JoyKa
Librarian

Angel Caido Luci ตอนที่ 5

Back to Chapter 1

Back to Chapter 2

Back to Chapter 3

Back to Chapter 4

------------------------------------------

Chapter5


หลังจากการประชุมจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย แต่คาเรนเพิ่งจะเข้ามาทำงานในวันแรก
เธอจึงยังไม่มีงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จริง ๆ งานภาคสนามที่ยังไม่สามารถระบุเป้าได้ มันก็ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่แล้ว  
เลยทำให้ความรู้สึกของเธอเข้าสู่อาการเบื่อหน่ายอีกครั้ง เธอนั่งพิงพนักเก้าอี้ไขว้แขนรองศีรษะของเธอไว้แล้วปล่อยตัวเหยียดยาว สีหน้าเธอค่อนข้างบ่งบอกถึงความเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด

ในระหว่างที่คาเรนปล่อยตัวยาวเหยียดด้วยความเบื่อ ริชาร์ดเองก็เดินไปชงกาแฟ เพราะอากาศภายในห้องมันเย็นสบาย
แถมเขาเองก็ไม่ได้มีงานเป็นชิ้นเป็นอันเหมือนคาเรนเลยทำให้รู้สึกง่วงนอน ความจริงแล้วริชาร์ดเองค่อนข้างติดกาแฟซะมากกว่า เขาเดินถือถ้วยกาแฟมาหยุดที่ตรงคาเรนพลางจ้องไปยังคาเรนที่นั่งหลับตาเหยียด ตัวยาว ในใจคิดถึงความสามารถของเธอที่สามารถวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้เป็นฉาก ๆ ชนิดที่แม้แต่ทาง FBI ที่มีผู้ชำนาญการอยู่ยังคิดไม่ได้ขนาดนี้เลย
แถมสิ่งที่มอเฟียชบอกไว้ถึงผลงานที่เธอทำกับเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นยิ่งทำให้เขาสนใจผู้หญิงคนนี้มากขึ้น

ระหว่างที่ริชาร์ดเท้าคางดื่มกาแฟบนขอบพาร์ทิชั่นมองไปยังคาเรนที่หลับตา พลางคิดถึงผลงานของคาเรนอยู่นั้น
คาเรนค่อยลืมตาข้างหนึ่งช้า ๆ เธอรู้ตัวนานแล้วว่าริชาร์ดมายืนจด ๆ จ้อง ๆ เธออยู่ แต่เธอก็อยากดูว่าเขาจะพูดอะไร หรือมีธุระอะไรหรือไม่ หากแต่ริชาร์ดก็เอาแต่ยืนมองเฉย ๆ คาเรนเลยแหย่ออกไป

“จะลักหลับสาวน้อยน่ารักในที่ทำงานเหรอค่า~~~” น้ำเสียงคาเรนนั้นยานคางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แต่ก็เป็นเพียงการแกล้งทำเพื่อแหย่ริชาร์ดเท่านั้น

คำพูดของคาเรนทำเอาริชาร์ดแทบจะสำลักกาแฟเลยทีเดียว แน่ล่ะอยู่ ๆ มีผู้หญิงมาพูดอะไรที่ดูทำให้ตัวเองเสียภาพพจน์ทั้งที่ไม่ได้แม้แต่จะคิดแบบ นี้ มันก็น่ามีอาการตกใจอยู่บ้างล่ะ แต่กับริชาร์ดนี่ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจเสียมากกว่า

“คุณคาเรนครับ ผมยังไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลยนะครับ อย่าพูดอะไรให้คนอื่นเสียหายแบบนี้สิครับ” เขาตอบคาเรนกลับไปด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดมากทีเดียว

ทว่าดูเหมือนคาเรนเธอไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ตามมาหลังจากที่เธอพูดซักเท่า ไหร่ เธอยันตัวขึ้นมานั่งเก้าอี้ให้เต็มตัวแล้วหมุนเก้าอี้ไปมาพลางลูบปอยผมของ เธอเอง สภาพของเธอไม่เหมือนกับคนเพิ่งตื่นนอนเลยซักนิด ที่ถูกคือเธอไม่ได้นอนหลับแต่เธอแค่หลับตาเฉย ๆ เท่านั้นเอง เธอลูบผมไปมาอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาทางริชาร์ด แล้วทำตาโตใส่เขา

“เราไป...สืบเอาข้อมูลจากเด็กที่เจ้า D-2 ช่วยชีวิตไว้ดีรึเปล่าคะ เห็นว่าเด็กคนนั้นยังพักอยู่ที่บ้านซะด้วย” เธอถามเขาด้วย
สีหน้าสนใจใคร่รู้ในเรื่องนี้อย่างมาก แต่กิริยาท่าทางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของคาเรนนั้นทำให้ริชาร์ดรู้สึกหนักใจ มากยิ่งกว่า เพราะเขาไม่เคยเจอใครที่เปลี่ยนอารมณ์ได้รวดเร็วว่องไวแบบนี้มาก่อนเลย

“ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็ พวกตำรวจไปสอบปากคำมาเรียบร้อยแล้วล่ะ ทางเราทำเพียงแค่รวบรวมข้อมูลที่ได้มาก็พอ” ริชาร์ดที่พยายามระงับอารมณ์หงุดหงิดเมื่อสักครู่ตอบคาเรนพลางดื่มกาแฟไป

ดูเหมือนคาเรนที่ได้รับคำตอบจากริชาร์ดจะไม่ค่อยชอบใจสักเท่าใด คงเพราะเธอมองว่า ถ้ามีข้อมูลตรง ๆ น่าจะวิเคราะห์อะไรได้กว้างมากขึ้น และอาจจะเห็นอะไรในสิ่งที่ตำรวจพลาดไป ใจจริงของเธออยากไปเองเลยคนเดียว แต่ ณ เวลานี้คงยังไม่ได้ เพราะเธอไม่มีบัตรประจำตัวที่จะไปแสดงตนเพื่อขอสอบปากคำใด ๆ ทั้งสิ้น แถมการทำงานก็ต้องไปเป็นคู่ ฉะนั้นถ้าเธออยากจะได้ข้อมูลตอนนี้เลย เธอต้องหวังพึ่งริชาร์ดเท่านั้นแล้ว แต่เมื่อริชาร์ดตอบมาเช่นนั้นจะให้คาเรนลงไปดิ้นกับพื้นเพื่อให้ได้อย่างใจ เธอคงเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่...

คาเรนลุกขึ้นไปหาริชาร์ดแล้วจับที่แขนเสื้อของเขา พลางเขย่าไปมา สายตาของเธอนั้นช่างออดอ้อนเสียเหลือเกิน

“เธอสนใจอยากจะรู้อะไรขนาดนั้นเลยเรอะ?” ริชาร์ดถามแบบขาดเสียไม่ได้ กับการออดอ้อนของคาเรน

“ก็บางที ถ้าไปสอบถามด้วยตัวเองเผื่อมันจะได้อะไรน่าสนใจกว่านี่คะ แถมดิฉันก็มีอะไรที่อยากรู้จากเด็กคนนั้นด้วย” คาเรนอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ออดอ้อนไม่แพ้แววตาของเธอ

ริชาร์ดเองในใจก็คิดว่าถ้าได้ไปหาข้อมูลเองซักหน่อยก็ดี อย่างน้อยอาจจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการสืบสวนมากกว่านี้ และจะว่าไป ณ ตอนนี้เขารู้สึกว่างมาก ถ้ามีอะไรทำซักหน่อยคงจะดี เขาดื่มกาแฟไปจนหมดแก้ว พลางคิดอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะเดินไปทางห้องของมอเฟียช
“ถ้ามอเฟียชโอเค ก็คงไม่มีปัญหา…” เขาหันกลับมาบอกคาเรนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

คาเรนที่ได้ยินดังนั้น ความรู้สึกดีใจแทบพวยพุ่งออกมา เธอรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้นั่งว่าง ๆ น่าเบื่ออีกแล้ว เธอนั่งฮัมเพลงรอคำตอบจากริชาร์ดอยู่ตรงที่นั่งของเธอ ในใจนั้นค่อนข้างมั่นใจอย่างมากว่าจะได้ออกไปทำงานจริง ๆ แน่นอน

ริชาร์ดใช้เวลาพูดคุยกับมอเฟียชไม่นานก็เดินกลับออกมานั่งที่โต๊ะของตัวเอง โดยมีคาเรนจ้องตามอยู่ตลอดเวลา จนริชาร์ดรู้สึกอึดอัดนิด ๆ ซึ่งมันทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าคาเรนนั้น

‘ยังกับเด็กจริง ๆ’

คาเรนเกาะพาร์ทิชั่นด้วยแววตาที่เหมือนเด็ก ๆ รอคำตอบของพ่อแม่ว่าจะพาไปเที่ยวที่ใหน มันยิ่งตอกย้ำความคิดของริชาร์ดเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ในเมื่อมันเป็นอุปนิสัยของเธอคงต้องค่อย ๆ ปรับไปให้เข้ากับหน้าที่การงานเท่านั้นล่ะ
ริชาร์ดถอนหายใจออกมายาว ๆ ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นมองคาเรนที่เกาะพาร์ทิชั่นจ้องเขาอยู่

“มอเฟียชให้ออกไปได้นะ ดูท่าทางเขาจะสนใจการวิเคราะห์ข้อมูลของเธอพอดูทีเดียวล่ะ” ริชาร์ดพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจนิดหน่อยต่อกิริยาท่าทางขอคำตอบของคาเรน พลางทำให้เขาคิดในใจอีกครั้ง

‘ใครเป็นคนบรรจุคนติงต๊องแบบนี้เข้ารับราชการได้เนี่ย’

ในขณะที่คาเรนชูมือชูไม้ดีใจที่จะได้ออกไปทำงานในภาคสนามเสียที เธอไปจัดแจงเก็บกระเป๋า พร้อมกับไปหาสตีฟเพื่อขอเครื่องบันทึกเสียง เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้ในการเก็บหลักฐาน จากนั้นทั้งสองจึงออกจากสำนักงานไปยังบ้านของเด็กสาวที่ได้รับการช่วยเหลือ จาก D-2 ตามที่อยู่ที่ได้มาจากลินดา ซึ่งติดต่อประสานงานขอข้อมูลมาให้

หลังจากที่ทั้งสองเดินออกจากห้องไป ลินดามองทั้งสองแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย ดูท่าทางเธอจะชอบใจกับลักษณะนิสัยของคาเรนพอสมควรทีเดียว ยิ่งเธอเห็นคาเรนนั้นแหย่ริชาร์ดยิ่งทำให้เธอรู้สึกสนใจมากขึ้น

“เอ้า เอ้า ลินดา จะเป็นแม่สื่อแม่ชักจับคู่ให้สองคนนั่นรึไง” ฟิลด์แหย่ลินดาที่มองตามคาเรนและริชาร์ดที่เดินออกจากห้องอย่างไม่วางตา

“แหม เปล่าสักหน่อย ก็แค่... คิดเฉย ๆ ว่าคาเรนนี่นิสัยขี้เล่นคล้าย ๆ น้องสาวของริชาร์ดเลย” ลินดากล่าวด้วยแววตาที่แฝงความเศร้าไว้ คนที่อยู่ในห้องเมื่อได้คำว่า ‘น้องสาวของริชาร์ด’ บรรยากาศในห้องก็เงียบลงทันที มันเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทุกคนในที่นี้ไม่ค่อยอยากพูดถึงสักเท่าไหร่

สตีฟยังคงกดคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ของเขาต่อไป ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน หากแต่นิ้วมือที่กดคีย์บอร์ดของเขานั้นกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด จนทำให้ความเร็วในการกดของเขาลดลงไปจากปกติมากทีเดียว

คาเรนและริชาร์ดออกจากสำนักงาน FBI ในช่วงเกือบบ่ายโมง จากสำนักงานไปยังบ้านของเด็กสาวผู้เป็นพยานในเหตุการณ์ใช้เวลาไม่มากนัก เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้นเอง เรียกว่านั่งมองทิวทัศน์ข้างทางได้นิดหน่อยก็ถึงแล้ว
บ้านของเด็กสาวมีขนาดไม่ใหญ่นัก เพราะอยู่กันเพียง 3 คนเท่านั้น คาเรนจัดเครื่องแต่งตัวเธอให้เรียบร้อย เพราะเธอนั้นไม่ได้แต่งชุดที่ดูเข้ากับสถานะของเธอในตอนนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งต่างจากริชาร์ดที่อยู่ในชุดคลุมสีดำที่ดูภูมิฐานกว่ามาก

“อย่าไปเล่นเป็นเด็ก ๆ ต่อหน้าคนอื่นล่ะ” ริชาร์ดพูดพลางเปิดประตูรถออกไป ดูท่าทางเขายังหวั่น ๆ ว่าคาเรนจะไปทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรกับหน้าที่การงาน ในขณะที่คาเรนที่ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงอาการค้อนริชาร์ดนิดหน่อยก่อนออกจากรถ แล้วเดินตามเขาไป

ริชาร์ดเดินไปกดกริ่งข้างประตูบ้าน สักครู่ผู้หญิงผมสีบลอนด์ยาวคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา
“คุณนายเฮิร์มมิ่ง ใช่รึเปล่าครับ” ริชาร์ดทักออกไปก่อน
“ค่ะ ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ....” เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ตามประสาผู้ที่ออกมารับแขกทั่วไป

ริชาร์ดยกบัตรประจำตัว FBI ที่เตรียมไว้ขึ้นมาแสดงให้ดูทันที
“เจ้าหน้าที่ริชาร์ด โฟลคอน จาก FBI ครับผม” หลังพูดจบเขาผายมือต่อไปยังคาเรน หากแต่คาเรนนั้นไม่ได้มีบัตรให้ออกมาแสดงจึงได้แต่ยืนยิ้มเฉย ๆ ไม่ทันที่คาเรนจะพูดอะไรออกมาริชาร์ดก็พูดแทนเสร็จเรียบร้อย
“ส่วนนี่เจ้าหน้าที่ คาเรน คลาวเรน ผู้ช่วยของผมครับ” คาเรนที่ถูกแนะนำตัวก็ได้แต่เพียงยิ้มให้กับหญิงผู้มาต้อนรับเท่านั้น

“เออ...ไม่ทราบว่า...” ผู้หญิงที่มาเปิดประตูต้อนรับน้ำเสียงอ้อมแอ้ม ริชาร์ดจึงตอบออกไปทันที
“ทางเราอยากได้ข้อมูลจาก เบลลี่ เฮิร์มมิ่ง สักหน่อยน่ะครับ” ริชาร์ดแจ้งความประสงค์ออกไป
แต่ดูท่าทางของคุณนายเฮิร์มมิ่งไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ คงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกสาวของเธอก็ทำให้เธอเป็นห่วงอยู่แล้ว ยังต้องมาให้การซ้ำไปซ้ำมาคงทำให้เธอยิ่งเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก แต่ถึงอย่างนั้นเธอเองก็ดูท่าทางไม่ใช่จะไม่ให้ความร่วมมือ เพียงแค่ดูไม่พอใจเท่านั้นเอง

คุณนายเฮิร์มมิ่งเดินนำทั้งสองไปยังห้องนั่งเล่น ซึ่งลูกสาวของเธอนั่งดูทีวีอยู่ ริชาร์ดดูเหมือนจะเก้ ๆ กัง ๆ เมื่อได้พบหน้าหนูน้อยเบลลี่ คงเพราะเขาไม่ค่อยชำนาญในการพูดคุยกับเด็กซักเท่าไหร่ ยิ่งจะให้คุยเอาข้อมูลแบบนี้เขาเองก็ยังเสียว ๆ ว่าจะไปทำให้เด็กร้องไห้ซะมากกว่า คาเรนที่เห็นท่าทางของริชาร์ดก็นึกขำในใจ จริง ๆ มันก็เป็นเรื่องปกติของผู้ชายส่วนใหญ่เธอจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกอะไร แต่ก็อดขำไม่ได้กับสีหน้าท่าทางของเขา

คาเรนยิ้มออกมานิดหน่อยเมื่อมองไปยังหนูน้อยเบลลี่ เพราะเธอค่อนข้างจะชอบเด็กพอสมควร แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นคลั่งเด็กเหมือนกับคนรู้จักของเธอบางคน เธอมองไปยิ้มไปอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางคุณนายเฮิร์มมิ่ง

“หนูเบลลี่เป็นยังไงบ้างคะหลังประสพเหตุ” น้ำเสียงของคาเรนแสดงความห่วงใยและแสดงความเป็นมิตรเพื่อผ่อนคลายความรู้สึก ที่ดูไม่ค่อยพอใจของคุณนายเฮิร์มมิ่ง

“อ้ะ...ค่ะ... เธอก็ปกติดีล่ะค่ะ ยังร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีอาการตื่นตกใจกลัว คงเพราะตอนนั้นได้คนลึกลับคนนั้นช่วยไว้ล่ะค่ะ” คุณนายเฮิร์มมิ่งตอบด้วยท่าทาง และน้ำเสียงสบายใจพอสมควร เพราะลูกสาวของเธอนั้นยังคงปลอดภัยทั้งสุขภาพกายและสุขภายใจจนทำให้เธออดขอบ คุณเจ้า D-2 ออกมาไม่ได้

คาเรนที่ได้รับคำตอบยิ้มน้อย ๆ ออกมาหากแต่ในใจเธอกลับพยายามคิดอย่างหนักถึงความเป็นไปได้ที่เจ้าตัวที่น่า จะเป็นอันตรายอย่างนั้นเลือกที่จะช่วยเด็กสาวคนนี้ เธอค่อย ๆ เดินไปหาเบลลี่ แล้วบนโซฟาเดียวกับเธอทันที เบลลี่นั้นยังคงจับจ้องที่หน้าจอทีวีที่ฉายวีดิโอพาวเวอร์พัฟเกิร์ลอยู่ จึงไม่ได้สนใจคาเรนที่ค่อย ๆ ขยับไปใกล้เธอเรื่อย ๆ

ทั้งสองนั่งดูการ์ตูนอยู่ด้วยกันอยู่ครู่ใหญ่ ท่าทางของคาเรนนั้นดูสนใจการ์ตูนอย่างมาก ท่าทางของเธอเหมือนกับลุ้นในฉากที่สามสาวพาวเวอร์พัฟกำลังปราบเหล่าร้าย นั่นทำให้คุณนายเฮิร์มมิ่งยิ้มออกมาและรู้สึกถึงความมิตรของคาเรนได้อย่างดี แต่ริชาร์ดกลับรู้สึกว่าคาเรนนั้นเหมือนลืมจุดประสงค์ในการมาหาเบลลี่ซะแล้ว เขาได้แต่กุมขมับแล้วส่ายหัว พลางคิดในใจ

‘เอาเข้าไป ยัยนี่บ้าสุด ๆ เลยนะนี่’

“คุณนักสืบคะ รับน้ำชาซักแก้วไหมคะ” คุณนายเฮิร์มมิ่งกล่าวถามริชาร์ดที่ปั้นหน้ายุ่งอยู่ นั่นทำให้เขาต้องระงับอารมณ์ของตัวเองเพราะจะเป็นการเสียมารยาทถ้าเขาแสดง กิริยาอะไรที่ไม่ดีออกมา

“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณมากครับ” ริชาร์ดตอบปฎิเสธกลับไป เขาไม่มีอารมณ์จะดื่มอะไรทั้งนั้น เพราะตอนนี้เขารู้สึกอยากจะกระโดดไปขย้ำคาเรนที่เหมือนลืมหน้าที่การงานซะ มากกว่า

คาเรนและเบลลี่นั่งดูพาวเวอร์พัฟเกิร์ลจนจบม้วน ริชาร์ดที่รออยู่พอเห็นดังนั้นจึงเดินเข้าไปหาหวังจะเตือนคาเรนให้ทำงานทำ การซักที แต่ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวอะไร คาเรนกลับเป็นฝ่ายคุยกับเบลลี่ออกไปก่อน

“เบลลี่ หนูอยากเป็นใครใน 3 สาวนี่ล่ะจ้ะ”

เบลลี่เอานิ้วไปดูดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันกลับมาตอบกลับไป

“หนูอยากเป็นแบบบลอสซัมนะคะ เธอน่ารักดี แล้วก็เป็นคนเก่ง เป็นหัวหน้าด้วยล่ะ” เบลลี่จ้อยาวด้วยน้ำเสียงร่าเริง เธอไม่มีท่าทางเคอะเขินเลยแม้แต่กับคาเรนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก คงเพราะตั้งแต่เมื่อวานเธอเจอทั้งตำรวจ และนักข่าวมาสัมภาษณ์เธอเลยไม่รู้สึกแปลกใจอะไรแล้วถ้าจะมีใครอีกสักคนโผล่ มาคุยกับเธอทั้ง ๆ ที่เธอไม่รู้จัก ส่วนคาเรนที่ฟังคำตอบก็ยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ไม่ทันที่เธอจะถามอะไรต่อ เบลลี่ก็เป็นฝ่ายพูดกับเธอก่อน

“พี่หน้าตา สีผมสีตาเหมือนบับเบิ้ลเลยล่ะค่ะ งั้นพี่ก็ต้องเป็นบับเบิ้ลแน่ ๆ เลย” เบลลี่พูดไปยิ้มไป เพราะเธอมองคาเรนที่มีผมสั้นสีทองนัยน์ตาสีฟ้า และท่าทางของเธอตอนที่ดูการ์ตูนกับเธอนั้นไม่เหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเลย จึงทำให้เธอคิดว่าคาเรนนั้นคล้ายบับเบิ้ล

“เอ จริงเหยอ~” คาเรนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเลียนแบบบับเบิ้ลซึ่งมักแสดงออกแบบเอ๋อ ๆ ก่อนที่เธอจะถามเบลลี่กลับไป

“แล้วคนที่ช่วยหนูเมื่อคืน ก็เป็นบัตเตอร์คัปอ่ะจิ” เธอถามกลับไปด้วยน้ำเสียงเอ๋อ ๆ แบบเดิม

เบลลี่ที่ได้ยินคำถามก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เธอเหมือนพยายามนึกภาพของผู้ที่มาช่วยเธอให้สอดคล้องกับเรื่องพาวเวอร์พัฟเกิร์ล

“ไม่ใช่นะคะ คนที่เค้าช่วยหนูไม่ใช่ผู้หญิงนะคะ แถมมีขนเต็มตัว เขาต้องเป็น โมโจ โจโจ้ แน่ ๆ เลยล่ะ”
เบลลี่ตอบเสียงใสตามประสาเด็ก

“เอ...แต่โมโจ โจโจ้ เป็นตัวร้ายนี่จ้ะเบลลี่” คาเรนค้านออกไป น้ำเสียงค่อนข้างแปลกใจกับคำตอบของเบลลี่นิดหน่อย

“ก็เค้าเหมือนโมโจมาก ๆ เลยนะคะ แค่เค้าไม่ได้เป็นผู้ร้ายเท่านั้นเอง” เบลลี่ยืนยันความคิดตัวเองกลับไป

“ถ้างั้นพี่ว่าเค้าต้องเป็นมังกี้ในเรื่องเด้กเตอร์มากกว่าแน่ ๆ เลย” คาเรนบอกเบลลี่พร้อมรอยยิ้ม

“จริงด้วย มังกี้เป็นลิงที่รักคุณธรรม แล้วก็แข็งแรงมาก ๆ เค้าต้องเป็นมังกี้แน่ ๆ เลย” เบลลี่รับสิ่งที่คาเรนบอกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มทันที

“งั้นพี่ไปตามหาบัตเตอร์คัปก่อนดีกว่านะจ๊ะบลอสซัม” คาเรนพูดพลางลูบหัวเบลลี่ ก่อนที่จะลุกขึ้นหันไปมองริชาร์ด พร้อมกับชู 2 นิ้วและขยิบตาให้เขา
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือนะคะ คุณนายเฮิร์มมิ่ง” คาเรนเดินไปบอกคุณนายเฮิร์มมิ่งที่มีสีหน้างุนงง เพราะตั้งแต่ที่ทั้งสองเข้ามาในบ้าน แทบจะไม่มีการซักถามสิ่งใดที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวเลย แถมเจ้าหน้าที่คาเรนก็ทำเพียงนั่งดูและพูดคุยเรื่องการ์ตูนเป็นเพื่อนกับลูก สาวของเธอเท่านั้นเอง

คาเรนเดินนำริชาร์ดออกไป ซึ่งตัวริชาร์ดเองก็งุนงงไม่แพ้คุณนายเฮิร์มมิ่ง แต่ในเมื่อคาเรนกล่าวออกมาเช่นนั้นหมายความว่าเธอคงจะไม่ซักถามอะไรอีกแล้ว การปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องนี้คงยุติเพียงเท่านี้ ริชาร์ดจึงกล่าวขอบคุณคุณนายเฮิร์มมิ่งที่ยังยืนงงอยู่ แล้วเดินออกจากบ้านตามคาเรนที่ยืนไปคอยที่รถแล้ว

คาเรนนั้นเข้าไปยืนคอยข้างหระตูรถ เธอยืนอมยิ้มอย่างมีความสุข กิริยาของเธอทำให้ริชาร์ดค่อนข้างงุนงงอย่างมาก หลังจากที่เขาเปิดประตูรถ และทั้งสองเข้าไปในรถแล้ว เขาจึงเริ่มไล่แก้ข้อสงสัยทันที

“คุณมาทำอะไรของคุณน่ะคุณคาเรน” น้ำเสียงของเขาค่อนข้างหงุดหงิดพอสมควรเพราะเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่คาเรนทำไปเลยสักนิดเดียว

“ก็มาหาข้อมูลของเจ้า D-2 ไงคะ” คาเรนอมยิ้มตอบริชาร์ดกลับไป

ริชาร์ดที่ได้ฟังคำตอบถึงกับขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน เพราะสิ่งที่เธอตอบกับสิ่งที่เธอทำมันไม่เหมือนกันเลย สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงคาเรนที่ไปนั่งดูการ์ตูนและพูดคุยสมมติตัวการ์ตูน อาจจะมีบ้างเรื่อง D-2 แต่มันดูน้อยนิดซะเหลือเกิน

“ขับรถไป ฟังไปก็ได้มั้งคะ” คาเรนกล่าวพลางปรายตามองริชาร์ด เขาเองได้แต่ถอนหายใจแล้วสตาร์ทรถขับออกจากหมู่บ้านไปเท่านั้น

คาเรนนั่งอมยิ้มไป พลางลูบปอยผมตัวเองและฮัมเพลงไป โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลย จนริชาร์ดรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น เขาจึงเป็นฝ่ายถามออกไปก่อนด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีนั่นล่ะ ผมไม่เห็นคุณจะสืบข้อมูลอะไรเลยนอกจากมานั่งเล่นกับเด็กแค่นั้นเอง”

คาเรนอมยิ้มแล้วหันมามองริชาร์ด เธอหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งมันยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น คาเรนที่เห็นอาการของ
ริชาร์ดจึงตอบออกไปเพราะเธอเองก็กลัวว่าริชาร์ดจะหงุดหงิดซะจนเอารถไปไล่บี้ใครบนถนน

“จะคุยกับเด็กที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ก็ต้องทำตัวให้กลมกลืน และเป็นกันเองจนเด็กไว้ใจก่อนสิคะ อย่างหนูเบลลี่ที่ท่าทางเป็นมิตรแบบนั้นมันไม่ยากหรอกค่ะ แต่...เอ...รึมันเป็นเรื่องยากของคุณเอ่ย~” คาเรนตอบพลางแหย่ริชาร์ดไปด้วย ซึ่งคำตอบนั้นมันก็เป็นเรื่องจริงในเชิงการสืบสวน เพราะถ้าจะเอาข้อมูลจากเด็กเล็ก ๆ ถ้าจะให้ไปนั่งสอบแบบเป็นทางการ สิ่งที่เด็กให้คงไม่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก

‘ว่าแต่ยัยนี่ได้ข้อมูลอะไรมาน่ะ’ ริชาร์ดคิดในใจเพราะเขาเองก็นักไม่ออกว่าคาเรนได้อะไรจากเบลลี่บ้าง

คาเรนหันกลับไปมองทิวทัศน์ข้างทางเธอเองก็รู้ว่าริชาร์ดนั้นอยากรู้สิ่งที่ เธอรู้ไว ๆ แม้ว่าเธออยากแกล้งเขานิด ๆ แต่ถ้าแกล้งมากไปคงจะไม่ดีแน่นอน เธอจึงเริ่มร่ายสิ่งที่เธอได้จากการคุยกับเบลลี่ให้เขาฟัง

“ไล่ที่ละเรื่องนะคะริชาร์ด เริ่มจากอย่างแรก จากข้อมูลสรุปโดยรวม เบลลี่มีความเชื่อมั่นว่า D-2 นั้นเป็นฮีโร่ที่มาช่วยเธอ ฉะนั้นเราสามารถสันนิษฐานได้ว่า D-2 นั้นตั้งใจช่วยเบลลี่จริง ๆ ไม่ใช่เพราะดันรถด้วยเหตุว่า มาจ้ะกับเหตุการณ์เลยตกกระไดพลอยโจนไป หรือไม่ใช่เพราะกะจะขย้ำเธอ แต่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาก่อน”

“อย่างที่สองนี่เป็นสิ่งยืนยันถึงพฤติกรรมที่แตกต่างจาก D-1 และ D-3 ได้อย่างดี ทั้งเรื่องของนิสัย และวิธีการคิดของเจ้า D-2 น่าจะพูดได้ว่า เมื่อมันทำสิ่งที่ตัวเองต้องทำเสร็จจะหลบออกจากตรงนั้นทันที มันไม่ได้ทำสิ่งต่อเนื่องเกินเลยไปกว่านั้น
แต่ตรงนี้เราอาจจะต้องหาข้อสรุปก่อนว่า เป็นเพราะมันต้องการทำให้สิ่งที่มันทำ ‘เสร็จแล้ว’ หรือ เป็นเพียงเพราะอาการตกใจตื่นกลัวต่อสิ่งรอบ ๆ ตัวเท่านั้น”

“ข้อสองมันยังไงน่ะ คุณคาเรน” ริชาร์ดที่ฟังคาเรนอธิบายอยู่เกิดข้อสงสัยขึ้น คงเพราะเขาไม่ค่อยสิ่งที่คาเรนจะสื่อ

“ก็ง่าย ๆ ค่ะ มันไม่ ทำร้ายสิ่งรอบตัว ซึ่งมาห้อมล้อมมันยังไงล่ะคะ ซ้ำจะมีท่าทางเป็นมิตรซะด้วย เออ...เหมือนปลาโลมาที่มาเล่นกับคนเมื่อคนเข้าไปใกล้ ไม่ใช่แบบหมีที่คนเข้าไปใกล้มันจะตบก่อนเลย”

“อย่างที่สาม...การที่เบลลี่บอกว่า D-2 เหมือนโมโจ เป็นข้อยืนยันว่า มันมีลักษณะรูปร่างแบบลิง หรือ คล้ายลิง หากแต่มีความเป็นไปได้ว่าไม่ใช่ลิงแบบที่ D-3 เป็น เพราะโมโจนั้น แม้จะเป็นลิง แต่รูปร่างของมันไม่ได้ใหญ่โตอะไร แทบจะพูดได้ว่า โมโจ กับ สาว ๆ พาวเวอร์พัฟเกิร์ลมีรูปร่างไม่ต่างกันซักเท่าไหร่ ซึ่งการที่ดิฉันบอกว่าเหมือนมังกี้เธอก็ตอบรับทันที แสดงว่ารูปร่างของมันอาจจะพอ ๆ กับคนธรรมดาด้วยซ้ำไป”

ริชาร์ดที่ขับรถไป ทึ่งในสิ่งที่คาเรนแสดงออกมาให้เห็นจริง ๆ เธอใช้เวลาในการถามเด็กไม่นาน หากแต่สิ่งที่ได้สามารถสรุปข้อมูลได้มากกว่าที่เขาคาดคิดซะอีก ซ้ำยังเป็นข้อมูลซึ่งตำรวจที่สอบปากคำเบลลี่ ยังให้ข้อมูลได้ไม่ชัดเท่านี้เลย

คาเรนนิ่งเงียบมองทิวทัศน์ครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อไป

“และอย่างสุดท้ายนะคะ มันอาจจะมีสติปัญญาใกล้เคียงมนุษย์ก็ได้ ถ้าสิ่งที่ดิฉันคาดไว้ไม่ผิดน่ะนะคะ” เธอกล่าวพลางปรายตามามองที่ริชาร์ด และฮัมเพลงออกมาเบา ๆ ราวกับว่าเธอกำลังสบายใจเรื่องของเจ้า D-2 อยู่เช่นนั้น

ริชาร์ดได้แต่เพียงขับรถต่อไปเรื่อย ๆ ข้อสงสัยในสิ่งที่คาเรนทำก่อนหน้านี้หมดไปแล้ว แต่ความสงสัยใหม่ก็เข้ามาแทนที่

‘คนที่มีความสามารถขนาดนี้ ทำไมถึงได้เลือกที่จะไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าแทนที่จะใช้ความสามารถทำประโยชน์ให้มากกว่านี้กัน’

“ว่าแต่ คุณริชาร์ดคะ” คาเรนเรียกคู่หูของเธอระหว่างที่มองทิวทัศน์ข้างทาง

“หืม?” ริชาร์ดตอบรับกลับไป

“เค้าอยากกินวนิลลาซันเดย์อ่า” คาเรนกล่าวด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกับตอนที่คุยเล่นกับเบลลี่

ริชาร์ดที่ได้ยินเช่นนั้น จากสีหน้าที่แสดงความทึ่งก็เปลี่ยนความเอือมระอาระคนหนักใจ ให้ตายสิ เขาตามอารมณ์ของคุณเธอไม่ทันเลยจริง ๆ

“คุณคาเรน คุณคือบับเบิ้ลตอนโตรึยังไงครับ” ริชาร์ดล้อกลับไป เพราะบุคลิกที่ดูเอ๋อ ๆ ไม่ค่อยเต็มของคาเรนที่แสดงออกมาทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าที่เบลลี่บอกว่า คาเรนนั้นเหมือนบับเบิ้ลคงจะจริง

“เปล่าสักหน่อย ก็แค่อยากกินเฉย ๆ เวลาใช้หัวคิดมาก ๆ มันกินพลังงานชีวิตมากเลยนะคะ นี่ถ้าอยู่ในป่าไม่ต้องมานั่งคิดอะไรแบบนี้หรอก” คาเรนหน้ามุ่ยตอบไป

‘โอเคครับ ผมเข้าใจแล้วครับว่าทำไมเธอถึงได้เลือกจะอยู่ในป่า’ ริชาร์ดคิดด้วยเขาเชื่อว่าที่คาเรนเลือกงานในฐานะเจ้าหน้าที่อนุรักษ์พันธุ์ สัตว์นั้นคงเพราะ ถ้ามาทำงานอะไรในหน่วยงานสืบสวนเธอคงต้องคิดมากแล้วเธอคงจะทานมากกว่าปกติจน อ้วนเป็นแน่

“ยังไงก็ต้องแสดงความเสียใจด้วยนะครับ ในเวลาราชการแบบนี้จะให้ไปหาอะไรกินข้างนอกตามอำเภอใจคงทำไม่ได้หรอกนะครับ” ริชาร์ดตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

คาเรนที่ฟังคำตอบแล้วก็แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมาทันที

‘ก็กะแล้ว’

เธอคิดในใจ บางทีเธอควรหาของกินมาตุนไว้แยะ ๆ ตอนเวลาทำงานจะได้ไม่ต้องออกไปหาของกินหลังจากที่ใช้สมองคิดอะไรต่าง ๆ
----------------------------------------

ห่างออกไปจากเมืองใหญ่ ณ ที่แห่งหนึ่งซึ่งโอบล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิด
เบื้องล่างพื้นดินเป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ดูทันสมัยอย่างมาก ภายในห้องมีหลอดทดลองซึ่งมีสิ่งรูปร่างประหลาดอยู่ภายในซึ่งไม่สามารถบอกได้ ว่ามันมีชีวิต หรือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกแช่ไว้เฉย ๆ

ชายในชุดกาวน์สีขาว ใส่แว่นตา รูปร่างซูบผอม นั่งหน้าเครียดอยู่หน้าเอกสารที่วางอยู่บนโต๊ะ
ไม่ไกลจากเขา มีชายใส่เสื้อโค้ทสีดำยืนพิงฝาพนังห้องอยู่ เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหมดจดดูอายุแล้วไม่น่าจะเกิน 30 ในมือของเขาถือดาบที่ใส่อยู่ในฟักสีดำ นัยน์ตาของเขาเป็นสีแดง ดูทอประกายน่าสะพรึงกลัวยามที่จับจ้องชายในชุดกาวน์

“ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ ทำไมผลงานของชั้นถึงเลือกที่จะช่วยมนุษยล่ะ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ” ชายในชุดกาวน์กล่าวซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ แต่ประโยคต่าง ๆ ที่เขาพูดนั้นยังคงรูปประโยคที่ผู้อื่นสามารถฟังเข้าใจได้ นั่นคงเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนเสียสติแน่นอน

ชายในชุดโค้ทสีดำดูท่าทางไม่ได้สนใจในสิ่งที่ชายชุดกาวน์กำลังสงสัยสักเท่า ไหร่ เขาเดินจากกำแพงที่เขายืนพิงอยู่มายืนยังข้าง ๆ ชายในชุดกาวน์ สายตาชำเลืองมองลงมายังเอกสารที่ชายชุดกาวน์นั่งดูอยู่ ซึ่งก็คือภาพข่าวจากอินเตอร์เน็ตที่เป็นบทสัมภาษณ์เด็กที่รอดชีวิตเพราะมี สิ่งมีชีวิตประหลาดมาช่วยไว้

“หึ…ก็ไม่ได้ผิดจากที่ข้าคาดไว้สักเท่าไหร่” ชายในชุดโค้ทกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น สีหน้าของเขาไม่ได้ร้อนรนอะไรซึ่งต่างจากชายในชุดกาวน์อย่างมาก

“เป็นไปไม่ได้ ผมไม่ได้ ‘สร้าง’ มันให้มีความคิดที่จะเข้าช่วยเหลือใครสักนิด” ชายชุดกาวน์กุมขมับไปพูดไป ท่าทางดูเขากลุ้มใจมากทีเดียว

“เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าสร้างสิ่งมีชีวิต มันก็ต้องมีสิ่งมีชีวิตที่ผิดไปจากการคำนวณบ้าง ขนาดพระเจ้ายังไม่สามารถสร้างให้สิ่งมีชีวิตมีความคิดไปในทางเดียวกันได้ ทั้งหมดเลยนี่นา” ชายโค้ทดำกล่าวเขายกมือขึ้นมาจับที่บ่าแล้วบีบไหล่ที่ของชายชุดกาวน์เบา ๆ

“ข้าว่า…เจ้าไปหาวิธีสร้างไอ้ภาชนะที่จะใส่พลังงานชีวิต แล้วให้มันทำงานได้เหมือน ‘สิ่งมีชีวิต’ จะดีกว่านะ” ชายโค้ทดำ
กล่าวออกมาเบา ๆ แต่น้ำเสียง และทีท่าของเขาน่ากลัวซะจนชายชุดกาวน์ถึงกับหน้าซีด เหงื่อตกทีเดียว

ชายโค้ทดำผละออกจากชายชุดกาวน์ไป เขาเดินไปยังประตูทางเข้าออกห้องทดลองก่อนจะหันศีรษะมาทางด้านหลังเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมา
“ข้า รอความสำเร็จจากเจ้าอยู่นะ…” มันช่างเป็นน้ำเสียงที่กดดันมากมายนัก

ชายโค้ทดำเดินออกจากห้องไป ในห้องเหลือเพียงชายชุดกาวน์นั่งเครียดเพียงลำพัง

“ไอ้ปีศาจเอ้ย”

เขากล่าวออกมาลอย ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

-----------------------------------------

ข้อมูลที่ได้จากเบลลี่นั้น ริชาร์ดให้คาเรนเป็นผู้บอกกับมอเฟียชเอง เพราะเขาคิดว่าเธอสามารถอธิบายได้ดีกว่าเขาที่แทบไม่ได้ซักถามอะไรจากเบลลี่ เลย ซึ่งข้อมูลนั้นได้ถูกส่งต่อไปยังสตีฟให้ช่วยบันทึกและวิเคราะห์เพื่อนำส่ง ศูนย์ใหญ่ทันที ด้วยเพราะเป็นข้อมูลที่มีความน่าสนใจและช่วยการสืบสวนในพื้นที่นิวยอร์คได้ เป็นอย่างดี

คาเรนเดินเกาหัวหน้ามุ่ยออกมาจากห้องของมอเฟียชมานั่งที่เก้าอี้ของตัวเอง ริชาร์ดที่เห็นสีหน้าท่าทางของคาเรนก็ให้สงสัยว่าเธอไปโดนอะไรจากมอเฟียชมา รึยังไง

“เป็นอะไรไปรึคุณคาเรน” ริชาร์ดถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เพราะข้อมูลที่คาเรนมีในมือแล้วไปรายงานกับมอเฟียชไม่น่ามีอะไรที่ผิดพลาด หรือไม่ดีจนโดนบ่นกลับมาแน่นอน

คาเรนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พร้อมกับสีหน้าที่เป็นกังวลใจ
“เค้าอยากกินวนิลาซันเดย์อ่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงเอ๋อ ๆ แบบบับเบิ้ล แถมคำตอบของเธอดูไม่เป็นสาระอะไรกับสิ่งที่
ริชาร์ดกำลังสงสัยเลยซักนิด

“คุณนี่ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ไปได้” ริชาร์ดกล่าวด้วยสีหน้าน้ำเสียงเอือมระอากับคาเรนจริง ๆ แต่คาเรนที่ฟังอยู่กลับบุ้ยปาก แล้วโยกเก้าอี้หมุนไปมา พลางลูบปอยผมตัวเอง

‘ไม่มีความคืบหน้าเรื่อง D-1 เลยแฮะ...รึว่า จะต้องให้มีเหยื่ออีกซักราย สองรายถึงจะตามรอยได้หว่า’

เธอคิดในใจด้วยความกังวลถึงเจ้า D-1 เพราะมันไม่ได้เป็นมิตรแบบ D-2 แน่นอน แถมยังสามารถหลบซ่อนตัวได้เก่งมาก เก่งซะจนเธอรู้สึกกลัวว่าถ้าจะตามรอย คงทำได้แต่เพียงให้มีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเพิ่ม เติมเท่านั้นเอง

ระหว่างที่คาเรนกำลังคิดอยู่นั้น ลินดาก็ถือถ้วยชาร้อนพร้อมบราวนี่มาวางที่โต๊ะของคาเรน
“งั้นก็ทานนี่แก้เครียดก่อนดีไหมคะ” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

คาเรนเงยหน้าไปยิ้มให้เช่นกัน
“ขอบคุณมากเลยค่ะ คุณลินดา” เธอกล่าวขอบคุณพลางยกถ้วยชาขึ้นมาดื่ม

ลินดายืนเท้าแขนที่พาร์ทิชั่น เธอกล่าวพลางมองไปยังริชาร์ดที่นั่งอยู่
“คาเรนนี่ก็ชอบไปแกล้งริชาร์ดเขา เดี๋ยวเขาก็ขย้ำเข้าให้หรอกจ้ะ” เธอกล่าวไปพลางหัวเราะไปพลาง

ริชาร์ดที่นั่งอยู่ ได้ยินก็หันมามองสีหน้าเขาแสดงความหนักใจออกมาให้เห็น
“ผมไม่ใช่ไอ้ตัวประหลาดพวกนั้นนะจะได้ไปไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อยนะ” ริชาร์ดหันมาบ่นใส่ลินดาที่แกล้งแหย่เขา โดยคาเรนที่ดูอยู่ก็หัวเราะให้กับกิริยาตอบกลับของริชาร์ด
ขณะนั้นเอง ความคิดของเธอมันจุดประกายบางสิ่งกับคำพูดของริชาร์ด

‘ไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อยนะ’

คาเรนหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง คำที่ริชาร์ดพูดนั้นทำให้เธอนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เธอมองข้ามไป

‘ไล่ขย้ำใครต่อใครไปเรื่อย’

ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ใช่แล้วทำไมเธอไม่คิดสงสัยเลยว่าทำไมคนของ FBI ถึงได้ไปเจอกับมันได้
ทำไมเหยื่อเคราะห์ร้ายทั้งสองคนถูกมันฆ่า เพราะมันมาหาพวกเขาเอง ยังงั้นหรือ หรือเพราะ….

‘พวกเขาไปเจอมัน ไม่ใช่มันมาหาพวกเขาเจอ’

--------------------------------------Next to Chapter 6

ปล. D-2 ไม่ได้เป็นโลลิค่อนนะเค้อะ :P



Edit by JoyKa - 11 ก.พ.53 เวลา 20:29:56 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 04 ก.พ.53 เวลา 20:07:22 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ