K.W.E.
นักล่าCG Touhou

เพื่อนผมเธอเป็นแวมไพร์ (จริงๆนะครับ...) - ตอน 7 กำไล

เพื่อนผมเธอเป็นแวมไพร์ (จริงๆนะครับ...) - ตอน 7 กำไล
------------------------------

            นับจากวันที่เข้าไปเที่ยวในเมืองด้วยกันกับหนูจันมาแล้ว
            ทุกวันนี้ผมก็กลับมาใช้ชีวิตตามปกติโดยลบช่องว่างความหวาดระแวงในตัวเธอได้หมดสิ้น ผมเชื่อในสัมผัสทางวิญญาณของตัวเธอซึ่งสัมผัสนั้นบอกว่าหนูจันคือมนุษย์ไม่ใช่แวมไพร์อย่างที่คิด

            หลายสิ่งหลายอย่างเริ่มกลับมาปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปอยู่บ้าง
            ทั้งที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่ลูน่าเองก็แทบไม่ปรากฎตัวต่อหน้าผมเลยนับแต่ครั้งที่เจอกับบนถนน แต่ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันดูอึมครึมมาตลอด

            จะว่าไปดีมันก็ดีหรอก แต่จะว่าแปลกผมว่ามันก็แปลก

            ยังไงดีล่ะ... ผมรู้สึกว่าความรู้สึกนี้มันเหมือนกับบรรยากาศฟ้าใสก่อนพายุเข้ายังไงชอบกล
            คือเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ความรู้สึกว่าไม่มีอะไรนี้กำลังมีอะไรสักอย่างที่รอช่วงจังหวะเวลาอยู่...

            ไหนๆก็เป็นลูกของหมอแล้วงั้นเปรียบเทียบอะไรที่ใกล้ตัวให้เห็นภาพละกัน
            คือตอนนี้เหมือนกับว่าเรากำลังเป็นไข้เลือดออก ซึ่งมันจะมีช่วงหนึ่งที่ไข้ลดลงจนดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นแล้วอาการก็จะแสดงออกอย่างรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่เป็นโรคมักจะตายเอาก็ตอนช่วงนี้ทั้งนั้น

            น่ากลัวนะครับ เหมือนจะบรรยากาศดีแล้วก็จริง แต่ความอึมครึมที่ยังคงอยู่นี่ล่ะที่ซ่อนเร้นอะไรบางอย่างไว้... ไม่ต่างกับตอนที่เชื้อไข้เลือดออกกำลังฟักตัว...

            ไม่อยากมองโลกแง่ร้ายหรอกนะ แต่ผมรู้สึกว่าที่อะไรต่อมีอะไรได้เงียบลงไปนี่ไม่ใช่เพราะผมจิตแข็งขึ้นหรือเพราะลูน่าช่วยหรอกนะ
            แต่เหมือนกับว่าพวกผีสางมันถอยไปเอง... เพื่อเปิดทางให้กับผีปีศาจใหม่ที่มีพลังแก่กล้ากว่า...

            ก็อาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่มันสังหรณ์ใจแปลกๆแบบนี้ขึ้นมาจริง...

            ...........................

            วันหนึ่งผมได้ไปเล่นที่บ้านหนูจัน
            ทุกอย่างก็เป็นปกติเช่นเคย ความหวาดระแวงผมหายไปหมดสิ้นหลังจากที่เปิดอกคุยกับเธอไปแล้ว ผมสามารถกลับมาคุยกันเหมือนเดิมได้โดยไม่เกิดความรู้สึกไม่ดีอะไรอีก
            แล้วคงไม่ใช่เฉพาะผมเท่านั้นหรอกน่ะที่รู้สึกดีขึ้น หนูจันเองก็เหมือนจะผ่อนคลายไปเยอะที่เห็นผมเลิกระแวงในตัวเธอเหมือนกัน

            จะว่าไปแล้วทุกวันนี้ผมยังเห็นเธอสวมกำไลที่ผมซื้อให้อยู่เลย ก็เคยแซวไปเล่นๆเหมือนกันว่าเห่อหรือเปล่าเอ่ย?

            แล้วเธอก็ยิ้มน่ารักแล้วบอกกับผมว่าเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เคยได้จากเพื่อน

            ผมเลยสำนึกได้ทันทีเลยว่าทำไมเธอถึงให้ความสำคัญกับผมเสียเหลือเกิน
            สงสัยเพราะเธอจะมองว่าผมเป็นเพื่อนสนิทคนแรกของนี่เอง...

            นึกแล้วก็แปลกใจเหมือนกันว่าผู้หญิงที่เหมือนจะดีพร้อมทั้งหน้าตาและนิสัย จะเสียหน่อยก็ตรงที่มีร่างกายอ่อนแอกับดวงตาสีฟ้าที่ละม้ายชาวต่างชาติ
            ทำไมคนที่เหมือนจะน่าคบแบบนี้ถึงเพื่อนน้อยก็ไม่รู้ หนูจันก็อัทธยาศัยดีแต่เธอเองก็ไม่ค่อยชอบเข้าไปคุยกับคนอื่น จะว่าขี้อายก็ไม่ใช่... ไม่รู้เหมือนกันว่ามีเหตุผลอะไรในใจอยู่...

            อย่างไรก็ตามอย่างน้อยตอนนี้ผมก็ถือว่าเธอเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดคนหนึ่งล่ะนะ ปรึกษาได้แทบทุกเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่อธิบายทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้

            ช่วงเวลาที่กำลังกินข้าวเที่ยงด้วยกันอยู่นั่นเอง ผมได้ใช้เวลานี้ในการปรึกษาถึงความรู้สึกแปลกๆนี้กับเธอ
            "เธอรู้สึกแบบนั้นจริงๆเหรอ?" หนูจันถามขึ้นด้วยสีหน้าติดกังวล

            ผมเองค่อนข้างประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่ได้ยินคำถามนี้ออกมาจากปากของเธอ
            โดยปกติแล้วหนูจันมักจะไม่ค่อยคิดเรื่องนี้จริงจังนัก เธอจะมองว่าเป็นอาการหลอนที่คนเห็นผีสัมผัสได้นั้นส่วนใหญ่จะเป็นผลข้างเคียงจนเกิดคิดไปเอง

            แต่ในครั้งนี้เธอกลับมองผมแปลกไป หลังจากที่ผมยืนยันว่ารู้สึกแปลกผิดจากทุกทีแล้วจริงๆแล้ว สีหน้าเธอก็ตึงเครียดขึ้นมา...
            "มันจะมีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นเหรอ?" ผมตัดสินใจถามไปตรงๆ
            "เปล่าหรอก... ไม่น่ามีอะไรนะ เธออาจคิดไปเองก็ได้" หนูจันบอกปัดความจริง
            "แน่ใจเหรอ มีอะไรผิดวิสัยหรือเปล่า บอกมาเหอะน่า?"

            ส่อพิรุธจริงๆนั่นล่ะ ผมเลยถามต่อเผื่อบางทีเธออาจมีอะไรที่อยากบอกแต่ไม่กล้าบอกก็ได้
            "ถ้ามีก็บอกมาเถอะฉันจะได้ระวังตัวเป็นพิเศษ"
            "คงไม่ต้องหรอก... ยังไงเธอก็มีสายรัดข้อมืออยู่แล้วนี่ แถมลูน่าก็ยังช่วยดูแลคุ้มกันอีกแรงหนึ่งด้วย"

            หนูจันบอกปัดที่จะเล่าความจริง ซึ่งผมเองก็ทำได้แค่ฟังหูไว้หูเท่านั้น ไม่ได้ตื้อต่อ

            แต่อย่างไรเสีย ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไร จนแล้วจนรอดเธอก็ยังบอกกำชับอย่างจริงจังกับผมว่าจากนี้ไปให้ระวังตัวมากๆ
            โดยเธออ้างว่าช่วงนี้เป็นช่วงดวงตกของผม ถึงได้มีความรู้สึกแปลกๆแบบนี้

            นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำอีกว่าไม่จำเป็นจริงอย่าออกจากบ้านตอนกลางคืนเป็นอันขาด

            แล้วก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ในวันนั้นหนูจันบอกให้ผมรีบกลับบ้าน ทั้งที่ช่วงเวลาตอนนี้ยังแค่ห้าโมงเย็นเอง
            ซึ่งห้าโมงตอนหน้าร้อนนี้ถือว่ายังแดดสว่างอยู่เลยแท้ๆ...

            แต่จะทำยังไงได้ล่ะนะ ในเมื่อเธอเป็นห่วงผมก็ต้องรับฟังแหล่ะ...

            ...........................

            จนกระทั่งผ่านไปครึ่งเดือนหลังจากที่ปิดภาคเรียน ทุกอย่างยังคงดูเป็นปกติ โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
            ผมไม่โดนผีรังควานเลยสักตัวก็จริง แต่ความรู้สึกอึมครึมยิ่งนานวันก็ยิ่งปกคลุมมากขึ้น

            ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายออกมายังไงให้เห็นภาพ แต่สิ่งที่สะท้อนว่าความรู้สึกอึมครึมนั้นเป็นความจริงก็คือการที่หนูจันจะจับตามองผมด้วยความเป็นห่วงเสมอ อย่างเวลาไปเที่ยวบ้านเธอก็มักจะให้ผมกลับก่อนหัวค่ำ หรือไม่ก็โทรมาถามสารทุกข์สุกดิบอยู่ประจำ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ยังกับว่าจะตามเช็คผมตลอดก็ว่าได้
            ส่วนลูน่าเองก็ไม่เคยปรากฎตัวมาให้ผมอีกเลย จะมองอย่างมีเหตุผลก็คงเป็นเพราะเมื่อไม่มีผีสางมาเพ่งเล็งชีวิตผมก็ไม่มีความจำเป็นที่เธอจะออกมาช่วย ทำนองนั้น
            อันที่จริงแล้วผมเองก็ไม่มีเหตุผลให้ไปไหนช่วงกลางคืนด้วยสิ ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะคำนึงถึงคำเตือนของหนูจันหรอกนะ ถึงจะดูแปลกๆแต่ผมเซฟตัวเองอยู่ตลอด อย่างเช่นไม่ไปไหนตอนกลางค่ำกลางคืนซึ่งปกติผมก็ถือข้อปฎิบัติระวังนี้อย่างจริงจังอยู่แล้ว
            แล้วช่วงหลังนี้ผมจะเน้นเป็นพิเศษคือเลื่อนช่วงเวลาปลอดภัยจากพลบค่ำมาเป็นช่วงก่อนอาทิตย์จะตกดิน ตอนไปเตะบอลช่วงเย็นผมก็จะกลับก่อนที่กลุ่มเลิกประจำ

            ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าจะอึมครึมยังไงแต่ผลที่สุดแล้วผมก็ยังรู้สึกเหมือนเดิมอย่างหนึ่งคือ เขตหมู่บ้านและตัวบ้านผมคือสถานที่ๆปลอดภัยที่สุด


            แต่ผมมาได้รับรู้กับความจริงด้วยตัวเองในภายหลังว่าความคิดนั้นก็ไม่จริงเสมอไป...


            ในวันหนึ่งเจ๋งได้โทรมาชวนผมไปเที่ยวงานวันเกิดของเขา
            บ้านของเจ๋งนั้นอยู่ห่างออกไปราวๆสามถึงสี่หมู่บ้าน ไม่ใกล้นักแต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป ถ้าปั่นจักรยานไปแบบสบายๆก็ราวๆยี่สิบนาที

            เจ๋งชวนเพื่อนสนิทกันไปหลายคน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งแน่นอนได้รวมไปถึงหนูจันที่เป็นเพื่อนสนิทผมอีกที
            เราสองคนไปงานตั้งแต่ช่วงสายๆ... คือผมบอกกับเจ๋งไว้ว่าช่วงนี้มีเหตุทำให้ออกบ้านดึกไม่ได้เลยตั้งใจที่จะไปงานก่อนแล้วค่อยขอตัวกลับก่อน ซึ่งเจ๋งเองก็สนิทกับผมพอที่จะรู้เหตุผลเรื่องการไม่กลับบ้านดึก
            ในฐานะที่เคยเตะบอลด้วยกันประจำ เจ๋งคงชินตากับการที่ผมเลิกเล่นก่อนมืดเสมอๆน่ะ

            งานก็เป็นแบบง่ายๆ เจ๋งใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านตั้งโต๊ะ มีการยกทีวีกับเครื่องเกมมาเล่น บางโต๊ะก็มีพวกเกมเศรษฐีมาเล่นกับเป็นกลุ่ม บางโต๊ะก็จะมีขนมนมเนยน้ำอัดลมไอติมมาตั้งไว้

            ผมเองก็สนุกกับเกมน่าดู โดยที่มีหนูจันมาประกบข้างตลอด...
            เอ้อ... ยังไงดีล่ะ ดูเหมือนเธอจะไม่ค่อยกล้าไปเล่นกับคนอื่นด้วยความไม่สนิทนัก แต่หลังจากที่ผมลองถูลู่ถูถังชวนเธอมาเล่นเกมเศรษฐีกับเพื่อนร่วมห้องก็ดูเหมือนเธอจะไปได้ดี แต่ก็ไม่กล้าที่จะพูดกับคนอื่นแบบสนิทสนมเหมือนกับผมนัก

            อันที่จริงก็พอเข้าใจหรอกว่าเธอมีปมด้อยเรื่องสีของดวงตากับสัมผัสวิญญาณ (แต่เรื่องแรกน่าจะเป็นปมเด่นมากกว่านะ ใครมองยังหลงไหลเลย)
            แต่ทุกวันนี้ที่เห็นเธอวางตัวกับเพื่อนๆราวกับว่าจะสร้างช่องว่างอะไรบางอย่างขึ้น ที่เธอไม่คุยกับเพื่อนคนอื่นอย่างสนุกสนานเหมือนกับผมไม่ใช่เป็นเพราะหยิ่ง เขินอายหรือหวาดกลัว แต่เหมือนกับจะเพราะเธอระแวงระวังตัวเองเพราะอะไรสักอย่างที่ผมก็มองไม่ออก...
            น่ะ... เอาเถอะ... อย่างน้อยการที่เธอมาร่วมงานวันเกิดร่วมกับผมก็ทำให้สังคมห้องก็มองเธอดีขึ้นบ้างล่ะ คือเห็นคนนินทาหนูจันผมก็ไม่ค่อยสบายในเหมือนกัน การได้มางานสังคมเพื่อนแล้วพูดคุยกันบ้างอย่างน้อยประเด็นเรื่องการเก็บตัวจะได้หายไป...

            ผมกับหนูจันนั่งเล่นเกมจนถึงช่วงเวลาห้าโมงกว่าก็ขอตัวกลับ
            "โทษทีนะเจ๋งไม่ได้อยู่จนถึงตอนตัดเค้ก... พอดีต้องรีบกลับน่ะคือ... อย่างว่าน่ะ..." ผมพูดล่ะไว้ในฐานที่เข้าใจ
            "อืมเรารู้ๆ ไม่เป็นไรหรอก ไม่ต้องคิดมาก นายอุตส่าห์มางานแล้วยังมีขวัญมาให้อีก" เจ๋งพยักหน้าพลางตบบ่าผม "แค่นายกับหนูจันมางานฉันก็ดีใจมากแล้ว"
            "อือ... งั้นพวกเราไปก่อนนะ"
            "สวีทกันให้มากๆล่ะ" เจ๋งไม่วายแซวก่อนผมกลับ
            "เฮ้ยๆ อย่าคิดทะลึ่งขึ้นมาเชียวนะ!"

            ผมชี้นิ้วปั้นแกล้งหน้าขมึงขึ้นมาก่อนจะเริ่มปั้นจักรยานกลับ หนูจันเองก็ก้มหน้าอายๆ ขณะที่เจ๋งก็หัวเราะชอบใจ ไม่รู้แซวเล่นหรือเจตนายุยงจริง...

            นั่นสินะ...
            การที่ผมไปไหนมาไหนกับหนูจันตลอดจะทำให้คนรอบข้างมองยังไง
            กับผมน่ะเฉยๆไม่ได้คิดอะไร เพราะมีเพื่อนเยอะอยู่แล้ว ถ้าเป็นผู้ชายก็สนิทกันแทบจะทุกคนในห้องล่ะ เตะบอลกินข้าวเที่ยงกันประจำ
            กับผู้หญิงร่วมห้องก็โอเค ช่วยสอนการบ้านทำงานเข้ากิจกรรมกันบ่อยๆ ไม่ถึงขั้นสนิทมากแต่ก็คุยได้

            การที่ผมไปไหนกับหนูจันนี่ไม่ได้มีความคิดอะไรเกินเลยเลยสักนิด เพื่อนสนิทจริงๆครับ ไม่อาจคิดก้าวล่วงเกินจากนั้นหรอก
            แค่รู้สึกดีที่มีคนคุยในเรื่องที่คนอื่นไม่เข้าใจ ก็เท่านั้นเอง...

            ส่วนหนูจันนี่เท่าที่ดูเธอแสดงออกแล้วปฎิบัติก็น่าจะแบบเดียวกับผมคือเพื่อนสนิท
            ส่วนลึกๆแล้วจะคิดอะไรมากหรือน้อยกว่านี้ผมไม่รู้...

            ก็อยากรู้อยู่หรอกนะ แต่ไม่กล้าถาม...

            ...........................

            พวกเราปั่นจักรยานมาเรื่อยๆรับบรรยากาศสดชื่นลมเย็นๆในช่วงก่อนพลบค่ำ
            ไม่นานนักเราก็เข้ามาถึงหมู่บ้านที่อยู่อาศัย ผมปั่นไปส่งหนูจันถึงบ้านเธอก่อนที่จะปั่นกลับบ้านตัวเอง

            ช่วงเวลาตอนนี้ก็เริ่มพลบค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าแสงสีส้มตัดลงมาครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นแสงของพระจันทร์ที่เริ่มจ้าขึ้นเรื่อยๆ
            ถึงฤดูร้อนเสียงจั๊กจั่นก็เริ่มร้องเรไร ผมปั่นจักรยานออกจากซอยโดยมีเสียงแมลงดังเป็นเพื่อนมาตลอดทาง

            ช่วงที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นขี่ไปผมก็ได้บรรยากาศพื้นบ้านมาเรื่อยๆบางหลังก็สุมไฟเตาอังโล่ กลิ่นถ่านกับไม้เผาเตะจมูกชวนแสบตา
            เป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้ในเมืองกรุงจริงๆ จะว่าชอบผมก็ชอบนะดูเป็นวิถีชีวิตแบบธรรมชาติดี แต่จะว่ากลัวก็กลัวอยู่... คือมันธรรมชาติมากไปหน่อยน่ะ...

            ยอมรับเลยว่าถ้านี่ไม่ใช่หมู่บ้านที่ผมอยู่มาก่อนล่ะก็ ผมไม่มีทางจะกลับเย็นแบบนี้แน่...

            จากซอยบ้านหนูจันไปซอยบ้านผมก็ไม่ถือว่าไกลนัก แต่ก็เสียเวลาปั่นพอตัว
            อย่างว่านะบ้านเธออยู่บริเวณต้นหมู่บ้าน ส่วนบ้านผมอยู่ออกไปทางท้ายหมู่บ้าน
            เส้นทางที่สะดวกที่สุดคือถนนใหญ่นั่นล่ะ ถ้าออกถนนใหญ่ได้แล้วก็ไปอีกหลายซอยอยู่กว่าจะถึงทางเข้าบ้านผม

            พอย่างเข้าหกโมงเย็นอากาศก็ค่ำลงเร็วอย่างน่าใจหาย...
            แม้ลมหน้าร้อนจะให้ความรู้สึกแห้งที่ผิวและใบหน้า แต่ตกดึกมาต้นไม้ใบหญ้าก็เริ่มคายน้ำค้างออกมา อากาศจึงกลายเป็นร้อนและชื้นขึ้นมา...

            มันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ลางสังหรณ์แปลกๆที่ว่าพยายามจะไม่คิดก็ผุดขึ้นมาแบบห้ามไม่อยู่
            ผมพยายามคิดเรื่องอื่น เรื่องเตะบอล เรื่องที่พึ่งเล่นเกมมาบ้างเพื่อไม่ให้ใจนึกไปถึงเรื่องผี

            แต่บรรยากาศเวลานี้ก็แปลกจริงๆ ทั้งที่พึ่งจะหกโมง แดดกำลังโพล้เพล้แต่บ้านเรือนแถวที่ผมปั่นจักรยานผ่านกลับเงียบสนิท ราวกับว่ากิจวัตรประจำวันที่เคยๆเป็นอยู่บิดไป ไม่มีใครกินข้าวหรือนั่งดูทีวีให้มีเสียงเจี้ยวจ๊าวแบบที่ควรจะเป็น
            กระทั่งเสียงหมาเห่า เสียงไก่ที่ถูกต้อนเข้าเล้า เสียงเหล่านี้ก็พาลเงียบไปด้วย จนในที่สุดบนถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านหมู่บ้านก็มีจักรยานผมเพียงคันเดียว...

            ไฟจากเสาข้างทางพึ่งเริ่มเปิดตามเวลาที่ถูกตั้งไว้ก็ยังไม่สว่างพอ
            ด้วยกำลังวัตต์ที่สูงทำให้ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะส่องสว่างได้เต็มที่ เส้นทางที่ผมใช้สัญจรในเวลานี้จึงดูไม่ดีนักความมืดความสว่างกำลังคานกันอยู่จนดูปวดตา

            ไม่เข้าท่า...

            มันเหมือนจัดฉากให้ผมเจออะไรบางอย่างที่ไม่อยากเจอที่สุด...

            ถ้าเป็นนอกหมู่บ้านแล้วล่ะก็ นี่คือสัญญาณบอกเหตุล่วงหน้าว่าผมกำลังจะเจอสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้...
            แต่นี่ในหมู่บ้าน... หมู่บ้านที่ลูน่าคุมอยู่ แล้วผมก็สวมสายรัดข้อมือป้องกันวิญญาณรังควานไว้ด้วย พูดตรงๆแล้วมันไม่น่าจะมีอะไรที่มาทำอะไรผมได้เลย...
            อย่างน้อยแล้วผมก็สัมผัสได้เพียงแค่บรรยากาศกดดันเท่านั้น แต่ไม่รู้สึกว่ามีวิญญาณร้ายตามมาหรือดักรอแต่อย่างใด

            พูดไม่ถูกเหมือนกัน ความรู้สึกแปลกนี่ผมก็พึ่งเคยเป็น...
            มันเหมือนว่าจะมีผีหลอก แต่ก็ไม่มีผีอยู่ใกล้ๆ


            ผมส่ายหน้าไม่คิดอะไรแล้วเร่งปั่นจักรยานต่อ
            ตอนนี้ก็มาถึงครึ่งทางของหมู่บ้านแล้ว ปั่นต่อไปอีกนิดก็จะถึงซอยเข้าบ้านผมล่ะ

            จักรยานยังคงแล่นไปตามเลนเล็กของขอบถนน เวลานี้เสียงล้อบดถนนดังชัดอย่างน่าเหลือเชื่อ

            ที่สุดแล้วสายตาผมก็ไปสะดุดกับอะไรเงาตะคุ่มบางอย่างที่อยู่ข้างหน้าห่างออกไปไม่ถึงสิบเมตรตรงข้างทางฟากตรงข้ามกับเลนที่ผมปั่นอยู่...

            ด้วยความที่อยู่ระหว่างเสาไฟสองเสาพอดีทำให้แสงที่ตกนั้นสลัวเกินกว่าจะเห็นรายละเอียดทั้งหมด
            แต่เท่าที่สายตาจะมองออกก็เห็นได้ว่าสิ่งนั้นคือร่างของผู้ชายที่กำลังนั่งยองๆอยู่...

            ดูไม่ชอบมาพากลยังไงก็ไม่รู้...

            ผมยังไม่ฟันธงว่าเป็นผีเพราะสัมผัสถึงพลังวิญญาณแปลกๆจากตัวเขาไม่ได้สักนิด เท่าที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนธรรมดา...
            แต่ถึงจะเป็นคนธรรมดาผมก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ด้วยทีท่าของเขาที่นั่งยองๆแล้วกำด้ามอะไรสักอย่างที่ปักอยู่บนพื้นหญ้า

            อย่างกับคนเสพยา ไม่ก็คนสติไม่สมประกอบ...

            ผมปั่นจักรยานต่อไปโดยเพิ่มความระวังให้มากขึ้น ถ้าเป็นคนฟั่นเฟือนก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นพวกขี้ยาจริงผมจะได้ปั่นหนีได้ทัน

            จะว่าไปก่อนหน้านี้ตอนที่ผมปั่นจักรยานไปทำธุระต่างหมู่บ้าน ผมก็เคยเจอคนไม่สมประกอบเหมือนกัน ตามบ้านนอกเนี่ยจะมีบ้างก็ไม่แปลก แล้วก็ไม่มีใครไปยุ่งกับเขาด้วย
            คือหมู่บ้านตามชนบทเนี่ยเขาไม่ค่อยซีเรียสกับคนบ้าเท่าไหร่ ตราบที่คนบ้านั้นไม่สร้างปัญหาขึ้นมาน่ะนะ อย่างน้อยก็อาจเป็นญาติใครมาก่อน ก็จะมีใจดีให้เงินบ้างให้ข้าวบ้าง
            ซึ่งโดยนิสัยแล้วคนพวกนี้จะไม่มีพิษภัยอะไร เขามักจะมีโลกส่วนตัวเขาอยู่ ไม่ทำร้ายใครถ้าไม่โดนทำร้ายเสียก่อน...

            แต่คนเสพยานี่จะเป็นอะไรที่ตรงข้าม พวกนี้จะอันตรายกับคนใกล้ตัวมาก
            ถ้าเสพยาแล้วบางทีอาจมีคลั่งไม่ก็ระแวงกลัวใครทำร้าย มันก็จะชิงทำร้ายคนอื่นก่อน หรือถ้าเป็นช่วงก่อนเสพยาเกิดอยากมากๆแต่ไม่มีเงิน คนพวกนี้ก็จะไล่ทำร้ายคุณแล้วปล้นเอาทรัพย์สินไปแบบไม่รู้สึกผิดเลย
            อันตรายมากๆครับ เตือนไว้กับพวกที่ชอบไปสำรวจบ้านผี ที่รกร้างไว้เลยละกัน บางทีคนบางประเภทก็ร้ายว่าผีนัก...


            นาทีนี้ไม่กลัวว่าจะเป็นผีหรอกครับ แต่ผมกลัวว่าเขาจะเป็นคนบ้าจริงๆ
            พูดตรงๆเลยนะว่าผมระแวง... ยิ่งมีบรรยากาศอึมครึมมากดดันยิ่งทำให้ผมใจแป้วหนักที่สุด...

            ด้วยเหตุผลที่ถนนเส้นนี้เชื่อมต่อกับซอยทุกซอยในหมู่บ้าน แล้วถ้าไปอีกนิดก็ถึงซอยบ้านผมแล้ว
            ผมเองก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากปั่นผ่านคนที่ดูชอบกลคนนั้นไป...

            จักรยานแล่นเรื่อยๆจนจะสวนทางกับจุดที่ชายลึกลับนั่งก้มหน้านิ่งอยู่
            ระยะตอนนี้ใกล้พอที่จะมองรายละเอียดแล้ว ผมเผลอที่จะเอียงคอเล็กน้อยแล้วชายตามองดูอย่างห้ามเสียไม่ได้

            คือปกติแล้วผมจะถือว่าคนบ้ากับผีมีจุดที่เหมือนกันอย่างคือเขาจะอยู่ในโลกส่วนตัวของเขาและไม่ยุ่งกับใคร ตราบที่เราไม่ไปยุ่งกับเขาก่อน
            เจ็ดในสิบครั้งที่เจอผีนี่ต้องบอกเลยว่าเพราะผมเผลอไปสบตามองหน้าหรือเผลอทักเข้านั่นล่ะ...

            ฉะนั้นแล้วเวลาเจออะไรที่ส่อพิรุธแล้ววิธีหลบหลีกที่ดีที่สุดคือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นซะ
            แต่ครั้งนี้นี่ผมอดไม่ไหวจริง... ตัวคนน่ะผมไม่สงสัยเท่าไหร่ แต่ที่กลัวน่ะคือบุคลิกท่าทางกับสิ่งที่เขาถือมากกว่า... เพื่อความสบายใจแล้วยังไงก็ต้องขอดูให้ได้

            แสงสลัวๆของไฟพอที่จะมองเห็นได้ลางๆ

            จากสายตาผมที่เห็นดูอายุแล้วน่าจะวัยลุงๆหรืออาๆนี่ล่ะ เขาอยู่ในชุดม่อฮ้อมคาดผ้าขาวม้าแบบพื้นเมืองของคนเหนือทั่วไป จะแปลกไปนิดคือชุดม่อฮ้อมนั้นไม่ได้ติดกระดุม ดูเหมือนคนที่พึ่งอาบน้ำเสร็จหมาดๆคือแค่สวมทับเฉยๆเท่านั้น... ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเกินไป ส่วนมากผู้ใหญ่แถวนี้ก็มักแต่งแบบนี้มานั่งกินเหล้าให้ผมเห็นประจำอยู่แล้ว
            แต่ที่ผมสังเกตว่ามันผิดปกติน่ะก็คนทั่วไปเขาไม่มานั่งยองๆเล่นข้างถนนตอนเวลาแบบนี้หรอก สำคัญคือสิ่งที่เขาถือเหมือนแท่งอะไรที่ปักดินอยู่นั้น... มันเป็นมีดเล่มยาวที่ดูคมกริบ...

            และลุงคนนั้นก็ทำท่าเหมือนกำลังจะลุกขึ้นยืน...

            ไว้ใจไม่ได้...
            ไว้ใจไม่ได้จริงๆ....
            ไว้ใจไม่ได้อย่างยิ่ง......

            ปกติไม่มีคนบ้าที่ไหนจะถือมีดพร้ายาวๆเล่นแน่...
            อีกอย่างคนๆนี้ก็ไม่คุ้นหน้าคุ้นตามาก่อนด้วย ผมอยู่ที่หมู่บ้านนี้มาเกือบจะหนึ่งปีเต็ม

            ผมลุกขึ้นปั่นจักรสุดกำลัง การกระทำนี้จะออกอาการส่อพิรุธหรือเป็นการเปิดช่องให้ทางนั้นสนใจยังไงก็ช่าง แต่อาการแบบนี้ผมมั่นใจว่าหนีจะเป็นคำตอบที่ถูกที่สุด

            จักรยานเสือภูเขาปรับสู่เกียร์เฟืองหนักเพื่อเร่งความเร็วสูงสุด เพียงช่วงอึดใจเดียวจากระยะที่อยู่สวนกันก็ขยายห่างขึ้นเป็นหลายช่วงตัว จนไม่คิดว่าจะไล่ตามกันได้ทัน
            ผมมองกระจกเล็กๆที่ติดแฮนด์ก็ผมว่าชายลึกลับนั้นยืนตรงเสร็จแล้วก็ได้หันตัวมาทางผมช้าๆ แม้จะห่างและมืดจนมองไม่เห็นนัยน์ตาแต่ผมก็รู้สึกได้ชัดว่าเขากำลังจ้องมาทางผม

            ไม่เพียงแค่มองเปล่าเท่านั้น เขาเริ่มก้าวขาเดินตามมา และจากจังหวะก้าวก็เปลี่ยนมาเป็นเดินเร็ว และกลายเป็นวิ่งในที่สุด...

            เหลือเชื่อ...!
            คนแก่เมาแบบนั้นวิ่งไวกว่าผมที่ปั่นจักรยาน ระยะห่างที่มากถึงหลายช่วงตัวในตอนแรกหดหายลงไปอย่างรวดเร็ว

            ความรู้สึกเสียวสันหลังแล่นพล่านขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆกับระยะห่างที่ลดลง ภาพที่ผมเห็นผ่านกระจกมองหลังชัดเจนแล้ว
            ดวงตาของชายแปลกหน้านั้นเบิกโผลงและจ้องมาทางผมเขม็ง ขณะที่มือขวาของเขากำมีดแน่นในลักษณะหันปลายแหลมมาทางข้างหน้าสำหรับใช้จวกแทง
            "อย่าเข้ามา!!" ผมตะโกนเสียงดังหวังจะทำให้เขาได้สติหรือสะดุดไปบ้าง แต่ไม่เป็นผล ตรงข้ามกลับวิ่งจ้ำหนักกว่าเดิมเสียอีก

            มันอะไรกันเนี่ย!?
            ไม่เข้าใจ! ไม่เข้าใจจริงๆ!? ทำไมถึงมีคนบ้าในหมู่บ้านนี้ได้ แล้วทำไมเขาต้องจ้องทำร้ายผมด้วย!?

            ผมลุกจากอานเพื่อถีบจักรสุดกำลัง ความเร็วจักรยานตอนนั้นผมว่าไม่น่าต่ำกว่าสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง มันเป็นความเร็วเกินกว่าที่คนๆหนึ่งจะสปีดสุดตัวต่อเนื่องได้
            แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่าระยะห่างที่น่าจะขยายออกไปนั้นกลับหดสั้นลงเรื่อยๆ แถมการวิ่งเข้ามาแบบนี้กลับไม่แสดงอาการเหนื่อยหอบแบบที่คนทั่วไปควรจะเป็นอีก

            มันหมายความว่ายังไงนี่! ก็สัมผัสที่ผมรับได้เป็นคนธรรมดาแท้ๆ!? คนธรรมดาจะทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ!!?

            ยิ่งใกล้เข้ามายิ่งเห็นว่าดวงตาของชายลึกลับเขม็งน่ากลัวเหลือเกิน นี่มันไม่ใช่ตาของคนแล้ว

            ยังไงก็ตามแต่ยังเป็นโชคดีอยู่บ้างที่เขาวิ่งได้เร็วสุดเท่านั้น ผมกลั้นใจปั่นสุดกำลังอีกทำให้ระยะห่างไม่หดลงกว่านี้
            ความปลอดภัยของชีวิตขึ้นอยู่กับกำลังขาและกำลังปอดโดยแท้...

            เอาวะ อย่างน้อยถ้าปั่นไปถึงหน้าปากซอยผมแล้ว ตรงนั้นก็เริ่มมีบ้านคนหลายหลัง ต้องมีสักคนที่ออกมาช่วยผมได้แน่


            ทว่า...
            จู่ๆแล้วชายที่เอาแต่วิ่งกวดมาตลอดก็เกิดตะโกนร้องคำรามขึ้นมาดื้อ
            "โฮกกก!!!!"

            เสียงกรีดร้องคำรามดังก้องฟ้า ได้ยินไปทั่วทั้งระแวง ผมเองที่อยู่ในระยะใกล้ได้ยินเข้าก็ถึงกับสะดุ้งโหยง

            ซึ่งการสะดุ้งนี่เองที่ทำให้ผมเผลอหยุดปั่นจักรยานไปโดยไม่รู้ตัว
            มันเพียงแค่ช่วงเวลาไม่ถึงสามวินาทีเท่านั้น ภาพสะท้อนของชายในกระจกก็ใกล้เข้ามาจนถึงในระยะประชิดและเตรียมที่จะพุ่งโผเข้าใส่... ในท่วงท่าที่ง้างแขนเตรียมเสียบเข้าที่กลางหลังผม
            "ว้าก!!?" ผมร้องตกใจลั่น

            ยังเป็นโชคผมอยู่บ้างเพราะในจังหวะที่ตกใจนั้นเท้าซ้ายได้ทิ้งน้ำหนักลงที่ปั่นทำให้รถจักรยานกระชายตัวออกไปอีกนิด
            มุมการแทงเลยพลาดไปจากที่จะเข้ากลางหลังผมก็เลยเลื่อนไปลงที่กลางยางล้อหลังแทง

            การแทงที่โถมทั้งกำลังและน้ำหนักตัวน่ากลัวมาก ทั้งที่จักรยานก็กำลังปั่นเร็วอยู่ ล้อก็หมุนปัดแรง
            แต่มีดนั้นกลับปักลงกลางยางและฉีกให้ขาดเป็นทางลากยาว

            การถูกมีดรั้งยางล้อไว้ทำให้จักรยานผมถึงกับชะงัก และด้วยแรงเฉี่อยที่ส่งมาแต่แรกก็ทำให้จักรยานทั้งคันผลิกคะมำไปข้างหน้า

            อารามตกใจผมปล่อยมือจากแฮนด์แล้วยกขึ้นป้องกันหน้าตัวเอง
            จากนั้นโลกทั้งใบก็เหมือนหมุนรอบตัวผมอีกแล้ว พื้นดินพลิกเป็นท้องฟ้า ท้องฟ้ากลับมาอยู่ที่พื้นดินแทน มันสลับไปมาอย่างรวดเร็วจนทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อนุมานได้เลยว่าผมกำลังกลิ้งอยู่บนถนน

            ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกลิ้งไปทั้งหมดกี่ตลบ แต่ตอนนี้ผมกลับมานอนนิ่งแล้วในสภาพที่กำลังหงายหน้ามองท้องฟ้า ซึ่งกำลังมืดค่ำดวงดาวเริ่มจะทอแสง

            ในช่วงเวลาที่กำลังมึนๆจับต้นชนปลายไม่ถูก จู่ๆแล้วร่างๆหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาบังทัศนะที่ผมกำลังเห็นอยู่...

            มันเป็นร่างของชายซึ่งไล่กวดผมมาเมื่อครู่นี้เอง
            มือของเขายังคงถือมีดอยู่ แม้มันจะมีบิดไปบ้างจากการถูกล้อบด แต่ความคมยังคงอยู่ครบแน่นอน

            ชายลึกลับไม่พูดอะไรกับผมสักคำ ซึ่งผมเองก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน...

            ปกติแล้วผมจะเป็นคนเจอผีหลอกบ่อยทำให้กลายเป็นคนที่ระวังตัวจนเหมือนระแวงเกินเหตุ ผมจำคนที่สติไม่สมประกอบที่อยู่ระแวกนี้ได้หมด เพื่อจะได้หลบหลีกได้
            พอได้เห็นใกล้ๆแล้วผมยิ่งชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนรู้จักที่เคยเห็นมาก่อน พอได้มาดูใกล้ๆแล้วก็เห็นว่าหน้าตาเขาก็ไม่ได้เหมือนคนบ้าอะไรแต่อย่างใด ใบหน้าที่จดจ้องมาทางผม ดวงตาก็เขม็งราวกับโกรธแค้นกันมาแต่ชาติปางไหนก็ไม่รู้
            "ตาย... ตาย... ตาย...!" เขาพูดขึ้นคำเดียวซ้ำไปมาหลายรอบจนผมขนลุก
            "อย่านะ..." ผมร้องขอออกไป แต่ดูเหมือนเสียงจะไม่เข้าหูเขาเลยสักนิด

            เขายังคงเดินเข้ามาใกล้ๆ มีดถูกง้างขึ้นฟ้าเตรียมเสียบเข้าที่หน้าอกของผม...

            อยากหนีแต่ลุกไม่ขึ้นเลยมันปวดระบมไปทั้งร่าง ตอนล้มเมื่อกี้หนักไม่แพ้ครั้งก่อนที่ชนเสาไฟเลย ครั้งนั้นผมรอดมาได้เพราะลูน่าช่วย เธอจะไวต่อผีปีศาจต่างถิ่นที่ลอบเข้ามาในเขตแดนมาก...
            แต่ครั้งนี้คงไม่แล้วมั้ง... ก็ที่อยู่ต่อหน้าผมมันไม่ใช่ผีนี่นา... มันเป็นคนบ้าคนหนึ่งที่ไม่รู้คิดยังไงถึงมาไล่ฆ่าผม...

            มีดหราขึ้นต่อหน้า มันตัดแสงไฟส่องวาบเล็กๆดูขนพองสยองเกล้า...

            ก่อนหน้านี้ผมเคยสงสัยว่าความรู้สึกของนักโทษก่อนโดนประหาร ความรู้สึกหมูวัวที่กำลังเดินเข้าโรงฆ่าสัตว์นั้นจะเป็นยังไง...
            ตอนนี้ผมรู้แล้ว... ถ้าไม่กลัวหัวหด หรือปลงยอมรับสภาพ ก็จะออกมาแนวตื่นตระหนกดิ้นทุรนทุราย...

            ซึ่งผมน่าจะอยู่ในแบบสุดท้าย
            "ไม่นะ... อย่าเข้ามา...!" ผมตะโกนเผื่อว่าจะมีความหวังหรือโชคดีบ้าง

            แต่ดูเหมือนจะไร้ค่า ชายลึกลับยังคงจ้องผมไม่วางตา เขาเดินมาหยุดยืนหน้าผมแล้วนิ่งไปสักพักเหมือนจะกลั้นใจไป...

            จากนั้นมีดที่ยกขึ้นฟ้ามาแต่แรกก็ถูกเสียงพุ่งหลาวลงแบบฉับพลัน
            ผมได้แต่ยืนมองตาค้าง ครั้งผมคงไม่รอดแล้วจริงๆ

            ไม่อยากเชื่อว่าเลยว่ารอดจากการถูกหมายปองชีวิตของพวกผีสางมาตลอด แต่สุดท้ายต้องมาตายด้วยน้ำมือของคนด้วยกัน...


            มีดกำลังพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว
            แต่ทว่ามันกลับหยุดกึ๊กลงกลางอากาศทันทีที่มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นมาทำลายความเงียบ
            "หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ...!" เสียงเล็กๆของผู้หญิงแต่เยือกเย็นน่ากลัวและทรงพลังดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของชายเสียสติ

            แว่บแรกที่ได้ฟังผมก็สัมผัสได้ทันทีเลยว่าเป็นเสียงของผู้ที่มีพลังวิญญาณแรงกล้ามาก มันทำได้ผมถึงกับหลุดจากภวังค์ความกลัวทันที
            แต่ไม่น่าเชื่อว่าเสียงนี้จะสะท้านเข้าไปถึงในจิตใจของคนที่ไม่สมประกอบเบื้องหน้าด้วย...

            ผมเอียงตัวไปให้พ้นจากมุมที่ชายเสียสติบังอยู่
            แล้วก็เป็นอย่างที่สัมผัสได้จริงๆ ร่างเงาของหญิงสาวที่มีดวงตาสีแดง...

            ลูน่าจริงๆด้วย!!

            ดีใจและประหลาดใจปนกันว่าทำไมเธอถึงรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม...?

            ลูน่าเดินใกล้เข้าไปทางชายเสียสติ มือข้างซ้ายและขวาที่ถูกปล่อยเหยียดอยู่ข้างเอวนั้นได้กางกรงเล็บแหลมยาวขึ้นทั้งสองข้าง สายตากับความรู้สึกของเธอที่ผมสัมผัสได้ดูจริงจังน่ากลัวกว่าทุกครั้งที่เคยเห็น เหมือนโมโหเอาเสียมากๆ
            "มาได้แนบเนียนมากเลยนะ... แต่ลงทุนทำถึงขนาดนี้แล้วคงรู้ใช่ไหมว่าถ้าถูกจับได้แล้วจะโดนอะไร!?" ลูน่าพูดขึ้นขู่ชายแปลกหน้า

            แปลก... ไม่เคยเห็นลูน่าพูดขู่น่ากลัวแบบนี้มาก่อน ซ้ำที่พูดขู่ใส่ก็ไม่ใช่ผีแต่เป็นคนไม่สมประกอบที่ไม่น่าจะฟังอะไรรู้ความด้วย

            แต่แล้วสิ่งที่แปลกกว่ากลับเป็นว่าชายที่ดูเหมือนจะไม่รับรู้อะไรกลับปั้นหน้าเครียดโมโหแค้นแล้วพูดตอบกลับ
            "หนอย...!" ชายแปลกหน้าตอบรับ

            แบบนี้ก็แสดงว่าเข้าใจที่ลูน่าพูดงั้นสิ? หมายความว่ายังไงทำไมคนบ้าฟังความรู้เรื่องซ้ำยังตอบกลับรู้เรื่องด้วย?
            "ฮึ! ท่าทางจะเตรียมใจพร้อมดีแล้วนี่!" ลูน่ายังคงเดินเข้าหาด้วยสีหน้าท่าทางเอาจริง
            "เอ็งสิที่ต้องตาย...!"

            ชายเสียสติหันหลังกลับไปพร้อมกับปามีดเข้าใส่ลูน่าในระยะประชิด
            ลูน่ายังคงไว สายตาเธอดีในที่มืดสมเป็นแวมไพร์ ทั้งที่มีดถูกปาใส่ใกล้ๆ แต่เธอก็ใช้หลังมือซ้ายปัดเข้าที่บริเวณข้างใบมีดส่วนที่ไม่คม ทำให้มีดกระเด็นออกไปโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

            แต่ว่าผมและลูน่าเหมือนจะประมาทเกินไป เมื่อมีดที่ถูกปาออกไปในตอนแรกนั้นกลับเป็นเพียงแค่นกต่อ
            ในจังหวะที่เธอถูกเบนความสนใจไปกับมีดเล่มที่ถูกปาตอนแรกนั้น ชายเสียสติก็พุ่งเข้าหาพร้อมกับชักมีดอีกเล่มที่แอบเหน็บไว้ที่ผ้าขาวม้าที่เอวออกมา
            "ตายซะเถอะ นังตัวดี!!" ชายเสียสติจ้วงมีดเข้าไปที่บริเวณคอหอยของลูน่า
            "เชอะ...! ไอ้ผีชั่วเจ้าเล่ห์นัก!!" ลูน่าเหมือนจะเสียจังหวะไปแต่ก็ไม่เสียสติ

            ระยะมันประชิดเกินกว่าจะหลบได้ ลูน่าจึงจำต้องยกแขนขวาขึ้นปัดป้องแทนอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้
            ผลก็คือมีดนั้นปาดเข้าที่แขนเธอเป็นทางยาว เสียงมีดเฉือนเนื้อหนังดังปึดๆฟังชัดจนดูน่ากลัว เลือดของเธอกระเซ็นออกมาอย่างมากจนผมผวา...

            อย่างไรก็ตามมีดนั้นก็หยุดลงที่ข้างตัวเธอในที่สุด...

            ลูน่ายอมให้เชือดเนื้อเฉือนหนังเพื่อหยุดการสังหารนี่ลง... และเธอก็ทำได้สำเร็จด้วย...
            "อึ้ก...!?" ชายฟั่นเฟืองถึงกับผงะเมื่อการโจมตีพลาด... ผมเองก็ผงะด้วยล่ะไม่นึกว่าลูน่าจะกล้าตัดสินใจยอมเจ็บเพื่อให้รอดตาย
            "แผลนี้ขอแลกด้วยวิญญาณของแกเถอะ!!" ลูน่าขบเขี้ยวโมโห

            แล้วพลันนั้นมือข้างซ้ายของเธอก็จ้วงเสียบเข้าที่กลางลำตัวของชายเบื้องหน้าทันที

            ลูน่าลงมือจริงๆไม่ปรานี ผมที่อยู่ข้างหลังเห็นเล็บแหลมยาวนั้นทะลุร่างชายคนนั้นชัดเจนเลย
            "เฮ้ย..." มันเป็นภาพที่ชวนให้อึ้งมาก การจัดการผีน่ะเรื่องปกติ แต่ผมไม่คิดว่าลูน่าจะฆ่าคนด้วย ต่อให้คนๆนั้นจะเป็นคนไม่สมประกอบก็เถอะ...

            ชายผู้ถูกแทงถึงกับชักกระตุกอย่างรุนแรง
            แต่แค่นั้นยังไม่สาแก่ใจ ลูน่าออกแรงมากขึ้นกระชากมือขึ้นฟ้าฉีกกรงเล็บจากท้องขึ้นสู่ศีรษะในพรวดเดียว ไอมืดสีดำถึงกับแตกกระจายคลุ้ง
            "อ้ากก!!!" ชายเสียสติเงยหน้าร้องตะโกนเสียงโหยหวน

            ผมถึงกับหยีตาหลับลงข้างหนึ่งหวาดเสียว ภาพต่อหน้าต่อตานี้ดูจะอำมหิตเกินไปที่จะรับได้
            ชายเสียสติร้องช่วงสั้นๆแล้วก็ตาเหลือกนิ่งไป ก่อนที่จะล้มลงตึงไปข้างหลังไม่ไหวติง...

            ...........................

            ดูเหมือนเรื่องจะจบลงแล้ว...
            แต่จบลงแบบไม่แฮปปี้เอนดิ้งค์เสียเท่าไหร่...

            ลูน่าไม่แยแสกับร่างของคนๆหนึ่งที่นอนนิ่งลงไปทั้งที่เธอเป็นคนสังหารไปด้วยมือตัวเองแท้ๆ
            ตรงข้ามเธอกลับลูบแขนขวาตนเองปาดเลือดออกแล้วบีบแขนให้เลือดหยุดไหล

            ผมนั่งอึ้งไปสักพักจนเริ่มตั้งสติได้ก็เลยเอ่ยปากถามออกไปด้วยอาการตระหนกเล็กๆ
            "นี่ลูน่า... เธอ... ฆะ... ฆ่าเขาแล้วเหรอ...?"
            "เปล่า... แค่จัดการร่างวิญญาณที่สิงเท่านั้น เดี๋ยวสักพักตื่นมาก็คงหาย" ลูน่าตอบกลับน้ำเสียงเรียบเฉยไม่รู้สึกรู้สา
            "พูดเป็นเล่นไป แทงทะลุท้องแล้วปาดขึ้นหัวเข้าไปขนาดนั้นแล้วแท้ๆ"
            "ถ้าไม่เชื่อนายก็ลองมองดูเอาเองสิ! จะได้ไม่ผิดใจในตัวฉัน!!" เธอขี้เกียจต่อปากต่อคำเลยท้าเชิงขู่

            ลูน่าพูดเสร็จแล้วก็มองผมเขม็งจากมุมมืดของถนน จนผมเกิดกลัวขึ้นมา

            ในเมื่อเธอพูดซะจริงจังแบบนั้นผมก็ต้องดูแหล่ะ...
            ผมค่อยๆกลั้นใจขยับตัวเข้าไปดูช้าๆกลัวว่าภาพที่เห็นในระยะใกล้จะสยองน่ากลัว

            แต่เอาเข้าจริงแล้วมันกลับไม่มีอะไรอย่างที่เธอว่ามาจริงๆด้วย
            "เออแฮะ... ไม่มีเลือดไม่มีรอยแผล... " ผมทึ่งกับภาพที่เห็น

            ไม่เพียงแค่ไม่มีแผลเท่านั้น ชายคนนี้ยังคงหายใจดีอยู่ อาการเหมือบคนช็อคสลบไปเท่านั้นเอง...
            "หมายความว่าไงเนี่ย...?" ผมไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น "แล้วเล็บที่ผมเห็นแทงเต็มๆนั้นคืออะไร?"
            "อย่างที่นายเข้าใจว่าวิญญาณของใช้วิญญาณด้วยกันจัดการใช่ไหมล่ะ" ลูน่าใจอ่อนยอมอธิบายให้ผมหายสงสัย "ที่เห็นเป็นเล็บนั่นล่ะ คืออาวุธจำแลงที่ฉันใช้วิญญาณสร้างขึ้นมาต่างหาก"
            "งั้นก็หมายความว่าเธอไม่ได้ฆ่าเขา... แต่เป็นเพียงแค่ไล่ผีที่สิงอยู่วิธีหนึ่งงั้นเหรอ...?"
            "ใช่... เรื่องมันก็มีแค่นี้ล่ะ" ลูน่าพูดพลางลูบแขนอีกรอบ "ถึงนายจะศึกษาเรื่องผีวิญญาณมามากแค่ไหน แต่ยังมีอีกเยอะที่นายไม่รู้และคาดไม่ถึง"

            ดูเหมือนตอนนี้เลือดเธอจะหยุดไหลแล้ว พลังการฟื้นฟูตัวเองน่าทึ่งจริงๆ
            "ว่าแต่... มันเป็นผีประเภทไหนกันนะ?" ผมถามพลางมองชายที่นอนนิ่ง
            "ปอบไง" ลูน่าตอบ

            ผมได้ยินเข้าก็ถึงกับอึ้งไปอีก...
            "ปอบเรอะเนี่ย!?"
            "มันถึงเป็นเหตุผลที่ตอบข้อสงสัยได้ว่าทำไมทั้งนายและฉันต่างไม่รู้ตัวเลยว่ามีผีมาอยู่ในเขต" ลูน่าพูดต่อ "ครั้งนี้ฉันก็เกือบพลาดไปจริงๆ เล่นอำพรางซ่อนตัวในร่างคนแล้วเก็บร่องรอยซะจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นผี ต้องชมเลยว่าเข้าใจคิดนัก"
            "นั่นสิ... จะว่าไปมันก็จริง..." ผมพยักหน้าเข้าใจทุกสิ่งทั้งหมด

            ใช่เลย ถูกต้องที่สุด ถ้ามาแต่วิญญาณตรงๆผมต้องสัมผัสได้ไปแล้ว แต่นี่มันเล่นสิงแล้วซ่อนในร่างคนทำให้จับสัมผัสวิญญาณไม่ได้ ถ้าไม่นึกมาก่อนนี่มองยังไงก็มองเป็นคนบ้าธรรมดาแท้ๆ
            "แล้วสุดท้ายเธอรู้ได้ไงล่ะว่าฉันกำลังถูกผีปอบไล่ฆ่า?" ผมถามต่อ
            "ฉันมารู้ตัวตอนที่มันไล่กวดรถนายนั่นล่ะ ตอนนั้นสัมผัสไอปีศาจแผ่ออกมารุนแรงมาเลยรู้ตัวเข้า" ลูน่าอธิบาย "ต่อให้ปิดบังยังไง แต่ถ้าจะดึงพลังวิญญาณออกมาใช้เมื่อ ตอนนั้นสิ่งที่ปิดไว้ก็จะโผล่ออกมาเอง"
            "งั้นเหรอ..."

            ผมก้มหน้าถอนหายใจลากยาวโล่งอก...
            รอดตายมาอีกครั้ง นี่สินะที่ผมสัมผัสถึงความรู้สึกเหมือนช่วงฟ้าใสก่อนพายุเข้า ยิ่งทีผีร้ายจะปรากฎตัว และการที่ผีร้ายปรากฎตัวนี่เองที่ทำให้ผีเล็กๆน้อยๆที่คอยรบกวนต้องหนีไปด้วย

            ...........................

            ผมตั้งสติให้อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วจึงยืนขึ้นแล้วเงยหน้าขึ้นมา แต่ปรากฎว่าลูน่าหายไปจากตรงนั้นแล้ว
            ไวเท่าความคิดหลังของเธอก็พิงเข้าที่หลังของผม... เธอพิงผมจริงๆ ผมรู้สึกได้ถึงสัมผัสแปลกๆจากปีกของที่แนบชิดหลังผมอยู่...

            ผมสัมผัสได้กระทั่งไออุ่นหรือแม้แต่จังหวะการหายใจของเธอ แวมไพร์ผู้มีชีวิตเหมือนๆกับมนุษย์คนหนึ่ง
            "ละ... ลูน่า..."
            "ต้องบอกเลยนะว่าคราวนี้เกือบไปจริงๆ" ลูน่าพูดขึ้น "ก่อนหน้านี้หนูจันบอกฉันว่าเธอรู้สึกสินะว่าช่วงนี้มีบรรยากาศแปลกๆทั้งที่ไม่เจอผีหลอก?"
            "อือ... เจอปอบวันนี้ฉันว่าเข้าใจแล้วล่ะว่าความรู้สึกนั้นจะบอกอะไร" ผมตอบกลับ
            "จากนี้ไปคงต้องขอให้นายอยู่ติดบ้านมากๆเข้าล่ะ ไม่จำเป็นจริงอย่าออกไปไหน ถ้าจะออกต้องรีบกลับตั้งแต่แดดยังแรงอยู่..." ลูน่าบอกเชิงติดการขู่ "ชัดเจนแล้วว่านายกำลังถูกปีศาจร้ายหมายตัวอยู่ และคราวนี้แม้แต่สายรัดข้อมือก็ไม่อาจช่วยอะไรได้แล้ว เพราะมันจะมาในรูปแบบที่เป็นตัวเป็นตนแบบนี้"
            "ฉันไม่เข้าใจ... ทั้งผีทั้งปีศาจ ทำไมพวกนั้นต้องหมายชีวิตฉันด้วย...?" ผมส่ายหน้าไม่อยากรับความจริง
            "นายอย่ารู้จะดีกว่า มันไม่ดีกับสุขภาพจิตเปล่าๆ"
            "แต่ว่า..."
            "เอาเป็นว่าให้พ้นช่วงเวลานี้ไปได้ พออะไรต่อมิอะไรดีขึ้นแล้ว ตอนนั้นฉันจะบอกนายเอง ตกลงไหม?" ลูน่าต่อรอง
            "ทำไมต้องช่วงนี้ล่ะ!?" ผมตื้อ
            "ตกลงไหม...!?" ลูน่าไม่สน เธอถามซ้ำอีกรอบด้วยน้ำดีเสียงที่จริงจัง

            ผมหลับตาลงทำใจ ยอมรับเลยว่าสู้แรงกดดันไม่ไหว ไม่ว่าจะใช้เหตุผลคุยดีๆหรือจะเซ้าซี้ยังไงก็สู้การตัดบทของเธอไม่ได้สักที
            ให้ตายสิ ชีวิตนี้ผมคงค้นความจริงอะไรจากเธอคนนี้ไม่ได้เลยแหงๆ
            "เอางั้นก็ได้..." ผมจำยอม
            "ดีมาก" น้ำเสียงเธอดูสดใสขึ้นมาเหมือนสนุกที่ได้หยอกผม "งั้นก็มารักษากันเถอะ"
            "รักษา..."

            จริงสิเกือบลืมไปเลยว่าผมถลอกปอกเปิกอยู่...
            เฮ้อ... วันนี้นอกจากจะเกือบตายแล้วยังเจอเรื่องเหลือเชื่อติดๆกันอีก เจอแบบนี้บ่อยๆเข้าสักวันผมต้องรับไม่ได้แล้วฟั่นเฟือนไปแน่ๆ

            แล้วก็ยังคงเหมือนเดิมกับเมื่อวันนั้นครับ
            ลูน่าใช้เลือดที่ปลายนิ้วของเธอไล่รักษาแผลถลอกปอกเปิกตามแข้งขาแขนของผม
            แขนเธอขยับไปมาจากทางด้านหลังของผม ทั้งที่เธอไม่น่าจะมองเห็นแต่ก็สัมผัสเข้ากับแผลของผมได้อย่างแม่นยำราวกับมีตาที่นิ้ว... ท่าทางแวมไพร์จะมีสัมผัสต่อเลือดไวและเฉียบคมมากจริงๆ เลือดออกจุดไหนเธอรู้หมด...

            ความรู้สึกอุ่นๆร้อนๆวูบวาบมาตามแผล ก่อนที่แผลที่ถูกเลือดเธอสัมผัสนั้นจะสมานตัวอย่างรวดเร็ว
            "เอ้อ... นี่เธอคงไม่ได้มีโรคอะไรที่ติดต่อทางเลือดได้หรอกนะ?" ผมแกล้งแซวออกไป
            "ถ้าจะห่วงล่ะก็ ห่วงว่าฉันจะเป็นโรคก็เพราะเลือดเธอมากกว่าเถอะ" กลายเป็นว่าเธอประชดย้อนผมแทนซะงั้น
            "เกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ..."
            "ก็ตลอดมานี่ฉันดูดแต่เลือดนายนี่... รักษาก็นายคนเดียว ถ้าจะเป็นอะไร ก็เพราะนายนั่นแหล่ะ!"
            "อุ..." เถียงไม่ออกเลยจริงๆให้ตายเถอะ...

            หรือผมจะแพ้ทางเธอเข้าแล้วก็ไม่รู้...

            ...........................

            แล้วตามระเบียบปฎิบัติระหว่างกัน เธอฝังเขี้ยวที่คอแล้วดูดเลือดเป็นค่าตอบแทน...
            ยังไงดีนะ ผมว่าตัวเองชักเริ่มชินกับเรื่องแบบนี้แล้วยังไงก็ไม่รู้...

            แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะ กับวันนี้ผมรู้สึกได้เลยว่าเธอซัดเลือดผมมากกว่าทุกครั้งจริงๆ
            จะว่าเพราะเว้นช่วงไปนาน หรือเพราะจะชดเชยเลือดที่เสียไปเพื่อรักษาบาดแผลให้ผมก็ไม่รู้...

            ภารกิจเงื่อนไขตกลงเสร็จสิ้นในเวลารวดเร็ว ดูเหมือนลูน่าเองก็อยากให้ผมรีบกลับบ้านไวๆเหมือนกัน

            ผมมองดูจักรยานตัวเองที่ยับเยินยิ่งกว่าเมื่อครั้งก่อนที่ชนเสาไฟ พักนี้ดวงผมคงจะตกจริงๆอย่างที่คิดไว้...
            นอกจากยางหลังจะถูกเฉือนจะขาดไปทางยาวแล้ว ล้อหน้ากับแฮนด์ที่คะมำลงไปก่อนก็บิดซะจนไม่น่าบังคับให้ไปทางตรงได้อีก...
            "นะ... นี่ฉันต้องเข็นกลับอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย...?" ผมอดที่จะบ่นออกมาไม่ได้
            "ครั้งที่สองแล้วก็น่าจะชินๆบ้างแล้วนะ" ลูน่าแซว "อย่างน้อยคราวนี้นายก็เข็นใกล้บ้านกว่าคราวที่แล้วเยอะนะ"
            "เอาเถอะ... เอายังงั้นก็ได้..." ผมถอนหายใจทำใจ
            "จากนี้ไปก็รีบกลับซะ ระหว่างทางไม่มีอะไรอีกแล้วฉันรับประกัน" ลูน่ายืนยันความปลอดภัยให้ผม
            "เข้าใจล่ะๆ"

            ช่วงก่อนที่จะกลับนั้นเอง ผมก็เกิดทักเธอขึ้นมาเรื่องหนึ่ง
            "ว่าแต่มือขวาเธอไม่เป็นไรเหรอ... ถูกมีดปาดเข้าไปเต็มๆเลยนี่?" ผมต้องถามไปจนได้สิน่า

            คือมันคาใจน่ะ ปกติแล้วลูน่าจะมาช่วยหลายต่อหลายครั้ง แต่เธอไม่เคยบาดเจ็บเลย ครั้งนี้ค่อยข้างหนักด้วยมีดปาดแขนเป็นทางยาวเลย
            แล้วมันสะเทือนใจผมด้วยสิ ให้เธอลำบากมาช่วยไม่พอยังทำให้เธอต้องเจ็บตัวอีก อย่างน้อยถ้าผมได้ช่วยอะไรเธอบ้างก็คงจะดี
            "แผลนั้น... เป็นอะไรมากไหม?"
            "หืม... เป็นห่วงฉันด้วยเหรอ?" ลูน่าถามกลับ
            "ก็น่ะ... บาดเจ็บเพราะช่วยฉันแบบนี้ ฉันก็รู้สึกผิดเป็นเหมือนกันนะ"
            "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ร่างกายฉันฟื้นตัวได้ไว และจะไวยิ่งขึ้นถ้าได้เลือดเธอมาเสริมพลัง ซึ่งฉันก็ได้มาแล้วด้วย"

            ออ... นี่เองสินะคำตอบที่ว่าทำไมผมถึงรู้สึกว่าถูกสูบเลือดไปมากกว่าทุกที... เขี้ยวจริงๆให้ตายเถอะแม่คนนี้
            "ว่าแต่ไม่เป็นไรจริงๆเหรอ?" ผมตื๊อถามซ้ำอีกครั้งเป็นห่วงจริงๆ "ขอดูแผลหน่อยได้ไหม ฉันจะได้สบายใจ?"
            "บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ"

            ลูน่าอาจรำคาญลูกย้ำของผม ที่สุดแล้วเธอเลยยกแขนขวาขึ้นมาให้ดูเพื่อให้มั่นใจว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ
            ต้องยอมรับเลยว่าลูน่าเธอช่ำชองกับเรื่องสายตาและแสงจริงๆ ทั้งที่แขนที่ยกขึ้นมาจะใกล้ใบหน้า แต่ความมืดที่ค่ำลงทำให้เห็นอะไรได้ไม่ชัดนักแต่ถ้าเพ่งสายตาดูแล้วก็พอจะพอออกแค่บริเวณแขนเท่านั้น

            ผมเพ่งสายตามองก็ปรากฎว่าแขนข้างนั้นบริเวณที่ถูกฟันไปครึ่งแขนตั้งแต่ใต้ข้อมือลงมาจนเกือบถึงข้อพับ
            ปรากฎว่าจากผิวหนังที่เคยแยกออกจากกันจนเลือดอาบนั้นกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แผลที่น่าจะลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ ตอนนี้มันได้สมานลงจนเหมือนแค่มีดกรีดแค่บางๆเท่านั้น

            ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ อำนาจการฟื้นตัวยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็ สักพักแม้แต่แผลเป็นก็คงจะไม่เหลือรอยด้วยซ้ำไป...
            "เออแฮะ... เหลือเชื่อเลย" ผมรู้สึกโล่งใจขึ้นเป็นกอง
            "สบายใจแล้วสินะ งั้นก็กลับไปได้แล้ว ฉันจะได้กลับเหมือนกัน" เธอไล่ไสส่งผม ก็คงเพราะเป็นห่วงล่ะนะ ถ้าไม่กลับเธอก็กลับไม่ได้เช่นกัน
            "เข้าใจแล้วๆ" ผมทำทีจะหันหลังกลับไปจับจักรยาน

            แต่ในความโล่งใจนั้น ก่อนที่จะชักศีรษะหันกลับ สายตาผมก็ได้เผลอมองเสยขึ้นไปอีกนิด
            จนไปถึงที่ข้อมือข้างขวาของเธอ...

            พลันนั้นเสียงปีกสะบัดลมกระแทกก็ตีพรึ่บพรั่บขึ้นมาจนต้องเผลอสะบัดศีรษะลมแรงลม
            มันเป็นการส่งสัญญาณว่าลูน่ากำลังแยกตัวออกไป

            ผมจูงจักรยานเดินกลับอย่างช้าๆใจลอย...
            เป็นโชคดีอย่างหนึ่งของผมที่ลูน่าใจร้อนกลับไปก่อน... เพราะถ้าเธอยังคงอยู่ล่ะก็ต้องอ่านอาการพิรุธผมออกแน่...

            ผมพยายามสะกดความรู้สึกตัวเองไม่ให้หวั่นไหว แต่ก็ห้ามไม่ได้
            เหงื่อเม็ดเล็กๆผุดออกมา หัวใจเองก็เต้นเร็ว ขาที่เดินอยู่ก็แทบจะไม่มีแรง

            ลูน่าเธอคงลืมตัวไปจริงๆ แล้วผมก็ดันบังเอิญจริงๆที่เหลือไปมองที่ข้อมือ...

            ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าข้อมือข้างนั้นของลูน่า... เธอสวมกำไลสีเขียวมรกต ซึ่งสลักอะไรบางอย่างเป็นภาษาอังกฤษอยู่...
            การมองแบบผ่านๆทำให้เห็นได้ไม่ครบทุกคำแล้วเห็นลางๆแต่เดาคำเต็มได้เลยว่า... LUNAR... กับ MOON...

            ไม่ใช่อะไรอื่น...

            มันเป็นกำไลที่ผมเคยซื้อให้กับหนูจันเมื่อตอนไปเที่ยวในเมืองด้วยกัน
            มันเป็นกำไลอันเดียวที่ร้านมี และเป็นกำไลอันเดียวที่มีการสลักชื่อไว้...

            แล้วทำไม...

            ทำไมมันถึงมาอยู่ที่ข้อมือของลูน่าได้...!?

------------------------------
Free Talk - ตัดจบเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน เนื้อเรื่องกำลังจะเข้าสู่ไคล์แม็กซ์ช่วงท้ายล่ะ
ช่วงนี้ทำใจลำบากเหมือนกันครับฟิคแวมไพร์ก็ไคล์แมกซ์ ฟิค RO ก็ไคล์แมกซ์ สลับอารมณ์ลำบากน่าดู แต่ก็อยากแต่งมันทั้งคู่อีก รักพี่เสียดายน้องชมัดเลย

อ้อ... ตอนนี้ผมก็กำลังวางโครงนิยายอีกเรื่องหนึ่งอยู่ ก็ได้แรงกระตุ้นมาจากโทโฮเช่นกัน
ลักษณะตัวนิยายก็คงออกมาเป็นแบบออริจินัลครับ แต่เป็นในแนวที่อยากให้เป็น มีความเกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่องโทโฮ แต่ก็ไม่ใช่โทโฮซะทีเดียว ออกมาแนวแฟนตาซี แนวรัก แนวบ้าพลัง แนวฆ่าแหลก... ผสานกันไปหมดสไตล์ผมอีกนั่นแหล่ะ เหอๆ
กำลังอยู่ในระหว่างการร่างโครงเรื่องน่ะครับ ไว้มีความคืบหน้ายังไงจะรายงานอีกทีก็แล้วกัน

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 20 ก.ย.51 เวลา 06:42:48 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply

Izabelle
Oversea Student

เห็นซะแล้วรึ.... งั้นตายซะเถอะ!!

อ้าว ไม่ใช่หรอ tongue

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 20 ก.ย.51 เวลา 15:20:41 น.

theredcomet
Knight of Stromraider

อ่า กำลังสนุกเลย รออ่านตอนต่อไปนะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 20 ก.ย.51 เวลา 19:59:44 น.

MiMi
(MiMi's)

Harem Success 99.99%

รู้ความจริงซะแล้ว แบบนี้ต้องโดนฆ่าปิดปากแน่ๆ หึหึ..

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 21 ก.ย.51 เวลา 15:11:24 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

ประทับใจตรงผีปอปกับคนบ้ามากเลย ว่าแต่ ไปหยิบคนบ้าต่างถิ่นมาเลยเหรอ ปอปที่สิงน่ะ

ส่วนอื่นถือว่าไคลแมกซ์เลยล่ะ อาจจะงงๆไปบ้าง แต่ก็ สไตล์กวีละนะเดี๋ยวคงเฉลยแหละ

ตอนนี้ตอบช้าไปหน่อยเพราะปัญหาส่วนตัวหลายๆอย่างแล้วเจอกัน

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 22 ก.ย.51 เวลา 02:45:57 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

ครับผม
แนวเรื่องออกแนวแทงกั๊กมาพักใหญ่แล้ว ตอนหน้าก็เฉลยปมมาส่วนหนึ่งล่ะครับ
ถึงตอนสุดท้ายคิดว่าที่ผูกไว้น่าจะคลายได้หมดแล้ว จะเหลือก็แค่ฉากพบกันระหว่างพ่อแม่หนูจัน ซึ่งคิดอยู่ว่าอาจแต่งไว้เป็นตอนแถมสักช่วงถ้ามีโอกาส

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 22 ก.ย.51 เวลา 23:34:04 น.

WallSky
Hell Knight

เห็นซะแล้วเรอะ ... งั้นแต่งงานกันเถอะ !!

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 24 ก.ย.51 เวลา 11:26:16 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ