Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

[นิยายแปล] จอมนางคู่บัลลังก์ บทที่ 10 (เขียนโดย เฟิงน่ง)

บทที่ 1
บทที่ 2
บทที่ 3
บทที่ 4
บทที่ 5
บทที่ 6
บทที่ 7
บทที่ 8
บทที่ 9 (ครึ่งแรก)
บทที่ 9 (ครึ่งหลัง)
เชิงอรรถท้ายเล่ม 1



บทที่ 10



ผืนแผ่นดินสีขาวโพลน

พิงถิงหยุดม้า เอ่ยถามคนผ่านทางเป็นครั้งแรกว่า

“ท่านปู่ท่านนี้ ผาสามแยกนางแอ่นไปทางไหนหรือ ?”

“ตรงไปข้างหน้า เห็นทางช่องผาข้างหน้านั่นไหม ? ให้เข้าไปข้างใน ตรงสุดทางจะมีทางแยกไปซ้ายขวา ให้ไปทางขวา แล้วขี่ม้าต่อไปอีกครึ่งวันก็จะถึง” ผู้เฒ่าซึ่งแบกเสบียงอาหารที่ตากแดดเอาไว้เรียบร้อยตั้งแต่เมื่อหน้าร้อนมาหนึ่งกระสอบเอ่ยตอบ แล้วเงยหน้าขึ้น “อากาศหนาวจะแย่ ยังต้องเร่งเดินทางอีกหรือ ?”

“ใช่แล้ว !” หญิงสาวกล่าวขอบคุณผู้เฒ่า แล้วชักม้าหันหัวกลับ คลี่ยิ้มละไม “ทางช่องผาหรือ......”

เป้าหมายอยู่ตรงหน้านี่เอง

นึกถึงรอยยิ้มอันอบอุ่นของนายน้อย เมื่อได้พบนาง ไม่ทราบนายน้อยจะมีสีหน้าเช่นไร

หญิงสาวระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านเอาไว้ไม่อยู่ จึงสะบัดแส้ใส่บั้นท้ายม้าไปหนึ่งครั้ง ม้าส่งเสียงร้องก้องแล้ววิ่งเหยาะๆ ตรงไปข้างหน้า

ทางช่องผาอยู่ข้างหน้านี่เอง แนวผนังผาทั้งสูงและลาดชันสองแนวขนาบทางสายน้อยซึ่งสามารถให้ม้าเพียงสามตัววิ่งเคียงกันเข้าไปได้เอาไว้ตรงกลาง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจากในทางช่องผา จะเห็นท้องฟ้าเล็กแคบเป็นเส้นเดียว

รัศมีสีเทาสาดส่องลงมา

พิงถิงยืนอยู่ที่ด้านหน้าปากทางเข้าของทางช่องผาอย่างเงียบงัน

สายลมพัดทะลวงผ่านช่องทางแคบเล็ก หนาวเหน็บเสียดกระดูก ในเสียงหวีดหวิวอันหนาวสะท้าน ได้ม้วนกรวดทรายปลิวตลบ

ในอากาศแฝงเร้นลางสังหรณ์อันทำให้จิตใจไม่สงบอย่างประหลาด

“ทหาร......” ปากจิ้มลิ้มขยับแผ่วเบา แล้วทอดถอน ชั่วครู่ให้หลัง รูม่านตาของหญิงสาวได้หดวูบราวกับสำเหนียกถึงภัยที่กำลังมาเยือน มือสะบัดแส้หวดลงบนตัวม้าโดยแรง

“ย่าห์ !”

ดูเหมือนม้าดำเองก็กระสากลิ่นแห่งความไม่สบายใจได้เช่นกัน จึงแผดร้องก้องอย่างพลุ่งพล่าน เท้าทั้งสี่ลอยพ้นพื้น ห้อตะบึงเต็มเหยียดเข้าไปในทางช่องผาจนเสียงลมพัดผ่านหูดังอื้ออึง

ผนังผาสองฟากข้างคุกคามเข้ามาหาอย่างน่าสะพรึงกลัว

ทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าม้าดังสะเทือนเลือนลั่นได้ปรากฏขึ้นอย่างปุบปับ ประหนึ่งมารร้ายซึ่งซุ่มซ่อนกายอยู่ใต้พิภพได้มาเยือนโลกหล้าอีกครั้ง

ทหาร...ทหารที่ไล่ตามมา !

ทหารของวังเจิ้นเป่ยหวางได้ไล่ตามมาถึงแล้ว !

เสียงฝีเท้าม้าที่ดุจดั่งหมายจะเหยียบย่ำผืนแผ่นดินสีขาวโพลนแห่งนี้ให้พังพินาศดังสะท้อนก้องอยู่ทางด้านหลัง

ใกล้เข้ามาทุกที...ทุกที...ดังกึกก้องจนหูแทบหนวก ไม่ยากจะจินตนาการถึงไอสังหารตลบฟ้าและอาวุธอันคมกริบสะท้อนประกายสีเงินทางด้านหลัง

พิงถิงห้อตะบึงไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปมอง

เสียงโห่ร้องดั่งพายุหมุนตามติดมาอย่างกระชั้นชิด

“หยางเฟิ่ง !”

เสียงร้องเรียกกึกก้องทรงอำนาจดังมากระทบโสต

ฉูเป่ยเจี๋ยมาถึงแล้ว...

ร่างบอบบางบนหลังม้าสะท้านน้อยๆ หญิงสาวหลับตาลง ห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่งบนทางสายน้อยต่อไป

...พุ่งไป...พุ่งไป !... สายลมที่พัดกระหน่ำอย่างกำแหงหาญกรีดใส่ใบหน้าจนเจ็บแปลบ

“ป๋ายพิงถิง !”

ยังคงเป็นเสียงของคนเดียวกัน เจือกระแสกราดเกรี้ยวอย่างน่าสะพรึงกลัว...

ร่างบางสะท้านเยือกอีกครั้ง

น้ำเสียงอ่อนโยนของคนผู้นี้...นางจำได้อย่างลึกซึ้ง

เขาบอกว่าเรามาสาบานต่อจันทรา...จะไม่ทรยศกันชั่วนิรันดร์

เขาบอกว่าเมื่อวสันต์มาเยือน จะเลือกดอกไม้สดที่งามที่สุดหนึ่งดอกมาปักเรือนผมให้นางผู้เป็นที่รักของเขาทุกวัน

แต่บัดนี้เพลิงโทสะของเขาได้ลุกโรจน์ ดุจราชสีห์ที่ถูกยั่วให้โกรธเกรี้ยว จนกระหายเลือด...

นั่นคือเสียงของจอมอสูรผู้ซึ่งนำทัพหมื่นม้าบุกทะลวงทัพข้าศึกในสมรภูมิ ยามทลายทัพศัตรูออกคำสั่งประหารฆ่าไม่ละเว้น

เสียงฝีเท้าม้าใกล้เข้ามาอีกแล้ว ราวกับอยู่ด้านหลังนี่เอง

หญิงสาวทุ่มเทสุดกำลังออกคำสั่งให้ม้าพาหนะห้อตะบึงพร้อมกับสะบัดแส้หวดเร่งอย่างดุดันอีกครั้ง

แส้มิได้หวดลง เพราะมีคนไล่ตามมาทัน และกระตุกดึงแส้ในมือของนางออก จากนั้นยื่นมือมารวบเอวของนางไว้อย่างดุดัน กระชากด้วยกำลังมหาศาลราวกับหมายจะระบายความโกรธเกรี้ยวทั้งหมด

“กรี๊ด !” หญิงสาวหวีดร้องอย่างตระหนก ร่างบางร่วงตกลงสู่อ้อมอกกว้างหนาซึ่งไฟโทสะกำลังลุกโชติช่วง

ครั้นลืมตา ก็พบกับดวงตาดำสนิทที่เต็มไปด้วยแววอันตรายลอยอยู่เหนือศีรษะ

“หนีมาไกลมากพอแล้ว” มือหนึ่งบังคับม้า มือหนึ่งจับตัวเชลยเอาไว้แน่น ฉูเป่ยเจี๋ยโค้งริมฝีปาก เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “ดูเจ้าสิ ไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย แล้วยังหนีมาไกลถึงเพียงนี้เชียว”

ในน้ำคำอันอ่อนโยนผิดคาดหมายซ่อนเร้นอันตรายอย่างลึกล้ำ หญิงสาวนิ่งมองชายหนุ่มอย่างสงบ

“ทราบตั้งแต่เมื่อไรเพคะว่าหม่อมฉันคือป๋ายพิงถิง ?”

“ยังดี...ยังไม่ใช่เมื่อสายเกินไป” ชายหนุ่มก้มหน้าลง หรี่ตามองนางอย่างพิจารณา

ลำคอระหง มือเรียวขาวผ่อง ดวงหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลา

แววตายังคงสงบเยือกเย็นนัก ประกายฉลาดเฉลียวซ่อนเร้นอยู่อย่างลึกล้ำในส่วนลึกของดวงตา

นางต้องไม่ทราบเป็นแน่ว่าสิ่งใดคือทัณฑ์ทรมานที่แท้จริง และต้องไม่ทราบเช่นกันว่าเจิ้นเป่ยหวางที่กำลังกราดเกรี้ยวนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด...

จะลงโทษนางอย่างไรดี ?

“ตงจั๋วเล่า ?” หญิงสาวถามต่อ นางไม่มีทางดิ้นหลุดรอดไปจากเงื้อมมือของฉูเป่ยเจี๋ยได้อยู่แล้ว จึงผ่อนคลายตัวเองอิงแอบกับอกกว้างเสียเลย แล้วแหงนหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน

“หนีไปแล้ว วางใจเถิด ข้าจะจับเขาให้ได้แน่นอน พวกเจ้าจะได้พบกันอีกครั้งในไม่ช้า” ชายหนุ่มกล่าวอย่างเย็นชา “ผาสามแยกนางแอ่น ถูกหรือไม่ ?”

หญิงสาวคลี่ยิ้มบาง

ชายหนุ่มเอ่ยเสียงนุ่ม “หากกลัวก็ร้องเถอะ ข้าใจอ่อนกับน้ำตาของเจ้ามากที่สุด”

หญิงสาวหยุดยิ้ม “ข้างกายฝ่าบาท จะต้องมียอดฝีมือด้านการสะกดรอยอยู่เป็นแน่”

“ถูกต้อง”

“ฝ่าบาทระแวงสงสัยความเป็นมาของหม่อมฉันแต่แรกแล้ว เมื่อจับคนของวังจิ้งอานหวางได้ จึงนำมาทดสอบหม่อมฉัน”

“หากเจ้าสะกดกลั้นตัวเองอยู่ ปล่อยให้เจ้าหนูนั่นถูกข้าเฆี่ยนจนตาย ก็คงขจัดความหวาดระแวงของข้าไปได้”

“ฝ่าบาทจงใจปล่อยให้หม่อมฉันช่วยเขาไปได้ แล้วลอบสะกดรอยตามพวกเราเพื่อจะหาที่ซ่อนตัวของนายน้อย”

ฉูเป่ยเจี๋ยมองร่างบางในอ้อมแขนอย่างรู้ทัน

“มีทหารอีกกองหนึ่งล้อมผาสามแยกนางแอ่นเอาไว้แล้ว แผนกองหนุนของเจ้าไร้ประโยชน์”

“อกของฝ่าบาทนี่อุ่นที่สุดจริงๆ” ดูเหมือนนางจะล้าเสียแล้ว จึงหลับตาลง อิงแอบเข้าหาชายหนุ่มอย่างโอนอ่อน “ในเมื่อฝ่าบาทร้ายกาจถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดจึงจับตัวตงจั๋วไม่ได้เล่า ?”

ฉูเป่ยเจี๋ยถูกนางกล่าวสะกิด ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ตัวเปลี่ยนเป็นแข็งทื่อในบัดดล ผลุนผลันชูดาบขึ้นตวาดออกคำสั่งเสียงดังลั่นทันควัน

“ถอย ! ถอยออกจากที่นี่ !”

หญิงสาวยิ้มหวาน “สายไปแล้วเพคะ”

ทุกคนต่างมีสีหน้างุนงง

ยังไม่ทันได้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เหนือศีรษะก็ปรากฏเสียงกรีดก้องแหลมยาวดังขึ้น ครั้นเงยหน้าขึ้นมอง บนผนังผาซ้ายขวาได้ปรากฏลูกศรเป็นจำนวนมากขึ้นอย่างกะทันหัน

และหัวลูกศรอันน่าสะพรึงกลัว......ต่างชี้ตรงมาที่ด้านล่างทั้งหมด !

หากเจอห่าธนูยิงเข้าใส่พร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจรอดพ้น...

“มีทหารดักซุ่มอยู่ !”

“เหวอ ! คนของวังจิ้งอานหวาง !”

“แย่แล้ว ! รีบหนี...อ๊าก......”

ในทางสายน้อย เสียงร้องตะโกนดังเอะอะสับสน มีไม่น้อยที่รีบร้อนบังคับม้าจะหนีออกไป แต่เพียงขยับตัว ลูกศรก็แทงทะลุหัวใจเสียแล้ว

เสียงร้องโหยหวนดังติดต่อกัน มีทหารไม่น้อยร่วงตกจากหลังม้า

ยอดอาชายืนสองขาแผดร้องก้อง หยาดโลหิตกระเซ็นซ่าน

ห่าธนูยิงแหวกอากาศลงมาได้ชั่วครู่ ต่างมุ่งจัดการแต่ผู้ที่คิดจะหนีทั้งสิ้น หลังจากยิงสังหารไปได้ไม่กี่ราย บนผนังผาก็มีเสียงร้องตะโกนดังขึ้นว่า

“ยอมแพ้จะไม่ฆ่า ยอมแพ้จะไม่ฆ่า !”

ล่วงล้ำถิ่นอันตราย ฝ่ายเราอยู่ล่างศัตรูอยู่บน แพ้ชนะปรากฏชัด

ฉูเป่ยเจี๋ยทราบดีว่าตัวเองประมาทเกินไป วันนี้เกรงว่าวิกฤติภัยกรายศีรษะเสียแล้ว ชายหนุ่มห้าวหาญชาญชัย มิได้ประหวั่นลนลานแม้แต่น้อย ยกมือขึ้นตวาดก้อง

“ห้ามขยับ ลงจากหลังม้าให้หมด จูงม้าของตัวเองไว้ให้ดี !”

หลังตวาดติดต่อกันสองครั้ง ทหารใต้อาณัติทั้งหมดก็สงบลง และลงจากหลังม้ามาห้อมล้อมอยู่รอบๆ ชายหนุ่ม ชักดาบหันออกด้านนอก ดาบเปล่งประกายวูบวาบ ต่างแหงนหน้าขึ้นจ้องพลธนูจำนวนมหาศาลบนผนังผาเขม็ง

ฉูเป่ยเจี๋ยก้มหน้าลง ก็พบกับดวงตาทอประกายเจ้าเล่ห์ของร่างในอ้อมแขน

“ที่แท้เจ้าจงใจเลือกสถานที่แบบนั้นแยกทางกับเจ้าหนูนั่น เพราะตั้งใจเอาไว้แบบนี้นี่เอง ตอนที่กระซิบบอกข้างหู ก็ได้กำหนดแผนการเอาไว้แล้วว่าจะล่อข้ามาที่จุดอับนี้”

“ฝ่าบาทชมเชยเกินไป สถานที่แบบนั้นหาไม่ได้ง่ายๆ จริงๆ เพคะ การจะให้ตงจั๋วสามารถกลับไปได้โดยปลอดภัยและสายลับของฝ่าบาทไม่สามารถไล่ตามมาต่อหน้าต่อตาหม่อมฉันได้ ทำให้หม่อมฉันต้องเปลืองสมองคิดหาวิธีไม่ใช่น้อยอยู่เหมือนกัน”

ที่นางค่อยๆ ขี่ม้าชมทิวทัศน์มาตลอดทาง ก็เพื่อให้เวลาตงจั๋วไปรายงานสถานการณ์ต่อนายน้อย จะได้ตระเตรียมการซุ่มโจมตีในครั้งนี้ได้นั่นเอง

โชคดีที่นางอ่านหนังสือมามาก จึงพอจะทราบว่าชายแดนตงหลินมีชัยภูมิอันตรายเช่นทางช่องผาแห่งนี้อยู่ ทั้งยังมีผาสามแยกนางแอ่นที่เหมาะจะซ่อนกำลังพล

ฉูเป่ยเจี๋ยเปลี่ยนเรื่องพูดในทันใด

“น่าเสียดายที่เจ้าคำนวณพลาดไปเรื่องหนึ่ง”

“อ้อ ?”

“หากเจ้าไม่ได้คำนวณพลาด ไยเจ้าจึงตกมาอยู่ในกำมือของข้าเล่า ?” ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็น “หมื่นศรยิงออก แม้ข้าไม่อาจรอด เจ้าเองก็ไม่มีทางรอดพ้นได้เช่นกัน”

พิงถิงเหลือบมองชายหนุ่ม พูดเสียงเรียบ

“หม่อมฉันทรยศฝ่าบาท จึงยอมตายเป็นเพื่อนฝ่าบาท จะเป็นไรไปเพคะ ?”

นัยน์ตาคมกริบแทงทะลุเข้ามาในผิวของหญิงสาว

“ไม่จำเป็นต้องแสร้งพูดให้น่าฟัง ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าตั้งใจที่จะตายจริงๆ”

“ฝ่าบาทเป็นวีรบุรุษแห่งยุค ย่อมไม่เต็มใจที่จะปลิดปลงอย่างอัปยศเช่นนี้กระมัง ? ความจริงแล้วหม่อมฉันเองก็มิได้ปรารถนาชีวิตของฝ่าบาทแต่อย่างใด ขอเพียงฝ่าบาทยอมรับปากเรื่องหนึ่ง มือธนูบนหน้าผาจะสลายตัวไปในทันทีโดยไม่ทำร้ายผู้ใดในที่นี้แม้แต่คนเดียว”

“ว่ามา”

“ข้อร้องของ่ายดายมาก ภายในห้าปีนี้...ห้ามมิให้ทหารของตงหลินเข้าสู่กุยเล่อแม้แต่คนเดียว”

ฉูเป่ยเจี๋ยเอ่ยเสียงหนัก

“การศึกกิจแคว้นเป็นเรื่องใหญ่ ต้องให้ต้าหวางยินยอมจึงจะได้”

“ฝ่าบาทเป็นพระอนุชาของต้าหวาง ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่อันดับหนึ่งของตงหลิน หรือไม่สามารถแบกรับแม้เรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ได้ ? ความสงบสุขห้าปีของกุยเล่อ แลกกับชีวิตอันล้ำค่าของฝ่าบาท กล่าวอย่างไรก็คุ้มค่าทั้งสิ้น” หญิงสาวเม้มปาก แล้วเอ่ยเบาๆ “ผู้รู้สถานการณ์คือวีรบุรุษ ท่านอยู่ ข้าย่อมต้องอยู่ด้วย ท่านตาย ข้าก็ได้แต่ตายเป็นเพื่อนท่าน”

แม้ชายหนุ่มจะทราบดีว่าหญิงสาวในอ้อมแขนเจ้าเล่ห์เหลือร้ายเพียงใด หัวใจก็ยังอดวูบไหวไม่ได้

เรือนร่างนุ่มละมุนหอมกำซาบ ยังจำได้ดีถึงสัมผัสยามเกี่ยวกระหวัดรัดรึง

ทว่าเบื้องหลังความอบอุ่นอ่อนหวาน กลับซ่อนเร้นความหลอกลวงและแผนการมากมายเหนือจะนับ

ชายหนุ่มขบกรามกรอด เส้นเอ็นบนลำคอเกร็งผุดนูน

ชั่วชีวิตเขา...ไม่เคยเลยที่จะถูกใครบังคับควบคุมเช่นนี้

นี่คือความอัปยศที่ไม่อาจอภัยให้ได้โดยเด็ดขาด !

พิงถิงมีหรือไม่ทราบว่าฉูเป่ยเจี๋ยกำลังเดือดดาล สายตาที่ทิ่มแทงใส่ใบหน้านางคมกริบยิ่งเสียกว่ากระบี่ ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นอย่างปวดร้าว ส่งผลให้หัวใจของนางพลอยขมวดปมไปด้วยเช่นกัน

สุดจะฝืนทนต่อสายตาจ้องเขม็งแผ่อำนาจกดดันมากเกินรับ หญิงสาวเมินหน้าหนีไปอีกทาง กล่าวเร่งเบาๆ

“ฝ่าบาท ตัดสินใจได้แล้วเพคะ”

สิ่งที่ตอบกลับมาคือความเงียบงันประหนึ่งไม่มีวันสิ้นสุด

“ฮะ...ฮะ...ฮ่าฮ่าฮ่า !”

ได้ยินร่างบางในอ้อมแขนเอ่ยเร่งรัด วันนี้นางคงคิดจะบีบให้เขายอมสาบานให้จงได้ ฉูเป่ยเจี๋ยเดือดดาลถึงขีดสุดจนแหงนหน้าหัวเราะก้อง แล้วก้มหน้าลงจ้องหญิงสาวเขม็งอย่างดุดัน เอ่ยเสียงหนัก

“ให้ดังที่เจ้าประสงค์”

ชายหนุ่มดึงยอดกระบี่คู่มือซึ่งถือเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุดออกมา ขว้างลงไปบนพื้นโดยแรง

ยอดกระบี่กระเด็นไปกระแทกถูกก้อนศิลาริมผนังผาจนสะเก็ดไฟแลบแปลบ

“ข้า...เจิ้นเป่ยหวางแห่งตงหลิน ฉูเป่ยเจี๋ย ขอสาบานในนามราชนิกุลแห่งตงหลิน ภายในห้าปีนี้ทหารตงหลินจะไม่ล่วงล้ำเข้าไปในกุยเล่อแม้แต่คนเดียว กระบี่นี้ขอทิ้งไว้ เป็นวัตถุพยาน”

น้ำเสียงแฝงความกราดเกรี้ยวดาลเดือดสะท้อนก้องอยู่ในทางเล็กแคบ รันทดและเจ็บปวดประหนึ่งบทเพลงอาทิตย์อัสดง ณ สุดปลายฟ้า ทุกผู้คนทั้งบนและล่างผนังผาต่างได้ยินถนัดชัดเจน

หลังจากฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวจบ คนผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นด้านบนผนังผา ประสานมือโค้งกายคารวะให้ แล้วยิ้มพลางเอ่ยเนิบช้า

“เจิ้นเป่ยหวางยืดได้หดได้ เป็นวิญญูชนโดยแท้ ข้า เหอเสีย เชื่อว่าเจิ้นเป่ยหวางจะต้องรักษาสัจจะอย่างแน่นอน และขอเป็นตัวแทนประชาราษฎร์ชาวกุยเล่อซึ่งไม่ประสงค์จะเผชิญภัยสงครามทุกผู้กล่าวขอบคุณเจิ้นเป่ยหวางอย่างยิ่ง”

องอาจสง่างาม อาภรณ์ขาวสะอาดดั่งหิมะ ชายหนุ่มผู้นี้คือ “เสี่ยวจิ้งอานหวาง” ผู้ซึ่งมีนามเทียบเคียงฉูเป่ยเจี๋ย และปัจจุบันกำลังถูกต้าหวางแห่งกุยเล่อไล่ล่าสังหารไปทั่วแผ่นดินนั่นเอง

ครั้นได้เห็นเหอเสียโผล่มากะทันหัน พิงถิงก็พลุ่งพล่านใจจนเผลอร้องตะโกนเรียกออกไปอย่างลืมตัว

“นายน้อย !”

เหอเสียมองหญิงสาวจากที่ไกล แล้วพยักหน้า

“พิงถิง เจ้าทำได้ดีมาก ข้า......” คำพูดสะดุดอยู่ในลำคอดั่งเสียงสะอื้นซึ่งไม่สะดวกจะกล่าวออกมาต่อหน้าฝูงชน ชายหนุ่มจึงหันไปมองฉูเป่ยเจี๋ยแทนที่ “ขอเจิ้นเป่ยหวางโปรดปล่อยสาวใช้ของเสี่ยวหวาง(๑)คืนมาเถิด สัญญาระหว่างเราได้กำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจิ้นเป่ยหวางสามารถถอยออกไปได้ และจะไม่ถูกโจมตีใดๆ ทั้งสิ้น”

ฉูเป่ยเจี๋ยนิ่งเงียบงัน ก้มหน้าลงมองพิงถิงอีกครั้ง

...ปล่อยคืนไป ?...

คลายมือ ส่งนางลงจากหลังม้า กิริยาง่ายๆ แค่นี้ เขากลับทำไม่ได้ ไม่อาจควบคุมแขนของตัวเองที่รัดร่างบางแน่นขึ้นกว่าเดิม

แค้นนาง...สุดฟ้าสุดดิน ไม่มีใครอีกแล้วที่ขวัญกล้าบังอาจกำเริบเสิบสานยิ่งไปกว่านาง

ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ต่อให้ใช้ทัณฑ์ทรมานทั้งหมดบนโลกนี้กับตัวนาง จับนางขังไว้ข้างกายให้ถูกเคี่ยวกรำไปชั่วชีวิต ก็ไม่พอที่จะดับเพลิงโทสะในใจได้

หญิงสาวซึ่งร่างกายอ่อนแออย่างที่สุดผู้นี้...ร้ายดั่งอสรพิษ...หลอกล่อเขาสู่จุดอับ เขาควรมองนางเป็นศัตรูร้ายกาจที่สุดในชีวิต สังหารนางเสียให้สาแก่ใจ

แต่เหตุใดแขนของเขาถึงได้รัดร่างนางแน่นขึ้นกว่าเดิม...ราวกับมีความคิดของตัวเอง

ไม่อยาก...ปล่อยมือ

เรือนร่างอันอบอุ่น แต่ปลายนิ้วเรียวและดวงหน้าหมดจดเกลี้ยงเกลากลับเย็นเฉียบ หนาวจัดจนแดงระเรื่อ

ในกาลก่อน ขอเพียงรู้สึกหนาวจนผิวเริ่มเรื่อแดง นางเป็นต้องซุกเข้าหาอ้อมอกของเขาราวกับแมวน้อยที่ขลาดกลัว

ปลายนิ้ว...ยังหลงเหลือสัมผัสยามลูบไล้ริมฝีปากแดงฉ่ำปานจะหยด

เขาชินเสียแล้ว...

ชินเสียแล้วกับการฟังนางดีดพิณ...ชินเสียแล้วกับการฟังนางแย้มยิ้มจำนรรจาเรื่องต่างๆ ...ชินเสียแล้วกับการให้นางเอนร่างอย่างเกียจคร้านที่ริมเตียง เพื่ออยู่เป็นเพื่อนเมื่อเขาอ่านหนังสือราชการในยามค่ำคืน

ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่านางมีที่มาไม่ธรรมดา แต่กลับหลงนึกว่าจะสามารถลอบควบคุมนางได้อย่างง่ายดาย ขอเพียงวางกับดักตื้นๆ จับกุมเหอเสีย แล้วจึงจับตัวสาวน้อยผู้ชอบมุสากลับมาอยู่ข้างกายอีกครั้ง

มิคาดเพียงพริบตาฟ้าดินได้พลิกผัน ผู้วางกับดักกลายเป็นฝ่ายถูกกับดัก

นกมรกตซึ่งหลงนึกว่าได้กุมเอาไว้ในมืออย่างมั่นคงแน่นหนา กลับพลันสยายปีก จะบินกลับไปหานายเก่า

ส่วนตัวเขา...กลับยังคงไม่ยอมคลายแขนที่พันธนาการนางเอาไว้

ชินเสียแล้วกับการโอบนางกอดนางจุมพิตนาง

แค้นถึงสุดขีด รักมิลดทอน

ชินเสียแล้ว......

สุดฟ้าดินหญิงผู้นี้น่าแค้นที่สุดชั่วร้ายที่สุดสมควรฆ่าที่สุด สุดฟ้าดินหญิงผู้นี้อ่อนโยนที่สุดเฉลียวฉลาดที่สุดน่าถนอมที่สุด

น่าสมเพชตัวเขานักที่ตรากตรำไล่ไขว่คว้าผู้ซึ่งเป็นถึงยอดพธูแห่งหล้าเช่นนี้

ชายหนุ่มพริ้มปิดดวงตาทอแสงกล้า ความรู้สึกนับร้อยพลุ่งพล่านอยู่ในใจ

“หวางเยี่ย โปรดปล่อยสาวใช้ของข้าด้วย” น้ำเสียงเย็นชาของเหอเสียดังมากระทบโสต

ฉูเป่ยเจี๋ยเหมือนร่วงตกจากปุยเมฆแห่งอดีตกลับมาสู่ทางช่องผาอีกครั้ง สีหน้าไหววูบ ก้มศีรษะลง

นางยังคงอยู่ที่นี่ นัยน์ตาสุกสกาวกำลังจ้องมองมาที่เขา

“ฝ่าบาท โปรดปล่อยหม่อมฉันลงจากม้าเถิดเพคะ” พิงถิงเอ่ยเบาๆ

ชายหนุ่มทำเหมือนไม่ได้ยิน

...ลงจากม้ารึ ? เจ้าจะไปที่ใด ?...

...เจ้าหลอกข้ายั่วข้า แล้วมาบอกไปก็ไปทันทีได้อย่างไร ?...

...ทั่วหล้านี้ มีเพียงผู้เดียว ที่ข้าปรารถนา...

...ทั้งแค้นลึกล้ำ และรักลึกล้ำ ข้าจะให้ทั้งกายและใจของเจ้า ล้วนไม่อาจหนีจากไปไหน...

ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวอย่างเย็นชา

“ข้ารับปากเพียงว่าตงหลินจะไม่ส่งทหารไปรุกรานกุยเล่อเป็นเวลาห้าปี ไม่ได้รับปากว่าจะปล่อยตัวเจ้ากลับไป”

พิงถิงเงยหน้าพูดเนิบๆ

“กองดักซุ่มบนหน้าผายังไม่ได้ถอนตัวจากไป การบุ่มบ่ามก่อเรื่องขึ้นในเวลานี้ ไม่เป็นผลดีต่อฝ่าบาทอย่างยิ่ง”

“สมแล้วที่เป็นเสนาธิการหญิงของเหอเสีย” ริมฝีปากบางเฉียบโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มประหลาด “หากตอนนี้ข้าบีบคอเจ้าตายคาอ้อมแขนต่อหน้าต่อตาเหอเสีย เจ้าคิดว่าจะเป็นอย่างไร ?”

หญิงสาวไม่มีทีท่าหวาดวิตกแม้แต่น้อย ยิ้มหวานพลางกล่าวว่า

“ห่าธนูยิงโดยพร้อมเพรียง พิงถิงกับฝ่าบาทตกตายในวันและเวลาเดียวกัน”

“ผิดแล้ว !” ฉูเป่ยเจี๋ยกล่าวอย่างมั่นใจ “เหอเสียจะไม่สั่งยิงธนู ขอเพียงข้ายินยอมรักษาสัญญาห้าปี เขาก็จะสั่งให้คนปล่อยข้ากลับไปโดยสวัสดิภาพ อย่างมากก็แค่ยิงสังหารผู้ติดตามของข้าทั้งหมดเป็นการระบายโทสะเท่านั้น”

พิงถิงหน้าผิดสีเล็กน้อย แม้เพียงพริบตาก็กลับเป็นปกติ แต่มีหรือจะรอดพ้นจากสายตาคมกริบของฉูเป่ยเจี๋ยไปได้

ชายหนุ่มถอนหายใจ “เจ้าเป็นสาวใช้คนสนิทของเหอเสีย หรือไม่ทราบว่านายน้อยของเจ้าคือยอดขุนพลแห่งยุค ? ‘ยอดขุนพล’ หมายความว่าอย่างไร...หมายความว่าสามารถแยกแยะได้กระจ่างว่าสิ่งใดหนักสิ่งใดเบา หมายความว่าสามารถสละความรักชอบส่วนตัว สะบั้นความคิดเพื่อตัวเอง แม้ตัวเจ้าป๋ายพิงถิงจะเฉลียวฉลาดเป็นที่โปรดปรานของเขามากเพียงใด ก็ไม่มีทางเทียบกับความสงบสุขห้าปีของกุยเล่อได้”

หญิงสาวนิ่งตะลึงไปกึ่งอึดใจ ค่อยกล่าวเบาๆ

“ฝ่าบาทแค้นหม่อมฉันถึงเพียงนี้ ?”

ฉูเป่ยเจี๋ยจ้องมองนางอย่างลึกล้ำโดยไม่เอ่ยตอบ

พิงถิงยิ้มขื่น “ช่างเถิด เชิญฝ่าบาทลงมือเถิดเพคะ”

เสียงกล่าวเพิ่งขาดหาย ร่างก็เบาวูบ จากนั้นสองเท้าจึงแตะพื้น

นางเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง ก็พบว่าชายหนุ่มซึ่งนางคุ้นเคยนั่งอยู่บนหลังม้าอย่างสง่างาม

“จะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย” ฉูเป่ยเจี๋ยถอนหายใจ “สมัครใจขึ้นหลังม้ามาเอง บอกลาเหอเสียซะ แล้วนับแต่นี้ เจ้าจะไม่ได้ชื่อป๋ายพิงถิงอีก เจ้าจะแซ่ฉู่”

ร่างบอบบางสะท้านเฮือก นึกไม่ถึงแม้แต่น้อยว่ามาจนถึงขั้นนี้แล้ว ฉูเป่ยเจี๋ยก็ยังคงเว้นทางถอยให้นางอยู่อีก

จิตใจเช่นนี้...จะไม่ให้นางตื้นตันจนอยากร้องไห้ได้อย่างไร ?

นัยน์ตาใสกระจ่างสุกสกาวตะลึงจ้องดวงหน้าสง่างามคมสันดั่งสลักด้วยคมดาบ ความรักอันหวานชื่นและคำกระซิบพร่ำพลอดในไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้ผุดขึ้นซ้อนทับกันฉากแล้วฉากเล่าดั่งน้ำป่าไหลบ่า

ในวังเจิ้นเป่ยหวาง พิณยังคงอยู่...

แต่ดอกไม้ซึ่งเคยปักในมวยผมดอกนั้น ได้เหี่ยวเฉาสาบสูญไปแล้ว

ข้าคืออนงค์นางหัตถ์เรียวบางดวงวิญญาณจันทร์พิสุทธิ์ ส่วนท่านคือดาบวิเศษยอดเกาทัณฑ์ปณิธานสุดแผ่นดิน(๒) ระหว่างเรา...คั่นด้วยความอาฆาตระหว่างแคว้นดั่งขุนเขา

ขุนเขาสูงทะลุเมฆา ท่านมองไม่เห็นข้า ข้ามองไม่เห็นท่าน

หัวใจรวดร้าวราวถูกบิด ไม่เคยหยุดยั้งแม้ชั่วขณะจิต

หญิงสาวหันไปมองผู้เป็นนายซึ่งยืนอยู่บนผนังผาไกลออกไป ระลอกในดวงตาไหวระริกพร่าพราย ก่อนจะกัดฟันแน่น ก้าวถอยไปครึ่งก้าว

“ฝ่าบาทโปรดกลับไปเถิดเพคะ พิงถิงไม่ส่งแล้ว”

สีหน้าฉูเป่ยเจี๋ยไร้ความรู้สึก ดวงตาซึ่งความอบอุ่นได้สาบสูญสิ้นจับจ้องที่ใบหน้าของหญิงสาว พยักหน้าเอ่ยเบาๆ

“ดี...ดี...ดี......” น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบ “สักวัน...เจ้าจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดดั่งถูกทะลวงใจเป็นอย่างไร”

จบคำก็ชักม้าหันหัวกลับ สะบัดแส้โดยแรง

ยอดอาชาชูสองขาหน้าแผดเสียงร้องก้อง ตะกุยเท้าห้อตะบึงจากไป ทิ้งไว้เพียงฝุ่นดินฟุ้งตลบ

หนึ่งเงาร่างอันอ้างว้าง...ทอดยาวตามตะวันรอน(๓)




<>::<>::<>::<>::<>::<>




เชิงอรรถ



๑. เสี่ยวหวาง (xiaowang) เจ้าชายน้อย เป็นคำเรียกตัวเองของเหอเสีย ย่อมาจาก เสี่ยวจิ้งอานหวาง

๒. ข้อความบรรทัดนี้เป็นการเปรียบเปรยของป๋ายพิงถิงว่าตัวนางกับฉูเป่ยเจี๋ยแตกต่างกันทุกอย่าง ทั้งจุดมุ่งหมาย จุดยืน หลักการ และปณิธาน

๓. “หนึ่งเงาร่างอันอ้างว้าง” มีความหมายสองแง่ หนึ่งคือความอ้างว้างในจิตใจของฉูเป่ยเจี๋ยและป๋ายพิงถิงที่ต้องพรากจากกัน อีกหนึ่งหมายถึงหลังจากขี่ม้าออกจากทางช่องผาแล้ว ฉูเป่ยเจี๋ยได้หยุดม้ายืนดูป๋ายพิงถิงจากไปกับเหอเสียอยู่แต่ไกล จวบจนเงาของเขาทอดยาวออกทอทาบอยู่กับพื้นตามตะวันที่คล้อยต่ำลงเรื่อยๆ (คำอธิบายเพิ่มเติมจากเฟิงน่ง – ผู้เขียน)




<>::<>::<>

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 01 ก.ย.51 เวลา 06:29:42 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

ตอนที่ 11 จะลงให้อ่านในวันที่ 11 พฤศจิกายนค่ะ ^^

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 01 ก.ย.51 เวลา 06:38:14 น.

MiMi's
Harem Success 99.99%

อ๊า..... เศร้ามากกก....

ชอบที่พระเอกบอกว่า สมัครใจขึ้นหลังม้ามาเอง บอกลาเหอเสียซะ แล้วนับแต่นี้ เจ้าจะไม่ได้ชื่อป๋ายพิงถิงอีก เจ้าจะแซ่ฉู่
อะโห... อ่านแล้วแบบ รักพระเอกขึ้นอีกจมเลย แต่พิงถิงก็ใจแข็งกลับไปอยู่กับนายน้อยซะงั้น จะรออ่านต่อวันที่สิบเอ็ดนะคะ T^T

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 02 ก.ย.51 เวลา 12:19:08 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

อันที่จริง นิยายเรื่องนี้เล่ม 1 (20 ตอน) จะเริ่มวางขายในงานสัปดาห์หนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในวันที่ 11-23 ตุลาคมนี้ค่ะ tongue

แต่จะตามอ่านต่อในเว็บก็ไม่ว่ากันค่ะ เพราะจะลงให้จนจบแน่ๆ เพียงแต่อาจจะมีเว้นช่วงบ้างเป็นระยะเหมือนอย่างนี้เท่านั้น ^^"

จัดพิมพ์โดย สนพ.ฟิสิกส์เซ็นเตอร์

เล่ม 2 เป็นต้นไป จะทยอยวางแผงหลังจากเล่ม 1

2 เดือน / เล่ม

(เดือน ธ.ค. เล่ม 2 ออก , เดือน ก.พ. เล่ม 3 ออก งานสัปดาห์หนังสือเดือน มี.ค. ออกเล่ม 4 เล่มจบ)

เรื่องนี้มี 4 เล่มจบค่ะ

นี่ปกเล่ม 1 ของจีน (ของไทยก็เอาปกตามนี้ค่ะ)



Edit by Seria - 02 ก.ย.51 เวลา 19:25:07 น.

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 02 ก.ย.51 เวลา 18:24:06 น.

MiMi's
Harem Success 99.99%

ซื้อแน่นอนอยู่แล้วค่ะ งานหนังสือปีนี้ไม่พลาดแน่

แต่กลัวว่าพออ่านเล่มหนึ่งจบจะลงแดงรอเล่มสองต่อ แล้วก็เล่มสาม เล่มสี่

สนุกจริงๆเรื่องนี้ ยกนิ้วให้ทั้งคนแต่งแล้วก็คนแปลเลยค่ะ = =b

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 02 ก.ย.51 เวลา 22:14:17 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

อ่า...ถ้าจะอ่านแบบต่อเนื่องในเว้บก็มีที่เว็บเด็กดีค่ะ ตอนนี้โพสต์ใกล้จะจบตอนที่ 20 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของเล่ม 1 แล้ว แต่การโพสต์จะออกไปทางบังคับให้ต้องเข้ามาอ่านอย่างน้อย 3 วัน/ครั้ง ถึงจะอ่านได้อย่างต่อเนื่อง

ถ้าไม่ซีเรียสว่าอ่านไม่ปะติดปะต่อนัก ก็เข้าไปดูๆ แก้กระหายได้เป็นระยะๆ ค่ะ ^^
(ที่สำคัญ ตรงนั้นเมนต์แสดงความเห็นกันสนุกสนานมาก)

http://my.dek-d.com/linmou/story/view.php?id=423352

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 03 ก.ย.51 เวลา 07:39:22 น.

Seal
Little Seal

อยู่ตรงนี้เหง๊าเหงาอยู่ตรงนี้คนเยอะมากเลย (ชักชวนๆ ) XD

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 04 ก.ย.51 เวลา 00:45:24 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ