Red_Star
Knight

การผจญภัยสั้น ๆ ของเจ้าชายเจราล์ด บทที่ 4

ขอแปะลิงค์เอาไว้หน่อยเผื่อใครอยากตามอ่านตอนเก่า ๆ

http://redstar.exteen.com/

ว่าแล้วก็แปะต่อ

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 4

      เจราล์ดต้องระวังตัวแทบทุกฝีก้าวหลังออกจากที่พักแสนอุ่นสบายเพื่อพบว่า มีทหารเดินไปมาเป็น
กลุ่มๆ อยู่บนถนนเยอะยิ่งกว่าเมื่อวานที่ข่าวเรื่องของเขาเพิ่งมาถึงเสียอีก ดูเหมือนว่าหน่วยค้นหาที่มี
หน้าที่รับผิดชอบหาตัวเขาจะมาถึงเมืองนี้แล้ว และนั่นเป็นอุปสรรคสำหรับเด็กหนุ่ม เพราะพวกนั้นคือ
ทหารองครักษ์ มีหลายคนที่รู้จักและจำหน้าเขาได้ดีกว่าทหารที่ประจำอยู่ที่เมืองนี้ทั้งหมด ความรู้สึก
สบายและผ่อนคลายหลังจากได้นอนหลับพักผ่อนจนเต็มอิ่มในสถานที่แสนสบายถูกแทนที่ด้วยความ
รู้สึกระแวงตลอดทุกฝีก้าว ดวงตาสีเขียวต้องคอยสอดส่ายไปมาอย่างระแวดระวังว่าในกลุ่มทหารเหล่า
นั้นมีใครที่เขารู้จักบ้าง เจราล์ดจำเป็นต้องสังเกตเห็นก่อนเพื่อตนเองจะสามารถหลบหลีกได้ทันและไม่
ถูกจับตัวส่งกลับบ้านที่เขาหนีมา แต่ในขณะเดียวกันเด็กหนุ่มก็ต้องคอยระวังไม่ให้สองพี่น้องที่ตน
ติดตามมาด้วยรู้สึกว่าเขามีพิรุธ

      โชคร้ายที่เขาไม่รู้ว่าสองพี่น้องสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆ ของเขามาตลอด

      อาคาน่าสังเกตเห็นท่าทางแปลกๆนั้นมาตลอดและจะถามแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งเซเลสจะเป็น
คนคอยห้ามเธอเอาไว้ตลอด ด้วยเหตุผลว่าตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาสมควรที่จะถามเพื่อให้เด็กหนุ่มยอมเผย
ความลับเกี่ยวกับตัวเขาเองออกมา หญิงสาวรู้มาได้สักพักแล้วว่าเด็กหนุ่มโกหกและปิดบังอะไร
บางอย่างอยู่ ถ้าเธออยากรู้ เธอต้องรอเวลาที่เหมาะสมกว่านี้ก่อน ช่วงเวลาที่เธอจับพิรุธได้มากพอที่จะ
ใช้ไล่ต้อนเขาให้จนมุมจนยอมพูดความจริงออกมา และเพราะเหตุนั้นจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและให้น้อง
สาวของเธอเก็บความสงสัยเอาไว้

      ถนนริมน้ำที่ลุงบริกรบอกเมื่อคืนเป็นถนนติดแม่น้ำสมชื่อ ถนนตั้งอยู่บนตลิ่งริมแม่น้ำและสร้างโดย
ยกพื้นให้สูงจากระดับน้ำขึ้นมาหลายเมตรเพื่อรับมือปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลงและการกัดเซาะตลิ่ง มีการ
ทำรั้วกั้นเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุคนตกลงไป ถนนสายนี้นับว่ากว้าง แต่เพราะร้านค้าแผงลอยของ
พ่อค้านักเดินทาง พ่อค้าเร่ หรือขบวนพ่อค้าที่มาแวะหยุดพักที่เมืองนี้ ทำให้ถนนที่ควรจะดูโล่งดูแออัด
ขึ้นมาทันตาเพราะสินค้า สัมภาระ ขบวนรถม้าที่จอดนิ่งๆและแผงลอยที่ตั้ง มีข้อห้ามสองข้อบนถนนแห่ง
นี้ คือ ห้ามตั้งขวางทางเดิน และห้ามตั้งขวางหน้าที่อยู่อาศัยของผู้คนในเมืองนี้ ด้วยเหตุนี้ถนนริมน้ำจึง
กลายเป็นสถานที่ที่อาจเรียกได้ว่าคึกคักที่สุดในเมืองเลนิล

      เจราล์ดรู้สึกโล่งใจเมื่อเห็นว่าไม่มีทหารเดินอยู่ที่นี่มากเท่ากับถนนสายอื่นๆ ก่อนจะมาถึงที่นี่ เท่าที่
เขาแอบฟังจากบทสนทนาของผู้ค้ากับผู้ซื้อตลอดทั้งถนน ดูเหมือนว่าพวกทหารจะมาเดินลาดตระเวน
กันแถวนี้แล้วคล้ายกับหาอะไรบางอย่างแต่ไม่พบจึงย้ายที่ไปที่อื่น ถึงแม้จะโล่งใจได้บ้างแล้ว แต่เจราล์
ดยังเห็นทหารเดินไปมาอยู่บนถนนสายนี้เป็นคู่ๆ แม้มีจำนวนไม่มาก แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มต้องระวังตัวเอา
ไว้เพราะหมายความว่าเขายังมีโอกาสถูกเจอและจับตัวอยู่

      ไม่นานนักทั้งสามคนก็มาถึงร้านของขบวนพ่อค้าที่มีชื่อว่า ‘เรย์ลี่ขนส่ง’ ตามที่ลุงบริกรเป็นคนบอก
มา มันเป็นร้านแผงลอยขนาดใหญ่ที่มีคนดูแลอยู่ราวห้าถึงหกคน สินค้าที่วางขายอยู่บนแผงส่วนใหญ่
เป็นสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางหลายอย่าง ทั้งยารักษาแผล อุปกรณ์พยาบาล อุปกรณ์เดินป่า
เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นร้านที่ขายสินค้าเกี่ยวกับการเดินทางครบยิ่งกว่าร้านที่อยู่ภายในเมืองเสียอีก นอก
เหนือจากนี้ก็ยังมีเสื้อผ้าและเครื่องประดับจากต่างถิ่นวางขายแทรกอยู่ด้วย ด้านหลังแผงขายสินค้า
ขนาดใหญ่เป็นรถม้าที่มีไว้สำหรับบรรทุกคนและสินค้าเป็นจำนวนมากอย่างที่พวกพ่อค้าหรือนักส่งของ
ชอบใช้ แต่สำหรับขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้มีถึงสี่คันบ่งบอกความมใหญ่โตของขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้ได้ดี

      “สนใจสินค้าอะไรถามได้ครับ รับรองว่าสินค้าที่ซื้อไปไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน” เสียงเชื้อเชิญ
ลูกค้าอย่างเป็นมิตรถูกตะโกนแข่งกับเสียงพูดคุยต่อรองราคาและเสียงโฆษณาจากร้านอื่นที่อยู่ใกล้
เคียง เมื่อพ่อค้าผู้ตะโกนโฆษณาเห็นพวกเจราล์ดมาหยุดอยู่ที่ร้านของพวกตน พ่อค้าหนุ่มคนหนึ่งก็รีบ
เรียกลูกค้าทันที “สนใจอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าครับคุณลูกค้า สินค้าทุกอย่างในร้านมีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น
ครับ ราคาไม่แพงด้วย สนใจชิ้นไหนถามได้เลยครับ”

      เซเลสพยักหน้ารับคำเบาๆ ปล่อยให้เด็กๆทั้งสองคนของเธอมองดูสินค้าอย่างสนใจ คนหนึ่งสนใจ
อุปกรณ์พยาบาลทั้งหลายที่วางขายอยู่ ขณะที่อีกคนสนใจอาวุธที่วางขายแอบๆเอาไว้ไม่ให้โจ่งแจ้งเกิน
ไปนัก

      “ฉันสนใจงานที่พวกคุณประกาศเอาไว้ที่โรงเหล้าถนนหินอ่อนค่ะ” เธอตอบและมองหน้าพ่อค้า
หนุ่มด้วยสีหน้าเรียบๆ ยิ้มบางๆให้ตนเองดูเป็นมิตรมากกว่าเวลาที่มีใบหน้าเรียบเฉย

      พ่อค้าหนุ่มมองหน้าเธองงๆ ก่อนจะพูดว่า “รอสักครู่นะครับ” ก่อนจะเดินไปหาพ่อค้าอีกคนหนึ่ง
หญิงสาวมองตามไป เห็นชายหนุ่มคนนั้นหยุดอยู่ที่พ่อค้าวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีจุดเด่นคือผ้าคาดตาสีดำ
ปิดดวงตาข้างซ้ายที่มืดบอดข้างหนึ่งเอาไว้ ไม่นานนักชายคนนั้นก็เดินออกมาที่หน้าร้าน หญิงสาวมอง
เห็นความน่ายำเกรงที่แผ่ออกมาจากตัวชายคนนั้น เดาว่าเขาน่าจะเป็นหัวหน้าขบวนพ่อค้านี้

      “คุณเบอร์นาร์ด เลวิลล์ ใช่ไหมคะ”

      ชายผู้มีใบหน้ากร้าวกร้านและหนวดดำคล้ายตัวหนอนเหนือริมฝีปากพยักหน้า “ใช่แล้วล่ะ มีธุระ
อะไรหรือ”

      “ฉันได้ยินว่าคุณกำลังประกาศหาคนคุ้มกันขบวนพ่อค้าของคุณ ใช่ไหมคะ”

      “ใช่ เธอคือคนที่มาขอติดต่อเรื่องงานรึ”

      เซเลสพยักหน้า “ยังพอมีที่ว่างให้ฉันกับอีกสองคนทำงานไหมคะ”

      ชายที่ชื่อเบอร์นาร์ดเลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย “ไหนล่ะเพื่อนของเธอ”

      “สองคนนั้นค่ะ” เซเลสตอบพลางชี้นิ้วไปยังเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่กำลังสนใจสินค้า แต่ยังไม่มีท่า
ทีว่าจะซื้อแม้แต่นิดเดียว

      ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย มองดูเด็กสองคนนั้นแล้วเลื่อนสายตากลับมามอง
หญิงสาวเหมือนถามคำถาม เมื่อเธอพยักหน้าจึงมองเด็กๆ ทั้งสองคนอีกครั้ง ลูบหนวดของเขาเบาๆด้วย
สีหน้ายุ่งเหยิงคล้ายสงสัย หรือตัดสินใจไม่ถูก

      “ว่าอย่างไรคะ”

      “เรื่องที่ว่างมีอยู่แล้วล่ะนะ เพราะยังไม่มีใครสนใจจะทำงานนี้เลยโดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าเรากำลังจะไป
ไวโนอา เธอรู้ใช่ไหมว่าตอนนี้ที่แคว้นนั้นกำลังเกิดอะไรขึ้น”

      หญิงสาวพยักหน้า

      “เพราะทุกคนรู้ว่าที่นั่นมีแต่อันตรายเลยไม่มีใครกล้ารับงานจากเราเลย ฉันเองก็ยินดีหากได้คนมี
ฝีมือสักกลุ่มมาทำงานคุ้มกันให้นะ แต่ว่า...” แล้วเขาก็มองไปทางเจราล์ดและอาคาน่า ใบหน้าที่เหี่ยวย่น
เพราะริ้วรอยของวัยดูยุ่งเหยิงมากกว่าเดิม “เราต้องการคนมีฝีมือเพื่อให้มาคุ้มครองพวกเราระหว่างเดิน
ทาง มันเป็นงานที่อันตรายเกินกว่าจะให้เด็กมาทำ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มสาวแบบนี้ ฉันเกรงว่าจะเป็น
การพาพวกเขามาเจออันตรายมากกว่า”

      “อย่าตัดสินพวกเขาจากภายนอกสิคะ” เซเลสพูดแล้วยิ้มบางๆ ตอกย้ำคำพูดของตัวเอง “พวกเขา
มีดีกว่าที่คุณคิดแน่ค่ะ”

      “ขบวนพ่อค้าของลุงน่าจะมีคนเยอะไม่ใช่เหรอคะ สินค้าที่เป็นอาวุธก็ท่าทางจะมีเยอะ น่าจะ
ป้องกันตัวได้โดยไม่ต้องประกาศหาคนช่วยคุ้มกันเลยนี่นา” อาคาน่าที่บังเอิญมาได้ยินบทสนทนาของ
ทั้งสองคนเข้าตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจ ซึ่งพี่สาวของเธอก็พยักหน้าเห็นด้วย

      ชายตาเดียวยิ้ม “ถึงเราจะมีคนและอาวุธเยอะก็จริง แต่พวกเราเป็นแค่พ่อค้าธรรมดา ถึงจะขาย
อาวุธอุปกรณ์หาเลี้ยงชีวิตตัวเองแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้อาวุธได้เก่งนักหนาหรอกนะ เราไม่มี
ความสามารถพอที่เราจะใช้ป้องกันตัวจากอันตรายระหว่างเดินทางได้หรอก โดยเฉพาะระหว่างเดินทาง
ผ่านแคว้นไวโนอา” เขาชี้แจง “เส้นทางที่เราจะไปไม่ได้อันตรายที่พวกสัตว์ร้าย แต่อันตรายเพราะกอง
ทหารที่ลาดตระเวนไปมาแถบนั้น พวกนั้นได้รับการฝึกอาวุธมาดีกว่าพวกเราที่เป็นพ่อค้าธรรมดา แล้วยัง
มีพวกโจรที่คอยดักปล้นสินค้าอยู่อีก ไม่แน่ว่าระหว่างที่เราเดินทางข้ามแคว้นไวโนอา เหตุการณ์ไม่สงบ
อาจรุนแรงขึ้นกลายเป็นสงครามขึ้นมาก็ได้ เพราะฉะนั้นเราถึงต้องการนักเดินทางฝีมือดีคอยคุ้มครอง
พวกเราจากอันตรายพวกนั้นไปให้ถึงจุดหมายได้ไงล่ะ ลำพังพวกเราเองเอาตัวรอดไม่ไหวหรอก”

      “อ๋อ... เข้าใจแล้ว” อาคาน่าพูด

      “ถ้าเข้าใจว่ามันอันตรายมากแค่ไหนก็ดีแล้ว ฉันดีใจที่พวกเธอสนใจงานนี้ แต่เกรงว่าฉันจะให้พวก
เธอมาทำงานนี้ไม่ได้ มันอันตรายเกินไปสำหรับเด็กหนุ่มสาว”

      “นี่ อย่าเห็นว่าหนูเป็นแบบนี้แล้วหนูจะอ่อนแอนะลุง” อาคาน่าพูดขึ้นพร้อมกับตั้งท่าเตรียมพร้อม
ของวิชาต่อสู้มือเปล่าให้ดูด้วยท่าทางทะมัดทะแมงและออกหมัดชกลมให้อีกฝ่ายเห็นความสามารถ “หนู
เรียนวิชาต่อสู้มาพร้อมๆ กับพี่สาวเลยนะ และยังเดินทางมาด้วยกันตลอดอีก เรื่องอันตรายเจอมานักต่อ
นักแล้ว”

      “อย่าอวดตัวมากนัก อาคาน่า” เมื่อถูกพี่สาวปราม เด็กสาวจึงหยุดแม้จะแสดงสีหน้าขัดใจให้เห็นก็
ตาม “มีอย่างหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกเกี่ยวกับน้องสาวของฉันนะคะ แม้จะเห็นเธอมีรูปร่างเหมือนเด็กแต่เธอ
อายุยี่สิบแล้วนะคะ”

      “ยี่สิบ?” ชายตาเดียวทวนอย่างไม่เชื่อหู แล้วกวาดตามองเด็กสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แล้ว
มองจากปลายเท้าจรดศีรษะอีกครั้งให้แน่ใจ “ดูยังไงก็ไม่ต่างจากเด็กอายุสิบหกเลยสักนิด”

      “คนในบ้านเกิดของฉันส่วนใหญ่จะโตช้ากว่าอายุจริงน่ะค่ะ คุณอาจไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรแต่ฉันรับรอง
ว่าน้องสาวของฉันฝีมือดีพอแน่นอนค่ะ”

      เมื่อได้ยินคำยืนยันดังนั้น เบอร์นาร์ดก็มีท่าทีครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง “แล้วเด็กหนุ่มอีกคนล่ะ จะไหว
รึ” เขาพูดเมื่อมองเห็นท่าทางตื่นเต้นของเด็กหนุ่มที่ได้เห็นสินค้าแปลกตาโดยเฉพาะอาวุธและอุปกรณ์ที่
วางขายอยู่ พฤติกรรมเหล่านั้นฟ้องว่าเขาแทบไม่มีประสบการณ์ในโลกภายนอกเลย

      “เขาน่ะหรือคะ” เซเลสกล่าว และยิ้มที่มุมปาก ไม่มีความกังวลกับคำถามนั้นเลย “ไม่ต้องห่วง
หรอกค่ะ ถึงจะอ่อนประสบการณ์ แต่ความสามารถของเขาเป็นสิ่งที่ดูถูกไม่ได้เลยนะคะ ไม่อย่างนั้นคง
ไม่มีความกล้าพอจะออกมาเสี่ยงอันตรายเป็นนักเดินทางตั้งแต่ยังเด็กแบบนี้หรอกค่ะ”

      เจราล์ดเสียววาบขณะที่ใจของอาคาน่ากระตุกวูบเมื่อได้ยินหญิงสาวผู้เป็นเหมือนผู้ปกครองของ
ทั้งสองคนพูดออกมาอย่างหนักแน่นจนน่าเชื่อถือ ทั้งที่เธอก็รู้ว่าเขาไม่เคยสู้จริงเลยสักครั้งและไม่มีฝีมือ
อย่างที่เธอพูด เขาซึ่งเดินดูสินค้าอยู่ใกล้ๆจึงเดินเข้ามาหาเซเลสและสะกิดเธอเช่นเดยวกับที่อาคาน่าทำ
โดยไม่ได้นัดหมายเพื่อเตือนให้หญิงสาวรู้ว่าไม่ควรโกหกมากกว่านี้ แต่เธอหันมาหาเขา ยิ้มให้บางๆ และ
ลูบศีรษะเขาคล้ายบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงก่อนจะหันไปสบตากับหัวหน้าขบวนพ่อค้าอีกครั้งหนึ่ง

      “ฉันรับรองค่ะว่าพวกเขาจะไม่เป็นภาระให้แน่นอน และมีความสามารถอย่างที่คุณต้องการ” เธอ
ยืนยันอีกครั้งหนึ่ง

      ชายตาเดียวมองดวงตาสีทองของหญิงสาวเงียบๆ อย่างพิจารณา มันเป็นแววตาที่ดูราบเรียบไม่
สั่นคลอน และจ้องตรงมาที่เขาอย่างไม่มีการหลบเลี่ยง การยืนยันอันหนักแน่นนั้นทำให้เขายอมเชื่อใน
เรื่องที่หญิงสาวโกหก แต่เขายังมีท่าทีครุ่นคิดอีกครู่หนึ่งคล้ายไม่แน่ใจ แต่ในที่สุดเขาก็พยักหน้าเป็นคำ
ตอบของคำว่า ‘ตกลง’

      “เข้ามาคุยหลังร้านกันจะดีกว่านี้ ตรงนี้ค่อนข้างเกะกะแล้วก็อันตรายเกินไปที่จะพูดรายละเอียด”

      เซเลสยิ้มบางๆอย่างพอใจกับการเจรจาที่ลุล่วง “ค่ะ ฉันเองก็คิดอย่างนั้น”

      หลังร้านที่ว่าเป็นที่ว่างซึ่งอยู่ระหว่างแผงขายสินค้ากับรถม้าที่จอดอยู่ บริเวณนั้นมีลังสินค้าและ
สัมภาระวางเรียงเอาไว้เป็นหมวดหมู่แต่ไม่เรียบร้อย รถม้าทั้งสี่คันจอดอย่างเป็นระเบียบแต่ไม่มีม้าเทียม
เอาไว้ ทุกคันล้วนทำเป็นหลังคามุงด้วยผ้าใบเอาไว้เพื่อกันแดดกันฝนและให้คนโดยสารระหว่างเดิน
ทาง มีพ่อค้าบางคนเดินไปเดินมาอยู่บ้าง นักเดินทางทั้งสามรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดขบวนพ่อค้าค่อนข้าง
ใหญ่แต่กลับมีคนดูแลน้อยกว่าที่คิดเอาไว้

      เหมือนเบอร์นาร์ดจะรู้ว่าพวกเขากำลังสงสัยจึงตอบโดยไม่รอคำถาม “ปกติเราจะผลัดเวรกันดูแล
ร้านเป็นระยะ ส่วนหนึ่งจะอยู่ที่นี่ขณะที่ส่วนใหญ่จะให้ออกไปพักผ่อน หาซื้อของมาเติม หาข่าวสาร หรือ
เดินเที่ยวเล่นในเมือง อย่าแปลกใจถ้าหากตอนนี้ดูมีคนน้อยไปสักหน่อย” เขาพูดพลางหยิบเก้าอี้มาวาง
ให้ทั้งสามคนนั่ง

      “คุณคงรู้แล้วสินะว่าเราจะส่งสินค้าไปที่ไหน”

      “รู้ค่ะ แคว้นเครโด” หญิงสาวตอบ

      เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องค่าจ้างกับการทำงานกัน”

      “เดี๋ยวก่อนค่ะ หนูว่าพวกหนูยังรู้รายละเอียดของขบวนพ่อค้านี้ไม่มากเลยนะคะ เช่น....” อาคาน่า
ที่ถามแทรกขึ้นมาทิ้งช่วงไปนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ “ลุงขนสินค้าอะไรไปส่งที่แคว้นเครโด และทำไมลุงต้อง
เดินทางผ่านแคว้นไวโนอาที่กำลังมีปํญหาทั้งที่ไปทางอื่นน่าจะปลอดภัยกว่าแท้ๆ”

      เบอร์นาร์ดหยุดนิ่งไปสักพัก ดูจะอึ้งกับคำถามที่ถูกยิงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว สายตาที่คาดคั้นจากทั้ง
สามคนทำให้เขาซึ่งลังเลว่าควรพูดหรือไม่ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วตอบ “เอาเป็นว่าฉันพูดแบบ
เปิดอกก็แล้วกัน ความจริงแล้วงานที่พวกเรารับมาคือการขนอาวุธไปส่งให้กับผู้ว่าจ้างรายหนึ่งในแคว้น
ไวโนอา และนำสินค้าไปส่งให้กับพ่อค้ารายใหญ่ในแคว้นเครโดอีกทอด นั่นคือเหตุผลว่าเราต้องเดิน
ทางผ่านแคว้นไวโนอาทั้งที่เรารู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ในแคว้นอันตรายสำหรับพวกเรา และเพราะเหตุนั้น
เราถึงต้องการจ้างคนคุ้มกันสักกลุ่มหนึ่งเพื่อเราจะสามารถจบงานนี้ได้อย่างปลอดภัย”

      “ผู้ว่าจ้างเป็นกองทัพไวโนอาเหรอครับ” เจราล์ดถาม

      เบอร์นาร์ดส่ายหน้า “เป็นนายหน้ามาว่าจ้างเราอีกต่อหนึ่ง เราไม่รู้หรอกว่าผู้ว่าจ้างจริงๆเป็นใคร”

      “แต่พวกลุงก็กล้ารับงานนะ” อาคาน่าพูดแทรกขึ้นมาด้วยคำพูดที่ฟังดูเสียมารยาท และการกระทำ
นั้นถูกตักเตือนด้วยการตีเบาๆ หนึ่งทีจากพี่สาวของเธอ

      หัวหน้าขบวนพ่อค้าหัวเราะเบาๆแล้วตอบ “เงินค่าตอบแทนเยอะจนน่าเสี่ยงน่ะสิ”

      “แล้วเส้นทางที่จะใช้ล่ะคะ”

      “เรื่องนั้นเราก็พอมองเอาไว้บ้างแล้วล่ะนะ....”

      หลังจากนั้นบทสนทนาก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เป็นการพูดคุยกันระหว่างผู้ใหญ่ขณะที่เด็กๆทั้งสองได้
แต่นั่งฟังไปหาวไปอย่างเบื่อหน่าย ในเวลาไม่นานทั้งเจราล์ดและอาคาน่าก็เบื่อจึงลุกออกจากวงสนทนา
พร้อมๆ กันและปล่อยให้ผู้ใหญ่เป็นฝ่ายตกลงเรื่องงานกันไป แล้วพวกเขาจะคอยฟังผลสรุปในตอนท้ายดี
กว่าทนฟังการพูดคุยของผู้ใหญ่อันน่าเบื่อจนจบอย่างในตอนนี้

..................................................................................................................................

      เมื่อเดินออกมาจากวงสนทนานั้น เด็กหนุ่มก็แยกกับอาคาน่าและเดินไปมาแถวร้านค้าของพวกพ่อ
ค้า เขาอยากดูสินค้าแต่ละชิ้นที่วางขายอยู่ของร้านรวมทั้งสินค้าที่วางขายอยู่ในร้านอื่นๆ สำหรับนักเดิน
ทางทั่วไปอาจเป็นของธรรมดาที่เห็นจนชินตา แต่สำหรับเจ้าชายผู้แทบไม่เคยไปไหนไกลเกินกำแพง
ของพระราชวังถือว่าเป็นสิ่งน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขา แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้มีเพียงแค่หยิบจับมา
ดูด้วยความสนอกสนใจและทนฟังเจ้าของสินค้าอธิบายสรรพคุณอย่างเกรงใจ เขารู้ว่าอีกฝ่ายอยากขาย
ในขณะที่เขารู้สึกว่ามันเป็นการเสียมารยาทที่เขาไม่อยากซื้อเลยแม้แต่น้อย เขาไม่อาจจ่ายเงินที่จำเป็น
สำหรับการเดินทางของเขาให้กับสิ่งของที่เขาเพียงแค่อยากได้หรือชื่นชมแต่นำมาใช้จริงเมื่อถึงเวลาไม่
ได้

      เจราล์ดอยากลองเดินไปดูสินค้าในร้านที่อยู่ใกล้ๆ อีกร้านหนึ่ง แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขของเขาก็
หมดลงเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นกลุ่มคนที่เขาไม่อยากเจอที่สุดกำลังเดินอยู่ในตลาดแห่งนี้
อย่างไม่คาดคิด

      พวกทหาร เป็นทหารกลุ่มใหญ่มีจำนวนราวห้าถึงหกคน ท่าทางของพวกเขาชัดเจนว่ามาเดิน
ตามหาเด็กหนุ่ม สำหรับเจราล์ดถือเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาจำได้ว่าหนึ่งในนั้นคือคนที่เขารู้จัก
ดี เจราล์ดจำได้ว่าเขาคนนั้นเป็นนายกองของทหารองครักษ์ประจำพระราชวังของเขาและทหารคนนั้น
รู้จักหน้าตาเด็กหนุ่มเป็นอย่างดีทีเดียว เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะโชคร้ายถึงขนาดเจอกับคนรู้จักคนนี้เข้า
ในเวลาที่เขาไม่อยากเจอที่สุด

      เจราล์ดยิ่งตกใจมากกว่าเดิม เมื่อหัวหน้ากององครักษ์ที่เขารู้จักดีคนนั้นหันมาสบตากับเขาพอดี

      ใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบเมื่อถูกมองเห็นเข้า ในชั่วอึดใจนั้นเด็กหนุ่มตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปในร้าน
ค้าทันที ไม่ทันได้เห็นสีหน้าตกใจอย่างไม่คาดคิดของนายกององครักษ์ผู้นั้น

      เจราล์ดวิ่งหลบเข้ามาภายในร้านค้าของขบวนพ่อค้าที่พวกตนมาติดต่ออีกครั้ง และวิ่งหนีไปหลบ
อยู่ด้านหลังรถม้าทันที ไม่ทันได้เห็นเซเลสกับเบอร์นาร์ดซึ่งนั่งคุยกันอยู่หันมามองเขาแปลกๆ เด็กหนุ่ม
รีบมองหาที่ซ่อนตัวอย่างเร็วๆ ขณะที่มีเสียงพูดคุยจากทางหน้าร้านไล่หลังมาเร่งเร้าให้เขารีบหาที่ซ่อน
โดยเร็ว ยิ่งเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามเข้ามา เด็กหนุ่มก็รีบซ่อนตัวโดยใช้รถม้าเป็นที่กำบังกาย

      เขาหอบหายใจอย่างเร็วๆ ด้วยความกลัวว่าเสียงหายใจที่ดังจะทำให้ถูกพวกทหารจับได้ นายกอง
องครักษ์คนนั้นเห็นหน้าเขาแล้วและเป็นคนที่จำหน้าเขาได้ดี ฉะนั้นเขาจะไม่ถูกปล่อยไปง่ายๆ อย่างแน่
นอน เด็กหนุ่มไม่เคยคิดเลยว่าพ่อของเขาอยากจะทำโทษเขามากถึงขนาดส่งทหารองครักษ์มาจับตัว
เขากลับไป แต่เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด

      เจราล์ดเงี่ยหูฟัง และได้ยินเสียงพวกทหารกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างกับพวกพ่อค้าอยู่ แม้ไม่รู้ว่า
กำลังคุยเรื่องอะไรกัน แต่เด็กหนุ่มก็เดาออกว่าต้องเป็นเรื่องของเขาแน่นอน ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนว่า
การตกลงจะมีปัญหาบางอย่าง นั่นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกโล่งใจ ถ้าพวกทหารไม่มีสิทธิเข้าค้นที่นี่เขาก็จะ
ปลอดภัย ทว่าเขาคิดผิดเมื่อเสียงของความไม่เข้าใจนั้นเปลี่ยนไปเป็นน้ำเสียงยินยอม ต่อจากนั้นจึงได้
ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาและเสียงสั่งการ ไม่นานนักฝีเท้าของทหารก็เริ่มกระจายกันออกไป มันทำให้เด็ก
หนุ่มรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว และในใจร้อนรนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

      พวกทหารกำลังตามหาเขาอยู่

      “แน่ใจหรือครับว่าเห็นองค์ชายหนีเข้ามาในนี้จริงๆ” เสียงหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

      “ไม่แน่ใจนักหรอก แต่ฉันเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาคล้ายๆ องค์ชายยืนอยู่หน้าร้าน พอเห็นหน้าฉันก็รีบ
หนีเข้ามาในนี้ทันที ฉันเห็นหน้าไม่ชัดนักหรอก แต่ฉันรู้สึกว่านั่นน่าจะใช่องค์ชายเจราล์ด” อีกเสียงหนึ่ง
ตอบ เป็นเสียงที่เด็กหนุ่มรู้สึกคุ้นเคย ต้องเป็นเสียงของนายกองคนนั้นแน่นอน “ลองหาดูให้ทั่ว เด็กคน
นั้นน่าจะอยู่ในนี้ ไม่แน่ว่านั่นอาจจะเป็นองค์ชายจริงๆก็ได้”

      “ครับ”

      ปัญหามาเยือนมาเด็กหนุ่มแล้วเมื่อเขาได้ยินเสียงฝีเท้ากระจายกันออกไป พวกทหารคงกระจาย
กำลังกันเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนี้ให้ละเอียดเท่าที่จะทำได้ แต่พวกเขาดูไม่แน่ใจนักว่าเด็กหนุ่มอยู่ในนี้
หมายความว่าหากเขาซ่อนตัวดีๆ พวกทหารจะคิดว่าเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แน่ และถอดใจกลับไปอย่างง่าย
ดาย แต่ปัญหาคือเขาจะซ่อนตัวจากหูตาของทหารจำนวนหกคนในสถานที่เล็กๆบริเวณที่จอดรถม้าแห่ง
นี้ได้อย่างไร

      เขาค่อยๆ มองไปรอบๆ นอกเหนือไปจากรถม้าที่จอดอย่างเป็นระเบียบแล้ว บริเวณนั้นยังมีกองลัง
สินค้าจำนวนมากถูกวางทิ้งระเกะระกะ บางกองสูงมากพอที่เขาจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้นได้ ด้านหลังรถ
ม้าซึ่งเป็นผ้าใบเองก็ปิดอยู่ บนนั้นคงขึ้นไปซ่อนตัวได้โดยไม่ถูกเจอตัวแน่นอน ห่างจากพื้นที่เขายืนไป
อีกหน่อยเป็นแนวรั้วซึ่งกั้นเอาไว้ไม่ให้มีคนตกจากขอบถนนลงไปยังแม่น้ำที่อยู่ต่ำลงไปข้างล่าง ซึ่งไม่รู้
ว่าลึกเท่าไรและไหลแรงแค่ไหน

      รถม้าน่าจะเป็นสถานที่ที่เขาใช้ซ่อนตัวได้ดีที่สุดแล้ว แต่เสียงฝีเท้าหนึ่งเดินเข้ามาหารถม้าที่เขา
ใช้เป็นที่ซ่อนตัวอยู่ เด็กหนุ่มใจหายวาบเพราะรู้ว่าขึ้นไปแอบบนรถม้าที่อยู่ใกล้ตัวคันนี้ไม่ได้เสียแล้ว เขา
จึงมองไปยังรถม้าอีกคันซึ่งอยู่ห่างออกไปสักหน่อย แต่ก็พอจะใช้ซ่อนตัวได้ เขาจึงค่อยๆย่องไปทาง
นั้น พลันได้ยินเสียงกุกกักดังมาจากข้างหลัง เขาใจหายวาบรีบหันกลับไปมองและไม่เห็นใครเดินพ้นหัว
มุมออกมา นั่นทำให้เขารู้สึกโล่งใจได้บ้าง แต่เขายังวางใจไม่ได้เพราะยังหนีไม่พ้น เขาจึงหันไปข้าง
หน้าและย่องไปที่รถม้าเป้าหมายอีกครั้งหนึ่ง

      เขาเตรียมจะวิ่งไปยังรถม้าคันนั้นแต่ก็ต้องชักเท้าหยุดและถอยกลับมาอีกครั้งเมื่อเขาเห็นทหารคน
หนึ่งเดินพ้นออกจากมุมที่รถบังอยู่และยืนอยู่หน้ารถม้าที่เด็กหนุ่มคิดจะใช้เป็นที่ซ่อนตัว ทหารคนนั้นยืน
ทำท่าครุ่นคิดอยู่สักครู่

      เจราล์ดถอยทันทีเมื่อเห็นทางหนีถูกขวางด้วยคนที่เขาไม่อยากให้เห็นหน้า จากตำแหน่งที่ยืนอยู่
หากทหารคนนั้นหันหลังกลับมาต้องเห็นเขาแน่นอน เด็กหนุ่มมีเวลาจำกัดในการหาที่ซ่อนแห่งใหม่ เสียง
ฝีเท้าเพิ่มเติมเข้ามายิ่งทำให้เด็กหนุ่มลนลานเพราะยังหาที่ซ่อนไม่เจอและเกรงว่าถ้ามีคนมาเพิ่มเยอะ
กว่านี้เขาต้องถูกเจอตัวอย่างแน่นอน

      ในที่สุดทหารหนุ่มคนนั้นก็ตัดสินใจปีนขึ้นไปบนรถม้าตรงหน้า เขาหายไปบนรถม้าสักพักก่อนจะมี
เสียงกุกกักดังออกมา เดาว่าทหารคนนั้นคงกำลังค้นภายในรถอยู่ ขณะที่เสียงฝีเท้าด้านหลังของเด็ก
หนุ่มค่อยๆเคลื่อนมาอยู่ตรงข้ามกับเขา แต่คั่นกลางเอาไว้ด้วยรถม้าที่เป็นที่กำบังเพียงแห่งเดียวของเด็ก
หนุ่ม ตอนนี้เจราล์ดรู้แล้วว่ารถม้าก็ไม่ใช่ที่ซ่อนที่ดี พวกทหารสามารถเข้าไปค้นได้และบนรถม้าไม่มีที่ให้
เขาหนีเมื่อฝ่ายหาใกล้เข้ามา เขาต้องหาที่อื่นเป็นที่ซ่อนตัว

      แล้วความคิดใหม่ก็ผุดขึ้นมา หรือเขาจะแอบหนีออกไปจากบริเวณนี้อย่างเงียบๆไม่ให้พวกทหารรู้
ตัวเสียเลยล่ะ จากนั้นหนีไปที่ไหนก็ได้ให้ห่างๆ พวกทหารสักพักแล้วค่อยวนกลับมาที่นี่อีกรอบหลังจาก
แน่ใจว่าพวกทหารไปแล้ว

      เขาคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ดีทีเดียวและสามารถทำได้จริง

      เจราล์ดคิดจะทำตามนั้น แต่ตอนนี้ยังมีปัญหาอีกอย่างคือฝีเท้าของพวกทหารที่เพิ่มเติมเข้ามา มัน
เป็นสัญญาณบอกว่าเขาจะรอช้าไม่ได้แล้ว เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจค่อยๆ ย่องเงียบๆ ไปถึงท้ายรถม้า เงี่ยหู
ฟังเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าเหลือเพียงเสียงฝีเท้าอยู่ห่างออกไป และเสียงค้นของกุกกักยังคง
อยู่บนรถม้า เมื่อแน่ใจแล้วว่านี่เป็นโอกาสดี เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจวิ่งไปที่รถม้าอีกคันซึ่งอยู่ถัดไป

      ทว่าเขาใจร้อนเกินไป

      ช่องว่างระหว่างรถม้ามีทหารยืนอยู่ห่างออกไปและกำลังมองมาทางเขาพอดี เด็กหนุ่มใจหายวาบ
เมื่อพบว่าตนพลาดเสียแล้วเพราะความใจร้อนไม่ยอมมองดูอีกฝั่งหนึ่งให้ดีเสียก่อน แต่ในเมื่อเขาออกวิ่ง
แล้วก็ต้องไม่หยุดจนกว่าจะถึงที่หมาย เมื่อมาถึงแล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงเรียกเพื่อนให้รีบมา
ดู เจราล์ดมีเวลาจำกัดในการหาที่ซ่อนแห่งใหม่ก่อนที่เขาจะถูกพบตัว บริเวณนี้มีลังไม้วางซ้อนกันจนสูง
พอที่เขาจะเข้าไปยืนหลบได้ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับรั้วและเด็กหนุ่มมองเห็นว่ามันพอจะใช้เป็นที่ซ่อนชั่ว
คราวสำหรับเขาได้ จึงรีบวิ่งไปที่กองลังนั้น กวาดสายตามองผ่านๆ และสังเกตเห็นช่องว่างที่เขาสามารถ
เข้าแทรกไปหลบอยู่ในนั้นได้ชั่วคราว เจราล์ดไม่รอช้าและรีบวิ่งเข้าไปหลบอยู่ตรงนั้นทันที

      แม้ลังที่ซ้อนกันจะสูงพอบังตัวเขาได้ แต่เพราะกลัวจะถูกพบตัวมาก เด็กหนุ่มจึงย่อตัวลงนั่ง ขดตัว
ให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วยกลัวว่าลังไม้เหล่านั้นจะบังตัวเขาได้ไม่มิด

      เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหยุดลงตรงบริเวณที่เขาซ่อนอยู่ เด็กหนุ่มใจหายวาบเมื่อรู้ว่าพวกทหารอยู่ใกล้
แค่ลังไม้ขวางกั้น การกระทำที่ทำให้เกิดเสียงหรือมีพิรุธแม้เพียงนิดเดียวจะทำให้เขาถูกเจอตัว

      “ข้าว่าข้าเห็นเด็กวิ่งหนีมาทางนี้นะ หัวทองๆ เหมือนอย่างที่หัวหน้ากององครักษ์บอกเลย” เสียง
หนึ่งเอ่ยขึ้น

      “องค์ชายที่หนีออกจากพระราชวังน่ะรึ”

      “ก็เออสิ”

      “แล้วอยู่ไหนล่ะ”

      “ข้าก็อยากรู้ว่าอยู่ๆ หายไปไหน ข้ายังเห็นวิ่งหนีมาทางนี้อยู่เลย ปุบปับจะหายไปได้ยังไง”

      “อาจจะซ่อนอยู่แถวนี้ก็ได้ ลองหาดู”

      คำพูดนั้นทำเอาเด็กหนุ่มร้องว่า “แย่แล้ว!” เงียบๆ ในใจ เขาตะโกนออกมาไม่ได้แต่ก็อดไม่ไหว
เหมือนกัน มีเสียงฝีเท้าและเสียงโยกย้ายของดังขึ้นเบาๆ พวกทหารคงกำลังเริ่มรื้อลังไม้ที่ดูแล้วน่าจะ
เป็นที่ซ่อนชั้นดีได้ เสียงฝีเท้าดังอยู่ไม่ห่าง เด็กหนุ่มรู้ว่าถ้าหากพวกนั้นมาถึงที่ๆ เขาซ่อนอยู่เมื่อไรเขา
หนีไม่รอดแน่ จุดที่เขาอยู่ไม่มีทางให้หนีเลยนอกจากกลับไปวิ่งผ่านหน้าทหารสองคนนั้น อีกทางหนึ่ง
คือช่องว่างระหว่างเสาของรั้วเหล็กที่ทำแบบง่ายๆ มันใหญ่พอที่เขาหรือผู้ใหญ่จะลอดผ่านไปได้สบายๆ
แต่สิ่งที่รออยู่คือขอบทางที่อยู่สูงเหนือพื้นน้ำหลายเมตร ซึ่งไม่สามารถใช้เป็ฯทางหนีได้

      เด็กหนุ่มพยายามใช้ความคิด ขณะที่เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา และไม่มีทางหนีสำหรับเขาเลยสักทาง
เดียว พวกทหารจะหาเขาเจอเมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับเวลาแล้ว เขาทำได้เพียงส่งเสียงร้องในใจว่า ‘ทำยังไงดี!’
เมื่อเสียงใกล้เข้ามาทุกขณะ

      แล้วเด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นอะไรเคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไปไม่มากนักจากขอบพื้นใต้แนวรั้ว

      เขาเพ่งสายตาสังเกตให้แน่ใจ

      มือบางๆ ของใครสักคนกำลังกวักเรียกเขา

      เด็กหนุ่มตกใจตัวแทบสะดุ้ง มือนั้นกวักเรียกเขาอยู่ตรงขอบของพื้นที่เด็กหนุ่มจำได้ว่าตรงนั้นไม่มี
ที่ให้คนยืนอยู่ เขาสั่นหัวเบาๆ แล้วมองให้ชัดๆ อีกครั้ง และเห็นมือนั้นยังคงกวักเรียกเขาอยู่ แต่คราวนี้
เขาไม่ได้เห็นแค่มือ แต่เห็นหน้าครึ่งหนึ่งของใครบางคนอยู่ เขาคิดว่าเป็นผู้หญิง เธอทำท่าทางหมือ
นพูดหรือเรียกเขาอยู่แต่เขาไม่ได้ยินเสียง เจราล์ดจึงพยายามเงี่ยหูฟังให้ดีๆ และเขาก็ได้ยิน

      “มาทางนี้ เร็วเข้า”

      เขารู้สึกไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อเธอดีหรือไม่กับคนที่จู่ๆก็ทำท่าทางเหมือนจะช่วยเขาจาก
สถานการณ์นี้ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อได้ยินเสียงค้นหาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขาก็รู้ว่าตัวเองไม่มีเวลา
ลังเลอีกแล้ว เขายอมเลือกหนทางที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มากกว่าหนทางที่รู้แน่นอนว่าตัวเองต้องถูก
จับ

      เขาคลานไปหาผู้หญิงคนนั้นอย่างรีบๆ เขาจึงเห็นหน้าเธอคนนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างที่เข้าไปหา
แต่เสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ตามมาจากทางด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนกลายเป็นลนลาน และรีบคลาน
ไปข้างหน้าให้เร็วขึ้นด้วยกลัวว่าเขาจะหนีไม่ทัน ความลนลานนั้นทำให้ความระวังตัวของเขาลดลงจน
ลืมไปว่ารอบด้านเต็มไปด้วยของที่วางอย่างไม่เป็นระเบียบ

      ในที่สุด ความไม่ระวังก็ทำให้เกิดความผิดพลาด

      เท้าของเจราล์ดไปสะกิดโดนขวดเหล้าเปล่าที่วางสุมอยู่ใกล้ๆ กับลังไม้จนล้มลง มันไม่ได้ล้มลง
มาเพียงขวดเดียวแต่มันล้มลงไปกระแทกกับขวดที่อยู่ต่อๆ กันคล้ายโดมิโนจนเกิดเสียงดังไปทั่วบริเวณ

      ทหารสองคนที่กำลังหาตัวเด็กหนุ่มอยู่ได้ยินเสียงนั้นเข้าก็ตกใจ แล้วรีบวิ่งไปดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น
พวกเขาหวังว่าจะได้เห็นเด็กหนุ่มต้องสงสัยอยู่แถวนั้นหรืออาจกำลังวิ่งหนีอยู่ และยิ้มเมื่อคิดว่าหากเด็ก
คนนั้นคือเจ้าชายแห่งโอดิเลียที่หายตัวไปจริงๆ และจับตัวเอาไว้ได้ พวกเขาคงได้รับรางวัลอย่างงาม
สำหรับความชอบครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดคงเป็นเงินตอบแทนจำนวนหนึ่งซึ่งเรียกว่ามากสำหรับพวกเขาแม้
แบ่งกันแล้วคนละครึ่งหนึ่ง

      “หยุดนะ ไอ้หนู!” พวกเขาส่งเสียงดังหวังขู่ให้เจ้าชายน้อยกลัวจนไม่กล้าขยับเขยื้อน ไม่มีเด็กคน
ไหนไม่กลัวเสียงของผู้ใหญ่เวลาจับได้ว่าเด็กคนนั้นกำลังหนี

      ได้ผล เจ้าชายเจราล์ดถึงกับตัวแข็งไปในทันที แต่สิ่งที่ทหารทั้งสองคนเห็นนั้นยิ่งกว่าที่พวกเขา
คิด

      กองขวดเหล้าที่ทำจากแก้วกลิ้งอยู่บนพื้นเงียบๆ

      และสิ่งที่อยู่ข้างขวดเหล้าเหล่านั้น คือ.....

      ความว่างเปล่า

      ไม่มีใครอยู่ตรงนั้นอย่างที่ทหารทั้งสองคนคิด แต่กองขวดเหล้าที่กลิ้งอยู่แถวนั้นมีสภาพล้มลงมา
คล้ายกับมีอะไรไปทำให้มันล้ม

      “ทำไมจู่ๆ ขวดเหล้าล้มลง”

      “ท่าทางเจ้าชายที่เรากำลังตามหาอยู่จะเป็นคนทำมันล้มล่ะสิ”

      เจราล์ดกระตุกวูบเมื่อทหารสองคนนั้นเดาได้ถูกต้อง

      “ต้องอยู่แถวนี้แน่ เมื่อครู่ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าอะไรเลย อาจจะซ่อนอยู่ตรงไหนสักที่แถวๆ นี้ก็ได้
ลองหาดู”

      ‘แย่แล้ว ไม่รอดแน่’ เจราล์ดร้องในใจขณะที่เสียงฝีเท้าเริ่มเดินไปมาบริเวณที่เขากำลังซ่อนตัวอยู่
อีกครั้ง

      ทหารทั้งสองคนค่อยๆ เดินและมองไปรอบๆ อย่างช้าๆ พยายามจับตาดูการเคลื่อนไหวที่อาจเกิด
ขึ้น หรือเงาของใครสักคนที่ไม่ควรมีอยู่ในบริเวณนี้

      เสียงแมวร้องดังขึ้น

      ทั้งสองหันขวับ ขณะที่เจราล์ดยืนตัวแข็งจนเป็นรูปปั้นไปแล้ว

      ในที่นั้นถูกปกคลุมด้วยความเงียบ ก่อนที่เสียงร้องของแมวจะดังขึ้นอีกครั้ง

      “แมว....ดำ?” ทหารคนแรกทวนกับภาพที่เห็น

      แมวดำตัวหนึ่งยืนอยู่ห่างจากตนและกำลังมองมาด้วยท่าทางระแวง เขาจ้องมองมันด้วยสีหน้ายุ่ง
เหยิงอยู่หลายวินาที ก่อนจะก้าวไปหามัน มันจึงวิ่งหนีไปด้วยความกลัว

      “ท่าทางมันจะคนทำขวดล้มล่ะมั้ง” ทหารอีกคนบอก

      “แต่ข้าเห็นเด็กวิ่งหนีมาทางนี้จริงๆ นะตอนอยู่ตรงรถม้าน่ะ แกไม่เห็นเหรอ”

      “ไม่เห็น ก็แกบอกว่าห็นถึงได้ตามมาดูด้วยไง”

      ทหารคนแรกทำหน้าหงุดหงิด

      “เจ้าเด็กคนที่แกเห็นอาจจะหนีไปทางอื่นแล้วก็ได้ จากตรงนี้มันยังมีทางหนีไปที่อื่นได้อีกนะ อย่าง
เช่นวิ่งหนีไปหลังร้านอื่นๆแล้วออกไปที่ถนน หายตัวไปกับผู้คน อะไรประมาณนั้น” อีกคนพูด “กลับไปหา
หัวหน้ากองเถอะ บางทีเจ้าเด็กคนที่ว่าอาจไม่ใช่คนที่เรากำลังหาอยู่ก็ได้”

      เขาถอนหายใจ “ก็ได้ ตามนั้นก็แล้วกัน”

..................................................................................................................................

      เสียงฝีเท้าค่อยๆห่างออกไป

      มันทำให้เจราล์ดรู้สึกโล่งใจขึ้นมา

      ตอนนี้เขายืนอยู่บนลังสูงซึ่งเรียงขึ้นมาจากพื้นแคบๆ ที่อยู่ต่ำลงมาถัดจากพื้นถนน ซึ่งหากยืนมอง
จากพื้นด้านบนตามปกติจะไม่มีทางเห็นพื้นแคบๆ ตรงนี้ได้เลย ยกเว้นว่ายืนเกาะตรงราวเหล็กที่กั้นไม่ให้
คนตกลงมา

      ตอนที่เท้าของเขาไปโดนขวดเหล้าที่วางกองสุมกันอยู่จนล้มลงมากระทบพื้นเสียงดัง เด็กหนุ่มคิด
ว่าตัวเองคงถูกจับแล้ว แต่เขาก็ไม่ยอมหยุดอยู่เฉยๆ แค่นั้น เขายังคงคลานต่อไปเพราะผู้หญิงที่เรียกเขา
นั้นอยู่อีกไม่ไกล เมื่อไปถึงเธอคนนั้นก็จับมือเขาเอาไว้และดึงเขาลงมา ความรู้สึกแรกที่ผ่านเข้ามาคือ
ความกลัวเพราะเด็กหนุ่มไม่รู้ว่าพื้นอยู่ต่ำลงไปมากแค่ไหน แต่เมื่อลงมาจึงได้พบว่าพื้นไม่ได้อยู่ต่ำ
มากอย่างที่กลัว เมื่อลงมาได้เขาก็ถูกคนที่อยู่ข้างๆสั่งให้เดินลงจากลังไปขั้นหนึ่งแล้วยืนชิดกำแพงเพื่อ
ไม่ให้พวกทหารมองเห็น เขาคิดว่าตอนนั้นคงรอดแล้ว แต่เด็กหนุ่มคิดผิดเมื่อพวกทหารคิดว่าเขายังคง
ซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ

      ตอนนั้นเด็กหนุ่มคิดว่าคงถูกเจอตัวแน่แล้ว แต่คนที่อยู่ข้างๆ เขาดูเหมือนจะรู้ จึงจับเจ้าแมวดำที่
นอนอยู่ใกล้ๆโยนขึ้นไปข้างบนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้พวกทหารคิดว่าเสียงดังที่เกิดขึ้นเกิด
จากแมว น่าตกใจที่พวกทหารเชื่อจริงๆ ว่าขวดเหล้าล้มลงมาเพราะเจ้าแมวดำเป็นคนทำล้ม แต่เพราะ
พวกเขาเชื่อ เจราล์ดจึงรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด

      “ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉันเอาไว้ ถ้าหากไม่ได้เธอช่วยล่ะก็ฉันไม่รอดแน่ๆ” เขาหันมาบอกกับเด็ก
สาวผมสีน้ำตาลเข้มยาวถึงไหล่ และสวมหมวกสีน้ำตาลใบใหญ่ที่มีที่บังแดดอยู่ด้านหน้า

      “ไม่เป็นไรจ้ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเรียบร้อยดูแล้วเหมือนลูกคุณหนูจากที่ไหนสักที่
เด็กหนุ่มคิดว่าน่ารักมากทีเดียวผิดกับเด็กสาวคนที่เขาร่วมทางมาด้วย “แต่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ
ทำไมเธอถึงต้องหนีพวกทหารด้วย”

      “เอ่อ....” เจราล์ดอึกอัก เขาลืมเตรียมคำโกหกเอาไว้สำหรับการถูกถาม เขาไม่อยากให้ใครรู้ความ
ลับของเขา และไม่อยากเงียบไปนานๆ ด้วยช่นกันเพราะมันทำให้เขาดูมีพิรุธหรือมีความลับ เขาเสมอง
ไปทางอื่นเพื่อหลบสายตาขณะคิดหาคำตอบที่จะใช้ปกปิดความลับเรื่องฐานะของเขาได้

      “บอกไม่ได้เหรอ”

      นั่นยิ่งเหมือนเป็นการเร่งรัดเขาอย่างอ้อมๆ แต่ในที่สุดเด็กหนุ่มก็คิดคำตอบออก

      “ความจริงแล้ว ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกนั้นตามฉันมาทำไม”

      “เอ๋? ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ”

      “ก็จู่ๆ พวกนั้นเห็นฉันอยู่หน้าร้าน ทำหน้าตกใจแล้ววิ่งเข้ามาหาฉัน ฉันยิ่งไม่ค่อยถูกกับทหารเท่าไร
อยู่แล้วด้วย เลยรีบหนีเข้ามาซ่อนอยู่ในนี้ ไม่คิดว่าพวกนั้นจะตามเข้ามาตรวจค้นในนี้ด้วย”

      เด็กสาวทำหน้าสงสัย “แต่ว่าเธอถึงกับพยายามซ่อนตัวเต็มที่เลยนี่นา อย่าโกหกฉันเลยนะ มีเรื่อง
อะไรเหรอ หรือว่าเธอไปก่อเรื่องอะไรเข้า”

      เด็กหนุ่มสั่นหัวเร็วๆ พยายามปั้นสีหน้าให้เป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อโกหกให้อีกฝ่ายเชื่อ “ฉันไม่รู้
จริงๆ บางทีพวกนั้นอาจคิดว่าฉันหน้าเหมือนใครสักคนที่พวกนั้นกำลังต้องการตัว เลยเข้าใจผิดก็ได้ล่ะ
มั้ง แต่ว่าถ้าเกิดฉันถูกพวกนั้นจับตัวได้ฉันก็มีปัญหาน่ะสิ ฉันไม่อยากให้มีเรื่องก็เลยพยายามซ่อนตัวไง
ล่ะ”

      เด็กสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ “ได้ยินว่าเจ้าชายแคว้นโอดิเลียหายตัวไปเมื่อสักสองสามวันก่อนนี่
นา พวกเขาเข้าใจผิดว่าเธอเป็นเจ้าชายเธอก็เลยหนีใช่ไหม”

      เด็กหนุ่มรู้สึกโหวงๆ ในท้องแต่พยายามเก็บอาการเอาไว้และรับสมอ้างไป “นั่นสินะ คงจะเป็น
อย่างนั้นแหละ”

      “เอาความจริงนะ เธอไม่ได้ไปทำอะไรผิดจนถูกพวกทหารไล่ตามใช่ไหม” เด็กสาวถามย้ำอีกครั้ง
พลางจ้องเขาอย่างคาดคั้น แต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวเลย ออกจะตลกด้วยซ้ำ

      เจราล์ดส่ายหน้าเร็วๆ “ฉันจะไปทำแบบนั้นได้ยังไงกันล่ะ”

      ทั้งสองคนมองหน้ากัน แล้วก็ยิ้ม “ลงไปข้างล่างกันเถอะนะ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วล่ะ” เด็กสาวพูด
แล้วค่อยๆ ปีนลงจากลังไม้ทีละลังอย่างระมัดระวังไปยังพื้นข้างล่างสุด เด็กหนุ่มจึงตามลงไป

      ระหว่างนั้นเขามองหน้าของเด็กสาวให้ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง รู้สึกตะขิตตะขวงใจบางอย่างกับดวงหน้า
อ่อนหวานนั้น รู้สึกคุ้นเคยแต่ก็รู้สึกแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน เริ่มสงสัยว่านี่จะใช่การพบกันครั้งแรกของ
เขากับเธอจริงๆหรือไม่

      “ที่หน้าของฉันมีอะไรติดอยู่เหรอ เห็นเธอมองมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว” เด็กสาวสวมหมวกเอ่ยถาม
หลังจับสังเกตเขาได้

      “เอ่อ....” เจราล์ดถึงกับผงะเมื่อถูกจับได้ แต่เขาก็คิดว่าการถูกจับได้แบบนี้อาจจะดีก็ได้ จึงตอบ
ไป “มีอะไรสงสัยนิดหน่อยน่ะ คือ....ช่วยถอดหมวกออกได้ไหม”

      เด็กสาวคนนั้นทำหน้าสงสัย แต่ก็ยอมทำตาม เธอถอดหมวกสีน้ำตาลของเธอออกตามที่เด็กหนุ่ม
ร้องขอ เจราล์ดจึงมีโอกาสเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ

      เด็กหนุ่มรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผม และเค้าโครงหน้าของเด็ก
สาวคนนี้ เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นดวงตากลมโตคู่นี้มาก่อนจากที่ไหนสักแห่ง ดวงหน้าของเธอก็คล้ายกับ
ใครสักคนในความทรงจำของเขาแต่เขานึกไม่ออก

      “เรา......เคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า” ในที่สุดเจราล์ดก็ถามขึ้นมา

      “เอ๋? ไม่นี่นา เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งนี้เป็นครั้งแรกเองไม่ใช่หรือ”

      เด็กหนุ่มทำหน้าเหมือนไม่แน่ใจ “ก็ใช่น่ะนะ แต่.... ฉันรู้สึกคุ้นหน้าเธอน่ะ เหมือนกับว่าเราเคยเจอ
มาก่อน นานมาแล้ว”

      “คงไม่หรอกจ้ะ หากเราเคยเจอกันมาก่อนจริงๆเราน่าจะจำฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้นี่นา”

      เด็กหนุ่มพยักหน้าเบาๆอย่างเห็นด้วย “นั่นสินะ บางทีฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้”

      เด็กสาวไม่ว่าอะไรแต่สวมหมวกกลับตามเดิม

      “จริงสิ เธอชื่ออะไรเหรอ” เด็กหนุ่มเพิ่งนึกคำถามสำคัญขึ้นมาได้

      เด็กสาวมองหน้าเขางงๆ แล้วยิ้มออกมา “เครโอ้ เอเลอา จ้ะ” เธอตอบยิ้มๆ

      “เจราล์ด ฮารินน์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” เขายิ้มรับ

      “เฮ้! เจราล์ด นายอยู่ไหนน่ะ!” เสียงใสๆที่เด็กหนุ่มคุ้นเคยร้องเรียกขึ้น คนที่ถูกเรียกหาจึงเงยหน้า
มองขึ้นไปยังพื้นด้านบน และเห็นเด็กสาวผู้ไว้ผมเปียสีดำยาวเกาะอยู่ที่ราวเหล็กและกำลังมองหาเขา
“ไปไหนของนายน่ะเจ้าคนไม่ได้เรื่อง”

      “ฉันอยู่นี่! แล้วก็อย่าเรียกฉันว่าคนไม่ได้เรื่องนะ!” เด็กหนุ่มตะโกนบอกกลับไป

      “อ้าว!? ทำไมไปทำอะไรอยู่ตรงนั้นล่ะ”

      “ช่างฉันเถอะ แต่พวกทหารไปกันหมดรึยัง”

      “ไปกันหมดแล้ว ว่าแต่นายเถอะไปทำอะไรอยู่แถวนั้นกัน”

      “อย่ารู้เลยน่า”

      “พยายามจะจีบสาวอยู่รึไงน่ะ ร้ายไม่เบาเลยนี่ตาไก่อ่อน”

      “เฮ้ย! ไม่ใช่เฟ้ย!” เขาตะโกนย้อนกลับไป เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งคนที่เรียกเขา และคนที่ยืนอยู่
ใกล้ๆเขา

      “เอาเถอะๆ รีบขึ้นมาเร็วๆ พี่เซเลสตกลงเรื่องงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวจะสรุปให้ฟังเลยให้ฉัน
มาตาม”

      “รู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ” เขาตอบ

      อาคาน่ายิ้มเจ้าเล่ห์ “ขอโทษนะที่รบกวนตอนกำลังมีความสุขน่ะ”

      “ยัย....!” เขาอดทนไม่ไหวอยากจะด่าสวนกลับไปบ้าง แต่เด็กสาวเดินจากไปเสียก่อน เด็กหนุ่มจึง
ทำได้เพียงเก็บเรื่องนี้เอาไว้คิดบัญชีทีหลัง แล้วเขาก็หันมาหาเด็กสาวที่ชื่อเครโอ้ “ฉันต้องไปก่อนนะ
ตอนนี้ฉันกับเพื่อนคงได้ทำงานคุ้มกันขบวนพ่อค้ากลุ่มนี้แล้ว เดี๋ยวเจอกันนะ” แล้วเจราล์ดก็เดินไปที่
บันไดซึ่งอยู่ใกล้ๆ

      เด็กสาวไม่พูดอะไร เพียงมองตามหลังเด็กหนุ่มและรู้สึกแปลกๆ

      “เคยเจอเขาที่ไหนมาก่อนนะ”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 25 มี.ค.53 เวลา 23:15:12 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ