JoyKa
Librarian

Red tear of Lilim ตอนที่ 11 + แผนที่คฤหาสน์ + ข้อมูลสวรรค์ค่ะ

Chapter 1

Chapter 2

Chapter 3

Chapter 4

Chapter 5

Chapter 6

Chapter 7

Chapter 8

Chapter 9

Chapter 10

-----------------------------------------------------------------------------

Chapter 11

แสงแดดในช่วงสายเริ่มแรงมากขึ้น แต่ด้วยเพราะผ้าม่านจึงทำให้แสงจากภายนอกหลุดรอดเข้ามาในห้องดนตรีได้น้อย ผนวกกับเวทย์น้ำแข็งของไอน์เซ็ทจึงทำให้ภายในห้องอากาศค่อนข้างเย็นกว่าภาย นอก ไอน์เซ็ทตรวจดูเครื่องดนตรีต่าง ๆ ภายในห้องว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ เพราะในวันงานคงต้องมีการนำอะไรออกไปใช้หลายชิ้นแน่ ๆ และอย่างน้อยในช่วงที่ลิลิธซ้อมเต้นรำกับอาแกรท คงต้องมีการหยิบยืมไปใช้เพื่อให้จังหวะก้าวเท้าด้วย

ภายในห้องข้ารับใช้ของไอน์เซ็ทนำเครื่องดนตรีจำนวนมากมาทำความสะอาด แม้จะบอกว่าซามาเอลนั้นชอบที่จะจัดงานเลี้ยงบ่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ใช่ว่าจะจัดทุกเดือน เครื่องดนตรีหลายชิ้นจึงอยู่ในห้องโดยที่ไม่ได้มีใครเหลียวแลนัก แม้แต่ไอน์เซ็ทเองนางก็จะมาใช้เพียงบางครั้งบางคราว ด้วยเพราะเวลาส่วนใหญ่ของนางหมดไปกับการค้นคว้าสร้างสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์ แบบแทบทั้งหมด ยิ่งนามาฮ์หรืออาแกรทไม่ต้องกล่าวถึงเลยทีเดียว ทั้งสองไม่เคยเข้ามาดูแม้แต่น้อยว่าภายในห้องนี้มีสิ่งใดบ้างซะด้วยซ้ำ

ในขณะที่ข้ารับใช้กำลังเช็ดถูเครื่องดนตรีหลายชิ้นอยู่นั้น ไอน์เซ็ทตรงไปยังที่ ๆ ‘วิโอโลเน่’ ตั้งอยู่ พลางยกเก้าอี้มานั่ง แล้วจับเอาวิโอโลเน่มาพิงกับตัวของนาง พร้อมกับหยิบคันชักที่เหน็บไว้กับวิโอโลเน่ออกมา ก่อนที่นางจะปรับสายเสียงอยู่พักหนึ่ง นางจึงเริ่มบรรเลงวิโอโลเน่อย่างช้า ๆ ด้วยเพราะวิโอโลเน่นั้นมีลักษณะการให้เสียงที่ทุ้มต่ำอย่างมาก เสียงที่ออกมายามที่เล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้เพียงอย่างเดียวนั้นจึงค่อนข้าง แปลก ๆ นางบรรเลงดนตรีอยู่ครู่หนึ่งจึงหยุดการบรรเลงไว้

‘ถ้ามีคนมาสีไวโอลิน หรือเล่นฮาร์ปคู่ด้วยก็ดีน่ะสิ’

ไอน์เซ็ทคิดพลางเก็บคันชักเหน็บไว้กับวิโอโลเน่ แล้วจับมันพิงไปกับที่ตั้งของมัน จากนั้นจึงเดินไปหาข้ารับใช่ที่ทำความสะอาดไวโอลินอยู่ พร้อมกับแบมือไปยังข้ารับใช้ที่นั่งทำความสะอาดอยู่ ซึ่งข้ารับใช้ก็เข้าใจความต้องการของผู้เป็นนายได้อย่างรวดเร็ว จึงส่งไวโอลินพร้อมกับคันชักให้ไอน์เซ็ทไปทันที

ไอน์เซ็ทเมื่อได้ของที่ต้องการแล้วก็เดินถือไวโอลินไปยังริมระเบียงห้องซึ่ง มีผ้าม่านบาง ๆ ปิดอยู่ จากนั้นจึงจับคางไวโอลินไว้ที่ใต้คางของนางเอง และจัดท่วงท่าพร้อมที่จะบรรเลงเพลง ไอน์เซ็ทยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อทำสมาธิ จากนั้นนางจึงเริ่มบรรเลงเพลงขึ้น ด้วยเสียงที่แหลมสูงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไวโอลิน ทำให้เพลงที่ไอน์เซ็ทบรรเลงนั้นดังออกไปยังภายนอกห้อง ยิ่งคฤหาสน์ที่ปกติเงียบสงบวังเวง เสียงดนตรีจึงได้ยินกันทั่วคฤหาสน์ก็ว่าได้

นามาฮ์ที่เดินอยู่ชั้นล่างของคฤหาสน์ก็ได้ยินเสียงเพลงของไอน์เซ็ทอย่าง ชัดเจน จนถึงกับเงยหน้ามองไปยังทิศที่เสียงลอยมา หากแต่สีหน้าของนางมิได้ตื่นตะลึง หรือไม่พอใจแต่อย่างใด

“ซ้อมแต่หัววันเลยรึ ไอน์เซ็ท”

นางกล่าวออกมาลอย ด้วยเพราะทราบดีว่าทั้งคฤหาสน์ถ้าจะมีผู้ใดเล่นดนตรีได้ไพเราะเช่นนี้คงมี เพียงไอน์เซ็ทเท่านั้น และด้วยความไพเราะของเพลงนางจึงมิได้รู้สึกรำคาญ หรือไม่พอใจแต่อย่างใด ซ้ำนางยังคิดด้วยว่า ถ้าได้ไอน์เซ็ทมาบรรเลงระหว่างดื่มชาบรรยากาศคงดีมิใช่น้อย เพียงแต่มันก็เป็นไปได้ยาก ด้วยไอน์เซ็ทนั้นส่วนใหญ่เอาแต่ขลุกอยู่ในห้องของตนเอง จะมีเพียงช่วงนี้ล่ะ ที่นามาฮ์ได้เห็นไอน์เซ็ทออกมาเดินข้างนอกบ่อยขึ้น

‘สุดท้าย ลิลิธก็ยังมีอิทธิพลกับคนในบ้านอยู่ดีสินะ’

นามาฮ์คิดเช่นนั้นพลางเดินไปยังห้องจัดเลี้ยงเพื่อดูพื้นที่สำหรับจัดเตรียม งาน ปล่อยให้ไอน์เซ็ทบรรเลงเพลงต่อไปอย่างต่อเนื่อง เสียงเพลงจากไวโอลินของไอน์เซ็ทดังคงดังก้องกังวาลอย่างมาก เหล่าหมู่มวลวิหกที่อยู่ภายนอกคฤหาสน์ ต่างบินมาเกาะ ณ ต้นไม้ใหญ่ใกล้ห้องดนตรี ไอน์เซ็ทบรรเลงด้วยความเพลิดเพลินอย่างมาก เพราะเป็นเวลาร่วมเกือบสามเดือนที่นางไม่ได้แตะเครื่องดนตรีเลย แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ฝีมือการบรรเลงของนางตกลงไปแต่อย่างใด

ลิลิธที่นอนอยู่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยเสียงไวโอลินของไอน์เซ็ท มันเป็นเพลงที่ไพเราะอย่างมากจนนางที่นอนอยู่บนเตียงก็ออกเสียงไปมาตามท่วง ทำนองเพลงที่ไอน์เซ็ทบรรเลง ใจของลิลิธอยากจะลุกออกไปดูว่าใครเป็นผู้บรรเลงเพลงนี้ แม้จะเดาว่าเป็นไอน์เซ็ท แต่นางก็ไม่แน่ใจเพราะนางไม่เคยเห็นไอน์เซ็ทเล่นให้ฟังเลยสักครา

ไอน์เซ็ทสีไวโอลินอยู่อีกครู่ใหญ่ จึงหยุดการสีไว้ทั้งที่เพลงยังไม่จบ นางเอาไวโอลินลงจากคางพร้อมทั้งแสดงสีหน้าหนักใจออกมานิดหน่อยพลางเดินไป เปิดหน้าต่างรับแสงแดดจากข้างนอก

‘แล้วจะสอนอะไรให้ลิลิธดีล่ะนี่’

นางคิดภายในใจระหว่างที่ยืนมองทิวทัสน์ภายนอกที่เต็มไปด้วยหมู่มวลวิหคที่ เกาะกันเต็มต้นไม้ไปหมด

“งื่อ~~~แล้วนี่เพลงของเรามีไว้เรียกนกรึไงกัน”

นางรำพึงออกมา ก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องดนตรี

ด้านลิลิธที่เห็นว่าเสียงเพลงหยุดไปแล้ว ก็รู้สึกแปลกใจเพราะรู้สึกว่าเพลงยังไม่จบ ซึ่งนางเหมือนรู้สึกค้างคาอยู่ภายในใจพิกล แต่จะให้ลุกขึ้นไปตอนนี้ก็ยังไม่มีแรงมากพอ

จ๊อก~~~

เสียงท้องของนางร้องด้วยความหิว เนื่องเพราะตั้งแต่เมื่อวานเย็นจนถึงเวลานี้นางยังไม่ได้ทานสิ่งใดเลยสักนิด ซึ่งกรณีเช่นนี้ถ้าจะหิวคงไม่แปลกอะไรนัก ยิ่งปกตินางก็เป็นพวกทานมากอยู่แล้วด้วย การที่ไม่ได้ทานอะไรเลยยิ่งทำให้หิวมากกว่าคนอื่น

“เชดิม โซฟิอา~~” ลิลิธเรียกสาวใช้ทั้งสองแบบคนหมดแรง ซึ่งสาวใช้ทั้งสองก็เข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วเพราะนางทั้งสองเฝ้าอยู่ที่ หน้าห้องของลิลิธตลอดเวลา

“มีอะไรให้ข้ากินบ้างไหม ข้าหิวมากเลยล่ะ” ลิลิธกล่าวด้วยสีหน้าที่แสดงอาการทุรนทุรายเพราะความหิวของตนเอง

“มีเจ้าค่ะ สักครู่ดิฉันจะยกมาให้นะเจ้าคะ” เมื่อเชดิมกล่าวจบ ทั้งสองก็เดินออกไปจากห้องทันที

“อ่ะ...” ลิลิธอ้าปากค้างนิด ๆ ด้วยเพราะนางยังกล่าวไม่จบ แต่ทั้งสองก็ออกไปจากห้องเสียแล้ว

‘ว่าจะให้เอามาสัก 3 ชุดเลยแท้ ๆ’

ลิลิธคิดในใจพลางหน้ามุ่ย เวลานี้นางรู้สึกไม่เป็นอิสระเลย นั่นเพราะการที่ไม่สามารถลุกเดินไปใหนทำอะไรได้ด้วยตนเองมันเป็นเรื่องน่า รำคาญใจอย่างยิ่ง แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อหมดแรงเช่นนี้ นางจึงได้แต่นอนรออาหารจากเชดิมและโซฟิอา นางสงสัยว่าครานี้เธอคงต้องให้สาวใช้ป้อนให้เป็นแน่

------------------------------------------------------------------------

ด้านซามาเอลที่จัดการปัญหาของอาแกรทได้เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็ยังคงนั่งทำงานของตนเองไปอย่างเงียบ ๆ
เขาคิดว่าปัญหาต่าง ๆ น่าจะผ่อนคลายไปได้บ้างแล้ว ถ้าจะมีอีกก็คงเวลาที่เริ่มฝึกซ้อมที่คงมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นแน่ โดยเฉพาะลิลิธกับอาแกรท สำหรับนามาฮ์แม้ว่าจะเคยเกิดเรื่องที่ดูรุนแรงแต่เขาก็ยังไว้ใจในตัวนางเป็น อย่างมาก
ส่วนไอน์เซ็ทนั้นยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง นางไม่มีเรื่องขัดแย้งใด ๆ กับลิลิธเลยแม้แต่น้อยออกจะเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยซะจนเขาเองก็อดสงสัยไม่ ได้ว่าทั้งสองจะต้องชะตาอะไรกันได้เยี่ยงนั้น

“ยู้ฮู ซามาเอล~~” เสียงใส ๆ ของเมฟิตโตในร่างสตรีเรียกเขาที่หน้าห้อง ซึ่งทำให้เขารู้สึกประหลาดในเล็กน้อยที่เมฟิสโตยังสามารถส่งเสียงเจื้อยแจ้ว ได้อีกทั้ง ๆ ที่โดนอาแกรทลากออกไปเช่นนั้น เขาจึงถามออกไปด้วยความประหลาดใจ

“ยังไม่ตายรึ เมฟิสโต”

เมฟิสโตที่ได้ยินคำถามกลับเดินนวยนาดมาหาเขาอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด เพราะ ณ เวลานี้อาแกรทกลับไปแล้วจึงไม่มีสิ่งใดน่ากลัวอีก เขาเดินมาใกล้โต๊ะทำงานของซามาเอลแล้วนั่งไปบนโต๊ะหันหน้าออกด้านนอก ก่อนจะกล่าวออกมาเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องตื่นตาตื่นใจ
“ตายสิ โดนจับทุ่มลงพื้น เอาหัวโขกกำแพง แถมยังเหวี่ยงไปไกลหลายโยชน์เชียวล่ะ”

ซามาเอลที่นั่งฟังคำบรรยายฉากจัดการสตรีอื่นที่มายุ่งเกี่ยวกับเขาจากปากเม ฟิสโตด้วยความรู้สึกหนักใจ หากแต่มันไม่ได้น่าสนใจเท่าที่เมฟิสโตรอดกลับมาได้
“แล้วเจ้า?”

“รอดมาได้เช่นไรน่ะรึ” เมฟิสโตกล่าวพลางขยับตัวมาด้านข้างโต๊ะพร้อมกับยิ้มอย่างร่าเริง

“ก็อาแกรทไม่ได้เล่นงาน ‘ร่างจริง’ ของข้าสักหน่อยนี่นา” เมฟิวโตกล่าวพลางสะบัดข้อมือขึ้นลงพร้อมกับยิ้มให้
ซามาเอลอย่างสนุกสนาน

“เวทย์ลวงตางั้นรึ นี่ขนาดนางถูกเรียกว่าเป็นเทวทูตแห่งมายา ยังแยกร่างจริงเจ้า กับร่างมายาไม่ออกเลยงั้นรึ” ซามาเอลพิงไปกับเก้าอี้ของเขาพลางกล่าวด้วยความรู้สึกทึ่งในความสามารถของเม ฟิสโต

“พูดไป ข้าโชคดีอย่างมากทีเดียวที่นางโกรธซะจนไม่ได้สังเกตสิ่งต่าง ๆ ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะหลอกนางไม่ได้ก็เป็นได้”
เมฟิสโตกล่าวพลางถอนหายใจออกมา ท่ามกลางเสียงหัวเราะของซามาเอลที่ขบขันโชคดีในโชคร้ายของเมฟิสโตก่อนจะ กล่าวถามออกไป

“ว่าแต่เจ้าเถอะ มีการใดรึถึงได้โผล่มาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนั้น”

เมฟิสโตผละออกจากโต๊ะทันทีที่ได้ยินคำถามของซามาเอล จะว่าไปเขาเองก็เกือบจะลืมจุดประสงค์ที่มาหาซามาเอลไปซะแล้ว
“นั้นสิ ข้าก็เกือบลืมไปซะได้”

“ข้ามีข่าวดี กับ ข่าวไม่ค่อยดี ท่านอยากฟังสิ่งใดก่อนล่ะ” เมฟิสโตกล่าวพลางโก้งโค้งเข้าหาซามาเอลที่นั่งรอฟังสิ่งที่เมฟิสโตจะ บอกอย่างเรียบเฉย ข้อคำถามของเมฟิสโตนั้นทำให้ซามาเอลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจึงได้ตอบออกไป

“ข่าวไม่ค่อยจะดีก่อน เผื่อว่าข่าวดีจะช่วยให้ลดความกังวลลงได้บ้าง”

“แย่จัง” เมฟิสโตบ่นออกมาเพราะเขาหวังว่าซามาเอลจะฟังข่าวดีก่อนข่าวร้ายซะอีก แต่ก็ไม่ใช่ความผิดหวังอะไรมากนัก ก็เพียงแค่การพนันกับตัวเองเท่านั้นเอง เขาจึงเริ่มรายงานสิ่งที่เขาต้องการบอกแก่ซามาเอลไป

“ข่าวร้ายนะท่าน มีรายงานว่าพวกอูริเอลไปโผล่แถว ๆ ประตูมิติ คาดว่าน่าจะได้รับรายงานจากใครบางคนถึงได้ไปลาดตระเวนแถวนั้นได้”

ซามาเอลแสดงสีหน้า ท่าทางครุ่นคิดออกมา เขาประสานมือแล้วเท้าคางที่โต๊ะทำงาน พลางคิดทบทวนทันที เพราะจริงอยู่ที่อูริเอลนั้นเป็นเทวทูตที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยที่เกี่ยว ข้องกับการรุกรานจากนอกมิติ แต่ไม่น่าหูไวตาไวได้เช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่มันเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น แสดงว่าต้องมีใครสักคนเข้ามายุ่มย่ามกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่เป็นแน่ หากแต่จะให้คิดมากตอนนี้ที่ยังไม่มีข้อมูลใด ๆ ในมือคงจะไม่เกิดประโยชน์อันใด

“ข่าวดีล่ะเมฟิสโต”

เขากล่าวถามด้วยว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องดีพอที่จะทำให้ปัญหาที่เขาพบหมดไป ได้ ซึ่งสิ่งที่เมฟิสโตกล่าวตอบก็ไม่ได้ทำให้เขาผิดหวังเลย

“ข่าวดีก็ ไอ้รอยรั่วของอาบิส เราจัดการปิดมันได้ก่อนที่อูริเอลจะไปถึงเพียงแค่ไม่ถึงชั่วโมงเท่านั้นเอง”

ทันทีที่จบคำกล่าวของเมฟิสโต ความทุกข์ของซามาเอลก็ปลิวหายไปในทันที เขาถอนหายใจด้วยความโล่งใจออกมา เพราะเขายังไม่พร้อมที่จะมีปัญหากับ 4 ทูตสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ณ เวลานี้

“โล่งเลยรึท่านซามาเอล” เมฟิสโตแหย่ออกไปเมื่อเห็นท่าทางของซามาเอล

“แน่ล่ะ จะให้ข้าไปแก้ตัวกับเทวทูตองค์ใหนก็ได้ แต่ไม่ใช่กับกลุ่ม 4 เทวทูตนั่น พวกนั้นฉลาดเป็นกรดจนข้าไม่อยากเข้าไปยุ่งเลยจริง ๆ” ซามาเอลกล่าวตอบด้วยความหนักใจซึ่งเมฟิสโตได้แต่ยักใหล่รับสิ่งที่ซามาเอ ลกล่าวออกมา เพราะไม่ว่าจะเป็น มิคาเอล ราฟาเอล อูริเอล หรือกาเบรียล ล้วนเป็นพวกหัวไวจับพิรุธเก่งกันทั้งนั้นจริง ๆ

“ว่าแต่มีแค่นี้งั้นรึ”

“แค่นี้ล่ะ” เมฟิสโตตอบคำถามของซามาเอลกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพราะมันไม่มีสิ่งใดอีกแล้วจริง ๆ

“อืม...จะว่าไป ก่อนที่อาแกรทจะมาอาละวาด ข้าได้สาส์นจากลูซิเฟอร์ตอบรับว่าจะมางานเลี้ยงด้วยล่ะ” ซามาเอลกล่าวออกไปอย่างเรียบ ๆ หากแต่เมฟิสโตนั้นแสดงท่าทางตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เพราะลูซิเฟอร์นั้นปกติไม่เคยสนใจคำเชิญใด ๆ ของซามาเอลเลยสักนิด อยู่ ๆ ก็มาสนใจเช่นนี้มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์พันลึกอย่างยิ่ง

“ท...ท่านไปทำเช่นใด ‘รุ่งอรุณแห่งอีเดน’ ถึงตอบรับคำเชิญได้ล่ะนี่”

เมฟิสโตถามซามาเอลด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งซามาเอลก็ได้แต่ทำหน้าฉงนไม่แพ้ผู้ถาม เพียงแต่เขาพอจะเดา ๆ คำตอบได้นิดหน่อย แม้จะไม่มั่นใจก็ตามที

“ข้าไม่ได้ทำอันใดเลย แต่ถ้าจะให้ข้าเดา ข้าว่า...ภรรยาของข้าเป็นผู้กระทำ”

“ภรรยาท่าน?” เมฟิสโตยิ่งงุนงงมากขึ้นเมื่อได้รับคำตอบจากซามาเอล

“อืม ลิลิธนั่นล่ะ...เท่าที่ข้าดูปฏิกิริยาของลูซิเฟอร์ในวันแรก ๆ ที่พาลิลิธมาส่งให้ข้านั้น ทั้งสองดูจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและออกจะแน่นแฟ้นกว่าที่ข้าจะคาดคิด มากทีเดียว” ซามาเอลหลับตาเอนพนักพิงของเก้าอี้พร้อมกับอธิบายสิ่งที่ตนคาดคิดออกไป

“รู้สึกว่าของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้าจะนำพาโชคลาภมาให้ท่านแล้วนะ อย่าลืมไปขอบคุณนางด้วยล่ะ” เมฟิสโตกล่าวกับ
ซามาเอลพร้อมรอยยิ้ม เพราะถ้าเป็นจริงอย่างที่ซามาเอลคิด มันก็เป็นโชคลาภที่หาได้ยากยิ่งนัก

“อืม วันนี้ข้าก็ว่าจะไปดูนางที่ป่วยพอดี คงได้พูดคุยกันสักนิดสักหน่อยด้วย” ซามาเอลกล่าวพร้อมรอยยิ้มออกมาเช่นกัน เพราะมันเป็นเรื่องประหลาดที่น่ายินดี ถ้าเขาจะได้ผูกมิตรกับลูซิเฟอร์ผ่านทางลิลิธเช่นนี้

เมฟิสโตยิ้มรับก่อนที่จะหันหลังให้ซามาเอลแล้วก้าวเดินจะออกจากห้องไป
“หมดธุระข้าแล้ว ข้าไปก่อนก็แล้วกันนะท่าน”

“อืม มีเรื่องอันใดก็มารายงานข้าอีกก็แล้วกัน” ซามาเอลโบกมือรับไป พลางนึกในใจว่าคืนนี้เขาจะพูดคุยเรื่องอันใดกับ
ลิลิธบ้าง

‘ถ้านางมีแรงพอที่จะคุยน่ะนะ’ เขาคิดพลางนึกถึงสภาพของนางเวลานี้ที่ยังนอนหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่บนเตียง
----------------------------------------------------------

“...” มิคาเอล ณ สวรรค์ชั้น 1 ยืนมองลูซิเฟอร์ด้วยอาการตกตะลึงต่อภาพที่เห็น เขาพยายามหาคำพูดที่จะกล่าวออกไปเกี่ยวกับการแต่งกายของนาง แต่ก็ไม่รู้จะกล่าวเช่นใดดี

ด้านลูซิเฟอร์เองก็ได้แต่ยืนนิ่งด้วยอารมณ์เขินอาย ถึงจะบอกว่านางเป็นผู้ที่เต็มใจมาในชุดลายลูกไม้สีขาว กระโปรงยาว และยังแต่งหน้าให้ดูหวาน ๆ ที่ค่อนข้างจะผิดแปลกจากชุดปกติที่นางใส่มาหามิคาเอลบ่อย ๆ ซึ่งใจจริงวันนี้นั้นนางจะไปหาอานาเอลแต่เป็นเพราะในช่วงสายที่นางนั่งเล่น ในห้องของตนเองนั้นมีเหตุบางอย่างทำให้นางต้องมายังที่นี่ในสภาพเช่นนี้

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าทำให้นางต้องนึกย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

------

“ท่านลูซิเฟอร์ขอรับ”

ซาตานาเกียเข้ามาในห้องทำงานของลูซิเฟอร์ภายหลังจากที่เขาออกไปได้สักพัก ใหญ่ ๆ ลูซิเฟอร์ที่เพิ่งจะตัดการติดต่อจาก
ลิลิธไปดูจะแปลกใจกับการที่ซาตานาเกียย้อนกลับมาเช่นนี้ จึงถามออกไป

“มีเรื่องอะไรรึเปล่าท่าน รึว่ามีงานด่วนอันใดเข้ามา”

“ไม่มีงานอันใดเข้ามาหรอกขอรับ เพียงแต่สิ่งที่ท่านฝากข้าเรื่องจดหมายเชิญท่านมิคาเอลนั้น” ซาตานาเกียหยุดพูดชั่วขณะเพราะกำลังจะพูดในสิ่งที่คิดว่า ‘วัดใจ’ ผู้เป็นนายของเขาเอง

ทางด้านลูซิเฟอร์เองก็แสดงสีหน้าประหลาดใจกับปฏิกิริยาของซาตานาเกียนางจึง กล่าวออกไปเพื่อให้ซาตานาเกียกล่าวสิ่งที่เขาคิดออกมา
“ท่านมีอะไรก็พูดมาเถอะ ข้ารอรับฟังอยู่”

ซาตานาเกียนิ่งไปครู่หนึ่ง จึงกระแอมออกมานิดหน่อยแล้วกล่าวออกไป
“เรื่องจดหมายนั้น ข้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งไป เรื่องเช่นนี้ท่านควรจะเป็นผู้ที่ไปเชิญด้วยตนเองมากกว่า”

“หา...”

“ข้าคิดว่า ท่านมิคาเอลก็คงได้รับเชิญจากท่านซามาเอลเป็นแน่ และถ้าให้ข้าเดาท่านมิคาเอลคงตอบปฏิเสธไป การที่ท่านต้องการจะไปในงานนั้นพร้อมกับท่านมิคาเอลท่านจึงต้องเป็นผู้ไป ทาบทามด้วยตนเองจะเป็นการดีที่สุด” ซาตานาเกียกล่าวอธิบายไป ด้วยความคิดของเขานั้นไม่ค่อยเห็นด้วยกับการทาบทามผ่านทางจดหมาย ในเมื่อลูซิเฟอร์ก็ไปหามิคาเอลบ่อย ๆ ก็กล่าวออกไปตรง ๆ เลยดูจะจริงใจ และได้รับคำตอบที่รวดเร็วกว่า

ลูซิเฟอร์ที่ได้ฟังคำแนะนำจากเลขานุการของตนก็ถึงกับหน้าแดงอ้าปากค้าง ยามเมื่อนึกถึงภาพของตนเองชวนมิคาเอลไปในงานเลี้ยงอะไรเช่นนั้น
“ข้าว่ามันจะไม่ดีล่ะมั้ง”

“ไอ้การที่ท่านส่งแต่จดหมายไปมันจะไม่ดีเสียมากกว่า” ซาตานาเกียขัดลูซิเฟอร์ไปทันที

“แต่ข้าอายนะ”

“......”
‘ก็กะแล้วว่าจะต้องตอบเช่นนี้’
ซาตานาเกียคิดในใจ มันไม่ได้เกินไปจากสิ่งที่เขาคิดนักว่านางจะต้องพยายามบ่ายเบี่ยงด้วยความ เขินอาย เขาจึงตอบออกไปง่าย ๆ แต่ออกจะบังคับลูซิเฟอร์กลาย ๆ

“อย่างไรเสียข้าคงจะไม่ส่งจดหมายไปให้ท่านมิคาเอลหรอกนะขอรับ ท่านมิคาเอลจะหาว่าท่านไร้มารยาทเอาได้ และถ้าท่านไม่ออกหน้าไปด้วยตนเอง งานนี้ท่านได้ไปงานเลี้ยงเพียงลำพังเป็นแน่”

ลูซิเฟอร์ที่รับฟังคำกล่าวของซาตานาเกียออกจะหงุดหงิดเล็กน้อย
‘นี่ใครเป็นลูกน้องใครเป็นเจ้านายกันแน่เนี่ย’
นางคิดอยู่ภายในใจพลางบุยปากด้วยความหงุดหงิด แต่ก็ไม่ได้กล่าวแสดงความไม่พอใจออกไปตรง ๆ

“ท่านจะยอมเช่นนั้นหรือ” ซาตานาเกียได้ทีก็พยายามรุกไล่ให้ลูซิเฟอร์ยอมทำตามข้อเสนอของเขาเสีย ซึ่งดูลูซิเฟอรจะไม่มีทางเลือกจริง ๆ จึงได้แต่รับคำไปเหมือนขอไปที

“ไว้ขอข้าคิดดูก่อนก็แล้วกัน แต่ข้าสั่งเจ้าได้นะ” ลูซิเฟอร์ยังไม่วายข่มซาตานาเกียร์ด้วยน้ำเสียงทิ้งท้ายที่ดูไม่พอใจนิด หน่อย ซึ่งซาตานาเกียนั้นก็ยิ้มรับเหมือนว่าเขาจะเดาได้ว่าลูซิเฟอร์จะต้องออกหน้า ไปเองเป็นแน่ เขาโค้งคำนับลูซิเฟอร์แล้วจึงออกจากห้องไป
-------------

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ลูซิเฟอร์หนักใจพอสมควร นางได้แต่ยืนหน้าแดงอยู่เบื้องหน้ามิคาเอลอู่ครู่ใหญ่จึงได้ถามออกไป

“มิคาเอล ท่านได้เทียบเชิญจากซามาเอลรึไม่?”

ลูซิเฟอร์ก้มหน้าก้มตาถามไปด้วยความเขินอายพอสมควร ยิ่งในชุดเช่นนี้ความมั่นใจของนางลดลงอย่างมากทีเดียว

“ก็ได้อยู่ ข้าเพิ่งอ่านไปเมื่อตอนเช้านี่เอง” มิคาเอลตอบพลางพินิจลูซิเฟอร์อย่างละเอียด มันดูแปลกตาดีจริง ๆ เพราะตั้งแต่รู้จักกันมาลูซิเฟอร์แม้จะงดงามและดูสูงศักดิ์ แต่นางมักทำตัวแก่น ๆ และยังไม่คอยสนใจอะไรที่เป็นพิธีรีตรองมาก่อนเลย

“ท่านจะตอบไปว่า”

“ข้าว่าจะไม่ไป” มิคาเอลตอบอย่างเรียบ ๆ แต่ก็แฝงความสงสัยไว้มากทีเดียว ร้อยวันพันปีลูซิเฟอร์ไม่เห็นจะสนใจเลยว่าเขาจะไปหรือไม่ไปงานเลี้ยงของซามา เอลหรือไม่

“ข...ข้า ...ข้าว่าข้าจะไปน่ะ” ลูซิเฟอร์ตอบไปแบบตะกุกตะกัก ยิ่งเมื่อนางคิดถึงถ้อยคำที่จะต้องชวนมิคาเอลไปด้วยกันแล้ว มันยิ่งทำให้นางกล่าวสิ่งใดไม่ถูกเลยทีเดียว

“อืม ท่านไปแล้วก็กลับมาเล่าให้ข้าฟังบ้างก็ดี ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเทวทูตองค์ใหนไปบ้าง แล้วงานมันมีอะไรบ้าง เพราะถ้าจะให้ข้าไปถามพวกกาเบรียลก็ไม่ได้คำตอบสักที” มิคาเอลกล่าวด้วยท่าทางปกติ เขาไม่ได้ใส่ใจมากนักกับการตัดสินใจของลูซิเฟอร์ เพราะคิดว่าบางทีนางก็คงอยากจะสนุกบ้างก็แค่นั้น

“คือข้า...”

“มีอะไรรึท่าน?”

“ข้าว่า...ข้า....” ลูซิเฟอร์ได้แต่พูดติด ๆ ขัด ๆ ด้วยความเขินอายจนมิคาเอลรู้สึกผิดสังเกต แต่ก็รอที่จะฟังว่าลูซิเฟอร์จะกล่าวสิ่งใดออกมาบ้าง ลูซิเฟอร์นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะรวบรวมความมั่นใจแล้วกล่าวออกไป ด้วยใบหน้าที่แดงเรื่อ

“ข้าอยากจะเชิญท่านไปงานเลี้ยงนั้นพร้อมกับข้า...จะได้หรือไม่”

สิ่งที่ลูซิเฟอร์กล่าวทำเอามิคาเอลอึ้งไปเลยทีเดียว เพราะไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าอยู่ ๆ อัครเทวทูตผู้ยิ่งใหญ่เป็นรองจากพระผู้เป็นเจ้าเช่นนางจะมาเชิญชวนอะไรเช่น นี้ต่อเขา ทำให้มิคาเอลถึงกับคิดในใจ

‘นี่สินะ ทำให้นางแต่งองค์ทรงเครื่องเสียงดงามมาเชียว’

มิคาเอลนั้นนิ่งเงียบไปนานจนลูซิเฟอร์ที่รอฟังคำตอบเริ่มจะทนรอไม่ไหวจึง เร่งมิคาเอลออกไป
“ท่านจะไปกับข้าได้หรือไม่”

“คู่ควงออกงานกับท่านเช่นนั้นรึ?” มิคาเอลถามกลับไปตรง ๆ แต่เป็นคำถามที่ตรงเหมือนขวานผ่าซาก ที่ผ่าเข้าไปในกลางใจลูซิเฟอร์เสียจริง ๆ

“อ...อืม คู่ควงออกงาน”

“ท่านไม่กลัวข่าวลือรึ?” มิคาเอลถามออกไปอีกคำถาม ต่อข่าวลือในระยะนี้ จริง ๆ ถ้าลูซิเฟอร์จะมาต้องใจอะไรในตัวเขา เขาก็ไม่รังเกียจแต่อย่างใด เพียงแต่เขาเองก็รู้สึกกังวลว่าการที่มีข่าวลือเช่นนี้จะเป็นการทำให้ ลูซิเฟอร์เสียเกียรติหรือไม่ หากสิ่งที่ลือนั้นไม่เป็นจริง

ลูซิเฟอร์ที่ได้ยินคำว่า ‘ข่าวลือ’ ก็เงยขึ้นมามองมิคาเอล สายตาของนางดูมาดมั่นกว่าเมื่อครู่มาก ด้วยเพราะนางไม่สนใจกังวลเรื่องข่าวลือนั่นนัก และนางก็ไม่ต้องการให้มิคาเอลไปกังวลด้วยว่านางจะเสียเกียรติหรือไม่ เพราะมันไม่ใช่สิ่งผิดหรือไม่ควรอันใด
“ข้าไม่กลัว จะลืออันใดก็ลือไปสิ ข้าก็จะมาหาท่านเช่นนี้ล่ะ” ลูซิเฟอร์กล่าวพลางบุยปากด้วยความไม่พอใจต่อเรื่องข่าวนัก

“เช่นนั้น ท่านอุตส่าห์ออกปากเชิญข้าด้วยตนเองแล้ว ถ้าให้ข้าปฏิเสธคงไม่ควรอย่างยิ่ง ข้ารับปากท่านก็แล้วกัน” มิคาเอล กล่าวออกไปพร้อมรอยยิ้ม เพราะในเมื่อลูซิเฟอร์ที่ไม่เคยออกปากขอร้องอะไรเขาเลย มาขอร้องเช่นนี้ ยิ่งเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่น่ามีปัญหาอันใดให้เขาต้องปฏิเสธนางเลยสักนิด

ลูซิเฟอร์ยิ้มออกมาด้วยความดีใจ แต่นางก็พยายามเก็บอาการไว้ ถึงกระนั้นนางก็หมุนตัวจนกระโปรงพริ้วไปด้วยแรงหมุนก่อนที่จะหยุดแล้วถามมิ คาเอลไป
“แล้วท่านว่าชุดนี้ ถ้าใส่ไปออกงานจะสวยรึไม่ล่ะ”

มิคาเอลนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงลอยหน้าลอยตาตอบลูซิเฟอร์ไป
“สวยน่ะสวย แต่ข้าว่าท่านในชุดนี้ดูเป็นกุลสตรีมากไป ข้าว่าปกติท่านออกจะเหมาะกับชุดที่ดูแก่น ๆ กะโปโลมากกว่านะ”

ลูซิเฟอร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ให้กับคำตอบของมิคาเอลพลางคิดในใจ
‘ใส่ซี้ ข้ามันไม่ได้เป็นกุลสตรีในสายตาท่านสักเท่าใดเลยนี่นา’

“ว่าแต่ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าทำไมพระผู้เป็นเจ้าจึงได้มอบ ‘วิหคราตรีแห่งอีเดน’ ให้เป็นของซามาเอลได้”
มิคาเอลเอ่ยถามขึ้นด้วยความรู้สึกคับข้องใจ ซึ่งลูซิเฟอร์ที่ได้ยินข้อคำถามก็รู้สึกแปลกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง นางไม่คิดว่าอยู่ ๆ มิคาเอลจะสนใจเรื่องอะไรเช่นนี้ได้เลย

“ท่านสงสัยสิ่งใดรึ” นางถามกลับไปด้วยทีท่าที่ดูประหลาดใจอย่างยิ่ง แต่มิคาเอลกลับแสดงทีท่าเหมือนสิ่งที่เขาสนใจนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด อันใด เขาจึงตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ

“ข้าแค่แปลกใจน่ะ ว่าทำไมลิลิธที่ถูกแยกออกจากอดัม จึงได้ตกไปอยู่ในมือของซามาเอลในทันที”

‘นั้นสินะ’ ลูซิเฟอร์คิดภายในใจเพราะ ณ วันที่เกิดเรื่องนั้นนางไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก คงเพราะเป็นรับสั่งแห่งพระผู้เป็นเจ้า นางจึงไม่ติดใจสงสัยสิ่งใดเลย จนมิคาเอลกล่าวถามนี่ล่ะนางจึงได้รู้สึกแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

“สรุปท่านก็ไม่รู้สินะ” มิคาเอลยื่นหน้าไปหาลูซิเฟอร์ที่ยืนคิดอยู่เพลิน ๆ ทำเอานางตกใจสะดุ้งก่อนที่จะตอบออกไป

“อืม ข้าไม่มั่นใจหรอกท่าน แต่สิ่งที่ท่านถามก็น่าสนใจทีเดียว ไว้ข้าซอกแซกไปหาข้อมูลมาให้ก็แล้วกัน”

‘ข้าว่าเจ้ากำลังสนใจอยากจะรู้ซะเองมากกว่ามั้ง’ มิคาเอลคิดพลางมองลูซิเฟอร์ เพราะเขารู้สึกว่านางกำลังให้ความสนใจมากกว่าเขาที่เป็นผู้สงสัยเสียอีก
-------------------------------------------------------
ดึกสงัดคืนนั้น
ลิลิธที่ได้พักผ่อนเต็มที่เริ่มมีแรงบ้างแล้ว คงเพราะวันนี้ทั้งวันนางได้แต่นั่งกินนอนกิน เลยทำให้กำลังฟื้นคืนมาไว แต่จะให้ออกไปใหนในเวลานี้คงจะไม่ดีนัก จะไปห้องสมุดก็เหมือนยังมีตราบาปติดตัวอยู่มิใช่น้อยกับสิ่งที่ทำไว้

‘ก็นอนไปอย่างนี้ล่ะ พรุ่งนี้ต้องไปเผชิญหน้ากับนามาฮ์อีก ไม่รู้จะโดนนางทำอะไรอีกบ้าง’

ลิลิธคิดพลางนอนกลิ้งไปมาบนเตียงในสภาพเปลือยเปล่า หลังจากที่ชำระร่างกายในตอนเย็นแล้ว นางก็ยังคงเปลือยกายนอนไม่ไปใหนเลยทั้งวัน เรียกได้ว่าวันนี้นางได้แต่กบดานอยู่บนเตียงเลย จนนางรู้สึกเบื่อจึงถอนหายใจและบ่นออกมา

“เฮ้อ แต่นอนแบบนี้ทั้งวันมันน่าเบื่อจริง ๆ”

“งั้นข้าช่วยคลายความเบื่อให้เจ้าดีรึไม่” เสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นมาจากทางเข้าห้องของนาง จนลิลิธตกใจหันกลับไปมอง
แล้วเอ่ยชื่อขึ้นด้วยความตกใจ

“ซามาเอล!!”

ซามาเอลแสดงสีหน้าแปลกใจออกมานิดหน่อย เพราะลิลิธนั้นเวลาพบเขาจะทำหน้าตาตกใจเสมอ ทำให้เขาคิดว่าเขามีอะไรน่าตกใจรึอย่างไร แต่เขาก็ไม่ใส่ใจเอามาเป็นอารมณ์นัก ซามาเอลเดินตรงไปหาลิลิธที่พยายามนั่งอยู่บนเตียงในสภาพเปลือยเปล่าก่อนที่ จะนั่งลงใกล้ ๆ นาง

‘สรุปว่าชอบแก้ผ้าแบบนี้จริง ๆ เลยรึนี่’

เขาไม่ได้หนักใจกับสิ่งที่ลิลิธชอบกระทำ อย่างน้อยที่นี่ก็เป็นที่ ๆ ของนางซึ่งนางจะทำสิ่งใดตามใจตนเองก็ได้ไม่ผิดแต่อย่างใด แต่ก็เพียงแปลกใจเท่านั้นว่า ผลไม้แห่งปัญญา ดูจะไม่มีอิทธิพลในด้านจิตใจของนางเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ” เขากล่าวถามไปด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยมิใช่น้อย

“ท่านไม่ไปถามนามาฮ์เอาล่ะ ว่าข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ลิลิธตอบแกมประชดกลับไปด้วยความไม่พอใจนัก

ซามาเอลเอิ้มมือไปลูบหัวของนางเบา ๆ ไปมาหลายครั้ง ดูเหมือนอารมณ์ของลิลิธจะอ่อนลงอย่างมากเลยทีเดียวในยามนี้
“ข้าไปถามนามาฮ์นางก็ตอบไม่ได้หรอกว่าเจ้ารู้สึกเป็นเช่นไร ข้าจึงต้องมาถามเจ้านี่ล่ะ”

“ข้าไม่เป็นไรหรอก พรุ่งนี้พร้อมจะไปตบตีกับนางได้แน่ ๆ” นางตอบพลางสะบัดหน้าหนีซามาเอลไป

ซามาเอลได้แต่ขำในลำคอกับปฏิกิริยาตอบรับของลิลิธ ดูท่าทางนางจะไม่เข็ดเลยสักนิดและพร้อมจะท้าทายนามาฮ์ได้ตลอด หากแต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาหนักใจนัก เพราะเท่าที่ดูลิลิธนั้น ออกจะเหมือนเด็กที่งอแงพยายามต่อต้านผู้ใหญ่ก็เท่านั้นเอง ถ้าจะเป็นกังวลคงเป็นอาแกรทเสียมากกว่า เพราะทั้งอาแกรทและลิลิธเหมือนจะเป็นเด็กที่พร้อมจะทะเลาะกันได้ตลอดเวลา

“แล้วท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดรึ? ข้าว่าวันนี้ยังไม่ใช่เวรของข้าที่ต้องปรนเปรอท่านนี่นา” ลิลิธถามออกไปตรง ๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งซามาเอลที่รับฟังสิ่งที่นางกล่าวนั้นออกจะรู้สึกประหลาดกับคำพูดของนาง

“เวรปฏิบัติงานงั้นรึ ทำยังกับว่าเจ้าไม่ใช่ภรรยาข้าเช่นนั้นล่ะ” ซามาเอลตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่รู้สึกโกรธอันใดกับสิ่งที่ลิลิธกล่าวเพราะสิ่งที่เขาทำมันก็ออกจะเป็น เช่นที่ลิลิธว่ามาจริง ๆ แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้

‘แต่นางปากร้ายใช่เล่นนะเนี่ย ถึงว่าทำเอานามาฮ์เส้นสติขาดผึ่งได้’

ลิลิธเบือนหน้าหนีไปเล็กน้อย นางไม่ได้โกรธหรือไม่พอใจจึงได้กล่าวออกไปเช่นนั้น แค่รู้สึกแปลกใจเท่านั้นเองจริง ๆ ซึ่งซามาเอลก็ดูเหมือนจะพอมองลิลิธออก จึงไม่ซักไซ้นางต่อ และตอบไปเพียงว่า
“ข้าแค่เป็นห่วงเจ้าเลยแวะมาดูเท่านั้นล่ะ เห็นเจ้าสบายดีแล้วก็ค่อยหมดห่วงไปหน่อย”
เขาลูบหัวของนางไปอีกสองถึงสามทีดูลิลิธจะพอใจกับการที่ซามาเอลปฏิบัติต่อ นางเช่นนั้น

ซามาเอลลุกจากเตียงก่อนที่จะกล่าวกับลิลิธไป
“งั้นเจ้าก็พักเถอะ พรุ่งนี้ต้องไปตบตีกับแม่แกะขนทองอีกไม่ใช่รึ”

“บ้า...” ลิลิธค้อนพลางมุดเข้าไปในผ้าห่มทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะเบา ๆ ของซามาเอลที่เดินออกจากห้องนางไป

ที่ด้านนอกซามาเอลกำชับเชดิมและโซฟิอาให้ดูแลลิลิธให้ดี แล้วจึงเดินจากห้องของลิลิธไปยังห้องของอาแกรทเพราะเขาสัญญากับนางไว้แล้ว ว่าคืนนี้จะมานอนกับนาง ซึ่งถ้าผิดสัญญาเขาคงต้องเผชิญกับอาแกรทที่อาละวาดจนเขาไม่เป็นอันทำกิจการ ใด ๆ ได้เป็นแน่
------------------------------------------------------------------------

‘จะว่าไป ปฏิกิริยาของลิลิธเวลาที่เราลูบหัวนี่มัน…’
 ซามาเอลเดินไปพลางนึกถึงสิ่งที่เขาทำต่อลิลิธในห้องแล้วมันสะดุดใจพิกล ๆ มันช่างดูเหมือน
‘นางทำตัวเหมือนแมว เวลาโดนเกาคางเลยจริง ๆ อย่าบอกนะว่าพระผู้เป็นเจ้าท่านจำลองรูปแบบของลิลิธมาจากแมวน่ะ’
เขานึกพลางคิดถึงภรรยาที่เหลือทั้งสาม มีแกะ กระทิง ....
‘ไอน์เซ็ทนี่เป็นตัวอะไรล่ะนี่’ เขาคิดถึงไอน์เซ็ทเพราะเขานึกไม่ออกว่าถ้าจำลองภรรยาของเขาเป็นสัตว์นางจะ เป็นตัวอะไรดี
 

-------------------------------------------------------Next to chapter 12

ข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

แผนที่คฤหาสน์ ซามาเอล ชั้นล้าง พร้อมพื้นที่โดยรอบค่ะ

ห้อง ??? ยังเป็นโซนที่เป็นความลับค่ะ จึงยังไม่ระบุไว้

 

อันนี้ชั้นบนค่ะ

คฤหาสน์นี้ไม่มีห้องนอนของซา มาเอลนะคะ จะมีก็เพียงห้องทำงาน

เพราะซามาเอลใช้วิธีนอนเวียน ไปกับเหล่า ภรรยา (เลยไม่ต้องมีห้องนอน)

จริง ๆ ทางระเบียงทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีห้องย่อย ๆ ที่เป็นห้องนั่งเล่น

แต่ไม่ได้เขียนลงไปค่ะ

ว่าด้วยเรื่องสวรรค์ค่ะ

ในเรื่องนี้มีสวรรค์ ทั้งหมด 7 ชั้น + 1 แห่งค่ะ

เป็นการปรับแต่งใหม่ให้สอด คล้องกับเรื่อง จึงไม่ตรงกับ Kabbalah Jewish นะคะ

โดยจะนับลงจากชั้นบนสุด ลงมาล่างสุด

(จริงเขาต้องนับจากชั้นล่าง สุดไปชั้นบนสุดสินะ)

เริ่มจาก

ชั้นที่ 1 มาเชิร์น (Machen) ชั้นรองจากที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งมิคาเอลดูแลอยู่

จึงทำให้เขารับหน้าที่เป็น องครักษ์แก่พระผู้เป็นเจ้าไปด้วย ในชั้นนี้นั้นมิคาเอลทำหน้าที่

ควบคุมดูแลเรื่องของแสงสว่าง การเคลื่อนตัวของดาวเคราะห์ในดาราจักร

ชั้นที่ 2 เซบูล (Zebul) สวรรค์ชั้นที่ 2 ซึ่งราฟาเอลเป็นผู้ดูแล ชั้นนี้ค่อนข้างจะเป็นชั้น

ของพวกเทวทูตนักประดิษฐ์ เรียกว่าเครื่องมือ เครื่องใช้ทั้งหลาย

ราฟาเอลเป็นผู้คิดขึ้นมาให้ เทวทูตใช้หลายสิ่งเลยทีเดียว

ชั้น ที่ 3 ซาฮาคิม (Shehaqim) สวรรค์ขั้นที่ 3 ซึ่งอูริเอลเป็นผู้ดูแล โดยสถานะ

ตำแหน่งของเขานั้นออกจะ เหมือนตำรวจที่สอดส่องความเรียบร้อยของ สวรรค์ และ

ดาราจักร ชั้นนี้จึงเป็นชั้นที่รวมเหล่าเทวทูตสายปฏิบัตการต่าง ๆ

ชั้นที่ 4 อาราโบท (Araboth) สวรรค์ชั้นที่ 4 ในส่วนของซาคิเอล ที่เรียกได้ว่าเป็น

ตุลาการสวรรค์ มักเป็นชั้นที่ใช้ไต่สวนความผิดของเทวทูตที่ออกนอกกรอบแต่ถ้าเรื่อง

มันหนักหนามาก ๆ ชั้นนี้จะเป็นชั้นเก็บข้อมูลเพื่อกราบทูลพระผู้เป็นเจ้า

ชั้น ที่ 5 มาชอน (Machon) สวรรค์ชั้นที่ 5 ที่ซามาเอลเป็นผู้ดูแล ชั้นนี้จะดูแลเรื่อง

การแตกดับ และการเสื่อมสลายของสิ่งต่าง ๆ ในดาราจักร เทวทูตที่อยู่ในชั้นนี้ออกจะ

แปลกกว่าชั้นอื่น ๆ เพราะเทวทูตในชั้นนี้นั้นส่วนใหญ่มิใช่เทวทูตที่มีปีกสีขาวเฉกเช่นชั้น

อื่น ๆ แต่จะมีหลากหลายสี หรืออาจะไม่มีเลย

ชั้นที่ 6 ราควิเอ (Raquie) สวรรค์ชั้นที่ 6 เป็นสวรรค์ที่เหมือนเป็นสวนหย่อมและ

ที่พักของเหล่าเทวทูตทั้ง หลาย โดยมีอานาเอลอยู่ ที่ชั้นนี้นั้นออกจะเหมือนโรงครัว

ขนาดใหญ่ ด้วยเพราะอานาเอลนั้นมักคิดต้นอาหารแปลกมาสร้างความสำราญใจแก่

เทวทูตหลาย ๆ องค์

ชั้นที่ 7 ชามายิม (Shamayim) สวรรค์ชั้นที่ใกล้ อีเดน มากที่สุด ซึ่งที่นี่ตามปกตินั้น

กาเบรียลจะรับเป็นผู้ดูแลอี เดน แต่เอาเข้าจริง ๆ กาเบรียลนั้นก็ชอบโดดไปทำอย่างอื่น

ซะมากกว่า แต่เพราะงานไม่ได้บกพร่องจึงไม่ได้ถกตำหนิอันใด

 

ชั้นรอบนอก วิลอน(Vilon) เป็นดินแดนที่แยกออกจากสวรรค์ปกติ เป็นเหมือนพื้นที่

ทดลองสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้า สร้างขึ้น โดยเป็นที่พำนักของลูซิเฟอร์ ดินแดนส่วนนี้มักจะอยู่

ระหว่างสวรรค์ชั้น 4 และ 5 แต่จริง ๆ ลูซิเฟอร์นั้นมีหน้าดูแลเรื่องเกือบทุกอย่างก่อนจะ

ผ่านไปถึงพระผู้เป็นเจ้า ยกเว้นชั้น 4 ที่มักจะไม่ต้องผ่านลซิเฟอร์

 



Edit by JoyKa - 11 เม.ย.53 เวลา 18:20:12 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 21 มี.ค.53 เวลา 20:38:50 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Kul-ChaN
Yowaneko

คอเคล็ดเล้กน้อย...

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 21 มี.ค.53 เวลา 23:48:59 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ