธอได้... การอยู่ร่วมกันจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวมีอาเองแล้วก็กับเธอด้วย"
            "แต่..." ฟิลยังออกอาการลังเลใจ
            "ถ้าโชคชะตาเป็นจริงอย่างที่ว่า อย่างน้อยลุงก็มองว่าเด็กคนนี้ก็มาเพื่อให้เธอได้เป็นพี่ชายที่ดี... ชดเชยในส่วนที่มีมี่ไม่ได้รับ อย่างน้อยถ้าไม่เห็นแก่ที่ลุงขอล่ะก็... ขอให้เห็นแก่เด็กที่ไม่มีความผิดแล้วก็ไม่รู้อะไรเถอะนะ..."
            "หลวงพ่อ..."

            ได้ยินเช่นนั้นแล้วฟิลก็อ่อนใจแล้วหันกลับไปมองที่มีอา ซึ่งกำลังกอดแขนตนไว้แน่นไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย
            "อยากอยู่กับพี่มากขนาดนั้นเลยเหรอมีอา...?" ฟิลถามพลางเอื้อมมืออีกข้างไปลูบศีรษะปลอบใจ
            "พี่จ๋า..." เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองตา แต่พูดอะไรไม่ออกด้วยความที่ยังเศร้าเสียใจอยู่

            ดูดวงตาที่คลอไปด้วยน้ำตาที่อาบลงไปถึงแก้มแล้ว ฟิลก็นึกหวนย้อนไปถึงสมัยที่น้องสาวของตนยังมีชีวิตอยู่
            มันก็พาลทำให้เขานึกเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อโรเบิร์ตว่ามา มีอาจะเป็นอะไรไม่สำคัญแต่เธอยังเป็นเด็กที่ไม่รู้อะไร อีกทั้งเมื่อจำความไม่ได้และมองว่าตนเป็นที่พึ่งเดียวแล้ว ด้วยสามัญสำนึกความเป็นคนแล้วก็ไม่ควรที่จัดบอกตัดปัดใยดี
            "เอาล่ะๆไม่ต้องร้องแล้วนะมีอา..." ฟิลยิ้มพลางเช็ดน้ำตาให้เด็กน้อย "ถ้าเธออยากอยู่กับพี่ พี่ก็ไม่ว่าอะไรหรอก... อยู่ด้วยกันที่นี่นะ..."
            "จริงๆนะคะ...?" เด็กน้อยพูดออกแต่ก็ยังเป็นเสียงที่สั่นไหว
            "แต่ว่าถ้าจะอยู่ด้วยกันจริงๆล่ะก็ เราต้องทำตัวเป็นเด็กดี ห้ามดื้อนะ เข้าใจไหม?" ฟิลอนุญาตแต่ก็ต้องพ่วงเงื่อนไขอย่างน้อยก็ในฐานะว่าที่พี่ชาย
            "อะ... อื้อ!"
            "ดีมาก" ฟิลลูบศีรษะของมีอาด้วยความเอ็นดูแล้วแนะนำตัวอีกครั้ง "งั้นจากนี้ไปนี่ก็บ้านของเธอ ส่วนพี่ก็ชื่อฟิลนะ ถ้ายังไงก็เรียกพี่ฟิลก็ได้"
            "ค่ะพี่จ๋า!" มีอารับคำพลางกระดิกหางไปมาดีใจ

            แต่หลังจากที่ฟังมีอาพูดมาฟิลก็รู้สึกแปลกอย่าง คือตั้งแต่แรกมาจนป่านนี้แล้ว มีอาก็ไม่เคยเรียกชื่อตนสักที เอาแต่เรียก พี่จ๋า มาโดยตลอด
            เช่นนั้นแล้วเขาจึงลองแนะนำดูเผื่อว่ามีอากำลังเข้าใจอะไรผิดอยู่
            "เรียกพี่ฟิลดีกว่าไหม?" ฟิลถาม "เรียกพี่จ๋าแบบนี้ พี่ไม่ค่อยคุ้นเลยแฮะ"
            "ไม่เอา..." มีอาปฎิเสธดื้อเสียงแข็ง
            "ทำไมล่ะ?"
            "ก็เรียกพี่จ๋าแล้วรู้สึกอบอุ่นกว่านี่นา" ว่าแล้วเธอก็กอดแขนฟิลแน่นอีกครั้ง
            "แต่ว่า..."
            "เด็กๆก็อยากได้รับความอบอุ่นแบบนี้ล่ะฟิล คิดซะว่าเป็นชื่อเล่นอีกชื่อของเธอก็แล้วกัน" โรเบิร์ตบอกเข้าข้างมีอา
            "เฮ้อ... ก็ได้ครับ" ฟิลถอนหายใจยอมเข้าใจ "เอาๆ...พี่จ๋าก็พี่จ๋า"

            ฟิลหันมองหน้ามีอาแล้วลูบแก้มเธอเบาๆพลางพูดทักทายอย่างเป็นทางการต่อหน้าเธอ
            "ถึงจะเป็นบ้านหลังเล็กที่ไม่มีอะไรมาก แต่ก็ยินดีต้อนรับนะมีอา"
            "ค่าพี่จ๋า!" เด็กน้อยสายเลือดมังกรโผเข้ากอดฟิลแล้วขานรับเสียงใส

            เด็กหนุ่มถามหายใจลากยาวพลางมองหน้าเด็กน้อยก่อนที่จะลูบศีรษะขึ้นอย่างเอ็นดูอีกครั้ง
            เป็นอันเข้าใจกันดีถึงชีวิตใหม่ของมีอาที่กำลังจะดำเนินต่อไปภายใต้บ้านสวนหลังเล็กๆแห่งนี้

-----------------------------
Free talk - จากบทนำก็เข้าสู้เนื้อเรื่องโลกหลักของตัวเอกกัน สำหรับตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรมาก แค่พอแนะนำโลกเคลเฟอร์ให้เป็นที่รู้จักเท่านั้น
สำหรับตอนหน้าก็ค่อยมาเน้นที่นางเอกน้อยกัน smile

สำหรับคาแรกเตอร์ของนางเอกตัวจ้อยนี่...
แรงบันดาลใจจาก SN4 แหงๆเลยครับเรื่องนี้ มิลรีฟน่ารัก!

เพิ่มเติมได้ที่หน้าไดอารี่นี้นะครับผม
http://writer.dek-d.com/digikwe/blog/?blog_id=10068170

ปล. ก็พยายามปัน่ให้ได้หนึ่งตอนต่อสัปดาห์ล่ะนะครับ ก็สลับช่วงกันไปต้นสัปดาห์กับกลางสัปดาห์ระหว่างเรื่องนี้กับ RO
แต่ช่วงนี้ RO อาจจะมีเลทไปบ้างล่ะครับเพราะต้องแต่งไปพร้อมๆกับแก้ Side Story ไปครับ


คลังนิยายครับ


Edit by K.W.E. - 04 เม.ย.53 เวลา 19:33:19 น.

Edit by K.W.E. - 04 เม.ย.53 เวลา 19:54:44 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 04 เม.ย.53 เวลา 16:49:45 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply

Dark~Pikachu
สัตว์เทวะในตำนาน

อ๊ากกกก โมเอะสุดๆ =[]=!!!

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 04 เม.ย.53 เวลา 19:01:26 น.

bekung
BONESแฟนคลับ

เขาเรียกพี่ก็รับเป็นพี่ซะงั้นเลยนะ ไวจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 04 เม.ย.53 เวลา 19:17:41 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

มาเพิ่มความโมเอะสายน้อยสาว

ว่าแต่มังกรที่อายุยืนยาวกว่ามนุษย์เนี่ย แล้วเด็กน้อยมังกรอย่างมีอา จะเทียบเท่ามนุษย์อายุกี่ปีน่ะ

ตอนนี้ยังคงแนะนำโลกเคลเฟอร์เยอะจริงๆ หลวงพ่อก็ท่าทางจะรู้อะไรเกี่ยวกับฟิลเยอะหลายๆ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 04 เม.ย.53 เวลา 21:21:28 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

โมเอะน้องสาวแบบเต็มๆ ^ ^;

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 04 เม.ย.53 เวลา 22:42:27 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

หุๆ เรื่องนี้เน้นโมเอะเป็นหลักเลยครับ จะว่าไปแล้วก็แต่งแนวโหด แนวหลอน แนวขำๆมานาน ก็พึ่งจะได้แต่งโมเอะเต็มตัวก็ครั้งนี้แล

จากนี้ไปจะสร้างกระแสคำว่า พี่จ๋า ในนิยายตัวเองขึ้นมาให้ได้เลยคอยดู grin

ว่าแต่มังกรที่อายุยืนยาวกว่ามนุษย์เนี่ย แล้วเด็กน้อยมังกรอย่างมีอา จะเทียบเท่ามนุษย์อายุกี่ปีน่ะ >> คำถามนี้... มีอาอายุแปดขวบเท่ากับเด็กบนโลกเคลเฟอร์จริงๆครับ

จะว่าไปแล้วมังกรเนี่ยจะอายุยืนได้เพราะสองปัจจัยครับ หนึ่งคืออายุยืนตามห้วงอายุตัวเอง โดยปกติแล้วมังกรสายเลือดแท้จะมีอายุที่ยืนยาวมาก(อย่างน้อยก็สามถึงห้าพันปีได้เลย) แต่ก็จะลดลงเรื่อยๆถ้าสายเลือดถูกผสมให้เจือจางลงล่ะนะครับ
และสองได้รับออร่าเกื้อหนุนจากอีวาครับ ออร่าที่มองไม่เห็นจากอีวาจะปกคลุมแล้วช่วยยืดห้วงอายุได้มาก สำคัญทั้งสองปัจจัยเลย ถ้าโลกมังกรไม่มีอีวามังกรก็จะอายุสั้นลงอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งล่ะครับ

แต่มีอานี่เป็นพันธุ์พิเศษครับ เธอถูกคลอดมาโดยมีห้วงอายุแทบจะอิงตามนุษย์เลย ต่อให้ได้รับออร่าเกืเอหนุนก็ไม่ได้ช่วยยืดห้วงอายุเลย

แต่นั่นก็เป็นเหตุผลหลักที่เธอถูกส่งมาเคลเฟอร์ล่ะนะครับ ปริศนาส่วนนี้จะไปเฉลยชัดเจนเอาในภาคสองครับ smile

ส่วนเรื่องหลวงพ่อโรเบิร์ตกับฟิลนี่ก็แหงเลยครับ อย่างว่าสมัยก่อนก็สนิทกับพ่อฟิล พอฟิลเกิดได้สักหน่อย โรเบิร์ตก็ย้ายตามมาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน จริงๆแล้วเขาก็อยากให้ฟิลเป็นอัศวินมังกรแบบเครนี่ล่ะครับ ก็เลยพยายามยุๆให้รับมีอามาเลี้ยงอยู่


Edit by K.W.E. - 05 เม.ย.53 เวลา 19:11:25 น.

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.53 เวลา 19:09:02 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ