Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

The Sun Seeker - บทที่ 9 - ช่วยเหลือ (4/6)

บทที่ 1 – เทศกาลโคมตะวัน

บทที่ 2 - พบ
ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง

บทที่ 3 - ความสามารถ
1/3
2/3
3/3

บทที่ 4 - แผนการ
1/3
2/3
3/3

บทที่ 5 - ครีษมายัน
1/4
2/4
3/4
4/4

บทที่ 6 - เยียวยา
ครึ่งแรก
ครึ่งหลัง

บทที่ 7 - ลบล้าง
1/7
2/7
3/7
4/7
5/7
6/7
7/7

บทที่ 8 - เปลี่ยนแปลง
1/3
2/3
3/3

บทที่ 9 - ช่วยเหลือ
1/6
2/6
3/6

* * * * *

คุณฮานารุท - นิวไทป์ ^^a

รอดูแผนการของแอนเธียต่อไปได้เลยครับ

คุณ YAmiMaRU - ว่าไป ผมก็ว่ามีเรื่องที่เอลิยาห์เป็นพวกไม่ยอมรับความจริงอยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องเอลิซาเบธกับเซรา ขอยังไม่สปอยล์ครับ แต่คิดว่าตอนนี้คงจะเคลียร์พอตัวเนอะ ^^a

น้อง shiny - หลักการของแมกนัส...

1. คิดอะไรง่ายๆ

2. พุ่งความคิดไปที่จุดเดียว

3. หากมีเรื่องของแอนเธีย เรื่องแอนเธียจะ takes the foremost priority - สำคัญเหนือทุกเรื่องในสากลจักรวาล...

คณะละครสัตว์นอนแบบเต็นท์รวมใหญ่ ไม่แยกชายหญิง ยามเฝ้าอยู่แต่ข้างนอก น่าจะมีโอกาสโทรอยู่

จริงๆ เผลอคิดเรื่องห้องน้ำด้วย แต่นี่เป็นคณะเดินทางเร่แบบโลว์คอสท์ คงไม่มีรถส้วมวิ่งตามแหงๆ (ฮา...) น่าจะใช้ระบบเข้าห้องน้ำสาธารณะ กับเช่าห้องอาบน้ำรวมมากกว่า

พี่หมอซิด - รับชมได้เลยครับว่าจะวุ่นวายมั้ย smile

(ว่าแต่ ผมติดทำเนียบนักเขียนจอมหักหลังไปแล้วเหรอนี่ ^^a )

* * * * *

13 – เรื่องไม่คาดฝัน


คงเป็นเคราะห์ดี เทศกาลวันที่สองเป็นวันพักของแมกนัสพอดี เขาจึงแวะมาอพาร์ตเมนต์ของแอนเธียก่อนเวลาเสียอีก และซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ก่อการร้ายทั้งสอง (ซึ่งเขาเองยังงงๆ อยู่ว่าตกลงกันง่ายดายขนาดนี้ได้อย่างไร) จนต่างฝ่ายได้แผนการคร่าวๆ

แอนเธียเปลี่ยนเป็นชุดสีฟ้าตัวนั้น ใส่สร้อยกับต่างหู และกำไลข้อมือลูกปัดตามที่มารีแนะนำ เธอยังสวมวิกสีดำที่มีผมด้านหน้าเป็นหน้าม้าปรกหน้าผาก และผมยาวตรงคลุมแผ่นหลังที่ทารองพื้นปิดรอยสัก แมกนัสจะเป็นคนคุ้มกันเธอตอนไปหากรัฟเฟ็ด หัวหน้าคณะเซอร์คัส แมกซิมัส เธอจะลบความทรงจำของชายคนนั้นตอนอยู่ด้วยกันสองคน และทำลายสัญญา ซึ่งได้ฟังจากลูกจ้างที่คณะเมื่อคืนว่ามันเก็บไว้ในเต็นท์นอนของตนเอง ส่วนราดากับซีเรนาจะจัดการพวกยามเฝ้าไม่ให้เกะกะขวางทาง และนิกซ์เข้าไปช่วยพาทุกคนหนี

ขณะกำลังหารือกันอยู่ โทรศัพท์มือถือของแมกนัสก็ดังขึ้น

ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมาดู เมื่อเห็นเป็นชื่อบิวเรนจึงรับ

“ฮัลโหล”

“แมกนัส แกรีบมาที่มหาวิหารเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ แต่เตรียมปืนกับกระสุนให้พร้อม” บิวเรนพูดมาตามสาย

“ทำไม”

“งานคุ้มกันท่านหญิง ฉันต้องไปกับพวกเทมพลาร์อีกสาม ในนั้นมีฮัมบี้คนหนึ่ง” เพื่อนที่อีกปลายทางลดเสียงลง “เขาว่าจะไปจับเนฟิลิมกันตอนนี้เลย เห็นว่าแกเคยเห็นหน้าเคยสู้กับพวกนั้นมาแล้วตอนช่วยท่านหญิง เขาเลยเรียกแกเป็นกรณีพิเศษ”

...เวรแล้วไง...

แมกนัสมองเนฟิลิมทั้งสี่ซึ่งมองตนเป็นตาเดียวด้วยสายตาต่างๆ กัน แอนเธียเรียบเฉย แต่ดูกังวลอยู่บ้าง นิกซ์สงสัยและเป็นห่วงอย่างชัดเจน ส่วนราดากับซีเรนาหวาดระแวงเสมอต้นเสมอปลาย

“แล้วถ้า...ฉันไปไม่ได้ล่ะ”

“ไปไม่ได้ได้ยังไงเล่า เขาปิดเมืองคีรีเอตั้งแต่เมื่อวาน แกยังเข้าเวรอยู่เลย” บิวเรนพูดแล้วก็เงียบไปอีกครู่ “อย่าบอกนะว่า...ตอนนี้อยู่กับแอนเธียกับเด็กนิกซ์?”

“...เออ” แมกนัสตัดสินใจรับตามตรง ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเพื่อนที่เขาหวังว่าจะเชื่อใจได้...หากไม่บอกแถมไปว่ามีผู้ก่อการร้ายสองคนอยู่ด้วยครบชุด

ปลายสายเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะกระซิบ กึ่งระอากึ่งปลง

“งั้นก็รีบพาสองคนนั้นหนีออกนอกคีรีเอก่อน งานนี้พวกมันท่าจะเอาจริง อย่าให้เจอทั้งคู่เป็นอันขาด ฉันจะช่วยปิดทางนี้ให้ บอกว่าแกไม่รับสาย ส่วนแกไปแก้ตัวทีหลังว่าไม่สบาย ท้องเสียหรืออะไรก็ว่าไป แต่ระวังอย่าให้ใครจับได้ล่ะ”

“เออ ขอบใจ”

“ไม่เป็นไร แอนเธียกับแกช่วยฉันไว้นี่หว่า ฉันก็ไม่อยากให้ไอ้เด็กนี่ต้องมาตายอีกรอบด้วย อุตส่าห์ดวงแข็งขนาดนี้แล้ว โชคดีว่ะ”

อีกฝ่ายวางสาย แมกนัสเก็บโทรศัพท์มือถือ พูดขอโทษก่อนจะบอกให้หารือต่อ

ราวห้านาทีต่อมา ต่างฝ่ายตกลงกันเป็นที่พอใจ และกำลังจะลุกจากโต๊ะไปที่ประตูพอดีเมื่อโทรศัพท์เจ้ากรรมดังขึ้นอีกครั้ง

ชายหนุ่มตำหนิตนเองที่ลืมปิดมือถือให้สิ้นเรื่อง แต่เมื่อเห็นชื่อผู้โทรยังคงเป็นบิวเรน ก็อดสงสัยจนรับไม่ได้

“มีอะไรอีกวะ”

“ร้อยตรีพุลโล” เสียงคนพูดกลับไม่ใช่บิวเรน แต่เป็น...ไวส์วอลด์ “นี่คือวิธีพูดกับครูเซเดอร์ยศสูงกว่ารึ”

“ผ...ผู้กองไวส์วอลด์” แมกนัสพูดออกเท่านั้น เย็นวาบสลับกับร้อนผ่าวไปตลอดศีรษะจรดท้ายทอย

...ให้ตาย! บิวเรนถูกจับได้งั้นเหรอ!...

“นายพูดอะไรกับร้อยตรีแม็คแอรอน ทั้งๆ ที่เจ้าตัวบอกว่านายไม่รับสายกันแน่” ร้อยเอกหนุ่มพูดด้วยเสียงของคนถือไพ่เหนือกว่า “หนำซ้ำพิกัดที่อยู่ของมือถือนายไม่ใช่หอพักครูเซเดอร์ แต่เป็นอพาร์ตเมนต์ชานเมือง นี่หมายความว่ายังไง”

“อ...เอ่อ” ขณะที่ครูเซเดอร์หนุ่มยืนแข็งทื่อเหงื่อแตกพลั่ก เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทนโดยไม่คาดฝัน

“ต่อมั้ยคะ” เป็นเสียงหวานหยาดของแอนเธีย ซึ่งดังจนเขาแน่ใจว่าอีกปลายทางย่อมได้ยิน เธอเว้นช่วงไปอีกครู่หนึ่ง จึงพูดด้วยเสียงหงุดหงิดขึ้น “ใครโทรมา ก็ไหนคุณว่าวันนี้หยุดทั้งวันไง นานๆ จะมีเวลาอยู่ด้วยกันแท้ๆ อุตส่าห์กดรับค้างให้รู้ว่าเราสองคนทำอะไรกันอยู่แล้วยังกล้าโทรมาอีก”

หญิงสาวฉวยโทรศัพท์ไปจากมือเขา แล้วก็กดวางสายในทันที

“น...นี่—“

“ขอโทษนะคะ แต่ถ้าเป็นอย่างที่ฉันคิด ฮัมบี้ต้องโทรมาหาคุณอีกครั้งแน่” แอนเธียพูดด้วยเสียงเรียบๆ ตามปกติของเธอ “คราวนี้คงตามตัวคุณไปให้ได้ แต่คุณบิวเรนไม่โดนลงโทษแล้วล่ะ”

เป็นอย่างที่หญิงสาวคาดการณ์จริงๆ โทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง และแอนเธียก็ส่งมันคืนให้เขา ยังคงเป็นหมายเลขของบิวเรน แต่แมกนัสก็รับอย่างระมัดระวังคำพูดขึ้น

“ฮัลโหล”

“ร้อยตรีพุลโล” ยังคงเป็นเสียงผู้กองฮัมบี้ ซึ่งฟังได้ชัดว่ากำลังข่มใจอย่างยิ่ง “ฉัน ไม่สน ว่านายกำลังกกผู้หญิงอยู่ที่ไหน หยุดอะไรก็ตามที่นายกำลังทำอยู่แค่นั้น แล้วรีบมาที่มหาวิหารในสภาพพร้อมรบนอกเครื่องแบบในอีกครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวนี้”

“ค...ครับท่าน” ชายหนุ่มรีบรับ และอีกฝ่ายก็กดวางสาย ทิ้งให้เขามองคนอื่นๆ ในห้องอย่างไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรดี

“คุณไปทางนั้นเถอะค่ะ ถ้าเลี่ยงจะยิ่งมีพิรุธกว่าเดิม” แอนเธียบอกเขา “ที่จริง เป็นอย่างนี้อาจจะดีแล้วก็ได้ ยังมีเวลาอีกนานกว่าจะถึงตอนทำแผนการ เราจะได้ล่อให้พวกมันเหนื่อยจนหยุดการค้นหาเสียเอง ไม่อย่างนั้นก็...”

“...ไม่อย่างนั้นอะไร” แมกนัสตั้งคำถาม หญิงสาวไม่ตอบในทันที แต่ตรงไปไขกุญแจเปิดตู้เก็บของใบหนึ่ง และหยิบสเปรย์กระป๋องย่อมในนั้นมาส่งให้ชายหนุ่มสองใบ

“สเปรย์ยาสลบค่ะ ถ้าพวกฮัมบี้กับท่านหญิงมาถึงตัวเรา อาจต้องใช้มัน จะได้ไม่ต้องปะทะกันรุนแรง อีกอันฝากให้คุณบิวเรน ฉันวางใจให้คุณรับหน้าที่เป็น ‘หนอนบ่อนไส้’ ได้ใช่มั้ยคะ”

“เอ่อ...” ครูเซเดอร์หนุ่มชักไม่แน่ใจว่าเขาจะเหมาะกับหน้าที่นั้น แต่ก็ทำได้เพียงรับคำเมื่อเห็นสีหน้าคาดหวังของหญิงสาวเจ้าของแผนการ

ครั้นแล้ว แอนเธียก็ขอเครื่องติดตามตัวจากราดากับซีเรนาให้เขาพกไว้ เพื่อจะได้รู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายครูเซเดอร์ และทั้งสองก็หยิบเครื่องที่มีลักษณะเป็นปุ่มเหล็กเล็กๆ ส่งให้ชายหนุ่มอย่างเรียบเฉย

“ก่อนคณะละครสัตว์เลิกแสดง เราจะวนไปมาในเมือง ล่อให้พวกมันตามจนเหนื่อยก่อน แล้วค่อยไปทำตามแผน ถ้าท่านหญิงยังทนได้จนถึงคณะละครสัตว์ จะขอเข้าตรวจค้นหรือยังไงก็แล้วแต่ ให้หาจังหวะเหมาะๆ ฉีดให้สลบจนหมดนะคะ” แอนเธียคลี่ยิ้มบาง “รีบไปเถอะค่ะ ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นไรหรอก”

และแมกนัสก็ได้แต่รับอ้อมแอ้มก่อนจะออกจากห้องไป

* * * * *

14 – ความหวังของเด็ก


“แต่ให้นิกซ์ไปด้วยจะดีแล้วเหรอ” ซีเรนายังตั้งคำถามอีกครั้ง เมื่อลับร่างครูเซเดอร์หนุ่ม “ให้เด็กหนีไปที่ปลอดภัยก่อนไม่ดีกว่าหรือ ให้ราดาหรือฉันคุ้มกันแกออกจากเมืองก่อนก็ได้”

เด็กชายตั้งใจแย้งว่าถึงอย่างไรตนก็จะไปด้วย ทว่าแอนเธียพูดขึ้นเสียก่อน

“ด้วยเวลาเท่านี้ ฉันคิดว่าต่อให้รีบยังไง คุณก็พานิกซ์ออกจากเมืองไม่ทันพวกท่านหญิงตามตัวเจอจากมหาวิหารหรอกค่ะ” เธอตอบ “นิกซ์น่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่ง ฉันจำได้จากความทรงจำของท่านหญิง ว่า ‘ความมืด’ ในตัวแกมีอำนาจแรงกล้าที่สุด ตอนเทศกาลคืนตะวัน ท่านหญิงพุ่งเป้าไปหานิกซ์เป็นคนแรก ครั้งนี้คงเหมือนกัน ทันทีที่เราเฉียดใกล้ประตูเมืองด้านไหนก็ตาม พวกนั้นประสานให้ดักจับล่วงหน้าแน่นอน หากต้องดูแลเด็กที่ต่อสู้ไม่ได้ คุณเองจะลำบากมาก”

“เธอเลยเห็นว่าให้นิกซ์อยู่กับพวกเราเป็นกลุ่มใหญ่ปลอดภัยกว่า เพราะมีคนคอยคุ้มกันสินะ” ราดารับ

“‘รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย’ นั่นคติของคุณไม่ใช่หรือคะ” หญิงสาวย้อนถาม “ฉันเห็นด้วย...แต่ในสถานการณ์นี้เท่านั้น พวกของฉันคือคนที่เห็นด้วยกับฉันและมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะเป็นคนโซลาริส คนอัสลาน หรือพวกเนฟิลิม ตราบใดที่ผลประโยชน์เราไม่ตรงกัน ก็แยกทางกัน...เท่านั้นเองค่ะ”

แอนเธียพูดเท่านั้นก็บอกว่าควรรีบไป ทั้งสี่จึงออกนอกอพาร์ตเมนต์ สู่ฟ้าขมุกขมัวและแสงโคมริมทางซึ่งแทบไม่แปรเปลี่ยน ผู้คนตามท้องถนนดูบางตาลงบ้าง คงเพราะการประกาศกฎอัยการศึกและความกลัวการก่อการร้าย ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ เมื่อสามเดือนก่อน กระนั้นก็ยังมีคนสัญจรไม่น้อยไปกว่าวันธรรมดา นิกซ์ยังเห็นพ่อแม่ลูกออกมาเดินเที่ยวอยู่ทั่วไป

พวกเขาหัวเราะ ยิ้มแย้ม อยู่ในโลกส่วนตัวของตน

...หากเป็นเมื่อก่อน พ่อคงจะทำอย่างนี้เหมือนกัน... เด็กชายคิด พ่อมักออกไปทำงานไกลๆ วันไหนที่ได้หยุดพักตรงกับเทศกาล ย่อมต้องพาเขากับแม่ไปเที่ยว ถึงมาคีรีเอไม่ได้ก็เที่ยวแค่ในแซงค์ชัวรี ไปที่ไหนที่เด็กชายอยากไป และร้านอาหารอร่อยๆ

ต่อให้รู้ว่าภัยก่อการร้ายอาจเกิดในที่ชุมชนได้เสมอ แค่ใช้ชีวิตทำงานแต่ละวันก็เคร่งเครียดมากแล้ว ใครๆ จึงยังอยากใช้เวลาร่วมกับครอบครัวอยู่ดี

นิกซ์เหลือบมองราดากับซีเรนาที่เดินมาด้วยกัน ทั้งสองจับมือกันเหมือนคู่รัก...แต่ก็ดูตึงเครียดอย่างประหลาด ภาพที่เห็นทำให้เด็กชายอดคิดไม่ได้...ว่าคนที่มีความรัก มีครอบครัว จะเป็นคนเดียวกับผู้ก่อการร้ายที่คร่าชีวิตของคนอื่นๆ และทำลายครอบครัวของคนอื่นๆ อย่างไร้หัวใจได้อย่างไรกัน

สายวันนี้ ตอนที่ต่างฝ่ายยังไม่หารือแผนการ ซีเรนาถามไถ่ทุกข์สุขของนิกซ์ และบอกเขาว่าเธอแต่งงานกับราดาแล้ว เด็กชายตกใจมาก แต่ก็พูดแสดงความยินดีอ้อมแอ้ม ขณะที่หญิงสาวยิ้มและลูบหัวขอบใจ เธอดูมีความสุข เหมือนคนธรรมดา เหมือนตอนที่ดูแลเขาและบอกให้เขาเรียกเธอว่าพี่สาว ไม่เหมือนผู้ก่อการร้ายหรือเนฟิลิมที่แค้นเคืองโลกทั้งใบเลย

...บางที... นิกซ์สงสัยขณะเดินจูงมือกับแอนเธียไปเรื่อยๆ แทบไม่สนใจถนนหนทางหรือภาพรอบด้าน หากนึกถึงแผนการเขาอาจตื่นเต้นประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ความคิดจึงผันไปอย่างอื่นแทน ...เพราะมีคนที่รักแล้ว คุณราดาถึงเปลี่ยนไปใช่มั้ยนะ...คุณราดาคงจะเลิกฆ่าคน เลิกเป็นผู้ก่อการร้าย ไปใช้ชีวิตอยู่กับคุณซีเรนาสองคนได้ใช่มั้ยนะ...

ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดี ราดาเคยทำร้ายนิกซ์ และก็คงเคยฆ่าเคยทำร้ายคนอื่นๆ อีกมากก็จริง แต่ตอนนี้ชายหนุ่มสัญญากับแอนเธียว่าจะทำตามแผนการโดยไม่ให้ใครตาย...แม้กระทั่งเซรา ซ้ำดูท่าจะไม่ได้อยากพาตัวเด็กชายกับแอนเธียกลับไปหาพวกอัสลานด้วย

บางที...การช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นเรื่องง่ายๆ นี่เอง ถ้าราดาดีกับแอนเธียได้ นิกซ์หวังว่าเธอจะช่วยให้ราดากลับมาเป็นคนดีเช่นกัน ถ้าเด็กชายผ่าตัดเขาออกได้ ชายหนุ่มกับเนฟิลิมคนอื่นๆ ก็คงทำได้ จากนั้นถ้าอยากหางานหรือสร้างตัวตนใหม่ หลวงพ่อนิโคลัสก็คงช่วยทุกคนได้เหมือนที่ช่วยเขา ก็เรื่องง่ายแค่นี้เอง ทุกคนจะได้ไม่ต้องอยู่กับพวกอัสลาน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ถูกโซลาริสตามล่า ไม่ต้องยุ่งกับทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องสู้กันให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตายมากกว่าเดิม

นั่นคือความหวังไร้เดียงสาของเด็กชาย ระหว่างเดินไปตามที่ต่างๆ ในเมือง ขณะที่ผู้ใหญ่อีกสามเหลือบมองไปรอบๆ ด้วยสายตาระแวดระวัง ชายหนุ่มสวมแจ็คเก็ตกับฮู้ดสีเทาก้มมองหน้าจอของเครื่องมือที่ดูเผินๆ คล้ายโทรศัพท์มือถือเป็นระยะๆ พลางกระซิบเคร่งเครียดกับหญิงสาวผมดำ และหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงว่าจะไปที่ใดกันต่อ

คืนนี้ยังอีกยาวนานนัก

* * * * *

15 – หนอนบ่อนไส้?


“อยากให้แกเห็นสีหน้าฮัมบี้ตอนนั้นจริงว่ะ” บิวเรนพูดกลั้วหัวเราะกับเพื่อนในห้องน้ำของศูนย์บัญชาการครูเซเดอร์ใกล้มหาวิหาร หลังถูกแมกนัสผู้ตามมาสมทบหาโอกาสพูดด้วยสองต่อสอง อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นและส่งสเปรย์ยาสลบที่แอนเธียฝากมาให้ “คุณแอนเธียเข้าใจคิดจริงๆ ไอ้ตอนฮัมบี้มันบอกฉันหน้าแดงแจ๋ว่า ‘วันหลังรายงานตรงๆ ก็ได้ว่าพุลโลมันทำอะไรอยู่’ ฉันงงเป็นไก่ตาแตก ฟังแกเล่าแล้วค่อยเข้าใจหน่อย ว่าแต่...แกกับคุณแอนเธียไปถึงขั้นนั้นกันจริงๆ รึยังวะ”

“ช่างมันเถอะ” ชายหนุ่มรับอ้อมแอ้ม พยายามพูดถึงแต่แผนการ หน้าของตนจะได้ไม่แดงขึ้นตามชื่อคนถูกนินทา “อย่าให้พลาดแล้วกัน เรื่องคอขาดบาดตายนะเว้ย”

“รู้น่า เขาอุตส่าห์ช่วยฉันมาสองครั้งแล้ว ฉันก็ต้องทำเต็มที่เหมือนกัน” บิวเรนนิ่งนึกไปครู่ขณะเก็บสเปรย์ไว้ในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต “นอกจากเราสองคน มีฮัมบี้กับเทมพลาร์อีกสอง แล้วก็ท่านหญิง รวมสี่คน เท่ากับเราต้องแบ่งกันเก็บคนละสองสินะ”

“ประมาณนั้น”

“งั้นแกเอาฮัมบี้ไป ฉันดูท่านหญิงเอง”

“เฮ้ย!” แมกนัสร้องเมื่ออีกฝ่ายถือวิสาสะยัดของแข็งให้

“ไม่ต้องเฮ้ยล่ะ ฉันเป็นคนรับหน้ามันแทนแกนะเว้ย โดนด่าเช็ดซะนึกว่าจะเด้งคราวนี้แล้ว แกรับผิดชอบบ้างสิวะ” บิวเรนทำตาดุใส่ “อีกอย่าง ท่านหญิงนั่นเป็นเด็กผู้หญิงอายุเท่าน้องแกนะเว้ย ฉีดยาสลบใส่หน้าเด็กอายุเท่าน้องสาวตัวเอง ละอายแก่ใจมั้ยวะ”

ชายหนุ่มผมดำกะพริบตาปริบๆ ไม่ทันนึกว่าคนพูดนั่นละที่คิดจะฉีดยาสลบใส่หน้าเด็กอายุเท่าน้องสาวเขาเสียเอง

“ไม่ต้องห่วงน่า เราแบ่งความยากง่ายพอดีๆ กัน เทมพลาร์สองคนที่ฮัมบี้มันเลือกมา ไอ้คนเคี้ยวยากชื่อแบลร์...ไอ้ตัวใหญ่หน้าบากนั่นล่ะ อีกคนเด็กกว่าชื่อเทเวอร์ เห็นว่าเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน แต่ฮัมบี้มันเลือกมา คิดว่าน่าจะมีดีอะไรสักอย่าง แต่ยังไงเรื่องอัดกันตัวตัวนี่แกเหนือชั้นกว่าอยู่แล้ว ฉีดฮัมบี้ร่วงแล้วค่อยเล่นมันก็ได้”

“เออ” แมกนัสรับง่ายๆ ด้วยไม่อยากเสียเวลา “แต่แกห้ามพลาดเด็ดขาด พลาดขึ้นมาตายยกวงนะเว้ย”

“เออ รู้แล้ว ไอ้เราลุยภารกิจเสี่ยงมาด้วยกันกี่งานแล้ววะ” บิวเรนย้อนก่อนจะเดินนำออกไป “วางใจเหอะ ฉันเองก็อยากเห็นไอ้ฮัมบี้สลบคาตาซักทีเหมือนกัน อยากลาออกหนีคุกบ้านั่นใจจะขาด ยอมเป็นกรรมกรแบกหามในเก็ตโตยังดีกว่า...ติดแต่ฉันยังอยากหาเงินเข้าบ้านกับกินสวัสดิการดีๆ ว่ะ เลยรอจนกว่ามันจะเบื่อแทนนี่แหละ”

ครูเซเดอร์ผมดำไม่ตอบอะไร ได้แต่มองตามหลังเพื่อนร่วมงานที่ผลุบออกจากห้องน้ำชาย ก่อนจะรีบก้าวยาวๆ ตามไป

...หวังว่าโชคจะช่วยไม่ให้งานนี้พวกเขาทุกคนซวยไปกว่าเดิม...

* * * * *

16 – ความกระวนกระวายของผู้ตามล่า


“มันไปทางนั้นอีกแล้ว” อมาเนเซราร้องขึ้น...เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้

“อีกแล้วเหรอครับ” ร้อยเอกฮัมเบิร์ต ไวส์วอลด์ แทบคราง “เราต้องเดินตัดถนนเทศกาลอีกแล้วนะครับ”

การเดินตัดถนนเทศกาลหมายความว่าพวกเขาต้องเบียดเสียดกับผู้คนอีกมากมาย ยังความลำบากให้ครูเซเดอร์อารักขาซึ่งบัดนี้อยู่นอกเครื่องแบบ และไม่อาจแสดงตัวคุ้มกันสตรีอาภรณ์แสงสุริยันได้อย่างเปิดเผย ซ้ำการเดินวนไปมาอย่างไร้ทิศทางยังทำให้เทมพลาร์หนุ่มรำคาญเต็มที

เขาชักไม่เข้าใจว่าพระมหาสังฆราชากับพระราชาคณะลูเชียสคิดอะไรอยู่ ถึงฝากความหวังเต็มที่กับสตรีอาภรณ์แสงสุริยันที่...ไร้ประสบการณ์และมีจุดอ่อนใหญ่หลวงอย่างคาดไม่ถึง ซ้ำยังปล่อยให้เธอวิ่งเข้าหาพวกปีศาจร้ายโดยแทบไร้กำลังคุ้มกันเหมือนจะล่อความตายถึงสองครั้งสองครา

เด็กหนุ่มเห็นด้วยหรอกว่าการตามจับเนฟิลิมที่อุกอาจลอบเข้ามาในเมืองตอนนี้สำคัญมาก แต่ท่านหญิงอมาเนเซรายังไม่พร้อมสำหรับเรื่องแบบนี้เลย เด็กหญิงจับได้ว่าพวกมันอยู่ทิศทางไหน แต่ไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่าห่างออกไปเท่าไร (ชัดเจนสำหรับเธอคือไกลมาก...ไกลอยู่...ใกล้เข้ามา...ใกล้แล้ว) และไม่รู้ที่ทางในเมืองคีรีเอพอจะชี้ระบุสถานที่ในเมืองได้แน่ชัด

พวกเขาจึงวิ่งไปที่นั่นที ที่นี่ที ด้วยสภาพเหมือนงมหาเข็มในมหาสมุทรอย่างพิกล

ที่ร้ายกว่านั้นคือพวกเนฟิลิมทำราวกับรู้ทันความเคลื่อนไหวของพวกเขาทุกฝีก้าว ทุกครั้งที่เทมพลาร์หนุ่มพยายามคะเนทิศทางที่พวกมันน่าจะมุ่งหน้าไปและตรงไปดักไว้ พวกมันจะกลับตัวทัน มิเช่นนั้นก็หันหนีไปทางอื่นเสียทุกครั้ง

...มันมีพวกตาทิพย์อยู่ในนั้นรึไงวะ... ฮัมเบิร์ตได้แต่สบถในใจ แต่ขณะเดียวกันประสาทก็เครียดเขม็งเตรียมรับมือ พวกนั้นสมเป็นลูกหลานปีศาจ มีอำนาจร้ายผิดมนุษย์ แค่มันใช้อำนาจบิดเบือนความทรงจำของท่านหญิง สร้างตราประทับสีดำน่ารังเกียจ (ที่เขาได้ยินแต่เด็กหญิงพูดถึง ส่วนตนเองไม่อาจมองเห็น) ก็ทำให้เด็กหนุ่มสะอิดสะเอียนและเข็ดขยาดเกินพอแล้ว

เข็มนาฬิกาเคลื่อนไปช้าๆ ขณะที่พวกเขาได้แต่เดินต่อไป แทบเหมือนไร้จุดหมาย ใกล้สามทุ่ม คนบนท้องถนนเริ่มน้อยลง ท่านหญิงอมาเนเซราดูเหนื่อยอ่อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เด็กหญิงซึ่งแทบไม่เคยออกนอกคฤหาสน์ และแน่นอนว่าไม่เคยเดินกึ่งวิ่งเป็นระยะทางไกลขนาดนี้ถึงกับหอบ แต่เมื่อเขาติงให้พักหรือล้มเลิกการค้นหาในวันนี้ เธอก็ยังยืนกรานจะไปต่อ

“พวกมันอยู่ไม่ไกลแค่นี้เอง เดี๋ยวก็ตามทันแล้ว”

“ไม่ไกล...แต่มันวิ่งไปทางนั้นทางนี้ที เราก็ได้แต่วนตาม ไม่เคยทันกันสักทีเลยนะครับ!” ผู้กองหนุ่มพูดเสียงแข็ง “อย่างน้อยก็พักสักครู่เถอะครับ ดูซิว่าถ้ามันจับความเคลื่อนไหวของพวกเราได้จริงๆ มันจะทำยังไง จะมุ่งหน้าไปไหนกันอีก”

ฮัมเบิร์ตสั่งให้ลูกน้องตนไปซื้อน้ำแร่แช่เย็นให้ท่านหญิง แล้วก็ยืนเฝ้าระวังกับครูเซเดอร์คนอื่นๆ ขณะเด็กหญิงหลับตา สีหน้าเคร่งเครียดราวกับกำลังใช้สมาธิ แต่ขณะเดียวกันก็ดูอ่อนเพลียมาก

“เราอยู่ได้นานสุดถึงสี่ทุ่มครึ่งนะครับ จากนั้นต้องกลับแล้วจริงๆ” เทมพลาร์หนุ่มกำชับ...ทั้งที่ใจจริงก็อยากลากตัวเนฟิลิมพวกนั้นออกมาใจจะขาด และสร้างความดีความชอบแทนที่จะคว้าน้ำเหลว

ทว่า...สตรีอาภรณ์แสงสุริยันสำคัญต่อโซลาริสและตัวเขามากกว่านั้น ตระกูลลูเชียสอุตส่าห์ไว้วางใจมอบเธอให้เป็นคู่หมั้นของเขา เท่ากับยอมรับให้เขาเป็นบิดาของวีรบุรุษผู้จะคืนดวงตะวัน และให้ตระกูลไวส์วอลด์ได้ร่วมเป็นผู้มีอำนาจในโลกอันเจิดจรัสใบใหม่

ด้วยเหตุนี้ เขาถึงต้องปกป้องเธอไว้ให้ได้

“ไม่เอานะ!” คุณเซราขึ้นเสียงทันควัน “ก็อยู่ใกล้พวกมันแค่นี้แล้ว! ถ้าไม่ได้ตัวพวกมัน! ฉันไม่ยอมกลับแน่!”

“แต่คุณเซราเหนื่อยมากแล้วนะครับ” ฮัมเบิร์ตแย้ง “เมื่อกี้ก็แทบเดินลากขา ผมเกรงว่าจะไม่ใช่แค่ไปต่อไม่ไหว ต่อให้ตามไปจริงๆ พวกมันอาจตลบหลังหรือซุ่มโจมตีเราเพื่อฆ่าคุณก็ได้”

“ฉันป้องกันตัวเองได้!” เด็กหญิงย้ำคำ มือกำจี้ผลึกคริสตาลา โซลาริสไว้แน่น “ก่อนนี้ยังเผาหน้าเนฟิลิมตัวหนึ่งมาแล้วเลย!”

“แต่พวกมันมีถึงสี่ตัว แถมเราไม่รู้ด้วยว่ามีความสามารถอะไรบ้าง นอกจาก ‘ราดา’ คนเดียวที่คุณเซราบอกว่าเลียนความสามารถของคนอื่นๆ ได้ เราอาจกำลังเดินตรงเข้าหากับดักนะครับ”

“คุณฮัมบี้เป็นครูเซเดอร์ที่มีหน้าที่สละชีวิตเพื่อองค์สุริยเทพนะคะ” ท่านหญิงของเขาเบือนหน้าไปอีกทาง “ฉันก็เป็นสตรีอาภรณ์แสงสุริยัน โอกาสทำลายศัตรูขององค์เทพเจ้ามาถึงแล้ว ไม่คว้าไว้ก็เสียชาติเกิด และน่าประณามอย่างมากด้วย คุณไม่คิดอย่างนั้นบ้างเหรอ”

เทมพลาร์หนุ่มกำมือแน่นระงับอารมณ์ ครั้นจะให้เหตุผลแย้งว่าการสละชีวิตไม่ได้หมายถึงเดินเข้าหาความตายเองโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน ก็พอดีเด็กหญิงชะงักไป ปล่อยมือให้ขวดพลาสติกใส่น้ำเย็นร่วงกระทบพื้น น้ำหกกระเซ็นและไหลซึมตามถนนปูหิน

“คุณเซรา เป็น—“

“พวกมันหยุดแล้ว” นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้น เธอสะบัดศีรษะไปทางหนึ่งจนผมสั้นปลิวไสว “ทางนั้น”

“ไกลมากมั้ยครับ”

“ไกลอยู่ แต่...มันหยุดแล้วจริงๆ หยุดแล้วก็แยกกัน สามกับหนึ่ง ไม่สิ...ไม่ได้แยกกัน ยังป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลกัน เรารีบไปกันตอนนี้เลย”

“แต่ว่า—“

เทมพลาร์หนุ่มได้แต่ถอนหายใจอย่างหนักอก เมื่อท่านหญิงคู่หมั้นของตนวิ่งกระหืดกระหอบไปอีกทางเรียบร้อยแล้ว ยังผลให้ครูเซเดอร์อารักขาทุกคนรวมทั้งเขาต้องรีบวิ่งตามไปในไม่ช้า

ขอให้องค์สุริยเทพทรงโปรดช่วย ให้ตามจับพวกมันได้ในครั้งนี้ด้วยเถอะ

* * * * *

17 – บทบาทสมมติ


“ได้ เข้าใจล่ะ”

แอนเธียมองชายเข้าวัยกลางคนร่างอ้วนลงพุงด้วยสายตาอ้อนวอน ขณะเขาวางโทรศัพท์มือถือของเธอ หลังคุยกับพี่มารี ซึ่งหญิงสาวขอไว้ล่วงหน้าให้ช่วยรับรองว่าเธอเป็นเด็กใหม่คนหนึ่งที่ร้านมารี ซาโลม

“เห็นเธอว่าร้อนเงินมากเหรอ”

“ค่ะ” หญิงสาวย้ำเรื่องที่ตนแต่งขึ้น “หนูต้องรีบหาเงินไปจ่ายค่ายาให้แม่ แต่ประตูเมืองปิด เลยออกไปหาลูกค้าเหมือนเดิมไม่ได้ พี่มารีถึงแนะนำคุณให้ หนูขอร้องนะคะ แค่ห้าร้อยเหรียญก็พอแล้ว”

“ห้าร้อยเหรียญ...ทั้งคืนนี่นะ” กรัฟเฟ็ดพูดอย่างประหลาดใจกับค่าตัวที่ถูกกว่าปกติ แต่ก็ใช่จะไม่เห็นด้วย “เอาก็เอา ไหนๆ เธออุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว”

ชายวัยกลางคนทำท่าจะกลับหลังหันเดินเข้าไปในเต็นท์ของตน หลังกวักมือเรียกให้เธอตามเข้ามา แต่แล้วก็หันกลับมาพูดอีกครั้ง

“ฝากของของเธอไว้กับคนของฉัน ไม่ต้องเอาเข้ามา”

“แต่ว่า—“

“ฉันรำคาญเสียงมือถือ ขัดจังหวะ หมดอารมณ์”

“หนูปิดเครื่องได้นี่คะ”

“อย่าเรื่องมาก เอาเข้ามาแต่อะไรที่จำเป็นก็พอ”

แอนเธียเก็บความกังวลไม่ให้ออกมาทางสีหน้า กรัฟเฟ็ดขี้ระแวงกว่าที่เธอคิด ปืนพกติดที่เก็บเสียงซึ่งเธอไม่อาจซ่อนใต้ชุดอยู่ในกระเป๋านั้นเอง...รวมถึงยาสลบขวดเล็กที่เตรียมมาใช้กับมันด้วย แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวลำบากขึ้นเท่าไร

“ได้ค่ะ” เธอรับ แล้วก็ล้วงหยิบกล่องกระดาษใบเท่าฝ่ามือออกมา “ยี่ห้อนี้ใช้ได้ไหมคะ”

เขาหรี่ตาเพ่งอยู่ครู่หนึ่งก็สะบัดหน้ากลับไปอย่างไม่สนใจนัก

“เอาๆ มาเหอะ”

หญิงสาวโล่งใจขึ้นที่อีกฝ่ายไม่ปฏิเสธกล่องถุงยางอนามัย ซึ่งเธอใส่ขวดแก้วบรรจุยาสลบเรียงไว้เป็นตับถึงสามขวด เธอถือมันไว้ในมือ แล้วก็ส่งกระเป๋าถือใส่ปืนให้ยามของคณะเซอร์คัส แมกซิมัส โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะไม่รื้อค้นของในนั้นมาฟ้องนายมันกลางคัน

แต่ถึงฟ้องจะเป็นอย่างไรเล่า แอนเธียยังหาข้ออ้างได้ว่าเธอพกปืนไว้ป้องกันตัว ภาวนาแค่พวกมันอย่าพรวดพราดเข้ามาตอนกรัฟเฟ็ดหมดสติไปแล้ว และเธอกำลังดึงความทรงจำของมัน หรือรื้อค้นข้าวของมันหาสัญญาอยู่เท่านั้นเอง

หญิงสาวเดินเข้ามาในเต็นท์ที่มีแสงตะเกียงสลัว ในนั้นมีฟูกนอนแบบเป่าลมเพื่อให้ขนย้ายสะดวก กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ในมุมหนึ่ง และเก้าอี้กับโต๊ะเหล็กแบบพับเก็บได้ บนโต๊ะมีตะเกียง วิทยุ แส้ กับกุญแจมือคู่หนึ่งวางอยู่

“ให้หนูทำอะไรก่อนดีคะ นวดมั้ย” เธอเสนอตามบทของตน “หนูนวดเก่งนะ รับรองติดใจแน่”

“นวด...ของเด็กๆ พรรค์นั้นนี่นะ” กรัฟเฟ็ดแค่นเสียงก่อนเดินไปที่โต๊ะ ก่อนเปิดวิทยุให้เพลงจังหวะเร็วเสียงดังลั่นเต็นท์

เขายิ้มแยกเขี้ยวให้เธอเห็นฟันเหลืองชัดเจน ก่อนหยิบกุญแจมือมาขยับดังกริ๊ก

“ฉันมีวิธีเล่นในแบบของฉัน”

“ตามสบายค่ะ” หญิงสาวรับด้วยรอยยิ้ม ดีที่มีความทรงจำของเด็กหญิงอีกคน และเมริลกับซาชาพูดให้เธอเตรียมใจไว้ล่วงหน้าแล้วว่าหัวหน้าคณะเซอร์คัส แมกซิมัส มีรสนิยมอย่างไร “หนูชอบความท้าทายเหมือน—”

พูดไม่ทันจบ ร่างใหญ่หนาก็ปราดเข้าหาเธอโดยเร็ว ดันตัวเธอไปติดผนังเต็นท์ แอนเธียบังคับตนเองให้ยืนนิ่งขณะที่มือหยาบกร้านเชยคางเธอขึ้น นัยน์ตาหรี่ปรือลามเลีย ตีราคา ปากยิ้มแสยะจนเห็นฟันผุที่มีคราบเหลือง

พอนึกถึงสิ่งที่ชายน่ารังเกียจนี้ทำกับนิกซ์ และคนอื่นๆ อีกมากมาย...หญิงสาวก็พลันโกรธจนอยากฆ่ามันขึ้นมาเดี๋ยวนั้น

เสียแต่นี่ยังไม่ใช่เวลา...

“ร้องสิวะ!” ขณะที่เธอยืนนิ่งอยู่ มือของกรัฟเฟ็ดก็สะบัดฉาดเข้าเต็มแก้มจนหน้าหัน “ดิ้น! ดิ้นเข้าไปสิวะ! อีนี่!”

หญิงสาวเล่นบทบาทสมมติตามคำของมัน เธอกรีดร้องสุดเสียง ไม่ตอบโต้ แต่ดิ้นรนด้วยแรงที่เพลาลงบ้าง (หากเธอเอาจริง ชายอ้วนคงหมดลมหายใจไปหลายครั้งแล้ว) พยายามนึกถึงความทรงจำที่ทำให้นัยน์ตาเบิกกว้างหวาดกลัว...อย่างเรื่องของเด็กหญิงคนนั้น หรือเรื่องของตนในยามเด็ก...การบุกโจมตีหมู่บ้านที่คร่าชีวิตแม่กับน้องชาย...และเหตุที่ทำให้เธอต้องสูญเสียย่าไป...

หลังแอนเธียปัดป้องตนเองอยู่ได้พักหนึ่ง กรัฟเฟ็ดก็รวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้ จับใส่กุญแจมืออย่างรวดเร็ว และเหวี่ยงร่างหญิงสาวลงบนฟูกโดยแรง

ฟูกลมยวบยาบที่มีรอยปะแล้วปะอีกส่งเสียงฟืดๆ อย่างน่าเวทนาอีกครั้ง เมื่อชายร่างอ้วนทิ้งตัวลงตาม

สำหรับคนภายนอก หรือคนที่ยืนอยู่ในเต็นท์ด้วย แต่ห่างฟูกเก่าคร่ำคร่าคงไม่ได้ยินลมรั่วซึ่งไม่อาจดังแข่งกับเพลงจากวิทยุ แต่ไม่ใช่แอนเธียซึ่งทอดร่างบนนั้น ข้อมือทั้งสองถูกตรึงไว้เหนือศีรษะด้วยกุญแจมือ และแขนใหญ่หนาข้างหนึ่งซึ่งกดพาดแขนทั้งสองข้าง เธอหายใจทางปากแทนจมูกเพื่อหลบทั้งกลิ่นปากและกลิ่นตัวของชายร่างอ้วน ซึ่งเธอไม่อยากเดาว่าอาบน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไร

ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็ไม่เบือนหน้าหนีเมื่อชายที่คร่อมร่างเธอโน้มใบหน้าลงมา และกระแทกหน้าผากเข้าจมูกเขาเต็มแรงทันทีที่สบโอกาส

อาจเป็นเคราะห์ร้าย...แอนเธียใจหายวาบเมื่อเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเขาดังขึ้นเมื่อเพลงจากวิทยุจบลงพอดี กระนั้นเธอก็ไม่อาจเสียเวลา กระทุ้งเข่าเข้าที่ท้องน้อยของกรัฟเฟ็ดอีกที แล้วอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว รีบถัดตัวขึ้น ไขว้ขาทั้งสองรัดคออวบอูมของชายวัยเกือบกลางคนไว้โดยแรง

ตอนอยู่เผ่าอัสลาน หญิงสาวเคยถูกสอนให้ใช้ต้นขารัดคอและบิดหักกระดูกในทีเดียวมาแล้ว ทว่าครั้งนี้เธอไม่ต้องทำถึงขนาดนั้น ก็แค่รัดไว้ทั้งๆ ที่มือของอีกฝ่ายพยายามตะกาย เล็บมือจิกขาเธอจนเข้าเนื้อ...

“ชอบความรุนแรงไม่ใช่เหรอคะ” แอนเธียกัดฟันพูด “ฉันจะสนองให้เต็มที่เลย”

กรัฟเฟ็ดส่งเสียงคร่อกๆ อยู่ในคอโดยไม่อาจตอบได้เป็นคำ และไม่ช้าเขาก็แน่นิ่ง ร่างอ่อนยวบลงในสองสามนาที ทั้งที่ยังมีลมหายใจแผ่วๆ อยู่

ก่อนขาดอากาศหายใจตาย อาการหมดสติมักมาเยือนก่อน

แอนเธียระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเมื่อชายอ้วนหยุดการเคลื่อนไหว และไม่มียามข้างนอกเข้ามา มีเพียงเสียงหัวเราะน้อยๆ และพูดพึมพำว่า ‘คราวนี้เล่นแรงกว่าทุกทีว่ะ’ จากพวกเขาในครู่ที่เสียงเพลงเงียบลงบ้าง แต่แล้วเธอก็อุทานเบาๆ ด้วยความรังเกียจ เมื่อพบว่าชุดกระโปรงที่ยืมมาเปรอะเลือดกำเดากับน้ำลายของอีกฝ่ายเป็นวงกว้าง

...จะซักคืนพี่มารีได้สะอาดไหมนี่...

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวไม่มีเวลาคิดมากเรื่องนั้น เพราะต้องทำงานแข่งกับเวลา เธอขยับมือที่ยังติดกุญแจมือไปปัดวิกผมสีดำให้ร่วงจากศีรษะ และดึงกิ๊บติดผมเหล็กสีดำแบบเรียบๆ ที่ใช้ยึดผ้าโพกผมจริงของตนให้เข้าที่ออกมา ง้างปลายเล็กน้อยและสะเดาะกุญแจมือทีละข้างอย่างคล่องแคล่ว

ไม่ช้า กุญแจมือคู่นั้นก็หลุดร่วง แอนเธียรีบคว้ากล่องใส่ถุงยางอนามัยซึ่งอำพรางยาสลบ หยิบถุงมือยางที่ยัดไว้ในกล่องเช่นกันขึ้นมาสวมกันรอยนิ้วมือ ดึงผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อออกเทยาใส่จนชุ่ม ครั้นแล้วก็พลิกร่างของกรัฟเฟ็ดให้หงายขึ้น โปะผ้าชุบยาลงคลุมจมูกที่หักบู้บี้เพื่อให้มันหลับนานกว่าเดิม

จากนั้น หญิงสาวก็ก้มลงเอาหน้าผากแตะหน้าผากชายวัยเกือบกลางคน ยังไม่ได้ดึงความทรงจำอะไรมากไปกว่าที่เก็บสัญญาของลูกจ้างมันทุกคน พร้อมทั้งรหัสและที่เก็บกุญแจเปิดกระเป๋าเดินทางซึ่งเก็บพวกมัน

เมื่อได้ข้อมูลทุกอย่างตามต้องการแล้ว เธอก็ทิ้งอีกฝ่ายให้นอนอยู่อย่างนั้น แล้วเริ่มเปิดกระเป๋าเดินทาง กระเป๋าเอกสาร และซอง ทีละชั้น ทีละชั้น

ไม่ช้าก็ได้เอกสารปึกบาง แอนเธียพลิกดูรายละเอียดในสัญญาจ้างต่างๆ ตรวจชื่อให้ครบทุกคนตามที่นิกซ์กับเอบบอกไว้ ก่อนยกครอบแก้วตะเกียงขึ้น ปล่อยให้เปลวเพลิงลามเลียกระดาษเหลืองกรอบเหล่านั้นอย่างหิวกระหาย

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย ที่เหลือก็แค่ดึงความทรงจำของกรัฟเฟ็ด และหลบออกไปก่อนใครอื่นจะรู้ตัว

“นี่ครูเซเดอร์! ใครก็ตามในเต็นท์ออกมาเดี๋ยวนี้! ไม่อย่างนั้นเราจะโจมตี!”

เสียงตะโกนที่แอนเธียจำได้ว่าเป็นของไวสวอลด์ดังขึ้น หญิงสาวปล่อยมือจากมุมกระดาษเอกสารที่ไหม้จนเหลือแต่เศษขอบไร้ตัวอักษรด้านหนึ่ง ผลักโต๊ะเหล็กให้ล้มตะแคงต่างที่กำบัง ทิ้งตัวลงหลบหลังมัน ก่อนจะชักมีดพกเหน็บสายคาดที่ต้นขาออกมา กดสปริงให้ใบมีดเด้งขึ้นเตรียมไว้

ตะเกียงบนโต๊ะตกลงแตกเปรื่อง น้ำมันหกรดพื้นติดไฟเป็นวงกว้าง วิทยุร่วงโครมกับพื้น เงียบเสียงไปทันที

ความเงียบนั้นดำเนินไปเพียงไม่นาน ก็ถูกขัดด้วยเสียงร้องสั่งยิง และเสียงกระสุนปืนรัวถี่ยิบ

* * * * *

รูปแอนเธียชุดปลอมตัวครับผม



ใส่วิกทรงหวนรำลึกถึงตัวละครในเรื่องก่อนๆ สักตัว (ใครรู้ว่าใครแสดงว่าแฟนพันธุ์แท้แน่นอน...ฮา)

ชุดต้นแบบมาจากการเซิร์ชแบบเล่นๆ หาแรงบันดาลใจ แล้วก็ไปพบนางแบบสาวหน้าตาจิ้มลิ้มโมเอ้เข้า เลยมาเกือบหมดทั้งอิเมจ ^^a

จิ้มเลยงับ

รู้สึกเหมือนแมกนัสออกมาเพื่อเป็นตัวโจ๊กทุกทีสิน่า (แต่ก็ชอบแกในแบบนี้นะ)

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 22 มี.ค.53 เวลา 18:36:38 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

ฮานารุท
นักอ่านฟิคพเนจร

ตอนนี้ชอบบิวเรน ดูง่ายๆสบายๆมากกว่าแม็กนัสเยอะเลย(หรือเพราะพี่แกเป็นตัวประกอบกันนะ)

รอลุ้นดูว่าเด็กทั้งสองจะได้มาเจอกันอีกครั้งมั้ย

รออ่านตอนต่อไปครับ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 22 มี.ค.53 เวลา 20:25:22 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

วางแผนไว้แบบนี้ต้องมีหักหลังแหงๆ ว่าแต่ แอนเธียแก้สถานการณ์ได้ดีจริงๆ

แต่การตกลงแล้วก็วิธีการซับซ้อนในระดับเข้าใจง่ายนะตอนนี้
แต่บทบาทของแอนเธียที่เข้าไปขโมยความลับในรอบนี้เขียนได้สะใจขึ้นเยอะแล้วละนะว่าแต่รุนแรงขนาดนั้นเสื้อผ้าไม่ขาดเลยเหรอ แปลกดีนะ

ตอนก่อนไม่ทันเม้นเลย 555

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 22 มี.ค.53 เวลา 22:50:08 น.

shiny
หมาบ้าหน้าปากซอย

“ร้องสิวะ!” ขณะที่เธอยืนนิ่งอยู่ มือของกรัฟเฟ็ดก็สะบัดฉาดเข้าเต็มแก้มจนหน้าหัน “ดิ้น! ดิ้นเข้าไปสิวะ! อีนี่!”

^^ ยังไม่ทันทำอะไรแล้วมันจะร้องจะดิ้นเรื่องอะไรล่ะเว้ยเฮ้ย... มีกุญแจมือแล้วก็ต้องมีโซ่มีแส้นะคะ ไม่งั้นไม่ล้ำ

รีบถัดตัวขึ้น ไขว้ขาทั้งสองรัดคออวบอูมของชายวัยเกือบกลางคนไว้โดยแรง

^^ หักคอมันเลยที่รัก กร๊อบเดียวจบ แล้วค่อยแก้ตัวว่าเล่นท่าพิลึกไปหน่อย

ฮัมบี้มันเอาจริง ยิงทันทีวุ้ย...ไม่รอเลย

....เพี้ยง ขอให้ไอ้อ้วนโดนลูกหลงไปด้วย(เฮ้ย)

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 23 มี.ค.53 เวลา 08:39:46 น.

YAmiMaRU
Member

อ่านแล้วเหมือนย้อนกลับไปยังตอนแรกตงิดๆเละแฮะ เพียงแต่คราวนี้จะรุนแรงมากกว่าเดิม ใช่ไหมล่ะ ?

ความคิดของนิกซ์นั้นก็ไร้เดียงสาจริงๆนั่นแหละ เหตุการณ์ในตอนนี้คงทำให้นิกซ์เห็นอะไรเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลย

เพียงแต่.........ในตอนจบของเรื่องนี้ ( รวมถึงในโลกแห่งความจริงของเราด้วย ) ผู้ที่จะเหลือรอดก็คงจะเป็นคนที่คิดแบบนี้เหมือนกัน

ไม่ใช่ความหวัง แต่ผมเชื่อแบบนั้นจากใจจริง

ติดตามอย่างต่อเนื่องครับ



ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 24 มี.ค.53 เวลา 00:17:35 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ