Alsagoz
The Medium of Chaos

[บทความ] กว่าจะมาเป็นเกม RPG ในปัจจุบัน

คำแนะนำ: ถ้าสามารถดูคลิปประกอบไปด้วยได้จะทำให้มีรสชาติในการอ่านมากยิ่งขึ้น tongue

Sources
http://en.wikipedia.org/wiki/Main_Page
http://www.youtube.com
http://www.rpg.net/oracle/essays/rpgoverview.html
http://findarticles.com/p/articles/mi_g2699/is_0002/ai_2699000298/
http://www.blatner.com/adam/pdntbk/rlplayedu.htm
http://www.darkshire.net/~jhkim/rpg/whatis/
http://www-personal.umich.edu/~beattie/timeline2.html
http://www.gamasutra.com/features/20070223a/barton_01.shtml
http://blogs.guardian.co.uk/games/archives/2007/07/17/id_close_world_of_warcraft_mud_creator_richard_bartle_on_the_state_of_virtual_worlds.html
http://www.livinginternet.com/d/di_major.htm
http://www.gamasutra.com/view/feature/2674/educational_feature_a_history_and_.php?page=1
http://www.raphkoster.com/gaming/mudtimeline.shtml
http://www.wired.com/wired/archive/1.03/muds.html

สวัสดีครับ ครั้งนี้เราจะมาย้อนยุคเพื่อดื่มด่ำไปกับประวัติศาสตร์และแก่นแท้ของเกมสวมบทบาท (Role Playing Game) หรือที่รู้จักกันในบ้านเราอย่างแพร่หลายว่าเกมภาษา (คาดว่าน่าจะมาจากการที่เกมแนวนี้เกมแรกๆ ที่เข้าบ้านเราเป็นเกมที่ต้องอ่านข้อความที่เป็นภาษาอื่นๆ ค่อนข้างมากกว่าเกมแนวอื่นๆ) ซึ่งเนื้อหาอาจจะยาว(ไป)หน่อย อย่าพึ่งฟุบหลับไปก่อนล่ะครับ grin

ก่อนอื่นเรามาดูหนังเรื่องนี้กันก่อน



คำถามหลังจากดูคลิปนี้คือ "ท่านคิดยังไงกับเกมแนวสวมบทบาทในปัจจุบัน?"

เก็บคำถามนี้เอาไว้ในใจ ไม่ต้องตอบก็ได้ แล้วเราก็มาย้อนอดีตกัน...

กำเนิดเกมสวมบทบาท

เนื่องจากไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่าเกมสวมบทบาทกำเนิดขึ้นจากเมื่อไหร่/ที่ไหน/อย่างไร ผมจึงต้องสันนิษฐานจากการค้นคว้าและการสนทนากับผู้รู้ที่มาจากหลายชาติ แต่ไม่ต่างภาษาเพราะใช้ภาษาอังกฤษกันได้หมด ไม่งั้นผมคงสื่อสารกับพวกเขาไม่ได้เป็นแน่ tongue

จะว่าไปแล้วการเล่นสวมบทบาทนั้นมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์แล้ว โดยผู้เล่นก็จะแสดงบทบาทแบบด้นสดเพื่อเป็นการฝึกซ้อมก่อนรับมือกับสถานการณ์จริง หรือเพียงแค่เพื่อความบันเทิงในหมู่คณะ ซึ่งมันก็อาจจะมาจากการละเล่นง่ายๆ ของเด็กๆ ก็ได้ มันก็เหมือนกับการเล่นละครแบบที่ไม่ได้เตี้ยมกันมาก่อน (Improvisational Theatre) ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 แล้วล่ะ ที่รู้จักกันแพร่หลายในสมัยนั้นคือกลุ่มนักแสดงอาชีพชาวอิตาเลียนนั่นเอง

คำว่า Role Playing ถูกกำหนดขึ้นมาราวๆ ปี 1920 โดย Jacob L. Moreno จิตแพทย์ลูกครึ่ง Australia-American ซึ่งเขาใช้การสวมบทบาทเป็นบุคคลต่างๆ เพื่อช่วยในการศึกษาปัญหาทางจิตของคนไข้ และเป็นที่นิยมกันมากในวงการธุรกิจไปถึงทางการทหาร

แต่ในช่วงปี 1950 การเล่นสวมบทบาทก็มักจะพบข้อจำกัดของความอิสระในการเลือกที่จะเป็น หรือใช้ทักษะต่างๆ รวมไปถึงจินตนาการสุดบรรเจิดที่อยากจะทำอะไรเกินจริง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในการแสดงสด จึงมีคนคิดที่จะเอาระบบของเกมมาทดแทนส่วนที่ต้องใช้ทักษะทางกายภาพเช่นการต่อสู้ การยกของ เป็นต้น ซึ่งระบบเกมที่เหมาะสมที่สุดคือ เกมจำลองยุทธศาสตร์ทหารหรือ Wargame นั่นเอง โดยระบบของเกมนี้จะใช้การลูกเต๋าเทียบกับค่าสถิติต่างๆ ให้ใกล้เคียงกับความสมจริงมากที่สุดเพื่อให้สามารถนำไปใช้ศึกษาเหตุการณ์สงครามหรือการต่อสู้ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในช่วงนั้นคือ Tactics II (1958)

ในประมาณปี 1960 กลุ่มเล่นสวมบทบาทจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ เช่น กลุ่ม The Seal Knot และ กลุ่ม The Society for Creative Anachronism ได้มีการสวมบทบาทเล่นเป็นตัวละครในโลกแฟนตาซี ซึ่งในช่วงนั้นนวนิยายเรื่อง The Lord of the Rings ของ J.R.R. Tolkien (John Ronald Reuel Tolkien) กำลังได้รับความนิยมอย่างมากและเริ่มกลายเป็นมาตรฐานของแฟนตาซีในปัจจุบัน จนมาถึงช่วงปลายปี 1960 (1967-1969) M.A.R. Barker (Muhammad Abd-al-Rahman Barker) ได้ดัดแปลงระบบเกมยุทธศาสตร์ทางทหารให้เข้ากับโลกในนิยายแฟนตาซี Tékumel: Empire of the Petal Throne ของเขา แล้วในปี 1970 กลุ่ม New England Wargamers Association ได้สาธิตเกมจำลองสงครามแฟนตาซีเต็มรูปแบบที่มีชื่อว่า Middle Earth ในงาน Military Figure Collectors Association

ในปี 1961 ก็ได้มีเกม Strat-O-Matic ที่ใช้จำลองกีฬาเบสบอสขึ้นมาซึ่งเกมนี้เป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวคิดเรื่องค่า Statistics (หรือที่รู้จักกันว่าค่าสเตตัส) โดยนักเบสบอลแต่ละคนจะมีระดับความสามารถต่างๆ ที่คำนวณมาจากการเล่นจริงๆ ในแต่ละฤดูกาลการแข่งขัน


Strat-O-Matic (1961)

เมื่อมาถึงปี 1971 เกมจำลองแนวยุทธศาสตร์ทหาร Chainmail ที่สร้างขึ้นมาโดย Jeff Perren และ Gary Gygax ในปีเดียวกัน ได้เพิ่มกฏเสริมขึ้นมาโดยอ้างอิงจากนิยายแนวแฟนตาซี ซึ่งกฏเสริมนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามกลายเป็น Best Seller ที่ขายได้มากกว่า 100 ฉบับต่อเดือน โดย Gary Gygax ต้องการที่จะจำลองการต่อสู้ในนิยาย Conan the Barbarian ของ Robert Ervin Howard และการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดกับการใช้เวทมนตร์จากนิยายแฟนตาซีของ J.R.R. Tolkien โดยมีขอบเขตของการควบคุมทหารเป็นรายคนเพิ่มขึ้นมา (เรียกว่า Skirmish Wargame) แล้วมีการพัฒนาต่อจนเกิดเกม Dungeons & Dragons ขึ้นมา

มาถึงตรงจุดนี้ผมอยากจะทำความเข้าใจในเรื่องของแก่นแท้ที่อยู่ในเกมแนวนี้สักหน่อย จากที่มานี้เกมสวมบทบาทถือเป็น "ระบบจำลอง" ชนิดหนึ่งซึ่งเป็นเหมือนเครื่องมือช่วยเหลือในการเล่นสวมบทบาทที่เน้นในการพูดคุย และการโต้ตอบระหว่างผู้เล่นมากกว่าการต่อสู้แข่งขัน แต่เนื่องจากการที่รากฐานของระบบมาจากการจำลองการต่อสู้ ทำให้แนวทางในการเล่นวางแผนเป็นที่นิยมกว่าและตรงนี้เองที่มีผลกับการเปลี่ยนแปลงของเกมภาษาในยุคต่อๆ ไปอีกด้วยโดยมี Dungeons & Dragons เป็นหัวเรือใหญ่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิด Powergaming หรือการเล่นที่เน้นการพัฒนาตัวละครให้เก่งหรือได้เปรียบที่สุดขึ้นมา

การเปลี่ยนแปลงและการแตกแขนงของเกมสวมบทบาทเริ่มขึ้นในปี 1974 ซึ่งเป็นช่วงที่เครื่อง PLATO (Programmed Logic for Automated Teaching Operations) ที่เป็นระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้ในการศึกษา และในส่วนของ Programming Workspace ที่ใช้เขียนโปรแกรมนี่เอง Rusty Rutherford ก็ได้แอบเขียนโปรแกรมเกมขึ้นมาโดยให้ Mainframe ที่เป็นเครื่องแม่ประมวลผลแล้วเล่นผ่านเครื่อง Terminal ในนามแฝงว่า Pedit5

Pedit5 เป็นเกมแรกๆ ที่ถูกเรียกว่า Dungeon (Crawling) Game ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากการเล่นสวมบทบาทในเนื้อเรื่องสั้นๆ ที่ผู้เล่นจะต้องบุกตะลุยลงไปในคุกใต้ดินเพื่อปราบเหล่ามอนสเตอร์และขโมยสมบัติ (Loot) ขึ้นมา โดย Gary Gygax ได้ให้สัมภาษน์ในนิตยสาร Dungeon ฉบับที่ 112 ว่า Dungeon Crawling เคยเป็นส่วนหนึ่งของเกมยุทธศาสตร์ทางทหารที่มีการบุกเข้าไปในป้อมปราการของข้าศึกผ่านมาทางท่อระบายน้ำแล้วไปโผล่ในคุกใต้ดิน ซึ่งการเล่นในส่วนนี้เป็นที่ชื่นชอบและมีการเล่นซ้ำกันบ่อยมาก ก็เลยมีการเพิ่มความซับซ้อนของคุกใต้ดินจนในที่สุดก็ตัดส่วนที่เป็น Wargame ออกเหลือไว้แค่การสำรวจคุกใต้ดินอย่างเดียว

เนื่องจากในสมัยนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่เจริญมากและยังไม่สามารถนำไปใช้เล่นสวมบทบาทได้อย่างสมบูรณ์แบบ Pedit5 จึงนำเอามาเฉพาะส่วนของ Dungeon Crawling ซึ่งเป็นส่วนที่ง่ายและสามารถเล่นได้โดยที่ไม่ต้อง Role Play ก็ได้ทำให้ Pedit5 เป็นที่นิยม(แอบ)เล่นมาก แต่ก็น่าเสียดายที่อยู่ได้ไม่นานก็ถูกผู้ดูแลระบบของ PLATO จับได้และลบทิ้งไปเพราะเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตามเกมนี้ก็ได้ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ภายหลังในชื่อ Othanc ตามชื่อของหอคอยในเรื่อง The Lord of the Rings ซึ่งทั้ง Othanc และ Othanc1 ยังสามารถที่จะหาเล่นได้ในระบบ PLATO ปัจจุบัน (http://www.cyber1.org/)

จากการเกิดและดับของ Pedit5 ทำให้เกิดแนว Dungeon Game ขึ้นมาอีกมากมายซึ่งก็มีล้มหายตายจากไปด้วยชะตากรรมเดียวกัน (ประมาณว่าเหล่าอาจารย์เห็นว่าการเล่นเกมมันเป็นเรื่องเสียเวลาอะไรทำนองนั้น) ซึ่งเกมถัดไปจาก Pedit5 คือ m199h และเกมที่สามนี้เองที่ถูกยอมรับให้เขียนไว้ใน Lesson Space ในชื่อของ DND โดย Gary Whisenhunt และ Ray Wood ณ. มหาวิทยาลัย Southern Illinois University ในปี 1974 ซึ่งแนวคิดของการใช้ภาพกราฟฟิก, ร้านขายของ, การเก็บค่าประสบการณ์, และการปราบมังกรที่เป็นหัวหน้าใหญ่ก็เกิดขึ้นมาจากตรงนั้น


DND (1974)

พอมาถึงปี 1975 ในมหาวิทยาลัย Claremont Graduate University แห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย Don Daglow ได้เขียนเกม Dungeon สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมรุ่น PDP-10 ขึ้นมา ซึ่งเป็นเกมแรกที่เราสามารถสร้างตัวละครหลายตัวแล้วควบคุมแทนคนอื่นที่ไม่อยู่ได้ โดยเป็นการปูแนวคิดเรื่องระบบ Party ที่ยังเป็นที่โต้เถียงกันจนถึงปัจจุบันว่า มันทำให้การเล่นสวมบทบาทไร้ความหมายไปแล้วหรือเปล่า

*อนึ่ง ในปีเดียวกันก็ได้มีเกมแนวใหม่กำเนิดขึ้นมาซึ่งผมจะยังไม่พูดถึงในตอนนี้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น tongue*

ในช่วงที่ Dungeon Game ประสบความสำเร็จก็มีตามมากันอีกเป็นขโยงไม่ว่าจะเป็น Avathar (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Avatar), Oubliette, Dungeons of Degorath, Baradur, Emprise, BnD, Sorcery, Moria, Dndworld ฯลฯ แต่โดยทั้งหมดแล้วก็เกิดขึ้นมาในฐานของ Hobby หรืองานอดิเรกที่ยังไม่กลายเป็นธุรกิจจริงจังจนกระทั่งในปี 1979 Richard Garriot ได้เขียนเกมที่ชื่อ Akalabeth ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Akallabêth ในเรื่อง The Silmarillion ของ J.R.R. Tolkien และในปี 1980 ก็ถูกนำไปจัดจำหน่ายโดยบริษัท California Pacific Computer Company สำหรับเล่นในเครื่อง Apple II ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเกมในซีรี่ย์ Ultima และในช่วงปีนั้นก็มี Rogue จาก Ken Arnold, Michael Toy และ Glenn R. Wichman ที่จัดจำหน่ายโดยบริษัท Epyx ซึ่งเป็นรากที่แตกแขนงออกไปเป็นกลุ่มของ Roguelike ภายหลัง (ดูรายละเอียดได้ในกระทู้ประวัติศาสตร์เกม Roguelike http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=22773


Akalabeth (1979)

ปี 1981 คือยุคแห่งความรุ่งเรืองของเกมสวมบทบาทโดยแท้ Ultima และ Wizardry ได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของเกมสวมบทบาทของฝั่งตะวันตก โดย Ultima เน้นการผจญภัยในโลกกว้างที่ค่อนข้างมีอิสระ ส่วน Wizardry ก็ยึดแนวทางในส่วนของการผจญภัยในเขาวงกตที่แสนคับแคบและสุดท้าทาย แต่ส่วนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือส่วนของการต่อสู้ซึ่งตั้งแต่ Ultima ภาค 3 ก็มีการใช้ส่วนของ Skirmish Wargame ที่ต้องมีการวางแผนเดินเป็นช่องๆ ในขณะที่ Wizardry ได้เน้นไปที่ความเรียบง่ายแบบเดิมๆ ตั้งแต่ DND โดยที่มีแค่การโจมตี, ใช้เวทย์, ป้องกัน, หนี, ใช้ไอเท็ม เป็นต้น


Ultima I: First Age of Darkness (1981)


Wizardry: Proving Grounds of the Mad Overlord (1981)

มาถึงปี 1985 หลังจากที่เกมสวมบทบาทของฝรั่งเป็นที่นิยมมาพอสมควรแล้ว ทางฝั่งตะวันออกอย่างญี่ปุ่นก็เลยทำเกมสวมบทบาทในภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาบ้าง โดยเกมแรกที่ออกมานั้นได้รับอิทธิพลจาก Wizardry เต็มๆ คือเกม The Black Onyx ของเครื่อง MSX โดยค่าย Bullet-Proof Software ซึ่งในปี 1988 ก็ลงในเครื่อง NES ในชื่อ Super Black Onyx


Super Black Onyx (1988)

หลายๆ ท่านคงงงเต๊กขึ้นมาทันทีว่าทำไมถึงไม่ใช่ Dragon Quest อย่าพึ่งตกใจครับ แม้ว่าเกมนี้จะออกมาก่อน Dragon Quest ก็จริง แต่คนออกแบบเกมนี้ก็ไม่ใช้คนญี่ปุ่น แต่เป็นชาวเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ Henk Rogers (เกิดปี 1953) ซึ่งเขาย้ายมาอยู่ที่ญี่ปุ่นราวๆ ปี 1970 แล้วตั้งบริษัท Bullet-Proof Software ขึ้นมาโดยภายหลัง เขาได้เป็นเพื่อนกับ Alexey Pajitnov ผู้ให้กำเนิด Tetris ในปี 1990 แล้วกลายเป็นผู้ถือสิทธิของ Tetris ในนามของ The Tetris Company จนถึงปัจจุบัน

ปีต่อมา ด้วยเกม The Black Onyx นี่เองที่เป็นตัวจุดประกายสำคัญให้กับ Yuji Horii ผู้ให้กำเนิดเกม Dragon Quest ในปี 1986 โดยผสมผสานส่วนที่ดีของทั้งสองเกมเข้าไปโดยเฉพาะ Ultima III: Exodus ซึ่งมีอิทธิพลมากที่สุดในเรื่องของระบบ Party ตั้งแต่ Dragon Quest ภาคสองเป็นต้นไป และในปีต่อมาคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Final Fantasy ก็ถือกำเนิดขึ้นมา


Dragon Quest (1986) ในฝั่งตะวันตกใช้ชื่อ Dragon Warrior เนื่องจากชื่อไปซ้ำกับเกมกระดานที่มีวางขายอยู่ก่อนแล้ว


Final Fantasy (1987)

คนส่วนใหญ่ให้เครดิตกับ Dragon Quest ในฐานะเกม RPG เกมแรกที่เกิดขึ้นมาในญี่ปุ่นมากกว่า เนื่องจาก Henk Rogers ไม่ใช่คนญี่ปุ่น และเกม Dragon Quest ที่ Yuji Horii ออกแบบได้รับแรงบันดาลใจหลักๆ มาจาก Ultima ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายมากกว่า The Black Onyx ที่ค่อนไปทางฝั่ง Wizardry ที่เล่นกันเป็นส่วนน้อยเพราะมีความยากที่สูงกว่า

ตั้งแต่ตอนนี้ไปดูเหมือนว่าการสวมบทบาทแบบตามใจดูเหมือนจะไม่มีความจำเป็นมากสำหรับเกมสวมบทบาทแล้ว ตัวละครในเกมหลังๆ ก็เลยมีให้ตายตัวซึ่งมันก็กลายมาเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งของเกมสวมบทบาทส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็รวมไปถึงเนื้อเรื่องที่ตรงไปตรงมาด้วย และปีนั้นก็ยังมี Megami Tensei ซึ่งเป็นม้ามืดอีกสังกัดที่มีแนวคิดของการเก็บสะสมมอนสเตอร์จนกระทั่ง Pokémon ทำให้แนวคิดนี้ดังเป็นพลุแตกในยุคของเกมมือถือ


Megami Tensei (1987)


Pokemon Red (1996)

ถึงตอนนี้ถ้าจะให้สรุปคือเกมสวมบทบาทยุคใหม่นั้นไม่ใช่เกมสวมบทบาทที่แท้จริง แต่หากเป็นเกมที่วิวัฒนาการมาจาก Dungeon Game ที่ใส่เนื้อเรื่องตายตัวและโลกภายนอกเข้าไปนั่นเอง

แล้วเกมสวมบทบาทที่แท้จริงล่ะ หายไปไหน? คำตอบอยู่ในปี 1975 ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเกมแนว Text Adventure โดยเกมแรกๆ นั้นมีชื่อว่า Adventure สำหรับเล่นในเครื่อง PDP-10 ที่เขียนขึ้นมาด้วยฝีมือของ Will Crowther และนำไปพัฒนาต่อในปี 1976 โดย Don Woods ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจาก Dungeon & Dragon โดยตรง และในปีถัดไปอย่าง 1977 เกม Zork ก็กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของ Interactive Fiction หรือ Text Adventure ในกาลต่อไป

เมื่อมาถึงปี 1978 Roy Trubshaw ซึ่งเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Essex University ในประเทศอังกฤษได้สร้างเกมตะลุยคุกใต้ดินในรูปแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจาก Zork คือการเป็น Text Adventure ที่ใส่ระบบต่อสู้เข้าไปและสามารถเล่นได้หลาย Account ซึ่งเกมนี้ถูกเรียกว่า MUD หรือ Multi-User Dungeon แล้วในตอนหลังก็ได้ส่งต่อให้กับ Richard Bartle ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาและในยุคของระบบ Network ที่กำลังเติบโตนี้เอง เกมออนไลน์ได้เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาโดย MUD ได้กลายเป็นเกมที่สามารถเล่นสวมบทบาทได้สมจริงที่สุดและทำให้คนเล่นแบบลืมวันลืมคืนจน MUD ถูกขนานนามว่า Multi Undergraduate Destroyer ไปเลยในขณะนั้น

ด้วยการที่ผู้เล่นสามารถพูดคุยโต้ตอบโดยไม่เห็นหน้าค่าตา และการมีระบบต่อสู้กับเนื้อเรื่องที่ปูเป็นพื้นฐานไว้สำหรับการเล่นสวมบทบาท ทำให้ MUD ถือเป็นเกมสวมบทบาทที่แท้จริง และเกม MMORPG เกมแรกของโลกที่มีนามว่า Island of Kesmai ก็ได้เกิดขึ้นมาในปี 1980 ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเกม Roguelike โดยใช้กราฟฟิกแบบ ASCII (หรือ Text Mode) แต่ทว่า แนวเกมนี้ก็ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอีกตั้งแต่ Neverwinter Night (1991) ซึ่งผมก็จะขอพักตรงนี้ไว้ก่อน เพราะเราจะมามองย้อนไปยังเกมอีกส่วนหนึ่งที่แตกแขนงออกไปอีกแขนงในช่วงปี 1981 เป็นต้นไปกัน โดยมี (Realtime) First Person Role Playing Game และ Tactical Role Playing Game เป็นหลัก


Island of Kesmai (1980)

ในส่วนของ First Person Role Playing Game นั้นเกิดขึ้นมาจากเกม Dungeon of Daggorath (1982) ซึ่งเป็นเกมแรกที่ผสมผสาน Action เข้ากับ RPG ไปด้วยกันแล้วก็ตามมาด้วย Dungeon Master ในปี 1987 ซึ่งต้องควบคุม Party แทนที่จะควบคุมตัวละครตัวเดียว โดยเกมนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายๆ เกมโดยเฉพาะ Eye of the Beholder ที่สานต่อไปเป็น Lands of Lore ก่อนที่จะหยุดอยู่ตรงนั้นอันถือเป็นจุดสะดุดของการควบคุมตัวละครแบบเป็น Party แล้วค่ายผู้สร้างอย่าง Westwood Studios ที่เริ่มมีชื่อเสียงมาจาก Eye of the Beholder ก็โด่งดังสุดๆ จากเกม Real-time Strategy อย่าง Command & Conquer ไปหลังจากนั้น อย่างไรก็ดี ในส่วนของการควบคุมตัวละครตัวเดียวยังคงอยู่ และเกมที่มีชื่อว่า Ultima Underworld: The Stygian Abyss ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1992 ได้นำเสนอการผจญภัยแบบอิสระหรือที่เรียกว่า Non-linear ขึ้นมาโดยหลังจากนั้นมาอีกสองปี ซีรี่ย์ The Elder Scrolls ได้กลายมาเป็นผู้นำมาตรฐานใหม่ของ First Person Role Playing Game


Dungeon of Daggorath (1982)


Dungeon Master (1987)


Eye of the Beholder (1990)


Ultima Underworld: The Stygian Abyss (1992)


Lands Of Lore: Throne Of Chaos (1993)


The Elder Scrolls: Arena (1994)

ระหว่างปี 1985 ในขณะที่ฝั่งตะวันตกยังง่วนอยู่กับการศึกษาพัฒนาแนวคิดของเกมสวมบทบาทที่เล่นกันแบบ Real-time ในฝั่งตะวันออกก็ได้พบกับเกมที่เป็นจุดเริ่มต้นของ Action Role Playing Game ในญี่ปุ่นจริงๆ อย่าง Xanadu ของ Nihon Falcom ซึ่งก่อนหน้านั้นปีหนึ่งก็มี Dragon Slayer ของค่ายเดียวกันแต่กลายมาเป็น Impact จริงๆ ก็ตอนเกม Xanadu นี่แหละ แล้วก็มีเกม Ys ที่ได้รับความนิยมมายาวนานต่อเนื่องแถมด้วย Sorcerian ที่เล่นกันเป็น Party อีก จนมาถึงปี 1993 เกม Seiken Densetsu 2 หรือที่รู้จักกันในฝั่งตะวันตกว่า Secret of Mana ซึ่งมีการเล่นเป็น Party แบบ Top-down และสามารถเล่นได้หลายคนอีกด้วย


Dragon Slayer (1984)


Xanadu (1985)


Ys I: Ancient Ys Vanished (1987)


Sorcerian (1987)


Seiken Densetsu 2 (1993)

ตั้งแต่ปี 1993 ไปก็มีการนำเอามาผสมผสานกับเกมแนว Beat-em Up จนกลายมาเป็น Dungeons & Dragons: Tower of Doom โดย Capcom และขึ้นมาถึงจุดสูงสุดอย่าง Guardian Heroes ในปี 1996 จากนั้นมา แนวคิดนี้ก็ไปปะปนกับเกมอื่นๆ แล้วเกมในซีรี่ย์ของ Tale of ... (จงเติมคำลงในช่องว่าง) ก็พยายามพัฒนาระบบต่อสู้ในส่วนนั้นต่อไป


Dragons: Tower of Doom (1993)


Guardian Heroes (1996)


Tales of Phantasia (1995)

ในฝั่งตะวันตกปีนั้นตลาดก็เริ่มซา แต่ Diablo (1996) ก็ได้ทำให้กลุ่มผู้เล่นตื่นตัวอีกครั้งด้วยการเล่นแบบ Point-and-Click และระบบ Random Dungeon ที่ประยุกต์มาจากเกม Roguelike อย่าง Moria (1983) ซึ่งวิธีการเล่นแบบนี้ได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้ใน MMORPG ต่อๆ มา


Diablo (1997) *"AHHH, FRESH MEAT"*

สำหรับ Tactical Role Playing Game นั้นเริ่มมาจาก Ultima III: Exodus ที่เดิมทีแล้วการต่อสู้จะเป็นการวางแผนแบบผลัดตาเดินที่มีแบบแผนสืบทอดมาจาก Wargame (จะเรียกได้ว่าเป็นผู้สืบทอดจากลูกผสม RPG + Wargame ที่แท้จริงก็ได้) ซึ่งในฝั่งตะวันตกยังถือว่าเป็นเนื้อเดียวกันกับเกมสวมบทบาทอยู่ โดยในปี 1988 เกม Pool of Radiance เป็นเกมแรกที่ใช้ระบบของ Advance Dungeon & Dragon อย่างสมบูรณ์แล้วทำให้ Forgotten Realm เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดสำหรับเกมเมอร์ในยุคนั้นเอง


Pool of Radiance (1988)

ระบบเกมของ Pool of Radiance เกิดมาจากเอนจิ้น Gold Box ซึ่งเล่นเหมือน Dungeon Game แต่เป็นฉากต่อสู้แบบ Tactic ที่มีความซับซ้อนกว่า Ultima มากทำให้เกมในซีรี่ย์ของ Forgotten Relam เป็นที่นิยมยาวนานมาจนถึงจุดสิ้นสุดในปี 1993 ระหว่างนั้น... ในปี 1991 เกม Neverwinter Nights ก็เกิดขึ้นมาโดยฝีมือของ Don Daglow ผู้สร้างเกม Dungeon โดยใช้ระบบของ Gold Box ซึ่งนับได้ว่าเป็นเกม MMORPG เกมแรกๆ ของโลกที่ใช้ Graphic แบบเต็มตัว


Neverwinter Nights (1991)

แม้ว่า Gold Box จะถือว่าตายไปแล้ว แต่ค่าย Bioware ได้ให้กำเนิด Baldur's Gate ในปี 1998 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของเกมสวมบทบาทในฝั่งตะวันตกไปโดยปริยาย นอกจาก Gold Box แล้วก็มี Fallout (1997) ที่พัฒนามาจากเกม Wasteland (1988) อีกที่ยังมีอิทธิพลมาจนถึงตอนนี้


Wasteland (1988)


Fallout (1997)


Baldur's Gate (1998)

ในญี่ปุ่นนั้น Tactical Role Playing Game มีตัวตนที่ค่อนข้างจะเจือจางซึ่งมีแค่เกม Tir-nan-og (1987) ของ Alfa System http://www.ss-alpha.co.jp/products/tirnanog.html ในญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใส่ใจในเรื่องของระบบการต่อสู้แบบ Tactical แต่ก็ยังไม่เป็นที่ดึงดูดมากจนกระทั่งในปี 1990 Shouzou Kaga แห่ง Intelligent Systems ได้สร้าง Fire Emblem ขึ้นมา


Fire Emblem: Ankoku Ryu to Hikari no Tsurugi (1990)

เกม Fire Emblem ภาคแรกเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดของ Tactical Role Playing Game โดยหนักไปทางส่วนของการวางแผนต่อสู้แล้วใช้การดำเนินเรื่องเป็นตัวขั้นฉากและมีการควบคุมตัวละครมากกว่าหกคนขึ้นไป และในปี 1991 ก็มี Super Robot Wars ภาคแรกออกมาให้ยลโฉมกันใน Game Boy แล้วพอปี 1995 เกม Tactic Ogre ก็กลายมาเป็นมาตรฐานของ Tactical Role Playing Game ในปัจจุบัน


Super Robot Wars (1991)


Tactics Ogre: Let Us Cling Together (1995)

เราจะเห็นได้ว่า กว่าจะมาเป็นเกม RPG ในปัจจุบันนั้นต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยมีทั้งการผสมข้ามสายพันธุ์และการย้อนกันไปย้อนกันมา ทำให้เกมสวมบทบาทในปัจจุบันออกมาแบบนี้ซึ่งผมก็บอกได้ว่ามันเป็นเกมอีกแนวหนึ่งไปแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือเกมแนวผสมผสานที่มีการเก็บเลเวลพัฒนาตัวละครไปตามเนื้อเรื่องที่กำหนดไว้ค่อนข้างตายตัวแต่เพียงอย่างเดียว

เป็นที่น่าเสียดายว่าเกมเมอร์บ้านเราส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี่ค่อนข้างเล่นเกม MMORPG ผิดไปจากจุดประสงค์แต่เดิมมาก ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ผิดอะไร แม้ว่าเกม MMORPG มันก็มีระบบให้สวมบทบาทและมีการปูเนื้อเรื่องให้เล่นแบบสร้างสรรค์ มันก็กลับกลายเป็นส่วนที่ยากที่สุดที่มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเล่น Role Playing แบบจริงๆ จังๆ โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับเกมออนไลน์ในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่นำเข้ามามากมาย แต่กลับเล่นกันดีๆ ได้แค่ไม่มาก ตัวเกมน่ะไม่ใช่ว่ามันจะไม่ดี แต่คนเล่นและคนดูแลระบบส่วนหนึ่งต่างหากที่ทำให้ MMORPG ผิดเพี้ยนไปได้ถึงขนาดนี้

จากการมีลางความล้มเหลวโผล่ออกมาจากเกม Final Fantasy XIII (จริงๆ มันก็ส่อมานานแล้ว แต่ภาคนี้ชัดเจนที่สุด) ผมคิดว่าเกมสวมบทบาทในปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามถึง "การดำเนินเรื่อง" กันแล้ว มันก็ไม่ใช่เกมที่ไม่ดี แต่จากเสียงสะท้อนส่วนใหญ่ทำให้ผมคิดว่า บางทีการเข้าถึงเกมแนวนี้มันต้องมีความเข้าใจในแก่นแท้ของเกมซึ่งบางทีก็ถูกลืมเลือนหรือมองข้ามไป เกมสวมบทบาทที่เดิมทีเพื่อความบันเทิงในการสังสรรค์ทางสังคม ก็กลายเป็นเกมที่มีการต่อสู้ชิงดีในทางฐานะ และการผลิตเกมป้อนตลาดซ้ำซ้อนจนมีแววว่าเกมใหม่ที่จะออกมาในอนาคตจะมีการผสมข้ามสายพันธุ์แบบย้อนหลังไปกันอีก

สิ่งที่เหลืออยู่สำหรับนักเล่นเกมก็คงจะมีแค่การนำเสนอเนื้อเรื่องและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยของเครื่องเล่นเกมเท่านั้น และเรื่องระบบที่ครั้งหนึ่งอาจจะต้องขอความช่วยเหลือจากเกม Action และ Wargame อีก มันก็อยู่ที่เหล่าเกมเมอร์อย่างพวกท่านแล้วล่ะครับ ที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของเกมสวมบทบาทในยุคต่อๆ ไป เพราะผมเชื่อว่า Feedback ของเหล่าเกมเมอร์ที่เอาใจใส่ในตัวเกมมากขึ้น จะต้องช่วยให้วงการเกมสวมบทบาทดีขึ้นไปอีกได้อย่างแน่นอน (>_O)

จบแล้วขอรับ ขอบคุณมากครับที่ทนอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ได้ ตอนนี้ขอตัวไปสลบก่อนล่ะครับ (+_+)/

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 10 ม.ค.53 เวลา 20:07:41 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 2 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ 2 ] [ Last ]
21 - 25 จากทั้งหมด 25 Reply

Blade
คนบ้าในไร่แห้ว

ส่วนตัวชมชอบเกม Action/RPG แต่เกม RPG ไหนเนื้อเรื่องสนุกก็เล่นนะ

เล่น Wizardry VIII ไปจนจบด้วย มานั่งนึกย้อนหลังว่าทนเล่นจนจบไปได้ยังไงกันนะ เกมยาวขนาดนั้น orz

เอาเข้าจริง ๆ การสวมบทบาทในเกมมันก็ค่อนข้างทำได้น้อยอยู่นะ อย่างมากก็มีชอยส์ให้เลือกไม่กี่แบบ จะทำให้อิสระมากก็มีข้อจำกัดด้านเทคนิคเยอะอีก

ความคิดเห็นที่ 21 ตอบเมื่อ 11 ม.ค.53 เวลา 17:36:11 น.

dynamite
Fantasy Lism

Quote : Iheer
Tactics Ogre ยากกว่า FF Tactic เยอะ


มันคือ ตำนานของเกมส์แนว tactic สินะครับ

ความคิดเห็นที่ 22 ตอบเมื่อ 11 ม.ค.53 เวลา 23:33:29 น.

BloodySweet-BB
ลูกผู้ชายตัวเก๊

แล้ว Might and Magic ล่ะ?

/me ตูม่ายแก่-------!!

ความคิดเห็นที่ 23 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.53 เวลา 12:08:13 น.

Alsagoz
The Medium of Chaos

Quote : Blade
ส่วนตัวชมชอบเกม Action/RPG แต่เกม RPG ไหนเนื้อเรื่องสนุกก็เล่นนะ

เล่น Wizardry VIII ไปจนจบด้วย มานั่งนึกย้อนหลังว่าทนเล่นจนจบไปได้ยังไงกันนะ เกมยาวขนาดนั้น orz

เอาเข้าจริง ๆ การสวมบทบาทในเกมมันก็ค่อนข้างทำได้น้อยอยู่นะ อย่างมากก็มีชอยส์ให้เลือกไม่กี่แบบ จะทำให้อิสระมากก็มีข้อจำกัดด้านเทคนิคเยอะอีก


MUD/MMORPG เลยมีเพื่อการนี้แหละครับ แต่ส่วนใหญ่มันจะกลายเป็นเครื่องมือไว้ใช้พูดคุยกันธรรมดาๆ มากกว่า (+_=')

Quote : BloodySweet-BB
แล้ว Might and Magic ล่ะ?

/me ตูม่ายแก่-------!!


เกมนี้ออกมาช่วงที่หลังจาก Wizardry ไปหน่อย (ปี 1986) ในฐานะของผู้ตามที่ไม่ค่อยจะต่างกับ Wizadry มากนอกจากมีเนื้อเรื่อ
งแบบเปิดกว้างมากกว่า ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ก็เริ่มเยอะตั้งแต่ Heroes of Might and Magic ไปนี่แหละครับ

แต่ในช่วงที่ไล่เลี่ยกันก็นับเป็นหนึ่งในจตุรเทพเลยนะขอรับ (Wizardry, Ultima, The Bard's Tale, Might and Magic)

ความคิดเห็นที่ 24 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.53 เวลา 12:41:13 น.

Knell
โจร

เข้ามาอ่านจนจบได้เสียที ไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเกมรูปแบบสวมบทบาทนี้ เพราะตัวเองก็เพิ่งได้เล่นเกมรูปแบบนี้ตอนไฟฟอล แฟนตาซี 7 เอง ที่เริ่มเล่นมาจากการซื้อหนังสือบทสรุป เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือการ์ตูน

ความคิดเห็นที่ 25 ตอบเมื่อ 15 ม.ค.53 เวลา 13:07:09 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 2 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ 2 ] [ Last ]
21 - 25 จากทั้งหมด 25 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ