Red_Star
Knight

การผจญภัยสั้น ๆ ของเจ้าชายเจราล์ด บทที่ 3

บทที่ 3

      เจราล์ดเคยคิดว่าเมืองที่ตนเห็นเป็นเมืองแรกหลังเดินออกมาจากโบสถ์ร้างอยู่ใกล้จนสามารถเดิน
เท้าไปถึงได้ภายในเวลาหนึ่งวัน แต่เมื่อได้เดินทางจริงกลับไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

      เจราล์ดต้องเดินเท้าเป็นเวลาถึงสองวันกว่าจะมาถึงเมืองที่เขาเห็นในตอนแรกสุด ระหว่างนั้นเขา
ต้องกินนอนอยู่กลางป่า เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความลำบากและความน่ากลัว ผืน
ป่ายามถูกเงามืดแห่งราตรีปกคลุมเต็มไปด้วยบรรยากาศเย็นๆ ที่วังเวงเหมือนมีอันตรายอยู่รอบกายหรือมี
อะไรบางอย่างคอยจ้องมองอยู่เงียบๆ แต่เพราะได้ร่วมทางมากับชาวต่างแดนสองพี่น้องทำให้ความกลัว
ของเขาลดลง ไม่อย่างนั้นถ้าหากเขาต้องนอนคนเดียวเขาอาจกลัวจนกระทั่งนอนไม่หลับ

      เรื่องนอนหลับพักผ่อนเองก็แย่ยิ่งกว่าที่เขาเคยคิด การอยู่กลางป่าย่อมไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
ให้อยู่แล้ว มีเพียงพื้นที่ปกคลุมด้วยหญ้าสั้นๆ ที่หากสะกิดผิวหนังจะทำให้รู้สึกคันและรำคาญจนนอนไม่
หลับ เด็กหนุ่มไม่คิดว่าการนอนบนพื้นหญ้าโดยไม่มีอะไรรองจะทำให้รู้สึกรำคาญจนนอนไม่หลับ อากาศ
ภายในป่าตอนกลางคืนก็เย็นกว่าที่คิดจนทำให้เขาหนาวสั่น โชคดีที่เพื่อนร่วมทางของเขาไม่ได้ใจร้าย
ปล่อยให้เขานอนหนาวสั่นอยู่คนเดียว อาคาน่าให้ยืมผ้าปูรองนอนและผ้าห่มของเธอ ส่วนตัวเธอหนีไป
นอนอยู่กับพี่สาว เจราล์ดจึงผ่านพ้นคืนแรกของการเดินทางได้

      และเจราล์ดก็รู้แล้วว่า หนังสือที่เขาเคยอ่าน มีความจริงที่หลายอย่างที่ไม่ได้เขียนถึง

..................................................................................................................................

      หลังผ่านคืนแรกในชีวิตที่ต้องนอนกลางป่าไปได้ เขาก็ต้องเดินตามสองพี่น้องนักเดินทางไปด้วย
ตลอดทาง เนื่องจากม้าที่พี่น้องใช้ขนสัมภาระนั้นมีเพียงตัวเดียวและไม่มีที่ว่างพอให้แบกสัมภาระเพิ่ม
เติมอีก ดังนั้นตลอดทั้งเช้าเด็กหนุ่มจึงต้องเดินพร้อมกับแบกสัมภาระหนักอึ้งเอาไว้บนหลังตัวเอง แม้ว่า
เขาจะบ่นงึมงำ แต่เขาก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออะไร มีเพียงคำตอบเสียดแทงว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องรับผิด
ชอบและเป็นการฝึกฝนร่างกายอย่างหนึ่งแทน คำตอบและเหตุผลที่เขาเถียงไม่ขึ้นจากหญิงสาวที่ชื่อเซ
เลสทำให้เขาอดทนเดินตลอดทั้งเช้า

      และในที่สุด นักเดินทางทั้งสามคนก็มาถึงเมืองที่มีชื่อว่า “เลนิล” ในตอนเที่ยงของวัน

      เลนิลไม่ใช่เมืองใหญ่จึงไม่มีการสร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบ บ้านเรือนตั้งอยู่อย่างไม่แออัดแต่ก็ไม่
ห่างกันจนเกินไป ภายในเมืองมีถนนที่คดเคี้ยวกวนอยู่มากมายเพราะแต่เดิมเมืองนี้ไม่ได้วางผังเมืองเอา
ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และการต่อเติมเมืองด้วยการสร้างอาคารบ้านเรือนเพิ่มในแต่ละยุคสมัยที่ผ่านมา ได้ให้
กำเนิดถนนหลายสายที่วกวน บางถนนมีขนาดใหญ่ก็กลายเป็นเส้นทางหลัก แต่ส่วนใหญ่เป็นถนนเล็กๆ
หรือเป็นตรอกที่เชื่อมไปถึงถนนที่อยู่ใกล้ๆ ความคดเคี้ยวของมันอาจเรียกได้ว่าเป็นเขาวงกตที่ถือกำเนิด
ขึ้นจากความบังเอิญก็ว่าได้

      แม้เมืองที่ดูสงบสุขแห่งนี้จะไม่ได้ตั้งอยู่ใกล้กับชายแดนของแคว้นโอดิเลียกับเบลเก้น แต่ที่นี่ก็เป็น
เมืองที่คึกคักเมืองหนึ่งเพราะการมาเยือนของนักผจญภัย นักเดินทาง และพ่อค้าที่เดินทางมาจากที่
ต่างๆ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะแคว้นข้างเคียง หรือภายในแคว้นโอดิเลียก็ตาม ถนนหนทางในเมืองจึงเต็ม
ไปด้วยกิจการค้าขายต่างๆ รวมไปถึงขบวนพ่อค้าหรือนักส่งของด้วย

      “ได้อาบน้ำแล้วรู้สึกสบายตัวดีจังเลย” เด็กสาวชื่ออาคาน่าผู้สวมชุดจากต่างแดนดูแปลกตาเอ่ยขึ้น
หลังเดินออกจากโรงแรมที่พักที่คณะเดินทางเล็กๆของทั้งสามคนเพิ่งเข้าจองห้องพัก

      “พูดอย่างกับว่าไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้วอย่างนั้นแหละ” เจราล์ดพูดขึ้นมาขณะที่มองไป
รอบๆ มองดูบรรยากาศของเมือง และผู้คนมากมายที่เดินไปมาซึ่งเขาสังเกตเห็นว่าแต่งตัวหลากหลาย
และบางกลุ่มก็แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแปลกตาที่เขาเดาว่าคงมาจากดินแดนหรือประเทศอื่นเช่นเดียวกับคน
ทั้งสองที่เขาขอร่วมทางมาด้วย

      “ก็ใช่น่ะสิ” เด็กสาวตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา เด็กหนุ่มจึงหันขวับมามองเธออย่างไม่เชื่อ
“มีอะไรแปลกล่ะ ระหว่างเดินทางใช่ว่าเราจะเดินทางถึงเมืองในวันสองวันนี่นา บางครั้งถึงขนาดค้างแรม
กลางป่าหลายๆ วันติดกันเป็นสัปดาห์กว่าจะถึงเมืองก็มี ถ้าโชคดีเจอแหล่งน้ำให้ลงไปอาบได้มันก็ดี
หรอก แต่มันไม่ได้มีแบบนั้นทุกครั้งนี่นา เมื่อคืนเธอก็เห็นแล้วนี่ว่าเราต้องนอนกันกลางป่าโดยไม่มีแหล่ง
น้ำอยู่ใกล้ๆ เราเลย”

      คำชี้แจงที่มีเหตุผลนั้นทำให้เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเบาๆ

      “แต่ว่า....”

      “อย่าคิดว่าสกปรกน่า เวลาเดินทางก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว และฉันเองก็ไม่ชอบความสกปรกด้วย แต่
มันช่วยไม่ได้ต่างหากล่ะ”

      “เพราะเราไม่ได้อยู่กับบ้าน หลายครั้งสิ่งที่ควรจะมีในชีวิตจึงไม่มี” เซเลส หญิงสาวผมดำสั้นซึ่ง
เดินอยู่ข้างหน้าเขาพูดเสริมขึ้นมา “ถ้าเรื่องลำบากแค่นี้ยังทนไม่ได้ เธอก็เป็นนักเดินทางไม่ได้หรอก”

      เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ จากนั้นมองหน้าหญิงสาวแล้วเขาก็อ้ำอึ้ง ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไร
สักอย่างแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร

      “เรียกฉันว่าพี่สาวก็ได้” เธอตอบ “ฉันคงอายุห่างจากเธอไม่มากนัก”

      “ครับ” เด็กหนุ่มรับคำ “นี่เรากำลังจะไปไหนกันเหรอครับ”

      “ไปซื้อของที่จำเป็นสำหรับการเดินทางเพิ่ม” หญิงสาวตอบ “เท่าที่ดู สัมภาระของเธอยังขาดของ
ใช้จำเป็นอีกไม่ใช่รึ อย่างน้อยก็เครื่องนอนกลางป่ากับชุดสำรอง”

      เด็กหนุ่มพยักหน้า “แต่ทำไมต้องรีบซื้อตั้งแต่วันแรกที่มาถึงที่นี่ด้วยล่ะครับ มาซื้อตอนก่อนจะออก
จากเมืองก็ได้นี่นา เราน่าจะพักให้สบายอยู่ที่ห้องพักสักวันก่อนแล้วค่อยออกมาเดินแบบนี้ เราเดินทาง
กันมาตั้งแต่เช้าแล้วนะครับ”

      “เดี๋ยวตอนออกจากเมืองจะลืม แล้วเราก็ต้องหาข้อมูลเส้นทางที่จะใช้เดินทางไปอัสเกเดียด้วย”

      “ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ เรายังมีอีกเรื่องที่ต้องทำอีกด้วย” อาคาน่าพูดเสริมขึ้นมา เด็กหนุ่มจึงหันมา
มองเธอด้วยความสงสัย “เรายังมีปัญหาเรื่องเงินอีกนะ ตอนนี้เงินของฉันกับพี่เซเลสก็ใกล้จะหมดแล้ว
ด้วย เลยต้องหาเงินมาเพิ่มจะได้ไม่มีปัญหาทีหลังไงล่ะ”

      เด็กหนุ่มทำหน้ายุ่ง

      “ทำไมทำหน้าแบบนั้นเล่า”

      “พวกเธอไม่มีเงินเหรอ”

      “สงสัยอะไรล่ะ ปัญหาการเงินกับนักเดินทางเป็นของคู่กันเลยนะ อย่าบอกนะว่าเรื่องง่ายๆแค่นี้เธอ
ก็ไม่รู้น่ะ” ว่าแล้วเธอก็ยิ้มคล้ายกลั้นเสียงหัวเราะ

      สีหน้ายียวนนั้นทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขัดใจ “ก็ไม่รู้นี่นา มันน่าขำมากนักรึไง” เขาพูดอย่างไม่สบ
อารมณ์

      เด็กสาวอยากจะย้อนเขาว่า ‘เพราะไม่รู้เรื่องที่ควรรู้แบบนี้ถึงได้น่าขำ’ แต่เธอก็ไม่เอ่ยออกไป แต่
พูดในอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้พูดในใจแทน “นี่ เจราล์ด ถึงเป็นนักเดินทางแต่ก็จำเป็นต้องใช้เงินในระหว่าง
เดินทางเหมือนกันนะ ทั้งค่าที่พัก ค่าอาหาร แล้วก็ค่าของที่ต้องใช้ระหว่างเดินทางอีก พอเงินใกล้หมดก็
ถึงเวลาที่เราต้องทำงานหาเงินมาเป็นทุนในการเดินทาง ใช่ว่าเราจะเก็บของที่หล่นอยู่ตามป่ามาขาย
หรือล่าสัตว์มาทำเงินได้สักหน่อย ถึงทำได้มันก็ไม่พอกับที่เราต้องใช้จ่ายในการเดินทางแต่ละครั้งหรอก
ยกเว้นโชคดีไปเจอขุมทรัพย์เข้าน่ะนะ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

      “แล้วจะไปหางานอะไรทำล่ะ นักเดินทางไม่ได้ปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆ ไม่ใช่เหรอ อย่างนี้ก็ไม่
มีใครรับทำงานน่ะสิ”

      คำตอบที่เจราล์ดได้รับคือรอยยิ้มซ่อนความลับของเด็กสาว

      เขาทำหน้าไม่พอใจ ไม่ชอบเลยเวลาเธอทำหน้ามีเลศนัยแบบนั้น “ตกลงทำงานอะไรล่ะ”

      คราวนี้อาคาน่าหัวเราะคิกคักเบาๆ “เดี๋ยวพี่เซเลสก็จะหางานให้พวกเราทำเองไม่ต้องห่วงหรอก
และถ้าเกิดจวนตัวไม่มีงานไม่มีเงินขึ้นมาจริงๆ ฉันก็ยังมีความสามารถพิเศษที่ใช้เอาตัวรอดจากวิกฤติ
การเงินนั้นได้ แต่ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากทำเท่าไรนักหรอกนะ” เด็กสาวว่า แล้วเธอก็ชูถุงหนังสีน้ำตาล
ใบหนึ่งให้เด็กหนุ่มดูแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ “หนักน่าดูเลยนี่นา พกมาเท่าไหร่ล่ะจ๊ะ”

      เจราล์ดตกใจ เขารีบใช้มือตบไปที่กระเป๋ากางเกงของตัวเองเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาคิดไม่เป็น
ความจริง แต่แล้วเขาก็พบว่ากระเป๋ากางเกงตอนนี้ว่างเปล่า เด็กหนุ่มอุทานออกมาเสียงดังแล้วหันขวับ
ไปทางเด็กสาวอย่างเอาเรื่อง

      “นั่นมันเงินของฉันนี่! ขโมยไปตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ!?”

      เธอหัวเราะอย่างสนุกสนานกับท่าทางของเด็กหนุ่ม “ล้วงออกมาตั้งนานแล้ว ความรู้สึกช้าจังเลย
นะ” ว่าแล้วเธอก็ยื่นถุงเงินคืนให้เขาแต่โดยดี

      เด็กหนุ่มเอื้อมมือจะไปหยิบ แต่เด็กสาวดึงมือกลับ

      เจราล์ดมองเธออย่างมีน้ำโหกับการล้อเล่นนั้น

      “ระวังตัวเอาไว้หน่อยสิโดยเฉพาะเรื่องเงินน่ะ คนที่มือไวไม่ได้มีแค่ฉันเท่านั้นหรอกนะ” เธอว่าแล้ว
ส่งถุงเงินให้อีกครั้ง คราวนี้เจราล์ดคว้ามันไปจากมือของเธออย่างรวดเร็วเพราะคิดว่าเธอจะแกล้งดึงมือ
กลับไปอีก

      “ขอบใจที่เตือน” เขาประชดพลางมองเธออย่างเหนื่อยใจเมื่อเห็นเด็กสาวยังคงยิ้มด้วยท่าทีสนุก
สนาน แต่เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามันเป็นการยั่วโมโหเขามากกว่า

      “เจ้าชายเจราล์ดหายตัวไปรึ”

      เด็กหนุ่มและเด็กสาวหันไปมองคนพูดอย่างสงสัย

      “อะไรเหรอพี่เซเลส ใครลักพาตัวใคร เรื่องอะไรเหรอ” อาคาน่าถามอย่างรวดเร็ว

      “ข่าวที่คนพูดกันน่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับหันไปมองคนกลุ่มหนึ่งที่ยืนคุยกันใกล้ๆ พวกตนเป็น
เชิงบอกว่าแหล่งข่าวมาจากพวกเขา “เจราล์ด เจ้าชายของดินแดนนี้จู่ๆ หายตัวไปจากพระราชวังเมื่อ
วานก่อนอย่างป็นปริศนา ตอนนี้ทหารกำลังตามตัวเจ้าชายกลับมาเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย”

      เจราร์ดรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาทั้งตัวเหมือนเด็กที่ถูกจับโกหกได้ว่าไปก่อเรื่องมา เขาไม่อยากเชื่อเลย
ว่าข่าวเรื่องการหายตัวไปของเขาจะมาถึงเมืองนี้ในเวลาเพียงสองวัน

      “ที่ว่าหายตัวไปนี่ยังไงเหรอ” เด็กสาวถามต่อด้วยความอยากรู้

      “ไม่รู้รายละเอียดนักหรอก แค่ได้ยินคนเขาคุยกัน ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าชายหายตัวไปไหนและมีสาเหตุ
อะไร แต่กลัวว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อะไรสักอย่างในแคว้นใกล้เคียง”

      แล้วสองพี่น้องนักเดินทางก็หันมามองเด็กหนุ่มที่พวกตนยอมให้ร่วมทางมาด้วยสายตาที่แตกต่าง
คนหนึ่งดูสนุกสนาน อีกคนหนึ่งสงสัย

      “ชื่อเหมือนเธอเลยนะ” อาคาน่าพูดพร้อมรอยยิ้ม “หรือว่า....เธอจะเป็นเจ้าชายคนนั้น!” เธอพูด
เสียงดังพลางชี้หน้าเขา

      เจราล์ดเสียวววาบทันทีเมื่อคนที่อยู่รอบๆ หันมามองเขา

      “ไมใช่! ไม่ใช่สักหน่อย! ฉันจะเป็นเจ้าชายที่ว่าได้ยังไงกัน ก็แค่ชื่อเหมือนกันเท่านั้นเอง” เด็กหนุ่ม
ปฏิเสธทันที

      “ปฏิเสธแบบนี้ต้องใช่แน่ๆ” คำพูดไม่จริงจังซึ่งออกมาจากปากเด็กสาวทำให้เด็กหนุ่มเริ่มกลัวและ
ลนลานเพราะคิดว่าเธอจับความลับของเขาได้แล้วจริงๆ “พี่เซเลส ถ้าเกิดเราเจอตัวเจ้าชายแล้วพาไปส่ง
ให้พวกทหารคิดว่าเราจะได้เงินรางวัลตอบแทนบ้างไหม”

      เซเลสทำหน้าครุ่นคิด นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกกลัวหญิงสาวคนนี้มากยิ่งกว่าเดิม ปกติเขาไม่
สามารถอ่านอารมณ์ของเธอจากสีหน้าที่เรียบเฉยได้อยู่แล้ว หลังจากร่วมเดินทางมาด้วยกันเป็นเวลา
หนึ่งวันหนึ่งคืน เขาเห็นว่าเธอเป็นคนที่มีประสบการณ์ สุขุม และฉลาด จึงคิดว่าคงไม่แปลกหากหญิง
สาวจะจับพิรุธของเขาได้และไล่ต้อนจนเขายอมพูดความจริงออกมา

      “ก็คงได้ และน่าจะเยอะด้วย ถ้าหากเราต่อรองอย่างฉลาดสักหน่อย เราอาจได้เงินรางวัลพอ
สำหรับการเดินทางหนึ่งหรือสองเดือนเป็นอย่างต่ำ” ดวงตาสีทองเรียบเฉยของเธอจับจ้องมายังเด็กหนุ่ม
ตลอดเวลาไม่ว่าเธอจะคิดหรือพูดก็ตาม

      “ถ้าอย่างนั้นพาเจราล์ดไปหาพวกทหารกัน!”

      “ฉันไม่ใช่เจ้าชาย! บอกแล้วไงว่าแค่ชื่อเหมือนกันเฉยๆ คนที่ชื่อเจราล์ดไม่ได้มีแค่เจ้าชายแคว้นนี้
สักหน่อย” เด็กหนุ่มยังคงแก้ตัวทื่อๆ ไปก่อน เขาถือว่าถ้าไม่ยอมรับเสียอย่าง ความลับก็ไม่แตกง่ายๆ
เพราะสองพี่น้องไม่มีอะไรที่ใช้ยืนยันได้ว่าเขาคือเจ้าชายแห่งโอดิเลีย

      “อาคาน่า เลิกเล่นและอย่าพูดเสียงดัง” เซเลสกล่าว เธอละสายตาจากเด็กหนุ่มและมองไปรอบๆ
มีคนบนถนนหลายคนมองมาที่กลุ่มของพวกเขาเพราะเสียงของอาคาน่าที่พูดเรื่องเจ้าชายเมื่อครู่ “พี่ไม่
อยากให้เราต้องเดือดร้อนเพราะเราไม่ได้พบเจ้าชายจริงๆ” สายตาของเธอกลับมามองเด็กหนุ่มอีกครั้ง

      เจราล์ดไม่สามารถเดาอารมณ์ หรือสิ่งที่เธอคิดจากการสบตาได้เลย เขารู้สึกกลัวเพียงอย่างเดียว
กลัวว่าเธอจะรู้ความลับของเขาจากการอ่านใจด้วยดวงตาที่เรียบเฉย

      “เธอชื่อเจราล์ด ฮารินน์ ไม่ใช่รึ” หญิงสาวพูดคล้ายเน้นย้ำ

      “ครับ”

      “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เจ้าชาย ไม่มีอะไรยืนยันว่าใช่สักหน่อย”

      “พี่เซเลสไม่น่าขัดเลย กำลังสนุกอยู่แท้ๆ” เด็กสาวบ่นขึ้นมา

      “ถ้าจะเล่นสนุกก็อย่าให้เราตกเป็นเป้าสายตา ถ้าพวกทหารเข้าใจผิดขึ้นมาเราจะเดือดร้อนกัน
มากกว่านี้ ถ้าพวกทหารจับเราได้และรู้ว่าเจราล์ดคนนี้ไม่ใช่เจ้าชาย เราอาจเดือดร้อนมากกว่าได้รับเงิน
รางวัลอย่างที่เธอพูด” เซเลสกล่าวอย่างใจเย็น แล้วหันมาทางเด็กหนุ่ม “เธอคิดเหมือนกันใช่ไหม”

      “ใช่ครับ” แล้วเด็กหนุ่มก็หันไปมองค้อนตัวคนก่อเรื่อง “นี่ถ้าเกิดพวกทหารเข้าใจผิดขึ้นมา คนที่จะ
เดือดร้อนที่สุดคือฉันนะรู้รึเปล่า อย่าเล่นอะไรไม่เข้าท่าแบบนี้สิ”

      “เจ้าค่า ฉันจะจำใส่ใจไว้” คำตอบของอาคาน่าทำให้เด็กหนุ่มหน้ายุ่งเพราะรู้สึกว่าเธอตอบเหมือน
ประชดเขามากกว่าสำนึกจริงๆ

      เขาเลิกสนใจเด็กสาวที่ชอบกวนประสาทเขาอยู่เรื่อยๆ และกลับมาคิดเรื่องใกล้ตัวเขาอีครั้งหนึ่ง เจ
ราล์ดรู้สึกหวั่นใจ เขาคิดเอาไว้แล้วว่าหลังจากที่เขาหนีออกจากบ้าน วันต่อมาพ่อของเขาจะรู้ว่าเขาหาย
ตัวไป และไม่ช้าการตามหาจะเริ่มต้นขึ้น แต่เขาไม่เคยคิดว่าเวลาเพียงวันเดียว ข่าวการหายตัวไปของ
เขาจะมาถึงเมืองนี้เสียแล้ว มันรวดเร็วยิ่งกว่าที่คิดเสียอีก เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งแรกในชีวิตของเขา
จะไม่ได้มีอุปสรรคแค่เวลาเดินทางในป่าเท่านั้น แต่ยังมีปัญหากับทหารในเมืองอีกด้วย

      เด็กหนุ่มเตือนตัวเองว่าจากนี้ไปเขาจะต้องระวังตัวตลอดแม้แต่เวลาอยู่ในเมือง ถ้าหากมีใครจำ
หน้าเขาได้และแจ้งทหารหรือเป็นฝ่ายถูกทหารเจอตัว ความฝันของเขาคงจบลงและถูกส่งตัวกลับไป
สถานที่ซึ่งเขาไม่อยากกลับไปอีก

..................................................................................................................................

      หลังจากนั้นเจราล์ดก็เดินตามนักเดินทางทั้งสองไปตามที่ต่างๆในเมืองเพื่อหาซื้อสิ่งของจำเป็น
สำหรับการเดินทางที่ขาดไป และถือโอกาสเดินเที่ยวในเมืองด้วยเลย สภาพบ้านเมืองและผู้คนในโลก
นอกเหนือกำแพงพระราชวังเรียกความสนใจจากเจราล์ดได้มาก ตอนที่เขายังอยู่ในพระราชวังเขาไม่เคย
มีโอกาสได้เข้ามาเดินอยู่ภายในเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว เขาทำได้อย่างมากเพียงแค่ขึ้นไปอยู่บนหอ
นาฬิกาของพระราชวังซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดและมองลงไปยังตัวเมืองที่รายล้อม แต่การเดินอยู่ภายในตัว
เมืองจริงๆ ทำให้เขารู้สึกสนุกมากกว่าเฝ้ามองจากที่สูง เพราะเขาได้เห็นชีวิตของผู้คน ความเคลื่อน
ไหว และความคึกคักมีชีวิตชีวาของเมืองซึ่งไม่สามารถสัมผัสได้จากการมองไกลๆ

      แต่ถึงจะสนุกอยู่ในตัวเมืองอย่างไร เด็กหนุ่มก็ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอด เขามองเห็นทหารใน
เครื่องแบบที่คุ้นตาเดินตรวจตราอยู่ภายในเมืองบ่อยๆ เจราล์ดเดาว่าคนพวกนั้นกำลังตามหาเขา มีหลาย
ครั้งที่ต้องเดินเฉียดเข้าใกล้ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกหวาดเสียว แต่เขาไม่สามารถบอกเพื่อนร่วมทางทั้งสอง
ของเขาได้ว่าเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับทหารเพราะเขาเป็นเจ้าชาย เจราล์ดจึงต้องเสี่ยงหลบสายตาและ
การมองเห็นของทหารด้วยใจเต้นระทึก โชคดีที่เขารอดมาได้ทุกครั้ง ทั้งเพราะพวกทหารจำเขาไม่ได้
และเพราะเขาหลบเลี่ยงได้ดี

..................................................................................................................................

      ในช่วงเย็นของวัน ทั้งสามคนยืนอยู่หน้าบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่งซึ่งมีหลายชั้น มีแสงสว่างและ
เสียงครื้นเครงจากภายในลอดผ่านออกมาให้ได้ยิน เหนือประตูมีป้ายขนาดใหญ่เขียนด้วยตัวอักษรที่โดด
เด่นสะดุดตาเอาไว้ว่า

      “โรงเหล้าถนนหินอ่อน”

      เจราล์ดอ่านออกเสียง แล้วเขาก็หันไปหาอีกสองคนด้วยสีหน้าสงสัย

      “สงสัยอะไรล่ะ ที่นี่ก็คือโรงเหล้าไง” เด็กสาวชื่ออาคาน่าตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา นั่นยิ่งทำให้
เด็กหนุ่มหน้ายุ่ง

      “เราจะเข้าไปเหรอ”

      “ถูกต้อง”

      “เด็กอย่างเราเข้าไปในโรงเหล้าอย่างนี้จะไม่เป็นไรเหรอ มันไม่ใช่สถานที่ที่เราควรจะเข้าไปนะ”

      เด็กสาวยังไม่ตอบเขาทันที เธอมองเขาด้วยสีหน้าแปลกใจ แล้วใบหน้าของเธอก็ถูกแต่งแต้มด้วย
รอยยิ้มคล้ายล้อเลียนเด็กหนุ่มพลางเดินเข้ามาหา

      “เธอพูดว่า ‘เด็กอย่างเรา’ งั้นเหรอ”

      เจราล์ดมุ่นคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ “ฉันพูดผิดตรงไหนล่ะ ฉันอายุสิบหกก็ยังเด็กอยู่นี่ แล้วเธอ
ดูมุมไหนก็ไม่น่าอ่อนหรือแก่กว่าฉันเกินปีสองปีหรอก”

      “ดีใจจังเลย! ฉันดูอ่อนขนาดนั้นเชียว” เด็กสาวร้องขึ้นมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางหมุนตัวรอบ
หนึ่งเหมือนแก้เขิน นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มทำหน้ายุ่งหนักกว่าเดิมด้วยไม่เข้าใจเด็กสาวตรงหน้าเลย ส่วนพี่
สาวของเธอยิ้มออกมาคล้ายหัวเราะ

      “มันน่าดีใจตรงไหนกัน” เจราล์ดถาม

      เด็กสาวก้าวเท้ามาใกล้ๆแล้วยื่นหน้าเข้ามาหา “เห็นอย่างนี้แต่ฉันอายุยี่สิบแล้วนะ”

      “หา!?”

      เจราล์ดมองหน้าอีกฝ่ายเพื่อจับโกหก แต่สิ่งที่เห็นคือรอยยิ้มบนใบหน้านวลที่บ่งบอกความจริงใจ
ผิดกับเวลาที่เธอแกล้งโกหกเพื่อแหย่เขา

      แต่เด็กหนุ่มไม่ยอมเชื่อเพียงเพราะสีหน้าและแววตาของเด็กสาว เขากวาดตามองตั้งแต่ศีรษะจรด
ปลายเท้าของอาคาน่าอีกครั้งหนึ่ง แล้วมองจากเท้าจรดศีรษะอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ดูอย่างไรเธอก็อายุ
พอๆ กับเขาชัดๆ ไม่มีอะไรที่ทำให้น่าเชื่อเลยว่าเธออายุมากกว่าเขาตั้งสี่ปี

      “ไม่จริงน่า”

      “อาคาน่าอายุยี่สิบ” เซเลสซึ่งเฝ้ามองปฏิกิริยาของเด็กหนุ่มเป็นคนพูดย้ำ

      เด็กหนุ่มมองหน้าเธอให้แน่ใจ แต่ในเมื่อคนที่นิ่งเงียบและไม่นิยมการพูดล้อเล่นเป็นคนยืนยัน ทำ
ให้เขายอมรับอย่างง่ายดาย

      “ผู้คนในบ้านเกิดของฉันโตช้ากว่าคนในโลกภายนอกทั้งนั้นแหละ” อาคาน่าพูดเสริมขึ้นมาอีกคน
“คราวนี้ฉันไม่ได้โกหกจริงๆ นะ ฉันอายุยี่สิบแล้ว ตามมาตรฐานของโลกภายนอกก็ถือว่าฉันเป็นผู้ใหญ่
แล้วน่ะแหละ เพราะฉะนั้นเข้าโรงเหล้าได้ไม่มีปัญหา” เธอพูดพลางยืดตัวคล้ายจะข่มเขา

      “แต่ฉัน....”

      “เข้าไปเถอะ” เซเลสเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบและดึงเด็กหนุ่มให้มายืนอยู่ข้างเธอ “เจ้าหนู ฉันรู้
ว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ๆ เด็กควรมาเพราะเต็มไปด้วยอันตรายและสิ่งเลวทราม แต่เราจำเป็นต้องมาเพราะมีธุระ
สำคัญ ฉะนั้นแม้เธอไม่อยากเราก็ต้องเข้าไป”

      เจราล์ดพยักหน้าเบาๆ คล้ายยอมรับและไม่กล้าปฏิเสธหรือโต้แย้ง

      “ก่อนเข้าไปจำไว้อย่างหนึ่ง ภายในนั้นไม่ได้มีแค่นักเดินทางที่ดี ยังมีพวกที่ทำตัวเป็นอันธพาลอยู่
ไม่น้อย หากไม่อยากมีเรื่องกับใคร เดินให้ระวังอย่าเหยียบอะไรเข้า อย่าสบตาคนเมา และอยู่ข้างฉันเอา
ไว้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง เข้าใจนะ”

      เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำอีกครั้งหนึ่ง เขารู้จากในหนังสือหลายเล่มที่เขาเคยอ่านว่าโรงเหล้าคือ
สถานที่รวมตัวของนักเดินทางและชาวเมือง จึงมีข่าวสารอยู่มากมายและมักเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทาง
ของตัวเอก และพอรู้มาบ้างว่าโรงเหล้าก็เป็นศูนย์รวมของคนอันตรายด้วยเช่นกัน แต่เมื่อก้าวเข้าไปยัง
สถานที่ซึ่งเด็กอายุสิบหกไม่ควรเข้ามาข้องเกี่ยว เขาก็พบว่า สิ่งที่เขาเคยอ่านไม่ได้เขียนความจริงอีก
หลายอย่างเอาไว้

      ภายในโรงเหล้าเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน ทุกโต๊ะล้วนถูกจับจองโดยกลุ่ม
คนที่ต้องการพักผ่อนกับอาหารรสเลิศหลังเลิกงาน บริกรเดินไปมาเพื่อคอยบริการลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อ
ถูกเร่งรัดอย่างไร้มารยาทโดยคนบางกลุ่ม มีคนที่กำลังเมาเหล้าเอะอะโวยวายอยู่พอสมควร ลูกค้าแต่ละ
คนล้วนเป็นผู้ชายระดับผู้ใช้แรงงานหน้าตากร้าวกร้าน บางคนดูน่ากลัวคล้ายโจร บรรยากาศของผู้ใหญ่
และชนชั้นแรงงานภายในนี้ทำให้เจราล์ดรู้สึกกลัวจนเดินติดหญิงสาวไม่ยอมห่างตามคำพูดของเธอ
ขณะที่อาคาน่าแอบยิ้มกับพฤติกรรมขลาดกลัวของเด็กหนุ่มอยู่เงียบๆ

      “เรามาที่นี่เพื่อถามเส้นทางไปอัสเกเดียใช่ไหม” เจราล์ดหันมาถามเด็กสาวซึ่งเดินอยู่ใกล้ๆ

      “ใช่ คราวนี้นายสงสัยอะไรอีกล่ะ” อาคาน่าย้อนถามอย่างรู้ทัน

      “แล้วเรื่องงานที่เธอบอกว่าเราจะมาหาที่นี่น่ะ มันจะหาได้จริงๆ แน่เหรอ” แล้วเด็กหนุ่มก็หันไปมอง
รอบๆ “ไม่น่ามีงานอะไรให้นักเดินทางทำได้เลยนี่นา

      เมื่อหันมามองอาคาน่า เด็กหนุ่มก็ได้รอยยิ้มท่าทางมีความลับเป็นคำตอบแทน “รอดูไปก่อนเถอะ
เดี๋ยวก็รู้เอง”

      เจราล์ดขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาคิดจะหันไปถามเซเลส แต่เธอพาเขาและอาคาน่ามาถึงบาร์เคา
เตอร์ของโรงเหล้าเสียก่อน เก้าอี้เกือบทุกตัวมีผู้จับจองเอาไว้แล้วและกำลังมีความสุขกับเครื่องดื่มมึน
เมาที่สั่งให้บริกรผสมเป็นสูตรพิเศษมาส่งให้ บางคนกำลังพูดคุยหรือปรับทุกข์อยู่กับผู้มีหน้าที่บริการแม้
กระทั่งรับฟังเรื่องราวของผู้อื่น

      เซเลสตรงไปนั่งยังเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่สามตัวเพื่อจองที่นั่งเอาไว้สำหรับสามคน เมื่ออีกสองคนตาม
เข้าไปนั่ง เจราล์ดก็รู้สึกว่าเขากำลังถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ จากคนที่นั่งอยู่รอบๆ หรือบริกรทั้งหลาย
ไม่น่าแปลกใจนักที่จะตกเป็นเป้าสายตาเพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เด็กอายุสิบหกเช่นเขา หรืออาคา
น่า (หากมองแต่รูปร่างของเธอเพียงอย่างเดียว) ควรเข้ามานั่ง แม้ว่าจะมากับผู้ใหญ่ที่เหมือนเป็นผู้
ปกครองของทั้งสองคนก็ตาม

      เจราล์ดได้ยินเสียงซุบซิบและสายตาที่มองมาทางพวกเขาจากกลุ่มคนที่นั่งกันอยู่ก่อนแล้วมีเสียง
หัวเราะคิกคักตามมา เขาเดาได้ไม่ยากว่าต้องเป็นการวิจารณ์เรื่องที่เขากับอาคาน่ามานั่งอยู่ภายในโรง
เหล้าเช่นนี้ มันทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกไม่พอใจกับการซุบซิบนินทา ขณะเดียวกันเขาก็หวั่นเกรงสายตาของ
คนรอบข้างที่มองเขาเหมือนเป็นสิ่งแปลกประหลาดเช่นกัน

      แต่แล้วเขาก็เลิกสนใจสายตาเหล่านั้นเมื่อได้ยินเซเลสเอ่ยคำถามขึ้น

      “คุณลุงคะ พอจะรู้จักเส้นทางที่สั้นที่สุดจากดินแดนนี้ไปอัสเกเดียไหมคะ”

      “จากที่นี่ไปอัสเกเดียหรือ จะไปที่นั่นทำไมกันรึ”

      “เคยได้ยินว่าที่นั่นเป็นที่ๆ สวยงามมาก เลยอยากไปเยือนสักครั้งน่ะค่ะ”

      บาเทนเดอร์วัยกลางคนลูบหนวดคล้ายใช้ความคิดด้วยสีหน้าเป็นห่วง “อัสเกเดียเป็นประเทศที่
สวยงามมากจริงๆ ว่ากันว่าที่นั่นเหมือนสวรรค์ในอุดมคติของมนุษย์เลย แต่ถ้าหากจะเดินทางไปที่นั่น
ด้วยเส้นทางที่สั้นที่สุดแล้วล่ะก็ไม่แนะนำเท่าไรหรอกนะคุณหนู มันอันตรายยิ่งกว่าการเดินข้ามเขาที่เต็ม
ไปด้วยสัตว์ร้ายเสียอีก”

      “เพราะอะไรเหรอคะคุณลุง” อาคาน่าโพล่งถามขึ้นมาทันที

      “อา.... พูดก็พูดเถอะนะ เส้นทางมันอันตราย อย่างน้อยก่อนจะถึงดินแดนอัสเกเดีย พวกเธอต้อง
ผ่านเทือกเขาที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย แต่นั่นยังไม่น่ากลัวเท่ากับระหว่างทางไปถึงที่นั่นหรอก”

      “เพราะเส้นทางที่สั้นที่สุดต้องผ่านแคว้นไวโนอาไปใช่ไหมครับ” เจราล์ดเดา

      หนวดหนาของลุงบริกรกระดกขึ้นเหมือนกำลังยิ้ม “ใช่แล้วล่ะ คงรู้กันสินะว่าในไวโนอาเพิ่งมีการ
ปฏิวัติภายในขึ้น และตอนนี้กำลังพยายามแบ่งแยกดินแดนออกจากสหราชอาณาจักร”

      มีเพียงเจราล์ดเพียงคนเดียวที่พยักหน้า

      ลุงบาร์เทนเดอร์พูดต่อไปโดยไม่สนใจจะเล่ารายละเอียดย้อนหลัง “ตอนนี้ทางมิดกัลด์และแคว้นที่
อยู่ใกล้เคียงได้ส่งทหารเข้าไปเพื่อยับยั้งการแบ่งแยกดินแดนนั้น สถานการณ์ตามพรมแดนตอนนี้ตึง
เครียดมาก ได้ยินพวกนักเดินทางที่เพิ่งออกมาจากไวโนอาเล่าให้ฟังว่าภายในแคว้นเองก็ยังมีการสู้รบ
อยู่เนืองๆ ระหว่างฝ่ายปฏิวัติที่เพิ่งยึดอำนาจไป กับฝ่ายสนับสนุนราชาที่ถูกโค่นล้ม บางคนถูกดึงเข้าไป
พัวพันในการต่อสู้จนเกือบเอาตัวไม่รอดก็มี นอกจากนี้เขาว่าตามเมืองทุกเมืองในไวโนอามีทหารเดิน
ตรวจตรากันเต็มไปหมด ใครที่ถูกสงสัยว่าเป็นสายลับจากกองกำลังอื่นจะถูกจับทันที สถานที่ที่ต้องระวัง
ตัวตลอดทุกฝีก้าวไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยหรอกนะ ถ้าหากจะไปอัสเกเดียให้ได้จริงๆ ลุงแนะนำให้ใช้เส้น
ทางอื่นดีกว่า อาจจะเสียเวลาสักหน่อย แต่ก็ปลอดภัยกว่าแคว้นที่ไม่สงบแบบนั้นนะ”

      เมื่อบริกรหนวดดำอธิบายเสียยืดยาวจนจบ เซเลสก็พยักหน้ารับคำ

      “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะ ถ้าอย่างนั้นเราควรจะใช้เส้นทางไหนเดินทางไปอัสเกเดียดีคะ”

      “อ้อมไปทางไหนก็ได้ที่ไม่ใช่เส้นทางผ่านแคว้นไวโนอาจะดีที่สุดนะ ถ้าหากเส้นทางที่สะดวกที่สุด
คิดว่าเดินทางผ่านแคว้นเบลเก้นจะดีกว่า ถึงจะค่อนข้างอ้อมแต่ก็มีที่พักระหว่างทางอยู่เยอะ เดินทางได้
สะดวกกว่าผ่านไวโนอาที่สถานการณ์ไม่สงบเยอะ”

      “แย่จังเลย นี่เราต้องเสียเวลามากขึ้นกว่าเดิมอีกเหรอเนี่ย” อาคาน่าพูดอย่างเหนื่อยๆ เมื่อนึกถึง
ระยะเวลาที่ต้องหมดไปกับการเดินทางอ้อมผ่านสถานที่อันตราย

      “ได้ยินจากในเมืองว่ามีใครถูกลักพาตัวไปอย่างนั้นหรือคะ” ผู้เป็นพี่สาวถามต่อไปโดยไม่สนใจท่า
ทางงองแงของน้องเลย

      “อ๋อ! ข่าวคนถูกลักพาตัวนั่นน่ะรึ” บริกรว่าขณะรับจานอาหารมาและวางลงตรงหน้าทั้งสามคน
“มันเป็นข่าวใหญ่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะนะ เรื่องที่เจ้าชายเจราล์หายตัวไปจากพระราชวัง”

      “เรื่องนั้นฉันได้ยินมาแล้วล่ะค่ะ แต่ฉันอยากรู้อีกเรื่องหนึ่งมากกว่า เรื่องลักพาตัวที่คล้ายๆกันนี้ ฉัน
ได้ยินพูดกันในเมืองอยู่บ้างแต่ไม่รู้รายละเอียดอะไรนัก”

      “หมายถึงเรื่องเจ้าหญิงแห่งเบลเก้นสินะ”

      เจราล์ดหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินคำว่า ‘เจ้าหญิงแห่งเบลเก้น’

      เขาไม่ได้รู้จักเจ้าหญิงคนนั้นดีนัก เขาจำได้ว่าเคยเจอเจ้าหญิงแห่งเบลเก้นมาก่อนครั้งหนึ่ง แต่นั่น
นานมากแล้ว ราชาแห่งแคว้นเบลเก้นเป็นเพื่อนสนิทกับพ่อของเขา เขาจำได้ว่าตอนเขายังเด็กราชาแห่ง
เบลเก้นมักจะมาเยี่ยมบ้างเป็นครั้งคราวพร้อมกับลูกสาว นั่นทำให้เขารู้จักกับเจ้าหญิงแห่งเบลเก้นเพราะ
มักจะเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ บางครั้งพ่อของเขาก็เป็นฝ่ายพาเขาไปเบลเก้นเองเพื่อพบปะกับเพื่อนสนิทคน
นี้ แต่หลังจากมีเรื่องยุ่งๆ ก็ไม่ได้มาเยือนโอดิเลียอีกเลย เขาจำไม่ได้แล้วว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็น
อย่างไร ถ้าหากเขาได้พบอีกครั้งตอนนี้คงจะจำไม่ได้เสียแล้ว แม้จะไม่ได้พบหน้ากันมานานแต่ก็เคยเป็น
เพื่อนเล่นสมัย ดังนั้นเมื่อเจราล์ดได้ยินข่าวที่น่ากังวลย่อมรู้สึกตกใจเป็นธรรมดา

      “เกิดอะไรขึ้นกับ เอ่อ... เจ้าหญิงเหรอครับ” เขาถาม เกือบจะหลุดปากเรียกเจ้าหญิงอย่างสนิท
สนมไปเสียแล้ว

      “เรื่องเกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนน่ะ จู่ๆเจ้าหญิงก็หายตัวไประหว่างติดตามราชาแคว้นเบลเก้นไป
ตรวจการณ์และดูผลงานที่เมืองแถบชนบท หายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอยเสียด้วย”

      “ไม่มีใครรู้เลยเหรอครับ”

      “ไม่มี ทางนี้ได้ข่าวมาก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดนักหรอก ทางราชสำนักเบลเก้นปิดข่าวอยู่พอ
สมควร เลยไม่รู้อะไรกันมากนัก มีการคาดเดากันไปมากมายเรื่องการหายตัวไปของเจ้าหญิง ที่พูดถึงกัน
มากที่สุดเขาว่าการหายตัวนี้เป็นการลักพาตัวเจ้าหญิงโดยกองทัพปฏิวัติไวโนอา” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น
ทันที “คาดกันว่าพวกปฏิวัติไวโนอาจะใช้ชีวิตของเจ้าหญิงเป็นเครื่องต่อรองเรื่องการแบ่งแยกดินแดน
โดยเฉพาะกับกองทัพเบลเก้น พวกนั้นคงคิดว่าการใช้ชีวิตคนสำคัญๆ กับราชสำนักของแคว้นอื่นมาต่อ
รองจะเป็นวิธีที่ได้ผลดี แต่อย่าเชื่อมากนักเลยนะ นี่ก็เป็นแค่การคาดเดาของคนทั่วไปเท่านั้น มันอาจไม่
ใช่เรื่องจริงก็ได้”

      เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ

      แม้บริกรวัยกลางคนจะบอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องเชื่อมากนัก แต่เจราล์ดคิดว่าสิ่งที่คนลือกันอย่างที่
ลุงคนนี้เล่ามามีความเป็นไปได้มาก แต่เด็กหนุ่มก็หวังว่าสิ่งที่เจ้าของร้านพูดมาจะเป็นเพียงการลือไป
เฉยๆ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

      “มีอะไรอยากถามอีกไหม”

      เซเลสพยักหน้าแทนคำตอบ “อยากจะถามเรื่องงานรับจ้างน่ะค่ะ มีงานอะไรที่นักเดินทางอย่างเรา
สามารถทำได้บ้างคะ โดยเฉพาะงานที่อยู่บนเส้นทางผ่านไปอัสเกเดีย”

      “โอ.... รอสักครู่นะ” ชายหนวดดำกล่าวแล้วเดินไปที่ตู้โชว์ซึ่งมีขวดเหล้าตั้งเรียงราย เขาย่อตัวลง
ค้นอะไรกุกกักอยู่ที่ลิ้นชักด้านล่างสุดของตู้ ไม่นานนักเขาก็กลับมาหาทั้งสามคนอีกครั้ง วางหนังสือเล่ม
หนาลงและเปิดค้นอะไรบางอย่างที่จดเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ

      “หนังสืออะไรเหรอครับ” เจราล์ดถามอย่างสนใจเมื่อเห็นความหนาของมันกับสิ่งที่เขียนเอาไว้

      “อ้าว ไม่รู้จักหรอกรึหนุ่มน้อย” คุณลุงย้อนถามด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

      “จะรู้จักได้ยังไงกันคะคุณลุง ก็ยังเด็กอยู่เลยนี่นา แล้วนี่ก็เพิ่งออกผจญภัยครั้งแรกด้วย ของอะไรที่
ต้องเตรียมก็เตรียมไม่ครบแถมฝีมือการต่อสู้ก็ไม่เอาไหนอีกต่างหาก” อาคาน่าพูดแทรกขึ้นมาแล้วยิ้มที่
มุมปากพลางชายตามองเจราล์ดอย่างยียวน เด็กหนุ่มหันไปมองค้อนด้วยสายตาว่า ‘อย่าพูดอะไรไม่เข้า
เรื่อง’ แต่เด็กสาวก็ไม่สนใจทำลอยหน้าลอยตาและผิวปากยั่วโมโหเขา

      บริกรอายุคราวลุงอดยิ้มไม่ได้กับการแหย่กันของเด็กสองคนในสายตาของเขา แล้วเขาก็ตอบคำ
ถามอย่างอารมณ์ดี “นี่เป็นหนังสือที่มีไว้บันทึกว่ามีใครต้องการคนมาช่วยทำงานของพวกเขาบ้าง แต่ที่
บันทึกเอาไว้ส่วนใหญ่จะเป็นงานของพวกนักเดินทางหรือพ่อค้าเร่ตามเมืองต่างๆ มากกว่า บางครั้งก็เป็น
งานที่กองทหารบางกองประกาศหาคนอย่างไม่เป็นทางการ คนที่มาหางานในนี้ถ้าไม่ใช่พวกนักเดินทาง
ก็เป็นคนที่พอมีฝีมืออยู่กับตัวบ้างล่ะนะ เพราะงานในนี้ส่วนใหญ่เป็นงานอันตรายทั้งนั้น” แล้วรอยยิ้มบน
ใบหน้าของลุงบริกรก็หายไป ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าจริงจัง ดวงตาหรี่เล็กของเขามองมาทางเด็กหนุ่มผู้
เพิ่งออกเผชิญโลกกว้างจนเขาตกใจและกลัวจนตัวแข็ง “และงานที่ลงบันทึกอยู่ในนี้ก็ไม่ได้มีแค่งาน
สุจริตเท่านั้น บางงานก็เป็นงานอันตราย บางงานก็เป็นงานผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสังคมมืดอยู่ด้วย
เหมือนกัน ระวังให้ดีล่ะเพราะถ้ารับงานสุ่มสี่สุ่มห้าอาจไม่ได้เงินและเสียชีวิตอีกต่างหาก” เขาพูดด้วย
เสียงเย็นเยียบ

      ‘งานผิดกฎหมายเหรอ’ เด็กหนุ่มคิดในใจ ขึ้นชื่อว่างานผิดกฎหมายย่อมต้องเป็นงานอันตรายเกี่ยว
กับเรื่องไม่ดีทั้งหลายเท่าที่เขาจะจินตนาการออก นึกถึงงานที่พวกจอมโจรหรือผู้มีอิทธิพลด้านมืดชอบ
ทำกันในสังคมอย่างลับๆ เท่าที่เขาเคยได้ยินมา เขาไม่รู้หรอกว่ามีอะไรบ้างและไม่อยากรู้ด้วย หากเป็น
ไปได้เขาหวังว่าหญิงสาวที่เขาติดตามมาด้วยจะไม่รับงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับความเลวร้ายเหล่านั้น
เพราะเขาคงไม่ใจแข็งพอที่จะทำงานผิดศีลธรรมเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน

      “กลัวเหรอ” เสียงยานคางของหญิงผู้มีรูปร่างเป็นเด็กสาวเอ่ยขึ้น เมื่อหันไปมองเจ้าของเสียงที่นั่ง
อยู่ข้างๆเขา ก็เห็นรอยยิ้มยียวนถูกส่งมาให้ “เป็นผู้ชายอย่าขี้กลัวไปหน่อยเลยน่า ก็แค่งานเอง”

      “ฉันไม่ได้กลัว” เจราล์ดตอบทันที พยายามตอบให้นำเสียงหนักแน่นเพื่อให้เด็กสาวเชื่อ แต่เขา
กลับหันหน้าหนี “ฉันแค่ไม่อยากทำงานสกปรกก็เท่านั้น ไม่ทำเด็ดขาด”

      อาคาน่ายิ้มบางๆ คล้ายเข้าใจเขาโดยที่เด็กหนุ่มไม่ทันมองเห็น

      “แต่ถ้าหากเราไม่มีทางเลือกเราก็จำเป็นต้องทำนะ”

      “ฉันไม่คิดว่าเราจะจนหนทางถึงขนาดต้องทำเรื่องผิดกฎหมายหรือศีลธรรมหรอก”

      “ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า ฉันแค่พูดเล่น พี่เซเลสไม่ยอมรับงานอะไรที่ผิดศีลธรรมหรอก พี่เขามี
ทางออกที่ดีให้เสมอเวลาที่เราคิดว่าเหลือตัวเลือกแค่ยอมทำเรื่องสกปรกเพื่อให้มีชีวิตรอด”

      เจราล์ดพยักหน้ารับคำ รู้สึกอุ่นใจขึ้นเมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนั้น

      “ตกลงเราจะรับงานนี้ค่ะ” การตัดสินใจของหญิงสาวผู้เป็นเหมือนผู้ปกครองของทั้งสองคนซึ่งกำ
ลังุคยกันทำให้เขาและเธอหันไปมองหน้า เห็นเซเลสยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยขณะมองหนังสือเล่มหนานั้น
ขณะที่เจ้าของร้านมีสีหน้าไม่สบายใจหลังจากเธอตอบตกลงอย่างง่ายๆ

      “แน่ใจแล้วรึคุณหนู งานนี้อันตรายใช่เล่นเลยนะ” ลุงบริกรถามย้ำอีกครั้งหวังจะให้เธอเปลี่ยนใจ

      เซเลสส่ายหน้าเบาๆ แทนคำตอบ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันคิดดีแล้ว”

      “ถึงจะเป็นแค่งานคุ้มกันสินค้า แต่เส้นทางที่ไปคือไวโนอาเชียวนะ คุณหนูน่าจะรู้ว่าในไวโนอา
ตอนนี้ไม่สงบและมีโอกาสเกิดสงครามได้ตลอดเวลา มีแต่อันตรายเต็มไปหมด”

      “แต่เพราะมันเป็นงานเดียวที่อยู่บนเส้นทางผ่านไปอัสเกเดียของพวกเราพอดีถึงต้องทำ งานนี้ค่า
จ้างดีด้วย มันมากพอที่พวกฉันจะอยู่ไปได้อีกนับเดือนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย”

      ลุงบริกรถอนหายใจออกมาเมื่อคำเตือนของเขาไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้ “ถ้าตัดสินใจแล้วลุงก็
คงว่าอะไรไม่ได้แล้วล่ะนะคุณหนู”

      “ตกลงพี่สาวรับงานอะไรไปเหรอครับ”

      “นั่นสิๆ พี่เซเลสรับงานอะไรไปทำไมเราถึงต้องเฉียดเข้าไปในแคว้นที่มีแต่ทหารเดินไปเดินมา
แบบนั้นด้วยล่ะ”

      เซเลสยิ้มบางๆ เมื่อเด็กทั้งสองถามเธอแทบจะพร้อมกัน ทั้งที่มักจะไม่ค่อยถูกกันเพราะน้องสาว
ชอบแหย่เด็กหนุ่มที่เธอเรียกว่าเจ้าหนูอยู่เสมอๆ

      “งานคุ้มกันขบวนพ่อค้าที่จะเดินทางผ่านไวโนอาไปยังอีกแคว้นหนึ่ง ค่าตอบแทนสูงและใช้เส้น
ทางเดียวกับเราที่จะไปอัสเกเดียด้วย”

      “พี่สาวก็เลยรับงานเลยเนี่ยนะ แต่ในไวโนอาตอนนี้อันตรายมากเลยนะ”

      “ค่าตอบแทนเยอะทั้งยังไปทางเดียวกับเราอีก โชคดีจังเลย งานที่ประจวบเหมาะกับพวกเราแบบนี้
ไม่ค่อยมีมาบ่อยนักหรอกเนอะ พี่เซเลส”

      คราวนี้ความเห็นของเด็กทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อพวกเขารู้ตัวว่าความเห็นไม่เหมือนกันก็
หันมามองหน้ากันเหมือนกับจะพูดว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นของตัวเอง

      “เราจะรับงานนี้” หญิงสาวผู้มีสีหน้าเรียบเฉยประกาศชัดเจน เมื่อเด็กหนุ่มหันมาเธอก็พูดดักเขา
ทันที “การตัดสินใจของฉันถือเป็นสิ้นสุด”

      “แต่ว่า......” เด็กหนุ่มพยายามจะหาเหตุผล แต่เซเลสไม่สนใจเขาและหันไปคุยกับลุงบริกรต่อ
เด็กหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยเบาๆมาจากเด็กสาวที่นั่งอยู่ข้างเขา และยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์มากยิ่ง
ขึ้นเมื่อเห็นใบหน้ายียวนนั้น

      “หัวเราะอะไรอยู่ได้เล่า!” แล้วเด็กทั้งสองคนก็เริ่มทะเลาะกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูแล้วเหมือนจะ
ทะเลาะเพราะสนิทกันมากกว่าเพราะเกลียดกัน

      “ฉันจะติดต่อผู้ว่าจ้างงานนี้ได้ที่ไหนหรือคะ” เซเลสเอ่ยถามแก่ลุงบริกรที่มองเด็กๆ ทั้งสองอย่าง
สนุกสนาน

      “เดี๋ยวก่อนนะ ขอดูก่อน” แล้วลุงบริกรก็ก้มหน้าลง ใช้นิ้วไล่ไปตามบรรทัดสักครู่แล้วเขาก็เงยหน้า
ขึ้น “ให้ไปหาขบวนพ่อค้าบนถนนริมน้ำตอนกลางวัน ขบวนพ่อค้าที่ชื่อเรย์ลี่ขนส่ง ติดต่อกับหัวหน้าที่
ชื่อ เลวิลล์ เบอร์นาร์ด เขาเป็นคนประกาศงานชิ้นนี้” แล้วเขาก็ปิดหนังสือลง มือซ้ายค่อยๆลูบหนวด
ช้าๆ “คุณหนู ฉันขอพูดอีกสักครั้งเถอะนะ งานนี้ไม่น่ารับเอาเสียเลยแม้ว่าค่าตอบแทนจะสูงก็ตาม ยัง
เปลี่ยนใจไม่ไปหานายเลวิลล์ตอนนี้ยังทันนะ”

      “ขอบคุณที่เตือนนะคะ แต่ฉันตัดสินใจไปแล้วและคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องด้วย”

      ลุงบริกรถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้น ขอให้โชคคอยช่วยเหลือพวกเธอนะ”

      “ขอบคุณค่ะ” เซเลสรับคำเช่นเดียวกับอีกสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ “ค่าอาหารเท่าไรหรือคะ”

      “ทั้งหมดแปดสิบเหรียญ”

      ทั้งสามคนมองหน้าเจ้าของร้านอย่างข้องใจ

      “เดี๋ยวสิลุง เราสั่งอาหารจานละยี่สิบเหรียญ เราต้องจ่ายหกสิบเหรียญสิ ทำไมลุงคิดเราแปดสิบ
เหรียญอย่างนี้ล่ะ” อาคาน่าทักท้วงทันที เจราล์ดนึกแปลกใจที่พอเป็นเรื่องเงินขึ้นมาแล้วเธอดูจริงจังจน
น่ากลัว

      “ราคานี้น่ะถูกต้องแล้ว อีกยี่สิบเหรียญเป็นค่าข่าวสารกับค่าธรรมเนียมการหางานยังไงล่ะแม่หนู”
บาร์เทนเดอร์วัยกลางคนตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่
โรงเหล้าเมื่อต้องการหางานทำ อย่าคิดว่าลุงจะลืมคิดค่าธรรมเนียมด้วยนะ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีกินกัน
พอดีหากต้องบริการให้แบบไม่ได้กำไรบ้างเล็กๆ น้อยๆ”

      “เขาพูดถูกแล้วล่ะ อาคาน่า” เซเลสว่า แล้วล้วงเอาถุงเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอ หยิบ
เงินส่งให้เจ้าของร้าน “คราวหน้าคิดถูกๆหน่อยก็ดีนะคะ”

      เจ้าของร้านยิ้มตอบ “คงจะยากนะคุณหนู ก็ทำแบบนี้มันได้กำไรดีกว่าเปิดแค่โรงเหล้าอย่างเดียวนี่
นา”

      เซเลสไม่ว่าอะไร เธอลุกขึ้นยืนหลังจากจ่ายเงินไปแล้วเรียบร้อย “กลับไปพักผ่อนกันเถอะ อาคา
น่า เจ้าหนู วันนี้เราเหนื่อยกันมามากแล้ว”

      อีกสองคนพยักหน้ารับคำ

      “ขอบคุณที่ใช้บริการนะครับ คุณหนู” เจ้าของร้านกล่าวเป็นพิธีเมื่อทั้งสามคนหันหลังเดินออกไป

      ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้ยินเพราะเสียงอึกทึกภายในโรงเหล้ากลบคำพูดนั้นจนหมด

------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 20 มี.ค.53 เวลา 20:19:04 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Namfonnfn
Member

ยาวจังแฮะ อยากอ่านบทที่1กับ2น่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 24 มี.ค.53 เวลา 12:11:55 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ