runaway guy
คนเดินทาง

Promise Chapter 36 - Reversing Position

ตอนที่แล้ว Chapter 35 - If You Listen Carefully

************************************
บทที่ 36 - กลับลำ

แสงแดดยามเย็นยอนผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้ตรงเข้าแยงนัยน์ตาที่ยังปิดสนิทของเด็กหนุ่ม ให้เจ้าตัวย่นหน้าด้วยความรำคาญก่อนจะพลิกตัวหนีแสงพลางคว้าผ้าขึ้นมาห่มตัดรำคาญ พลิกตัวได้สองสามครั้ง หูก็แว่วเสียงนกการ้องอยู่ไกลๆ แล้วดวงตาก็ค่อยๆ ปรือขึ้นก่อนจะกะพริบช้าๆ อย่างมึนงง

ผ้าม่านสีซีดถูกรวบผูกไว้กับเสาเตียงข้างๆ หัวเขา เมื่อมองเลยออกไปก็เห็นโต๊ะกลมสะอาดเอี่ยมอันไร้ถ้วยน้ำชา เครื่องเรือนและประตูหน้าต่างของห้องก็ดูคุ้นตาเหมือนห้องที่เขาอาศัยนอนเมื่อเช้าไม่มีผิด

คิดแล้วเมฆก็ยันกายขึ้นนั่งพลางขยี้ตาเสยผมก่อนจะค่อยๆ ประมวลความคิดทั้งๆ ที่สมองยังดูเหมือนจะฟ้าฟางพอๆ กับภาพที่เห็นเมื่อครู่

นี่เขาหลับไปนานแค่ไหนกันนี่ ก็ว่าเข้านอนอย่างช้าที่สุดก็ประมาณเก้าโมงสิบโมงเช้าน่าจะได้ แต่เมื่อหันไปมองหน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์นอกห้อง ฟ้าสีแดงฉานทาบทาขอบฟ้าตัดกับทุ่งนาสีเขียวสด ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นสีม่วงและน้ำเงินตามลำดับเมื่อมองสูงขึ้นไป ให้ประมาณอย่างไรเขาก็ประมาณได้ว่าไม่ใกล้ห้าโมงก็ต้องหกโมง...

ตายล่ะ หลับเพลินแบบนี้ไม่รู้ว่าจะไปเอาหญ้าคืนได้ทันเวลาหรือเปล่า ถึงจะเส้นตายคือเที่ยงพรุ่งนี้ก็เถอะ ไหนกว่าจะหาหญ้าอีก บ้านโจวเหวิ่นอยู่ตรงไหนก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ

ว่าแล้วเมฆก็หันขวับหมายจะปลุกผู้ที่น่าจะหลับอยู่ข้างๆ แต่เมื่อเอี้ยวตัวไปพบกับเตียงเปล่าๆ ไม่มีฮาฟเอลฟ์หนุ่มนอน เด็กหนุ่มก็นั่งงงอยู่บนเตียงอยู่อึดใจว่าเพื่อนหายไปไหนก่อนที่ความทรงจำเรื่องเมื่อบ่ายจะหลั่งไหลเข้าสู่สมองที่บัดนี้กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง

“ยัยจู้อิง!!!” คนสมองแจ่มชัดตะโกนเสียงลั่นก่อนจะผลุนผลันวิ่งโครมออกจากห้องไป

เสียงเรียกชื่อที่ดังสะท้านบ้านดังนำเสียงฝีเท้าโครมๆ ราวกับวัวป่ากำลังตกมันเรียกเสียงถอนหายใจจากเจ้าของชื่อออกมาเฮือกใหญ่ แล้วในที่สุดเด็กหญิงเจ้าของบ้านก็ถึงกับหมดความอดทนเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดปิดโครมครามราวกับคนเปิดคิดจะพังบ้านมากกว่าหาคนหรือของ จู้อิงคว้าไม้กวาดใกล้มือแล้วจ้ำพรวดออกมาจากครัว มุ่งตรงไปยังต้นตอของเสียงโครมครามทันที

ทว่าเด็กหญิงไม่ต้องเดินไปไกลนัก เพียงก้าวออกมานอกครัวได้สามก้าว ต้นตอของเสียงโครมครามก็วิ่งมาหยุดชะงักตรงหน้าหล่อนพอดี แล้วยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้เอ่ยปากตวาดออกมาให้สมอารมณ์หมาย หล่อนก็ชิงตะโกนแว้ดใส่เขาเสียก่อนว่า

“นายเมฆ! นายคิดจะพังบ้านฉันรึไง? ตื่นขึ้นมาก็อาละวาดเชียวนะ”

“พังบ้านเธอมันยังน้อยไปด้วยซ้ำ!! นี่เธอกล้าดียังไงมาวางยาฉันหา!!!?” คนอาละวาดย้อนกลับเสียงดัง มือกระดิกเร่าๆ ด้วยความอยากบีบคอคนตรงหน้า หากจิตสำนึกยังคงยั้งไว้ไม่ให้ทำตามอารมณ์โทสะที่พุ่งทะลุองศาเดือด

“อย่ามากล่าวหากันนะ ฉันทำตามที่นายบอกทุกอย่าง ถ้าจะผิดก็ผิดที่นายสั่งฉันนั่นล่ะ”

“ฉันขอยาแก้ปวดนะ ไม่ได้ขอยานอนหลับ!”

“ฉันก็ต้มยาแก้ปวดให้นายตามที่นายขอนั่นล่ะ”

“ยาแก้ปวดบ้านเธอสิกินแล้วหลับ!”

“ก็เออสิ ยาแก้ปวดบ้านฉันนี่แหละที่กินแล้วหลับ ฉันพยายามจะบอกนายแล้วแต่นายไม่สนใจจะฟังเอง ช่วยไม่ได้” คำตอบของเด็กหญิงตรงหน้าทำเอาเด็กหนุ่มอ้าปากค้างไปอึดใจ แล้วพอขยับปากจะเถียงอะไรต่อไปนั้น เจ้าหล่อนก็สำทับซ้ำอีกว่า “ก็แล้วนายหายปวดที่ถูกชกไหมล่ะ?”

คำถามที่ทำให้เมฆต้องก้มลงสำรวจตัวเอง เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปกดๆ จับๆ ตรงท้อง ชายโครงและสารพัดแผลที่ถูกชก เมื่อพบว่าความเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อตอนกลางวันหายไปแล้วเจ้าตัวก็ถึงทำหน้ายุ่ง เถียงไม่ออก

แล้วเจ้าตัวก็ตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องมันเสียตรงนั้น

“แล้วคุสตร้ากับมิราเคิลล่ะ? อยู่ไหน?”

“บ้านคุณชายโจว” คำตอบสั้นๆ ที่เรียกเสียงร้องหาจากเด็กหนุ่มดังลั่นบ้าน คนตอบหันไปมองหน้าคนแหกปากด้วยสายตาหงุดหงิด มือกำไม้กวาดแน่นก่อนจะพูดต่อไปเสียงขุ่นว่า “ไม่ต้องหา เธอคิดว่าคุสตร้าจะปล่อยโอกาสนี้ไปรึไงกัน?”

สิ้นเสียงเด็กหญิง เมฆก็หันตัวผลุนผลันจะวิ่งออกจากบ้านไป ทว่าจู้อิงก็ไวทายาด เอื้อมมือมาคว้าข้อมือเด็กหนุ่มหมับ แล้วกำชับเสียงดุว่า

“ถ้าคิดจะตามไปละก็อย่าดีกว่า สองรายนั้นออกไปได้ชั่วยามกว่าแล้ว ไปตอนนี้ก็ตามไม่ทันหรอก ป่านนี้คงซ่อนแอบอยู่ในบ้านคุณชายโจวนั่นล่ะ”

“ก็เพราะพวกมันกำลังซ่อนแอบอยู่นั่นละฉันถึงได้จะตามทัน ปล่อย” เมฆว่าพลางสะบัดมือ แต่คนจับมองคนสะบัดถมึงทึง แล้วเทศนาไปว่า

“ที่เขาไปไม่รอนายก็เพราะเป็นห่วงสังขารนายแทนตัวนายเอง ถ้าไม่ห่วงตัวเองก็อย่าทำให้คนอื่นเขาเป็นห่วงมากจะได้ไหม?”

“เธอไม่ต้องเทศน์ ตัวฉันมันจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของฉัน ไว้เสร็จงานนี้เหอะมีสะสางบัญชีกันแน่ เล่นฮั้วกับเจ้าคุสตร้าวางยาฉันแบบนี้”

คำย้อนที่ทำเอาคนถูกย้อนฉุนขาด จู้อิงปล่อยมือเด็กหนุ่มก่อนจะหันมาจับไม้กวาดให้กระชับ แล้วหวดผัวะเต็มแรงเข้าที่บั้นท้ายของคนปากเสีย คนโดนหวดร้องโอ๊ยเสียงหลงลั่นบ้าน ร่างสูงสะดุ้งพรวดตามความเจ็บพลางเอามือจับตรงที่เจ็บ แล้วหันมาตะคอกใส่คนหวดว่า

“นี่เธอทำบ้าอะไรของเธอ!?” แต่คนถูกถามไม่ตอบ จู้อิงเงื้อไม้กวาดขึ้นแล้วฟาดโป๊กลงไปบนศีรษะของคนที่สูงกว่า แล้วเมื่อคนตัวโตกว่าทรุดตัวลงนั่ง คลำหัวป้อยพลางโวยวายถามหล่อนซ้ำซากว่าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา คนเป็นบ้าก็กระทืบเท้าคนถามตึงพลางก้มตัวลงดึงหูอีกฝ่าย ก่อนจะตอบกลับไปเสียงดังหากแต่สั่นนิดๆ

“เพราะนายมันบ้า สมองดูท่าจะไม่ทำงานฉันเลยกระตุ้นให้มันทำงาน ฟังไว้ให้ชัดๆ ว่าฉันไม่เคยฮั้วกับเพื่อนนาย ไอ้ที่นายหลับก็เพราะนายกินยาที่มันทำให้หลับเข้าไปเอง แล้วที่คุสตร้าเขาจะไปโดยไม่รอนายก็เพราะเขาเป็นห่วงนาย ไม่อยากให้นายเจ็บตัว ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน ถึงฉันจะเห็นด้วยกับเขาที่ไม่อยากให้นายเจ็บตัวก็เถอะ” พูดจบเด็กหญิงก็ปล่อยหูอีกฝ่าย ยืดตัวขึ้นตรง กลืนน้ำลายราวกับจะสะกดก้อนอะไรบางอย่าง แล้วพูดต่อไปเสียงแข็งว่า “แต่ขอโทษที่เป็นห่วงไม่เข้าท่า ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่านายไม่อยากให้ใครมาเป็นห่วง วันหลังจะไม่ห่วงก็ได้ ถ้ายังมีวันหลังให้ฉันห่วงนายได้อีก” ว่าแล้วเด็กหญิงก็หันหลังให้พลางยกมือขึ้นเช็ดหน้า แล้วก็สาวเท้ากลับครัวไปอย่างไม่สนใจคนที่อยู่ข้างหลัง

เมฆนั่งมองร่างเล็กที่งอนตุ๊บป่องหายกลับไปเข้าไปในครัวอย่างรู้สึกผิดวูบขึ้นมาในอก ท่าทางของเด็กหญิงเหมือนพี่ฝนเวลาเขาพลั้งปากว่าไม่ต้องมายุ่งเรื่องของเขาให้มากนักไม่มีผิด จะต่างกันก็ตรงที่ว่าพี่สาวเขาซัดเขาเสียอ่วมแล้วเทศนาว่าวันไหนไม่มีคนมาคอยห่วงแล้วจะรู้สึก

แล้วถ้าตาเขาไม่ฝาด ตอนที่จู้อิงหันหลังให้นั้น เขาเห็นน้ำตาเจ้าหล่อนรื้นๆ ขึ้นมาเหมือนจะไหลอยู่ร่อมร่อเสียด้วย

แม้จะยังเจ็บจากฤทธิ์เดชไม้กวาดพิฆาตมาร หากน้ำตาเด็กหญิงกับท่าทางของคนพูดนั้นทำเอาคนเจ็บโกรธไม่ลง มีแต่ความรู้สึกผิดเต็มไปหมดที่ตนพลั้งปากพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป คิดแต่ว่าสงสัยตนควรจะไปง้อเจ้าหล่อนเสียหน่อย อย่างไรเสียหล่อนก็อุตส่าห์เป็นห่วงคนที่เพิ่งรู้จักกันอย่างเขาจริงๆ จังๆ

คิดแล้วเมฆก็ชะโงกหน้าโผล่เข้าไปในครัวอย่างกล้าๆ กลัวๆ ยืนมองจู้อิงก้มๆ เงยๆ บดสมุนไพรอยู่อึดใจก็ตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นด้วยเสียงแผ่วว่า

“เอ่อ จู้อิง...”

“จะไปทำอะไรก็ตามใจ!”

เสียงขุ่นเขียวที่ชิงย้อนกลับมาก่อนเขาจบประโยคทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย แล้วเขาก็ตัดสินใจว่าผู้หญิงในอารมณ์นี้อย่าเพิ่งไปตอแยด้วยจะเป็นดีที่สุด รอให้อารมณ์เย็นก่อนแล้วค่อยง้อใหม่ก็น่าจะดีกว่า คิดแล้วเด็กหนุ่มค่อยๆ ถอยออกไปจากครัวอย่างแผ่วเบา

ถึงเจ้าหล่อนจะบอกเขาว่าจะไปทำอะไรก็ตามใจก็ตามที แต่ว่าจะให้พาซื่อวิ่งถลาตามคุสตร้าไปก็ใช่ที่ ขืนออกไปจริงๆ มีหวังตอนกลับมาคนงอนได้งอนหนักจนง้อไม่ได้ปะไร แล้วอีกอย่างเขาเองก็ไม่รู้จักบ้านคุณชายโจวเสียด้วย จะออกไปถามชาวบ้านในเวลาแบบนี้ก็น่ากลัวว่าจะเป็นที่น่าสงสัยเกินไป ไปถามหาบ้านคนอื่นตอนมืดๆ ค่ำๆ ญาติโกโหติกาก็ไม่ใช่มันน่าสงสัยน้อยอยู่เสียที่ไหนกัน

สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นอันต้องติดแหง็กอยู่ที่บ้านจู้อิงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่จะให้นั่งอยู่ในห้องเฉยๆ รอคุสตร้ามันก็ไม่ใช่นิสัยเขาเสียด้วย เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจออกไปเดินสำรวจรอบๆ บ้านเล่น ถึงจะไม่ได้อยู่ในบ้าน แต่ว่าก็ไม่ได้ออกไปพ้นบริเวณบ้าน เวลาง้อเจ้าของบ้านจะได้พูดได้เต็มปากเต็มคำหน่อย

คิดแล้วเมฆก็เดินตรงไปทางประตูบ้านอย่างแผ่วเบา เมื่อเท้าก้าวออกนอกห้องโล่งๆ ไร้เครื่องเรือนเข้าสู่พื้นดินที่ถูกล้อมไปด้วยรั้วรกไปด้วยไม้เลื้อยแล้ว เด็กหนุ่มก็เหลียวมองรอบๆ

บริเวณบ้านของเด็กหญิงไม่กว้างมาก นอกจากประตูรั้วกว้างยาวราวๆ ศอกกับรั้วไม้ไผ่ที่ปักถี่ๆ แต่มีต้นไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมนั้น พื้นที่ที่เหลือตรงนั้นก็ไม่ได้มีอะไรอีกนอกจากถังน้ำกับกระบวยน้ำอีกสองใบ และก็พื้นดินสีน้ำตาลอ่อน

เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าสนใจเมฆจึงสาวเท้าเดินเลี้ยวไปตามบริเวณข้างๆ บ้านกับรั้วไม้ ผ่านหน้าต่างของห้องจู้อิงที่เปิดค้างไว้และเลาเรื่อยไปจนถึงหลังบ้าน สายตาก็เหลือบไปเห็นหน้าต่างของครัวที่เปิดค้างพร้อมกับเสียงบดยาที่ดังครืดๆ ออกมาเป็นระยะ นั่นทำให้เด็กหนุ่มขยับฝีเท้าหนีตัวบ้านออกมาอีกเล็กน้อย ด้วยยังไม่อยากไปแหย่รังแตนในตอนนี้นัก

ความที่บริเวณบ้านแถวหลังบ้านของจู้อิงนั้นกว้างกว่าบริเวณหน้าบ้านมากโข ทำให้การเลี่ยงหน้าต่างครัวเป็นไปได้ง่ายกว่า แล้วหลังบ้านก็ดูท่าจะมีอะไรน่าสนใจเยอะกว่าทางหน้าบ้านเสียด้วย

ตอไม้ที่มีขวานปักกับเศษฟืนสองสามท่อนนอนกองอยู่ไม่ไกล ชั้นไม้ที่เต็มไปด้วยกระจาดบรรจุใบไม้แห้งหลากหลายชนิดตั้งอยู่ไม่ห่างจากรั้วบ้านนัก ถัดจากชั้นไปเห็นจะเป็นห้องไม้ที่ไร้หน้าต่าง ชวนให้สันนิษฐานว่าเป็นห้องเก็บของ ตรงริมผนังบ้านมีโอ่งดินเผาตั้งเรียงรายเป็นตับอยู่หลายใบ แต่ละใบล้วนมีฝาไม้พร้อมหินทับอยู่สองสามก้อนทั้งนั้น ไม่ห่างจากมุมรั้วที่ไกลตัวเขามีห้องเล็กๆ ที่ดูอย่างไรก็มีขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าห้องน้ำไม่มีผิดตั้งอยู่ แล้วพื้นที่ที่ไม่ห่างจากห้องน้ำก็มีสวนเล็กๆ ปลูกพืชต้นเล็กๆ เรียงรายหลากหลายชนิด

เมฆสาวเท้าไปชะโงกมองใบไม้ตากแห้งในกระจาด เขาเดาเอาว่ามันต้องเป็นสารพันสมุนไพรที่เด็กหญิงเอามาต้มยาสารพัดให้เขากิน แล้วความสงสัยปนความเจ็บใจในใจก็กระตุ้นให้อยากรู้ว่ามันใบไหนกันแน่ที่ทำให้เขาต้องลงไปนอน ทำให้เพื่อนตัวแสบพากันทิ้งเขาไป

เด็กหนุ่มเหลียวจ้องมองบรรดากระจาดตรงหน้าก่อนจะเหลือบมองหน้าต่างห้องครัวแล้วเบือนสายตาไปมองห้องที่น่าจะเป็นห้องเก็บของ

มันน่าจะมีอะไรที่ช่วยให้เขาไขปริศนาฤทธิ์สมุนไพรได้บ้างละน่า

ขอลองแค่อย่างละใบสองใบ ยัยจู้อิงไม่น่าจะว่าอะไรนะ

คิดแล้วเจ้าตัวก็ก้าวเท้าตรงไปยังห้องเล็กไร้หน้าต่างข้างชั้นตากสมุนไพร มือก็เอื้อมไปถอดไม้ที่ขัดประตูออกพลางขออนุญาตแกมขอโทษขอโพยเจ้าของบ้านอยู่ในใจ ก่อนจะสรุปให้ตัวเองในใจอย่างที่ชักจะสนุกขึ้นมา

งานนี้อาจจะสนุกกว่างานที่เจ้าคุสตร้าไปเล่นซ่อนแอบอยู่ก็ได้

*****************


ความเป็นจริงแล้ว ผู้ที่กำลังเล่นซ่อนแอบอยู่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์สนุกเลยแม้แต่นิดในเมื่อถูกพบเข้าเสียแล้ว

คุสตร้ากัดฟันกรอดมองชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังก้าวเข้ามาพลางนึกสงสัยเป็นกำลังยิ่งว่าเวทที่ตนร่ายไว้เสื่อมไปได้อย่างไร แล้วคนตรงหน้าก็ดูท่าจะรอบรู้เหมือนภูตผี เมื่อโจวเหวิ่นเอ่ยตอบคำถามที่คาใจว่า

“ดูเหมือนว่าฮาฟเอลฟ์อย่างเจ้าจะไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นะ เล่นทะเล่อทะล่าเข้ามาในห้องที่มีข่ายมนต์คลายเวทที่ข้าร่ายทิ้งไว้ได้”

คำตอบที่เรียกให้คุสตร้าเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ แม้จะไม่เคยกางข่ายมนต์เองแต่ก็เคยได้ยินจากพี่ชายว่าในกรณีที่ผู้ใช้เวทจะกางข่ายมนต์ที่ใช้คลายเวทต่างๆ ทิ้งเอาไว้ มักมีการใส่พลังเวทของผู้ร่ายไว้ตามของต่างๆ ที่บรรจุพลังเวทได้ แล้ววางไว้ตามตำแหน่งที่จะให้พลังเวทลากเชื่อมถึงกันเป็นข่ายมนต์คลายเวทขึ้นมา ตำแหน่งที่เคยได้ยินก็มีทั้งทิ้งไว้ตรงศูนย์กลางข่ายมนต์ถ้าผู้ร่ายมีพลังแรงกล้าพอ หรือถ้าไม่เก่งมากก็ร่ายไว้ในของหลายๆ ชิ้นวางไว้ตามขอบเขตของข่ายมนต์

คิดแล้วดวงตาสีน้ำตาลแดงก็รีบกวาดมองรอบห้องอย่างรวดเร็ว กลางห้องมีโต๊ะกับกาและถ้วยน้ำชาเครื่องเคลือบก็จริงๆ แต่ว่ามันก็ดูเหมือนถ้วยทั่วไป แล้วถ้าจะใช้ของใช้ประจำวันมาเป็นของบรรจุพลังเวท เกิดวันดีคืนดีสาวใช้มาหยิบไปล้างขึ้นมาข่ายมนต์ก็จบเห่กันพอดี

เมื่อของกลางห้องไม่ใช่ของที่น่าจะบรรจุพลังเวทได้ ฮาฟเอลฟ์หนุ่มก็รีบกวาดสายตาไปยังโต๊ะตู้ตามมุมห้องทันที แล้วสายตาก็เจอะเข้ากับของต้องน่าสงสัย อย่างลูกแก้วสีรุ้งวาวบนหมอนบุตรงตู้ข้างประตู อัญมณีประดับพู่สีน้ำตาลแดงที่ห้อยข้างหน้าต่าง และของอีกหลายๆ ชิ้นที่ตอนแรกมองผ่านๆ อย่างที่คิดแต่ว่าคงเป็นของประดับห้องธรรมดา

ของประดับห้องธรรมดาที่ดูสวยประหลาด สีเหลือบไปมาผิดธรรมชาติพิกล

คิดแล้วก็เจ็บใจตัวเองที่ไม่ได้สังเกตเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ถึงจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางเวทเหมือนพี่เฟคาเรส แต่ว่าอย่างน้อยก็น่าจะเอะใจกับอัญมณีสีเหลือบขึ้นมาบ้าง เขาไม่น่าสะเพร่าขนาดนี้เลยแท้ๆ

แล้วถึงจะรู้ว่าของชิ้นไหนเป็นต้นตอของข่ายมนต์ขึ้นมาก็สายไปเสียแล้ว เพราะทุกชิ้นดูเหมือนจะอยู่ข้างหลังเจ้าของห้องผู้สำอางทั้งนั้น ถ้าจะกระโจนออกไปพังพวกมันทิ้งก็ต้องปะทะเจ้าของห้องเสียก่อน แล้วจากท่าทางที่โจวเหวิ่นขยับนิ้วแล้ว อีกฝ่ายดูท่าพร้อมจะจู่โจมเขาโดยเวทมนต์ทุกเมื่อ ส่วนเขาคงไม่มีสิทธิ์ทำอย่างอื่นนอกจากเข้าไปซัดผัวะเจ้าของห้องให้เกิดเสียงโครมครามสนั่นเรือน ด้วยไม่รู้ว่าไอ้ข่ายมนต์อันนี้มันเอาไว้คลายเวทไหนอีกบ้างนอกจากทรานเพอเรนท์แล้ว

สถานการณ์ที่ดูเสียเปรียบทำให้คุสตร้าเผลอถอยหลังไปชนตู้หนังสือที่อยู่ข้างหลังเบาๆ มือซ้ายก็สัมผัสได้ถึงวัตถุเรียบลื่นทรงโค้ง แล้วความคิดก็ผุดวูบขึ้นมาในหัวให้เจ้าตัวรู้สึกเหมือนได้เห็นทางสว่าง

เครื่องเคลือบสีครามเหลือบเขียวประหลาด...ตั้งอยู่ในชั้นหนังสืออย่างที่ไม่น่าตั้ง...

ระลึกได้แล้วฮาฟเอลฟ์หนุ่มก็จ้องคนตรงหน้าพลางเอื้อมมือไปคว้าคอเครื่องเคลือบ แล้วออกแรงหยิบหมายขว้างใส่คนกำลังจะร่ายเวทเต็มแรง ทว่าแทนที่เครื่องเคลือบจะติดมือขึ้นมาปลิวหวือใส่หน้าเจ้าของห้อง มันกลับหมุนทั้งที่ฐานยังคงยึดติดตู้ ไม่ยอมลอยตามแรงยก ยังให้ผู้ออกแรงขว้างเสียหลัก ถลาหน้าคะมำอยู่ข้างหน้าตู้หนังสือ แล้วก่อนที่จะได้ทันตั้งตัวอะไร ตู้หนังสือก็หมุนขยับ กวาดให้คุสตร้าล้มกลิ้งหายเข้าไปในทางลับทันที

ส่วนเจ้าของห้องนั้นได้แต่ยืนสบถ มองภาพที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตาก่อนจะผลุนผลันออกไปจากห้อง เรียกคนสนิทอย่างหัวเสียเท่านั้น

ร่างสูงกลิ้งคะมำตามบันไดคลอกับเสียงหวีดร้องของแฟรี่สาวก่อนจะหยุดกลิ้งมานอนกองกับพื้นนิ่งเมื่อสุดขั้นบันได คุสตร้าสะบัดหัวอย่างมึนงงพลางยกมือขึ้นกุมขมับ มิราเคิลร่วงพล็อยลงมาจากหัวฮาฟเอลฟ์หนุ่มด้วยความเวียนหัว ร่างจิ๋วนอนพังพาบกับพื้นราวกับหมดแรง สองหนุ่มสาวนั่งพักเพียงอึดใจ ขับไล่ความมึนงงและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากการกระแทกบันไดก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ

รอบกายมืดมิดราวคืนเดือนมืด มีเพียงลำแสงที่ลอดออกมาจากใต้อสี่งที่น่าจะเป็นตู้หนังสือ หากแค่นั้นมันก็เพียงพอสำหรับคุสตร้า ฮาฟเอลฟ์หนุ่มหลับตาก่อนจะค่อยๆ ลืมขึ้นอย่างช้าๆ แล้วดวงตาที่เริ่มชินกับปริมาณแสงอันแสนน้อยนิดก็จับรายละเอียดของสิ่งรอบกายได้อย่างไม่ยากเย็น

ห้องสี่เหลี่ยมโล่งๆ ที่มีบันไดเป็นทางเข้าออกจากข้างบนอยู่เพียงสองทาง เสียแต่ว่าทางเข้าออกนั้นปิดอยู่ มีเพียงแสงสว่างจากภายนอกที่เล็ดลอดเข้ามาตามรอยที่ประกบกับผนังไม่สนิท แล้วทางเข้าออกนั้นเห็นทีจะไม่มีวันเปิดค้างเสียด้วยในเมื่อสุดบันไดขึ้นสู่ข้างบนคือตู้หนังสือไม้อันเต็มไปด้วยหนังสือมากมายกับเครื่องลายครามที่เห็นจะอยู่ผิดที่ผิดทาง

ตู้แบบเดียวกับในห้องของโจวเหวิ่น

ห้องลับ...

ลักษณะทางเข้าออกทำให้ฮาฟเอลฟ์หนุ่มสรุปในใจอย่างไม่ยากเย็น แล้วก็กวาดสายตาสำรวจห้องต่อเพื่อตอบคำถามในใจว่า เป็นห้องที่เอาไว้ซ่อนอะไรกันแน่?

โคมกระดาษสองต้นตั้งอยู่ชิดผนังทางซ้ายมือ ชั้นไม้เรียงรายไปด้วยสารพันรูปสลักรูปเคารพตั้งชิดผนังทางขวามือ เบื้องหน้าชั้นไม้คือเบาะและแท่นสูงระดับเข่า ดูเสมือนแท่นที่มนุษย์มักใช้คุกเข่าเคารพบูชามหาเทพในวิหาร เบื้องหน้าแท่นคือเชิงเทียนยาว เกรอะไปด้วยน้ำตาเทียนและมีเทียนสั้นๆ ยาวๆ ไม่เท่ากันปักเรียงกันไปตามความยาวของเชิงเทียน เหนือชั้นไม้ขึ้นไปคือแผ่นไม้สลักนูนต่ำลักษณะคล้ายรูปเคารพบนชั้นทาบทับรอยสลักรูปกางเขนคาดวงแหวน

เรื่องที่จู้อิงพูดไว้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาของเมืองนี้กับข้อสันนิษฐานไม่เข้าท่าของเมฆเริ่มชักจะเข้าเค้า แล้วเพื่อให้มั่นใจ คุสตร้าก็สาวเท้าเข้าไปใกล้ชั้นไม้ หมายจะสังเกตรูปเคารพพวกนั้นให้ชัดๆ แม้จะมองเห็นได้ไม่ลำบากในที่มืด ทว่าแสงเพียงเท่านี้ก็ไม่พอแก่การสังเกตรายละเอียดของรูปปั้นจากระยะไกล

ก้าวไปได้เพียงสามก้าว เสียงของมิราเคิลก็ดังขึ้นบนหัวของเขาอย่างที่บอกว่า แฟรี่เองก็ดูจะไม่มีปัญหาในการมองในที่ที่แสงน้อยนิดเช่นนี้เช่นกัน

“คุสตร้า ไอ้ตะกร้าที่อยู่ข้างๆ ชั้นไม้นั่นน่ะ ข้าว่ามัน...คุ้นตาอยู่นะ”

คำทักที่ทำเอาฮาฟเอลฟ์หนุ่มเปลี่ยนเป้าหมาย สาวเท้าตรงเข้าไปหยิบตะกร้าที่วางอยู่ข้างๆ ชั้นไม้ขึ้นมา ในใจก็คิดจะเปิดฝาขึ้นดูของที่อยู่ภายใน หากแสงสีเงินทองจางๆ ที่เรืองตรงก้นตะกร้าทำให้คุสตร้าต้องมุ่นคิ้วมองอย่างงงงวย เสียงแหบแห้งหากแฝงไปด้วยความโล่งอกกลับดังขึ้นบนหัว

“เจอเสียที ข้าว่าใบนี้ละ ไม่ผิดแน่ ไอ้เจ้าคุณชายนั่นนี่มันก็ร้ายไม่เบา เล่นเอามาซ่อนในที่แบบนี้”

คุสตร้าเหลือบมองแฟรี่สาวผู้พูดก่อนจะเปิดฝาตะกร้าขึ้น ต้นหญ้าเรืองแสงสีเงินทองจางๆ นอนสงบนิ่งอยู่ที่ก้นอย่างที่มิราเคิลว่า ตรวจสอบเสร็จชายหนุ่มก็ปิดฝาฉับก่อนจะเอาตะกร้าขึ้นหลังทันทีอย่างไม่มีรีรอ ก่อนจะหันกลับไปเพ่งรูปปั้นบนชั้นไม้อีกครั้งอย่างหมายจะหาคำตอบให้กับข้อสงสัยในใจ เรียกให้มิราเคิลทักขึ้นมาอีกครั้งว่า

“เจ้าดูอะไรอีกล่ะ? ข้าว่าได้ของแล้วก็รีบๆ ไปดีกว่า ขืนชักช้าแล้วมันจะเสียงานเปล่า”

“ข้าแค่ติดใจรูปเคารพพวกนี้หน่อย” ว่าแล้วก็เอื้อมมือตรงไปยังรูปเคารพ หมายจะหยิบขึ้นมาดูให้ถนัดตา ทว่ายังไม่ทันจะได้สัมผัสเป้าหมาย ตู้ไม้ใส่หนังสือฝั่งตรงข้ามจากทางที่พวกเขาหล่นมาก็หมุนตวัดพาร่างผู้ไม่น่าพบเข้ามาพร้อมกับตะเกียงกระดาษในมือ คุสตร้าชะงักมือค้างก่อนจะหรี่ตาลงด้วยความเคร่งเครียด

โจวเหวิ่นกับหญิงสาวร่างบางถักเปีย ใบหน้าเยือกเย็นติดจะเย็นชาไร้อารมณ์ก้าวเท้าลงมาตามบันไดทางเข้าอีกข้าง ห้องที่เคยมืดมิดบัดนี้กลับสว่างสลัวด้วยแสงจากตะเกียงกระดาษในมือหญิงสาว คุณชายตรงหน้าเหลือบตาไปมองเหล่ารูปเคารพบนชั้นขวามือคุสตร้าแวบหนึ่งก่อนจะกลับมาจ้องหน้าฮาฟเอลฟ์ตรงหน้าเขม็ง หากเพียงเท่านั้นก็พอแล้วที่จะทำให้ฮาฟเอลฟ์หนุ่มเบือนสายตาไปมองตาม

รูปสลักขนาดเกือบสามฝ่ามือ ลักษณะคล้ายมนุษย์ผู้มีแขนสี่ข้าง ข้างหนึ่งชี้ขึ้นฟ้า อีกข้างหนึ่งชี้ลงดิน ข้างหนึ่งยื่นมาราวกับจะให้อะไรซักอย่าง ส่วนอีกข้างซ่อนไว้ข้างหลัง

รูปสลักที่ให้ตายเขาก็ไม่มีวันลืมไปได้

เทพโซลเซีย...

ชื่อที่ทำเอาคุสตร้าอดแค่นรอยยิ้มขึ้นไม่ได้ รอยยิ้มที่ทำให้คุณชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดกว่าเดิม เสียงที่ดังขึ้นตามมาทั้งห้วนและฟังดูเหี้ยมเกรียมอย่างขัดกับใบหน้าสำอางค์นั้น

“ตอนแรกข้าแค่คิดว่าจะเล่นงานเจ้าให้หนัก จะได้กลับไปเตือนจู้อิงว่าอย่าคิดทำอะไรโง่ๆ แต่งานนี้...เห็นทีเจ้าคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี้เสียแล้ว”

“งั้นหรือ? ถ้าคิดแบบนั้นเจ้าน่าจะพาเจ้าปีศาจนกนั่นมาแทนผู้หญิงข้างกายนะ ถ้าจำเป็น ข้าลงมือทั้งนั้น ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย” คุสตร้าย้อนคำขู่กลับไปอย่างไม่ยี่หระ มือซ้ายค่อยๆ ล้วงลงไปในถุงระเบิดควันที่เอว นิ้วมือคีบระเบิดลูกกลมๆ ขึ้นมาสองสามลูกก่อนจะผงกศีรษะเบาๆ ทำให้มิราเคิลย้ายลงมาซุกตัวในกระเป๋าเสื้อนอกเช่นเดิม เมื่อเห็นว่าแฟรี่พร้อมแล้ว ชายหนุ่มก็ปาลูกระเบิดในมือเข้ากระแทกหน้าโจวเหวิ่นเต็มรัก ควันคละคลุ้งไปทั่วห้องพร้อมกับเสียงตะโกนลั่นบ่งบอกความเจ็บปวดของเป้าหมาย คุสตร้าฉวยโอกาสจังหวะนั้นหมุนตัวแล้ววิ่งตรงไปยังตู้หนังสือที่กวาดพวกตนเข้ามาในห้องลับนี้

หากก้าวเท้าไปได้เพียงสามก้าว ฮาฟเอลฟ์หนุ่มก็เห็นร่างบางของหญิงสาวผู้มากับโจวเหวิ่นพุ่งเข้าใส่ตนเองทางหางตาเสียก่อน ร่างกายตนจึงได้หันกลับปัดมือที่เอื้อมเข้ามาหมายทำร้ายตามสัญชาตญาณ กระนั้นหล่อนก็ยังส่งหมัดเข้ามาอย่างไม่ลดละ ทำให้ชายหนุ่มมัวแต่สาละวนปัดมือของอีกฝ่ายจนไม่เป็นอันได้หนีกลับออกไปข้างนอกอย่างที่ตั้งใจไว้ การจู่โจมของอีกฝ่ายไม่ได้เร็วหรือแรงเกินกว่าที่เขาจะรับไว้ได้ แต่มันก็เข้ามาเรื่อยๆ จนน่ารำคาญ เขาคิดว่านางก็รู้ว่าตัวเองเอาชนะเขาไม่ได้ ที่ยังไม่โดนทำอะไรแรงนักเป็นเพราะเขายั้งมือไว้ทั้งนั้น แต่ก็ยังตื้อไม่เลิก เขาไม่เข้าใจสักนิดว่านางต้องการอะไร เอาแต่ชกเขาด้วยมือเพียงข้างเดียว อีกข้างมัวแต่ถือตะเกียงอยู่แบบนั้น ถ้าไม่วางตะเกียงลงแล้วซัดเขาจริงๆ จังๆ ละก็ ยังไงก็ไม่มีวันแย่งตระกร้าไปจากเขาได้แน่

ไม่สิ ต่อให้นางจริงจังกว่านี้เขาก็ไม่คิดว่านางจะเอาชนะเขาได้ เขาคิดว่านางก็รู้ แล้วเพื่ออะไร...?

แต่เมื่อคุสตร้าสังเกตเห็นว่าควันจากระเบิดควันเริ่มจะกระจายไปทั่วห้องจนความหนาแน่นของควันตรงหน้าโจวเหวิ่นจางลงแล้ว เขาก็เริ่มนึกออกแล้วว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร

ถ่วงเวลา ไม่ว่าจะรอให้โจวเหวิ่นหายดีหรือว่ารอให้มีคนมาสมทบหรืออะไรก็ตามที

สรุปความแล้วคุสตร้าก็กัดฟันกรอด ถ้านางคิดจะเล่นกับความคิดที่ว่าผู้ชายไม่กล้าลงมือหนักๆ กับผู้หญิงละก็ เขาจะช่วยเป็นคู่ซ้อมให้ เขาไม่อยากลงมือกับผู้หญิงนัก แต่ถ้าจำเป็นต้องซัดผู้หญิงเต็มแรงหรือถึงกับฆ่าแกงกันขึ้นมา เขาก็ทำได้โดยไม่รู้สึกผิดเหมือนกัน

เขาไม่ใช่สุภาพบุรุษแบบเมฆ!

คิดแล้วคุสตร้าก็ออกแรงปัดหมัดหญิงสาวมากกว่าปกติจนอีกฝ่ายเสียหลักไปชั่วขณะ ก่อนจะอาศัยจังหวะถีบเข้าท้องกับหน้าของนางเต็มแรงจนคนโดนถีบถลาไปข้างหลัง ตะเกียงหลุดจากมือหญิงสาว กลิ้งไปชนโคมที่ตั้งตรงทางเข้าอีกฝั่งล้ม เปลวไฟลามจากเทียนในตะเกียงมายังตะเกียงกระดาษแล้วลามต่อไปยังโคมกระดาษที่ล้มมานอนอยู่ใกล้ๆ ทำให้ห้องใต้ดินทั้งห้องสว่างไสว แม้ว่าจะมีควันจางๆ ลอยมาจากกลุ่มกระดาษที่กำลังโชติช่วง มันก็หาได้ทำให้ห้องมืดสลัวลงไม่

ความตั้งใจจะที่ทำให้อีกฝ่ายมองไม่เห็นแล้วค่อยหนีออกไปนั้นไม่จำเป็นอีกแล้ว เมื่อฟังจากเสียงโวยวายของโจวเหวิ่น อีกฝ่ายเห็นจะไม่ว่างพอจะไล่ตามเขามาติดๆ ไม่นับว่าต้องลากผู้หญิงที่เขาถีบหน้าไปเต็มแรงไปพยาบาลอีก ถีบไปแรงขนาดนั้นไม่รู้ว่านอกจากเลือดกำเดาไหลแล้วจะมีอย่างอื่นแตกอีกหรือไม่ แต่ไม่ว่าอะไรจะแตกหักเสียหายขนาดไหน คุสตร้าก็ไม่อยู่ดูผลลัพธ์ ฮาฟเอลฟ์หนุ่มตรงไปยังตู้หนังสือที่พาตนเข้ามายังห้องลับนี้แล้วเอื้อมมือไปหมุนแจกัน พาให้ตนกับแฟรี่สาวที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อกลับออกไปยังห้องของโจวเหวิ่นอีกครั้ง

แต่ทันทีที่คุสตร้าปรากฏกายในห้องของโจวเหวิ่นอีกครั้ง เสียงกรีดร้องของสาวใช้ที่เข้ามาทำความสะอาดก็ดังขึ้นต้อนรับชายหนุ่มทันที นั่นทำให้คนรับใช้ชายสามคนที่อยู่ในละแวกนั้นโผล่พรวดเข้าพร้อมกับจอบเสียมทันควัน และนั่นเองก็เป็นจุดเริ่มต้นของความโกลาหล

“โจร โจร! โจรมันเข้ามาในห้องของนายน้อย!”

“ไปตามคนอื่นๆ มา จับมันไว้ให้ได้!”

เพียงเท่านั้น เสียงฝีเท้าสับสนและเสียงเอะอะของคนในจวนก็ดังเป็นอลหม่านในบัดดล คุสตร้าหันซ้ายหันขวาหาทางออกไปจากห้อง ทว่าสาวใช้คนที่กรีดร้องจนเป็นเรื่องขึ้นมากำลังยืนหน้าซีดตัวสั่นบังหน้าต่างห้องอยู่ ส่วนประตูห้องนั้นก็มีคนรับใช้ชายพร้อมอุปกรณ์ทำสวนครบมือยืนขวางด้วยท่าทางระแวงระวังเขาเต็มที่ ถ้าจะออกไปให้ได้นั้น เห็นทีเขาคงต้องล้มใครสักคนหนึ่งเป็นแน่

ทั้งที่คิดว่าห้องนี้ไม่น่ามีใครอยู่แท้ๆ แต่ดันมีคนเข้ามาทำความสะอาดแถมมีตะเกียงจุดให้ห้องสว่างเสียด้วย จะมั่วไปว่าเป็นผีก็ไม่ได้ บ้าชะมัด

เขาไม่อยากทำร้ายสาวใช้กับคนสวนกลุ่มนี้นัก ด้วยเห็นว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะรู้เห็นเป็นใจกับการทำเรื่องชั่วช้าของโจวเหวิ่น แต่ตัวเขาเองจะยอมให้ถูกจับในตอนนี้ไม่ได้เหมือนกัน คิดถึงความยากลำบากของสถานการณ์ของตนขึ้นมาแล้วฮาฟเอลฟ์หนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ คว้าระเบิดควันขึ้นมาสามลูกแล้วปาลงพื้น แล้วอาศัยจังหวะที่คนอื่นๆ ในห้องตกใจกับควันที่คละคลุ้งขึ้นมาพุ่งเข้าไปขึ้นเข่าใส่ท้องคนสวนจนอีกฝ่ายทรุดฮวบ หลังจากผลักให้อีกฝ่ายไปให้พ้นทางแล้ว ชายหนุ่มก็วิ่งไปจากห้อง ตรงเข้าไปในสวนที่มืดสลัวในยามเย็นอย่างรวดเร็ว

ยกโทษให้ข้าด้วย

คุสตร้าขอโทษอีกฝ่ายที่ไม่มีวันรับรู้การขอโทษของตนไปพลางวิ่งลัดสวนของจวนไปพลาง เสียงเอะอะของคนรับใช้ตระกูลโจวดังเอ็ดตะโรไล่ตามเขามาติดๆ พร้อมแสงกับตะเกียง นั่นทำให้ฮาฟเอลฟ์หนุ่งเร่งฝีเท้าของตนให้เร็วขึ้น เขาสามารถทิ้งห่างกลุ่มคนที่ไล่หลังมาได้ก็จริง แต่เมื่อชายหนุ่มตรงไปยังประตูเหล็กอันเป็นประตูกั้นจวนเจ้าเมืองกับบริเวณที่พักอาศัยของคนสกุลโจวนั้น เขาก็แทบสะดุดเท้าตัวเองกึกเมื่อเห็นทหารยามสามคมพร้อมหอกในมือยืนขวางหน้าตาถมึงทึงใต้แสงตะเกียงที่แขวนใกล้ๆ ประตูเหล็ก การจะทำร้ายทหารยามสามนายพร้อมกันแต่เพียงเล็กน้อยโดยที่ตัวเขาไม่ถูกจับได้นั้นเห็นจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก

“มิราเคิล เจ้าทำอะไรกับสามคนตรงหน้าได้ไหม? เอาแค่เบาๆ ประมาณสลบหรืองงๆ ก็ได้” คุสตร้าถามขึ้นเสียงเบาชนิดไม่ให้ทหารยามตรงหน้าได้ยิน ฝ่ายถูกถามโผล่หน้าขึ้นมาจากกระเป๋าเสื้อพลางเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ท้องฟ้าสีม่วงอมน้ำเงินมีดาวสีขาวดวงเล็กๆ ประดับฟ้าดวงหนึ่ง เยื้องไปทางทิศตะวันตกนั้น จันทร์เสี้ยวบางๆ สีเงินกำลังส่องแสงซีดๆ บนท้องฟ้า

“พอได้ แต่ไม่นานนะ บอกไว้ก่อน” มิราเคิลให้คำตอบหลังจากมองท้องฟ้า แล้วแฟรี่สาวก็บินไปจากกระเป๋าเสื้อของฮาฟเอลฟ์หนุ่ม แสงสีฟ้าสว่างเรืองของแฟรี่สาวอันเห็นได้ถนัดในยามโพล้เพล้ทำให้ทหารยามทั้งสามจ้องมองก้อนแสงของหล่อนด้วยความแปลกใจ และนั่นก็เข้าทางมิราเคิลพอดี

แฟรี่สาวยื่นมือไปข้างหน้า แล้วอึดใจต่อมาแสงสีฟ้าเรืองของตนก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลราวจันทร์เพ็ญพร้อมๆ กับที่เจ้าตัวกล่าวคำว่า มูนไลท์ ตาของทหารยามทั้งสามคนดูเลื่อนลอยในบัดดล แต่เมื่อทั้งสามคนได้ยินเสียงเอะอะของเหล่าคนรับใช้ตระกูลโจวที่ไล่ตามคุสตร้ามานั้น ทั้งสามก็วิ่งเข้าใส่คนเหล่านั้นราวกับเห็นเป็นศัตรูตัวฉกาจหรือผู้ร้ายฆ่าคนขึ้นมาทันที

และความโกลาหลย่อมๆ รอบที่สองก็บังเกิดขึ้น เหล่าคนรับใช้ชายที่ถูกทหารยามหันมาเล่นงานราวกับไปทำความผิดอุกฉกรรจ์มาบัดนี้กำลังพยายามปลุกปล้ำยึดอาวุธอีกฝ่ายเป็นพัลวัน ตะเกียงที่คนเหล่านั้นถือมาปลิวไปคนละทิศคนละทาง บางคนโชคร้ายโดนปลายหอกเฉี่ยวจนเลือดไหลเป็นทาง ส่วนบางคนเสียหลักล้มทับตะเกียงที่กำลังกลิ้งโค่โล่ลุกไหม้กับพื้นจนโดนไฟลวกก็มี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เหล่าคนที่ไล่ตามคุสตร้านั้นบัดนี้ก็ไม่ว่างพอจะไล่ตามชายหนุ่มอีกแล้วเนื่องจากติดภารกิจเอาตัวรอดเป็นการด่วน

คุสตร้าอาศัยจังหวะที่ทหารยามโดนมนต์สะกดของมิราเคิลหนีขึ้นไปนั่งมองเหตุการณ์อลหม่านอยู่บนประตูเหล็ก พอแฟรี่สาวบินกลับมานั่งบนบ่าของตัวเองแล้ว ชายหนุ่มก็ชมอีกฝ่ายพลางทิ้งตัวลงบนพื้นทางด้านจวนที่ทำการของเจ้าเมืองในทันที

“จัดการได้สวยมาก มิราเคิล”

นั่นทำให้แฟรี่ผู้ถูกชมนั่งบิดไปบิดมาหน้าแดงด้วยความดีใจอยู่บนบ่าของผู้ชมขณะที่คุสตร้าวิ่งไปตามทาง อาศัยความมืดสลัวของยามพลบค่ำกลับไปยังบ้านของจู้อิง

*****************


เสียงไอค่อกไอแค่กดังขึ้นมาจากทางห้องเก็บของหลังบ้านลอยเข้ามากระทบหูจู้อิงเป็นระยะๆ ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนัก ควันสีเทาจางๆ กลิ่นฉุนก็ลอยเข้ามาทางหน้าต่างของครัว ทันทีที่ได้กลิ่นว่าเป็นกลิ่นของอะไร เด็กหญิงเจ้าของบ้านถึงกับลุกขึ้นพรวด ทิ้งน้ำที่ต้มไว้ในเตาแล้วคว้าตะเกียงวิ่งตรงไปยังต้นเสียงทันที

ภาพที่ต้อนรับสายตายามเด็กหญิงพาตัวมายังห้องเก็บของหลังบ้านคือภาพเมฆนั่งยองๆ อยู่หน้ากองไฟกองเล็กๆ กำลังโบกมือไล่ควันเป็นพัลวัน ตรงหน้าเด็กหนุ่มมีสมุนไพรแห้งหนึ่งใบกำลังติดไฟอยู่ ข้างๆ กายเด็กหนุ่มมียันต์เพลิงปึกหนึ่งกองอยู่ ไม่ใกล้ไม่ไกลนักคือกองสมุนไพรแห้งหลากประเภท แต่ละประเภทก็มีอย่างละใบสองใบ บางชนิดที่ยังมีใบไม้สดของสมุนไพรนั้นๆ ด้วยซ้ำในกรณีที่เป็นสมุนไพรที่หล่อนกับปู่ปลูกไว้ในบ้าน

และนั่นทำให้เด็กหญิงเจ้าของบ้านแหวขึ้นมาทันที

“นายเมฆ! นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย!!”

“การทดลองทางวิทยาศาสตร์ แค่ก” คนถูกถามอธิบายพลางพยามยามส่งยิ้มให้ แสงไฟจากกองไฟตรงหน้าเผยให้เห็นว่าคนกำลังทำการทดลองนี้มีคราบเขม่าเปื้อนอยู่ใต้จมูกเป็นเหมือนหนวดเป็นทาง ดูๆ ไปแล้วก็คงตลกดีในยามที่จู้อิงอารมณ์ดีกว่านี้ หากตอนนี้นั้นมันไม่อาจคลายโทสะของหล่อนไปได้

“การทดลองบ้าอะไร! นี่นายจะอยู่เฉยๆ โดยไม่ก่อเรื่องได้ไหมเนี่ย!? ถ้าไม่กระสันหาเรื่องเจ็บตัวก็ต้องลุกขึ้นมาเล่นพิเรนทร์ คิดจะเผาบ้านฉันหรือไง!? ทำอะไรขออนุญาตหรือยัง!!?”

“ก็ตอนนั้นเธอทำหน้าเหมือนกินรังแตนอยู่นี่ ใครจะไปกล้าขอ” เมฆลุกขึ้นปัดก้นขณะที่ปากก็ทำการแก้ต่างให้กับตัวเอง “อีกอย่าง ฉันไม่ได้คิดเผาบ้านเธอเป็นการแก้แค้นหรอกน่า ฉันแค่อยากรู้ว่าใบไม้ใบไหนกันแน่ที่มันทำให้ฉันหลับ ฉันเห็นเธอตากไว้ตั้งหลายใบ ขอมาสักใบสองใบเอง...ไม่เห็นเป็นไรนี่...” แล้วเสียงของเด็กหนุ่มก็มีอันต้องอ่อยลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กหญิงตรงหน้ายังคงจ้องตัวเองเขม็ง

“ขอไม่ได้บอกมันก็ขโมยนั่นแหละ อีกอย่างใบที่นายเผามันไม่ใช่ตัวการที่นายหา ตัวที่ทำให้นายหลับมันคือใบนี้ต่างหาก!” ว่าแล้วเด็กหญิงก็ชี้ไปยังกิ่งไม้แห้งที่มีใบขอบหยักสองสามใบที่กองอยู่แถวนั้นก่อนจะแหวต่อไปว่า “แล้วยันต์เพลิงพวกนั้นรู้ไหมว่ามันเขียนมาจากเลือดฉันกับท่านปู่! ส่วนผสมของกระดาษก็ไม่ใช่กระดาษธรรมดา! เอามาเผาเล่นได้ยังไง!!”

“ฉันไม่ได้เอามาเผาเล่นซักหน่อย ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันทำอะไร ฉันแค่อยากลองทำแบบที่เธอทำก็เลยลองเขวี้ยงมันใส่พื้น แล้วมันก็ลุกเป็นไฟ ฉันก็เลยโยนใบไม้ใส่ไปแค่นั้นเอง” แต่เมฆก็ไม่บอกว่าแล้วตนก็ตัดสินใจขนยันต์เพลิงที่เหลือมากองรอไว้ เผื่อว่าไฟมอดเมื่อไหร่จะได้เขวี้ยงใส่ต่อไปไม่ให้ไฟมันดับ เสียแต่ว่าจู้อิงโผล่เข้ามาก่อน ตนเลยไม่ทันได้ลองยันต์เพลิงใบที่สอง

ทว่าคนฟังเห็นจะไม่เห็นด้วยกับคำแก้ตัวของเด็กหนุ่มนัก จู้อิงเหลือบมองกองยันต์เพลิงข้างเท้าเมฆก่อนจะเหลือบมามองคนพูด แต่ก็เท่านั้น เด็กหญิงไม่เอาเรื่องนี้ต่อ แต่กลับพูดไปถึงอีกเรื่องแทน

“แล้วไง? แล้วจะหาสมุนไพรที่ทำให้ตัวเองหลับไปทำไมไม่ทราบ? รู้ไหมว่าถึงสุมเผาถูกป่านนี้พวกเราได้หลับไปตามๆ กันแล้ว!”

“เอ้อ...” พูดได้แค่นั้นเมฆก็อ้ำๆ อึ้งๆ อย่างไม่รู้ว่าจะตอบอะไรดี จะให้บอกว่าเพราะเขาอยากรู้แค่นั้นหรือ ดูจากท่าทางของคนตรงหน้าแล้ว เห็นทีคำตอบนี้คงจะไม่เข้าหูคนฟังเป็นแน่แท้ หลังจากยืนเกาคอหาคำตอบอยู่สองอึดใจ เด็กหนุ่มก็ทำการมั่วคำตอบมันขึ้นมาปัจจุบันทันด่วน “ก็...ศึกษาคุณสมบัติไว้เนิ่นๆ ก็ไม่เสียหายนี่ มีอะไรจะได้วางแผนได้ถูกไง”

“อะไรของนายน่ะมันอะไรไม่ทราบ พูดให้สวยๆ นะ” จู้อิงว่าพลางกอดอกหรี่ตาลงมองคนตรงหน้า นั่นทำให้เมฆรู้สึกตัวขึ้นมาว่าคำพูดของตนเหมือนจะแช่งให้เกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นพิกล

“เผื่อไว้น่ะ” แต่ยิ่งแก้ตัว ตาที่ตี่อยู่แล้วของจู้อิงก็ยิ่งตี่ขึ้นไปเรื่อยๆ ราวกับไม่ถูกหู แต่ก่อนที่เมฆจะจนมุมหนักขึ้นไปกว่าเดิมนั้น เด็กทั้งสองคนก็ได้ยินของคุสตร้าเรียกขึ้นไกลๆ ทิศทางของเสียงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเล็กน้อยเป็นระยะราวกับผู้เรียกกำลังเดินตามหาทั้งสองคนในบ้าน นั่นทำให้เมฆสบช่องเปลี่ยนเรื่องทันที “คุสตร้ากลับมาแล้วล่ะ”

จู้อิงค้อนเมฆให้อีกครั้งก่อนจะวิ่งตื๋อกลับเข้าไปในบ้าน นั่นทำให้เมฆถอนหายใจโล่งอกที่ตัวเองรอดไปได้ แต่ในขณะเดียวกันเด็กหนุ่มก็อดหมั่นไส้อีกฝ่ายไม่ได้ เพราะในชั่วขณะที่เจ้าหล่อนหันหลังให้เขานั้น เขาเห็นลางๆ ว่าอีกฝ่ายดูหน้าบานขึ้นมาทันที

ทั้งที่ดีใจจะตายชักยังมีแก่ใจมาค้อนเขาอีกนะ ผู้หญิงนี่อะไรกัน

บ่นอุบอิบในใจแล้วเมฆก็เอาเท้าตะกุยดินแถวๆ นั้นขึ้นมากลบกองไฟกองย่อมๆ ของตน ก่อนจะกระทืบลงไปบนดินนั้นสองสามครั้ง ควันสีเทาจางๆ สายเล็กๆ ลอยขึ้นมาหลังจากเด็กหนุ่มกระทืบดินก่อนจะจางหายไป เมื่อแน่ใจว่าไฟดับสนิทดีแล้วเมฆค่อยกลับเข้าไปในบ้านไปหาสหายร่วมทางของตน

ทันทีที่เห็นคุสตร้ายืนพิงกรอบประตูครัวอยู่นั้น เมฆก็อ้าปากเตรียมแขวะอีกฝ่ายทันที กระนั้นแล้วสีหน้าครุ่นคิดระคนเคร่งเครียดของฮาฟเอลฟ์หนุ่มบวกอากัปกิริยาเหลือบมองครัวเป็นระยะๆ ราวกับร้อนใจอะไรบางอย่างทำให้เด็กหนุ่มยังปากตนไว้ทัน วาจาถากถางที่เตรียมไว้จึงได้กลายเป็นคำถามแทนเสีย

“เป็นอะไร? หน้าตานายดู...ไม่ค่อยดียังไงไม่รู้ ไม่ได้หญ้ามาเหรอ?”

“ได้ แต่มีเรื่องไม่สู้ดีแถมมาด้วย” คุสตร้าตอบพลางหันไปมองทางครัวอีกครั้ง เสียงมีดกระทบเขียงกับเสียงครกที่ดังเป็นระยะๆ ทำให้ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาราวกับขบวนการต้มยาของจู้อิงนั้นไม่ทันใจตน

“เรื่องไม่สู้ดี? อย่าบอกนะว่านายไปถล่มจวนเขาแล้วมีหมายจับหลุดออกมาน่ะ”

“คงไม่มีมั้ง อย่างน้อยก็ไม่มีออกมาเป็นทางการจนกว่าลุงของโจวเหวิ่นจะกลับมานั่นล่ะ” คุสตร้าว่าก่อนจะถอนใจอีกครั้ง “แต่โจวเหวิ่นรู้แล้วว่าข้าไปเอาตะกร้าคืนมา ถ้าให้เดาข้าก็คิดว่าคุณชายนั่นคงตามมาถึงนี่ไม่ผิดแน่”

ทันทีที่ได้ยินคำบอกเล่าของสหายตน เมฆก็ถึงกับเอามือตบหน้าผากตัวเองดังเปรี้ยง ไอ้ที่เขาพูดเล่นๆ ว่าเผื่อไว้ก่อนดันเป็นจริงขึ้นมาเสียได้ แถมเป็นจริงอย่างที่เขาไม่อยากให้เป็นจริงซักนิด

หลังจากจู้อิงต้มยาเสร็จ คุสตร้าก็ต้องเข้าไปในความฝันของปู่เจ้าหล่อน ซึ่งถ้าไอ้คุณชายบ้านั่นดันบุกเข้ามาตอนนั้นละก็... พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย เขาไม่อยากนึกสภาพตัวเองเลย เขาไม่คิดว่าคนอย่างคุณชายขี้เต๊ะนั่นจะมาคนเดียวหรอก แล้วให้คนอย่างเขาไปท้าทีท้าต่อยกับผู้ชายห้าหกคนพร้อมๆ กัน? อาการจะช้ำในแหล่มิช้ำในแหล่แบบนี้เขาคงมีแต่เละกับเละสถานเดียวเท่านั้นละ

ถ้ามาตอนสุขภาพเต็มร้อยค่อยมีลุ้นกันหน่อย

แบบนี้เห็นมีอยู่ทางเดียวคือต้องหาทางถ่วงเวลาคุณชายนั่นไม่ให้เข้ามาทำอะไรพวกเขาได้จนกว่าคุสตร้าจะกลับออกมาจากความฝัน เขาคงต้องวางกับดักข่มขู่อีกฝ่ายเสียกระมัง งานนี้มีแต่แย่กับแย่ ถ้าให้เวลาเตรียมตัวสักสองวันก็คงพอไหว แต่นี่เขามีเวลาซักชั่วโมงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย ทำไมดวงเขาถึงได้ซวยนักก็ไม่รู้

คิดบ่นความซวยของตัวเองในใจเสร็จสรรพแล้วคนบ่นก็หันไปเรียกฮาฟเอลฟ์ผู้แจ้งข่าวร้ายขึ้นทันที

“แล้วนายจะมายืนเฉยอยู่ทำไมเล่า มาช่วยฉันเลย” ว่าแล้วเมฆก็ลากข้อมือฮาฟเอลฟ์ผู้สูงกว่า หมายให้อีกฝ่ายตามตนมาติดๆ แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ก้าวเท้าออกไปนั้น เขาก็เกิดนึกถึงเรื่องที่พูดกับจู้อิงเมื่อครู่ขึ้นมาจึงได้เอี้ยวตัวหันไปพูดกับเจ้าของบ้านว่า “จู้อิง ของในห้องเก็บของเธอทั้งหมดรวมทั้งสมุนไพรตากแห้งด้วย ฉันขอนะ จะเอาไปทำกับดัก”

“อะไรนะ!!” เสียงร้องด้วยความตกใจของเด็กหญิงดังขึ้นมาจากในครัว นั่นทำให้เมฆตัดสินใจอธิบายต่อไปสั้นๆ ว่า

“ไอ้คุณชายบ้านั่นท่าทางจะตามคุสตร้ามา ฉันต้องทำกับดักไว้รับมืออีกฝ่าย ไปล่ะ เดี๋ยวไม่ทัน” แล้วเมฆก็คว้าตะเกียงพลางเดินลิ่วลากข้อมือคุสตร้าออกไปนอกบ้าน ตรงไปยังห้องเก็บของท้ายบ้าน ก่อนจะตรงเข้าไปรื้อของกุกกักในห้อง ด้วยความที่เมฆใช้เวลากว่าสองชั่วโมงนั่งสำรวจห้องเก็บของของจู้อิงมากกว่าจะมานั่งสำรวจคุณสมบัติของสมุนไพรแห้ง เด็กหนุ่มจึงพอรู้ว่าบ้านจู้อิงมีอะไรบ้าง และอยู่ตรงไหนบ้าง ไม่นานนัก เมฆก็กลับออกมาพร้อมเชือกม้วนหนึ่งกับถังไม้บรรจุดินประสิวกับแป้งเปียก เมื่อค้นพบว่าตนไม่มีอะไรที่สามารถจะใช้ตัดเชือกเส้นหนาได้เลยนั้น เขาก็ยื่นมือขึ้นไปขอมีดสั้นมาจากคุสตร้า ผู้ถูกขอคว้ามีดสั้นที่เหน็บไว้หลังเอวส่งให้ด้วยอาการที่งงงวยพอๆ กับสายตาที่ใช้มองคนกำลังทรุดตัวลงนั่งแหมะกับพื้น และชายหนุ่มก็มีอันมึนหนักขึ้นไปกว่าเดิมอีกเมื่อเมฆเงยหน้าขึ้นมาสั่งตนหน้าตาเฉยโดยไม่อธิบายอะไรให้ฟังเลยแม้แต่นิดว่า

“อย่ายืนเฉยสิคุสตร้า ไปหาหินมาให้ฉันสี่ก้อนหน่อย เอาก้อนที่หนักซักสองสามกิโลนะ”

“สามกิโล?” คำถามพร้อมสีหน้าไม่เข้าใจของชายหนุ่มทำให้เมฆนึกขึ้นได้ว่าคุสตร้าไม่เข้าใจหน่วยชั่งตวงวัดของโลกตน เด็กหนุ่มจึงจัดแจงลุกขึ้นแล้วลองยกถังแป้งเปียก ถังดินประสิว ยกขึ้นๆ ลงๆ สองสามครั้งเมฆก็ยื่นถังแป้งเปียกให้คุสตร้าถือ พลางกำชับไปว่า

“เอาหินที่หนักกว่านี้ซักเท่าตัวน่ะ แถวๆ นี่คงมีมั้ง สักสี่ก้อน ไม่ถึงไม่เป็นไร อย่างน้อยขอซักก้อนก็ยังดี” ซึ่งคุสตร้าเองก็ได้แต่พยักหน้าหงึกรับคำอย่างงงๆ ก่อนจะจากไปแต่โดยดี ทิ้งให้เมฆสาละวนกับการตัดเชือกออกมาเป็นเส้นขนาดเกือบเมตร พอตัดแล้วเด็กหนุ่มก็บิดคลายมัดเชือก จากเชือกเส้นหนาหนึ่งเส้นก็กลายเป็นเชือกเส้นบางสามเส้น แล้วเมฆก็ลงมือถักตาข่ายตาห่างมากขึ้นจากเชือกเส้นบางเหล่านั้น

ไม่นานนัก คุสตร้าก็ทะยอยอุ้มหินที่เด็กหนุ่มต้องการมาให้เป็นระยะๆ หากเมฆก็ทิ้งให้หินกับตาข่ายที่ตนร้องขอกองอยู่ตรงนั้น ส่วนตัวเองนั้นหันไปกวาดเอาสมุนไพรแห้งที่ตนลองเผาเมื่อครู่จนเกิดควันชวนให้ไอระงมใส่กระดาษบางๆ เท่านั้นยังไม่พอ เมฆยังตรงไปเด็ดญาติของมันที่ยังสดอีกสองสามใบกับสมุนไพรตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาหลับที่จู้อิงชี้ให้ดูเมื่อครู่กำมือใหญ่ใส่ลงไปในกองด้วยกัน เมื่อเสร็จแล้ว เด็กหนุ่มก็รวบกระดาษเข้าด้วยกันเป็นถุง เอาเชือกเส้นเล็กมัดปากถุง และเอายันต์เพลิงทาแป้งเปียกติดไว้ที่ก้นถุงอีกที

“สี่ก้อนแล้ว....แล้วนั่นเจ้าทำอะไรน่ะ?” คุสตร้าถามหลังจากที่วางหินก้อนสุดท้ายลงกับพื้น เมฆไม่ตอบอะไรกลับไป เด็กหนุ่มตรงเข้าไปรื้อเอาประทัดสองพวงที่มีอยู่ในห้องกับสายชนวนขดเล็กๆ ขดหนึ่งออกมา แล้วก็คว้ายันต์เพลิงขึ้นมาลองฉีกครึ่งดู เปลวไฟลุกพรึ่บขึ้นทันทีที่ยันต์นั้นขาดเป็นสองท่อน ทำเอาคนฉีกสะบัดมือเร่าๆ ทิ้งกระดาษในมือแทบไม่ทัน

“นั่นเจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ!?” คุสตร้าทักขึ้นด้วยความตกใจระคนไม่พอใจเล็กๆ แต่เมฆกลับยิ้มเผล่พลางพูดขึ้นเป็นนัยๆ ว่า

“ทำการต้อนรับแขกให้ถึงอกถึงใจไง ว่าแต่นายไม่ออกไปข้างนอกแล้วใช่ไหม?”

คุสตร้าได้แต่ถอนใจก่อนจะพยักหน้ารับแกนๆ อย่างไม่พอใจนัก เมื่อแน่ใจแล้วว่าคุสตร้าไม่ต้องออกไปขนหินนอกบ้านแล้ว เมฆก็คว้ายันต์เพลิงอีกใบ สายชนวนกับประทัดสองพวงพลางตรงไปยังประตูรั้วไม้ไผ่ของบ้าน แล้วติดยันต์นั้นเข้ากับประตูรั้วและกรอบประตูรั้วอย่างละครึ่ง ก่อนต่อสายชนวนจากยันต์ที่ประตูรั้วไปยังยันต์ที่ติดอยู่กับก้นถุงกระดาษ แล้วก็ห้อยถุงกระดาษนั้นไว้ใกล้ๆ ประตูรั้วอย่างนั้น

“นี่เหรอวิธีการต้อนรับแขกอย่างถึงอกถึงใจของเจ้าน่ะ?” มิราเคิลถามขึ้นหลังจากนั่งดูบนบ่าคุสตร้าเป็นนานสองนาน ทำให้เมฆผู้สาละวนลากชนวนเพิ่มอีกสองเส้นไปยังประทัดสองพวงที่ห้อยไว้แถวๆ นั้นตอบขึ้นว่า

“นั่นไว้สร้างเอฟเฟคควัน ส่วนนี่เป็นเอฟเฟคเสียง”

“หา?” มิราเคิลได้แต่งงกับความหมายของคำว่าเอฟเฟค คนที่รู้ความหมายก็ไม่ตอบอะไรไปมากกว่านั้น หลังจากลากชนวนจากยันต์ตรงประตูรั้วมายังประทัดเสร็จแล้ว เมฆก็ปัดมืดแรงๆ สองสามครั้งก่อนจะหันไปพูดกับคุสตร้าอย่างไม่สนใจเสียงอุทานของมิราเคิล นั่นทำให้แฟรี่สาวถึงกับค้อนอีกฝ่ายขึ้นมาทันที

“นายไปรื้อๆ ตะปูกับค้อนในห้องเก็บของมา ฉันจะไปเอาเศษไม้ในบ้าน เดี๋ยวเราจะตอกกั้นหน้าต่างทุกบานในบ้าน อย่าชักช้า”

คุสตร้าได้แต่ปฏิบัติตามคำสั่งคนอ่อนวัยกว่าอย่างไม่มีทางเลือก เนื่องจากอีกฝ่ายหายวับไปในบ้านเรียบร้อย แล้วอึดใจต่อมา เสียงกุกๆ กักๆ ปนกับเสียงไม้ล้มโครมครามก็ดังขึ้นมาจากห้องหน้าบ้าน ไม่นานนักเมฆก็อุ้มอดีตเครื่องเรือนออกมาหลายท่อนพลางอมนิ้วที่เสี้ยนตำไปด้วย หลังจากเอาเศษไม้จากเครื่องเรือนที่เสิ่นปิงกับคุสตร้าถล่มยับไปเมื่อคืนมากองให้แทบเท้าชายหนุ่มแล้ว ฮาฟเอลฟ์ผู้ถือค้อนก็ลงมือปิดหน้าต่างที่เปิดค้างอยู่ เอาไม้วางขวางหน้าต่างเต็มลำแล้วไล่ตอกเรื่อยไปทุกบาน มีเว้นไว้เพียงสี่บานที่เมฆสั่งห้ามไว้เท่านั้น

สำหรับหน้าต่างสี่บานนั้น เมฆทำการพับยันต์เพลิงครึ่งหนึ่งติดกับไม้ที่ใช้ขวาง อีกครึ่งหนึ่งติดกับฝาบ้าน แล้วค่อยตอกตะปูย้ำลงไปบริเวณใกล้ๆ ยันต์เพลิงนั้น แต่ย้ำเพียงเบาๆ อย่างกะให้กระชากไม้ขัดหน้าต่างหลุดออกมาง่ายๆ ในระหว่างนั้น คุสตร้าก็เอาหินใส่ตาข่ายตามเมฆสั่ง บริเวณก้นตาข่ายมีดินประสิวเกาะแป้งเปียกจนเส้นเชือกเป็นสีดำ แล้วฮาฟเอลฟ์หนุ่มก็ต้องตะกายขึ้นไปติดตะปูขึงตาข่ายใส่หินไว้บนหลังคาบ้าน ทำให้หินห้อยพาดอยู่บริเวณชายคาเหนือหน้าต่าง เมื่อมั่นใจว่าตาข่ายและหินอยู่บนหลังคามั่นคงดีแล้วนั้น ชายหนุ่มก็ทำการผูกสายชนวนกับก้นตาข่ายที่เคลือบไปด้วยดินประสิว ก่อนจะส่งสายชนวนอีกข้างลงไปให้เมฆผู้เสียบมันเข้าไประหว่างรอยพับของยันต์

หลังจากสองหนุ่มติดตั้งกับดักอะไรก็ไม่ทราบของเมฆไปได้สามก้อน เสียของจู้อิงก็ดังขึ้นมาจากหน้าต่างครัวพอดีว่า

“คุสตร้า! ฉันทำยาเสร็จแล้วนะ เธออยู่ไหนน่ะ!?” คุสตร้ากระโดดจากหลังคาบ้านตามเสียงเรียกของเด็กหญิง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในบ้าน หลังจากทั้งคู่สนทนาในบ้านกันอยู่พักหนึ่ง จู้อิงก็เดินออกมาหาเมฆพลางถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างมาดมั่น แล้วพูดขึ้นว่า “คุสตร้าบอกให้ฉันออกมาช่วยนายแทนแน่ะ”

“เขาฝากเตือนมาด้วยว่าจะทำอะไรก็ระวังๆ หน่อยนะ เพราะตอนที่เขาเข้าไปในฝันปู่จู้อิง เขาช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ พวกเจ้าต้องเป็นฝ่ายช่วยเขา” มิราเคิลผู้บัดนี้นั่งอยู่บนหัวเด็กหญิงเจ้าของบ้านพูดเสริมขึ้น นั่นทำให้เมฆรู้สึกเซ็งขึ้นมาชั่วอึดใจก่อนจะโบกมือเป็นเชิงว่ารู้แล้ว แล้วพูดตอบไปว่า

“พวกเธอไม่ต้องห่วงน่า กับดักนี้มีไว้เพื่อหน้าต่างห้องปู่จู้อิงโดยเฉพาะ จู้อิง ถ้าเธออยากช่วย ไปย้ำตะปูตรงหน้าต่างที่ไม่มีชนวนดีกว่า เอาให้มันแน่นๆ จนไม่น่าดึงนะ”

“...เมฆ เธอคงรู้นะว่าหลังจากงานนี้แล้ว เราต้องเป็นคนดึงไม้พวกนี้ออกมาน่ะ ฉันต้องเปิดหน้าต่างบ้านตัวเองนะ!!” จู้อิงตะโกนถามเมฆผู้บัดนี้กำลังขึ้นไปกายกรรมตอกตะปูบนหลังคาอย่างไม่ใคร่จะมั่นคงเท่าไหร่นัก

“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา เสร็จงานนี้แล้วค่อยไปหาคนมาช่วยดึงก็ได้ ฉันไม่คิดว่าคุณชายโจวจะพกคนมาเยอะเท่าไหร่นักหรอก ถ้าคนมาน้อย คนปกติต้องไปดึงบานที่กระชากง่ายๆ อยู่แล้ว และนั่นก็คือบานที่มีกับดัก...ก็แค่นั้น” พูดจบเมฆก็ขึงตาข่าย ผูกชนวนต่อไปอย่างใจเย็น ที่จริงเด็กหนุ่มก็ไม่อยากใจเย็นนัก แต่เขาก็รู้ตัวดีกว่าถ้าใจร้อนละก็ ตัวเองคงร่วงลงไปขาแพลงไม่ก็คอหักตายเป็นแน่แท้ เมื่อวางกับดักหินก้อนสุดท้ายเสร็จและลงมาจากหลังคาดีแล้ว เมฆก็เก็บบันไดที่พาดหลังคาบ้านพลางถามจู้อิงขึ้นว่า “ว่าแต่เธอทำระเบิด...ประทัดเป็นไหม? แบบอันใหญ่ๆ หน่อยน่ะ”

“ได้ก็ได้อยู่หรอก แต่มันกินเวลานะ?”

“ไม่เป็นไร นี่เป็นรายการแถมน่ะ เห็นมีเวลาเหลือ ไม่รู้พวกคุณชายนั่นไปงมโข่งทำอะไรอยู่นานสองนานสิน่า”

“ไม่ทักจะดีกว่านะ...” พูดยังไม่ทันขาดคำ เด็กทั้งสองคนก็ได้ยินฝีเท้าของคนหลายคนกำลังวิ่งตรงมายังทิศทางพวกตน เมื่อเมฆเข้าไปชะโงกเหนือรั้วไม้ไผ่อันปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อย เด็กหนุ่มก็เห็นชายฉกรรจ์ห้าหกคน นำหน้าด้วยโจวเหวิ่นตรงมาทางบ้านจู้อิงพร้อมไต้ครบมือ สีหน้าเหมือนเห็นผีของเด็กหนุ่มทำให้จู้อิงอดตะกายขึ้นไปชะโงกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายเห็นอะไร เมื่อเห็นชัดแล้วว่าอะไรเป็นอะไรนั้น เด็กหญิงก็อดพูดซ้ำทั้งที่ตัวเองก็ชักใจไม่ดีไม่ได้ “เห็นไหม พูดยังไม่ทันขาดคำ”

“ปากหาเรื่อง” มิราเคิลสำทับขึ้นอีกราย นั่นทำให้เมฆแยกเขี้ยวให้กับผู้พูดด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กๆ ที่ต้องฟังคำถากถางจากคู่ปรับ แต่ก็เท่านั้น อึดใจถัดมาเด็กหนุ่มก็คว้าข้อมือเด็กหญิงเจ้าของบ้านแล้วรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน ขัดประตูหน้าบ้านปิดไว้พลางหันหลังพิงประตู เอามือลูบแขนตัวเองไล่ความระทึกสองสามครั้งแล้วตบแก้มตัวเองเบาๆ เรียกสติและขวัญให้กลับมา เมื่อสงบสติอารมณ์ได้แล้ว เมฆก็เลียนิ้วแล้วจิ้มกระดาษบุหน้าต่างข้างประตูหน้าให้เป็นรูเล็กๆ พลางส่องดูสถานการณ์ข้างนอก แล้วพึมพำกับตัวเองขึ้นมาเบาๆ ว่า

“เริ่มกันเลยไหม สหาย”

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คุยกันท้ายตอน

ก่อนอื่นผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่หายไปเลยสองปี เหตุผลที่ทำให้ผมดองยาวขนาดนี้ตัวผมเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด ส่วนตัวแล้วคิดว่าสาเหตุหลักอาจเป็นผมเกิดอยากเขียนอย่างอื่นที่มันบ้าได้มากกว่านี้ขึ้นก็เป็นได้ครับ

และนั่นก็ทำให้ผมหันไปเขียน Divine Comedy กว่าครึ่งปีโดยไม่กลับมาแตะ Promise เลย ตอนนี้อาจเป็นช่วงที่ผมอยากบู๊หรือต้องการแอ็คชั่นหรือเนื้อเรื่องหรืออะไรซักอย่าง (สารภาพว่า Divine Comedy นี่เขียนไปแล้วรู้สึกเนื้อเรื่องเบาโหวงอย่างบอกไม่ถูก เป็นเรื่องของคนบ้ากับคนบ้าโดยแท้ ไม่มีอะไรเจือปน) ผมถึงได้กลับมาเขียนเรื่องนี้อีกครั้ง... และสารภาพว่าคิดว่าสำนวนตนเองเห็นจะเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย (และบางทีอาจรวมถึงบุคลิคตัวละครด้วย?) ถ้าอ่านแล้วคิดว่ามีอะไรเปลี่ยนจากที่เคยอ่านไปก็ท้วงได้ไม่ต้องเกรงใจเลยนะครับ ^^

การที่หายไปสองปีแล้วผู้อ่านทุกท่านยังคงตามเรื่องนี้อยู่ แค่นี้ผมก็ดีใจมากแล้วครับ ^^

(ส่วนตัวผมออกจะรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ตอนนี้ค่อนข้างสั้น หายหัวไปนานผมควรจะเข็นตอนยาวกว่านี้มาให้ใช่ไหมครับ? แต่ตอนนี้มันก็ได้แค่นี้ละครับ ^^;;; )

กับดักที่เมฆวางไว้ในตอนนี้ เป็นจินตนาการที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ล้วนๆ (ไม่มีการทดลองจริงเพื่อหาว่าอัตราการเผาไหม้เร็วเท่าใด) บางทีอาจมีอะไรหลุดออกไปบ้าง (ส่วนตัวแล้วคิดว่ามี ^^;;;) ถ้ารู้สึกตะหงิดขึ้นมาละก็ ทักได้โดยไม่ต้องเกรงใจนะครับ ^^

และขอต้อนรับสู่รีเควสเมื่อสองปีที่แล้ว ^^;;;

แฉตัวละครกันอย่างหมดเปลือก (ภาคตัวประกอบ)

(ในห้องที่มีเวทียกพื้นและเก้าอี้มากมาย (ที่ปิดซ่อมไปสองปีหลังจากระเบิดครั้งที่แล้ว) คนเขียนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงบุนวมนุ่มและมีรอกสลักเป็นลายอ่อนช้อย ม่านและพรมที่ประดับเวทีมีรอยดิ้นทองต้องแสงไฟวิบวับ ส่วนผู้ชมในห้องส่งคราวนี้มีแต่ทหารนอกเครื่องแบบล้วนๆ ไม่มีใครอื่นเจือปน...)

runaway guy: เอ่อ... นี่องค์หญิงฟิเลีย ใช้เซทเฟอร์นิเจอร์ปกติของสตูดิโอไม่ได้เหรอ...
องค์หญิงฟิเลีย: (จิบชาอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางสบายอารมณ์) นั่งเก้าอี้แข็งๆ แบบนั้นนานๆ ฉันเมื่อยนี่
runaway guy: แต่แบบนี้มันเวอร์ไป...
ดาเมียร์: (อยู่ในชุดสูทใส่แว่นดำยืนอยู่หลังเก้าอี้ที่องค์หญิงนั่ง) อย่าเรื่องมาก องค์หญิงทรงสละเวลามาให้ก็ดีเท่าไหร่แล้ว พระองค์ทรงมีงานรัดพระองค์นะจะบอกให้
runaway guy: (เออ แต่ไม่มีใครเชิญนายว่ะ...)

runaway guy: มาเริ่มรายการเลยดีกว่า (อยู่นานคนเขียนนี่แหละที่จะเกร็งจนเมื่อยแทน) ช่วยบอกชื่อ นามสกุล อายุและวันเกิดที
ดาเมียร์ : ราชาศัพท์น่ะใช้เป็นไหม?
runaway guy: ขออภัย ภาษาไทยฉันได้เกรดสองตอนอยู่ม.ปลาย
องค์หญิงฟิเลีย: (ยกมือขึ้นห้ามดาเมียร์อย่างใจเย็น ) ไม่เป็นไรนี่ดาเมียร์ ฉันไม่ถือ ว่าแต่ที่ถามรวบนี้เป็นเพราะฉันเป็นตัวประกอบสินะ?
runaway guy: (สะดุ้งเฮือกเพราะอีกฝ่ายจี้ใจดำ) ...ก็...นะ
องค์หญิงฟิเลีย: (ยังยิ้มเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เสียงถ้วยชากระทบจานรองออกจะดังกว่าปกติเล็กน้อย) ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ
ดาเมียร์: (ยืนกระดาษแผ่นให้ runaway guy) นี่เป็นประวัติองค์หญิงที่แกต้องการ อ่านเอาเอง อย่าให้พระองค์ต้องตรัสมาก ไหนๆ แกก็เห็นพระองค์เป็นตัวประกอบนี่
runaway guy: เอ้อ... ก็ใช่ว่าฉันกลั่นแกล้งองค์หญิงของนายนะ แต่องค์หญิงนายเป็นตัวประกอบจริงๆ นี่...
ดาเมียร์: (ถลึงตาจ้องมอง runaway guy หน้าเหี้ยม) อ่านซะ!
runaway guy: จ้าๆ เอ่อ...องค์หญิงฟีเลีย ควอเรซาเรีย เซลีนา โซลคาริส อายุ 15 ปี เกิดแรม 5 ค่ำเดือน 10...
องค์หญิงฟิเลีย: (หันหน้าไปพูดกับดาเมียร์) ขอชาหมายเลยสองนะ ฉันเบื่อรสนี้แล้ว
(runaway guy มองดาเมียร์ที่คำนับแล้วหันไปตบมือเรียกคนรับใช้สองคนที่กุลีกุจอเข็นรถบรรทุกกาน้ำชาเป็นร้อยเข้ามาด้วยสายตาปลงตก)
runaway guy: (อะไรกันวะยัยลูกคนนี้...)

runaway guy: คำถามต่อไป อยากทราบน้ำหนัก สัดส่วน ส่วนสูงและกรุ๊ปเลือด
(ดาเมียร์ยื่นกระดาษอีกใบให้ runaway guy ขณะที่องค์หญิงฟิเลียนั่งกินคุ้กกี้จิบชาสบายอารมณ์)
ดาเมียร์: น้ำหนัก ส่วนสูงและกรุ๊ปเลือดขององค์หญิง วัดครั้งล่าสุดเมื่อสองเดือนที่แล้ว
runaway guy: ...ดาเมียร์ ฉันถามให้องค์หญิงนายตอบนะ ไม่ให้ขอประวัติมาอ่าน
ดาเมียร์: ถ้าผู้อ่านรู้แล้วมันจะต่างกันตรงไหน?
runaway guy: (ชักอยากเกาหัวแกรกๆ) สัมภาษณ์เนี่ย มันต้องมีอินเตอร์แอ็คชั่น แต่ถ้าให้ฉันอ่านป่าวๆ มันก็เหมือนเอาองค์หญิงนายมานั่งเป็นหุ่นแล้วฉันก็พูดพะงาบๆ อยู่คนเดียว อินเตอร์แอ็คชั่นมันจะอยู่ตรงไหนล่ะ ตลกสิ้นดี
ดาเมียร์: รายการนี้แกจัดเองไม่เกี่ยวกับองค์หญิง พระองค์ทรงสละเวลามาให้แถมเอาอุปกรณ์มาเผื่อแผ่แกด้วยก็น่าจะดีใจแล้วนะ
runaway guy: ขอบใจๆ ฉันขอบใจแน่ที่มาให้ แต่ว่าให้ความร่วมมือกันหน่อยสิ เผื่อผู้อ่าน...
ดาเมียร์: (ถลึงตาหน้าเหี้ยมใส่ runaway guy) อ่านไปซะ!
runaway guy: อ่านก็ได้ว้อย อ่านก็ได้ ไอ้พวกลูกบังเกิดเกล้า! (กระแอมเบาๆ สองทีก่อนจะพูดเสียงราบเรียบไร้อารมณ์) ฟิเลีย ควอเรซาเรีย เซลีน่า โซลคาริส สูง 160 cm หนัก 45 kg กรุ๊ปเลือด เอ...
องค์หญิงฟิเลีย: (ยังคงพูดกับดาเมียร์) ดาเมียร์ ทำไมไม่เผื่อชากับขนมให้คนสัมภาษณ์ด้วยล่ะ แบบนี้ใช้ไม่ได้เลยนะ
runaway guy: (มองขนมที่อยู่ตรงหน้าด้วยตาปลงสังเวช) นี่เขาเรียกตบหัวแล้วลูบหลังชัดๆ นี่มันรายการสัมภาษณ์หรือประกาศข่าวกันแน่วะเนี่ย...

runaway guy: ต่อไป บอกของที่ชอบของที่เกลียดและสเปคชายในดวงใจมาที
(ดาเมียร์ทำท่าจะยื่นกระดาษอีกใบให้แต่องค์หญิงฟิเลียยกมือขึ้นห้ามก่อน)
องค์หญิงฟิเลีย: พอเถอะดาเมียร์ ขืนทำแบบนี้มากๆ มันจะกลายเป็นรายการประกาศข่าวไปแทน
ดาเมียร์: องค์หญิง...
องค์หญิงฟิเลีย: ก็จริงนี่ อีกอย่างเราไม่ได้เตรียมข้อมูลตรงนี้มาด้วยจะเอาอะไรไปให้เขาล่ะ? (จิบชาอีกครั้งก่อนจะหันมาตอบเสียงใส) ขอโทษนะที่ไม่ได้พูดเองกับคำถามเมื่อครู่
runaway guy: (พูดด้วยเสียงปลงอนิจจังโลกแล้ว) ไม่เป็นไร แค่เริ่มตอบเองตั้งแต่ตอนนี้ก็ดีใจแล้ว
องค์หญิงฟิเลีย: ใช่ไหม? ของชอบหรือ...อืม เห็นจะเป็นชากับนิยายสนุกๆ เกลียดหรือ...ไม่มีหรอกนะ อ๊ะ แต่ฉันไม่ค่อยชอบผู้ชายที่คิดว่าตัวเองแน่ เห็นผู้หญิงไม่ได้ความเท่าไหร่ ส่วนชายที่ฉันชอบ...เขาต้องเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ดูถูกผู้หญิง ต้องยอมรับว่าผู้หญิงเองก็มีความสามารถทัดเทียมผู้ชาย ต้องเก่งทั้งบู๊และบุ๋น และต้องให้โอกาสผู้หญิงแสดงสิทธิ์ด้วย
runaway guy: (ผู้ชายเพอร์เฟคแถมเป็นเฟมินิสแบบนั้นมันจะมีในโลกนี้เรอะ... สร้างขึ้นมาเองดีกว่านะองค์หญิง...)

runaway guy: ต่อไป ช่วยบอกอาชีพ ถิ่นกำเนิด กับ ครอบครัว
องค์หญิงฟิเลีย: (จิบชาชนิดที่สาม) อาชีพ? เห็นจะเป็นข้าหลวงหรือขุนนางกระมัง ฉันดูแลกรมชลประทาน ไกล่เกลี่ยคดีพิพาทกับอาณาจักรใกล้เคียงกับบูรณะวิทยากรเก่าอยู่น่ะ
runaway guy: (ตอนนี้ชักรู้สึกว่าลูกคนนี้ควบหลายเก้าอี้จริงๆ)
องค์หญิงฟิเลีย: ถิ่นกำเนิดก็ต้องเป็นพระราชวังหลวงของอาณาจักรโซลคาร์ ทวีปทรอย เครีย
runaway guy: ครอบครัวล่ะ
องค์หญิงฟิเลีย: เสด็จพ่อ เสด็จแม่ พระพี่นางสองพระองค์ อ๋อ ฉันมีน้องชายอีกคนด้วย
runaway guy: (บัลลังก์มั่นคงแล้วมั้งนี่...)

runaway guy: บอกความสามารถพิเศษ งานอดิเรก ความฝันในอนาคตและชายในดวงใจมาที
องค์หญิงฟิเลีย: (ดื่มชาชนิดที่สี่) อืม อ่านภาษาโบราณได้มั้งนะ ไม่ก็เย็บปักถักร้อย เล่นดนตรี เขียนกาพย์กลอนโคลงฉันท์ อะไรเทือกๆ นั้น แต่ดูไม่เห็นจะพิเศษตรงไหนเลยนะฉันว่า
runaway guy: ...ฉันว่าถ้ามันอยู่นในคนๆ เดียวกันแค่นี้ก็พิเศษพอแล้วมั้ง
องค์หญิงฟิเลีย: งั้นหรือ? งานอดิเรก...ใช่แล้ว ฉันชอบสะสมใบชา ดาเมียร์ เอาไอ้นั่นมาให้คนเขียนดูสิ
(ดาเมียร์คำนับองค์หญิงฟิเลียก่อนจะสะบัดกระดาษแผ่นยาว รูปใบชา กลิ่นและรสของชามากกว่าร้อยประเภทเรียงอยู่ในตารางในกระดาษแผ่นนั้น)
องค์หญิงฟิเลีย: นี่เป็นการค้นพบของฉันกับพ่อครัวหลวง จริงๆ ยังมีมากกว่านี้อีกนะ แต่ขี้เกียจพกมาเพราะที่เหลือมันยังใช้ไม่ได้
runaway guy: (ใบ้รับประทานกับความคลั่งไคล้ชาขององค์หญิง) ...แล้วความฝันในอนาคตกับชายในดวงใจล่ะ
องค์หญิงฟิเลีย: ความฝัน? ฉันอยากทำงานเป็นขุนนางแบบนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนชายในดวงใจ...ทำยังไงดีล่ะ? ป่านนี้แล้วยังหาไม่เจอเลย....
runaway guy: (สเปคแบบนั้นก็ไม่น่าจะเจออยู่หรอก...)

runaway guy: สุดท้ายนี้ มีอะไรอยากบอกชั้นที่เป็นคนเขียนรึเปล่า?
องค์หญิงฟิเลีย: ขอบคุณมากที่อุตส่าห์ให้ฉันมาออกรายการ ทั้งที่ฉันก็ได้โผล่ไม่ถึงห้าตอนด้วยซ้ำ
runaway guy: (รู้สึกทะแม่งๆ กับคำชมชอบกล) มีผู้อ่านรีเควสมาน่ะ
องค์หญิงฟิเลีย: (วางถ้วยชาชนิดที่ห้าลง) ว่าแต่มันอะไรกันน่ะที่เขียนส่อเหมือนจะให้ฉันไปชอบเมฆนั่น
ดาเมียร์: นั่นสิ ฉันเองก็ไม่พอใจมานานแล้วด้วย (ชักดาบที่แอบพกเข้ามาในห้องส่ง)
runaway guy: ฉันไม่ได้ตั้งใจเขียนแบบนั้นนะ มันขึ้นอยู่กับการตีความน่ะ การตีความ
องค์หญิงฟิเลีย: อย่างนั้นหรือ (ยิ้มเหี้ยมพลางลุกขึ้นอยู่ ทหารนอกเครื่องแบบในห้องส่งทุกคนลุกขึ้นพรึ่บพร้อมกันพลางชักดาบคนละชิ้งสองชิ้ง)
runaway guy: เอ่อ... เรามาเจรจากันอย่างสันติดีกว่าไหม?

(ขณะนั้น ประตูทางเข้าห้องส่งก็ไหวพะงาบๆ พร้อมกับเสียงคุสตร้าโวยวายลั่นหน้าห้องส่ง)

คุสตร้า: หลีก! บอกให้หลีกไงเล่า! ข้ามีเรื่องด่วนต้องไปเคลมกับคนเขียน หมอนั่นมันส่งข้าไปดูงานบ้าอะไรไม่รู้ เอ๊ะ! พวกเจ้านี่! บอกให้หลีกไง! Spear of Nynblung!
(ประตูห้องส่งระเบิดตูม กระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วผนังห้องส่ง ทหารองครักษ์รีบเข้าคุ้มกันองค์หญิงฟิเลีย ส่วน runaway guy อาศัยจังหวะนั้นใส่รองเท้ายางแล้วหนีออกไปจากห้องส่ง)
runaway guy: เซฟ...
คุสตร้า: (หัวหูฟูยืนหน้าทะมึนตรงหน้า runaway guy ตามเนื้อตามตัวมีรอยผ้าพันแผลเต็มไปหมด) เซฟบ้าอะไร บอกมาซะดีๆ นะว่านี่มันเรื่องอะไรส่งข้าไปเรียนวีธีตะกายผนังกับไอ้คนจรอะไรนั่น
runaway guy: ก็ตอนที่แล้วนายตะกายผนังไม่ได้เป็นสับปะรดเอาซะเลย ฉันก็เลยขอติดต่อนักเขียนท่านหนึ่ง เขามีลูกชายที่มือกาวสุดๆ แล้วก็ส่งนายไปดูงานไง เห็นไหม กลับมาตอนนี้นายเหวี่ยงตัววืดเดียวขึ้นไปอยู่บนประตูเหล็กเลย
คุสตร้า: อยากหาเรื่องเปลี่ยนพระเอกก็บอกมาเลยดีกว่า รู้ไหมไอ้คอร์สมือกาวของคนจรอะไรนั่นมันสาหัสแค่ไหน? หมอนั่นให้ข้าตะกายขึ้นไปบนยักษ์ที่กำลังเต้นเหมือนเจ้าเข้า ข้าตกมาเกือบคอหักตายกี่หนแล้ว แล้วดูนี่! บิลค่าหมอ! จะให้ข้าอดตายใช่ไหม!!
runaway guy: รอดมาได้ก็ดีแล้วนี่
คุสตร้า: ไม่!!

เอวัง...

ขอขอบคุณคุณอนิธินที่ยอมให้คนจรมาเป็นอาจารย์สอนเทคนิคตะกายตึกให้คุสตร้าครับ ^^;;; สำหรับรายการสัมภาษณ์ครั้งต่อไปผมจะใส่ไว้ในตอนที่มันสั้นๆ (เหมือนตอนนี้) อยากรู้เรื่องของใคร อยากให้ใครมาเป็นเหยื่อ อยากกลั่นแกล้งใคร หรืออยากเห็นใครกลั่นแกล้งคนเขียน รีเควสมาได้ไม่ต้องเกรงใจนะครับ (แต่คำถามบางอย่างอาจตัดออกในกรณีที่เป็นตัวประกอบมากแล้วผมไม่ได้นึกรายละเอียดเอาไว้น่ะครับ ^^;;; )

ขอให้ทุกท่านสนุกกับตอนนี้นะครับ มีขอติชมประการใดก็ขอน้อมรับไว้ ใส่ได้โดยไม่ต้องเกรงใจเลยฮะ ^^

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 02 ก.พ.52 เวลา 11:46:48 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

สั้นไปมั้ยผมว่าไม่นะครับ อ่านได้กำลังพอดี จริงๆ ถ้าแบ่งช่วงเนื้อเรื่องตามคนที่ชอบตอนสั้นๆ กว่านี้น่าจะได้เป็น 2-3 ตอน (เมฆตื่นขึ้นมาโวยวาย/วิบากกรรมของคุสตร้า/เมฆวางกับดัก) ด้วยล่ะครับ ^^a

ตอนนี้รู้สึกเมฆแผลงอย่างประหลาด ทำการทดลองนี่เกิดสุ่มไปโดนยาหลับก็รมหลับทั้งบ้าน แล้วเกิดมียาเมาขึ้นมาล่ะ...

นึกภาพมิราเคิลดีใจที่คุสตร้าชมออกเลยแฮะ =^^=

แล้ว...ไม่นึกว่าเมฆจะเป็นเซียนกับดักขนาดนี้ครับ ขอให้เวิร์คเถิด (แล้วอย่ารมคนในบ้านเข้าด้วยล่ะ เข้าตาจนสิ้นดีนะนั่น ^^;;; )

ส่วนบทสัมภาษณ์ ขอบคุณครับ ^^ เห็นหญิงฟีเลียแล้วยิ่งถูกใจ (บ้าชาเหมือนกัน ถึงผมจะไม่เชี่ยวเท่าองค์หญิงก็เถอะ) เฟมินิสต์+เพอร์เฟคชั่นนิสต์ไม่เบา

ปล. จอห์นฝากบอกมาว่าคุสตร้ามีแววครับ หากอยากมาฝึกตะกายฝาต่อให้เชี่ยวชาญถึงขั้นสาย (เลือด) ดำก็ยิ่งกว่ายินดีรับนะครับ tongue

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 07 ก.พ.52 เวลา 11:44:40 น.

runaway guy
คนเดินทาง

แล้วเกิดมียาเมาขึ้นมาล่ะ... < ก็คง...เมากันทั้งบ้านมั้งครับ ^^a (คุสตร้ากลับมาคงสนุก ไล่จับเด็กเมากรึ่มสองคน ^^;;; )

ส่วนกับดักของเมฆ...นั่นสินะ ผมก็ลืมคิดเรื่องรมคนในบ้านไปซะสนิทเลย ^^;;; (ช่างเป็นกับดักที่อาศัยดวงอะไรอย่างนี้ ^^;;; )

ดีใจที่ชอบบทสัมภาษณ์นะครับ ^^ ส่วนเรื่องที่จอห์นฝากมา ผมจะไปบอกคุสตร้าให้นะครับ...หลังจากแกกลับมาจากคลีนิคแล้ว ^^;;; (คุสตร้าได้ยินคงดีใจจนร่ำไห้น้ำตาไหลพราก ^^;;; )

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 08 ก.พ.52 เวลา 09:56:50 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ