Butter-T
Member

[Model] มังกรหลับ จูกัดเหลียง ขงเบ้ง [Pic(โหด)-Text(มหาโหด!)]



“ฮกหลง ฮองซู หากได้มาคนใดคนหนึ่งจะสามารถครองแผ่นดินได้”

นี่เป็นคำพูดที่สุมาเต็กโช ผู้มีฉายาว่าซินแสกระจกเงาซึ่งมีความเก่งกาจในการมองผู้คนได้ทะลุ กล่าวไว้กับเล่าปี่
ฮองซูหมายถึงนักปราชญ์ชื่อดังที่ชื่อว่าบังทอง
ส่วนฮกหลงนั้นหมายถึง ชาวนาหนุ่มผู้อาศัยอยู่ที่กระท่อม ณ เขาหลงจง ผู้ซึ่งมีชื่อว่า “จูกัดเหลียง ขงเบ้ง”
นามนี้เป็นที่ลือชื่อกระฉ่อนไปทั่วในยุคนั้น และจนถึงปัจจุบันนี้ผ่านมาหลายพันปี ชื่อนี้ก็ยังคงถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลกและเป็นชื่อที่คนอ่านสาม ก๊กรู้จักมากที่สุด ในฐานะของอัจฉริยะผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน
เรื่องราวของขงเบ้งมีการนำไปสร้างเป็นละครเป็นงิ้ว เป็นตำนาน นิทานต่อมาอีกมากมาย จนถึงขั้นกลายเป็นเทพเจ้าที่มีผู้คนนับถือและกราบไหว้ โดยเฉพาะที่มณฑลเสฉวน คนที่นั่นนับถือและยกย่องขงเบ้งประดุจเทพเจ้า เพราะที่เสฉวนนั้นเมื่อกว่าสองพันปีก่อนในยุคสามก๊กนั้น เป็นที่ตั้งของอาณาจักรซู่ฮั่นหรือจ๊กก๊ก ซึ่งขงเบ้งดำรงตำแหน่งเป็นมหาอุปราชและช่วยเหลือพระเจ้าเล่าเสี้ยนปกครอง อยู่กว่า 13 ปี
ขงเบ้ง ในภาพพจน์ของคนไทย ไม่สิคนทั่วโลกนั้น มักจะถูกมองว่าเหมือนกับผู้วิเศษที่หยั่งรู้ฟ้าดินได้ รู้ความเป็นไปของอนาคต จนถึงขนาดเรียกลมฝนได้ดั่งใจ จนบางทีจะออกไปทางไสยศาสตร์ด้วยซ้ำ บ้างก็มองขงเบ้งในแง่ของนักปกครองอัจฉริยะ และยอดเสนาธิการที่สามารถวางแผนการรบต่างๆได้ดุจเทพยดา
แต่ระยะหลังก็เริ่มมีการศึกษาและค้นคว้าเรื่องราวของขงเบ้งในแง่มุมที่ต่างออก ไปจากในอดีต หนังสือหลายเล่มที่เขียนขึ้นมาในระยะหลังนั้น เริ่มศึกษาหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวของอัจฉริยะผู้นี้ ในแง่มุมที่ต่างออกไป โดยเจาะลึกไปในข้อเท็จจริงที่ไม่มีใครได้ใส่ใจมาก่อน
ภาพลักษณ์ของคนอ่านสามก๊กในยุคหลังๆ ที่อ่านแบบละเอียดและตั้งข้อสังเกตนั้น เริ่มมองขงเบ้งในแบบที่ต่างออกไป บ้างก็ว่าขงเบ้งนั้นเป็นจอมสร้างภาพที่หลอกชาวโลกว่าตนเป็นอัจฉริยะ อีกมุมหนึ่งก็ว่าเป็นจอมเผด็จการที่วางแผนการทำให้ผู้คนต้องนองเลือดมากที่ สุดในยุคสามก๊ก
คนอ่านสามก๊กยุคหลังเริ่มจะมองขงเบ้งในแบบที่เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนมากขึ้น เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีกิเลสตัณหา ความอยาก ความทะเยอทะยาน และความผิดพลาด เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ซึ่งผลกระทบจากการค้นคว้าตรงนี้ไม่ได้เกิดแต่เพียงขงเบ้งเท่านั้น แต่ยังมีผลไปถึงตัวละครสามก๊กที่เราๆต่างเชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรมะมาตลอดอย่าง เช่น เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย
สำหรับ ขงเบ้งที่ผมจะเขียนถึงในบทนี้นั้นจะมีความยาวเป็นพิเศษกว่าตัวละครอื่น และนอกเหนือจากการนำเสนอประวัติของขงเบ้งแล้ว ยังจะเสริมในส่วนของการวิเคราะห์ในเชิงลึก แต่ทั้งนี้มันเป็นความเห็นส่วนตัว อาจจะทำให้คนที่นิยมชมชอบในตัวขงเบ้งไม่ค่อยพอใจนัก ก็ต้องขออภัยไว้ล่วงหน้า
และก็อย่าลืมว่าคนที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้นั้น เป็นคนที่ได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสองพันปีก่อน เรื่องราวบางเรื่อง พวกเราย่อมไม่มีทางรู้แจ้งได้ ดังนั้นก็อย่าเชื่อผมไปซะหมดล่ะ

ประวัติโดยย่อ

จูกัดเหลียง หรือจูเก่อเหลียง ชื่อรองคือขงเบ้งหรือขงหมิง เกิดในปีค.ศ.181 อันเป็นปีเดียวกับพระเจ้าเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์ฮั่นตะวันออก
พูดถึงชื่อแค่ชื่อขงเบ้งหรือขงหมิงของเขานั้น มันก็แฝงความนัยอะไรไว้แล้ว
ตามประเพณีจีนนั้น เมื่อโตจนถึงวัยอ่านออกเขียนได้ ก็จะมีการตั้งชื่อรองขึ้นมาเพื่อให้สะดวกต่อการเรียกชื่อขงเบ้งนี้ก็เป็น ชื่อที่เด็กน้อยนามเหลียงได้ตั้งขึ้น โดยนำคำว่า”ขง” อันเป็นแซ่ของมหาปราชญ์”ขงจื๊อ”มาผสมกับ “เบ้ง”หรือ”หมิง”ที่แปลว่าแสงสว่าง
ที่ว่าแฝงความนัยก็เพราะว่าขงจื๊อนั้นเป็น 1 ใน 2 มหาปราชญ์ที่คนจีนยกย่องมากที่สุด ซึ่งอีกคนก็คือ “เม่งจื๊อ”
โจโฉ มีชื่อรองว่า “เม่งเต๊อะ” ซึ่งนำคำว่าเม่งมาจากแซ่ของเม่งจื๊อ ด้วยเหตุนี้ขงเบ้งจึสำทับด้วยการตั้งชื่อตนเองโดยเอา “ขง” เข้าข่มกับ “เม่ง” ของโจโฉ เพราะคนจีนถือว่าขงจื๊อนั้นเป็นปราชญ์ที่อยู่เหนือกว่าเม่งจื๊อ
นั่นคือขงเบ้งกับโจโฉเป็นศัตรูที่ได้เกทับกันแล้วตั้งแต่การชื่อรองของตนเอง โดยขงเบ้งเป็นฝ่ายเกทับก่อน เพราะเขาเกิดทีหลัง แต่กลับจงใจตั้งชื่อที่มีความนัยว่าเป็นการข่มโจโฉ
ทั้งที่ในชั่วชีวิตของพวกเขานั้น ไม่เคยได้พบเจอหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว!!!
ตัวละครสองตัวที่โด่งดังที่สุดในสามก๊กอย่างขงเบ้งกับโจโฉ แถมเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้กันไปแทบชั่วชีวิตนั้น ไม่เคยเจอหน้ากันเลยแม้สักครั้ง แต่ขงเบ้งกลับมีความอยากเอาชนะโจโฉอย่างรุนแรงมาก ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ออกจากเขาโงลังกั๋งด้วยซ้ำ
จะว่าไปมันก็มีสาเหตุ ซึ่งตรงจุดนี้มีเกร็ดเล่าไว้ในสมัยเด็กของขงเบ้ง
ตัวขงเบ้งนั้นต้องกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก เพราะบิดามารดาเสียชีวิตจนหมด ญาติพี่น้องที่เหลืออยู่ ก็มีจูกัดเหี้ยนผู้เป็นอา และพี่น้องอีกสี่คน โดยเป็นผู้ชายสองคน คนพี่คือจูกัดกิ๋น ซึ่งในภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรง่อก๊ก และจูกัดกุ๋นน้องชายอีกคนนั้น ภายหลังได้เข้ารับราชการที่อาณาจักรจ๊กก๊ก ในยุคที่ตัวเขาเป็นมหาอุปราช และยังมีพี่สาวอีกสองคนที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้
ว่ากันว่าจูกัดเหลียงในวัยเด็กนั้นได้ประสบพบกับความวุ่นวายอันเกิดจากสงคราม ที่ระอุไปทั่วแผ่นดินภาคกลาง เขาได้พบเห็นสภาพความโหดร้ายของชาวบ้านที่ได้รับจากสงครามมามาก ครอบครัวของเขาเองนั้นก็จำเป็นต้องระหกระเหินหนีภัยสงครามอย่างไม่เป็นหลัก แหล่ง นั่นอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเจ็บแค้นโจโฉ ซึ่งได้ทำสงครามเพื่อขยายอิทธิพลในแดนภาคกลางและภาคเหนือ จริงอยู่ว่าเป้าหมายในการรวมแผ่นดินที่กำลังวุ่นวายให้สงบของโจโฉนั้น จะเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นสิ่งที่ถูกเมื่อดูจากสถานการณ์ในตอนนั้น แต่ขณะเดียวกันเขาก็ได้ทำให้คนบริสุทธิ์ต้องล้มตายไปจำนวนมาก โดยเฉพาะเหตุการณ์สำคัญที่เขาออกคำสั่งให้ฆ่าล้างเมืองชาวชีจิ๋ว เพื่อแก้แค้นให้พ่อของตนที่ตายเพราะถูกทหารของโตเกี๋ยมเจ้าเมืองชีจิ๋วฆ่า ว่ากันว่าครอบครัวของขงเบ้งเองก็ต้องประสบภัยหนีตายเพราะการฆ่าล้างเมือง ครั้งนั้นด้วย
ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่านั่นคือมูลเหตุที่ทำให้ขงเบ้งคั่งแค้นโจโฉและมีความคิดเอาชนะจนกระทั่งวาระสุดท้าย แต่ก็เป็นไปได้มากทีเดียว
เพื่อหลีกหนีภัยสงครามที่ลุกลามไปทั่วภาคกลาง จูกัดเหี้ยนผู้เป็นอาจึงพาขงเบ้งและน้องๆลงไปขอพึ่งใบบุญเล่าเปียวเจ้าเมือง เกงจิ๋ว ส่วนจูกัดกิ๋นพี่ชายของขงเบ้งซึ่งร่ำเรียนวิชาความรู้จนเป็นบัณฑิตที่มีชื่อ นั้น ก็ได้ตัดสินใจลงไปหาความก้าวหน้าในชีวิตที่แดนกังหนำทางตอนใต้ ซึ่งเวลานั้นซุนเซ็กเจ้าแห่งกังหนำกำลังรับสมัครคนเก่งจำนวนมาก และจูกัดกิ๋นนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นบุตรกตัญญูที่ดูแลแม่เลี้ยงของตน เป็นอย่างดี เขาจึงถูกเชิญให้ไปรับราชการที่กังหนำ
ขงเบ้งและครอบครัวที่เหลือจึงอพยพลงไปขอพึ่งเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นคนใจบุญชอบช่วยเหลือคน และครอบครัวของขงเบ้งก็ได้รับมอบที่ดินที่ตำบลหลงจงบนเขาโงลังกั๋งเพื่อไว้ ใช้ทำนาเลี้ยงชีพ
เวลานั้นเป็นช่วงที่มีนักปราชญ์ บัณฑิตที่เก่งกาจและชื่อดังมากมายอพยพลงมาที่ดินแดนเกงจิ๋วเพื่อหลีกหนีภัย สงครามจากตอนเหนือและภาคกลางซึ่งขณะนั้นกำลังร้อนระอุไปทั่ว
ขงเบ้งในช่วงที่อยู่เกงจิ๋วนั้นยังเป็นหนุ่มวัยรุ่นอายุประมาณ 17-18 ปี และกำลังสนใจศึกษาหาความรู้ เพราะคิดว่านั่นเป็นทางหนึ่งที่จะสามารถทำให้ตนเองเข้ามามีบทบาทในยุคสงครามนี้ได้
เขาได้มีโอกาสพบกับปราชญ์และบัณฑิตหนุ่มๆมากมายที่อาศัยอยู่แถบนั้น พวกเขามักจะจับกลุ่มกันไปชุนนุมและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกัน หลายคนในกลุ่มนี้นั้นเป็นผู้มีชื่อเสียง มีความรู้ความสามารถมาก แต่พวกเขาต่างไม่สนใจรับราชการ ทั้งที่เล่าเปียวเองก็ชวนพวกเขา ซึ่งสาเหตุนั้นจะเจาะลึกทีหลัง
คนที่เป็นกลุ่มอาวุโสของปราชญ์กลุ่มนี้ประกอบไปด้วย ซินแสสุมาเต๊กโช ผู้มีฉายาว่าซินแสกระจกเงา เพราะสามารถมองทะลุถึงคนแต่ละคนได้ และก็คหบดีใหญ่บังเต๊กกงซึ่งร่ำรวยและยังเป็นบัณฑิตชื่อดัง แต่ไม่คิดรับราชการ เขาคนนี้มีหลานชายซึ่งภายหลังก็ได้เป็นเพื่อนสนิทของขงเบ้งและเป็นหนึ่งใน กุนซือชื่อดังแห่งยุค นั่นคือบังทอง
และสุดท้ายคือหวังตันเอี๋ยน คนนี้คล้ายกับบังเต๊กกงที่รวยทั้งทรัพย์สินและปัญญา แต่มีข้อด้วยอยู่อย่างที่ทำให้คนมักไม่ไปชุนนุมที่บ้านของเขา นั่นก็คือเขามีลูกสาวอยู่หนึ่งคนที่ได้ชื่อว่ามีหน้าตาอัปลักษณ์อย่างที่สุด ซึ่งเฉินโซ่วได้บรรยายไว้ว่า มีผิวกายสีคล้ำ เส้นผมสีเหลือง ว่ากันว่าเธอมีสายเลือดของชนนอกด่านอยู่ครึ่งหนึ่งเพราะแม่ของเธอเป็นชาวนอก ด่าน ชื่อของนางคือหวังเย่อิง
แต่ ในความอัปลักษณ์นั้น เธอกลับซ่อนความชาญฉลาดเอาไว้ ว่ากันว่าเธอเป็นหญิงที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ แตกฉานในศาสตร์หลายแขนง เช่นดาราศาสตร์ งานประดิษฐ์ การคำนวณ และพิธีกรรมที่ออกไปทางไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของเธอ
ขงเบ้งนั้นได้ตัดสินใจในสิ่งที่ทำให้คนทั้งเกงจิ๋วถึงกับงงเป็นแถบ นั่นคือการเลือกผู้หญิงที่ชาญฉลาดแต่แสนจะอัปลักษณ์คนนี้เป็นภรรยา
เกี่ยวกับการตัดสินใจครั้งนี้ของขงเบ้งนั้น มีความเห็นที่น่าสนใจที่แตกต่างกันออกไป
บ้างก็ว่าเพราะขงเบ้งเลือกที่ความฉลาดของเธอมากกว่าหน้าตาซึ่งสักวันก็ต้องโรยรา ไป แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง จะคิดได้ว่า เพราะขงเบ้งต้องการวิชาความรู้มากมายหลายแขนงของเธอจึงยอมแต่งด้วย บ้างก็ว่าเพราะเธอเป็นลูกสาวของคนดัง ดังนั้นเขาจึงยอมแต่งเพื่อที่ตนเองจะได้มีชื่อเสียงเพียงพอที่จะทำให้คนใหญ่ คนโตได้ยินเข้า
หากมองในแบบนี้จะแสดงให้เห็นว่าขงเบ้งนั้นไม่ได้แต่งงานกับเธอเพราะความจริงใจแต่หวังผลประโยชน์ที่จะได้รับในภายหลัง
ระหว่างความรู้และชื่อเสียงที่จะได้รับ กับชีวิตคู่ที่ได้ภรรยาสะคราญโฉม ขงเบ้งเลือกอันแรก ซึ่งกว่าที่ขงเบ้งจะมีลูกคนแรกกับภรรยาคนนี้ได้นั้นก็หลังจากที่แต่งงานไปแล้วเป็นสิบปี
การที่ได้แต่งงานกับลูกสาวคนดังนั้นทำให้ชื่อของขงเบ้งเป็นที่รู้จักในหมู่นัก วิชาการและผู้มีชื่อเสียงในเกงจิ๋ว เขาเริ่มคบหาสมาคมกับผู้มีความรู้หลายคน คนที่เด่นๆก็มี
บังทองหลานชายของคหบดีใหญ่บังเต๊กกง ซึ่งถือว่าเป็นคนหนุ่มที่ได้รับการยอมรับมากในความรู้ความสามารถ ขงเบ้งจะคบหาและสนิทสนมกับบังทองมากเป็นพิเศษ จนกระทั่งสุมาเต็กโชให้ฉายาทั้งคู่รวมกันว่าเป็น ฮกหลงกับฮองซู หรือมังกรหลับและหงส์อ่อน ขงเบ้งเองก็นับถือบังทองมาก ในภายหลังเขาเคยบอกกับเล่าปี่ว่าด้านการวางกลยุทธ์แล้ว บังทองเหนือกว่าตนซะอีก
ชีซี เป็นคนหนุ่มที่หนีมาอยู่ที่เกงจิ๋วเช่นกัน เพราะได้ฆ่าคนตายที่บ้านเกิดจึงกลายเป็นผู้ร้ายต้องอาญา แต่เขาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและขึ้นชื่อในเรื่องความกตัญญูสูงมาก และยังเป็นนักวิชาการเพียงไม่กี่คนในเกงจิ๋วที่ถนัดด้านบู๋ด้วย
ม้าเลี้ยง ม้าเจ๊ก สองพี่น้องตระกูลม้า เป็นตระกูลใหญ่ในแถบนั้นเช่นกัน(คนละม้ากันกับของม้าเฉียว) มัก จะแวะมาคลุกคลีกับนักวิชาการหนุ่มอย่างพวกขงเบ้งเสมอ โดยเฉพาะม้าเจ๊กซึ่งพูดจาโต้ตอบได้ฉะฉานนั้น ขงเบ้งให้ความรักใคร่เอ็นดูเหมือนเป็นน้องชาย
มีนักวิชาการนักปราชญ์อีกหลายคนที่ขงเบ้งคบหาและแลกเปลี่ยนความคิด ซึ่งก็ดำเนินมาหลายปี จนในที่สุดต่างคนต่างก็เริ่มแยกย้ายกันไปเพื่อแสวงหาความก้าวหน้า
บั ทองนั้นตัดสินใจออกเดินทางไปทั่วแผ่นดินเพื่อหาประสบการณ์ ส่วนขงเบ้งนั้นทำตรงข้ามนั่นคือเก็บตัวศึกษาค้นคว้าตำราและวิชาความรู้อยู่ ในกระท่อมที่หลงจงโดยไม่ไปไหน
หลายคนสงสัยว่าในเมื่อมีคนเก่งมากมายมาชุมนุมกันอยู่ที่เกงจิ๋ว แล้วทำไมพวกเขาไม่มาทำงานให้กับเล่าเปียว ซึ่งเป็นผู้ให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์พวกเขา
นั่นเพราะนักวิชาการในเกงจิ๋วนั้นได้แบ่งเป็นสามฝ่าย ฝ่ายแรกคือพวกที่ทำงานให้เล่าเปียว เช่นกลุ่มของอี้เจีย เก็งเหลียง เก็งอวด ฝ่ายที่สองคือพวกที่ไม่นิยมเล่าเปียวซึ่งกลุ่มของขงเบ้ง บังทองอยู่ฝ่ายนี้ และสุดท้ายคือพวกที่แสวงหาความสงบไม่คิดรับราชการ นำโดยสุมาเต๊กโช
สาเหตุนั้นไม่แน่ชัดว่าทำไมเล่าเปียวจึงไม่ได้รับความนิยม ทั้งที่เขาก็ช่วยเหลือคนเหล่านี้ไว้ คนพวกนี้น่าที่จะทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณ แต่อาจเพราะเล่าเปียวนั้นขาดความทะเยอทะยานหรืออุดมการณ์ในการที่ช่วยชาติ ที่กำลังวุ่นวายอยู่ เล่าเปียวนั้นไม่ได้ถือนโยบายการขยายดินแดนเช่นเดียวกับเจ้ามณฑลคนอื่นๆ ทั้งที่ศักยภาพของกองทัพเกงจิ๋วนั้นมีมากพอที่จะขยายอาณาเขตในภาคใต้และทำ ให้เกิดเอกภาพขึ้นมาได้มาก แต่เล่าเปียวเป็นเจ้ามณฑลที่ค่อนข้างจะพอใจในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ จนเหมือนกับว่าขอเพียงอยู่อย่างสงบไปวันๆโดยไม่คิดจะทำอะไร อีกทั้งนิสัยส่วนตัวยังขาดความเด็ดขาด ดังนั้นแม้จะช่วยคนไว้มาก แต่คนเหล่านั้นที่เขาช่วยไว้ ส่วนใหญ่ก็ไม่คิดจะทำงานให้ จะว่าไปก็เหมือนกับคนที่ทำคุณคนไม่ขึ้น
หากเป็นยุคสมัยที่บ้านเมืองสงบสุข คนเช่นเล่าเปียวคงจะเป็นขุนนางที่มีแต่ผู้คนรักใคร่ และเป็นตงฉินผู้อารี แต่ในยุคที่บ้านเมืองวุ่นวาย ต้องการผู้มาสยบความวุ่นวายนั้น ความทะเยอทะยานและอุดมการณ์อันแรงกล้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เป็นใหญ่จะต้อง มี ในเมื่อเล่าเปียวขาดสิ่งนี้ เขาจึงไม่อาจเป็นได้มากกว่าเจ้ามณฑลคนหนึ่งเท่านั้น
นี่เป็นเหตุให้นักวิชาการและกุนซือที่มีความสามารถหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มของ ขงเบ้งนั้นไม่คิดจะทำงานให้ เพราะถึงไปอยู่ด้วยก็ไม่มีโอกาสเติบโตได้มากกว่าที่เป็นอยู่
ในยุคสามก๊ก ซึ่งถือว่ากลียุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นสามัญชนหรือชาวนาที่ต่ำต้อยแค่ไหนก็ตาม หากว่าคนผู้นั้นมีความทะเยอทะยานอย่างแรงกล้า และกระสันที่จะให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศล่ะก็ คนผู้นั้นก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้
ขงเบ้ง เองก็เป็นคนทะเยอทะยาน เพียงแต่ความทะเยอทะยานของเขานั้นไม่ได้แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง เขาเป็นผู้หนึ่งที่คิดจะมีบทบาทในยุคสงครามนี้และคิดเข้ามามีส่วนในอำนาจการ ปกครองอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่ซุ่มเก็บตัวศึกษาวิชาเพื่อรอคอยโอกาส
ขงเบ้ง เก็บตัวฝึกวิชาได้หลายปี ความรู้ความสามารถเริ่มแก่กล้ามากขึ้น แต่เขาก็ยังไม่ออกมาแสดงฝีมือสู่โลกภายนอก ทั้งนี้เพราะเขายังไม่สามารถหาเจ้านายคนที่จะสามารถชักนำเขาออกมาสู่โลกภาย นอกได้
เคยมีคนสงสัยว่าทำไมขงเบ้งถึงไม่ไปทำงานให้กับโจโฉ ซุนกวน เล่าเปียวหรือคนอื่นๆแต่กลับเลือกเล่าปี่
สำหรับเหตุผลนั้นก็อย่างที่บอกไปข้างต้น
กับโจโฉนั้นเป็นไปไม่ได้ที่ขงเบ้งจะไปอยู่ด้วย เพราะมีความแค้นและความอยากเอาชนะฝังหัวอยู่ ที่สำคัญเลยคือโจโฉมีคนเก่งอยู่มากมาย ถึงขงเบ้งไปอยู่ด้วย อย่างมากก็เป็นแค่หนึ่งในทีมงานที่ปรึกษาเท่านั้น
ฝ่ายกลุ่มของซุนกวนเองก็มีจิวยี่เป็นตัวหลัก และยังมีที่ปรึกษาอื่นที่ตกทอดมาจากสมัยซุนเกี๋ยนและซุนเซ็กอีกพอสมควร
กลุ่มเล่าเปียว....ก็ อย่างที่บอกไปว่าเล่าเปียวขาดความทะเยอทะยาน สำหรับขงเบ้งที่มีความมุ่งมั่นของตนเอง และต้องการแสดงฝีมือให้โลกประจักษ์นั้น ไปอยู่ด้วยย่อมไม่มีประโยชน์
ดังนั้นตัวเลือกที่เหลือก็คือเล่าปี่เท่านั้น ยิ่งเมื่อเล่าปี่ได้ยินชื่อเสียงของขงเบ้งและเดินทางมาหาถึงสามครั้ง ขงเบ้งจึงคิดว่าถึงแก่เวลาซะที
การสนทนา ณ หลงจง อันป็นการปรึกษาหารือกันถึงเรื่องแผ่นดินระหว่างเล่าปี่และขงเบ้งนั้น เป็นการเผยความในใจที่สำคัญของเล่าปี่และขงเบ้งออกมาได้ดีทีเดียว ยิ่งถ้าหากว่าใครอ่านสามก๊กอย่างน้อยสัก 2-3 รอบขึ้นไปจะเริ่มจับได้ถึงความทะเยอทะยานอันแรงกล้าของสองคนนี้
ขงเบ้งนั้นคาดการณ์ว่าแผ่นดินจะแตกออกเป็นสาม ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครมองออก แต่ก็ยังมีคนที่คิดแบบเดียวกับเขาอยู่อีกสองคน นั่นคือโลซกที่ปรึกษาของซุนกวน และซุนฮกที่ปรึกษาใหญ่ของโจโฉ
ตามแผนการของขงเบ้งที่ได้เสนอต่าเล่าปี่ที่กระท่อมหลงจงนั้น หากเราอ่านสามก๊กหรือว่าดูหนังให้ละเอียดแล้ว สามารถพูดได้เต็มปากว่าทั้งสองคนมีความอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างเต็ม เปี่ยม และพร้อมที่จะทรยศหักหลังพันธมิตรของตนเองได้เมื่อแผนสำเร็จ
กล่าวคือ ขงเบ้งได้เสนอให้เล่าปี่ทำการยึดอำนาจการปกครองเกงจิ๋วมาจากเล่าเปียว โดยให้เหตุผลว่าเล่าเปียวเป็นคนไม่เอาไหน
จริงอยู่ว่าเล่าเปียวอาจไม่เอาไหนจริง แต่อย่าลืมว่าเล่าเปียวนี่แหละคือผู้ที่ให้การอุปถัมภ์เล่าปี่และขงเบ้งใน ยามที่พวกเขาตกอับที่สุด แล้วพวกเขาทั้งคู่ยังพร้อมที่จะหักหลังได้อย่างหน้าตาเฉย การที่ขงเบ้งเสนอแผนแบบนี้ อาจแสดงออกว่าเขาตัดใจพร้อมที่จะทำทุกอย่างแล้ว
หากเราประณามโจโฉเป็นจอมเจ้าเล่ห์แล้วล่ะก็ ขงเบ้งเองก็จัดว่าร้ายไม่แพ้โจโฉเลย
ขงเบ้ง เสนอต่อไปว่า เมื่อยึดเกงจิ๋วได้ ต่อไปก็ให้ผูกพันธมิตรกับซุนกวนทางตอนใต้ เพื่อต้านโจโฉ แล้วจากนั้นจึงค่อยใช้ทหารเกงจิ๋วเป็นฐานกำลังในการเข้าตีเสฉวนทางภาคตะวัน ตกเพื่อยึดเอาเป็นดินแดนปกครองของตนเอง
จากนั้นก็สร้างกำลังให้แข็งแกร่ง แล้วส่งแม่ทัพที่เก่งกาจนำกำลังบุกจากทางเสฉวน ส่วนทางเล่าปี่ก็นำกำลังทหารจากเกงจิ๋วบุกขึ้นเหนือ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถพิชิตโจโฉและรวมแผ่นดิภาคกลางและเหนือไว้ได้
สำหรับพันธมิตรกับซุนกวนนั้น เนื่องจากว่าแผ่นดินเดียวมีฮ่องเต้สององค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับสวรรค์แล้วว่าสุดท้ายใครจะเป็นฝ่ายมีชัย
จากการแผนการที่ขงเบ้งเสนอมานั้น เล่าปี่ได้ปฏิเสธกรณียึดเกงจิ๋วแบบแกนๆ ด้วยอ้างเหตุว่าเล่าเปียวกับตนต่างก็เป็นคนแซ่เล่าเหมือนกัน ดังนั้นมันจะน่าเกลียดที่ไปยึดเอาเมืองของเขา แต่ขงเบ้งได้พูดกล่อมจนเล่าปี่ยอมรับแผนนี้
หลังจากนั้นขงเบ้งก็ได้ตามเล่าปี่ลงจากเขาและมาทำงานให้ในฐานะเสนาธิการทหาร โดยหน้าที่หลักคือการฝึกฝนทหาร ซึ่งขงเบ้งได้นำเอารูปแบบค่ายกลที่ตนคิดนำฝึกให้ทหารเล่าปี่ จนในเวลาไม่นานกองทัพเมืองซินเอี๋ยของเล่าปี่ก็เข้มแข็งขึ้นมามาก
มีบันทึกเป็นหลักฐานชัดเจนในสมัยถัง หลังจากยุคสามก๊กไปหลายร้อยปี จากในตำราพิชัยสงครามของหลี่จิ้ง แม่ทัพไร้พ่ายในยุคนั้นถึงเรื่องการอ้างอิงกลยุทธ์และการฝึกค่ายกลจากในตำรา พิชัยสงครามของขงเบ้ง แสดงว่าขงเบ้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการฝึกทหารไม่น้อย
ขณะนั้น โจโฉซึ่งสามารถรวบรวมตงง้วนให้เป็นหนึ่งได้ ก็ตัดสินใจยกทัพที่มีจำนวนหลายแสนคนคนลงมาทางใต้ เพื่อเตรียมยึดเกงจิ๋วของเล่าเปียวและกังหนำของซุนกวน
ทหาร กว่าแสนคนของโจโฉนั้นทำให้ผู้คนทางใต้หวาดกลัวมาก ทางฝ่ายเกงจิ๋วเองก็กำลังวุ่นวายเพราะเล่าเปียวเกิดป่วยตายกระทันหัน เล่าจ๋องบุตรคนเล็กได้ขึ้นนั่งเมืองแทน ภายใต้การบงการของมารดาชัวฮูหยิน และก็ได้ตัดสินใจสวามิภักดิ์ต่อโจโฉ
นั่นเหมือนฟ้าผ่าลงที่กลางหัวเล่าปี่และขงเบ้ง แผนการที่วางไว้พังครืนลงทันที และกลุ่มของเล่าปี่จำต้องอพยพหนีตายทิ้งเมืองเกงจิ๋ว เพื่อลงมาทางตอนใต้ที่เมืองแฮเค้าของเล่ากี๋ที่ตีฉากมาตั้งมั่นอยู่ก่อน
ช่วงเหตุการณ์ตรงนี้มีเรื่องราวมากมายที่ได้ทำให้เป็นตำนานอีกหลายบทในเรื่องสาม ก๊ก ไม่ว่าจะเป็นวีรกรรมการบุกตะลุยทหารนับแสนคนเพื่อช่วยอาเต๊าของจูล่ง หรือว่าเตียวหุยที่บ้าบิ่นยืนประจันหน้าทหารของโจโฉเพียงลำพังที่หน้าสะพาน เตียงปันเกี้ยว แต่จะไม่กล่าวถึงเพราะว่าขงเบ้งไม่ได้มีส่วนด้วยเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงก่อนที่เล่าปี่จะต้องอพยพหนีลงมานั้น ได้มีศึกที่เป็นการเปิดตัวครั้งแรกของขงเบ้งในสนามรบด้วย ซึงหลายคนคงรู้จัก นั่นคือศึกเผาทุ่งพกป๋องและศึกเผาเมืองซินเอี๋ย
เพียงแต่ผมเริ่มไม่แน่ใจว่าสองศึกนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงรึเปล่า เพราะมีหลายปัจจัยที่ทำให้สงสัยว่าจะเป็นเรื่องแต่งที่หลอก้วนจงแต่งเพิ่ม ขึ้นในฉบับนิยายเพื่อสร้างขงเบ้งให้เด่นขึ้น ในประวัติศาสตร์จีนเองนั้นบันทึกเหตุการณ์ช่วงที่ขงเบ้งลงจากเขาว่ามาช่วย เล่าปี่ฝึกทหารในฐานะเสนาธิการกองทัพ และได้รับการยกย่องอย่างมาก จากนั้นก็พูดถึงการอพยพหนีลงใต้ของเล่าปี่ โดยไม่ได้กล่าวถึงยุทธการทั้งสองไว้เลย
ปัจจัยหลักๆก็คือระยะเวลาในยุทธการทั้งสองนั้นมันกระชั้นชิดเกินไป โดยยึดจากฉบับประวัติศาสตร์ของเฉินโซ่วนั้น ได้บันทึกไว้ว่าขงเบ้งลงจากเขามาอยู่กับเล่าปี่ในช่วงฤดูหนาวต้นปีของปี ค.ศ. 208 จากนั้นขงเบ้งก็เริ่มทำงานให้เล่าปี่ จนถึงเดือน 9 กอง ทัพของโจโฉจึงได้เข้าประชิดเมืองซินเอี๋ย เล่าจ๋องยอมสวามิภักดิ์ โจโฉจึงยึดได้เกงจิ๋วทางตอนบนทั้งหมด และตั้งทัพไว้ที่เมืองกังเหลง ส่วนเล่าปี่นั้นหนีไปอยู่เมืองแฮเค้า ต่อมาเดือน 12 ใน ปีเดียวกัน พันธมิตรเล่าปี่ซุนกวนก็ก่อกำเนิดขึ้น และจับมือกันตอบโต้ฝ่ายโจโฉ จนเกิดยุทธการที่ผาแดงหรือศึกเซ็กเพ็กอันโด่งดังที่สุดในสามก๊กขึ้น
ช่วงระยะเวลาที่ขงเบ้งมาอยู่กับเล่าปี่ จนถึงตอนที่ได้อพยพหนีทัพโจโฉนั้น เป็นเวลาประมาณ 8-9 เดือน ซึ่งอาจมองว่าเป็นเวลาที่มากพอดูแต่การเดินทางไปทำสงครามในสมัยนั้นเป็นระยะ ทางไกลมาก ไม่ใช่แค่เดือนสองเดือนก็ถึง ที่สำคัญคือในศึกเผาทุ่งพกป๋องและศึกเผาเมืองซินเอี๋ย อันเป็นการแจ้งเกิดของขงเบ้งในนิยายนั้น ฝ่ายโจโฉได้นำกำลังทหารเข้าตีกว่าแสนคน หากว่าต้องพ่ายยับกลับไปถึงสองครั้งติดๆกัน ขวัญทหารมีหวังพินาศหมดสิ้น โจโฉคงจะไม่กล้ายกทัพใหญ่มาอีกเป็นครั้งที่สามแน่
ศึกเผาทุ่งพกป๋องซึ่งเป็นศึกแรกของขงเบ้งนั้น มีโอกาสเป็นไปได้มากพอสมควรว่าจะเกิดขึ้นจริง เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นศึกลองเชิงของฝ่ายโจโฉ และเมื่อพ่ายแพ้กลับไป โจโฉจึงตัดสินใจยกทัพใหญ่มาด้วยตนเอง ในขณะที่ยุทธการเผาเมืองซินเอี๋ยอันเป็นศึกที่สองของขงเบ้งนั้น โอกาสเป็นไปได้ยากมากเมื่อคำนึงถึงระยะเวลาและหลักความจริงต่างๆ เพราะการเผาเมืองๆหนึ่งไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มันต้องอาศัยระยะเวลามากพอในการอพยพผู้คนออกไปจากเมือง แม้เมืองซินเอี๋ยจะเป็นเมืองเล็ก แต่เป็นเมืองที่มีผู้อยู่อาศัยร่วมแสนคน นอกจากนี้ตำแหน่งเจ้าเมืองซินเอี๋ยของเล่าปี่ก็ได้มาเพราะเล่าเปียวเป็นคน แต่งตั้งให้เพื่อให้เล่าปี่เป็นกันชนกับทางโจโฉ หากจะใช้แผนเผาเมืองจริง จำต้องขออนุญาตจากเล่าเปียว ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์เช่นนี้คงไม่ได้รับการอนุมัติเป็นแน่
ดังนั้น เมื่อดูจากสภาพความเป็นจริง กลยุทธ์เผาเมืองซินเอี๋ยมีโอกาสสูงมากที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง น่าจะเป็นเพียงการแต่งเสริมเพื่อแสดงภูมิปัญญาของขงเบ้ง ศึกที่น่าจะเป็นจริงน่าจะเป็นศึกเผาทุ่งพกป๋องมากกว่า
วกกลับที่การอพยพลงใต้ เมื่อเล่าปี่ได้อพยพลงมาที่แฮเค้าแล้วก็ได้จัดการส่งขงเบ้งไปเป็นทูตในการ เจรจาเป็นพันธมิตรกับทางซุนกวน โดยในฉบับนิยายได้สร้างเรื่องราวไว้อย่างเผ็ดมันและน่าติดตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ขงเบ้งโต้คารมเอาชนะที่ปรึกษาของซุนกวน และการยั่วยุจิยี่ให้ร่วมทำศึกและการชิงไหวชิงพริบระหว่างขงเบ้งกับจิวยี่
โดยเรื่องหลักคือในนิยายนั้นแต่งให้ขงเบ้งเป็นตัวเด่นในการเตรียมทำศึกโดยเป็น ผู้ออกอุบายต่างๆ โดยมีจิวยี่รับบทเป็นตัวอิจฉา แต่ตามประวัติศาสตร์จริงนั้น คนที่เด่นที่สุดในช่วงการเตรียมทำศึกเซ็กเพ๊กและมีผลงานสูงสุดของศึกนี้ก็ คือจิวยี่
แต่กระนั้นหลอก้วนจงก็ยังเสริมให้ขงเบ้งเด่นขึ้น ด้วยการให้ขงเบ้งวางแผนเก็บธนูนับพันดอกด้วยการนั่งเรือไปในวันที่หมอกหนา แล้วใช้หุ่นฟางปักเพื่อล่อทหารโจโฉให้ยิงใส่
คิดตามหลักความจริง ขงเบ้งไปอยู่ที่กังหนำในฐานะของทูตเจรจาและเสนาธิการร่วม คอยช่วยเหลือในการวางแผนรบ แต่จิวยี่แม่ทัพใหญ่กลับใช้ให้ขงเบ้งสร้างธนูนับพันดอกให้เสร็จทันในสามวัน ถ้าไม่ได้จะตัดหัว
แม่ทัพใหญ่ประสาอะไรกันที่ออกคำสั่งงี่เง่าแบบนั้น อยู่ดีๆก็หาเรื่องกับเสนาธิการของตัวเอง แถมใช้ให้ไปทำงานแบบกรรมกร ทั้งที่ใกล้จะรบกันอยู่รอมร่อ
เรื่องที่ขงเบ้งเรียกลมก็เช่นกัน ก่อนอื่นต้องเท้าความหน่อยสำหรับคนไม่รู้ นั่นคือจิวยี่ตัดสินใช้แผนเพลิงพิฆาตทัพเรือของโจโฉ ทุกอย่างพร้อมหมดแล้ว ขาดแต่เพียงลมตะวันออกที่ไม่พัดมา จึงต้องวานให้ขงเบ้งใช้การตั้งแท่นบูชาเรียกลมมา
ในนิยายบางเล่มนั้นได้ทำให้ดูเหมือนว่าขงเบ้งรู้ทิศทางลม ดูออกว่าลมจะมาเมื่อไหร่จึงแกล้งทำเป็นจัดพิธีขึ้นให้ดูสมจริง
แต่จากสภาพความเป็นจริงนั้น จิวยี่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพเรืออันดับหนึ่งของยุคสามก๊ก อาศัยอยู่ที่กังหนำกว่าสิบปี และมีประสบการณ์การเดินเรืออย่างโชกโชน จะแย่ถึงขนาดที่ไม่สามารถอ่านทิศทางลมหรือรู้สภาพภูมิอากาศของถิ่นตัวเองได้ เลยหรือ
ขงเบ้งในฉบับนิยายนั้นได้ถูกสร้างให้มีความเก่งกาจจนเกินจริง จนดูเหมือนกับเป็นพ่อมดที่มีอภินิหารไปซะมากกว่าที่จะเป็นยอดกุนซือ
แต่หากจะสรุปผลงานของขงเบ้งในศึกเซ็กเพ๊กที่พอเป็นรูปธรรมก็คือ การเป็นผู้เจรจาและประสานงานการสร้างแนวร่วมพันธมิตรกับทางกังหนำโดยขงเบ้ง เป็นตัวแทนฝ่ายเล่าปี่ และโลซกเป็นตัวแทนฝ่ายซุนกวน และด้วยความพยายามของทั้งสอง จึงสามารถสร้างพันธมิตรเล่า-ซุน ในการต้านโจโฉขึ้นได้ ซึ่งหากพันธมิตรนี้ไม่เกิดขึ้นมา การต้านทานโจโฉก็คงจะเป็นเรื่องยาก วีรกรรมของขงเบ้งในศึกนี้จึงอยู่ที่การเจรจาเรื่องผลประโยชน์และการเมือง ไม่ใช่ผลงานการศึกอย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ
ช่วงก่อนศึกเซ็กเพ็ก ขงเบ้งก็กลับไปอยู่กับเล่าปี่ตามเดิม และภายหลังเมื่อกองทัพของโจโฉพ่ายแพ้ถูกเผาทำลายและต้องล่าถอยขึ้นเหนือ พื้นที่บางส่วนของเกงจิ๋วก็ยังคงอยู่ในการปกครองและเขตอิทธิพลของโจโฉอยู่ โดยเฉพาะที่เมืองกังเหลงซึ่งถือว่าเป็นหัวเมืองในการขึ้นเหนือ โดยโจโฉได้ใช้ให้โจหยินเป็นแม่ทัพอยู่รักษาเมืองกังเหลงอย่างแข็งขัน
ในการศึกนี้ จิวยี่ยกกองทัพง่อเข้าโจมตีเมืองกังเหลงดุจพายุ โจหยินได้ใช้ความสามารถทั้งหมดต้านทานอย่างเต็มที่ ซึ่งศึกนี้เป็นศึกที่มีรายละเอียดในนิยายและในประวัติศาสตร์ต่างกันมาก ในนิยายนั้นจิวยี่ได้ถูกลูกธนูโจมตีจนบาดเจ็บ แต่ก็อาศัยอาการบาดเจ็บนี้ในการล่อหลอกทัพของโจหยินให้ออกมาตามตีนอกเมือง จิวยี่จึงทำการตลบหลังใช้ทัพดักซุ่ม จัดการกับทัพของโจหยินได้ โจหยินไม่อาจถอนทัพกลับเข้าเมืองจึงจัดสินใจหนีขึ้นเหนือไปยังเซียงหยาง แล้วจิวยี่จึงยกทัพเข้าเมืองกังเหลง แต่ปรากฏว่าถูกขงเบ้งที่คาดการไว้ก่อนแล้ว ส่งจูล่งให้นำกองทัพเข้ามายึดกังเหลงในระหว่างนั้น กังเหลงจึงตกเป็นของเล่าปี่ไป แล้วภายหลังเมื่อซุนกวนต้องการทวงเมืองนี้ ขงเบ้งจึงได้ขอทำสัญญายืมเมืองนี้พื่อให้เป็นฐานที่มั่นแก่เล่าปี่จนกว่าจะ เข้ายึดเสฉวนได้ ซึ่งโลซกได้ยอมเป็นผู้ค้ำประกัน ท่ามกลางความไม่พอใจของซุนกวนและจิวยี่
แต่ในประวัติศาสตร์นั้นบันทึกไว้ต่างกันมาก โดยกล่าวว่าโจหยินได้ต้านรับอยู่ที่กังเหลงนี่นานถึง 1 ปีเต็ม และสามารถให้จิวยี่บาดเจ็บในศึกนี้เช่นกัน แต่หลังจากต้านทานอยู่นาน โจหยินพบว่าไม่อาจจะต้านได้นานไปกว่านี้ จึงตัดสินใจถอยทัพขึ้นเหนือไปยังเซียงหยางก่อนที่จะเป็นฝ่ายเสียหายและพ่าย แพ้กว่านี้แทน จิวยี่จึงได้ยกทัพเข้ายึดเมืองกังเหลงได้สำเร็จ แต่ขงเบ้งได้เดินทางมาขอยืมเมืองนี้กับทางซุนกวน ซึ่งขงเบ้งได้อาศัยการแจกแจงแก่โลซก และโลซกเองก็เห็นด้วยที่จะให้เล่าปี่เป็นโล่คอยยันอำนาจของโจโฉ ซึ่งซุนกวนเองเห็นชอบกับนโยบายนี้ด้วยซ้ำ แต่ผู้ที่คัดค้านกับเรื่องนี้ซึ่งเหมือนกันทั้งในนิยายและในประวัติศาสตร์ คือจิวยี่ เพราะเขาคือคนที่เหนื่อยที่สุด แต่ง่อกลับไม่ได้อะไรเลย และกลายเป็นว่าเล่าปี่ได้ประโยชน์สูงสุดไป
เกี่ยวกับกรณีนี้ ในนิยายสามก๊กแม้จะดูเป็นการใช้ปัญญาได้เมืองมาโดยไม่เสียกำลังของขงเบ้ง แต่เท่ากับฝ่ายเล่าปี่โกงซุนกวนอย่างมาก ในขณะที่ตามประวัติศาสตร์ วิธีการของขงเบ้งแม้จะดูเอาเปรียบฝ่ายง่อแต่ก็ยังดูเบาและเป็นที่น่ายอมรับ มากกว่าตามในนิยาย อีกทั้งยังดูเป็นลูกเล่นกับแผนทางการเมือง การเจรจาที่เหนือชั้นของขงเบ้งด้วยซ้ำ
คาดว่าหลอก้วนจงหรือ รุ่นหลังอย่างเหมาจงกัง ผู้แต่งนิยายสามก๊กน่าจะต้องการเพิ่มความสามารถทางกลยุทธ์ทางทหารให้แก่ ขงเบ้งมากกว่า เพราะบทบาทของขงเบ้งในประวัติศาสตร์ช่วงศึกเซ็กเพ๊กและไปจนถึงช่วงที่เล่า ปี่ได้ดินแดนเสฉวนนั้น เป็นบทบาทในด้านการบริหารและการเจรจาทางการเมือง ไม่ได้แสดงความสามารถเชิงการทหารเท่าไรนัก จึงมีการแต่งเรื่องราวออกมาเช่นนั้น แต่มันทำให้วิธีการของขงเบ้งครั้งนี้ดูโกงฝ่ายง่อมาก ทั้งที่ในประวัติศาสตร์แล้ว นี่เป็นผลงานทางการเมืองชิ้นสำคัญของขงเบ้งที่อาศัยนโยบายของโลซกให้เป็น ประโยชน์ ทำให้สามารถเกลี้ยกล่อมซุนกวนให้เห็นชอบได้ ทั้งที่ลึกๆแล้ว เขาเองก็คงไม่พอใจเหมือนกับจิวยี่เท่าใดนัก
หลังจากได้กังเหลงเป็นฐานกำลัง ขงเบ้งมีส่วนช่วยเหลือเล่าปี่ในการขยายเขตแดนทางใต้ของเกงจิ๋ว ซึ่งฝ่ายเล่าปี่สามารถยึดมาได้ 4 หัว เมืองโดยอาศัยกวนอู เตียวหุย จูล่ง เป็นแม่ทัพในการบุกตะลุยและยังได้ทหารเอกเข้ามาเพิ่มอีกสองคน นั่นคือฮองตงกับอุยเอี๋ยน ซึ่งผลงานสำคัญของขงเบ้งในช่วงนี้คือการช่วยเหลือเล่าปี่ในการจัดระเบียบการ ปกครองของเมืองเกงจิ๋วที่ยึดมาได้ อีกทั้งยังต้องคอยทำหน้าที่ทางการทูตกับฝ่ายซุนกวนที่คอยเร่งเวลาให้เล่าปี่ เข้าโจมตีเสฉวนโดยไว เพื่อจะได้คืนเกงจิ๋วให้ซุนกวนเสียที ขงเบ้งได้พยายามเตะถ่วงเรื่องนี้โดยอ้างความไม่พร้อมของกองทัพเล่าปี่ ว่ายังไม่สามารถเข้าโจมตีเสฉวนได้ อีกทั้งเล่าเจี้ยงผู้ครองเสฉวนก็เป็นคนแซ่เล้าเช่นกัน เรื่องนี้จึงต้องกระทำเมื่อถึงเวลาเหมาะสม
มณฑลเสฉวนในเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเล่าเจี้ยง เป็นดินแดนที่มีชัยภูมิยอดเยี่ยม เต็มไปด้วยเขาสูง เส้นทางก็ทุรกันดาร ยากที่ศัตรูจะตีแตกได้ อีกทั้งยังอุดมสมบูรณ์ ว่ากันว่าข้าวที่ผลิตในเสฉวนนั้น สามารถเลี้ยงประชากรชาวจีนได้ถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว
เล่าปี่นั้นเคยปฏิเสธขงเบ้งในการเขายึดเสฉวน โดยให้เหตุผลว่าทั้งเขาและเล่าเจี้ยง ต่างก็มีแซ่เล่าเหมือนกัน นับว่าเป็นญาติกัน ไม่ควรที่จะไปยึดบ้านเมืองของเขามา แต่ขงเบ้งอ้างว่าเล่าเจี้ยงนั้นเป็นคนไม่เอาไหน ไม่เหมาะสมที่จะปกครองดินแดนเสฉวน ประชาชนชาวเสฉวนเองก็ต่างต้องการหาผู้ปกครองที่ดีกว่า และสุดท้ายแล้วเล่าปี่ก็ตัดสินใจทำตามแผนขงเบ้งในการที่จะเข้ายึดเสฉวน
ก่อนที่จะไปเสฉวนนั้นขงเบ้งได้ชักชวนบังทองให้มาทำงานกับเล่าปี่อีกคน โดยสนับสนุนบังทองให้เล่าปี่อย่างออกหน้าว่าเป็นผู้มีความยอดเยี่ยมใน กลยุทธ์ โดยเฉพาะในการวางกลยุทธ์ในการศึกนั้น บังทองเหนือกว่าตนด้วยซ้ำ แต่ตอนแรกที่เล่าปี่เห็นหน้าตาบังทอง ก็ไม่ชอบใจ เพราะบังทองนั้นมีใบหน้าอัปลักษณ์ แต่สุดท้ายก็แต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการที่มีตำแหน่งเป็นรองแค่ขงเบ้ง
รายละเอียดในการเข้ายึดเมืองเสฉวนนั้น เป็นส่วนที่ขงเบ้งแทบไม่ได้มีบทบาทแสดงฝีมือเลย ทั้งในประวัติศาสตร์จริงและในฉบับนิยาย เนื่องจากขงเบ้งต้องอยู่โยงรักษาเมืองเกงจิ๋วพร้อมกับกวนอู เตียวหุย จูล่ง ส่วนเล่าปี่นั้นเอาบังทอง ฮองตง และอุยเอี๋ยนที่เพิ่งได้มาใหม่ไปเสฉวนแทน อาจเพราะเล่าปี่อยากให้พวกที่มาใหม่ได้โอกาสแสดงผลงานบ้าง
เมื่อเล่าปี่ได้เสฉวนแล้วก็เรียกตัวขงเบ้ง เตียวหุย จูล่ง ที่อยู่เกงจิ๋วให้ตามเข้ามา โดยให้กวนอูเป็นคนรักษาเมืองเกงจิ๋วทั้งหมด ฝ่ายขงเบ้งเมื่อเข้ามาเสฉวนแล้วนั้น ในฉบับนิยายบอกว่าขงเบ้งได้รับอำนาจในการจัดระบบการปกครองเต็มที่และมีอำนาจ เป็นรองแค่เล่าปี่เท่านั้น แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะเล่าปี่จำต้องอาศัยกำลังของขุนนางเก่าชาวเสฉวนอีกมากกว่าจะตั้งหลักได้ มั่นคง
ในการเข้ายึดเสฉวนนั้น เสนาธิการที่มีส่วนสำคัญมีอยู่สองคน นั่นคือบังทองและหวดเจ้ง แต่บังทองตายไปเสียก่อน หวดเจ้งหรือฝาเจิ้งจึงเป็นผู้มีความดีความชอบที่สุดไป หวดเจ้งนั้นเดิมเป็นขุนนางเสฉวนในตำแหน่งเสนาธิการที่มีความสามารถในการวาง กลศึกได้อย่างยอดเยี่ยม จนแม้แต่ขงเบ้งยังต้องยอมรับ การที่เล่าปี่ได้เสฉวนนั้น จะพูดไปแล้วก็เป็นเพราะเขากับเบ้งตัดเพื่อนสนิทซึ่งเป็นนายทหารเสฉวน ได้หักหลังเล่าเจี้ยงและชักนำเล่าปี่เข้ามาในเสฉวน ทำให้เล่าปี่สามารถเข้ายึดเสฉวนได้โดยไม่ต้องสูญเสียกำลังทหารมากนัก
ต่อมาหวดเจ้งยังได้สร้างผลงานสำคัญ เมื่อช่วยวางแผนให้แม่ทัพฮองตน สังหารแฮหัวเอี๋ยนญาติสนิทของโจโฉ ที่รักษาเมืองฮั่นจง ทำให้เล่าปี่สามารถยึดเอาเมืองฮั่นจงซึ่งถือเป็นปราการด่านสำคัญในการ ป้องกันเมืองเสฉวนในอนาคตมาได้ แต่น่าเสียดายที่ภายหลังจากนั้นไม่นาน หวดเจ้งก็ป่วยหนักและเสียชีวิตลง ในขณะนั้นเล่าปี่กำลังติดพันการศึกกับโจที่ฮั่นจง จึงให้ขงเบ้งส่งกองทัพหนุนขึ้นมาช่วยและขงเบ้งก็ได้มาทำหน้าที่ช่วยวางแผนใน การศึกที่ฮั่นจงแทน และสุดท้ายเล่าปี่ก็สามารถเอาชนะโจโฉได้อย่างเด็ดขาดครั้งแรกในศึกนี้
หลังจากนั้น ในปี ค.ศ.219 เดือน 7 เล่าปี่ก็ประกาศสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮั่นจงอ๋องที่เมืองฮั่นจงภายใต้การสนับสนุนของเหล่าขุนนาง
จนกระทั่งปีค.ศ. 221 มี ข่าวาว่าโจผีบุตรของโจโฉได้ทำการปลดพระเจ้าเหี้ยนเต้ลงจากบัลลังก์ แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นฮ่องเต้นามพระเจ้าวุ่ยบุ๋นตี้ ก่อตั้งราชวงศ์วุยฮั่นขึ้น
ขงเบ้ง และเหล่าขุนนางจึงพากันสนับสนุนให้เล่าปี่ตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้บ้าง ในชั้นแรกเล่าปี่ไม่ยอมรับ แต่ขงเบ้งอ้างว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ถูกปลดลงมาแล้ว เท่ากับราชวงศ์ฮั่นได้จบลง ดังนั้นเล่าปี่สมควรที่จะสถาปนาตนขึ้นเพื่อชูธงสืบทอดราชวงศ์ฮั่นต่อไป
ในที่สุดเล่าปี่ก็ยอมรับและขึ้นเป็นฮ่องเต้ ในปีค.ศ. 221เดือน 4 ทรง พระนามว่าพระเจ้าเจียงบู๊ สถาปนานครเฉิงตูเป็นราชธานี ก่อตั้งอาณาจักรซู่ฮั่น หรือ จ๊กฮั่น ส่วนขงเบ้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมุหนายก ดูแลกิจการฝ่ายพลเรือนทั้งหมด ส่วนเตียวหุยได้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดดูแลกองทัพ
แต่ในปีเดียวกันนั้นเอง เตียวหุยก็ได้ตายไปอย่างกระทันหัน ขงเบ้งจึงได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารควบคู่ไปด้วย
ในปีเดียวกันนั้น เล่าปี่ตัดสินใจยกทัพจำนวนเจ็ดแสนคนไปตีซุนกวนเพื่อล้างแค้นให้กับกวนอูที่ ถูกฆ่าตาย ซึ่งการไปครั้งนี้มีผู้คัดค้านมาก คนที่ค้านหลักๆก็คือจูล่งและขงเบ้ง
จูล่งนั้นคัดค้านเต็มที่ต่อหน้าพระที่นั่ง เล่าปี่แม้จะโกรธแต่ก็ยังให้เขาติดตามไปร่วมศึกด้วย แต่ให้เป็นทัพหลัง ส่วนขงเบ้งนั้นทำหนังสือฎีกาขึ้นถวายเพื่อยับยั้ง ผลคือถูกเล่าปี่ขว้างหนังสือทิ้งอย่างไม่ไว้หน้า จนขงเบ้งถึงกับพูดอย่างน้อยใจว่าถ้าหวดเจ้งยังมีชีวิตอยู่คงจะห้ามเล่าปี่ ได้
แสดงให้เห็นว่าในภายหลังเล่าปี่ให้ความสำคัญและความไว้วางใจต่อหวดเจ้งมากกว่า ขงเบ้ง ทั้งนี้อาจเพราะขงเบ้งไม่ได้สร้างผลงานอันเป็นรูปธรรมแจ่มชัดให้กับเล่าปี่ เหมือนอย่างที่หวดเจ้งสามารถเอาเมืองเสฉวนและฮั่นจงมาให้เล่าปี่ได้ และไม่แน่ว่าเรื่องที่ขงเบ้งมีการติดต่อกับฝ่ายซุนกวนบ่อยครั้ง แม้จะเป็นด้วยเรื่องการทูต อาจทำให้เล่าปี่ไม่ชอบใจนัก
เล่าปี่นำทัพไปเจ็ดแสนคนเพื่อตีซุนกวน ศึกนี้เรารู้จักกันดีในชื่อศึกอิเหลง ผลก็อย่างที่รู้กันว่า เล่าปี่พลาดท่าให้แม่ทัพหนุ่มอายุแค่ 29 ปีที่ซุนกวนเพิ่งแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการอย่างลกซุน จนทัพเจ็ดแสนต้องถูกเผาวอดวายเหลือเพียงไม่กี่พันคน ยังดีที่จูล่งนำทัพหลังมาช่วยจึงหนีไปตั้งหลักที่เมืองเป๊กเต้เสียและไม่ กล้ากลับไปสู้หน้าเหล่าขุนนางและขงเบ้งที่เสฉวนอีก
การแตกทัพของเล่าปี่ในศึกอิเหลงนั้น หลอก้วนจงผู้แต่งนิยายสามก๊ก ยังพยายามจะให้ขงเบ้งได้มีโอกาสแสดงฝีมือ โดยการแต่งว่ามีคนส่งแผนผังการจัดทัพของเล่าปี่ในขณะที่ตั้งค่ายพักไปให้ ขงเบ้งที่เสฉวนดู เมื่อขงเบ้งดูแล้วก็รู้ว่าทัพของเล่าปี่ต้องพ่ายแพ้แน่ จึงคิดจะส่งคนไปบอกแต่ก็ไม่ทันการ
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น เพราะระยะทางจากการตั้งค่ายของเล่าปี่ที่ตั้งพักในศึกอิเหลงจนถึงเสฉวนนั้น มันไม่ใช่ใกล้ๆ ระยะเวลาในการเดินทางนั้น ใช้เป็นเดือน ต่อให้ม้าเร็วก็เถอะ
ยังมีเรื่องที่ถูกแต่งเติมซึ่งคนอ่านเข้าใจว่าเป็นเรื่องจริงอีกเรื่อง นั่นคือเมื่อเล่าปี่หนีเตลิดกลับเมืองเป๊กเต้เสียนั้น ลกซุนได้นำทัพติดตามไปจนพบกับค่ายกลที่ขงเบ้งได้สร้างขึ้นไว้ล่วงหน้า เพราะคาดไว้แล้วว่าลกซุนจะต้องมาทางนี้ จนลกซุนกับพวกทหารถึงกับหลงทาง แต่ก็ได้พ่อตาของขงเบ้งมาช่วยพาไปยังทางออกให้
ไม่มีเหตุผลสักนิดที่อยู่ดีๆพ่อตาของขงเบ้งจะไปอยู่แถวนั้นและยิ่งไม่มีเหตุผล เข้าไปอีกที่จะช่วยลกซุนซึ่งเป็นศัตรูให้หนีออกมาได้ และถ้าขงเบ้งว่างมากพอที่จะไปทำค่ายกลอะไรแบบนั้นดักไว้ล่ะก็ ทำไมไม่หาทางช่วยเหลือให้เล่าปี่เอาชนะศึกที่อยู่ตรงหน้า
ตรงจุดนี้ก็ยังมีข้อน่าสังเกตอยู่อีก เล่าปี่ไปทำศึกล้างแค้นครั้งนี้ นำทหารไปถึงเจ็ดแสนคน เรียกว่าแทบจะเกณฑ์ไปหมดทั้งอาณาจักร เหลือทหารไว้ให้ขงเบ้งที่เฝ้าอยู่เสฉวนนิดหน่อยเท่านั้น เป็นไปได้ไหมว่าเล่าปี่เองก็ไม่ค่อยจะเชื่อใจขงเบ้งเท่าไหร่หลังจากที่พวก เขาสองคนได้รู้จักและอยู่กันมาเป็นสิบปี
พูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและความเชื่อใจนี้ยังขยายต่อไปได้อีก
จุดเริ่มแห่งความเสื่อมของก๊กเล่าปี่นั้นเกิดจากที่กวนอูเสียงเมืองเกงจิ๋วให้กับซุนกวนเมื่อปีค.ศ.219 ในเดือน 10 ซึ่ง สาเหตุแห่งความพ่ายแพ้ของกวนอูผู้ยิ่งยงนั้นยังคงเป็นเรื่องที่วิเคราะห์กัน มาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งขงเบ้งเองก็เป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งความผิดพลาดนี้ด้วย
กล่าวคือเมืองเกงจิ๋วนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์อันล่อแหลม เนื่องจากว่าอยู่ติดระหว่างเขตแดนของโจโฉและซุนกวน อีกทั้งยังเป็นเส้นทางสำหรับการขึ้นสู่ภาคกลางและภาคเหนือ จึงเป็นดินแนดสำคัญที่ต่างฝ่ายต่างก็ต้องการแย่งชิง
จุดยุทธศาสตร์ล่อแหลมแบบนั้น คนที่ทำหน้าที่เฝ้ารักษาจำเป็นต้องมีความสุขุมเยือกเย็น อดทนและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล จึงจะทำได้ กวนอูนั้นเป็นยอดนักรบแห่งยุคที่มีความเชี่ยวชาญในการนำทหารเข้าประจันยานใน สมรภูมิ แต่ความสามารถในการเป็นนักปกครองนั้นยังมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะกวนอูนั้นเป็นคนมุทะลุ แม้จะดูเยือกเย็นบ้างแต่ความจริงแล้วเป็นคนเย่อหยิ่ง เชื่อมั่นในฝีมือการรบของตนเองจนมองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา ซึ่งลักษณะนิสัยแบบนี้ไม่เหมาะที่จะคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างเกงจิ๋ว
อันที่จริงแล้วเล่าปี่ควรจะใช้ขงเบ้งหรือจูล่งที่มีความใจเย็นและอดทนต่อสถานการณ์รอบด้านได้ดีกว่า แต่เล่าปี่ก็ไม่เลือกใช้
เหตุผลใช่ว่าจะไม่มี สำหรับของจูล่งนั้นยังพอเข้าใจได้ว่าเพราะเล่าปี่ต้องการเอาตัวเขาไว้ใกล้ ตัว และจูล่งยังมีหน้าที่เป็นองครักษ์ให้กับครอบครัวของเล่าปี่ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาจูล่งก็ได้เคยแสดงให้เล่าปี่เห็นมาหลายครั้งว่าสามารถเชื่อใจ ได้
สำหรับของขงเบ้งนั้น มีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าเล่าปี่ไม่ค่อยจะไว้ใจให้ขงเบ้งคุมกำลังจุด ยุทธศาสตร์มากนัก เพราะขงเบ้งมีการติดต่อและไปมาหาสู่กับฝ่ายซุนกวนอยู่พอควร จุดนี้เองที่เล่าปี่ไม่ค่อยจะชอบนัก แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเป็นพันธมิตรกันก็ตามที และหากเราว่ากันตามตรงแล้ว ระหว่างน้องร่วมสาบานที่ร่วมงานกันมามากกว่า 20 ปี อย่าง กวนอู กับขงเบ้งนั้น เล่าปี่ก็น่าจะเชื่อใจกวนอูที่เป็นคนซื่อและเปี่ยมด้วยฝีมือการรบที่กล้า แข็ง สามารถรับศึกรอบด้านได้มากกว่า
ครั้ง ศึกอิเหลงก็เช่นกัน ขงเบ้งที่อยู่เฝ้าเมืองเสฉวนนั้นมีทหารที่เล่าปี่ทิ้งไว้ให้แค่ไม่กี่พันคน เหมือนกับเล่าปี่เองก็ไม่อยากจะทิ้งกำลังทหารไว้ให้ขงเบ้งมากเท่าไร
ยิ่งในวาระสุดท้ายของเล่าปี่ด้วยแล้ว เขาได้พูดในสิ่งที่เหมือนกับลองใจขงเบ้งเอาไว้ ซึ่งเป็นปริศนาที่ทิ้งไว้ให้นักประวัติศาสตร์ยังคงนำมาวิเคราะห์กันได้ไม่ รู้จบ
นั่นคือเมื่อเล่าปี่รู้ตัวว่าจะตายนั้นได้เรียกตัวขงเบ้งและขุนนางสำคัญๆรวมถึง ลูกชายอีกสองคนมาจากเสฉวน เพื่อเข้าเฝ้าเป็นครั้งสุดท้าย
เล่าปี่สั่งเสียความกับขงเบ้ง จูล่งและเหล่าขุนนางคนอื่นๆ แล้วจากนั้นก็กระซิบบอกต่อขงเบ้งว่า หากอาเต๊าที่จะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ต่อจากตนนั้นไม่เอาไหน ก็ขอให้ขงเบ้งตั้งตัวเป็นกษัตริย์เสียเอง
ขงเบ้งได้ฟังเช่นนั้นก็เหงื่อไหลพรากรีบเอาหัวโขกจนเลือดไหล และสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อราชวงศ์เล่าปี่ตลอดไป
คำพูดของเล่าปี่และขงเบ้งนี้มีความจริงใจมากสักเท่าไหนกัน.....
ขงเบ้ง เคยพูดว่าเขาจะไม่รับใช้ผู้ที่มีสติปัญญาต่ำต้อย เล่าปี่นั้นรู้ดีว่าอาเต๊าลูกของตัวเองเป็นคนโง่เขลา ไม่มีใครรับประกันได้ว่าขงเบ้งจะทำอะไรรึเปล่า เพราะตามประวัติที่ผ่านมาของขงเบ้งนั้นก็ไม่ได้แสดงว่าเป็นคนที่มีความ กตัญญูต่อผู้มีพระคุณอะไรมาก ขนาดเล่าเปียวที่เคยอุปการะขงเบ้งในวัยเด็ก ขงเบ้งยังเคยเสนอให้เล่าปี่ยึดเอาเมืองเกงจิ๋วมาแล้วเลย กับซุนกวนที่เป็นพันธมิตร ขงเบ้งก็ไม่ได้มีความจริงใจให้
ที่เล่าปี่พูดแบบนั้นอาจเพราะต้องการลองใจขงเบ้ง และยังเป็นการดักไม่ให้ขงเบ้งทำในสิ่งที่เขาได้พูดไปอีกด้วย นั่นคือการตั้งตัวเป็นกษัตริย์ซะเอง
เล่าปี่ต่อสู้มาชั่วชีวิตเพื่อจะตั้งราชวงศ์ของตนขึ้นและก็ย่อมไม่คิดจะให้ใคร ได้สืบทอดอำนาจของตนต่อ นอกจากลูกชายแท้ๆของตน ดังนั้นเขาย่อมไม่มีวันอยากให้ขงเบ้งยึดราชวงศ์ของตนไปแน่ ซึ่งขงเบ้งเองก็ฉลาดมากพอที่จะไม่ทำแบบนั้น เพราะเขารู้ดีว่าหลังจากสิ้นเล่าปี่แล้ว อำนาจการปกครองและการทหารทั้งหมดในเสฉวนย่อมอยู่ที่เขา แม้อาเต๊าจะเป็นฮ่องเต้แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย เขาในสถานะที่อยู่ใต้คนๆเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น อันเป็นสถานะเดียวกันกับที่โจโฉเคยเป็นมาก่อน
และหลังจากที่เล่าปี่ตายแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาเต๊าขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเล่าเสี้ยน ส่วนขงเบ้งครองตำแหน่งมหาอุปราช กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหมือนกับโจโฉในอดีต แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มีใครกล่าวประณามขงเบ้งเหมือนอย่างที่โจโฉโดน
อาจเพราะความโหดเหี้ยมและความทะเยอทะยานของโจโฉนั้นแสดงออกมาเปิดเผยกว่า ซึ่งอันที่จริงแล้วขงเบ้งเองก็มีสิ่งที่ว่านั้นเช่นกัน เพียงแต่เราๆได้มองข้ามไปเพราะนิยายสามก๊กที่หาข้อแก่ต่างให้ขงเบ้งตลอด ไม่เหมือนกับของโจโฉที่ไม่มีใครแก้ต่างให้ แถมยังโดนซ้ำอีก
ผมเองไม่ได้นิยมโจโฉอะไรมาก เล่าปี่ ขงเบ้ง ผมเองก็ไม่ได้เกลียด แต่ที่เขียนมาในลักษณะนี้เกิดจากการที่ได้อ่านสามก๊กมาหลายรอบแล้วรู้สึกถึง อะไรบางอย่างที่ซ่อนไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งผมคิดว่าเรื่องเดียวกัน หากเรามองจากหลายๆมุมแล้ว บางครั้งเราอาจจะได้คำตอบที่ผิดไปจากความเชื่อเดิมๆก็เป็นได้

หลังจากที่พระเจ้าเล่าปี่ ฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์ซู่ฮั่นหรือจ๊กก๊กได้สิ้นพระชนม์ลง อำนาจการปกครองการบริหารและการทหารภายในอาณาจักรที่เพิ่งจะก่อตั้งมาได้ เพียงแค่ 2 ปีก็ตกมาอยู่ในมือของขงเบ้งแต่เพียงผู้เดียว
ลักษณะคล้ายกันกับสมัยที่โจโฉรุ่งเรืองเมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งมหาอุปราชของราชวงศ์ฮั่น
แต่ขงเบ้งไม่ได้รับการประณามด่าว่าจากคนรุ่นหลัง แถมยังมีแต่คนสรรเสริญ ไม่เหมือนกับโจโฉ ทั้งที่โจโฉเองก็สร้างคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองไว้ไม่ใช่น้อย
มีอะไรบางอย่างที่ต่างกันหรือ?
ขงเบ้งกับโจโฉ ศัตรูที่เป็นคู่แค้นซึ่งไม่เคยได้เห็นหน้าตากันคู่นี้ มีพฤติกรรมการกระทำหลายอย่างคล้ายกัน ชีวิตในหน้าที่ราชการก็ยังคล้ายกัน นั่นคือมีอำนาจสูงสุดในแคว้นตน เป็นรองเพียงฮ่องเต้ แต่ฮ่องเต้ก็เป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น
ทั้งคู่ต่างมีจุดต่างและจุดเหมือนที่น่าสนใจยิ่ง ที่ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นพระเอกและผู้ร้ายในนิยายและในประวัติศาสตร์ เพียงเพราะความต่างกันเพียงนิดเดียว
ซึ่งจำต้องนำมาพูดถึง เมื่อได้ดูจากเรื่องราวของขงเบ้งนับจากนี้
หลังจากที่ขงเบ้งได้รับตำแหน่งมหาอุปราชแห่งอาณาจักรจ๊กก๊กแล้ว จากการที่อาเต๊าหรือพระเจ้าเล่าเสี้ยนยังมีอายุน้อยแต่ต้องขึ้นครองราชย์ นั้น ทำให้ขงเบ้งกลายเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ขาดแต่เพียงผู้เดียวในอาณาจักร
ทั้ เฉินโซ่วผู้เขียนประวัติศาสตร์สามก๊กและหลอก้วนจงผู้เขียนนิยายสามก๊กต่าง บันทึกไว้ตรงกันว่าอำนาจสิทธิ์ขาดการตัดสินใจทุกเรื่องในอาณาจักรเป็นของ ขงเบ้งแต่ผู้เดียว หรือถ้าพูดกันตรงๆก็คือผู้นำที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
ซึ่งผลกระทบของมันนั้นส่งผลหลายอย่างกับจ๊กก๊กทั้งในทางดีและไม่ดีในอีกหลายสิบ ปีต่อมาในช่วงก่อนที่ขงเบ้งจะเสียชีวิต รวมไปถึงยุคหลังจากนั้นด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุแห่งการล่มสลายของจ๊กก๊กในภายหลังเช่นกัน โดยจะเอาไว้พูดถึงหลังจากนี้
การบริหารจ๊กก๊กในระยะแรกขงเบ้งจำต้องจัดการปัญหาทั้งภายในและภายนอกที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน
ภายในนั้นเขาต้องทำการจัดระเบียบการปกครองเสียใหม่ด้วยการดึงคนที่มีความสามารถ มาเข้ารับตำแหน่งให้เหมาะสม ใครก็ตามที่เขาดูแล้วว่ามีความสามารถและมีไหนพริบดี ถึงแม้จะรับราชการในตำแหน่งเล็กๆ เขาก็จะเลื่อนขึ้นไปให้ตำแหน่งที่สูงขึ้นทันทีโดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวน การให้ยุ่งยาก
เช่ เจียวอ้วนซึ่งเดิมทีเป็นเพียงแค่นายอำเภอเล็กๆ แต่เป็นคนมีสติปัญญาและความสามารถในการบริหาร แม้จะเป็นคนที่มีข้อเสียในเรื่องขี้เหล้า จนเคยถูกเล่าปี่สั่งลดหน้าที่การงานไปครั้งหนึ่ง ขงเบ้งก็ดึงกลับเข้ามารับราชการที่ส่วนกลาง และในภายหลังก็ได้เป็นผู้รับสืบทอดอำนาจการบริหารและการปกครองของจ๊กก๊กต่อ มาหลังจากที่ขงเบ้งตายลง
นอกจากนี้ขงเบ้งยังใช้วิธีการดึงเอานักวิชาการและคนดังให้เข้ามารับราชการ ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีอายุมากเกินหรือไม่สามารถทำงานอะไรให้ได้มาก แล้ว แต่การทำเช่นนี้ก็สามารถที่จะทำให้ซื้อใจพวกนักวิชาการหรือคนเก่งๆอีกหลายคน ให้อยากมาทำงานด้วยได้ นับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ได้ผลของขงเบ้ง
ในด้านกองทัพก็ต้องมีจัดการระเบียบและกำลังกันใหม่ และ 5 ห้า ทหารเสือซึ่งเป็นขุนพลอันดับหนึ่งของก๊กซึ่งประกอบไปด้วย กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตงนั้น เมื่อมาถึงสมัยที่ขงเบ้งเป็นอุปราช ก็เหลืออยู่เพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นคือจูล่ง แต่ก็เขาแก่มากแล้ว
หากไม่นับจูล่งซึ่งกลายเป็นขุนพลเฒ่าไปแล้วนั้น ขุนพลที่เก่งที่สุดและมียศตำแหน่งเป็นรองเพียงแค่ขงเบ้งในเวลานั้นก็คืออุยเอี๋ยน
ส่วนระดับรองๆลงมานั้นแม้จะมีหลายคน แต่ก็ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงมากนักเพราะหากเทียบกับวุยก๊กและง่อก๊กแล้ว จ๊กก๊กค่อนข้างจะขาดแคลนขุนพลที่รบเก่งอยู่พอสมควร
การสรรหาหรือสร้างคนดีมีความสามารถมาทำงานรับใช้บ้านเมืองนั้นเป็นสิ่งที่ ขงเบ้งได้เคยพูดไว้และพยายามทำมาตลอดในช่วงชีวิตทั้งหมด และเขาก็ได้คนมีฝีมือที่พอจะทำงานได้ดีมาหลายคน แต่ในคนเหล่านั้นก็มีข้อเสียที่เขามองข้ามซึ่งส่งผลกระทบแก่อาณาจักรในภาย หลังเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว การคัดคนของขงเบ้งนั้นมีจุดบกพร่องอยู่เหมือนกัน จะเป็นอคติส่วนตัวหรืออะไรก็ตามแต่ ผลเสียในหลักการของขงเบ้งนั้นนับว่ามีผลมากทีเดียว นั่นคือส่วนใหญ่แล้วคนเก่งที่ขงเบ้งได้สรรหาและปลุกปั้นขึ้นมานั้น มักจะเป็นคนของฝ่ายบุ๋นเสียมากกว่าฝ่ายบู๋
ขงเบ้งนั้นชื่นชอบผู้มีปัญญาโดยเฉพาะผู้ที่เป็นบัณฑิต อาจเพราะเขาเองก็เคยเป็นบัณฑิตมาก่อน ด้วยเหตุนี้เขาจึงเน้นคนที่มีความฉลาดและปัญญามาก่อน จากนั้นจึงเป็นเรื่องของการประพฤติตัวและธรรมจริยา ส่วนความสามารถในการทำศึกนั้นเขามองไว้ค่อนข้างต่ำ อาจเพราะเขามีความเชื่อมั่นว่าลำพังตัวเขาคนเดียวก็สามารถวางแผนการศึกได้
ซึ่งนั่นทำให้เขามองเหล่าขุนพลที่ใช้พละกำลังเป็นหลักไม่ค่อยขึ้น และส่งผลให้อาณาจักรในช่วงเวลาของเขาและหลังจากนั้น ขาดแคลนขุนศึกที่ชำนาญในการรบอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการทำศึกไม่หยุดหย่อนในยุคของเขาที่ทำให้นายทหารและแม่ ทัพที่มีฝีมือล้มตายไปมาก
เรื่องในช่วงหลังขงเบ้งตายผมยังไม่พูดถึงละกันเดี๋ยวจะข้ามขั้นตอน เอาเป็นว่าผมจะขอแนะนำบุคลากรสำคัญในสมัยของขงเบ้งอย่างคร่าวๆแล้วกัน คนเหล่านี้มีทั้งฝ่ายบู๋และบุ๋น ซึ่งจะหนักไปทางบุ๋นซะมากกว่า พวกเขาทุกคนล้วนเป็นคนที่ทำงานในสมัยของขงเบ้ง และมีชื่ออยู่บ้างพอสมควรในประวัติศาสตร์สามก๊ก ซึ่งมีบางคนที่ตกค้างมาจากสมัยเล่าปี่ด้วย
เอียวหงี เป็นเลขาธิการในกองทัพ คนๆนี้มีความสามารถพอตัวในเรื่องการบริหารงานภายใน เป็นผู้ติดตามขงเบ้งตั้งแต่แรกจนกระทั่งถึงศึกสุดท้ายของขงเบ้ง แม้จะมีความสามารถเป็นที่ยอมรับ แต่เขาก็มีข้อเสียตรงนิสัยเย่อหยิ่ง และกลายเป็นคู่ปรับกันกับอุยเอี๋ยนจนกระทั่งขงเบ้งตายลง
ม้าเจ๊ก เป็นน้องชายของม้าเลี้ยงซึ่งมีความสนิทสนมกับขงเบ้งมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ ขงเบ้งรักและเอ็นดูเหมือนน้องชาย เป็นคนที่มีฝีปากไว มีไหวพริบและมีความรอบรู้ในตำราพิชัยสงครามสูง แต่เขาขาดประสบการณ์ในการรบและการคุมทัพ อีกทั้งยังมีข้อเสียสำคัญคือเป็นคนที่ชอบคุยโอ้อวดเกินจริง
เคาเจ้ง เป็นข้าราชการคนดังคนหนึ่งในเสฉวน แต่ไม่ได้มีความสามารถดีเด่นอะไรมากนัก ขงเบ้งดึงมารับราชการเพราะหวังว่าจะช่วยทำให้คนเก่งๆและนักวิชาการชื่อดัง เข้ามาทำงานให้
ตังอุ๋น เป็นนักปกครองที่มีความสามารถคนหนึ่ง และมีความเข้มงวดในเรื่องความประพฤติ เขาเป็นคนที่คอยสั่งสอนพระเจ้าเล่าเสี้ยนให้ทำความดี เขาเป็นหนึ่งในคณะเสนาบดีที่คอยบริหารงานภายในประเทศหลังจากขงเบ้งตายลง
ม้าต้าย เป็นน้องชายของม้าเฉียว มีความสามารถและประสบการณ์ในการรบมาก เป็นแม่ทัพคนสำคัญคนหนึ่งในทัพของจ๊กก๊ก ขงเบ้งนิยมใช้เขาในงานสำคัญๆ
งออี้ เป็นเขยของเล่าปี่ มีตำแหน่งสูงทางการทหารมากในจ๊กก๊ก แม้จะไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไร แต่ก็เป็นผู้ที่ได้รับความเชื่อใจอย่างสูงในเสฉวน
ลิเงียม คนนี้เป็นคนดังมากในเสฉวนและยังมีตำแหน่งสูงพอๆกันกับขงเบ้ง เพราะเป็นหนึ่งในขุนนางสำคัญที่เล่าปี่ได้ฝากฝังบ้านเมืองไว้เช่นเดียวกับ ขงเบ้ง ซึ่งในสมัยที่เล่าปี่เข้ามาที่เสฉวนใหม่ๆนั้นเขาเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านอย่าง รุนแรงไม่ให้เล่าเจี้ยงรับเล่าปี่เข้ามา แต่หลังจากที่เล่าปี่เข้ามาในเสฉวนได้แล้วก็ได้ดึงเขามาเป็นพวก เขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการรับราชการมายาวนานและได้รับความเชื่อใจในหมู่ ข้าราชการของเสฉวนอย่างมาก แม้แต่ขงเบ้งเองก็ยังต้องเกรงใจเขามากในระยะแรก แต่ในภายหลังถูกขงเบ้งปลดจากตำแหน่งเพราะทำงานส่งเสบียงผิดพลาด
ต่อมาเป็นกลุ่มคนที่มีความสามารถค่อนข้างโดดเด่นกว่าใครอื่นในจ๊กก๊ก และมีผลงานเป็นที่ยอมรับมาก จนเป็นที่รู้จักแม้กระทั่งกับวุยและง่อก๊ก ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนที่เป็นเสาหลักของแผ่นดินในระยะหลังได้เหมือนกัน
อองเป๋ง เดิมทีเป็นขุนพลฝ่ายวุยก๊กแต่มาสวามิภักดิ์กับเล่าปี่เมื่อครั้งศึกที่ฮันต๋ง และได้สร้างผลงานไว้พอควร หลังจากเล่าปี่ตายลง พอถึงยุคสมัยที่ขงเบ้งปกครอง เขากลับไม่ได้รับการสนใจมากนักเพราะตัวเขานั้นมีข้อด้อยอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือเขาเป็นคนที่ไม่รู้หนังสือ แต่ว่าในด้านประสบการณ์การรบนั้น ต้องถือว่าเขามีมากพอตัว เพราะเขามีความเชี่ยวชาญในภูมิประเทศที่เป็นเขาสูงสลับซับซ้อนของดินแดนฮันต๋งมาก ภายหลังจากศึกเขากิสานอันเป็นศึกครั้งแรกที่ขงเบ้งได้นำทัพเข้าตีวุยก๊กนั้น แม้ทัพจ๊กก๊กจะเป็นฝ่ายแพ้ยับเยินและต้องถอยร่นกลับมา แต่ตัวเขาเองนั้นกลับได้แสดงความรู้ความสามารถจนเป็นที่ยอมรับในหมู่แม่ทัพ นายทหารและได้รับการจัดเข้าเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญของก๊กนับแต่นั้น ในภายหลังจากที่ขงเบ้งตายลง เขาก็ได้รับตำแหน่งสำคัญในการเฝ้ารักษาเมืองฮันต๋งอันเป็นเมืองปราการหน้า ด่านที่สำคัญที่สุดของจ๊กก๊ก และก็สามารถรักษาเมืองฮันต๋งให้อยู่รอดปลอดภัยจากการรุกรานภายนอกมาได้ตลอด ในช่วงชีวิตของเขา
เตงจี๋ เป็นทูตนักเจรจาอันดับหนึ่งของจ๊กก๊ก ได้สร้างผลงานยิ่งใหญ่ในการช่วยเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างจ๊กก๊กและง่อก๊ก ซึ่งกำลังมีปัญหากันให้กลับมาเป็นมิตรกันเช่นเดิม จนซุนกวนผู้นำแห่งง่อก๊กเองถึงกับออกปากชมว่าถ้าให้เตงจี๋เป็นทูตเจรจาที่ ไหน รับรองว่าไม่มีผิดหวัง นอกจากจะเป็นผู้ที่มีความสามารถในการเจรจาแล้ว เขายังมีความกล้าและความสามารถในการนำทัพออกศึกได้อีกด้วย เพราะเคยเป็นรองแม่ทัพคอยติดตามจูล่งออกศึกมาในการศึกที่เขากิสานครั้งแรก ทำให้ได้ประสบการณ์และเรียนรู้วิธีการทำศึกจากจูล่งมาพอสมควร ถือเป็นบุคลากรที่มีความสำคัญอย่างมากคนหนึ่งของจ๊กก๊กในสมัยของขงเบ้งและ ยุคหลังจากนั้นเพราะมีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๋พร้อมกัน ซึ่งในจ๊กก๊กยุคหลังนั้นหาคนเชี่ยวชาญทั้งสองอย่างได้ยากมากจริงๆ หลังขงเบ้งตายลงเขาได้รับตำแหน่งเป็นนายพลผู้พิทักษ์รักษานครเฉิงตูอันเป็น เมืองหลวงของจ๊กก๊กจนกระทั่งตายลง
บิฮุย บุคคลนี้คือเสาหลักแห่งการปกครองและการบริหารภายในจ๊กก๊กยุคหลังตัวจริง เขาเป็นคนที่มีความสามารถสูงในการบริหารภายในและการเจรจา กล่าวกันว่าด้านความสามารถนั้นถือว่าพอๆกันหรืออาจจะมากกว่าเจียวอ้วนซึ่ง เป็นผู้สืบทอดอำนาจของขงเบ้งด้วยซ้ำ เป็นคนมีบุคลิกสุภาพอ่อนน้อมและเป็นนักประนีประนอมชั้นดีคนหนึ่ง ในภายหลังเขาได้สืบทอดอำนาจการบริหารแผ่นดินต่อจากเจียวอ้วน และเป็นผู้กุมอำนาจฝ่ายพลเรือนตัวจริงในยุคหลังของจ๊กก๊กและทำหน้าที่ได้ดี จนชื่อเสียงของเขาเป็นที่รู้จักไปยังอีกสองก๊กที่เหลือ ผลงานสำคัญคือการที่สามารถพัฒนาจ๊กก๊กยุคหลังขงเบ้งให้มีสภาพฟื้นตัวมากพอ ที่จะป้องกันการรุกรานจากวุนก๊กได้ ทั้งนี้เพราะในยุคของขงเบ้งนั้นเป็นช่วงที่ต้องสูญเสียไพร่พลและทรัพยากรใน จำนวนมากมายมหาศาลไปกับการศึกสงครามที่ต่อเนื่องกันแทบทุกปี ภายหลังเสียชีวิตลงเพราะถูกลอบสังหาร
เตียวหยี คนนี้ไม่ค่อยดังเท่าไหร่นักหากเทียบกับคนอื่นๆ แต่ผลงานที่เขาได้ทำไว้นั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อจ๊กก๊กมาก โดยเขาเป็นผู้ที่มีหน้าที่พิเศษในการปราบปรามความไม่สงบอันเกิดจากการลุกฮือ ขึ้นของพวกชนเผ่าหมานซึ่งเป็นชนเผ่าทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ และต้องคอยทำหน้าที่นั้นมาตลอดช่วงชีวิตการรับราชการทหาร เขาใช้วิธีการทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนในการปราบปรามพวกชนป่าเถื่อน จนตัวเขาเป็นที่หวาดกลัวและเคารพนับถือของพวกเผ่าทางใต้และตะวันตกมาก และต้องใช้ชีวิตเกือบทั้งชีวิตในการอยู่ที่ดินแดนของพวกชนป่าเถื่อน ต่อมาขงเบ้งเรียกตัวให้ไปช่วยการศึกทางเหนือและได้พลีชีพในสนามรบ
สำหรับอุยเอี๋ยนกับเกียงอุย ซึ่งเป็นสองขุนพลใหญ่ที่เป็นเสาหลักของจ๊กก๊กในสมัยของขงเบ้งและหลังขงเบ้ง ตายนั้นนั้นผมจะไม่พูดถึงละกันนะ เพราะว่าจะเตรียมทำเรื่องของพวกเขาแยกออกมาต่างหากในภายหลัง
ยังมีบุคลากรอีกมากมายที่ได้รับราชการในสมัยของขงเบ้งและสร้างผลงานเด่นๆไว้คน ละอย่างสองอย่าง แต่ก็ไม่ดังเท่าไหร่นัก ยิ่งโดยเฉพาะบุคลากรฝ่ายบู๋นั้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดเลยว่าในสมัยของขงเบ้งและหลังไปนั้นมีอยู่เพียงแค่อุย เอี๋ยน เกียงอุย อองเป๋ง และเตียวหยี เท่านั้นที่พอจะมีความสามารถโดดเด่นในระดับที่เป็นแม่ทัพหน้านำทัพออกศึกได้ จนตัวของขงเบ้งเองก็ยังเคยน้อยใจและรำพันว่าจ๊กก๊กขาดแคลนแม่ทัพที่มีความ สามารถ
การขาดแม่ทัพที่เก่งกาจนี้ ต้องถือว่าขงเบ้งมีส่วนผิดด้วยเช่นกันที่ไม่สามารถที่จะสร้างนายทหารชั้นยอด ขึ้นมารับภารกิจในกองทัพได้ หากเราตรวจดูประวัติกันจริงๆแล้วจะพบว่า มีเพียงเกียงอุยคนเดียวเท่านั้นที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นขุนพลที่ขงเบ้งได้ สร้างขึ้นมา แต่กระนั้นเกียงอุยเองก็ไม่ได้เกิดจากการสร้างของขงเบ้งเต็มร้อย เพราะเดิมทีเกียงอุยเป็นทหารของวุยก๊กที่ขงเบ้งไปพบเข้าโดยบังเอิญ และทึ่งในความสามารถจึงชวนให้มาอยู่ด้วย
ส่วนอุยเอี๋ยนนั้นเดิมเป็นทหารของเล่าปี่ที่มาจากชนชั้นผู้น้อย ซึ่งถ้าในนิยายนั้นบอกว่าเป็นแม่ทัพที่มาสวามิภักดิ์พร้อมกับฮองตง ในขณะที่อองเป๋งเองก็เป็นทหารของวุยก๊กที่มาสวามิภักดิ์เช่นกัน
มีเตียวหยีที่เราพอจะพูดได้ว่าเป็นคนดั้งเดิมของจ๊กก๊ก แต่ก็ไม่ได้เป็นคนที่เกิดจากผลงานการสร้างของขงเบ้ง อ้อ...มี เตงจี๋อีกคนที่พอจะพูดได้ว่าเกิดจากการดันของขงเบ้ง แต่หนักไปในทางการทูตซะมากกว่า สำหรับด้านการศึกนั้นขงเบ้งไม่ได้ใช้งานเขามากนัก เพราะความจริงแล้วเขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ที่ได้ทางบู๋ด้วยเพราะเคยมีประสบการณ์ในการเป็นรองแม่ทัพให้จูล่งมาครั้ง หนึ่ง
คนที่เป็นเด็กสร้างของขงเบ้งในทางการทหารชนิดเต็มร้อยแท้จริงแล้วคือม้าเจ๊ก ซึ่งก็เหมาะกับงานเสนาธิการมากกว่า เพราะผลงานการศึกของเขานั้นถือว่าแย่มาก และส่งผลให้ต้องพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ในศึกที่กิสาน กลายเป็นรอยด่างในประวัติการศึกของขงเบ้งอย่างที่ไม่มีวันลบได้ด้วย
สรุปแล้วหลักในการใช้และคัดคนของขงเบ้งนั้นมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง นั่นก็คือขงเบ้งมีความเข้มงวดต่อคนที่เขาเลือก เขาเรียกร้องให้คนของเขานั้น นอกจากจะต้องมีความสามารถแล้วยังต้องมีคุณธรรมและศีลธรรมดีพร้อม ซึ่งการจะมีครบเครื่องเลยนั้นเป็นเรื่องยาก เขาลืมคิดไปว่าคนเราไม่ว่าใครก็ยากที่จะดีพร้อมทุกอย่างไปหมด แต่ละคนย่อมมีข้อเสียและจุดด้อยอยู่เช่นกัน
นอกจากนี้ขงเบ้งยังยึดหลักการปกครองที่เป็นเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ นั่นคืออำนาจการตัดสินใจไม่ว่าจะเรื่องใหญ่น้อยในอาณาจักร รวมถึงการวางแผนในการทำศึกสงครามนั้น เขาจะรับทำเองทั้งหมด โดยไม่ยอมปล่อยให้คนอื่นๆได้คิดและแสดงผลงานบ้าง ด้วยความที่กลัวว่าคนอื่นๆจะทำงานไม่เต็มที่หรือไม่ดีพอ อันเป็นหลักการใช้คนที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และส่งผลอย่างหนักหน่วงต่ออาณาจักรหลังจากที่เขาตายไปแล้ว เพราะการปกครองแบบเผด็จการนี้มันเป็นการทำให้เหล่าขุนนางไม่กล้าแสดงความ เห็นอะไร หรือคิดอะไรด้วยตนเอง จะทำอะไรแต่ละทีก็ต้องรอขงเบ้งคิดแผนและสั่งให้ไปทำ
ในเรื่องความสามารถในการปกครองนั้น แน่นอนว่าขงเบ้งคงจะเป็นที่หนึ่งในจ๊กก๊ก และเป็นอันดับต้นๆของยุคสามก๊ก แต่ในเรื่องของการใช้คนให้ถูกกับงานและการใช้ประมุขศิลป์นั้นเขายังเป็นรอง โจโฉ ซุนกวน หรือแม้กระทั่งเล่าปี่อยู่มากมาย
ในด้านการปกครองนอกจากนี้นั้น ขงเบ้งยังได้ปรับปรุงระบบกฎหมายของจ๊กก๊กเสียใหม่ โดยเพิ่มความเด็ดขาดและแน่นอนมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความมีวินัยขึ้นมาในหมู่ทหารและพลเรือน ตรงนี้เป็นสิ่งที่ขงเบ้งได้รับการยอมรับจากนักปกครองจำนวนมากว่าเป็นผู้ที่ มีความเด็ดขาดเที่ยงตรงและยุติธรรม ในตรากฎหมายของจ๊กก๊กที่ขงเบ้งเป็นหัวเรือในการร่างร่วมกับคณะปกครองอีกห้า คนของจ๊กก๊กนี้ ยังคงมีชื่อเสียงต่อมาในฐานะตรากฎหมายที่ยอดเยี่ยมของยุคนั้น
ในด้านความเป็นอยู่ของผู้คนในรัฐ โดยเฉพาะการเกษตรและการพัฒนาผลผลิต ขงเบ้งก็ไม่มองข้าม จ๊กก๊กเป็นรัฐที่อยู่อาศัยในภูมิประเทศเขาสูงสลับซับซ้อน การเดินทางคมนาคมเป็นไปอย่างลำบาก แต่กลับมีผืนดินอันอุดมสมบูรณ์ขนาดสามารถปลูกข้าวเลี้ยงผู้คนได้ 1 ใน 3 ของประเทศจีนทั้งหมด ขงเบ้งจึงคิดค้นการปรับปรุงการชลประทานโดยการใช้ระหัดวิดน้ำเข้าช่วย
สำหรับด้านการจัดการกองทัพนั้น ขงเบ้งยังคงยึดวิธีการฝึกฝนทหารโดยการใช้ค่ายกลที่ตนคิดค้นและปรับปรุงดัด แปลงจากค่ายกลแบบโบราณมาเข้าช่วย ดังนั้นกองทหารของจ๊กก๊กในช่วงที่ขงเบ้งเป็นผู้ฝึกฝนนี้จึงมีความเจนจัดใน การศึกและสามารถที่จะสู้กับทหารของวุยที่มีจำนวนมากกว่าได้ ขงเบ้งเองยังได้แต่งและรวบรวมพิชัยสงครามขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกโดยเฉพาะ รวมได้ทั้งหมด 24 บท ซึ่งภายหลังได้ส่งมอบให้เกียงอุยรับไป
เกี่ยวกับพิชัยยุทธ์ขงเบ้งนี้ เคยมีการวิเคราะห์และวิจารณ์ว่าอาจจะไม่ใช่ผลงานโดยตรงของขงเบ้ง แต่เป็นสิ่งที่คนรุ่นหลังหรือผู้นิยมในขงเบ้งเป็นผู้เรียบเรียงและยกย่องให้ ขงเบ้งเป็นผู้แต่ง ตรงจุดนี้ผู้เขียนเคยลองศึกษาค้นคว้าดูในระดับหนึ่ง พบว่าพิชัยยุทธ์ของขงเบ้งโดยเฉพาะในส่วนของค่ายกลและหลักการฝึกทหารนั้นน่า จะเป็นของจริง อาจจะไม่ถึงกับทั้งหมด เพราะมีการนำเอาพิชัยยุทธ์โบราณมาปรับปรุงดัดแปลงเพิ่มเติม แต่ก็นับว่าเป็นผลงานชื่อดังของขงเบ้งเช่นกัน
เกี่ยวกับข้อมูลและอ้างอิงในส่วนนี้ที่พอจะใช้ได้ก็มาจากคำกล่าวและข้อความใน บันทึกพิชัยสงครามหลี่จิ้ง อันเป็นพิชัยสงครามชื่อดังฉบับหนึ่งในสมัยถัง อันเกิดหลังสามก๊กไปหลายร้อยปี หลี่จิ้งนั้นเป็นแม่ทัพในสมัยถังที่ได้รับการยกย่องว่าไร้พ่าย โดยพิชัยยุทธ์เล่มนี้เกิดจากการบันทึกเอาบทสนทนาโต้ตอบระหว่างเขาและหลี่ ซื่อหมินหรือฮ่องเต้ถังไท่จงนั่นเอง ตัวถังไท่จงนั้นก็เป็นฮ่องเต้ที่ปรีชาในด้านการศึกอย่างมาก รบชนะศึกมานับไม่ถ้วน โดยในพิชัยยุทธ์ฉบับนี้แบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือบันทึกกการสนทนาการศึกหลังจากที่ถังไท่จงรวมประเทศได้ใหม่ๆ ส่วนที่สองคือช่วงหลังจากที่หลี่จิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่และนำกองทัพถังบุกไปเอา ชนะชนเผ่าถูเจี๋ยที่นอกด่านได้ อันเป็นแม่ทัพเพียงไม่กี่คนของจีนที่ทำได้แบบนั้นในประวัติศาสตร์
ในพิชัยสงครามหลี่จิ้งซึ่งเป็นการถาม-ตอบ ระหว่างตัวเขาและถังไท่จงฮ่องเต้นั้น ถังไท่จงมักเป็นผู้ถามถึงหลักการพิชิตศึกและการปฏิบัติของขุนพลและการใช้ ทหารเป็นส่วนมาก รวมถึงข้อซักถามถึงการใช้กลยุทธ์ในการศึกต่างๆ และมักจะอ้างถึงเรื่องราวในสามก๊กมาใช้ โดยในคำอธิบายของหลี่จิ้งต่อถังไท่จงนั้น หลายครั้งจะพูดถึงหลักการฝึกทหารและค่ายกลแปดทิศอันเป็นสิ่งที่เขาได้ศึกษา มาจากพิชัยสงครามขงเบ้ง ซึ่งเขาได้นำมาปรับปรุงและดัดแปลงให้เข้ากับสภาวะในตอนนั้นอีกที นอกจากนี้ยังมีการตีแผ่ถึงเนื้อความและแนวคิดในตำราเมิ่งเต๋อเซินซูของโจโฉ อีกด้วย อันเป็นการแสดงว่าตำราพิชัยสงครามของโจโฉที่ว่ากันว่าถูกเผาไปหมดนั้น แท้จริงยังมีฉบับคัดลอกตกทอดมาอยู่
ในความเห็นของหลี่จิ้งแม่ทัพไร้พ่ายนั้น พิชัยยุทธ์ของขงเบ้งเน้นที่การฝึกฝน วินัยทหารและการใช้ค่ายกลเป็นหลักใหญ่ หากว่าพิชัยยุทธ์ขงเบ้งเป็นของจริง แสดงว่าตัวขงเบ้งเป็นคนที่ยึดถือในเรื่องระเบียบวินัยสูงมาก และในเรื่องการฝึกทหารนั้น หลี่จิ้งยังเคยกล่าวไว้ในตำรานี้ว่า เขายึดหลักการฝึกทหารและค่ายกลมาจากตำราขงเบ้งเป็นส่วนมาก ส่วนตำราของโจโฉนั้น เมื่อศึกษาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วพบว่ามีจุดบอดหลายจุด แต่นั่นไม่ใช่เพราะว่าตัวตำราหรือโจโฉผู้เขียนนั้นสู้ขงเบ้งไม่ได้ แต่เพราะในตำราของโจโฉซึ่งเน้นการตีความพิชัยยุทธ์ซุนหวู่นั้นมีลักษณะการ เขียนในแนวทางที่หลอกคนอ่านซะมาก เรียกว่าถ้าศึกษาพิชัยยุทธ์โจโฉแบบผิวเผินละก็ เตรียมตัวแพ้ในสงครามได้เลย
จากการวิเคราะห์ ในเมื่อหลี่จิ้ง ขุนพลรุ่นหลังของราชวงศ์ถังที่เก่งกาจไร้พ่าย ยังใช้พิชัยยุทธ์ขงเบ้งเป็นแบบแผนหลักในการฝึกฝนทหารและสามารถใช้อธิบายหลัก การศึกให้ถังไท่จงฟังจนยอมรับได้แล้ว ด้วยเหตุนี้จึงพอพูดได้ว่าพิชัยยุทธ์ของขงเบ้งเป็นของจริง แต่หากจะถามว่าเหตุใด ในภายหลังตัวขงเบ้งหรือกระทั่งเกียงอุยที่รับมอบตำราต่อมาจึงไม่อาจเอาชนะ ศึกการปราบวุยก๊กได้เลยนั้น คงพอจะอธิบายได้ว่าตัวขงเบ้งที่แท้แล้วเก่งในด้านการจัดการภายในมากกว่าการ นำทัพออกศึก หรือไม่ก็ตัวเขาเองนั้นไม่อาจประยุกต์หลักการศึกที่ตนคิดค้นหรือรวบรวมขึ้น มาให้ใช้การได้ดีกว่าแม่ทัพนายทหารที่ผ่านการศึกมาอย่างโชกโชนจริงๆ
หรือจะพูดว่าขงเบ้งนั้นสมควรเป็นนักการปกครองมากกว่านักการทหารก็ได้
เมื่อพูดถึงการจัดการภายในและการทหารผ่านพ้นไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งซึ่งขงเบ้งต้องเร่งทำอย่างเร่งด่วนหลังจากได้เป็นนายก รัฐมนตรีแล้วก็คือการจัดการกับภายนอก
นั่นคือการผูกมิตรกับง่อก๊กของซุนกวนใหม่อีกครั้ง และการเตรียมรับศึกกับวุยก๊กของโจผี
ซึ่งเล่าปี่ได้ยกทัพไปทำศึกอิเหลงกับซุนกวนจนต้องเสียทหารไปกว่าเจ็ดแสนนั้น ทำให้พันธมิตรระหว่างจ๊กก๊กและง่อก๊กอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ หลังจากที่ที่ขงเบ้งขึ้นมารับตำแหน่งบริหารประเทศ เขาได้ครุ่นคิดอยู่นานในการที่จะหาทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีให้กลับมาดังเดิม เพราะในการจะต่อต้านวุยก๊กนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นพันธมิตรกับง่อ ก๊ก
โชคยังดีที่เขาสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยการค้นพบทูตที่จะไปเจริญสัมพันธไมตรีโดยบังเอิญ นั่นก็คือเตงจี๋
เตงจี๋ได้จัดการไปเป็นทูตเจรจาที่ง่อก๊กได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการพูดจาโต้ตอบฉะฉานซึ่งมีทั้งความกล้าหาญหนักแน่น และการรู้จักโอนอ่อนด้วยความสุภาพ จนกระทั่งซุนกวนเองยังต้องออกปากชมว่าหากให้เตงจี๋ไปเป็นทูตที่ไหนรับรองไม่ ผิดหวัง ซึ่งด้วยความสามารถของเตงจี๋ก็ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองก๊กกลับมาดี กันดังเดิมและนับจากนั้นจ๊กก๊กและง่อก๊กก็เป็นมิตรที่ดีต่อกันโดยไม่เคยล่วง ละเมิดกันอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อจัดการกับเรื่องง่อก๊กไปแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องแก้ปัญหาคือการรุกรานของชนเผ่าหมานทางตอนใต้
ขงเบ้ง คิดที่จะนำกองทัพตีขึ้นเหนือเพื่อจัดการกับวุยก๊กแต่ว่าก็ไม่อาจจะยกทัพไป ได้ เพราะดินแดนทางตอนใต้นั้นมักจะประสบปัญหาจากการรุกรานของพวกเผ่าหมานอยู่ บ่อยครั้ง เขาจึงคิดที่จะจัดการกับพวกหมานให้ราบคาบก่อนที่จะรุกขึ้นเหนือ
พวกหมานนั้นเป็นชนเผ่าที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่าดงพงไพรและถ้ำต่างๆทางภาคตะวันตก เฉียงใต้ เคยมีนักวิชาการสงสัยว่าพวกหมานนี้จะเป็นบรรพบุรุษของชาวไทย เพราะว่าในภายหลังได้มีชาวเผ่านี้อพยพลงมาทางตอนใต้ของจีนเป็นจำนวนมาก และคาดว่าจะได้มาตั้งรกรากอยู่ในดินแดนของประเทศไทยเมื่อกว่า 2000 ปีก่อน
ผู้นำของพวกหมานนั้นมีหลายคน แต่คนที่เป็นผู้นำสูงสุดนั้นชื่อว่าเบ้งเฮ็ก ซึ่งผมคาดว่าคนอ่านสามก๊กคงจะรู้จักกันดี
กรณีการศึกกับเบ้งเฮ้กนี้ เป็นสิ่งที่ใครหลายคนว่ากันว่าเป็นความยอดเยี่ยมของขงเบ้งที่สามารถสยบคนป่า เหล่านี้ลงได้อย่างราบคาบ และสามารถทำให้พวกเขาอ่อนน้อมต่อจ๊กก๊กได้ โดยที่พวกคนป่าเหล่านี้มิได้ลุกขึ้นมาสร้างความวุ่นวายอีก
ในนิยายสามก๊กบอกว่าม้าเจ๊กได้เสนอความเห็นในการจัดการกับคนป่าเหล่านี้ไว้ว่า ควรใช้การโจมตีที่ใจ นั่นคือการหาทางทำให้พวกเบ้งเฮ็กยอมสยบต่อจ๊กก๊กด้วยใจเอง จะเป็นการทำให้พวกเขาไม่คิดลุกขึ้นมาทำความวุ่นวายอีก และขงเบ้งก็เห็นดีด้วยในความคิดนี้
แต่ในทางปฏิบัตินั้น...มัน ไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย สิ่งอยู่ในประวัติศาสตร์สามก๊กและในนิยายนั้นได้แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า ขงเบ้งนำกองทหารที่มีจำนวนมากกว่าคนป่าเหล่านี้หลายเท่าลงใต้ไปบุกขยี้จนคน เหล่านี้ต้องล้มตายเป็นเบือ
ในนิยายบอกว่าขงเบ้งใช้วิธีการและแผนมากมายในการจับเบ้งเฮ็กถึงเจ็ดครั้ง และปล่อยถึงหกครั้งเพื่อให้เบ้งเฮ็กไปนำกำลังกลับมาสู้ใหม่เรื่อยๆ เป็นการสยบเบง้เฮ็กทั้งกายและจิตใจ
หลายคนยกย่องขงเบ้งที่สามารถจับเบ้งเฮ็กได้ถึงเจ็ดครั้งและใจกว่างที่ปล่อยไป เรื่อยๆ แต่หากมองให้ดี นี่เท่ากับเป็นการหลอกให้เบ้งเฮ็กเอาคนมาให้ขงเบ้งฆ่า.....
ทั้งเจ็ดครั้งที่จับเบ้งเฮ็กได้ ขงเบ้งได้สั่งฆ่าชนเผ่าหมานไปจำนวนมากจนแทบจะสูญพันธุ์ และสุดท้ายเบ้งเฮ็กก็ต้องยอมจำนน สาเหตุที่ยอมนั้นแน่นอนว่าส่วนหนึ่งเพราะยอมสยบให้ขงเบ้ง แต่อีกอย่างหนึ่งก็เพราะเผ่าของตัวเองกำลังจะพินาศอยู่รอมร่อ....
โจโฉโดนประณามจากผู้คนเพราะอำมหิตในการจัดการกับศัตรู แล้วขงเบ้งเล่า โจโฉฆ่าคนไปมากมายเพื่อเป้าหมายในการรวมแผ่นดิน ขงเบ้งเองก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย ถ้าหากว่าขงเบ้งต้องการทำเพราะเป็นส่วนหนึ่งในแผนการรวมแผ่นดินแล้ว นี่มันจะต่างจากโจโฉตรงไหน
ผมกล้าพูดได้เลยว่าขงเบ้งคือหนึ่งในคนที่...ฆ่า...ผู้คนให้ล้มตายมากที่สุดในยุคสามก๊ก พอๆหรืออาจจะมากกว่าโจโฉที่เราว่าเป็นคนอำมหิต
ในการฆ่าครั้งสุดท้ายต่อเผ่าหมานนั้น ขงเบ้งถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาว่านี่เป็นฆาตกรรมที่ใหญ่หลวงที่สุดของเรา ขงเบ้งนั้นก็คงรู้ตัวดีเช่นกันว่าผลจากการวางแผนในการฆ่าคนของตัวเองนั้นจะ ทำให้ตัวเขาไม่ได้รับผลสนองที่ดีในบั้นปลาย
เมื่อถล่มพวกเบ้งเฮ็กแล้ว ขงเบ้งก็กวาดต้อนเอาผู้คนและทรัพย์สินเงินทองกับไปยังจ๊กก๊ก สำหรับเผ่าหมานที่เหลือนั้น ขงเบ้งใช้วิธีการแต่งตั้งพวกเบ้งเฮ็กที่ยอมสวามิภักดิ์ให้ทำการปกครองดูแล กันเอง ซึ่งในนิยายนั้นเล่าว่าจากนั้นชนเผ่าทางใต้ก็ไม่ก่อการอะไรอีก แต่ความเป็นจริงแล้ว การลุกฮือยังคงมีอยู่มาตลอดหลายปีหลังจากนั้น และขงเบ้งต้องแก้ปัญหาด้วยการส่งเตียวหยีซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญในการปราบ ปรามพวกคนเถื่อนให้ไปประจำการอยู่ในพื้นที่แถบนั้น และตัวเตียวหยีเองก็ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในช่วงชีวิตของเขาในการปราบ ความไม่สงบ ด้วยการใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อน และยังพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกคนดอยเหล่านี้ให้ดีขึ้นมามาก
หลังจากปราบคนป่าเถื่อนไปได้ไม่นาน ขงเบ้งก็ตระเตรียมกำลังกองทัพเพื่อรุกรานขึ้นเหนือ ซึ่งคู่ต่อสู้ในคราวนี้มีความแข็งแกร่งผิดจากพวกเบ้งเฮ็กมากนัก นั่นคืออาณาจักรวุยก๊ก
ขงเบ้งเกณฑ์ไพร่พลไปจำนวนมาก และเข้ายึดหัวเมืองต่างๆได้ 3 จังหวัด และจ่อประชิดเมืองเตียงอัน อันเป็นเมืองสำคัญของฝ่ายวุยก๊กที่เป็นปราการสำคัญทางภาคตะวันตกและในช่วง นี้ก็ได้ค้นพบเกียงอุยซึ่งเป็นนายทหารชายแดนฝ่ายวุยแต่เชี่ยวชาญการศึกเข้า โดยบังเอิญ ขงเบ้งจึงวางแผนเกียงอุยยอมสวามิภักดิ์ และรับเป็นศิษย์ถ่ายทอดวิชาต่างๆให้จนหมด ซึ่งในภายหลังก็ได้เป็ผู้สืบทอดอำนาจด้านการทหารต่อจากขงเบ้ง
การศึกครั้งนี้ทำให้ทางวุยก๊กต้องปั่นป่วนวุ่นวายมากเพราะ ทัพของขงเบ้งได้ชัยมาตลอด พระเจ้าโจยอยแห่งวุยก๊กร้อนใจนักจึงให้โจจิ๋นผู้เป็นพระญาติเป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพออกต้าน แต่โจจิ๋นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของขงเบ้งและต้องพ่ายแพ้เสียที โจยอยเองก็เสียขวัญแทบจะย้ายเมืองหลวงหนี เพราะหากเตียงอันแตก ทัพขงเบ้งก็จะสามารถเข้าประชิดเมืองลั่วหยางอันเป็นราชธานีได้ในทันที
เวลานั้นขุนศึกเก่งๆของทางฝ่ายวุยก๊กแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว คนสุดท้ายที่เหลืออยู่ตอนนี้ซึ่งตกทอดมาจากสมัยของโจโฉคือเตียวคับ และในที่สุดโจยอยก็ได้ส่งเตียวคับออกไปนำทัพออกไปรับมือกับขงเบ้ง
แต่ในนิยายสามก๊กนั้นเขียนไว้ต่างกัน โดยหลอก้วนจงเขียนไว้ว่าคนที่ออกมารับศึกกับขงเบ้งในครั้งนี้คือสุมาอี้
ความจริงแล้วสุมาอี้กับขงเบ้งยังไม่ได้ปะทะกันในครั้งนี้ แต่ในฉบับนิยายนั้นต้องการที่จะทำให้สุมาอี้ดูเด่นขึ้นมาเพราะว่าเขาจะกลาย เป็นคนที่คอยขับเคี่ยวกับขงเบ้งในอนาคต
........ถ้าอย่างนั้นขอเล่าฉบับนิยายกับฉบับประวัติศาสตร์ควบคู่กันไปละกันนะ เพราะหลักๆแล้วก็แค่เปลี่ยนจากเตียวคับมาเป็นสุมาอี้เท่านั้นแต่รายละเอียด ในการศึกส่วนใหญ่ยังคล้ายๆกัน
นั่นคือระหว่างการเดินทัพไปยังกิสานในตอนแรกนั้น ขงเบ้งต้องการจะขจัดให้สุมาอี้พ้นทางไปก่อน เพราะเขารู้ว่าในบรรดาแม่ทัพทั้งหมดทที่วุยมีตอนนี้ สุมาอี้คือคนที่ร้ายกาจที่สุด เขาจึงได้ส่งคนไปปล่อยข่าวลือที่วุยว่าสุมาอี้คิดกบฏ ซึ่งโจยอยเองก็เชื่อเพราะระแวงสุมาอี้เป็นทุนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงปลดสุมาอี้ออกจากการเป็นแม่ทัพ และให้โจจิ๋นเป็นแม่ทัพใหญ่แทน ซึ่งก็เข้าแผนของขงเบ้ง เพราะถึงโจจิ๋นจะมีความสามารถ แต่หากเทียบกับขงเบ้งแล้วก็ยังไม่อาจเทียบได้
เพื่อประกันชัยชนะในศึกนี้ ขงเบ้งยังได้ใช้แผนประสานในนอก ด้วยการลอบติดต่อกับทางเบ้งตัดซึ่งมาสวามิภักดิ์กับวุยก๊กหลังจากที่กวนอู ตายว่าหากช่วยงานตีวุยก๊กขนาบจากด้านในสำเร็จ พระเจ้าเล่าเสี้ยนจะยอมให้อภัยและให้กลับมามีตำแหน่งสูงยิ่งกว่าเดิม ซึ่งเบ้งตัดก็รับคำ เพราะตอนนั้นเขาเองก็ไม่พอใจที่ฝั่งวุยไม่ยอมให้เขามีตำแหน่งสูงอย่างที่เคย ตั้งใจไว้ในตอนแรก
แต่แล้วเมื่อพระเจ้าโจยอยคืนอำนาจทหารให้สุมาอี้ สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป สุมาอี้ที่ได้อำนาจทหารคืนมาก็สืบข่าวจนรู้ว่าเบ้งตัดคิดทรยศ เขาจึงรีบลงมือแบบสายฟ้าแลบ นำกองทัพด้วยตัวเองเข้าโจมตีเบ้งตัดที่มัวแต่มะงุมมะงาหราอยู่โดยไม่ให้ตั้ง ตัว
เมื่อขงเบ้งรู้ว่าสุมาอี้กลับมารับตำแหน่งแม่ทัพแล้ว ก็รู้ว่าเบ้งตัดต้องถูกจัดการแน่ เขาจึงส่งจดหมายมาเตือนว่าเมื่อสุมาอี้ได้อำนาจทหารคืนมาแล้ว เบ้งตัดต้องรีบลงมือทันที แต่เบ้งตัดนั้นชะล่าใจและบอกกลับไปว่าไม่เห็นต้องไปกังวล เพราะกว่าสุมาอี้จะออกศึกได้นั้นก็ต้องขอรับสั่งจากฮ่องเต้ก่อน จริงอยู่ว่าได้อำนาจทหารคืนมา แต่การจะเคลื่อนทัพก็ต้องใช้เวลาและรอโปรดกล้า ยังไงก็ไม่ทันการหรอก
ขงเบ้งเจอจดหมายตอบกลับแบบนั้นก็แทบขว้างทิ้งแล้วบอกว่า แม่ทัพออกศึกแนวหน้าไม่จำเป็นต้องฟังกษัตริย์ สุมาอี้เองรู้ดีในหลักการข้อนี้ว่าหากจะปราบกบฏก็ต้องลงมือทันที ครานี้เบ้งตัดไม่รอดแน่ และก็เป็นจริง เบ้งตัดถูกสุมาอี้ปราบปรามลงได้อย่ารวดเร็ว
ทางขงเบ้งนั้นก็จำเป็นต้องจัดตั้งกำลังรับมือที่เขากิสาน โดยในแผนการของฝ่ายจ๊กก๊กตามที่ขงเบ้งวางไว้นั้น จะจัดวางกำลังสำคัญของกองทัพไว้ที่เกเต๋ง ซึ่งจะมีความสำคัญขนาดที่ว่าหากกองทัพที่เกเต๋งนี้แตกพ่าย จะส่งผลให้ทั้งกองทัพพ่ายแพ้ทั้งหมด
ดังนั้นคนที่จะรับหน้าที่เฝ้ากำลังของทัพนี้จะต้องมีความสามารถที่เชื่อใจได้ ว่าจะไม่ทำให้งานผิดพลาด และขงเบ้งก็ได้เลือกม้าเจ๊กซึ่งเป็นคนสนิทและเป็นเสนาธิการในกองทัพให้ทำ หน้าที่เป็นแม่ทัพในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ของขงเบ้ง
ม้าเจ๊กนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนที่ฝีปากไวและมีความรอบรู้ในเรื่องพิชัยสงครามมาก แต่เขาไม่มีประสบการณ์ในการรบจริงแม้แต่ครั้งเดียว งานของเขาจะเป็นการช่วยขงเบ้งวางแผนการรบอยู่ภายในกระโจมซะมากกว่า ซึ่งคนที่จะเป็นแม่ทัพนำศึกนั้นมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
ขงเบ้งเองก็รู้ดีว่าม้าเจ๊กขาดประสบการณ์ในฐานะแม่ทัพ แต่ที่เลือกนั้นดูเหมือนว่าจะเป็นตัวม้าเจ๊กเองที่อาสารับไปทำงานนี้โดยขอ กำลังทหารไปแค่ 25000 คน ขงเบ้งจึงได้ให้อองเป๋งซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านภูมิประเทศและมีประสบการณ์ใน สนามรบมานาน ให้คอยช่วยเหลือม้าเจ๊กในตำแหน่งรองแม่ทัพ เพื่อป้องกันความผิดพลาด
เหตุหนึ่งที่ขงเบ้งเลือกม้าเจ๊กนั้น คาดกันว่าอาจเป็นเพราะต้องการให้โอกาสม้าเจ๊กได้มีโอกาสสร้างผลงานในการศึก เพราะม้าเจ๊กนั้นแม้จะอยู่กับขงเบ้งมานานและขงเบ้งปรารถนาจะตั้งให้เขามี ตำแหน่งสูงในการทหาร แต่การขาดผลงานด้านการนำทัพต่อสู้ศึก ก็ไม่อาจทำให้ม้าเจ๊กเป็นที่ยอมรับของเหล่านายทหารได้
เรียกว่างานนี้ขงเบ้งหวังดีในตัวลูกน้อง แต่เขาพลาดตรงที่ดันเลือกให้ม้าเจ๊กไปทำงานที่มีความเสี่ยงและมีความสำคัญชนิดพลาดไม่ได้
แม้ จะให้อองเป๋งไปด้วยในตำแหน่งรองแม่ทัพ แต่ก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะอองเป๋งเป็นคนไม่รู้หนังสือ ซึ่งม้าเจ๊กนั้นอ้างว่าตนศึกษาพิชัยสงครามมามากและไม่พลอยเชื่อถือในความเห็นของอองเป๋งทั้งที่ความเห็นของอองเป๋งซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์นั้นเป็น สิ่งที่ถูกต้อง
ผลคือม้าเจ๊กต้องเสียเกเต๋งและทหารไปมากมาย และส่งผลให้ทัพจ๊กก๊กทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายและต้องถอยกลับในสภาพที่พ่ายแพ้ยับเยิน
อ้อ...เกือบลืม ในการศึกนี้ยังมีเรื่องที่อาจจะเป็นจุดเริ่มของการไม่ถูกกันระหว่างขงเบ้งกับขุนพลอุยเอี๋ยน
นั่นคือตอนที่รู้ว่าทัพวุยก๊กจะยกมานั้น อุยเอี๋ยนได้เสนอแผนการขอกำลังทหารห้าพันคน ไปตัดกำลังและเสบียงของฝ่ายวุยก๊ก โดยใช้ทางลัดทั้งนี้เพราะอุยเอี๋ยนเคยเป็นแม่ทัพรักษาเมืองฮันต๋งมาก่อน จึงรู้จักภูมิประเทศเขาสูงแถบนั้นดี
อุยเอี๋ยนเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญการรบแบบกองโจร และชำนาญในการวางแผนรบแบบพิศดาร ซึ่งหาได้ยากในจ๊กก๊ก แต่ขงเบ้งกลับมองข้ามความสามารถด้านนี้ของอุยเอี๋ยนไป เนื่องจากไม่ชอบในความเชื่อมั่นเกินเหตุและความโอ้อวดลำพองของอุยเอี๋ยนสัก เท่าไหร่นัก จึงปฏิเสธแผนนี้ โดยในนิยายจะเล่าว่าขงเบ้งไม่ชอบอุยเอี๋ยนเพราะมีลักษณะและโหงวเฮ้งของคนคิด คดทรยศ
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ทัพจ๊กก๊กต้องพ่ายแพ้ยับเยิน
ในนิยายได้มีเรื่องการใช้กลเมืองว่างของขงเบ้งที่ขงเบ้งขึ้นไปเล่นพิณบนกำแพง เมืองและหลอกสุมาอี้ซึ่งนำทัพติดตามมา แต่ตามประวัติศาสตร์แล้วคนที่ยกทัพมาคือเตียวคับ ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเสริมขึ้นเท่านั้น ดังนั้นจะไม่ขอพูดถึงละกัน
ขงเบ้ง พ่ายยับกลับมาครั้งนี้ เมื่อมีการไต่สวนถึงความผิดพลาดแล้ว ม้าเจ๊กต้องรับไปเต็มๆ ฐานที่ทำให้เสียพื้นที่เกเต๋งอย่างไม่สมควร และขงเบ้งจำต้องสั่งประหารม้าเจ๊กด้วยน้ำตา เพราะม้าเจ๊กนั้นเป็นคนที่ขงเบ้งรักเหมือนน้องชาย และขงเบ้งก็ตัดสินใจลดโทษตัวเองลงสามขั้น เพื่อลงโทษตัวเองที่ใช้คนผิด แต่ก็ยังคงอำนาจสั่งการทุกอย่างในก๊กไว้คงเดิม
หลังจากนั้นขงเบ้งก็เน้นการพัฒนาบ้านเมืองเป็นหลักเพื่อเตรียมทำศึกในครั้งต่อไป

มีต่อด้านล่างครับ ...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 14:37:48 น.
แสดงข้อความทั้งหมด [ All ] [ First ] [ 1 ] [ 2 ] [ Last ]
กำลังแสดงทั้งหมด 23 Reply

Butter-T
Member

1 ปี ต่อมาหลังจากพ่ายแพ้ยับเยินในศึกที่เขากิสาน ขงเบ้งเตรียมกำลังทหารขึ้นเหนืออีกครั้ง และในคราวนี้ขงเบ้งต้องพบกับความเสียหน้า เพราะนำกำลังทหารไปแสนกว่าคนแต่ไม่อาจตีเมืองที่มีคนรักษาด้วยกำลังเพียงแค่ สามพันคนได้!!!
เรื่องมีอยู่ว่า ขงเบ้งสั่งให้อุยเอี๋ยนนำทหารห้าพันเข้าตีเมืองเฉิงซานอันเป็นเมืองชายแดน หน้าด่านของวุยก๊กซึ่งมีนายทหารที่มีชื่อว่า เฮ็กเจียว เป็นผู้รักษาด้วยกำลังทหารสามพันคน
อุยเอี๋ยนใช้เวลาห้าวันกลับทำไม่สำเร็จ ขงเบ้งโกรธมากจึงนำกำลังเข้าตีด้วยตนเอง ใช้เวลาอยู่ยี่สิบวันก็ทำไม่สำเร็จ จากนั้นก็พบว่าแม่ทัพฝ่ายวุยก๊กชื่ออองสง ซึ่งเป็นขุนพลทรงพลังคนหนึ่งในช่วงนั้นได้นำกำลังมาเสริม ขงเบ้งจึงตัดสินใจถอยทัพกลับ แต่ก็ได้สั่งให้อุยเอี๋ยนเป็นทัพหลัง คอยสกัดทัพของอองสงที่ไล่ตามมา และอุยเอี๋ยนก็วางกำลังซุ่มสังหารอองสงได้ ในการศึกนี้ทางฝั่งจ๊กก๊กจึงบันทึกไว้เพียงแค่วังหารนายพลวุยก๊กได้หนึ่งคน
ส่วนเฮ็กเจียวผู้สกัดทัพขงเบ้งด้วยทหารแค่สามพัน กลายเป็นวีรบุรุษและได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพคนสำคัญของวุยก๊ก
จากนั้นหนึ่งปี ขงเบ้งยกทัพไปเป็นครั้งที่สาม คราวนี้มีผลงานพอดู โดยก่อนออกศึกนั้นมีข่าวมาว่าทางวุยก๊กกับง่อก๊กรบกันหนักทางภาคตะวันออก ผลคือฝ่ายง่อได้ชัยชนะ ทางฝ่ายวุยสูญเสียกำลังไปมาก แม่ทัพใหญ่ภาคตะวันออกโจฮิวจึงเสียใจหนักและตรอมใจตาย
ส่วนทางแนวป้องกันด้านตะวันตกของวุย เฮ็กเจียว วีรบุรุษจากศึกคราวที่แล้วซึ่งกลายเป็นแม่ทัพชื่อดังนั้นก็ล้มป่วยและตายลง เช่นกัน ขงเบ้งจึงเห็นว่าเป็นโอกาสดี รีบยกทัพเข้าตีเมืองเฉินซางและยึดได้โดยง่าย
ขงเบ้งจึงได้รับยศเดิมที่เคยลดขั้นตัวเองในศึกครั้งแรกคืนมาโดยพระเจ้าเล่าเสี้ยนเป็นผู้โปรดเกล้า
เมื่อได้ยศคืนขงเบ้งก็ยกทัพกลับและจัดงานฉลองความสำเร็จที่สามารถยึดหัวเมืองของวุยได้สามหัวเมือง
1 ปี ต่อมา ขงเบ้งยกทัพไปอีกครั้งในนิยายนั้นหลอก้วนจงได้แต่งเรื่องราวไว้พอควร แต่ในฉบับประวัติศาสตร์บันทึกแค่เพียงว่าต้องยกทัพกลับเพราะเจอฝนหนัก
ขงเบ้ง จึงรอเวลาอีกครั้งและยกทัพมาอีกในปีเดียวกัน และในครั้งนี้ได้ปะทะกับสุมาอี้อีกครั้งที่เขากิสาน และได้แก้ปัญหาเรื่องขาดเสบียงด้วยการคิดค้นวัวไม้ลากขึ้นในการใช้ลากเสบียง และแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
ปรากฏว่าในศึกครั้งนี้เสียเชิงสุมาอี้ในทีแรก และเป็นครั้งแรกที่สุมาอี้สามารถอ่านแผนการศึกของขงเบ้งได้ขาด และเล่นงานคืนได้อย่างเจ็บแสบ จนขงเบ้งต้องถอยทัพไปตั้งหลัก ในการศึกนี้ยังทำให้อุยเอี๋ยนเริ่มไม่แน่ใจในแผนของขงเบ้งเพิ่มขึ้นจนเกิด เป็นความกังขาในกองทัพ แต่จากนั้นทัพใหญ่ของขงเบ้งก็ยังสามารถเอาชนะและตอบโต้กลับได้ในการปะทะ ครั้งต่อมา จึงกลายเป็นศึกระยะยาวไป
ปรากฏว่ามีปัญหาเรื่องเสบียงอีก ซึ่งเป็นปัญหาเดิมๆของขงเบ้งที่แก้ไม่ได้สักที ทั้งที่สร้างวัวไม้เลื่อนในการขนเสบียงแล้ว เพราะในครั้งนี้เสบียงส่งล่าช้า อีกทั้งทางพระเจ้าเล่าเสี้ยนมีคำสั่งเรียกตัวขงเบ้งกลับกะทันหัน ขงเบ้งจึงจำใจถอยทัพ
ในนิยายเล่าว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนระแวงว่าขงเบ้งจะเป็นกบฏ จึงสั่งเรียกขงเบ้งกลับ และขงเบ้งก็จำใจยอมกลับ ทั้งที่จะได้ชัยอยู่แล้ว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านิยายช่วยแก้ตัวให้ขงเบ้งหรือเปล่า เพราะมีธรรมเนียมจีนโบราณบอกว่า “แม่ทัพอยู่แนวหน้าไม่ต้องเชื่อฟังกษัตริย์” แล้วขงเบ้งซึ่งกำลังจะได้ชัยชนะจะถึงกับถอยทัพด้วยการเรียกตัวเพียงครั้ง เดียวหรือ
ถ้าจะบอกว่าเพราะความจงรักภักดี นั่นอ้างไม่ขึ้น ขงเบ้งควรจะเห็นแก่ประโยชน์ที่บ้านเมืองจะได้รับจากการเอาชัยตรงหน้ามากกว่า คำกล่าวหาว่าตนจะเป็นกบฏมากกว่า
เย่เฟยหรืองักฮุย วีรบุรุษในราชวงศ์ซ้อง ซึ่งเป็นยุคหลังขงเบ้งแล้วกว่าพันปี ก็เคยเผชิญเรื่องในทำนองนี้ แต่ที่เย่เฟยยอมถอยทัพ เพราะโดนป้ายคำสั่งเรียกถึง 12 ครั้ง และเพราะเย่เฟยเป็นชาวจีนในยุคราชวงศ์ซ้องที่ได้รับการปลูกฝังในเรื่องลัทธิ ขงจื๊อที่สอนให้ขุนนางเชื่อฟังกษัตริย์ย่างเคร่งครัด ไม่เช่นนั้นจะเป็นการผิดหลักคำสอน
แต่ขงเบ้งเป็นคนในยุคราชวงศ์ฮั่นตอนปลายซึ่งลัทฺธิขงจื๊อยังไม่ได้มีอิทธิพลมาก นัก ที่สำคัญคือตัวขงเบ้งเองนั้นน่าจะนับถือหลักลัทธิเต๋า(เต๋าคนละแบบกับของเล่าจื๊อ เต๋าแบบนี้จะออกแนวอภินิหาร และไสยศาสตร์มากกว่า คนที่เสฉวนนับถือกันมาก) เมื่อดูจากลักษณะของขงเบ้งที่เชื่อในเรื่องการดูดาว และการใช้พิธีทางโหรศาสตร์เช่นการต่ออายุให้ตัวเอง
จากเหตุผลเหล่านี้ มทองไม่ออกว่าทำไมขงเบ้งถึงถอยทัพกลับทั้งที่จะได้ชัยชนะ บางทีอาจเพราะต้องการกลับมาควบคุมสถานการณ์ในเมืองหลวงซึ่งเริ่มผิดปกติ มากกว่า เมื่อมองในแง่การเมือง
จากการสืบสวนเรื่องส่งเสบียงล่าช้า ปรากฏว่าลิเงียมซึ่งรักษาการตำแหน่งนายกแทนขงเบ้ง แต่มีหน้าที่ส่งเสบียง (ก็แปลกดี) เป็นผู้ทำล่าช้า จึงถูกลงโทษปลดเป็นสามัญชน
ลิเงียมนั้นเป็นขุนนางสำคัญที่เล่าปี่ได้ฝากฝังบ้านเมืองไว้คู่กับขงเบ้ง เขามักจะคัดค้านการศึกของขงเบ้งด้วยเหตุผลที่ว่าทำให้ผู้คนล้มตายมากเกินไป ขงเบ้งกับลิเงียมจึงไม่ถูกกันนัก แต่ขงเบ้งก็ยังเกรงใจลิเงียมที่เป็นคนซื่อสัตย์ ซึ่งที่ผ่านมาพวกเขาก็ยังรักษาสมดุลกันได้ดี
แต่ที่สุดลิเงียมก็ต้องออกจากราชการด้วยเรื่องครั้งนี้เอง
อ้อ ในศึกนี้ขงเบ้งยังฝากผลงานด้วยการวางแผนดักซุ่มสังหารเตียวคับ ยอดนายพลคนสุดท้ายของวุยก๊กที่ตกทอดมาจากสมัยโจโฉด้วย ซึ่งมีเรื่องน่าสนใจในการสังหารเตียวคับนี้ว่าเป็นแผนการยืมดาบฆ่าคนของสุมา อี้รึเปล่า ที่ต้องการขจัดเสี้ยนหนามในการเป็นใหญ่ของตนในอนาคต
หลังจากศึกนี้ เพราะกรณีลิเงียม ในนิยายจึงเล่าว่าขงเบ้งจึงตัดสินใจกลับมาดูแลและล้างบางเรื่องภายใน และใช้เวลาถึงสามปีหมดไปกับการพัฒนาบ้านเมืองเป็นหลัก เพราะที่ผ่านมาสูญเสียทหารและทรัพยากรต่างๆไปมาก ซึ่งการพัฒนาครั้งนี้ก็ทำให้ภายในของจ๊กก๊กกลับมามีกำลังเข้มแข็งอีกครั้ง
ปีค.ศ.234 อันเป็นปีสุดท้ายในการทำศึกของขงเบ้งและเป็นปีสุดท้ายในชีวิตของเขาด้วยนั้น ขงเบ้งได้เกณฑ์ไพร่พลในจ๊กก๊กมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยได้ทั้งหมด สองแสนแนวหน้าและอีกหนึ่งแสนในแนวหลัง
จะเห็นว่าจำนวนทหารที่จะไปรบลดน้อยลงในทุกครั้ง เพราะสงครามที่ผ่านมาได้ทำให้ผู้คนในจ๊กก๊กล้มตายไปมาก
ขงเบ้งนำทัพหน้าจำนวนสองแสน (บางฉบับว่าสาม) ตั้ง ทัพที่กิสานอีกครั้ง อันเป็นที่เดิม เพราะขงเบ้งยืนยันความคิดที่ว่าจะบุกวุยก๊กโดยใช้เส้นทางนี้ทางเดียวให้ได้ โดยไม่สนใจความแผนการอื่น จะว่าไปมันก็เหมือนกับเอาหัวชนฝาเหมือนกัน ซึ่งเป็นข้อเด่นของนักปกครองที่มีจิตใจแน่วแน่ที่สู้ไม่ถอย ผมขอยอมรับนับถือขงเบ้งในส่วนนี้ แต่ในแง่กลยุทธ์การศึกแล้วถือว่าไม่สมควร
การศึกครั้งนี้ในนิยายเล่าไว้อย่างสนุกสนาน ทั้งที่จริงแล้วในประวัติศาสตร์แทบจะไม่ได้สู้กันเลย แต่ในนิยายเล่าว่าขงเบ้งได้นำดินระเบิดมาใช้เล่นงานสุมาอี้เกือบตาย
ความจริงแล้วดินระเบิดเป็นสิ่งที่ถูกคิดค้นขึ้นมาในสมัยหลังยุคขงเบ้งกว่าหลาย ร้อยปี และกว่าจะพัฒนาจนนำมาใช้จริงได้นั้น ก็อีกเกือบพันปีให้หลัง
ขงเบ้งนำทัพมาคราวนี้ตั้งใจจะสู้รบระยะยาวจึงตั้งค่ายที่หวูจ่างหยาน ส่วนคนที่ออกมารับศึกก็คือสุมาอี้เจ้าเก่า
ขงเบ้ง พยายามยั่ยยุให้สุมาอี้ออกมาสู้ด้วย แต่สุมาอี้ก็ไม่ยอมเอาแต่ตั้งทัพอยู่แต่ในค่ายท่าเดียว จนขงเบ้งร้อนใจนักและส่งจดหมายด่ารวมถึงเสื้อผ้าผู้หญิงไปให้เป็นการดูถูกสุ มาอี้
สุมาอี้โกรธจัดคิดจะยกทัพไปเหมือนกัน แต่ก็ยังตั้งสติได้ รวมกับมีคำสั่งจากพระเจ้าโจยอยซึ่งเป็นฮ่องเต้คนที่สามแห่งวุยก๊กว่าห้ามนำ ทัพออกไปสู้ศึก ให้ป้องกันไว้อย่างเดียว เพื่อป้องกันความสูญเสีย เนื่องจากว่าเวลานั้น ทางง่อก๊กเองก็ส่งกำลังทหารมาทางด้านตะวันออกตามสัญญาพันธมิตรร่วมกับจ๊กก๊ก เช่นกัน โดยแม่ทัพของง่อก๊กในครั้งนี้นั้นไม่ใช่ระดับธรรมดา แต่เป็นลกซุนยอดอัจฉริยะคนหนึ่งของยุคร่วมกับขงเบ้งและสุมาอี้ พระเจ้าโจยอยแห่งวุยจึงตัดสินใจยกทัพไปเอง
ทา การศึกด้านง่อก๊กกับวุยก๊กที่เมืองหับป๋าทางตะวันออกนั้น น่าสนใจก็จริงแต่ขอสรุปว่า ทัพหน้าของง่อซึ่งนำโดยจูกัดกิ๋นพี่ชายของขงเบ้งที่รับราชการที่ง่อนั้นเสีย ทีและสูญเสียทัพเรือไปจำนวนมากเพราะความประมาท แต่ลกซุนก็วางแผนทำให้ทัพง่อสามารถถอยทัพกลับได้อย่างปลอดภัย
การพ่ายแพ้และถอยทัพอย่างไม่คาดฝันของทัพง่อนั้นทำให้ขงเบ้งที่ทราบข่าวถึงกับ ตกใจและล้มป่วยลง เนื่องจากการที่ต้องตรากตรำในสนามรบมานานเริ่มส่งผลเสียต่อร่างกายแล้ว
ขงเบ้ง ป่วยหนักรู้ตัวว่าใกล้ตาย จึงคิดจะถอยทัพกลับ แต่ก็ต้องถอยโดยที่ไม่ให้สุมาอี้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงสั่งให้ปิดข่าวการตายของตนเองไว้ล่วงหน้าและห้ามไว้ทุกข์ จากนั้นจึงเริ่มสั่งเสียงานให้กับคนสนิทแต่ละคน
เกียงอุนได้รับมอบตำราพิชัยสงคราม 24 เล่ม ที่ขงเบ้งเขียนขึ้น เท่ากับว่าเกียงอุยเป็นผู้สืบทอดวิชาทั้งหมดตัวจริงของขงเบ้ง และเผอิญว่าลิฮกขุนนางจากเสฉวนเดินทางมาพอดี ขงเบ้งจึงฝากคำสั่งเสียไปให้แก่พระเจ้าเล่าเสี้ยนที่เสฉวน และฝากให้แต่งตั้งเจียวอ้วนและบิฮุยขึ้นเป็นผู้สืบทอดอำนาจทางการบริหารแทน ตนเอง จากนั้นก็เสียชีวิตลง รวมอายุ 54 ปี
ขงเบ้ง ไม่ไว้ใจให้พระเจ้าเล่าเสี้ยนได้มีโอกาสบริหารบ้านเมืองแม้แต่นิด จริงอยู่ว่าพระเจ้าเล่าเสี้ยนอาจจะมีสติปัญญาน้อย แต่ถึงกระนั้นก็เป็นฮ่องเต้มาหลายปีแล้ว อายุก็มากพอที่จะบริหารราชกิจมาได้หลายปี แต่ที่ผ่านมาขงเบ้งเลือกที่จะกุมอำนาจเองทั้งหมดไม่เปิดโอกาสให้เล่าเสี้ยน ได้พิสูจน์ตนในฐานะฮ่องเต้ แบบนี้จะถือได้ว่าเป็นขุนนางที่ดีหรือ?
หลายคนนั้นให้เหตุผลว่าเป็นเพราะขงเบ้งกลัวว่าเล่าเสี้ยนจะบริหารราชกิจได้ไม่ดี เพราะสติปัญญาก็รู้อยู่ว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าในประวัติศาสตร์นั้นก็มีฮ่องเต้อยู่หลายองค์ที่ไม่เอาไหนแต่ก็สามารถ ปกครองบ้านเมืองให้ดีได้ด้วยตนเองเพราะมีขุนนางที่เป็นเสาหลักคอยช่วยเหลือ ทำไมขเงบ้งไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่คอยช่วยเหลือฮ่องเต้ แต่เลือกที่จำทำมันเองหมดทุกอย่าง ถ้าสาเหตุไม่ใช่เพราะความหวงอำนาจการปกครองแล้วมันจะเป็นอะไร
สมัยเด็กตอนที่ผมอ่านสามก๊กครั้งแรกๆ เมื่ออ่านถึงช่วงปลายของจ๊กก๊กแล้ว ก็ยังรู้สึกสงสัยเหมือนกันว่าทำไมก๊กอื่นๆถึงได้มีคนมีฝีมือทำงานโน่นนี่ เต็มไปหมด แต่จ๊กก๊กต้องพึ่งขงเบ้งอยู่คนเดียว และทำไมฮ่องเต้ของฝ่ายจ๊กก๊กอย่างเล่าเสี้ยนถึงได้ดูไม่เอาไหนนัก
ตรงนี้ในหนังสือสามก๊กและในหนังด้วยได้พูดถึงไว้ตรงกัน ผมขออนุญาตถ้าใครมีช่วยเปิดดูได้เดี๋ยวจะหาว่าผมเอ่ยแบบยกเมฆ นั่นคือตอนที่สุมาเต็กโชพูดถึงขงเบ้งให้เล่าปี่ฟังนั้น ได้บอกว่าขงเบ้งเคยเปรียบตนเองว่าเก่งเทียบเท่าก่วนจงและเล่อยี่ซึ่งเป็นคน เก่งในสมัยยุคชุนชิว พอกวนอูซึ่งฟังอยู่ด้วยหาว่าขงเบ้งไม่ประมาณตนและไม่เห็นด้วย สุมาเต็กโชก็บอกว่าเขาเองก็ไม่เห็นด้วยเช่นกันเพราะความสามารถของขงเบ้งนั้น ต้องเท่ากับเจียงไท่กงและเตียวเหลียงซึ่งเป็นสองสุดยอดกุนซือในประวัติ ศาสตร์จีน
ก่วนจง เป็นยอดเสนาบดีที่ช่วยให้กษัตริย์ฉีเหิงกงกลายเป็นมหาราช แต่ถึงกระนั้นก่วนจงไม่เคยทำตัวมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือฉีเหิงกงแต่ประการใด อำนาจการปกครองบ้านเมืองและการบัญชาการกองทัพนั้นเป็นของฉีเหิงกง ตัวก่วนจงเพียงแค่คอยถวายคำแนะนำ และนำไปปฏิบัติเท่านั้น และที่สำคัญคือก่วนจงคอยเตือนสติฉีเหิงกงไม่ให้ทำสงครามกับแคว้นข้างเคียง แต่เน้นให้ปกครองโดยธรรม ซึ่งส่งผลให้แคว้นฉีกลายเป็นมหาอำนาจในยุคที่ก่วนจงเป็นมหาเสนาบดี
เล่อยี่ คนนี้ได้ชื่อว่าเป็นแม่ทัพที่นำกำลังทหารของแคว้นเล็กเอาชนะแคว้นใหญ่ มีความเชี่ยวชาญในกลยุทธ์การศึกมาก การทำสงครามเอาชนะแคว้นใหญ่แบบเล่อยี่นั้นขงเบ้งเองยังไม่เคยทำมาก่อน
และคราวนี้พอมาดูเจียงไท่กงกับเตียวเหลียงสองสุดยอดกุนซือแล้วยิ่งไปกันใหญ่
ในบ้านเรานั้นขงเบ้งเป็นชื่อคนทั่วไปรู้จักมากที่สุดหากพูดถึงกุนซือผู้ปราด เปรื่อง อีกชื่อหนึ่งก็ต้องเป็นซุนหวู่ แต่ใครจะรู้ว่าการที่ดังที่สุดก็ใช่ว่าจะเก่งที่สุด ความจริงแล้วกุนซือผู้มีผลงานยิ่งใหญ่ที่สุดและได้รับการยอมรับว่าเก่งที่ สุดในประวัติศาสตร์ 4000 ปีของจีนนั้น นักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่ามีอยู่สองคน นั่นก็คือ เจียงไท่กงและเตียวเหลียง
เจียงไท่กง กุนซือผู้นี้กว่าจะเป็นที่รู้จักไปทั่วแผ่นดินก็อายุแก่มาจนจะเข้าโลงอยู่แล้ว นั่นคืออายุ 72 ปี เพราะกว่าที่จะมีคนค้นพบอัจฉริยะในตัวท่านผู้นี้นั้นก็เป็นตอนที่อายุ 60 กว่าปี
จีซาง เจ้าเมืองโจว ได้เป็นผู้เจอกับเจียงไท่กงโดยบังเอิญในขณะที่ชายแก่ผู้นี้กำลังตกปลาอยู่ และได้มีโอกาสสนทนากัน จึงได้รู้ว่านี่คืออัจฉริยะผู้เป็นเพชรเม็ดเอกของแท้จึงรีบเชิญให้ไปช่วย ราชการ
เจียงไท่กงได้ช่วยเหลือให้จีซางสถาปนาราชวงศ์โจวขึ้น และเมื่อจีพาพระโอรสสืบอำนาจต่อมาก็ช่วยเหลือจีพาในการวางแผนการรบให้เอาชนะ ราชวงศ์อินซึ่งปกครองโดยทรราชย์โจ้วอ๋องลงได้
จากนั้นก็ได้วางระเบียบการปกครองและวางรากฐานให้กับราชวงศ์โจวจนราชวงศ์นี้กลายเป็นราชวงศ์ที่มีความเข้มแข็งและมีอายุยืนนานถึง 800 ปี และเป็นราชวงศ์ที่มีอายุยืนที่สุดในประวัติศาสตร์จีน
เจียงไท่กงยังเขียนตำราพิชัยสงครามเอาไว้ด้วย มีชื่อว่าตำราไท่กงอิน ว่ากันว่าซุนหวู่ผู้เป็นจ้าวแห่งพิชัยสงครามในยุคต่อมานั้นยังยึดเอาตำรา เล่มนี้เป็นหลักในการเขียนตำราพิชัยสงครามซุนหวู่ของตน
เตียวเหลียง รายนี้คือยอดกุนซือผู้ช่วยเหลือเล่าปังบรรพบุรุษของเล่าปี่ ให้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาได้ โดยเป็นผู้วางกลุยุทธ์กำหนดแผนการต่างๆ ช่วยให้เล่าปังโค่นฌ้อป้าอ๋อง เซี่ยงหยี่ลงและวางรากฐานสำคัญให้ราชวงศ์ฮั่นในภายหลัง
แต่เตียวเหลียงปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเลือกที่จะไปใช้ชีวิตวิเวกตามป่าเขาอย่างสงบสุข ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเตียวเหลียงเห็นแก่ตัวจึงละทิ้งตำแหน่งไปหาความสงบตามป่า เขา แต่เพราะเห็นว่าคนที่จะรับตำแหน่งนี้แทนหากเขาจากไปแล้วนั้นก็ถือเป็นยอดคน เช่นกัน นั่นก็คือเซียวเหอหนึ่งในสามวีรบุรุษแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันตกยุคแรกร่วมกัน กับตัวเขาและหันซิ่น
เตียวเหลียงจึงเป็นยอดบุรุษเพียงไม่กี่คนที่สามารถละทิ้งอำนาจไว้เบื้องหลังได้ เขาจึงมีจุดจบที่ดีต่างไปจากกุนซือเก่งๆหลายคนในประวัติศาสตร์ที่มักตายร้าย เมื่อฮ่องเต้มีอำนาจเต็มที่แล้ว
คนเหล่านี้สร้างคุณประโยชน์ให้แผ่นดินและบ้านเมืองของตนอย่างยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะสองคนหลังนั้นเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการรวบรวมประเทศให้เป็นหนึ่ง เดียว ซึ่งขงเบ้งนั้นยังไม่อาจทำสิ่งเหล่านี้ได้แต่ดันพูดไปซะแล้วว่าเหนือกว่าคน เหล่านี้.......
ที่สำคัญเลยซึ่งทั้งสี่คนที่กล่าวมานั้นต่างจากขงเบ้งก็คือ พวกเขาไม่นิยมการทำสงคราม เจียงไท่กงและเตียวเหลียง นั้นการที่พวกเขาช่วยเหลือจีพาและเล่าปังทำศึกก็เพราะต้องการรวมประเทศให้ เป็นปึกแผ่น และเนื่องจากราชวงศ์เก่าในเวลานั้นต่างมีทรราชย์ปกครอง ในยุคของเจียงไท่กงนั้น โจ้วอ๋องเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อินที่โหดร้ายทารุณต่อประชาชน อย่างมากเกินกว่าจะบรรยาย ความโหดร้ายทารุณของโจ้วอ๋องนั้นเป็นอะไรที่แม้แต่โจโฉที่เราว่าโหดหรือแม้ กระทั้งจิ๋นซีฮ่องเต้แทบจะกลายเป็นลูกเจี๊ยบไปเลย
เจียงไท่กงจึงต้องช่วยเหลือจีพาในการนำกองทัพธรรมปราบทรราชย์ ในขณะที่เตียวเหลียงก็ช่วยเล่าปังปราบฌ้อปาอ๋องที่วันๆเอาแต่ฆ่าคนเป็นว่า เล่น
เมื่อ ทำได้แล้วเตียวเหลียงก็ลาออกจากราชการ ส่วนเจียงไท่กงแม้จะได้เป็นอ๋อง แต่ก็ยุ่งเกี่ยวด้วยเพียงแค่ช่วยเหลือในการปกครองบ้านเมือง ไม่มีส่วนร่วมในสงครามอีก แม้ว่าจะยังมีการก่อกบฏขึ้นบ้างในสมัยที่เขายังมีชีวิตอยู่ในตำแหน่งอ๋อง แต่เขาก็ไม่เคยสนับสนุนให้อาณาจักรโจวนั้นรุกรานผู้อื่นด้วยกำลัง
ส่วนก่วนจงนั้นไม่เคยสนับสนุนให้ฉีเหิงกงทำสงครามสักครั้ง ทั้งที่ศักยภาพของแคว้นมีมากพอที่จะทำ หลายครั้งที่เขาใช้วิธีการพูดอันแยบยลให้ฉีเหิงกงเลิกคิดรุกรานผู้อื่น สำหรับเล่อยี่นั้นพอเข้าใจว่าทำไปเพราะความจำเป็นเนื่องจากว่าแคว้นของเล่อ ยี่เป็นแคว้นเล็กที่ถูกศัตรูรุกรานตลอดจึงต้องป้องกันตัวด้วยการทำศึก
ความจริงแล้วขงเบ้งน่าจะยึดนโยบายเดียวกับก่วนจงคือสร้างรัฐให้เข้มแข็งทางด้าน เศรษฐกิจและสังคม แล้วพัฒนาการทหารให้เข้มแข็งตามมา และเน้นที่การป้องกันตัวเองจากศัตรู เช่นเดียวกับเล่อยี่ ไม่ใช่เอาแต่นำทัพบุกท่าเดียว เพราะเป็นการเสียคนและทรัพยากรมาก อย่างที่เกิดปัญหาขาดคนเก่งในจ๊กก๊กระยะหลัง
ในนิยายนั้นเล่าว่าหลังจากขงเบ้งตายแล้ว สุมาอี้รู้ข่าวจึงยกทัพตาม แต่พอเห็นขงเบ้งซึ่งนั่งบัญชาการอยู่บนเขาก็ตกใจรีบถอยทัพกลับทันที ซึ่งความจริงแล้วนั่นเป็นร่างหล่อเหมือนจริงของขงเบ้งที่ขงเบ้งได้วางแผนให้ สร้างขึ้นก่อนตาย ตรงจุดนี้ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องจริงรึเปล่าเหมือนกัน
หลัง ขงเบ้งตายความวุ่นวายได้เกิดขึ้นกับทัพจ๊กก๊ก เพราะอุยเอี๋ยนเป็นกบฏ แต่ยังดีที่ขงเบ้งวางแผนไว้ก่อนตาย จึงแก้สถานการณ์ และสามารถกำจัดอุยเอี๋ยนลงได้
เรื่องอุยเอี๋ยนกบฏนี้ขอยกไปพูดถึงเมื่อเขียนเรื่องอุยเอี๋ยนละกันนะครับ เพราะมีจุดให้วิเคราะห์อีกยาวมาก และมีความเป็นไปได้มากว่าอุยเอี๋ยนเป็นแพะในประวัติศาสตร์!!!
เมื่อขงเบ้งตาย ก็ได้รับการฝังศพไว้ที่เขาเตงกุนสัน เจียวอ้วนได้ขึ้นเป็นไจเสี่ยง สืบอำนาจการปกครองจากขงเบ้ง บิฮุยเป็นรอง ส่วนเกียงอุยศิษย์เอกของขงเบ้งนั้นไปรับหน้าที่อยู่ที่เมืองฮันต๋ง แล้วภายหลัง บุตรชายของขงเบ้งนามว่าจูกัดเจี๋ยมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลที่อายุน้อย ที่สุดเท่าที่เคยมีมาของจ๊กก๊ก ซึ่งจูกัดเจี๋ยมก็มีความสามารถมากในระดับหนึ่ง ภายหลังจากนี้ไปหลายสิบปี เขาเป็นผู้นำกองทัพต้านการการบุกของเตงงายซึ่งลอบเข้าโจมตีที่เสฉวนไว้อย่าง หนักแน่นมั่นคง แต่สุดท้ายก็ไม่อาจต้านทานเตงงายได้ และเสียชีวิตในสนามรบพร้อมกับจูกัดสง บุตรชายของเขา
ในปีที่ขงเบ้งตายคือ ปี ค.ศ.234 นั้น มีบุคคลผู้หนึ่งตายลงด้วยเช่นกัน เขาคนนี้เกิดปีเดียวกันกับขงเบ้ง และตายปีเดียวกันด้วย นั่นคือพระเจ้าฮั่นเหี้ยนเต้ ฮ่องเต้องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ซึ่งตอนที่ตายนั้นไม่ได้เป็นฮ่องเต้มาหลายปีแล้ว เพราะถูกโจผีถอดลงจากบัลลังก์เมื่อหลายสิบปีก่อน
อัน ที่จริงยังมีสิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับขงเบ้งอยู่อีกที่ผมยังไม่ได้เขียนถึง แต่รายละเอียดที่มากขนาดนี้ ผมว่าคนอ่านเองก็คงเริ่มเบื่อกันแล้วล่ะมั้ง ขนาดคนเขียนเองก็เริ่มจะมือหงิกแล้ว
สรุปแล้วขงเบ้ง......ไม่ รู้จะสรุปว่าไง เอ้อ เกือบลืม ที่เคยบอกไว้ว่ามีนักเขียนท่านหนึ่งเขียนถึงขงเบ้งไว้ว่าเป็นคนที่นำคนมาตาย มากที่สุดในยุคสามก๊กนั้น นักเขียนท่านนั้นคือ...กิมย้งผู้แต่งมังกรหยกอันลือลั่นครับ!!!
ท่านไม่ได้บอกตรงๆหรอก แต่เขียนผ่านงานเขียนของท่านโดยบอกผ่านทางตัวละครที่ชื่อว่าเจี่ยซุน ในเรื่องดาบมังกรหยก ซึ่งผมเองก็เห็นด้วย และการวิเคราะห์ของกิมย้งที่ศึกษาประวัติศาสตร์มาอย่างโชกโชน น่าจะเชื่อถือได้อย่างมาก
สรุปแล้วขงเบ้งในความคิดของผมในตอนนี้.....ไม่ รู้ว่าจะเป็นคนเก่งหรือยังไงดี เอาเป็นว่าผมไม่ได้มองว่าเป็นคนอภินิหารแบบสมัยอ่านสามก๊กแรกๆก็แล้วกัน แต่มองในแบบคนธรรมดาที่มีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์รักโลภโกรธหลงอย่างปุถุชน และเป็นนักปกครองที่ประสบความสำเร็จในแง่ที่สามารถฝากชื่อไว้ให้โลกรู้จักตน เองได้มากที่สุดคนหนึ่ง

Credit :       http://writer.dek-d.com/sirpass/story/viewlongc.php?id=10590&chapter=15
       http://writer.dek-d.com/eagle/writer/viewlongc.php?id=10590&chapter=16




อ่า....หลังจากผ่านพ้นช่วง Text อันมหาศาลมาได้ ก็มาเริ่มดูตัวโมเดลกันเถอะครับ ขงเบ้งนี้ ออกมาเป็นครั้งที่ 2 แล้วนะครับ เพราะเคยออกตัวขงเบ้งแบบปกติ(ร่าง Re-Gz) มาแล้วครั้งนึง นี่จึงถือว่าเป็นตัวที่ 2 ในซี่รี่ส์นี้ ที่ได้ออกร่างพัฒนามาเลยนะครับ (ตัวแรกคือเล่าปี่ที่มีร่างพัฒนาครับ) แถมยังพัฒนามาเป็น MS ที่น่าจะแข็งแกร่งที่สุดในยุค UC อย่าง Nu Gundam ซะด้วย นี่แสดงว่าให้ความสำคัญกับขงเบ้งน่าดูเลยล่ะครับ

ตัวขงเบ้งในร่างมหาอุปราชย์นี้ มาในราคาที่แพงกว่ากล่องปกติถึง 2 เท่าด้วยกัน (1200 เยน ปกติในชุดนี้จะราคา 600 เยน) แถมยังไม่มีส่วนที่เป็นชิ้นชุบโครเมี่ยมด้วย แต่ก็นะ มากันกล่องใหญ่กว่าชาวบ้าน แถมอลังการงานสร้างกว่าตัวอื่นๆ เลย ก็ยังงี้ล่ะครับ จนผมอดนึกสงสัยไม่ได้ ว่าคนทำต้นแบบแอบลำเอียงชอบขงเบ้งมากกว่าตัวอื่นรึเปล่าเนี่ย

ร่างต้นแบบของขงเบ้ง มี 2 แบบครับ
ขงเบ้ง แบบแรก Nu Gundam จากภาค CCA



ขงเบ้งแบบหลังจากรวมร่างกับนก คือ RX-93-n-2 Hi-n Gundam ครับ (สังเกตุตรงฟันเนลได้)



บรรดาข้าวของต่างๆ ที่แถมมาให้ในกล่องนี้ครับ เพียบเชียว จุดเด่นของกล่องนี้ก็คือนกที่แถมมาด้วยเพื่อเรามาประกอบร่างกับขงเบ้งนี่ล่ะครับ



แบบปกติที่ยังไม่ได้ใส่เกราะใดๆ





แบบมาตรฐานในร่าง Nu Gundam ครับ







มีชิ้นเกราะหน้าอกเพิ่มเติม ใส่แล้วจะกลายเป็น FA(Full Armor) Nu Gundam





ร่างมหาอุปราชย์ Hi-Nu Gundam อลังการงานสร้างจนผมว่ามันรกเกินไปรึเปล่าน่ะ?







อาวุธของขงเบ้งที่พัฒนาจากพัดมาเป็นดาบ (แต่ก็ยังมีเค้าโครงของพัดติดมาด้วยล่ะนะ)







สามารถเปลี่ยนร่างเป็นมังกรได้ด้วย







ร่างมังกรที่สมบรูณ์แบบ เมื่อรวมร่างกับนกแล้วครับ



อันนี้ไม่มีอะไรหรอก เอาตอนบังเทปมาให้ดูเล่นๆ ครับ แฮะๆ



ส่วนสีที่ใช้ก็มีดังนี้ครับ
สีดำ Midnight Blue
สีแดง แดง Character Red
เทา Dark Gray
สีน้ำเงิน น้ำเงิน Cobalt Blue
สีเงิน Silver
สีทอง สีทองกระป๋อง ของ Hato ครับ

การ์ตูนที่แถมมากับใบประกอบครับ (คราวนี้ 6 หน้าเชียวนะ ปกติมีแค่ 4 เอง ฮะๆ)
ตอนที่ 8 "มังกรหลับ" ขงเบ้ง ทะยานขึ้นอีกครั้ง!





วาด MS Girl แถมตามรูปแบบประจำล่ะครับ ชุดขงเบ้งแบบนี้ อลังการดีชะมัดเลยนา - 3 -
ผมเลยวาดให้ดูมีเสื้อผ้าเยอะหน่อยน่ะครับ





Profile : ขงเบ้ง สาวงามผู้เพียบพร้อมทั้งรูปโฉมและสติปัญญา แต่กลับเป็นที่หวาดกลัวจากทั้งเหล่าศัตรูและแม้แต่พวกพ้อง ในความ"ปากสุนัข"ระดับตัวแม่ เนื่องจากจากความฉลาดของเธอจึงทำให้ชอบมองดูว่าคนอื่นนั้นอยู่ระดับต่ำกว่าตัวเองเสมอๆ และมักจะไม่ค่อยวางใจให้คนอื่นทำงานแทนตน จึงเป็นอีกคนที่ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงจะปากเสียยังไง เธอก็มีความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และก็ยังพร้อมที่จะชมเชยคนที่ทำงานดีล่ะนะ(แต่ถ้าทำพลาดมาละก็...อีกเรื่องนึง)

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 14:38:45 น.

P
Member

เอิ่ม....

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 14:51:38 น.

เม็ดบ๊วย
คนบ้าชนิดธรรมดา

ลงชื่ออ่านจบ =_= ยาวเหยียดจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 14:53:59 น.

Dark~Pikachu
สัตว์เทวะในตำนาน

ตามมารีวิวถึงนี่เลยเรอะคุณเนย

งานเนี้ยบตามเคยนะครับ

ผู้หญิงคาแรคเตอร์แบบนี้ต้องตบจูบสถานเดียว =_=+

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:15:19 น.

ob the air
psychic devil

แม่คุณปากหมาได้ใจ

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:16:18 น.

cg
ไม่ใช่โพลีก้อนนะ

อ๊ะ แบบสาวน้อยนี่ มังกรไม่ยอมหลับ > x <

เพิ่มเติมนิดนึง เจียงไท่กง นี่ดังมากๆ มีบางตำราก็ว่าท่านเป็นเซียน
หากใครนึกไม่ออก ก็คือ ต้ากงอ้วง แห่ง ตำนานเทพประยุทธ์ นี่เอง

Edit by cg - 05 ต.ค.52 เวลา 16:17:32 น.

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:19:22 น.

Speak
อาชีพเช้าชาม เย็นชาม

ขอติดประวัติ(โดยย่อ) ของขงเบ้งไว้ไปอ่านที่บ้านนะครับ(ตอนนี้ทำงานอยู่เปิดเวบอ่านนานๆมันดูไม่งาม)

แต่โดยรวมชอบทั้ง พลาโม(เป็นพลาโมใช่มั้ยเนี่ย?) และ MS เกิร์ล มากๆครับ

ปากหมานได้โล่เลย อีหนู

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:29:03 น.

Matsuri ตัวป้า
จ้าวลัทธิอาร์ตตัวป้า

ลงชื่ออ่านเกือบจบได้ไหม ปวดตาแย้วว @__@/

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:30:27 น.

shadowflash
(ShadowHime)

นักวาด(ฝัน)นั่น นู้น นี่

เมาตัวอักษร แล้วมาเมาสาวน้อยข้างล่างต่อ =[]= "

+A+ น่ารัก น่ากินจังเลย

ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 15:53:20 น.

เด็กสีฟ้าจากนรก (เฮลบลูบอย)
คนขายน้ำหวาน

มันเป็นความลำเอียงอย่างหนึ่งของคนอ่านสามก๊กฉบับหลอกว้านจง

เมื่อตอนที่ลิโป้ไปอยู่กับเล่าปี่ แล้วทำตัวทรยศ ยึดเมืองของเล่าปี่มาเสียเอง คนด่าตรึม

แต่เมื่อขงเบ้งกับเล่าปี่ไปอาศัยอยู่กับเล่าเปียว แล้ววางแผนสุมหัวกันชิงเมืองมาจากเล่าเปียว
กลับไม่มีใครด่าสักแอะ

หรือตอนหลังศึกผาแดง
ฝ่ายซุนกวนทุ่มกำลังวุ่นวายกับการสู้กับทัพโจโฉ ทัพเล่าปี่กลับฉวยโอกาสยึดหัวเมืองของฝ่ายซุนกวนเอาซะดื้อๆ แล้วไม่มีใครด่า แถมชมเปาะอีกว่า แหม่ อุบายฉลาดเหลือล้ำ

พอขุนศึกอื่นในเรื่องทำแบบนี้บ้าง โดนด่าเปิง กลายเป็นตัวร้าย

ลำเอียงเห็นๆ

จริงๆแล้ว 3 ก๊กที่เราอ่านกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ฉบับบันทึกประวัติศาสตร์
แต่เป็นฉบับที่หลอกว้านจงกวีที่เกิดหลังสมัยสามก๊กเกือบพันปี แถมแต่งเพื่อใช้เล่นละคร

เพื่อให้ใช้เป็นบทละครที่เล่นได้สนุก ดังนั้นจึงต้องมีการเติมไข่ใส่สีลงไป จับใครสักคนเป็นพระเอก เอาใครสักคนเป็นตัวร้าย ใส่อภินิหารลงไป แล้วก้มาเป็นสามก๊กฉบับนิยายที่คนส่วนใหญ่รู้จักกัน

ความคิดเห็นที่ 10 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 16:04:10 น.

เล่าปี่ the lolicon
จอมจักพรรดิ โลลิค่อน

โอยตาลาย นี่ เลื่อนเพื่อดูภาพสุดท้ายนะเนี่ยย

Edit by เล่าปี่ the lolicon - 05 ต.ค.52 เวลา 19:10:29 น.

ความคิดเห็นที่ 11 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 19:10:13 น.

Vinchester
Grammar Nazi

ขอสารภาพว่า เปิดมาเลื่อนๆๆหารูปสาวน้อยอย่างเดยีว

ดูเสร็จพอใจกลับบ้านนอน

โทดทีครับผมอ่านแค่สามก๊กฉบับย่อมากๆ 55

ความคิดเห็นที่ 12 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 19:21:42 น.

No.47
นักสำรวจบอรด์ปริศนา

พูดตรงๆว่าอ่านไม่ไหว ดูแต่รูปเหอๆ

Edit by No.47 - 05 ต.ค.52 เวลา 20:28:43 น.

ความคิดเห็นที่ 13 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 20:28:21 น.

Tenkaminari
Wrath of Heaven

เฮียเนยนี่เก่งรอบด้านจริงๆ พรสวรรค์ในโลกไปอยู่ที่ท่านหมดแล้วใช่ไหม? สิ้นหวังแล้ววววววววว

ความคิดเห็นที่ 14 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 21:02:17 น.

Chronicle
คนธรรมดาที่บังเอิญผ่านมา

มีคนกล่ามถึงขงเบ้งตอน 1 ไว้ว่า

ขงเบ้งกล่าวกับเล่าปี่ "หากตัวเล่าปี่เป็นดั่งปลา ตัวเค้าจะเป็นดั่งน้ำให้ปลาเล่าปี่ได้แหวกว่าย"
แต่ทว่าเท่าที่เห็น เล่าปี่เป็นปลาตีนแหงๆ เพราะตั้งแต่ขงเบ้งเข้ามา เล่าปี่วิ่งจ้ำเอ้ายันเต

ความคิดเห็นที่ 15 ตอบเมื่อ 05 ต.ค.52 เวลา 23:45:48 น.

PH
บุรุษลึกลับในห้องเก็บอุปกรณ์พละ

ไม่อยากด่าหลอกว้านจงน๊ะ แต่เค้าแค่เอาเค้าโครงเรื่องจริงมาเขียนเป็นนิยายเพื่อประชดระบบการปกครอง และสร้างกำลังใจให้ประชาชนในยุคนั้น มันเลยต้องหาฮีโร่ซักคนที่ดูดี ซึ่งมันก็ลงที่เล่าปี่ ส่วนทรราชน์เช่นโจโฉ ก็เลยซวยเป็นแพะไป

ส่วนอุยเอี๋ยนขอเถียงสู้นิด ตามประวัติศาสตร์แล้ว อุยเอี๋ยนเป็นแม่ทัพที่ซื่อสัตย์ต่อเล่าปี่มาก และขงเบ้งถือเป็นก้างขวางคอในการครองอำนาจ ทางการทหารมาตลอดหลังจาก 5 ทหารเสือตายลง และอุยเอี๋ยนนี่ถือเป็น1คณะทำงานภายในรัฐที่ขงเบ้งไม่ชอบขี้หน้ามาก เนื่องจากก๊กของอุยเอี๋ยนชอบค้านความเห็นของขงเบ้งตลอดเวลาโดยก๊กนี้มีหัวหน้าหมู่สำหรับคานอำนาจในส่วนบริหารคือ และอุยเอี๋ยนเป็นผู้คานอำนาจในส่วนกองทัพ ไม่ให้ขงเบ้งบริหารงานอะไรได้ง่ายๆ ในเรื่องฝีมือในตอนนั้นจ๊กก๊กคงไม่มีใครเก่งกว่าอุยเอี๋ยนแล้วเอากันง่ายๆ หาก ม้าต้ายแม่ทัพสุดโปรดของขงเบ้งเก่งจริง แล้วทำไมเล่าปี่ไม่เลือกเป็นขุนพลรักษาการณ์ฮั่นตง กลับเลือกอุยเอี๋ยนซึ่งขงเบ้ง เคยนั่งยันนอนยันว่ามีราศีคนทรยศอยู่ในตำแหน่งแทน ยังมีอีกหลายครั้งที่อุยเอี๋ยนได้ช่วยศึกจ๊กก๊กไว้รวมทั้งขงเบ้งด้วย แต่หลอกว้านจงพยายามไม่เขียนถึง และไปเสริมความชั่วให้อุยเอี๋ยนเพิ่มจากการทำให้ฉากที่ม้าต้ายฆ่าอุยเอี๋ยนจากการทำนายของขงเบ้ง ไม่อย่างนั้นความดีของขงเบ้งที่เค้าเขียนมาอาจเกิดรอยด่างได้ หลอกว้านจงจึงต้องขับอุยเอี๋ยนไปเป็นกบฎราชวงศ์ซะ มันซึ่งน่าเศร้ามากๆที่ขุนพลคนสำคัญคนหนึ่งจะต้องถูกตราหน้าว่าเป็นกบฎจากนิยายซึ่งเขียนเพียงเพื่อประชดการปกครองของนายหัวในของยุคตัวเอง  ทั้งๆที่การกระทำของอุยเอี๋ยนตลอดมาทำเพื่อรัฐจ๊กเสมอ

เอาละไม่ขอเขียนต่อละ จากนี้ให้ จขกท เข้ามาลงรายละเอียดของอุยเอี๋ยนต่อดีกว่านะ

ปล ผมชอบเถียงแทนตัวละครหลายๆตัวที่หลอกว้านจงมองข้ามและปรับคาแร็กเตอร์ให้ดูเลวชาติ อะนะ อย่างม้าเฉียวก็อีกที่คนน่าเศร้ามากๆ

ปล2 จขกท นี่คงอ่านมติชนเหมือนกันซินะ เหอๆๆๆๆๆๆๆๆ

 

ความคิดเห็นที่ 16 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 00:11:18 น.

Lily Pixel
(Lid)

Lily Hut

สนใจหัวข้อนี้ค่ะ แต่ยอมแพ้เรื่องตัวอักษรคงต้องขอตัดแปะไปอ่านข้างนอก =[]="

ขอบคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 17 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 03:59:45 น.

WallSky
Hell Knight

ขอแวะดูแต่ภาพนะครับ ช่วงนี้งานยุ่งถ้าอ่านหมด โดนเจ้านายตีหัวแตกแหง ... (_ _)

ความคิดเห็นที่ 18 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 09:40:04 น.

Elementmaster
(GGFBank)

Striker

ยาวมากๆ

ลงชื่ออ่านผ่านๆ ไม่ไหวยาวเกิน

ปล. เวอร์ชั่นสาวน้อยปากจัดนี่เจ๋งมาก

ความคิดเห็นที่ 19 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 14:07:10 น.

Peera P.
Programmer

พวกของเล่าปี่ทุกคนจะมีระบบ Twin Drive System กันทุกคนซินะ
ข้อมูล Twin Drive System หาได้จาก http://yaranaiko.net/images/51/51aef2559dfd1257f7a36b5908307bc7

ความคิดเห็นที่ 20 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 19:18:33 น.

Bakura-D-blade
Longsword samurai

ยาวมากๆ เยอะโคตรๆ
=_=+ แต่ข้าน้อยก็อ่านจบในห้านาที

รูปเวอร์ชั่นสาวน้อยงามเหมือนเคยนะคุณเนย

ความคิดเห็นที่ 21 ตอบเมื่อ 06 ต.ค.52 เวลา 20:37:13 น.

babara01
Member

ตาลายอ่านมะไหวละ เหอๆ

ความคิดเห็นที่ 22 ตอบเมื่อ 08 ต.ค.52 เวลา 08:51:25 น.

Miloto
The Omega Paladins

พอดีเรื่องเนื้อเรื่องพอรู้อยู่แล้วครับ - - เลยดูภาพด้านล่างแทน

ปล. อ่านคอมเมนต์มุมมองสามก๊กของแต่ละคนแล้ว อืม... ^ ^;

ความคิดเห็นที่ 23 ตอบเมื่อ 08 ต.ค.52 เวลา 17:27:21 น.
แสดงข้อความทั้งหมด [ All ] [ First ] [ 1 ] [ 2 ] [ Last ]
กำลังแสดงทั้งหมด 23 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ