JoyKa
Librarian

Nephilim's Tale ตอนที่ 12

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

Back to Chapter 4

Back to Chapter 5

Back to Chapter 6

Back to Chapter 7+8

Back to Chapter 9

Back to Chapter 10

Back to Chapter 11

------------------------------------------------------------------

 Chapter 12

“เฮ้! เร็ว ๆ หน่อยสิยัยยืดยาด” ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงกล่าวด้วยน้ำเสียงเร่งรีบในขณะเดินไปข้างหน้าอย่างรวด เร็ว
ทิ้งให้หญิงสาวในชุดคลุมยาวดูรุ่มร่ามเดินตามอยู่เบื้องหลัง จริง ๆ จะบอกว่าหญิงสาวผู้นั้นเดินช้าก็หาไม่ แต่เป็นเพราะชายหนุ่มนั้นตัวค่อนข้างสูง ส่งผลให้เขาสามารถก้าวเท้าได้ยาวกว่าหญิงสาวมาก หญิงสาวในชุดคลุมดวงตาที่ฟ้า ถักเปียยาวดูจะไม่พอใจนักกับอาการเร่งเร้าของชายหนุ่ม เธอรีบเดินรี่ไปหาเขาอย่างรวดเร็วก่อนจะเอาคฑาฟาดใส่กลางหลังเขาไปเต็ม ๆ

“โอ้ย!! ทำอะไรของเจ้าน่ะ ยัยแม่แม่มดโฉด” ชายหนุ่มว่ากล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจระคนความเจ็บปวดที่หญิงสาวเอาคฑามาฟาด เขาจนเกือบล้มลงไป

หญิงสาวมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาก่อนจะตอบไปเรียบ ๆ
“เจ้าว่าใครยัยยืดยาด เจ้าสุนัขข้างถนน”
จากนั้นเธอก็จ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ชายหนุ่มที่โดนฟาดยืนเอามือจับหลังตนเองด้วยความเจ็บปวด

“ชิ ยัยเตี้ยเอ้ย” เขาบ่นก่อนเดินตามไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวออกไปดัง ๆ เพราะไม่อยากมีเรื่องกับเธอในเวลานี้

ทั้งสองเดินมาจนถึงที่พำนักของชไนเดอร์ก่อนที่จะเดินเข้าไปนั้น

“โอ้ เนมิสซ่า ไก พวกเจ้าเพิ่งมาถึงรึ” เลออสทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวที่ยืนอยู่หน้าที่พำนักของชไนเดอร์ในสถาพที่ยัง ผ้าพันแผลพันอยู่หลายจุด

หญิงสาวโบกมือให้เลออสพร้อมกับกล่าวขึ้น
“ดี ท่านรองแม่ทัพ …สภาพดูไม่ได้เลยนะท่านน่ะ”

ชายหนุ่มก็กล่าวทักต่อจากหญิงสาวทันที
“โอ้ส!! เลออส…สบายดีเปล่า” ทันทีที่กล่าวจบเขาก็โดนหญิงสาวเอาศอกกระแทกไปทันที
“อุก!!”
“เจ้าว่าคนที่มีผ้าพันแผลพันขนาดนั้นสบายดีเรอะเจ้าบ้า” เธอกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งเลออสได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้กับกิริยาของคนทั้งสองก่อนเอ่ยขึ้น

“ช่างเถอะ พวกเราเข้าไปหาชไนเดอร์กันก่อนเถอะ เจ้านั่นเรียกประชุมด่วนแบบนี้คงมีเรื่อง แถมดูท่าทางจะเป็นเรื่องใหญ่แน่นอนเลย”

“อืม” หญิงสาวกล่าวตอบรับแล้วเดินเข้าไปทันที ปล่อยให้ชายหนุ่มที่โดนกระแทกนั่งกุมท้องกับพื้นด้วยความเจ็บปวด

“ยัยนั้นเป็นแม่มด หรือพวกนักสู้กันแน่ มือไม้หนักจริง ๆ”

“เจ้ายังไม่ชินอีกรึไก ข้าเห็นเจ้าโดนอัดประจำเลย” เลออสกล่าวพลางมองด้วยสีหน้าเวทนาให้กับชายผู้ซึ่งโดนหญิงสาวตัวเล็กอัดเป็น ว่าเล่นประจำ ๆ แล้วจึงเข้าไปประคองเขาทั้ง ๆ ที่ตนเองที่มีผ้าพันแผลพันอยู่

“แต่ก็นะ ข้าก็โดนหญิงสาวตัวเล็ก ๆ อัดมาซะจนสะบักสะบอมเหมือนกันเลยล่ะ” เลออสกล่าวพลางหัวเราะเบา ๆ ในขณะที่ประคองไกเข้าไปในที่พำนักของชไนเดอร์ เพราะ ณ เวลานี้เมื่อดูจากสภาพภายนอกของเขาก็ไม่ได้ต่างจากไกนัก จะต่างก็เพียงแต่เลออสนั้นไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับสาวน้อยคนนั้นก็เท่านั้นเอง

ภายในห้องประชุม ณ ชั้นล่างของที่พำนักของชไนเดอร์นั้น ตัวชไนเดอร์นั่งที่โต๊ะทำงานของเขารอการมาของทุกคนอยู่ก่อนแล้ว ข้าง ๆ ของเขาคืออนาคิมที่ยืนด้วยท่าทางเขินอายเล็กน้อย ภายในห้องนั้นเซคิน่านั่งไขว่ห้างอยู่ที่เก้าอี้ ใกล้ ๆ กันคือแม่สาวที่อัดไกจนจุกไปนั่นเอง

ชไนเดอร์มองการมาของเลออส และไกด้วยท่าทางหนักใจนิดหน่อยก่อนจะกล่าวออกไป
“สภาพของเจ้าทั้งสองนี่ดูไม่จืดเลยจริง ๆ เลออสน่ะข้าเข้าใจ แต่ไกเจ้าน่ะไปทำอะไรมารึถึงได้ต้องให้คนเจ็บมาพยุงเจ้าเช่นนี้”

“หึหึหึ ข้าน่ะ…โดนยัยแม่มดนั่นน่ะทำทารุณกรรมมาน่ะสิ” ไกหัวเราะพลางชี้ไปยังหญิงสาวที่ใส่ชุดคลุมซึ่งยืนลอยหน้าลอยตาไม่รู้ไม่ชี้ อยู่

“เจ้านี่ชอบแกล้งไกซะจริงนะเนมิสซ่า” เซคิน่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เหมือนพยายามกลั้นหัวเราะตนเองไว้ ด้วยเธฮรู้สึกว่าคู่นี้เป็นคู่ที่ค่อนข้างตลกเสียจริง ๆ

“เอาเถอะ อย่ารุนแรงจนบาดเจ็บไปทำงานไม่ได้ก็แล้วกัน” ชไนเดอร์กล่าวพลางถอนหายใจออกมา ในระหว่างที่เลออสและไกไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเซคิน่าและ เนมิสซ่า แล้วจึงกล่าวต่อไปทันที

“ก่อนอื่นข้าขอแนะนำสตรีที่อยู่ข้าง ๆ ข้าให้เจ้าทั้งสองรู้จักก่อน นี่คือ อนาคิม สตาเซีย เลขานุการของทัพเราซึ่งจะเข้ามาทำงานร่วมกับเราในแนวหน้า”

“ว่าที่ภรรยาของข้าเอง” เซคิน่าแอบเลียนเสียงของชไนเดอร์แล้วกล่าวต่อจากเขาในทันทีซึ่งชไนเดอร์ที่ รับฟังได้แต่ทำหน้าหนักใจให้กับการแหย่เล่นของเซคิน่า ทางด้านไกและเนมิสซ่าดูจะอึ้งไปเล็กน้อย ถึงทั้งสองจะรู้ดีว่านี่เป็นการแกล้งเล่นของเซคิน่า แต่การแกล้งเช่นนี้ออกจะไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ส่วนอนาคิมนั้นหน้าแดงอายม้วนต้วนจนแทบเป็นลมไปเลย ยิ่งนางนึกถึงสิ่งที่องค์ราชินีฝากฝังไว้ด้วยยิ่งทำให้นางมากยิ่งขึ้น จนเซคิน่าที่มองอยู่อดขำไม่ได้ ก่อนแก้ออกมาเพื่อไม่ให้ไกและเนมิสซ่าเข้าใจเป็นเช่นนั้นไปจริง ๆ

“เอานาข้าล้อเล่น ขอโทษที เข้าเรื่อง ๆ ต่อ”

“เจ้านี่นะล้อเล่นอะไรก็ให้เกียรติอนาคิมบ้างสิ เดี๋ยวนางจะเสื่อมเสียเกียรติเอาได้”

‘ข้าว่าท่าทางนางเอง ลึก ๆ ก็คงอยากเสียเกียรติอยู่เหมือนกัน’
เลออสคิดในใจพลางหัวเราะในลำคอ แต่เขาไม่กล้าหัวเราะออกมาตรง ๆ ด้วยเพราะเกรงใจชไนเดอร์ที่จะอับอายต่อไก และ เนมิสซ่า

ชไนเดอร์ถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนที่จะกล่าวต่อไป
“อนาคิมข้าขอแนะนำผู้ที่อยู่ตรงหน้าเจ้าทั้งสอง เริ่มจากสตรีผู้ที่อยู่ใกล้ ๆ เซคิน่า นางคือ หัวหน้ากลุ่มนักรบเวทย์ของเรา เนมิสซ่า เลคคาฮ์รัส”
อนาคิมโค้งทำความเคารพให้เนมิสซ่าทันที ซึ่งทำให้เธอประหลาดใจอย่างมากกับกิริยามารยาทของอนาคิมที่ดูจะเรียบร้อย ดูขัดกับข่าวที่กล่าวถึงนางผู้ที่สู้รบกับเลออสได้อย่างสูสี เนมิสซ่าที่เห็นเช่นนั้นจึงยิ้มรับแล้วโค้งตัวตอบรับกลับไป

“เจ้าไม่ต้องเคารพข้าขนาดนั้นก็ได้ ทำงานด้วยกันก็เหมือนเพื่อน ๆ กันนั่นล่ะ” น้ำเสียงของเนมิสซ่าดูจะมีไมตรีพอสมควรเลยทีเดียว

ชไนเดอร์ไม่แปลกใจนักต่อปฏิกิริยาของเนมิสซ่า เพราะหลาย ๆ คนที่พบอนาคิมซึ่งมีกิริยาท่าทางที่เคารพนบน้อบ
มักจะเอ็นดูและชื่นชมนางแทบทั้งสิ้น หลังจากที่เนมิสซ่ากล่าวจบเขาจึงผายมือไปยังไป แล้วแนะนำทันที

“ส่วนนั่น หัวหน้าพลธนู ไก ไครีส” ไกโบกมือทักทายพลางยิ้มให้ พร้อม ๆ กับที่อนาคิมโค้งให้กับเขา ก่อนที่ไกจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเล็กน้อย

“แม่สาวนี่รึที่ทำเอาเลออสกลายเป้นมัมมี่เช่นนี้ ดูเด็กกว่าที่คาดมากเลยทีเดียว”

อนาคิมที่รับฟังอยู่ดูจะงุนงงอย่างมาก เพราะนางไม่คิดว่าในการประลองนั้นนางจะสร้างบดแผลฉกรรจ์ใด ๆ ให้แก่เลออสได้เลย หากแต่ผ้าพันแผลบนร่างกายของเลออสนั่นก็พอจะยืนยันได้ในระดับหนึ่งทีเดียว ทำให้นางนึกในใจต่อภาพที่เห็น
‘นั่น ฝีมือของข้าจริง ๆ รึนี่’

เลออสยิ้มเจื่อน ๆ ออกมาก่อนที่จะกล่าวแก้ออกไป
“ไอ้คนที่ทำให้ข้าเป็นมัมมี่น่ะ นู้น หัวหน้าฝ่ายสอดแนมต่างหาก”

“ข้าอุตส่าห์ทำแผลให้เจ้านะ” เซคิน่ากล่าวเรียบ ๆ แต่นางก็รู้ตัวดีว่านางพันแผลให้เลออสดูน่ากลัวเกินความเป็นจริงไปพอสมควร เลยทีเดียว

“เอาเถอะในเมื่อมาพร้อมกันแล้ว ข้าขอให้เวลานี้เป็นการเป็นงานเลยก็แล้วกัน จะแหย่เล่นอะไรกันก็ไว้หลังจากนี้” ชไนเดอร์กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังและดูเคร่งเครียดทันที เป้นสีหน้าและน้ำเสียงที่อนาคิมดูจะแปลกใจเป็นอย่างยิ่งเพราะตั้งแต่ที่เธอ พบชไนเดอร์มานั้นเขาไม่เคยจริงจังมากขนาดนี้มาก่อน แม้แต่ในตอนที่เธอจะเข้าสู่ลานประลองก็ยังไม่แสดงความเครียดเท่านี้เลยจริง ๆ

“งั้นก็ว่ามาเลย ท่านแม่ทัพชไนเดอร์พวกข้ารอฟังอยู่แล้ว” เลออสกล่าวพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากเหมือนจะคาดเดาอะไรบางสิ่งได้

ทั้งหมดในห้องประชุมต่างเงียบแล้วรอฟังสิ่งที่ชไนเดอร์จะกล่าว ซึ่งตัวเขาเองนั้นลุกจากที่นั่งพร้อมกับสายตาที่จริงจังแล้วกล่าวออกมา

“คีราเนียที่ขอเดินทัพผ่านอาเดเนีย ตอนนี้กำลังเข้าสู่ออสเวลแล้ว”

“ได้เวลาสงครามแล้วว้อย!!” ไกลุกขึ้นกำหมัดด้วยท่าทางที่เร้าร้อนที่จะได้ออกสงคราม ก่อนที่จะ

“ฟรีซ!!” เนมิสซ่ากล่าวเบา ๆ พร้อมกับปล่อยคลื่นน้ำแข็งจากคฑาไปยังไก ซึ่งผลจากเวทมนตร์ทำให้เขายืนตัวแข็งทื่อไม่ไหวติง ทำได้เพียงกรอกตาไปมา จากนั้นเธอจึงเอ่ยกับชไนเดอร์

“เชิญท่านแม่ทัพกล่าวต่อได้ค่ะ”

ชไนเดอร์กระแอมออกมานิดหน่อยต่อภาพที่เห็น แม้จะสงสารไก แต่ในเวลาเป็นการเป็นงานเช่นนี้เขาก็ได้แต่ปล่อยให้ไกถูกแช่แข็งไป เพราะไกนั้นปกติเป็นคนเอะอะโวยวายอย่างมาก ซี่งเนมิสซ่าที่รู้เรื่องนี้ดีกว่าใครจึงได้แช่แข็งเขาไว้ก่อน ทว่านอกจากชไนเดอร์ กับอนาคิมที่ตกใจกับสิ่งที่เนมิสซ่าทำแล้ว คนอื่น ๆ รวมทั้งเนมิสซ่ากลับไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมานอกจากรอฟังสิ่งที่ชไนเดอร์จะกล่าวต่อไป

“งั้นข้าต่อล่ะนะ หน่วยข่าวแจ้งตรงไปยังองค์ราชาเรื่องที่อาเดเนียให้คีราเนียเคลื่อนทัพผ่าน ได้สักสี่วันแล้ว ซึ่ง ณ เวลานี้คีราเนียกำลังเคลื่อนทัพไปยังออสเวล และถ้าออสเวลจะใช้วิธีเช่นเดียวกับอาเดเนีย ข้าคาดว่าอีกไม่เกินเจ็ดวันคีราเนียจะมาถึงดินแดนเฟรโดน่าแน่นอน”

“สันติวิธีเช่นนั้นรึ” เซคิน่ากล่าวลอยพลางพิงเก้าอี้แล้วเงยหน้ามองเพดานเหมือนพยายามใช้ความคิด อยู่

เลออสที่ฟังอยู่ก็ครุ่นคิดตามที่ชไนเดอร์ตลอด เขาค่อนข้างแปลกใจอย่างยิ่งเมื่อบอกว่า ‘คีราเนียขอเดินทัพผ่าน’
เขาเกาศีรษะตนเองเบา ๆ พลางเอ่ยขึ้น “พวกนี้ทำอะไรแบบสันติวิธีเป็นด้วยเรอะ”

“เจ้าแปลกใจได้เต็มที่เลยเลออส เพราะเจ้ามีเพื่อนร่วมแปลกใจกันร่วม ๆ สามดินแดนเลยเชียวล่ะ”
ชไนเดอร์กล่าวออกมาเพราะสิ่งที่เลออสออสแปลกใจนั้นเป็นสิ่งที่คนทั้งสามดิน แดนที่ทราบข่าวล้วนคิดเหมือนกันแทบทั้งสิ้น เนื่องจากคีราเนียที่มีกองกำลังทหารและไล่ล่าขยายอาณาเขตทางตอนเหนืออย่าง ต่อเนื่อง ตาครั้งนี้กลับไม่ใช้วิธีเช่นเดิมกลับเลือกที่จะ ‘ขอเดินทัพผ่าน’ เท่านั้นเอง

อนาคิมที่รับฟังอยู่นั้นแม้จะงุนงงในตอนแรก แต่เธอก็ตามเนื้อหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วเพราะเธอนั้นศึกษาความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์มามากทีเดียว ไม่เช่นนั้นในการสอบความรู้ความสามารถคงไม่ได้เป็นอันดับสองเป็นแน่ เธอจึงกล่าวออกมาตามความคิดของตัวเองในทันที

“คงจะพยายามถนอมกำลังไว้ ด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งมากกว่าล่ะค่ะ”

เป็นข้อคิดเห็นที่ทำเอาทั้งห้องประชุมสนใจอย่างยิ่ง เพราะไม่คิดว่าอนาคิมที่เพิ่งเข้ารับงานจะสามารตามสิ่งที่กล่าวกันได้อย่าง รวดเร็ว และวิเคราะห์ได้เหมือนกับผู้ที่รับรู้ข้อมูลต่าง ๆ มาตลอด

“ทำไมเจ้าคิดเช่นนั้นล่ะแม่ลิง” เซคิน่าเลิกคิ้วนิดหน่อยแล้วถามออกไปทันทีด้วยความสนใจ แม้นางจะเคยคิดเช่นนั้นมาก่อนแต่ก็อยากฟังหตุผลในมุมของผู้อื่นบ้าง

อนาคิมเอานิ้วแตะริมฝีปากตนเอง และแสดงท่าทางเหมือนกับคิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ครู่หนึ่งเธอจึงตอบออกไป
“ถ้าจะให้วิเคราะห์นะคะ ข้าคิดว่าการที่คีราเนียเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน น่าจะเป็นเพราะทางนั้นอาจจะกำลังคิดว่าต้องใช้กองกำลังของตนไปเผชิญหน้ากับ อะไรบางอย่างที่ต้องเสียไพร่พลจำนวนมาก ถ้าเอาไพร่พลมาเสียกับดินแดนที่ตนต้องผ่านทางคงจะทำให้ตนเองพ่ายแพ้เป็นแน่”

“งั้นก็คิดเช่นเดียวกับข้าสินะ” เซคิน่ากล่าวพลางหลับตาลงช้า ๆ ด้วยความเหนื่อยใจ เพราะถ้าคิดเช่นนั้นก็จะมีคำถามตามมาว่า คีราเนียกำลังจะไปเผชิญหน้ากับใคร

“เกี่ยวกับสิ่งที่คีราเนียหาอยู่รึไม่ล่ะคะ” เนมิสซ่ากล่าวอย่างเรียบ ๆ พร้อมทั้งมองไปยังชไนเดอร์

“คีราเนียหาอะไรอยู่เราก็ยังตอบไม่ได้เลยนะเนมิสซ่า” เลออสกล่าวพลางเบ้ปาก เพราะข้อมูลที่เขารับทราบมาตลอดหนึ่งเดือนไม่ได้ทำให้พวกเขาตีโจทย์ในสิ่ง ที่คีราเนียหาอยู่ออกแต่ประการใด

เซคิน่าที่ฟังคำตอบของเลออสเธอชี้ไปที่อนาคิมทันทีพร้อมเอยขึ้น
“ถามนางสิ” คำตอบของเซคิน่าทำให้อนาคิมดูงุนงงอย่างมาก แม้จะพอรู้ว่าเกี่ยวข้องกับเรฟาอิมที่น่าจะมีสายสัมพันธ์กับเธอ แต่เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิดจะให้ตอบสิ่งใดได้

เลออสทำหน้าหนักใจกับคำแนะนำของเซคิน่า เพราะรู้ดีว่านางเพียงแหย่อนาคิมเท่านั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าอนาคิมคงเป็นเพียงผู้เดียวที่จะช่วยไขปริศนาได้ ปัญหาคือจะแก้ปริศนาได้อย่างไรนี่สิ

ชไนเดอร์ถอนหายใจเมื่อเซคิน่ากล่าวออกมา เขายังไม่ได้อธิบายสิ่งใดให้อนาคิมทราบในรายละเอียดที่พวกเขาคาดเดาเลยสัก นิด ส่วนเนมิสซ่านั้นเองก็ดูจะไม่เข้าใจเช่นกันว่าอนาคิมมาเกี่ยวข้องกับเรื่อง นี้ได้อย่างไรเธอจึงกล่าวถามออกไปทันที

“แล้วอนาคิมมาเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่คีราเนียหาอยู่ล่ะ”

เซคิน่าลืมตาขึ้นมองเนมิสซ่าที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ไว้ข้าอธิบายให้พวกเจ้าทั้งสองทราบเองดีกว่า เรื่องมันย้าวยาวพิกล”

เนมิสซ่าแม้จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก แต่ก็พยักหน้ารับไปเพราะเธอคิดว่าเซคิน่าคงมีเหตุผลอะไรบางอย่างจึงได้อยาก บอกกล่าวเป็นการส่วนตัว

“ว่าแต่เจ้าคลายสะกดให้ไกก่อนเถอะ ไม่งั้นหมอนี่ได้หนาวตายแน่” เลออสกล่าวพลางเคาะไกที่ยืนแข็งเป็นน้ำแข็งทำได้เพียงกรอกตาไปมาเท่านั้นเอง

“อืม” เนมิสซ่าตอบรับอย่างเย็นชาก่อนที่จะเอาคฑาชี้ไปยังไก แล้วกล่าวออกมาเบา ๆ
“ฟรอสไดร์ฟ” ทันทีที่สิ้นคำของเนมิสซ่าก็มีแท่งน้ำแข็งแทงขึ้นมาจากพื้นใส่เข้าไปที่ตัว ของไกทันที

ซึ่งไกที่โดนไปเช่นนั้นได้แต่อ้าปากค้าง ไร้เสียงใด ๆ แล้วลงไปนอนกับพื้นทันที

“ไม่ตายรึเนมิสซ่า” เซคิน่ากล่าวพลางชี้ไปที่ไกที่นอนแน่นิ่งกับพื้น

“ถ้าตาย คงตายไปหลายครั้งแล้ว” เนมิสซ่ากล่าวเรียบ ๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย พร้อมกับไกที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นช้า ๆ แล้วตวาดออกมาทันที

“เจ้าจะฆ่าข้าจริง ๆ เรอะ”
หากแต่เนมิสซ่าโต้ตอบด้วยการยกคฑาขึ้นชี้หน้าไก จนเขาสะดุ้งกระโดดถอยหลังไปในทันทีด้วยกลัวว่าเธอจะใช้เวทมนตร์แช่แข็งเขา อีกครั้ง

“เอา ๆ พอก่อน ๆ” เลออสปรามเนมิสซ่ากับไกด้วยสีหน้าหนักใจ แล้วจึงหันไปหาชไนเดอร์พร้อมเอ่ยถามขึ้น

“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันบ้างล่ะท่านแม่ทัพ”  

ชไนเดอร์ที่ได้รับคำถามจากเลออสก็ตอบบอกมาในทันทีราวกับว่าเขาได้เตรียมคำ ตอบไว้รอท่าอยู่แล้ว
“จากรับสั่งขององค์ราชาคือให้พวกเราเตรียมกำลังพลแล้วรอดูสถานการณ์ แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าเห็นว่าควรจะ ‘หาคำตอบว่าคีราเนียต้องการสิ่งใดกันแน่’ ให้ได้แล้วรอดูท่าที”

“เฮ้ ๆ เจ้าจะขัดรับสั่งขององค์ราชาเช่นนั้นรึ” ไกกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจต่อการตัดสินของชไนเดอร์ที่เหมือนจะขัดสิ่งที่ องค์ราชาตัดสินพระทัยแล้ว

“ไม่หรอก ข้าก็แค่ ‘ทำเพิ่ม’ เท่านั้นเอง” ชไนเดอร์ตอบพลางยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ออกมา

“หึ…หาไพ่ตายมาไว้ในมือเผื่อจะได้ใช้ต่อรองกับคีราเนียสินะ” เลออสกล่าวพร้อมรอยยิ้มให้กับความคิดของ
ชไนเดอร์เพราะเขาเองก็เห็นว่าถ้าเอาแต่รอตั้งรับเฉย ๆ ทั้งที่น่าจะสามารถหาสิ่งที่มาช่วยพลิกเกมได้แท้ ๆ มันจะมีแต่เสียเปรียบซะมากกว่า

อนาคิมปรายตาออกไปทางอื่นเมื่อฟังสิ่งที่ชไนเดอร์กล่าวออกมา เธอไม่คิดว่าเขาจะหาช่องว่างเพื่อทำการสิ่งใดได้ถึงเพียงนี้ ซึ่งเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังคงเป้าหมายที่จะทำเพื่อบ้านเพื่อเมือง มิใช่ทำเพื่อตนเองไม่ หากแต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าออกจะผิดคาดนิดหน่อยที่ชายที่ตนชื่นชอบนั้นผิดไป จากที่คิดพอสมควร ด้วยเพราะเธอคิดว่าเขาจะเป็นคนตรงไปตรงมา กฎเป็นกฎเสียอีก

เนมิสซ่ายกมือขึ้นมาช้า ๆ ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่หันมาจับจ้องในตัวเธอ ซึ่งชไนเดอร์ที่เห็นเช่นนั้นก็พยักหน้ารับเพื่อให้เธอกล่าวสิ่งที่คิดออกมา ได้

“ถ้าข้าจะเสนอว่า ‘หาสิ่งนั้นให้พบแล้วยึดมาเป็นของเราเอง’ พวกเจ้าว่าเป็นอย่างไรล่ะ” เธอกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉย หากแต่เป็นข้อเสนอที่ทำให้คนในห้องประชุมเงียบไปเลยทีเดียว

ทั้งห้องเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ชไนเดอร์จึงกล่าวออกมา
“เป็นทางเลือกหนึ่ง ถ้าเราจำเป็นน่ะนะ แต่ข้าอยากจะใช้วิธีเจรจาก่อน และใจของข้าหวังว่าสิ่งที่คีราเนียหานั้นจะไม่มีในดินแดนนี้ซึ่งมันคงจะทำ ให้คีราเนียกลับไปอย่างสงบก็เป็นได้”

“แต่ข้าเห็นด้วยกับเนมิสซ่านะ” เซคิน่ากล่าวแย้งทันที

“ข้าไม่คิดว่าคีราเนียจะใจดีถึงขนาดนั้น บางทีถ้าเราหามันพบและสามารถใช้มันได้ ก็คงจะเป็นสิ่งรับประกันความมั่นคงให้กับดินแดนนี้ได้มากกว่าหวังเอากับสิ่ง ที่องค์ราชาคีราเนียจะสั่งนะ”
เซคิน่ากล่าวพลางถอนหายใจออกมา โดยชไนเดอร์เองที่รับฟังก็ไม่ได้แย้งออกมา เพราะเขาก็เห็นว่ามันก็เป็นทางที่ทางเลือกที่ดีเช่นกัน แต่นั่นคงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่เขาจะทำ

“ข้าว่าพวกเราไปหาให้ได้ก่อนดีกว่าว่าไอ้ของที่ว่ามันเป็นอะไร ดีไม่ดีอาจจะเป็นของที่ไม่ว่าใครในโลกนี้ใช้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป” ไกกล่าวขึ้นมา ด้วยเพราะเขายังไม่เห็นว่า ‘มัน’ เป็นอะไร ใช้ยังไง และ มีตัวตนหรือไม่ด้วยซ้ำไป

อนาคิมยืนฟังอยู่เงียบพร้อมกับคิดทบทวนสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดจึงกล่าวสนับสนุนความคิดของไกขึ้นมา
“ข้าเห็นด้วยกับท่านไกค่ะ เราควรพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าสิ่งที่คีราเนียต้องการนั้นมีอยู่จริง และรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร จึงจะตัดสินใจทำสิ่งต่อไปได้โดยมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นน้อยที่สุด”

เลออสมองหน้าอนาคิมพร้อมกับรอยยิ้มแล้วแหย่เธอไปนิดหน่อย
“เจ้านี่พอไม่ขี้อาย ก็กล่าวอะไรได้ฉะฉานดูน่าเชื่อถือดีเหมือนกันนะ”

อนาคิมนั้นถือว่าสิ่งที่เลออสกล่าวเป็นคำชมเธอจึงยิ้มรับในทันที ซึ่งชไนเดอร์ เซคิน่า และเนมิสซ่าก็เห็นตามสิ่งที่ไก และอนาคิมกล่าวพอสมควร ‘การวางแผนให้กับสิ่งที่ยังไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ดูจะไม่มีประโยชน์’

“งั้นก็ว่าตามแม่ลิงนี่ก็แล้วกันนะ” เซคิน่ากล่าวพลางบิดขี้เกียจออกมาทันที ถึงแม้จะใช้เวลาประชุมไม่นานนัก แต่มันก็เริ่มเย็นแล้วจนเธอรู้สึกว่าน่าจะไปหาอะไรกิน แล้วทำใจให้สบายเพื่อให้สมองแล่นเสียมากกว่าเธอจึงกล่าวต่อทันที

“ได้เวลาพาอัศวินสาวของเราไปเลี้ยงฉลองตำแหน่งกันแล้ว”

“เจ้านี่นะ เอะอะก็จะกินท่าเดียว” เลออสกล่าวพลางแสดงสีหน้าท่าทางที่ดูระเหี่ยใจกับนิสัยที่ชอบแต่จะกินของเซ คิน่าจริง ๆ

“แล้วเจ้าจะกินรึไม่ล่ะ” เซคิน่าลุกขึ้นกล่าวกับเลออสด้วยสายตาค้อนนิด ๆ

“กิน…” เขาตอบไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะถ้าตอบว่าไม่กินเธอคงเอาเขาตายเป็นแน่

ชไนเดอร์นั้นยืนฟังเงียบ ๆ ดูท่าทางเขายังเครียดอยู่นิดหน่อย แต่เขาไม่ได้แสดงอาการออกมามากนัก เขากล่าวในที่ประชุมทันทีที่เลออสตอบเซคิน่าไปแล้ว
“ถ้าเรื่องกินเลี้ยงอะไรล่ะก็ ไว้พรุ่งนี้จะดีกว่า ตอนนี้ก็เย็นแล้ว แถมข้าไม่ได้แจ้งโรงครัวให้จัดอาหารพิเศษใด ๆ ด้วย อีกประการข้าว่าข้าอยากจะคุยกับอนาคิมสองต่อสองในเรื่องของนางซะมากกว่า”

“แย่จัง องค์ชายปรารถนาจะสนทนากับหญิงที่ต้องใจเพียงลำพัง จนไม่สนแม้แต่จะรับประทานสิ่งใดแล้ว” เซคิน่ากล่าวพร้อมกับแสดงท่าทางที่ดูเหมือนล้อเลียนชไนเดอร์นิด ๆ ซึ่งชไนเดอร์ที่เห็นก็ไม่ว่าอันใด เขารู้สึกว่าเขาจะเริ่มชินกับการแหย่ของเซคิน่าซะแล้ว แต่เขาก็ยังคงปั้นหน้ายุ่ง ๆ ออกมาให้เห็นนิดหน่อย

เลออสมองชไนเดอร์นิดหน่อยก่อนที่จะเข้าตบบ่าไก แล้วเดินไปไปจับมือเซคิน่าพร้อมกับหันไปมองหน้าเนมิสซ่าและไกแล้วกล่าวขึ้น มา
“เนมิสซ่า ไก ข้าว่าพวกเจ้าคงอยากฟังรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคิมพอสมควร ข้าว่าได้เวลาที่พวกเจ้าต้องฟังจากปากเซคิน่าแล้วล่ะ”

จากนั้นจึงเดินออกไปจากห้องโดยเดินจูงเซคิน่าออกไปทันที แม้ว่ามันจะดูคล้าวว่าเขากำลังลากนางออกไปก็ตามทีท่ามกลางสายตาของไกและเนมิ สซ่าที่มองตามอย่างไม่วางตา ก่อนที่ไกจะส่ายหัวช้า ๆ แล้วหันไปกล่าวกับเนมิสซ่า
“ไปเถอะเนมิสซ่า”  

แล้วทั้งสองก็เดินออกไปทันที ในห้องจึงเหลือเพียงอนาคิมและชไนเดอร์เท่านั้นเอง
อนาคิมเริ่มจะทำอะไรไม่ถูกอีกครั้ง การที่เธออยู่กับชไนเดอร์เพียงลำพังดูจะเป็นสิ่งที่ทำให้นางเคอะเขินอย่าง ไม่น่าเชื่อจริง ๆ ซึ่งชไนเดอร์ที่เห็นท่าทางของนางได้แต่ยิ้มแล้วหัวเราะในลำคอ ก่อนที่จะผายมือให้เธอไปนั่งที่ด้านตรงกันข้ามกับโต๊ะทำงานของเขา

อนาคิมที่เห็นเช่นนั้นก็ยกเก้าอี้มาแล้วนั่งตรงหน้าของชไนเดอร์ทันที เช่นกันชไนเดอร์ก็นั่งลงก่อนที่จะถอนหายใจยาว ๆ ออกมา เพราะเวลานี้เขากำลังจะบอกเล่าสิ่งที่เขารับรู้รับทราบมา แม้จะยังไม่มีหลักฐานหรือข้อสรุปที่แน่ชัดอันใด แต่เขาเคยลั่นวาจาไว้แล้วว่าอนาคิมควรจะรู้ เขาก็ต้องเล่าให้นางได้ทราบไว้

ทั้งสองนั่งนิ่งเงียบอยู่ครู่ใหญ่ ชไนเดอร์จึงเป็นฝ่ายเริ่มกล่าวถามขึ้นมาก่อน
“อนาคิมเจ้าพร้อมที่จะรับทราบสิ่งที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้ารึไม่”

จ๊อก~

เสียงท้องร้องของอนาคิมออกมาแทนคำตอบของนางในทันที เพราะจะว่าไปแล้วตั้งแต่เช้า จน ถึงเวลานี้อนาคิมยังไม่ได้ทานสิ่งใดเลย
“อ…อา ขออภัยที่เสียมารยาทค่ะท่านชไนเดอร์”
อนาคิมก้มหน้าก้มตากล่าวด้วยความเขินอาย ซึ่งชไนเดอร์ที่เห็นท่าทางของอนาคิมก็หัวเราะเบา ๆ แล้วจึงกล่าวออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

“เช่นนั้นเราคุยไปทานไปคงจะดีกว่าแน่นอน”

ชไนเดอร์ลุกจากโต๊ะเดินไปหาอนาคิมพร้อมกับยื่นมือให้เธอจับก่อนจะพาเธอไปยัง ห้องรับประทานอาหารภายในที่พำนักของเขาเอง ที่ห้องนั้นชไนเดอร์ปรบมือเป็นสัญญาณให้คนรับใช้ภายในที่พักของเขาจัดเตรียม อาหาร ซึ่งในระหว่างที่รอนั้นเขาก็พาอนาคิมไปนั่งที่โต๊ะอาหาร โดยเขานั่งที่หัวโต๊ะ ส่วนอนาคิมนั้นนั่งอยู่ข้างซ้ายของโต๊ะดูท่าทางเธอพยายามนั่งห่างจาก ชไนเดอร์นิดหน่อย ด้วยเพราะเธอยังคงรู้สึกว่าไม่เหมาะสมที่เธอจะนั่งเทียบชั้นกับเขาที่เป็น เชื้อพระวงศื

“เจ้านี่นะ ไม่ต้องเกรงใจข้ามากขนาดนั้นก็ได้นะ” ชไนเดอร์กล่าวออกมาด้วยเห็นท่าทางของอนาคิมที่เกรงใจเขามากไปสักหน่อย

“ก็ข้าเห็นว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่นี่คะ” อนาคิมตอบรับมาอย่างเรียบ ๆ แต่ท่าทางของเธอค่อนข้างเขินอายพอสมควรกับการที่ได้มาร่วมโต๊ะรับประทาน อาหารกับเขาสองต่อสองเช่นนี้

“เดี๋ยวเถอะ ข้าจะให้เจ้าทำตามธรรมเนียมปฏิบัติต่อเชื้อพระวงศ์อย่างจริงจังเสียเลยนี่” ชไนเดอร์กล่าวด้วยสีหน้าเอือม ๆ เล็กน้อย ซึ่งอนาคิมก็ตอบรับทีท่าที่ดูซึมไปนิดหน่อยคงเพราะเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูก ดุอยู่เช่นนั้นล่ะ

หลังจากสนทนาได้ไม่นาน เหล่าคนรับใช้ก็นำสำรับอาหารมาจัดวางที่โต๊ะอย่างเรียบร้อย อาหารนั้นไม่ได้มีอะไรมากมายนัก แต่ละอย่างก็มีปริมาณน้อยกว่าที่อนาคิมทานที่บ้านเสียอีก

‘ผู้ดีเขากินกันแค่นี้อิ่มรึนี่’

อนาคิมคิดภายในใจ สำหรับเธอแล้วอาหารที่ถูกจัดไม่ใช่ปัญหานัก เพราะนั่นก็พอ ๆ กับของที่เธอทำเป็นประจำ แต่นางนึกถึงสิ่งที่ชไนเดอร์เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารของเธอในตอนสอบว่า ไม่ค่อยอิ่ม เธอจึงคิดว่าของบนโต๊ะนี่คงไม่พอทำให้ชไนเดอร์อิ่มเป็นแน่ ซึ่งเป็นไปตามที่เธอคาดชไนเดอร์มองอนาคิมพลางยิ้มเจื่อน ๆ ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเบา ๆ
“บางทีข้าว่าข้าพาเจ้าไปทานข้างนอกดูจะอิ่มกว่านะเนี่ย”

“ไม่หรอกค่ะ ปกติข้าก็ไม่ได้ทานมากอยู่แล้ว ท่านแม่ชอบแหย่ว่าข้าทานอาหารเหมือนมดกินอาหารซะด้วยซ้ำ”
อนาคิมกล่าวพลางยิ้มให้ชไนเดอร์พร้อมทั้งเอาส้อมจิ้มไปที่ชิ้นเนื้ออบที่มี ขนาดพอดีคำ เหมือนต้องการดูว่าเนื้อนั้นนิ่มขนาดใหน

“เห็นเจ้ามีแรงมากขนาดนั้น ข้าก็นึกว่าเจ้าเป็นพวกทานมากเสียอีก” ชไนเดอร์ตอบกลับไป เพราะถ้าดูจากเรี่ยวแรงของอนาคิมที่มีมหาศาลใครจะคิดว่าเธอจะทานอาหารเพียง น้อยนิดเช่นนั้น

อนาคิมยิ้มให้กับคำกล่าวของชไนเดอร์ เพราะหลาย ๆ คนที่เห็นพละกำลังของเธอมักคิดเช่นนี้แทบทั้งสิ้น
อนาคิมจิ้มชิ้นเนื้อในจานขึ้นมาทานอย่างเงียบ ๆ และช้า ๆ กิริยามารยาทของเธอดูแล้วเหมือนสตรีในรั้วในวังเสียจริง ๆ จน
ชไนเดอร์นั้นนึกชื่นชมในผู้ที่สอนเธอมาอย่างมากที่สามารถฝึกสาวชาวบ้าน ธรรมดาให้เป็นผู้ดีได้ขนาดนี้

ทั้งสองนั่งทานอาหารอยู่ครู่หนึ่งอาหารก็พร่องไปจนหมด เนื่องด้วยปริมาณมันไม่มากนัก ชไนเดอร์นั้นแม้จะบ่นเหมือนมันจะไม่อิ่มแต่ด้วยความเคยชินเขาจึงไม่รู้สึก ว่าเป็นปัญหามากนัก ทางด้านอนาคิมนั้นดูจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใดเนื่องด้วยเธอทานน้อยจนเป็นนิสัย อยู่แล้ว อาหารเช่นนี้จึงเพียงพอต่อความต้องการแล้ว ชไนเดอร์ที่เห็นเช่นนั้นจึงมอง
อนาคิมแล้วกล่าวเข้าเรื่องในทันที

“เอาล่ะอนาคิมเจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวกับข้าก่อน ที่ข้าจะเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องรึไม่”

อนาคิมนิ่งไปครู่หนึ่งจึงชี้ไปที่จานอาหารแล้วถามขึ้นทันที
“ข้าว่าเนื้อนี่ถ้าอบกับสมุนไพรจะมีกลิ่นหอมมากกว่านี้นะคะ”

“ไม่ใช่เรื่องอาหารสิ” ชไนเดอร์กล่าวด้วยสีหน้าหนักใจกับความคิดของอนาคิมเล็กน้อย แต่เขาก็อดขำไม่ได้เพราะท่าทางเธอเวลาที่มองดูและแนะนำเรื่องอาหาร เธอเหมือนแม่ครัวมากเสียจริง ๆ

“งื่อ~~ ก็ท่านให้ข้ากล่าวเองนี่นา” อนาคิมกล่าวด้วยน้ำเสียงค้อนนิดหน่อยก่อนที่เธอจะกล่าวต่อในทันที

“เช่นนั้น ข้าขอถามท่านสักนิด ทำไมข้าจึงได้ตำแหน่งอัศวินได้ล่ะคะ”

ชไนเดอร์หยิบแก้วน้ำขึ้นดื่มพลางนึกถึงคำตอบในสิ่งที่อนาคิมถาม มันไม่ได้เป็นคำตอบยากอันใดนักเพียงแต่เขาไม่คิดว่าอนาคิมจะติดใจสงสัยถึง เพียงนี้
“ก็เจ้าแสดงฝีมือได้ทัดเทียมกับรองแม่ทัพเลยเชียวนะ จะให้เจ้าเป็นเพียงไพร่พลธรรมดาก็คงจะไม่ดี และเจ้ายังต้องมียศตำแหน่งในกองทัพพระองค์จึงทรงพระราชทานสถานะอัศวินให้ เจ้าไว้รับรองซึ่งฝีมือของเจ้ายังไงล่ะ”

“อ๋อ เป็นเช่นนั้นเอง” อนาคิมพยักหน้ารับด้วยความเข้าใจในทันที ซึ่งชไนเดอร์ก็ต่อเรื่องต่อไปในทันที

งั้นข้าขอเข้าเรื่องของเจ้าเลยก็แล้วกัน” เขากล่าวพลางวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ

“เริ่มจากสิ่งที่พวกข้ารับรู้มา และน่าจะเกี่ยวข้องกับเจ้า เรื่องของสิ่งที่คีราเนียกำลังหาอยู่” เขากล่าวท่ามกลาง
อนาคิมที่ตั้งหน้าตั้งตาฟังด้วยความสนใจยิ่ง

“จากการข่าวของเซคิน่า ทำให้พวกเราทราบในระดับหนึ่งว่าคีราเนียนั้นหมายปองอะไรบางอย่าง ซึ่งทางฝ่ายนั้นคาดว่าอยู่ในดินแดนของเรา แต่ด้วยกระแสข่าวลือที่มีมากมายทำให้ ณ เวลานี้เราไม่สามารถบอกได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ทว่าจากข่าวต่าง ๆ นั้นมีสิ่งที่ตรงกัน นั่นก็คือ ‘เจ้าสิ่งนั้น’ เป็นสิ่งที่กษัติย์ชูไนมานทิ้งไว้ในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งเซคิน่านั้นค่อนข้างเชื่อว่า เรฟาอิม เป็นกุญแจที่จะไขปริศนาถึงสิ่งที่องค์ชูไนมานทิ้งไว้ เพราะภารกิจสุดท้ายของนางคือต่อสู้เพื่อปกป้องสถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หากแต่เท่าที่ข้าค้นคว้าดูมันไม่ได้มีบอกไว้เลยว่าองค์ชูไนมานสร้างสิ่งใด ไว้”

“แม้กระนั้นเซคิน่าที่พบเจ้าก็เชื่อมั่นอย่างมาก ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งที่ไขปริศนาเรื่องนี้ได้ เพราะเจ้าอาจจะสืบสายเลือดของเรฟาอิมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ข้าว่ามันคงหาข้อมูลยากทีเดียว ก็นางเสียชีวิตไปถึง 150 ปีแล้ว ส่วนเจ้าก็ไม่ได้ทราบประวัติความเป็นมาของตนเองเลยแม้แต่น้อย”

อนาคิมก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดหวังที่ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ชไนเดอร์ได้ เธอจึงกล่าวขอโทษอออกมา
“ขออภัยด้วยค่ะ ที่ข้าไม่อาจช่วยท่านไขปริศนาได้”

ชไนเดอร์เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยพร้อมกับลูบคางตนเองก่อนที่จะกล่าว ออกมา
“เจ้าไม่ต้องขออภัยอะไรทั้งนั้น ข้าไม่เคยคิดจะใช้เจ้าเป็นกุญแจไขปริศนาอะไรหรอก เจ้าก็คือเจ้า เรฟาอิมก็คือเรฟาอิม มันไม่ใช่ความรับผิดชอบที่เจ้าต้องกระโดดไปแบกรับสักหน่อย แต่กระนั้นข้าก็จะปกป้องเจ้าแน่นอน หากว่าทาง
คีราเนียเล็งเป้ามาที่เจ้าเพื่อจะใช้ไขปริศนาน่ะนะ”
อนาคิมยิ้มรับด้วยความยินดี เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อยต่อคำตอบของชไนเดอร์ที่ดูจะห่วงใยเธอพอสมควร
ด้านชไนเดอร์เองที่เห็นรอยยิ้มของอนาคิมก็โล่งใจที่เธอไม่ได้เป็นกังวลมากจน เกินไป เขาจึงกล่าวถามในเรื่องที่เขาสงสัยต่อในทันที
“ว่าแต่มีอีกเรื่องที่ข้าสงสัย อาวุธที่เจ้าใช้นั่นเป็นอาวุธที่พ่อของเจ้าเป็นผู้ตีขึ้นจริง ๆ รึ”

อนาคิมแสดงสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย ที่อยู่ ๆ ทั้งเซคิน่าและชไนเดอร์มาสนใจอาวุธของเธอในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน แต่เธอก็ยอมรับว่าอาวุธของเธอออกจะดูแปลกตากว่าของที่คนอื่น ๆ ใช้อยู่อย่างมากทีเดียว เธอจึงตอบชไนเดอร์ไปตามความเป็นจริง
“ไม่ค่ะ จริง ๆ แล้วหอกเล่มนั้นท่านพ่อไม่ได้เป็นคนตีขึ้น ท่านพ่อบอกว่ามันเป็นของที่ติดตัวข้ามาตั้งแต่ที่พวกท่านเก็บข้าได้เมื่อยัง เป็นทารกน่ะค่ะ”

“ของที่ติดตัวมาตั้งแต่เป็นทารกงั้นรึ” ชไนเดอร์แสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมาให้เห็น จากสิ่งที่เธอซึ่งหมายความว่า
อนาคิมย่อมไม่ทราบเรื่องความสามารถของเจ้าหอกเล่มนั้นเป็นแน่

“หอกของข้ามีอะไรเช่นนั้นรึคะ?” ไม่ทันที่ชไนเดอร์จะกล่าวอะไร กลับเป็นอนาคิมที่ถามขึ้นมาก่อนด้วยความสงสัยต่อปฏิกิริยาของทั้งเซคิน่าและ ตัวเขาเอง

ชไนเดอร์เงียบให้กับคำถามของอนาคิมครู่หนึ่งก่อนจะบอกให้เธอรับทราบในสิ่ง ที่พวกเขาสงสัยกัน
“เซคิน่าเชื่อว่าหอกของเจ้านั้นเป็นอาวุธอาคมน่ะ”

“อาวุธอาคม??” อนาคิมกล่าวขึ้นด้วยความสงสัยเนื่องจากเธอไม่เคยรู้จักของเช่นนี้มาก่อน

“ก็หมายถึงอาวุธที่มีพลังของเวทมนตร์แฝงอยู่น่ะ” ชไนเดอร์ตอบไปอย่างเรียบ ๆ เขาไม่แปลกใจกับข้อสงสัยของ อนาคิมด้วยเพราะอาวุธอาคมไม่ใช่ของที่มีอยู่ในตำราทั่วไป และไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านทั่วไปพบเห็นได้ง่าย ๆ อยู่ หากแต่อนาคิมที่ได้รับคำตอบดูจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่กับความคิดนี้ เธอจึงแย้งขึ้นทันที

“คงเข้าใจอะไรผิดมากกว่าล่ะมั้งคะ ข้าไม่เห็นว่าหอกของข้าจะมีเวทมนตร์อันใดเลย”

ชไนเดอร์ไม่แสดงกิริยาอันใดต่อท่าทางของอนาคิม เขากล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยพลางยกแก้วน้ำขึ้นมาดื่มอีกครั้ง
“บาดแผลตามร่างกายเลออสที่เกิดจากคมหอกของเจ้าเป็นสิ่งยืนยันได้นะอนาคิม”

คำของชไนเดอร์ทำให้เธอนึกถึงสิ่งที่เจ้ากรมการคลังกล่าว และภาพของเลออสที่มีผ้าพันแผลพันอยู่หลายจุดลอยเด่นขึ้นมาในหัวทันที ซึ่งนั่นทำให้เธอดูตกใจอย่างมาก เธอไม่คิดว่าอาวุธที่เธอมีอยู่ในมือจะเป็นของน่ากลัวเช่นนั้น ยิ่งคิดยิ่งทำให้เธอทำอะไรไม่ถูก แต่ขณะนั้นเองชไนเดอร์เอื้อมมือไปจับที่มือของเธอที่วางนิ่งเย็นบนโต๊ะอย่าง อ่อนโยน แล้วกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ถ้ามันเป็นของที่มาพร้อมกับเจ้า ย่อมหมายความว่ามันเป็นของที่อยู่เพื่อให้เจ้าใช้ และปกป้องเจ้าจากอันตราย ถ้าเจ้ารู้วิธีใช้มันอย่างเชี่ยวชาญมันจะเป็นกำลังสำคัญให้เจ้าได้แน่นอน”

“ค่ะ ข้าทราบดี แต่ก็อดคิดไม่ได้เมื่อของที่ข้าคิดว่ามันเป็นเพียงของธรรมดากลับกลายเป็นของ ที่ไม่ธรรมดาไปซะได้” อนาคิมตอบรับชไนเดอร์ สีหน้าของเธอดีขึ้นนิดหน่อยจากคำปลอบใจของเขาแต่มันก็ไม่พอที่จะทำให้ความ กังวลหมดไปไม่ อนาคิมลุกขึ้นทันที เธออยากจะไปพิสูจน์หอกนั่นมากจริง ๆ แต่เธอถูกชไนเดอร์ที่จับมืออยู่รั้งไว้

“ไม่ต้องรีบร้อนหรอกอนาคิม ไว้เจ้าเอามาให้นักเวทย์ที่ชำนาญช่วยพิสูจน์ให้ก็ได้ เรายังมีเวลาอีกมากนะ”
ชไนเดอร์กล่าวพลางจดจ้องอนาคิมอย่างไม่วางตาก่อนที่จะกล่าวถามบางสิ่งที่อนา คิมไม่คาดคิดออกมา

“คำถามสุดท้าย อาจจะละลาบละล้วงไปสักนิด เอฟิเรีย…ไม่สิ องค์ราชินีมีเรื่องอันใดกับเจ้าเช่นนั้นรึ”

อนาคิมที่ได้ยินคำถามนี้ถึงกับอึ้ง จนนิ่งเงียบไปในทันที พร้อมกับคิดในใจด้วยความกระวนกระวาย

‘จะตอบอย่างไรดีล่ะนี่’

------------------------------------------------------Next to Chapter 13

 

 


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 23 มี.ค.53 เวลา 23:16:24 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ