Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 48 - ผนึกที่คลายออก

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส
บทที่ 31 - ที่พักพิง
บทที่ 32 - ความหวัง
บทที่ 33 - ไฟที่ยังแผดเผา
บทที่ 34 - วันที่ตื่นจากฝัน
บทที่ 35 - คำสารภาพ
บทที่ 36 - ความผูกพันอันมืดบอด
บทที่ 37 - เถระ อสูร มนุษย์
บทที่ 38 - ผู้ตามล่า
บทที่ 39 - กลับบ้าน
บทที่ 40 - สู้ศึกเยี่ยงหมาป่า
บทที่ 41 - ปรารถนาที่ลอยเลื่อน ใจที่จมดิ่ง
บทที่ 42 - บนเส้นทางสาบสูญสลัวลาง
บทที่ 43 - ความเงียบงัน
บทที่ 44 - ความทรงจำ
บทที่ 45 - ผู้ทำลายล้างด้วยจิตพิสุทธิ์
บทที่ 46 - ผู้พิทักษ์ที่ขัดขวาง
บทที่ 47 - ชัยชนะอันไร้รส

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

ไซด์สตอรี่
Tenderness (ช่วงรอยต่อ ตอนที่ 20-21)
Bath (ช่วงรอยต่อ ตอนที่ 25-26)
Ravished (ควรอ่านหลังตอนที่ 35 ในเนื้อเรื่องหลัก)
Wounded (ควรอ่านต่อจาก Ravished)
-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 48 - ผนึกที่คลายออก
Chapter 48 - The Broken Seal

เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นพบกับเงาดำสิบห้าเงา พวกมันยืนล้อมรอบร่างของเขาที่แผ่หงายในวงล้อมดั่งเหยื่อบูชายัญ ภายใต้เสียงสะเทือนของรูปสลักศิลาหนึ่งในสองที่เหลืออยู่มีเสียงกระซิบกระซาบที่ไม่อาจฟังออก ทว่าท่วงทำนองนั้นเปรมปรีด์เหลือแสน ก่อนที่ทั้งเงาดำและเสียงกระซิบซาบจะลางเลือนแผ่วหายพร้อมๆ กับเสียงปะทุจากรูปสลักอันเหลือเพียงเศษหินในเวลาต่อมา

คนจรรีบลุกขึ้นนั่งทันทีที่พวกมันอันตรธานไป หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนกและหวาดกลัวจนต้องสูดลมหายใจลึกๆ

ในที่สุด ก็ถึงอสูรยักษ์ตนสุดท้าย... สุรเสียงของดอร์มินดังขึ้นรวดเร็วกว่าทุกครั้ง พิธีกรรมใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว...ความปรารถนาของเจ้าจักกลายเป็นจริงในไม่ช้า...

ทว่ายังมีผู้มุ่งหมายจะขวางทางเจ้าอยู่...จงรีบเร่งเร็วไว เหตุด้วยเวลาเหลือมิมากนัก...

เด็กหนุ่มค่อยลุกขึ้นยืนได้เมื่อเสียงจากลำแสงบนฟ้าเงียบลง จากนั้นก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ก้าวยาวๆ ไปยังแท่นเพื่อหยิบคันธนูและลูกศรเช่นทุกครั้ง ทว่าก่อนกลับหลังหัน ก็ยังอดมิได้ที่จะเหลียวมองร่างน้อยที่นิ่งสนิทอยู่บนแท่นจนชะงักนิ่งอยู่

และแล้วคนจรก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปลูบไล้ดวงหน้านั้น ผิวหน้าอ่อนละมุนและอบอุ่นดั่งมีชีวิตเป็นสัญญาณว่าเธอจะคืนกลับมาในไม่ช้า

...ขึ้นอยู่เพียงว่าเขาจะสังหารอสูรยักษ์ตนที่สิบหกได้หรือไม่...

"รอข้าอีกนิดนะ โมโน" เขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน "ถ้าเราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก...จากนี้ข้าจะไม่ยอมทิ้งเจ้าไปไหนอีกแล้ว"

เด็กหนุ่มคุกเข่าลงข้างแท่นหิน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงเหนือดวงหน้าของเด็กสาว ให้ริมฝีปากสัมผัสกันอย่างแผ่วเบาเพียงครู่แล้วจึงลุกขึ้นและถอยออกห่าง

เขาอยากรอเวลาที่เธอตื่นขึ้นมาเพื่อจะได้มอบรอยจุมพิตให้มากกว่า ทว่าสังหรณ์อันเลือนลางในใจผลักดันให้เขาทำเช่นนี้ เพราะบางที...อาจไม่มีโอกาสที่เขาจะได้จุมพิตร่างเบื้องหน้าอีกแล้วก็ได้ ใครกันเล่าจะรู้ว่าค่าตอบแทนที่เขาต้องมอบให้ดอร์มินคือสิ่งใดกันแน่

อะโกรมาถึงแล้ว เขารู้ได้จากเสียงฝีเท้าและสัมผัสของลมหายใจอุ่นๆ ที่รดด้านหลังศีรษะ และคนจรก็ตบไหล่มันเบาๆ ก่อนจะขึ้นนั่งบนหลัง ออกจากอารามไปพบกับฝูงนกพิราบที่เกาะรออยู่ที่ชานด้านนอก

"ไปกันเถอะ" เด็กหนุ่มเอ่ยแทบไม่ทันจบ พวกมันก็สยายปีกโบยบินเรียงลำดับกันเป็นทาง มุ่งสู่ทิศใต้ดุจเดียวกับลำแสงจากดาบโบราณที่มนุษย์ผู้ครองตามไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

จันทร์แรมหลบเร้นหลังม่านเมฆครึ้มเหนือซุ้มทวารใหญ่เลยที่ราบเบื้องหน้าเมื่อราตรีเคลื่อนคล้อย กองไฟในวงล้อมของกระโจมไหวระริกอย่างน่ากลัวว่าจะดับเพราะลมแรงเมื่อใดก็ได้

พระเถระเอมอนพยายามนั่งทำสมาธิในกระโจมอยู่เป็นนาน ทว่าเสียงลมหวีดหวิวภายนอกกับความตึงเครียดเรื่องสิ่งที่อาจต้องเผชิญในวันพรุ่งก็รบกวนจนต้องประคองสมาธิเป็นอย่างหนัก กระทั่งได้ยินเสียงตะโกนจากด้านนอกบังคับให้ท่านลืมตา

"เจ้าเป็นใคร!!"

นั่นเป็นเสียงขององครักษ์ประจำอารามคนใดคนหนึ่ง นักบวชชราลุกขึ้น เลิกผ้ากั้นกระโจมออกไปข้างนอก พบกับภาพของพวกองครักษ์ประจำอารามสามคนกำลังจ่อดาบและหน้าไม้ในมือไปยังเงาร่างสองร่างที่แลเห็นเป็นเงาตะคุ่มในความมืด

ร่างหนึ่งเป็นมนุษย์ เป็นชายชราที่ไว้หนวดเครายาวรุงรังดั่งใบหลิวลู่ปกคลุมลำต้นผอมเรียว ส่วนอีกร่างเป็นลาตัวเล็กที่บรรทุกสัมภาระต่างๆ

"เจ้าเป็นใคร!!" โซเรยูถามซ้ำโดยไร้คำตอบ พระเถระเอมอนก้าวเข้าไปใกล้พลางหรี่ตามองร่างนั้น ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อจำนัยน์ตาสีฟ้าจางของอีกฝ่ายได้

"เจ้านี่เอง!" ท่านรีบปราดเข้าไปยังเหล่าองครักษ์ โบกมือลงเป็นสัญญาณให้พวกเขาเก็บอาวุธ "ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้"

ริมฝีปากของร่างเบื้องหน้าเหยียดเป็นรอยยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ยตอบเป็นครั้งแรก

"ข้ามาตามวิญญาณ"

"ท่านรู้จักเขาหรือขอรับ พระเถระ" เปราห์เอ่ยถามเบาๆ

ชายชราพยักหน้ารับก่อนจะเสริมเมื่อเห็นองครักษ์ทั้งสามยังไม่มีทีท่าจะวางใจเต็มที่

"ข้ารู้จักเขาดี เขาไม่ใช่คนร้ายหรอก" ท่านบอกแล้วหันไปพูดกับผู้มาเยือนยามวิกาลอีกครั้ง "มานั่งพักพูดคุยกับข้าก่อนเถอะ"

องครักษ์ประจำอารามค่อยๆ ก้าวถอย แยกทางให้ชายชราแปลกหน้ากับลาเข้ามาถึงหน้ากองไฟ พระเถระเอมอนทรุดกายลงนั่ง และแกก็นั่งลงตามเช่นกัน

เมื่อนักบวชชราโบกมือ ชายหนุ่มทั้งสามก็กลับเข้าประจำที่ระวังยามของตนในระยะที่ห่างพอควร แม้นจะมิวายปรายกลับมามองทั้งสองเป็นระยะๆ อย่างระแวดระวัง

"จะดื่มหรือกินอะไรหน่อยไหม" พระเถระเอมอนเสนอ ทว่าอีกฝ่ายสั่นศีรษะ

"ข้าอิ่มหนำดีแล้ว ท่านมิต้องลำบาก"

ผู้ทรงศีลชรานิ่งเงียบไปขณะมองกองไฟเบื้องหน้าพลางนึกเรื่องสนทนา แล้วจึงตัดสินใจเริ่มด้วยคำถามที่สามัญที่สุด

"เจ้าสบายดีหรือ"

"ก็ดี" ผู้ถูกถามตอบเรียบๆ "หากจะถามถึงแผลที่พวกท่านฝากไว้เมื่อครั้งนั้น...ก็หายดี แต่คารัฟลงดาบได้แม่นยำมาก จนแผลหายสนิทแล้วข้ายังไม่อาจจับดาบได้อีก"

บาปอีกครั้งหนึ่งในนามของผู้ปกปักรักษาศรัทธา...พระเถระเอมอนนึกพร้อมกับเจ็บแปลบในใจ และอดนึกต่อไปไม่ได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็คล้ายกับครั้งนั้นเหลือเกิน จนเสียงถามเรียบๆ ของอีกฝ่ายดึงท่านขึ้นจากห้วงความคิด

"ข้าขอเดาว่า...ที่ท่านมาถึงที่นี่อีกครั้งก็เพราะมีคนกำลังคิดจะทำเช่นเดียวกันข้า"

นักบวชชราก้มหน้าลง ประสานมือเข้าด้วยกันอย่างลำบากใจ ก่อนจะตอบเบาๆ

"...ใช่"

ก็เป็นเหมือนตำนานที่เล่าขานนานมา มีคนผู้หนึ่งที่รักและผูกพันกับผู้ที่ตายจากไปจนมิอาจยอมรับความสูญเสีย ลอบขโมยดาบศักดิ์สิทธิ์และศพของคนผู้นั้นมุ่งหน้ามายังดินแดนต้องห้าม

ผิดแต่ครั้งนี้ผู้ขโมยดาบมีฐานะเป็นองครักษ์ผู้รักษาดาบ และเป็นผู้ปลิดชีวิตคนที่เขาต้องการให้ฟื้นคืนมาเสียเอง

เหตุการณ์จบลงด้วยการที่พวกท่านกับเหล่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ไล่ตามหัวขโมยจนทัน จึงนำทั้งสองสิ่งที่ถูกลักไปกลับคืนมาได้ จากนั้นแทนที่จะสังหารองครักษ์ประจำอารามตัวการผู้ที่ละเมิดกฎขั้นอุกฤษฏ์ ท่านกลับทำไม่ลง สั่งให้ไว้ชีวิตเขาและปล่อยเขาไป จนได้กลับมาพบกันอีกอย่างไม่คาดฝันในวันนี้

ทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะจบลงในรูปแบบใด ท่านก็สุดที่จะรู้จริงๆ

"จะจบลงในรูปแบบใด...ท่านก็ต้องทำใจรับว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง" พ่อเฒ่าคู่สนทนาเอ่ยราวกับล่วงรู้ความในใจ " 'จอกกาฬโลหิตแห่งเจ้ามีเขาผู้ต้องถูกสังเวยมีสิบหก...จากนั้นจักมิมีเกินกว่านั้น' "

"ข้ารู้ ข้ารู้ว่าเด็กคนนี้จะเป็นผู้มีโลหิตดำที่ถูกสังเวยคนสุดท้าย...แต่เพราะอะไรล่ะ เพราะเรามีชัยเหนืออสุรเทพแล้ว...หรือว่าเพราะอสุรเทพจะมีชัยเหนือเรากันแน่" พระเถระเอ่ยอย่างเป็นกังวล "นั่นล่ะที่ข้าหวั่นเกรง หากว่าองค์สุริยเทพทรงพ่ายแพ้..."

"ก็มีค่าเท่ากับ...หากว่าสุริยเทพชนะ" อีกฝ่ายแย้ง "โลกไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยทิวาชั่วนาปี เช่นเดียวกับราตรีชั่วนิรันดร์ "

"นี่เจ้ากำลังจะบอกว่า...ที่โลกตกอยู่ในวังวนของสงครามระหว่างองค์สุริยเทพกับอสุรเทพตลอดไป...คือสภาวะที่สงบสุขที่สุดแล้วกระนั้นหรือ"

"ข้าคงบอกไม่ได้หรอกว่านี่คือความสงบสุข โลกเราก็เป็นตามธรรมชาติเช่นนี้เอง มีกลางวันและกลางคืน มีแสงสว่างและความมืด ส่วนความดีและความเลว ความสงบสุขและความวุ่นวาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มนุษย์เสกสรรค์ปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้น"

นักบวชชราหรี่ตามองร่างเบื้องหน้าอย่างถี่ถ้วน ทั้ทั้งผ้าโพกศีรษะ ลูกปัดที่ติดปอยผม และกำไลหลายขอนบนแขนผอมเกร็ง ก่อนจะเปรยขึ้น

"เจ้าทำเหมือนกับตัวเองเป็นพวกลัทธิบูชาวิญญาณทางตะวันออก"

พ่อเฒ่าค้อมศีรษะน้อยๆ

"หลังจากที่พวกท่านทิ้งข้าที่บาดเจ็บไว้ พวกเขาเป็นผู้ช่วยเหลือข้า..." แกเว้นช่วงอยู่ครู่หนึ่ง "...และเยียวยาทั้งแผลบนร่างกายและในวิญญาณของข้า"

"เพราะอย่างนี้น่ะหรือ...เจ้าเลยกลายเป็นคนร่อนเร่ตามพวกเขา ทอดทิ้งภรรยาของเจ้าให้อยู่ตามลำพังแบบนั้น" เสียงของพระเถระเอมอนเริ่มกร้าวขึ้นด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว "ข้าเพิ่งพบนางเมื่อไม่นานมานี้ นางยังรอให้เจ้ากลับมาอยู่...ถึงเจ้าจะหายไปเป็นหลายสิบปีแล้วนะ"

"ข้ารู้แล้ว"

"รู้แล้วทำไมถึงไม่กลับไปหานางเล่า!" ท่านอดขึ้นเสียงมิได้ "ออกมาร่อนเร่ตามวิญญาณลมๆ แล้งๆ อย่างที่เป็นอยู่อย่างนี้เพื่ออะไร"

"ข้ากลับไปแน่" พ่อเฒ่ายังคงนิ่งเฉย "หลังจากที่ข้าได้เฝ้ามองเหตุการณ์ครั้งนี้จนจบสิ้นแล้ว ซึ่งก็อีกไม่นานเกินรอ"

พระเถระเอมอนนิ่งเงียบด้วยความสงสัย รอให้อีกฝ่ายพูดต่อไป

"วิญญาณบอกข้าว่า...สักวันหนึ่งข้าจะได้พบผู้ที่เป็นกุญแจสำคัญสู่จุดสิ้นสุดของประเพณีสังเวยนี้ ข้าได้พบกับเด็กหนุ่มคนนั้นถึงสามครั้ง ในครั้งแรก เหล่าวิญญาณกระซิบบอกข้าว่าเป็นเขานี่เอง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดประเพณีสังเวยที่เขานำมาจะเป็นเรื่องดีหรือร้าย จึงได้พยายามเปลี่ยนเส้นทางให้เขา...แต่ก็ไม่สำเร็จ

"ในครั้งที่สอง ข้าพบเขากับนาง เมื่อทั้งสองได้ตัดสินใจเลือกทางสายที่เป็นอยู่นี้แล้ว ข้าจึงได้แต่อวยพรให้พวกเขา...

"ในครั้งที่สาม ข้าช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากการสังหารหมู่ เพื่อให้เส้นทางใหม่ที่ข้าได้เห็นมีผู้ก้าวเดินต่อไป...จนมาถึงบัดนี้"

นักบวชชรายังนิ่งอึ้งไปเป็นนานก่อนจะเอ่ยขึ้นเมื่อนึกอะไรไม่ออกอีก

"เขารอดมาได้เพราะเจ้าเองหรือ"

"หากท่านเห็นว่านี่เป็นความผิด จะสั่งให้พวกองครักษ์ประหารข้าเสียในตอนนี้ก็ย่อมได้"

พระเถระสั่นศีรษะ

"ข้าไม่มีวันทำอย่างนั้นได้หรอก อันที่จริงข้าอยากขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำ...ที่ทำให้บาปของข้าเบาบางลง แม้จะเป็นน้ำหนักเท่ากับเม็ดทรายเม็ดเดียวก็ตาม"

...ถ้าเพียงแต่เหตุร้ายในขณะนี้จะมิได้เป็นผลจากการกระทำของผู้รอดชีวิตคนนั้น และพวกข้าอาจต้องสังหารเขาจริงๆ ในครั้งนี้...แม้กระนั้น ท่านก็อดนึกพร้อมกับบีบมือแน่นมิได้

"ทุกสิ่งจะเป็นไปตามที่มันต้องเป็นไป" พ่อเฒ่าเอ่ยเหมือนหยั่งรู้ได้อีกครั้งหนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน "ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเด็กคนนั้น...และท่าน"

แกค้อมศีรษะให้กับนักบวชชราผู้เคยรู้จักกันในกาลก่อน พร้อมกับพูดประโยคสุดท้าย

"พระเถระ ข้าขอลา เหล่าวิญญาณบอกข้าแน่ชัดว่าเราจะไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว"

จากนั้นชายชราร่างผอมเกร็งก็กลับหลังหัน ผิวปากเรียกลาของตนให้ตามมา ก่อนจะเดินผ่านพวกองครักษ์ประจำอารามที่ยังไม่วายเหลือบมองตามด้วยความสงสัย แล้วลับหายไปในความมืดรอบด้าน

พระเถระเอมอนนั้นยังคงนั่งมองเปลวไฟที่ไหวระริกเบื้องหน้าอยู่อีกพักหนึ่ง ครุ่นคิดถึงคำพูดของอีกฝ่ายอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงได้ลุกขึ้นช้าๆ และกลับเข้าไปในกระโจมเพื่อสวดภาวนาสำหรับวันพรุ่ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าช่องเขาที่มีเสากลมยาวสี่ต้นเป็นเครื่องสังเกต และทวารศิลาใหญ่คู่หนึ่ง นกพิราบทั้งสิบห้าก็ร่อนลงบนลานนั้นและเกาะนิ่งจ้องตรงมาทางสองร่างที่ติดตามพวกมันมา

คนจรลงจากหลังของอะโกร มองหมู่ร่างเล็กๆ สีขาวที่เรียงกันเป็นแถวอย่างตื้นตันใจก่อนจะค้อมศีรษะอย่างต่ำที่สุด

"ขอบคุณมาก"

แม้นมิอาจตอบด้วยวาจา แต่เด็กหนุ่มก็มั่นใจว่าพวกเขารับรู้ได้ เมื่อสิ้นเสียงของเขา ฝูงนกก็ค่อยๆ บินย้อนกลับไปทางเหนือ ณ ทิศทางของอารามสักการะ หลังจากนำมนุษย์ผู้มุ่งมั่นฝ่าฟันมาจนถึงประตูสู่เขตแดนลึกที่สุดทางตอนใต้ของดินแดนต้องห้าม

คนจรคลี่แผนที่ที่ตนนำมาจากอารามออกดู พบว่าสถานที่ที่เขาอยู่น่าจะอยู่ในแนวทิศใต้ตรงจากอารามสักการะ และอยู่แทบสุดขอบผืนดินโบราณเลยทีเดียว นอกจากพื้นที่ในซอกเขาที่อยู่หลังประตูด้านในไปแล้ว พื้นที่ริมผาทั้งสองด้านล้วนแต่ติดมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เสียงคลื่นกระทบหินดังสาดซ่ายังแว่วไกลมาถึงที่ที่เขากำลังยืนอยู่นี้

หมึกบนแผนที่บริเวณแหลมใต้สุดมัวทึบราวกับถูกขีดทับถม เขาเลยได้แต่ภาวนาให้เส้นทางภายในนั้นมิได้ซับซ้อนจนเกินไปนัก

เด็กหนุ่มเก็บแผนที่แล้วจึงก้าวต่อไปเบื้องหน้า พบว่าที่ประตูหินสลักลวดลายเบื้องหน้า มีร่องวงกลมอยู่ที่ใจกลางระหว่างประตูทั้งสอง ล้อมรอบด้วยลายแกะสลักละเอียดทั้งบาน บนพื้นหน้าห่างจากประตูสักระยะเป็นลานหินกลม ตรงกลางลานเป็นรูปวงกลม มีลายเส้นล้อมรอบเหมือนรัศมีแห่งสุริยัน

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้รู้สิ่งที่เขาต้องทำแล้ว

คนจรก้าวไปยืนที่ใจกลางรูปดวงตะวัน มือขวาเอื้อมไปชักดาบจากฝักที่คาดอยู่ข้างเอว คมดาบเปลือยสีเงินเงาวามวับ สะท้อนแสงแดดจนแลเห็นเป็นลำแสงสว่างเส้นเดียว ส่องตรงไปยังสัญลักษณ์ตรงใจกลางประตู

ฉับพลัน เสียงหินขยับก็ดังกึกก้อง

บานประตูค่อยๆ เลื่อนเปิดออกช้าๆ ราวกับถูกมือขนาดยักษ์ดันยกขึ้น เผยให้เห็นช่องทางมืดสลัวที่อยู่หลังประตูหินบานนั้น

ม้าสีดำยืนนิ่งเงียบ นายของมันเก็บดาบเข้าฝักก่อนจะกลับขึ้นหลังม้าและกระทุ้งโกลน ควบมันผ่านบานประตูเข้าไป

เบื้องหน้านั้นเป็นหุบเขาเล็กๆ มีหอคอยแท่นบูชาตั้งอยู่ ส่วนอีกมุมหนึ่งเป็นขั้นบันไดหินกว้างทอดสลับขึ้นเหนือผาไปยังบริเวณต่อไป

เด็กหนุ่มคุกเข่าลงเบื้องหน้าแท่นบูชา สวดภาวนาขอให้เทพแห่งสายลมคุ้มครองและมอบชัยชนะให้เขา และขออภัยต่อวิญญาณของทุกชีวิตที่จบลงไปด้วยมือของเขาเพื่อการนี้ หรือเพราะความเกี่ยวข้องกับเขา ด้วยความรู้สึกว่านี่คงจะเป็นหอคอยแท่นบูชาแห่งสุดท้ายที่เขาจะได้พบแล้ว

หลังจากเสร็จสิ้นการสวดจนไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจแล้วนั่นเอง คนจรจึงได้กลับขึ้นหลังอะโกรและขี่มันขึ้นไปตามบันได

สุดบันไดขึ้นนั้นเป็นทางเดินหินกว้างที่ลัดเลี้ยวติดกับแนวผา มีสะพานหินขาดหัวท้ายที่ดูไม่น่าไว้ใจสักนิดทอดเชื่อมไปยังทางเดินเลียบแนวผาอีกฟากหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกัน

เด็กหนุ่มลงจากหลังอะโกร เดินไปตามทางเดินสักระยะเผื่อจะพบทางที่ดูปลอดภัยกว่า แต่ก็พบว่าปลายทางเดินด้านหนึ่งถล่มเป็นรอยกว้างเกินกว่าจะเดินผ่าน ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ไปติดหินก้อนใหญ่ลื่นเกินกว่าจะปีนข้ามไปได้

พอก้มลงมองจากขอบทาง เขาก็เห็นว่าเบื้องล่างนั้นเป็นแก่งคดเคี้ยว ส่งสายน้ำลงสู่ทะเล สะพานหินเส้นเดียวที่พอข้ามได้ตั้งอยู่บนเสาต้นยาวที่มีคานโค้งรับน้ำหนักไว้อีกทีคล้ายสะพานทางเข้าดินแดน ทว่าคานนั้นกลับเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว ส่วนปลายสะพานด้านที่ติดกับฝั่งที่เขาอยู่ขาดหายไป ตัวสะพานทอดยาวไปเกินครึ่งทางได้เล็กน้อยก็ขาดหายไปเป็นทางยาวกว่าเดิม ทิ้งให้ปลายสะพานของอีกฝั่งหนึ่งติดอยู่กับทางเดินอีกด้าน

คนจรคะเนว่าระยะกระโดดจากรอยแยกแต่ละรอยพอไหวสำหรับม้าขนาดใหญ่อย่างอะโกร เขาจึงได้เข้าไปหามันและตบไหล่เบาๆ

"ฝากด้วยนะ"

โมโนอยู่แค่อีกฝั่งของสะพานนี้ อีกนิดเดียวเราก็จะได้พบนาง อีกนิดเดียวงานของเราทั้งสองก็จะเสร็จสิ้นแล้ว

เด็กหนุ่มจูงม้าเพื่อนยากไปที่ทางเดินเบื้องหน้าสะพาน ขึ้นบนหลังของมันแล้วกระทุ้งโกลนให้มันเร่งฝีเท้าวิ่งไปโดยเร็วที่สุด

ก่อนหน้ารอยขาดของสะพาน อะโกรก็กระโดดอย่างรู้ดีโดยที่เจ้านายแทบมิต้องสั่ง ทว่าไม่นานหลังกีบเท้าทั้งสี่ลงพื้นและควบต่อไปนั้น สะพานก็เริ่มส่งเสียงดังและถล่มไล่หลังตามแรงสั่นสะเทือนทีละแผ่นๆ ม้าแสนรู้วิ่งห้อเต็มเหยียดหนีมฤตยูที่อยู่ห่างเพียงชั่วเสี้ยววินาที

ถึงทางขาดช่วงที่สองแล้ว อะโกรยังคงกระโจนข้ามไปลงบนปลายสะพานที่อยู่อีกด้านได้อย่างเหมาะเจาะปลอดภัย

...แต่เรื่องไม่คาดฝันก็พลันเกิดขึ้น...

พื้นหินส่งเสียงลั่นขณะที่ปลายสะพานซึ่งยื่นออกมาเริ่มทรุดหักลง ทั้งม้าและมนุษย์บนหลังละล้าละลังขณะที่พื้นที่รองรับเท้าเอียงลงโดยเร็วเกินกว่าจะทันตอบสนอง จนดูเหมือนว่าก้นเหวกำลังจะกลายเป็นจุดจบของทั้งสองแล้วเท่านั้น

ทว่าปฏิกริยาตอบรับของอะโกรฉับไวกว่าผู้เป็นนาย มันหกหน้าสะบัดเต็มแรง

...คนจรพบร่างของตนลอยละลิ่วกลางอากาศแวบหนึ่ง ก่อนจะตกลงกระแทกกับพื้นหินโครมใหญ่...

พอตั้งสติได้เขาก็รีบลุกขึ้นทันที วิ่งปราดเข้ามาที่ขอบทางเบื้องหน้าปลายสะพานที่เพิ่งถล่มลงเมื่อครู่ก่อนหน้า ก้มลงชะโงกมองลงไป

"อะโกร-------!!"

ร่างสีดำของม้าเพื่อนยากปรากฏลางๆ ท่ามกลางเศษหินสีขาวก้อนมหึมาที่ดิ่งลงไปพร้อมๆ กันด้วยแรงโน้มถ่วง ขาทั้งสี่ข้างตะกายหาพื้นรองรับที่ไม่อาจพบในขณะนี้ เสียงร้องของมันสะท้อนก้องระหว่างผาหินทั้งสอง กู่รับเสียงตะโกนเรียกของเด็กหนุ่ม ซึ่งได้ยินทั้งเสียงร้องของมันและเสียงตะโกนของตนเต็มสองหู สลับกับเสียงเล่านิทานแสนเศร้าของโมโนที่พลันระลึกขึ้นมาในยามนั้น

เขาออกเดินทางไปไกลถึงสุดขอบโลก ยังที่ที่มีสะพานสายรุ้งซึ่งเชื่อมต่อระหว่างพื้นดินกับแดนบนฟ้า

เขาเคยเห็นเมื่อม้าตัวนั้นเกิด มันเป็นลูกม้าตัวใหญ่ เลยออกจากท้องแม่ลำบากจนพ่อของเขาต้องเสียเวลาช่วยดึงมันออกมาอยู่เป็นนาน กระนั้นการขาดอากาศหายใจก็ทำให้มันตัวอ่อนปวกเปียก ดูอาการหนักเกินกว่าจะรอดชีวิตไปได้ พ่อของเขาตั้งใจจะฆ่ามันดีกว่าเลี้ยงม้าอ่อนแอให้เป็นภาระ แต่เด็กชายวัยสิบสองก็เข้าไปขวางหน้าพ่อ ปกป้องมันทั้งๆ ที่เขาไม่เคยกล้าคัดค้านพ่อมาก่อน จนได้ลูกม้าตัวนี้ไปดูแล

สะพานสายรุ้งสลายหายไปทันทีที่ม้าเพื่อนยากซึ่งร่วมเดินทางกับเขามาโดยตลอดก้าวขาไปเพียงก้าวเดียว

มันเป็นม้าเพื่อนยากที่สนิทและรู้ใจเด็กหนุ่มยิ่งกว่าคนด้วยกัน เมื่อแม่ม้าตายหลังจากตกลูกได้ไม่นาน เขาก็สู้อุตส่าห์ป้อนนมให้มันกับมือ คืนไหนที่อากาศหนาวก็แอบออกจากกระโจมตน นำผ้าห่มขนแกะไปห่มให้ ซ้ำยังนอนอิงแอบให้ความอบอุ่นมันในคอกจนถูกพี่ชายเอ็ด ใครๆ ต่างก็โคลงศีรษะว่าเขาทำเรื่องไร้ประโยชน์ ลูกม้าที่อ่อนแอย่อมไม่มีวันเติบโตแข็งแรงได้อยู่วันยังค่ำ แต่เขาก็เอาชนะคำปรามาสของพวกนั้นจนได้ เมื่อม้าสีดำหน้าผากขาวตัวนี้กลับกลายเป็นม้าที่พ่วงพี แข็งแรง และจัดได้ว่าแสนรู้ที่สุดในบรรดาม้าของคนวัยเดียวกัน

มันเป็นเพื่อนร่วมทางเขามาจนถึงบัดนี้ มันพบโมโนพร้อมๆ กับเขา มันพาเขากับโมโนหนีไปด้วยกัน มันย้อนกลับมาช่วยชีวิตเขาจากพวกนักรบทางเหนือยามเมื่อเขาถอดใจแล้วที่สิ้นญาติมิตรทั้งมวล ทั้งๆ ที่ตัวมันเองจะหนีไปเพียงลำพังก็ได้ จนพลอยบาดเจ็บไปด้วยขณะพาเขาหลบหนี

แต่ก่อนที่ทั้งสองจะตกลงไป...

มันกลายเป็นมิตรเดียวที่เขาเหลืออยู่ มันมาที่ดินแดนต้องห้ามกับเขา ร่วมเป็นร่วมตายร่วมสู้อสูรยักษ์ พาเขาฝ่าฟันเส้นทางยากลำบากนานับประการจนถึงบัดนี้ กระทั่งเห็นว่าไม่มีทางจะรอดไปได้ทั้งคู่ มันก็ยังเลือกที่จะรักษาชีวิตของเขา และ...

มันก็ออกแรงเฮือกสุดท้ายสะบัดส่งนายของมันกลับขึ้นไปบนพื้นดินเบื้องหน้าทางสู่แดนบนฟ้า...

...ทิ้งให้เขาได้แต่มองมันตกลงไปพบกับจุดจบในเหวระหว่างดินแดนทั้งสอง...

ทั้งร่างสีดำและหินสีขาวค่อยๆ เลือนกลายเป็นจุดเล็กไกลลิบ แต่ละจุดกระแทกกับพื้นน้ำในแก่งเบื้องล่างจนแตกเป็นฟองขาวกระเพื่อมเป็นวง ตามมาด้วยเสียงตกกระทบน้ำซึ่งทิ้งช่วงนานและกลับแผ่วเบาไม่ต่างจากเสียงกระซิบ เนื่องจากต้นเสียงอยู่ในหุบเหวลึก

คนจรเบิกตากว้างตะลึงงัน ปากอ้าค้าง ใจว่างโหวงราวกับดิ่งละลิ่วตามร่างเพื่อนร่วมทุกข์สุดท้ายของเขาไปแล้ว แต่ดวงตากลับแห้งผาก สรรพเสียงผิดปกติต่างๆ เงียบหายไป คงเหลือเพียงเสียงลมในช่องเขาที่ยิ่งหวีดหวิวโหยไห้ และเสียงน้ำในแก่งกับคลื่นที่ยังไหลสาดซ่าอย่างไม่ยี่หระ ตามปกติวิสัยแห่งเวลาและวารี

เด็กหนุ่มกำมือแน่นขณะลุกขึ้นยืนช้าๆ ทั้งคำขอโทษ ขอบคุณ และสวดภาวนาให้เพื่อนยากที่จากลาไปโดยไม่คาดฝันตีปั่นป่วนอยู่ในใจ ทว่าลำคอกลับฝืดเฝือ ริมฝีปากไม่ยอมขยับ จนในที่สุดเขาก็หักใจเบือนหน้าจากหุบเหว ก้าวไปตามทางเดินบนแนวผาซึ่งทอดสูงขึ้นไปยังที่ที่อสูรยักษ์ตนสุดท้ายรอคอยอยู่

เขามิใช่เซ็นนาที่จะมามัวหมดอาลัยตายอยากเพราะหมดสิ้นทุกสิ่ง ม้าของเซ็นนาช่วยเหลือเจ้านายของมันให้รอดชีวิตโดยไร้ความหวังที่จะกลับไปหาเทพีดวงดาวผู้เป็นที่รักได้อีก แต่อะโกรช่วยให้เขารอดชีวิตไปพบโมโนที่ปลายทางเส้นนี้ต่างหาก

ไม่มีการเหลียวหลังกลับอีกแล้ว...ในพื้นที่อันลึกที่สุดของแผ่นดินโบราณซึ่งเขาได้ล่วงล้ำเข้ามา

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

แสงอรุโณทัยเริ่มจับขอบฟ้ายามเช้าที่ผิดแผกไปจากทุกครา

ปกติแล้วทุ่งหญ้านอกซุ้มทวารและแนวกำแพงใต้สุดแห่งแผ่นดินจะเงียบสงัดไร้ภาพหรือเสียงเพรียกของวิหคใดๆ แม้นคำกล่าวที่ว่า "มีเพียงวิหคเท่านั้นที่เข้าออกระหว่างดินแดนของเรากับดินแดนนั้นได้อย่างเสรี" จะเป็นจริงก็ตาม กลับมีวิหคเพียงน้อยนักที่ล่วงล้ำเข้าไปในดินแดนนี้ เนื่องด้วยความกันดารในเส้นทางที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคขวางกั้น และกลิ่นไอมนตราสะกดกาลอันหนาหนักรอบดินแดนก็ให้สัมผัสไม่สู้ดีนักกับสรรพสัตว์ สิ่งมีชีวิตภายในดินแดนต้องห้ามล้วนแต่เป็นสัตว์ที่ดำรงชีวิตอยู่ตั้งแต่ก่อนเวลาถูกปิดขัง ซึ่งเอาชีวิตรอดจากนกนักล่าเช่นเหยี่ยวที่บินร่อนบนฟ้า คอยจ้องมองหาเหยื่อด้วยสายตาแหลมคมร่ำไปเท่านั้น

ทว่าเช้าวันนี้ ภาพอันประหลาดเหลือเกินกว่าจะเชื่อคงเป็นจุดสีขาวเล็กๆ สิบห้าจุดที่ลอยอยู่บนฟ้าสีแดงเรื่อเป็นกลุ่ม แม้กระนั้น พระเถระรวมทั้งเหล่าองครักษ์ประจำอารามทั้งห้าที่กำลังรวมกลุ่มสวดภาวนาสั้นๆ ต่อสุริยเทพซึ่งเพิ่งล่องนาวาพ้นขอบฟ้าทิศตะวันออกก่อนเดินทางต่อก็มิได้สังเกตเลย

ฝูงวิหคขาวเองก็มิได้ให้ความสนใจคนกลุ่มนั้น มีเพียงนางนกตัวหนึ่งในฝูงที่เหลือบมองลงมายังผู้ที่มันเคยเรียกร้องอยากพบเป็นที่สุดแค่ชั่วแวบก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปเท่านั้น

เป้าหมายของพวกมันอยู่ ณ บริเวณชายป่าซึ่งติดกับที่ราบที่เพิ่งบินผ่านมา เป็นชายชราพเนจรที่ยืนรออยู่กับลาตัวเล็ก สายตาจับจ้องท้องฟ้าดั่งรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีผู้มาเยือน

เหล่านกพิราบร่อนลงบนพื้นหญ้าเบื้องหน้าเขา เว้นเพียงตัวหนึ่งที่เกาะลงบนปลายนิ้วผอมเกร็งซึ่งชี้ออกเบื้องหน้า

ไร้สัมผัสของกรงเล็บที่จิกเกาะและน้ำหนักร่างเช่นนกทั่วไปบนนิ้วของมนุษย์ผู้รออยู่ แต่นัยน์ตาสีฟ้าจางของพ่อเฒ่าก็สบกับดวงตาเล็กๆ ของนกตัวนั้นราวกับกำลังสื่อสารกันทางสายตา ด้วยความคะนึงหาที่มิได้พานพบกันนานนับหลายสิบปี

อีกครู่หนึ่งนกตัวนั้นจึงได้ร่อนลงจากนิ้วของแกไปสมทบกับตัวอื่นๆ ที่เรียงรายเป็นแถว ส่วนพ่อเฒ่าประสานมือเข้าด้วยกันและพึมพำสวดภาวนาราวพักหนึ่ง จากนั้นจึงได้ลืมตามองหมู่ร่างสีขาวเบื้องหน้า

"ไปเถอะ อีกไม่นานพวกเจ้าจะได้กลับสู่กระแสแล้ว"

หากผนึกเวทมนตร์สุดท้ายที่ตรึงกาลเวลาในดินแดนนี้ถูกคลายออก พวกเจ้าทั้งหมดก็จะเป็นอิสระโดยแท้จริง

นกพิราบทั้งสิบห้าสยายปีกบินจากไป พ่อเฒ่าเงยหน้ามองตามร่างสีขาวบนฟ้าครามที่กลับเล็กลง เล็กลง จนกลืนหายไปกับปุยเมฆเหนือประตูโบราณไกลโพ้น

และเมื่อถึงตอนนั้น...เจ้าจะได้ตอบแทนข้าแล้ว เด็กหนุ่มคนจร ชายชรานึกในใจ ด้วยความหวังว่าเหล่าวิญญาณจะช่วยนำความข้อนั้นไปสู่ผู้ที่เขาเอ่ยถึง ทั้งตอบแทนและสร้างบุญคุณให้กับข้า กับพวกเขาเหล่านี้มากมายเหลือคณานับ

ทว่าข้าคงได้แต่ภาวนาขอให้ความปรารถนาของเจ้าประสบผลสำเร็จ โดยที่เจ้ามิต้องสูญเสียมากไปกว่าที่เจ้าเรียกร้องหรือควรได้รับเท่านั้นเอง...

- To be continued -
บทที่ 49 - พบกันอีกครั้ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ตอนนี้เป็นตอนที่เรียกว่าเป็นบทนำของศึกสุดท้ายก็คงได้ ในตอนที่คนจรปลดผนึกสุดท้ายด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ ผมจึงนำประโยคต่างๆ ในบทนำมาดัดแปลงใช้อีกครั้งเพื่อให้เซ้นส์ของการนึกย้อนครับ

แฟนอาร์ตที่ผมคิดว่าเข้ากับตอนนี้ครับ

ภายในวงล้อมของเงา
ใบหน้าของโมโนที่นอนอยู่
ประตูสู่ดินแดนต้องห้ามในยามราตรี

ไม่ทราบว่าตำนานของเซ็นนาจะทำให้ผู้อ่านไหวตัวเรื่องชะตากรรมของอะโกรก่อนหน้านี้แล้วหรือเปล่า แต่นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับม้าผู้แสนภักดีในเกมจริงๆ ครับ เป็นชะตากรรมที่ผมเห็นว่าน่าเศร้ามาก T T อะโกรเองก็เป็นตัวละครสำคัญในเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็น "พระเอกตัวจริงกระทิงแดง" เลยก็ได้ ถึงจะไม่มีบทพูดเลยสักบท ผมจึงอยากย้อนอดีตของคนจรกับอะโกรคร่าวๆ เพื่อให้เห็นความผูกพันของทั้งสองด้วย ในโอกาสนี้ขอสงบนิ่งไว้อาลัยให้อะโกรสัก 3 วินาทีครับ - -

รูปไว้อาลัยอะโกร

3
2
1

อา...อะโกรกระซิบบอกว่าไม่อยากให้เศร้ากันเกินไปนัก จึงขอตบท้ายด้วยมุขแป้กๆ ของสองผู้เฒ่าที่ผมเกิดคิดได้ตอนเขียนจบบทนี้ กับมุขสี่ช่อง "ความหวังของคนจรในเกมรอบสอง" ก็แล้วกันนะครับ ^^;;;

พ่อเฒ่า: พระเถระ ข้าขอลา
ท่านเอมอน: (ชี้ลา) ก็เอาไปสิ มันลาของเจ้าอยู่แล้วนี่ ข้าไม่ได้ยึดสักหน่อย
พ่อเฒ่า: ............................. = =;;;

ความหวังในรอบสอง

นอกจากนี้ เนื่องจากโอกาสวันวาเลนไทน์ที่มาถึง ผมได้เขียนไซด์สตอรี่ของโมโนกับคนจรระหว่างหนีไปด้วยกันอีกตอนหนึ่ง จะเป็นเรื่องอะไรนั้น ชื่อเรื่องคงบอกได้อย่างชัดเจนที่สุด ^^;;;

ไซด์สตอรี่ของโมโนกับคนจร Bath

ขอบอกไว้ก่อนว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับน้ำ และมีแต่น้ำท่าล้วนๆ ตามประสา Author Service ครับ ถือว่าอ่านคลายเครียดนะครับ ^^;;;

แล้วพบกับโมโนในตอนหน้าครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 08 ก.พ.50 เวลา 23:43:36 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

double
Member

อา....ศึกสุดท้ายแล้วสิน่ะ
ฉากที่อะโกร ตกลงไปนั้นบาดลึกคงจะบาดลึกลงไปในใจทีเดียวสิน่ะคนจร .....
ถ้าตอนเล่นเกมแล้วไปหายักษ์ตัวสุดท้าย (ท่านพี่เล่น)รอบแรกไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปค่ะ เลยกลายเป็นเราวิ่งไม่พ้นตกลงไปแทน (เวรกรรมจริงๆ)
ส่วนรูป คนจรน่ารักมากเลยค้า.....>_< โดยเฉพาะช่องสุดท้ายที่ร้องห่มร้องไห้นั้นน่ะ ฮึๆ

ส่วนหนังเรื่อง seven เรื่องเกี่ยวกับฆาตกรที่ใช้ชื่อว่าseven(เรื่องก็เกี่ยวๆกับบาป 7 ประการนี่แหละค่ะ) พระเอกเป็นตำรวจ ก็ตามจับเจ้าฆาตกรคนนี้แหละค่ะ แล้วพอตอนจบ ที่พระเอกตามฆาตกรจนเจอปกติตำรวจนี่ห้ามวิสามัญใช้มั้ยค่ะ ไอ้ฆาตกรก็เลยยุให้พระเอกฆ่ามัน โดยให้มันดูศพภรรยา คือให้เลือกว่าจะทำตามกฏหมายหรือว่าความแค้นของตัวเอง โดยที่ตำรวจรุ่นพี่ของพระเอก (ที่เป็นคู่หู) ก็พูดห้ามไว้แหละค่ะ แต่สุดท้ายพระเอกก็เลือกยิงฆาตกร (ก็น่าจะติดคุกเองด้วยน่ะค่ะ ยิงคนที่ไม่มีอาวุธเนี่ย) เรื่องก็ราวๆนี้แหละค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 12 ก.พ.50 เวลา 08:59:20 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ double - ผมรู้สึกว่าสีหน้าของคนจรตอนมองอะโกรร่วงลงไปเศร้ามากเลยล่ะครับ ถึงจะไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากเรียกชื่ออะโกรก็เถอะ TT_TT

ผมยังไม่เคยลองวิ่งโดดเองเลย แต่ได้ยินมาเหมือนกันว่าไม่ทันหรอก ^^;;;

อ๋อ...เป็นอย่างนี้นี่เองเรื่องของ Seven ผมก็ว่าคล้ายๆ สถานการณ์ของคนจรนะครับ ที่ฆาตกรยกเรื่องที่เคยทำไว้มายั่วให้ตัวเอกฆ่าตัวเอง แต่ผมว่าก็น่าเข้าใจนะ เรื่องแบบนี้มันบีบคั้นใจจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 12 ก.พ.50 เวลา 22:27:30 น.

runaway guy
คนเดินทาง

ขอบอกตามตรงว่าทันทีที่อ่านเจออะโกรเดี้ยง ผมก็อึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าคนจรที่เสียทุกอย่างทั้งพ่อแม่พี่น้อง ภรรยา สุดท้ายก่อนที่ความหวังตัวเองจะเป็นจริงยังต้องมาเสียเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากตัวสุดท้ายไปอีก
เฮียจอห์นเอ๊ย ชีวิตรันทดได้ใจเลยแฮะ...

ไม่เคยคิดว่าพ่อเฒ่าจะเป็นสามีหมอซิลฟาแฮะ (ก็เคยคิดเล่นๆ อยู่บ้าง แต่ใจมันโน้มเอียงไปทางอดีตผู้กล้ามากกว่า ^^;;; ) แต่มาเป็นแบบนี้ก็ไม่เลวนะฮะ ถ้ากลับไปทั้งที่แต่งตัวฮิปปี้ (อย่างที่พระเถระว่า) หมอซิลฟาคงอึ้งกิมกี่ไปชั่วขณะเหมือนกันนะฮะ ผมว่า ^^;;;
ส่วนนกที่เป็นวิญญาณของผู้ถูกเลือกนี่จริงๆ ยังเป็นวิญญาณนกอีกทีเหรอครับนี่ (เห็นเกาะแล้วไม่มีน้ำหนัก) โธ่ หลุดออกมายักษ์ได้ทั้งทียังปรากฏเป็นรูปมนุษย์ไม่ได้เลย สงสัยคำสาปของพิธีกรรมนี่จะเฮี้ยนใช้ได้เลยนะครับนี่

ขอไว้อาลัยให้อะโกรสามวิเช่นกันครับ

ปล. แก๊กสี่ช่องฮามากๆ ฮะ ^^

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 18 มี.ค.50 เวลา 12:55:49 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Runaway Guy - ไม่มีพระเอกเรื่องไหนของผมที่ไม่รันทดครับ (อันนี้ต้นฉบับ เสียแฟนแล้วเสียม้าก็รันทดพอดูแล้ว เลยยิ่งรันทดคูณสองเข้าไปใหญ่ ^^;;; )

ตอนแรกคิดให้พ่อเฒ่าเป็นผู้กล้า แต่ต่อมาเปลี่ยนครับ เปลี่ยนแล้วทำให้ผมรู้สึกบทของพ่อเฒ่าในช่วงหลังๆ ลงตัวขึ้นเยอะ

จริงๆ พวกผู้ถูกเลือกเป็นวิญญาณที่ปรากฏในรูปของนกครับ ตอนนี้ยังเป็นอิสระไม่ได้ เพราะพิธีกรรมทั้งมวลยังไม่ถูกลบล้างไป ด้วยเหตุนี้ พ่อเฒ่าจึงต้องรอให้คนจรปลดปล่อยผู้ถูกเลือกคนสุดท้ายให้ได้ก่อน เพื่อหักล้างพิธีกรรมทั้งหมด

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 19 มี.ค.50 เวลา 20:09:33 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ