Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

รูปถ่าย (ตอนที่2)

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ผมเคาะประตูส่งเสียงร้องออกไป...เธอก็ยังไม่เปิดประตูออกมา หรือว่าที่สิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน มันเป็นเพียงความฝันที่ผมอุปทานไปเองคนเดียวเท่านั้น ความรู้สึกของผมในตอนนี้มันบอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร”...เมื่อเธอไม่ยอมเปิดประตูออกมา แต่ที่ผมแน่ใจได้ยิ่งหนึ่งคือ...มันต้องไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีแน่นอน หลักฐานก็คือผมได้หลั่งน้ำตาออกมา หากบอกว่าผมรู้สึกผิดหวัง...แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่านั้น

“ผมรักคุณน่ะ ไม่ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นเมื่อวานมันจะเป็นอะไรก็ตาม ในตอนนี้ผมยังรักคุณและในเวลานี้สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดคือพบคุณมินาโกะ…”

ผมได้พูดออกไปอีก...พูดออกไปอย่างสิ้นหวัง เพราะผมในยามนั้นรู้แล้วว่า”ยามไม่มีเธอนั้น”...โลกนี้มันไร้ค่าเพียงใด ผมพบเธอเพียงไม่กี่เดือน...กับความรักที่มอบให้เธอนั้นมันยังอาจไม่มากพอ แต่พอผ่านเมื่อวานแล้ว...เพียงชั่วเวลาเพียงวันเดียว ผมสามารถบอกได้ว่า”ความรักที่ผมมีต่อเธอนั้น”...มันมากจนไม่อาจที่จะทำให้ผมใช้ชีวิตโดยปราศจากเธอได้อีกแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยฝันอย่างเดียวดายกลับมาเธอมาอยู่ด้วยในความฝันนั้น ราวกับว่า”วิญญาณของผมและเธอได้ผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว” ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม...ผมจะต้องพบเธออีกให้ได้

“...ผมรักคุณ...มินาโกะ”

ผมพูดออกไปอีกครั้งด้วยความรู้สึกและตั้งใจที่แท้จริงของผม ทั้งๆที่หวาดกลัว...กลัวว่าเธอจะไม่ยอมเปิดประตูออกมาพบผม เพียงแค่เธอไม่ยอมเปิดประตูออกมาพบผม...ผมไม่เคยคิดเลยว่ามันจะน่าหวาดกลัวมากมายเช่นนี้ ขาของผมไม่มีแรงมากพอที่จะทำให้ผมยืนยัดอยู่ได้...แทบจะทรุดลงไปนั่งกองกับพื้นที่เบื้องหน้าห้องของเธอ ผมรู้สึกรุ่มร้อนไม่สบายใจ...สายลมที่พัดมาคล้ายเข็มที่แหลมคมเสียดแทงใจผม แต่อยู่ๆแรงและกำลังของผมก็กลับคืนมาพร้อมกับรอยยิ้ม...ทันทีที่บานประตูนั้นเปิดออกมา เธอเปิดประตูออกมา...แค่เธอเปิดออกมาทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป ผมรู้สึกโลกทั้งโลกเปลี่ยนไปคล้ายอบอุ่นและเป็นสุขขึ้น ความรู้สึกที่เคยร้อนร้นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นสบายอย่างบอกไม่ถูกภายใต้ดวงตะวันดวงเดียวกัน สายลมที่เคยพัดมากลับเย็นสบายและอ่อนโยนขึ้น เพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมยิ้มได้...รักโลกนี้และน่าอยู่มากขึ้น
---------------------------------------------------------------------------

ชั้นยังคงนั่งนิ่งตั้งใจไว้แล้วว่าจะไม่ลุกไปเปิดประตู...ปล่อยให้เขาผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านออกไป เหมือนเช่นทุกคน แต่...

“...ผมรักคุณ...มินาโกะ”

คำพูดที่เขาพูดออกมา...ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของชั้น ทั้งความตั้งใจและความมุ่งมั่นให้พังทลายลง ชั้นลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู...โดยไม่สนใจสิ่งใด เพียงแค่อยากที่จะเจอเขาเท่านั้น ทั้งๆที่ตั้งใจแล้วว่า”จะไม่เปิดประตู” แต่สุดท้ายชั้นก็ทำลงไปเหมือนกับไม่รู้ตัว เพียงแค่อยากจะพบกับเขาอีกครั้งนั้น เราพบกันแล้วทำมัย...ไม่พบกันแล้วทำมัย แต่สุดท้ายชั้นกลับเลือกการพบกันที่ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายระหว่างเรา และอยากทำให้คำสาปสาปส่งเขารุนแรงยิ่งขึ้น ชั้นต้องแคร์สิ่งใดมัย...ถ้าที่ต้องแคร์มันก็คือเขา ถึงรู้ดีว่า”การพบกันครั้งนี้”อาจพรากเขาจากไป...แต่ก็มิอาจไม่พบได้ เพื่อตัวเขาแล้วชั้นไม่ควรพบเขา...แล้วเพื่อตัวชั้นล่ะ? ชั้นอาจเป็นคนที่เห็นแก่ตัว...แต่มีความรักของใครบ้างเล่าที่ไม่เห็นแก่ตัว ชั้นยอมรับว่า”ชั้นเห็นแก่ตัว” ชั้นอยากพบเขา...แม้จะนำคำสาบนั้นไปสู่เขาก็ตาม ความตายที่มาพร้อมกับคำสาบจะไปสู่เขา...เพียงเพราะชั้นเปิดประตูบานนี้ออกไปพบเขา แม้จะเป็นการหลอกตนเองเพียงเล็กน้อย...ชั้นก็ทำ ชั้นหลอกตนเองว่า”คำสาบนั้น” มันอาจจะไม่เกิดขึ้น ไม่รุนแรงขึ้น ชั้นสามารถขับไล่มันไปได้...เหมือนเช่นทุกครั้ง นั่นเป็นพริบตาและเป็นความรู้สึกยามที่ชั้นเปิดบานประตูนี้ออกไปพบเขา พบกับสิ่งที่ชั้นหวังไว้มานาน...ที่ที่จะทำให้ความรู้สึกอันอ้าวว้างของชั้นสูญหายไป หากบอกว่า”มีคนมากมายยอมที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรัก” แต่สิ่งที่ชั้นสูญเสียมันอาจมากกว่าทุกคน เพราะเพื่อแค่จะพบกัน...ชั้นถึงกับยอมที่จะสูญเสียแม้ชีวิตของคนที่ชั้นรักไป เพียงแค่การพบกันแค่ครั้งเดียว...แค่ที่จะพบกันอีกครั้งเดียว นี่มันเป็นชะตากรรมของชั้น...ชะตากรรมของผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะ ยามนี้ชั้นหลั่งน้ำตาออกมา ไม่รู้ว่า”มันเป็นหยาดน้ำตาของอะไร” หยาดน้ำตาของความรัก หยาดน้ำตาที่ได้พบเขา หยาดน้ำตาแห่งทุกข์หรือหยาดน้ำตาแห่งความสุข หรือว่ามันเป็นหยาดน้ำตาของชะตากรรมผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะ

...หรือว่าหยาดน้ำตานี้คล้ายหลอมรวมทุกสิ่งไว้
------------------------------------------------------------

สถานที่นั้นคล้ายกับอัฒจันทร์รูปวงกลม ตรงกลางของมันเป็นลานวงกลมที่สูงยิ่งกว่าชั้นสูงสุดของอัฒจันทร์ และบนลานวงกลมนั้นยังมีหินรูปวงกลมเตี้ยๆอยู่อันหนึ่ง ชั้นฝันทุกค่ำคืนว่า”ชั้นถูกจับให้นั่งคุกเข่ากดหน้ามองดูหินรูปวงกลมนั้น” ชั้นพยายามที่จะเงยหน้ามองดูท้องฟ้า...แต่ก็มีมือหรืออะไรบางอย่างกดศีรษะไม่ให้มองดูท้องฟ้าได้ ท่ามกลางความเงียบสงบในความฝันนอกจากเสียงร้องของกาแล้ว หูของชั้นก็ได้ยินเสียงลมกระซิบแผ่วบอกพร้อมกับความตายว่า“ผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะไม่สามารถมองไปบนท้องฟ้าได้ในยามพิพากษา” และในวินาทีนั้นคล้ายมีคมเคียวตวัดลงมาบนคอชั้น แล้วหัวของชั้นก็ลอยกระเด็ดลงไปตกยังนอกอัฒจันทร์ ดูตาที่ยังคงลืมอยู่ แม้จะมองท้องฟ้าอยู่...แต่ก็ไม่สามารถเห็นซึ่งท้องฟ้านั้นได้

สำหรับชั้นแล้วมันไม่ใช่ความฝัน...แต่มันคือความเป็นจริง และมันไม่ใช่แค่ลางบอกแห่งเหตุ...แต่เป็นสิ่งที่จะต้องเกิดกับชั้นอย่างแน่นอน เมื่อวันและเวลาที่ความตายหรือทูตมรณะมาถึงตัวชั้น

“ผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะไม่สามารถมองไปบนท้องฟ้าได้ในยามพิพากษา”

คำพูดนี้ยังคงก้องอยู่ในหูชั้น...ทั้งยามที่นิทราหลับใหลและยามที่ตื่นพื้นคืน
-------------------------------------------------------------------------

“มันเป็นเพียงแค่ฝัน...มันเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น”

มันเป็นสิ่งที่ผมบอกเธอ...และบอกตนเอง ทั้งๆที่ในใจของผมยอมรับรู้ถึงคำสาบนั้น เพราะผมก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ถึงมัน สิ่งที่ผมคิดว่าฝันเมื่อค่ำคืน...และสิ่งที่เธอฝันทุกค่ำคืน ทั้งๆที่ผมยังคงลืมตา...ทั้งๆที่ผมยังคงจ้องมองแต่เธอ แต่ในยามที่ฟังเธอเล่าความฝันนั้น ผมกลับมองเห็นความฝันนั้นได้อย่างชัดเจน...ราวกับหนึ่งผมอยู่ในการพิพากษานั้น เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง...เฝ้ามองเธอถูกพิพากษา ยามที่เธอบอกว่านก็ได้ยินเสียงลมกระซิบแผ่วบอกพร้อมกับความตายว่า“ผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะไม่สามารถมองไปบนท้องฟ้าได้ในยามพิพากษา” หูของผมก็คล้ายได้ยินเสียงลมกระซิบเช่นกัน ยามเมื่อเธอเล่าถึงคมเคียวที่ตวัดลงมา...ผมก็มองเห็นคมเคียวของสายลมและความมืดแห่งความตายตวัดลง ผมมองเห็นศีรษะเธอลอยกระเด็นขึ้นไปบนฟ้าก่อนจะล่วงลงไปยังด้านนอกของอัฒจันทร์ และสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือผมก็มองไม่เห็นท้องฟ้าเช่นกัน

“ท้องฟ้าเป็นสีม่วงและเมฆเป็นสีน้ำเงิน...”

ผมบอกเธอทั้งๆที่ผมมองไม่เห็นท้องฟ้า...แต่ผมรู้สึกได้ถึงท้องฟ้านั้นในความฝัน และผมยังคงบอกต้องไปอีกว่า

“...และมันก็ไม่ได้มืดครึ้ม...แต่กลับสว่างไสวเหมือนกับท้องฟ้าของเรายามกลางวัน เพียงแต่สวยงามมากกว่า...เท่านั้น”

“ชั้นรู้...”

เธอตอบกลับมา...และตอบต่อไป

“ชั้นรู้สึกได้เหมือนกันว่าท้องฟ้ามันเป็นเช่นนั้น แต่ชั้นก็ไม่สามารถมองเห็นมันได้ ไม่ว่าจะพยายามมองดูมันเท่าไร...ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ ท้องฟ้านั้นมันเหมือนเป็นอาณาจักรแห่งความตายที่ทุกคนควรจะต้องไป หรืออาจเป็นสรวงสวรรค์ที่ทุกคนต้องการไป มันอาจมีพ่อแม่ชั้นอยู่...อาจมีคนมากมายที่รอชั้นอยู่ เพียงแต่ชั้นไม่สามารถจะไปถึงมันได้...ไม่สามารถเพียงแม้แต่จะมองดูถึงมัน”

เธอพูดพร้อมหลั่งน้ำตา...พูดพร้อมหัวใจแหลกสลาย และนำพาหัวใจของผมแหลกสลายไปด้วย ผมไม่รู้ว่า”ควรจะทำเช่นไร”...ที่จะรักษาหัวใจที่แตกสลายของเราสองคนได้ ผมเพียงแต่โอบกอดเธอเข้ามา คล้ายให้หัวใจที่แหลกสลายของเราทั้งสองดวงมาผสานร่วมกันเป็นหัวใจที่สมบูรณ์สักหนึ่งดวง

“เรายังมีเวลาอีกหนึ่งวันไม่ใช่หรือ...มินาโกะคุณมีอะไรที่อยากทำใช่ล่ะ”

ผมถามเธอออกไป...เพราะมันยังเป็นความต้องการของผมเองเดียว เพราะวันนี้มันอาจจะเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของผม...ค่ำคืนนี้คำสาปนั้นอาจพาผมไปจากโลกใบนี้ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเธอจะต้องโดนทูตมรณะมาพรากเวลาไป โดยเฉพาะยิ่งเป็นคนที่เธอรักและรักเธอ...นี่คือเหตุผลที่เธอใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว สิ่งที่ผมต้องการในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งใด ไม่ใช่ทั้งเวลาและชีวิต...แต่เป็นรอยยิ้มของเธอ

“หากพรุ่งนี้คุณยังมีความคิดเช่นนี้...ชั้นก็คงยิ้มได้อย่างมีความสุขเหมือนวันนี้”

คำพูดของเธอเมื่อวันวานคล้ายผุดขึ้นมาในหัวผม...ผมจึงยิ้มและพูดออกไปอีกว่า

“ผมชอบคุณ…ชอบรอยยิ้มของคุณน่ะ”

และยังพูดต่อไปอีกว่า

“...พรุ่งนี้เรามาเที่ยวกันอีกน่ะ”

ในยามนั้นสิ่งที่ผมมุ่งหวังก็ปรากฏขึ้น เธอยิ้มออกมาและตอบรับกลับมาว่า

“อืมม์...”

มันเป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่ผมจะเห็นได้ในโลกใบนี้...เพราะมันเป็นรอยยิ้มของคนที่ผมรักและรักผม และแน่นอนที่สุดสิ่งมันเป็นรอยยิ้มของเธอ
------------------------------------------------------------------

เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปอย่างรวดเร็ว...คำพูดนี้มักเป็นจริงเสมอ

...โดยเฉพาะกับผมในเวลานี้

กลางคืนมาเยือนเราเร็วกว่าที่คิดไว้ สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ถึงช่วงเวลากลางวันของเราสองคนมีเพียงรูปถ่ายไม่กี่สิบใบเท่านั้น อากาศยิ่งเย็นลงทุกที...ผมสัมผัสได้ถึงความตายและทูตมรณะที่มาพร้อมๆกับความหนาวเย็นที่ค่อยจับขั้วหัวใจนี้ ขณะที่เธอกับเปิดประตูเข้าห้องอยู่นั้น เธอคิดที่จะให้ผมตามเข้าห้องไปด้วย...และผมก็คิดที่จะตามเข้าไปเช่นกัน ถ้าไม่ใช่อากิระที่ไม่รู้โผล่ออกมาจากที่ใด...เข้ามาคว้าจับแขนเธอไว้ สิ่งที่เธอทำมีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นคือสะบัดแล้วปิดประตูเข้าไปในห้องทันที ทิ้งผมกับอากิระไว้ที่หน้าประตูเพียงสองคน...ก่อนที่ผมจะถูกอากิระลากไปที่ห้องในเวลาไม่นานนัก
--------------------------------------------------------

“นี่แกคิดยังไงกับเธอกัน”

อากิระพูดออกมาพร้อมๆกับใช้มือทั้งสองข้างกระชากคอเสื้อยกตัวผมขึ้นลอยจากพื้นดันติดกำแพง มือของเขาสั่นระริก มันเป็นการสั่นระริกของความโกรธ เกลียด ผิดหวัง เสียใจและเจ็บปวด ผมเข้าใจถึงความรู้สึกนี้ดี...ความรู้สึกของผู้ชายที่รู้ตัวว่า”อกหัก” บางคนมักระบายมันด้วยการดื่ม การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่นหรือสิ่งของ และบางคนอาจไม่อยากที่จะทำอะไรเลยหรือทำอะไรมากมายอย่างที่คิดไม่ถึง เพราะแม้แต่ในยามนี้ทั้งผมและอากิระก็รู้แล้วว่า”มินาโกะรักใคร” การที่เราอกหักมันเทียบไม่ได้กับการที่เรารักใครสักคนมาเป็นสิบๆปีและเธอดันไปรักคนอื่นที่มิใช่เรา ความเจ็บปวดในยามนี้ของอากิระมันคงมากมายกว่าใครหลายคนที่อกหักอย่างแน่นอน ผมไม่รู้ว่าอากิระยกร่างของผมดันติดกำแพงนี้นานเท่าไร่ แต่เมื่อเขาวางร่างของผมลงพร้อมกับแรงที่หมดลง...สิ่งที่หลั่งไหลออกมาพร้อมกับร่างที่ค่อยๆลงสู่พื้นของผมคือน้ำตา มันเป็นน้ำตาของลูกผู้ชายที่ไม่มีวันจะหลั่งไหลออกมาอย่างง่ายๆถ้าไม่เจ็บปวดใจสุดแสนสาหัส การสูญเสียคนที่เฝ้ารอคอยมาเป็นเวลาสิบกว่าปีขึ้นไปมันเจ็บปวดมากแค่ไหน...ไม่มีใครสามารถที่จะประมาณค่าได้ สิ่งที่ผมทำได้คือเข้าใจเท่านั้น...แม้ไม่สามารถประมาณค่าได้แต่ยังเข้าใจได้

“ดูแลเธอด้วย”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของอากิระก่อนที่จะไล่ผมออกนอกห้อง แม้จะเป็นเวลาไม่นานที่ผมอยู่ร่วมกับอากิระแต่ผมคล้ายเข้าใจผู้ชายคนนี้ดี...ราวกับว่าเป็นเพื่อนสนิทที่คบหากันมานาน ไม่สิเราสามารถเป็นเพื่อนกันได้...ถ้ามีโอกาสที่มันดีกว่านี้ ดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้...

...หากเราไม่ได้รักผู้หญิงคนเดียวกัน

...หากผมมีชีวิตยื่นยาวกว่าค่ำคืนแห่งคำสาบนี้

...เราคงได้เป็นเพื่อนกันแน่นอน
-----------------------------------------------------------

บานประตู...ไม่ได้ถูกเปิดออกอีกครั้ง

...เพราะก่อนที่ผมจะเคาะประตูรัตติกาลก็ได้มาถึงก่อนแล้ว

ยามเมื่อผมรู้สึกตัวอีกที่ครั้ง...ผมก็ได้มาอยู่เบื้องหน้าเธอในสภาพเช่นเดียวกับเมื่อคืนวาน แต่ดวงตาของเธอที่ในยามนี้จับจ้องมองมาทางผมกลับมองไปที่ด้านหลังผม ทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองยังด้านหลัง...ทั้งๆที่ไม่รับรู้ถึงสัมผัสและความรู้สึกแห่งความตายนั้นเลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่ผมมองเห็นก็เป็นเช่นเดียวกับผม...เพียงแต่ไม่ใช่ผม

เพราะเขาคืออากิระ
-------------------------------------------------------

มิกะ...เธอเป็นมิโกะ นอกจากเป็นมิโกะแล้ว...เธอยังเป็นภรรยา แม่และเจ้าของบ้านพัก เธอไม่เคยกลัวสิ่งใดเลย แม้กระทั่งภูตผีปีศาจ เพราะตั้งแต่เล็กเธอก็พบเห็นมันจนชินและสามารถขับไล่มันไปได้ พ่อและพี่ของเธอถึงกับยกหน้าที่ขับไล่ปีศาจให้กับเธอทำเลยที่เดียวเมื่อรู้ถึงความสามารถของเธอ แต่หากมีสิ่งที่มิกะไม่ชอบที่สุดก็คือความหนาวเย็น ยามที่หิมะตกเธอมักจะซุกตัวอยู่ภายใต้โต๊ะขาอุ่นหรือที่นอนเพียงความไอความหนาวเย็นผ่านไป และในวันนี้ก็เช่นกันที่เธอรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่ผิดปกติ มันไม่ได้มาเจ้าอากาศ...แต่เป็นวิญญาณร้าย สิ่งที่มิกะเตรียมทำสิ่งแรกหลังจากสวมชุดมิโกะเพื่อสู้กับวิญญาณร้ายประเภทนี้คือเรียกวิญญาณพิทักษ์แห่งไฟของเธอมาปกป้อง แต่สิ่งที่เป็นไม่เคยคิดมากก่อนเลยว่า”ครั้งนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้ง” แถมยังรุนแรงมากเสียด้วย...วิญญาณพิทักษ์แห่งไฟที่เธอเรียกมาถึงกับหนีเธอไปทันที พร้อมกับบ้านทั้งหลังที่กลายเป็นน้ำแข้ง...เธอจึงได้แต่วิ่งไปที่ห้องนั่งเล่นที่สามีและลูกของเธอนั่งดูทีวีอยู่ สามีที่ยังไม่สนใจอะไรยังต้องนั่งสั่นจนไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ในมือได้...ส่วนลูกชายเธอได้แต่วิ่งเข้าไปซุกตัวอยู่ภายใต้โต๊ะขาอุ่น มิกะที่มีพลังพอเรียกวิญญาณพิทักษ์แห่งไฟได้มาอีก...ก็ทำได้แค่เพียงแต่ช่วยทำให้อุ่นขึ้นเท่านั้น ในใจของมิกะของคิดถึงมินาโกะลูกสาวพี่ชายเธอที่ตายไปไม่ได้ ว่าครั้งนี้คงจะต้องมีความตายอีกแน่ๆ...และเธอก็ไม่สามารถที่จะช่วยได้ เพราะทุกครั้งที่เธอพบมินาโกะ ถึงเธอจะสามารถขับไล่ทูตมรณะไปได้เช่นเดียวกับมินาโกะ...แต่ทุกครั้งมันก็ร้ายแรงขึ้นเลื่อยๆจนบางครั้งเธอต้องให้มินาโกะเป็นคนที่เคยช่วยขับไล่ หรือว่าครั้งนี้สิ่งที่ทูตมรณะต้องการคือชีวิตเธอ...หากเธอตายไปมินาโกะก็ต้องให้ชีวิตอยู่คนเดียวจริงๆโดยที่ไม่สามารถจะติดต่อกับใครได้เลย ชีวิตเช่นนั้นมันโหดร้ายมากสำหรับเด็กสาวเช่นมินาโกะ มิกะตั้งใจไว้แล้วว่าเธอจะต้องหาทางช่วยเหลือมินาโกะให้ได้ แต่ว่าเดือนนี้เธอยังไม่ได้พบหน้ามินาโกะเลยอีกครั้งวิญญาณของเธอก็ไม่ได้ออกไปจากร่างนี่น่า
----------------------------------------------------------------------

ทั้งผมและอากิระต่างมากปรากฏกายที่เบื้องหน้าของเธอในสภาพของวิญญาณ ดวงตาที่ของเธอที่จ้องมองมายังผมและอากิระในตอนแรกนั่นค่อนข้างตกใจ...ก่อนที่หยาดน้ำตาจะไหลรินออกมา ในวินาทีนั่นเองผมกระสัมผัสได้ถึงกระแสความเย็นอันหนาวเหน็บที่พัดพามาพร้อมกับความตาย...ที่เย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าไปถึงทุกอณูของวิญญาณผม บ้านทั้งหลัง...ทุกสิ่งทุกอย่างแม้กระทั่งฝาผนังนอกจากเราสามคนกายเป็นน้ำแข้งสีขาวออกน้ำเงินใส่สามารถมองผ่านทะลุเลยไปได้ ภายหลังของกำแพงผนังน้ำแข้งที่อยู่รอบๆตัวเรานั้นเป็นเงาสีดำมากมายเล็กๆที่คล้ายๆซ้อนทับกันจนสามารถปกคลุมผื่นโลก แผ่นฟ้า...แผ่นดิน

นั่นเป็นเงาสีดำของความตาย...เป็นทูตมรณะที่ทำหน้าที่มอบความตายแก่ทุกสรรพสิ่งเหลือคณานับได้ เงาดำเหล่านั่นค่อยบีบรัดความเราคายลงเรื่อยๆจากอยู่ไกลสุดฟ้าจนกระทั่งแทบจะสัมผัสตัวและวิญญาณพวกเรา กระแสความหนาวเย็นยะเยือกที่สัมผัสได้...คล้ายเข็มหนามน้ำแข้งที่ค่อยทิ่มแทงเข้าไปในวิญญาณเล่มแล้วเล่มเล่าอย่างไม่หยุดยั้ง ยิ่งทวีความเย็นและตอกย้ำถึงความตายมาสู่พวกเรา สายลมที่พัดพารอบกายพวกเราก็เฝ้ากระซิบบอกความตายที่กำลังมาจะพรากเราไปจากชีวิตที่มีอยู่ในทุกขณะจิต ยามเมื่อเงาสีดำของทูตมรณะประชิดตัวพวกเรานั่น...มือสีดำมากมายของเหล่าทูตมรณะที่นับไม่ล้วนกำลังเงื้อขึ้นหมายตวัดลงลากเราไปสู่ความตาย ในยามนี้ไม่แต่ผมเท่านั้นที่รับรู้ความความตายที่ไม่มีสิ่งใดจะต่อต้านได้ ผมแทบไม่มีความรู้ใดๆเลย...ราวกับความรู้สึกต่างๆนั้นมันไปตายลงไปก่อนแล้วหน้านี้...ถ้า

ถ้าไม่ใช่มินาโกะ...เธอได้ทำบางสิ่งขึ้นมาในเวลานั้น

...สิ่งที่แม้แต่ผมหรือใครๆก็ไม่คิดที่จะทำ
--------------------------------------------------------------------

ชั้นรู้ดี...ถึงความตายที่กำลังใกล้เข้ามา

โลกทั้งใบ...ทั้งทุกสิ่งและผนังของห้องนี้เปลี่ยนกลายเป็นกำแพงน้ำแข้งที่ขาวฟ้าใส ที่ส่งกลิ่นไอเย็นยะเยือกหนาวแสดแทงร่างกาย และวิญญาณ อารมณ์ ความรู้สึกของผู้คน มันเป็นกลิ่นไอแห่งความตายของทูตมรณะที่ชั้นรู้จักดี...แต่ว่า แต่ว่าครั้งมันกลับมากมาย จริงจัง ชั่วร้ายและยิ่งใหญ่กว่า...กลิ่นไอแห่งความตายที่มาพร้อมกับความมืดมิดที่ค่อยๆปกคลุมทุกสิ่งนี้ ทูตมรณะมากมายที่กำลังส่งเสียงร่ำร้องมากับกระแสสายลมที่ไร้เสียงนี้...อบอวลและเต็มไปด้วยเสียงกระซิบความความตายที่กำลังร้องเรียกควักวิญญาณผู้คนให้พบและสัมผัสถึงกาลมรณะอยู่ทุกขณะจิต นี่มันเป็นชะตากรรมของชั้น...ชะตากรรมของผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะและผู้คนที่ก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วันนี้ต้องมีคนตาย...จะต้องมีคนตาย ข้อเหล่าผุดขึ้นไม่เพียงแม้แต่ในใจของชั้นหรือเพียงภายในจิตใจของใคร...แต่ยังคงล่องลอยอยู่ในทุกอณูของอากาศทั่วบริเวณและโลกทั่วใบ ไม่ต้องได้ยินหรือมองเห็น...แต่สัมผัสได้ เงาสีดำมากมายของทูตมรณะมากมายที่ซ้อนทับกับปกคลุมปกปิดปิดบังโลกหล้า...ค่อยๆหดเล็กแคบลงเรื่อยๆรอบตัวและวิญญาณพวกเรา พร้อมทั้งกระแสไอเย็นที่หนาวเย็นยะเยือกเสียดแทงทั้งร่างและวิญญาณทุกวินาที...ราวกับต้องการที่จะทรมาณเราก่อนที่ความตายจากทูตมรณะจะมาถึง เสียงกระซิบที่แทบไม่ได้ยินซึ้งเสียงใดยังคงสัมผัสได้ในความรู้สึกเรา...ขอเพียงแค่เผลอใจเพียงเล็กน้อยก็คล้ายถูกเสียงเรียกพถานำสู้ความตายได้ เหล่าทูตมรณะที่อยู่จนแทบจะสัมผัสกับวิญญาณพวกเราต่างพากันตวัดเงาดำคล้ายมือที่เตรียมจะกระชากวิญญาณเราออกไปจากร่างสู่ความตาย วิญญาณที่ทูตมรณะต้องการเป็นเขาและอากิระ...ด้วยพลังของชั้นในตอนนี้ไม่สามารถที่จะปกป้องพวกเขาจากความตายของทูตมรณะที่มากมายเหลือคณานับนี้ได้ ราวกับว่านี่เป็นชะตากรรม...ชะตากรรมของผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวผันกับผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะเช่นชั้น ในยามนี้หยาดน้ำตาที่ไม่รู้ว่าหลั่งไหลออกมายามใด...ยิ่งทวีหลั่งไหลออกมาอย่างไม่หยุดยั้งลงและคล้ายจะมีมีทางหยุดยั้งลงได้ ผู้คนมากมายที่ชั้นรัก ทั้งพ่อแม่ตายต้องมาตายเพราะชั้น...ชั้นที่เป็นราวกับทูตมรณะที่นำความตายไปสู้พวกเขา และในยามนี้ก็เป็นเขาที่ชั้นรักและอากิระเพื่อนที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของชั้นนี้ เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ความฝันที่รอคอยจะเป็นความจริงอยู่ทุกค่ำคืนที่หลับตาลงจากชะตากรรมอันเจ็บปวดนี้ ในยามนี้ก็เป็นเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีคนต้องตายเพราะชั้น...ภาพความฝันในทุกค่ำคืนเหมือนกำลังปรากฏอยู่รอบตัวชั้น โลกแห่งน้ำแข้งที่หนาวเย็นและความมืดมิดจากทูตมรณะที่ปกคลุมนี้...มันช่างเป็นเดียวกันความฝันแห่งวันพิพากษานั่น

ใช่แล้ว!

ในที่สุด...ชั้นก็รับรู้ถึงสิ่งที่เหล่าทูตมรณะนั่นต้องการแล้ว

สิ่งที่มันต้องการอย่างแท้จริงไม่ใช่วิญญาณของคนที่มาเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำลายทูตมรณะเช่นชั้น...ไม่ใช่เป็นวิญญาณของใคร แต่เป็น...

...เป็น...
-----------------------------------------------------------------------------

มินาโกะเธอร่ำไห้...มันเป็นการร่ำไห้ที่ทำให้หัวใจและวิญญาณของผมต้องปวดร้าว ก่อนที่เธอจะหยิบมีดทำครัวออกมา ในใจของผมและอากิระเกิดลางสังหรณ์ที่ตรงกันอย่างแปลกประหลาด...คล้ายรู้ถึงการกระทำของมินาโกะ พวกเราทั้งสองต่างพยายามที่จะห้ามเธอ แต่มือของเราทำได้แค่ผ่านร่างเธอไปเท่านั้น...ไม่สามารถที่จะฉุดรั้งหยุดยั้งเธอไว้ได้ มินาโกะ...เธอได้ใช้มีดนั้นแทงเข้าไปในหัวใจเธอ เธอค่อยล้มลงพร้อมกับราวยิ้มที่คล้ายการปลดปล่อย ในเวลานั่นเองเหล่าทูตมรณะที่เงื้อมือขึ้นก็ได้ตวัดมือลงกระชากวิญญาณของมินาโกะหายไป

“กา”

ผมได้ยินเสียงการ้องดังลั่นก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิน...ผมได้แต่ทิ้งตัวลงนั่งที่บานประตูหน้าห้องของมินาโกะปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง สภาพของอากิระเป็นเช่นไรผมไม่รู้...แต่คงไม่แตกต่างจากผมไปมากนัก ผมไม่มีแรงแม้จะลุกขึ้นเพื่อเปิดประตูไปพบกับสภาพความเป็นจริงที่รออยู่ภายในห้องของมินาโกะนั่น
เธอได้จากไปแล้ว...

จากผมไป...จากทุกคนไปอย่างไม่มีวันที่จะหวนกลับมาอีก สิ่งที่ผมทำได้ก็คือนั่งร้องไห้อยู่เท่านั้น...เท่านั้นเอง
---------------------------------------------------------------------------

สิ่งที่เหล่าทูตมรณะต้องการมากที่สุดคือ...ชั้น

ทุกครั้งที่ความตายและเหล่าทูตมรณะจะมาคร่าวิญญาณคนที่เกี่ยวข้องกับชั้น...ชั้นจะต้องเห็นภาพความฝันแห่งการพิพากษาทุกครั้ง ทุกคนที่ต้องตายเพราะชั้น...เพราะทูตมรณะไม่สามารถนำพาวิญญาณชั้นไปไม่ได้- ไปสู่การพิพากษาที่เหล่าทูตมรณะจัดฉากรอชั้นอยู่...ในความฝันทุกยามค่ำคืนที่หลับใหลลง หยาดน้ำตาที่ไหลออกมา...มันมาจากความเศร้าที่เก็บซ้อนมานานภายในหัวใจชั้น คนมากมายที่ชั้นรักต้องมาตายเพราะชั้น...และในครั้งนี้ก็อาจเป็นเขาและอากิระ

หวังว่าสิ่งที่ชั้นคาดคิดไว้คงจะถูกต้อง

สิ่งที่ทูตมรณะต้องการคือชีวิตชั้น

วิธีเดียวที่จะปลดปล่อยชั้นจากคำสาบของผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะก็คือปลดปล่อยวิญญาณของตนเองออกไปจากชีวิต...ปลดปล่อยวิญญาณตนให้ไปกับเหล่าทูตมรณะ ปลดปล่อยตนไปจากการมีชีวิตที่อยู่อย่างเดียวดาย...ปลดปล่อยตนเองจากการต้องนำพาคนที่ตนรักไปสู่ความตายจากทูตมรณะ สำหรับชั้นการตายไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับที่คนทั่วๆไปคิด เพราะชั้นรู้ดีว่า”มันไม่ใช่ทั้งการสิ้นสุด” และ”ไม่มีสิ่งใดรอคอยอยู่” ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์หรือนรก...หรือจะมีคนที่เรารักรอคอยอยู่ แต่มันเวลาที่เหล่าทูตมรณะจะนำพาชั้นไปสู่การพิพากษาของเหล่าทูตมรณะ...พิพากษาสู่สิ้นสูญมิใช่สู่สวรรค์หรือนรกอย่างเช่นวิญญาณทุกดวง ทันทีที่คมมีดผ่านขั้วหัวใจชั้นมันเป็นเพียงแค่ความเจ็บปวดเท่านั้น...ความเจ็บปวดที่สามารถฉุดกระชากวิญญาณออกจากร่างกายและชีวิต ก่อนที่จะถูกเหล่าทูตมรณะฉุดพาไปจากโลกและทุกสิ่ง...ดวงตาชั้นพยายามที่จะจ้องมองไปยังเขาก่อนที่ทุกสิ่งจากห่างไกลจนไม่สามารถที่จะมองเห็นโลกใบนี้ได้ ชั้นได้ใช้พลังของชั้นในครั้งสุดท้าย...พร้อมๆกับเสียงกาที่ร้องดังลั่นตามมายังชั้นที่ล่องลอยไปกับทูตมรณะ
ชั้นได้แต่หวังว่า”เหล่านกกาคงจะทำให้สิ่งที่ชั้นปรารถนาได้”...แม้มันอาจจะไม่มีวันเป็นจริงก็ตาม

...แต่มันก็เป็นความเพียงแค่หนึ่งเดียวของชั้นในยามนี้
---------------------------------------------------------------

ทุกอย่างมันเป็นเหมือนดั่งเช่นความฝัน...ชั้นกำลังถูกจ้องจำมิให้สามารถมองเห็นท้องฟ้าอยู่บนแท่นประหารวงกลมที่ยกขึ้นสูงยิ่งกว่าอัฒจันทร์ ไม่ว่าชั้นจะพยายามเงยหน้าขึ้นไม่มองดูท้องฟ้าเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะมองได้ราวกับมีมือของบางสิ่งบางอย่างมากดศีรษะชั้นไว้...เป็นมือที่ไม่สามารถจะมองเห็นได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเช่นดั่งความฝันทุกยามค่ำคืน...ราวกับว่าความฝันมันคือความเป็นจริงที่จะต้องเกิดในไม่ช้า...

...และมันก็เกิดขึ้นจริง...

...แต่ว่ามันยังคงมีบางสิ่งที่แตกต่างไปจากความฝัน

“กา”

เสียงเหล่านกกาที่กำลังส่งเสียงร้องกางปีกถลาล่องลงมาจากท้องฟ้า...ท้องฟ้าสีม่วงที่มีเมฆสีน้ำเงินนั้น ในปากของนกยังคงคาบรูปถ่ายต่างๆของชั้น...รูปถ่ายที่อยู่ถ่ายใต้ห้องของชั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงถึงการมีชีวิตอยู่ของชั้น ทั้งความรัก ความสุขและทุกข์ สมหวัง...ผิดหวัง ตั้งแต่เกิดจนถึงวันพิพากษานี้...ชั้นมักจะถ่ายรูปอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปของชั้น พ่อแม่ เพื่อนๆทุกคน วิวทิวทัศน์หรือแม้กระทั่งเขา ตาสายของชั้นที่ไม่สามารถมองขึ้นไปบนท้องฟ้าได้กลับสามารถมองเห็นภาพภ่ายทุกใบได้ที่เหล่านกกาพากันคาบว่าวางไว้ลงบนชั้นขั้นต่างๆบนพื้นอัฒจันทร์นี้ แม้หูของชั้นก็ได้ยินเสียงลมกระซิบแผ่วบอกพร้อมกับความตายว่า“ผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะไม่สามารถมองไปบนท้องฟ้าได้ในยามพิพากษา”…แต่ชั้นไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ไม่ได้มองเห็นท้องฟ้าเพราะชั้นได้มองเห็นถึงสิ่งที่ชั้นต้องการและปรารถนามากที่สุดแล้ว และในยามนี้ที่คล้ายกับมีคมขวานหรือคมเคียวแห่งความตายตวัดลงมาบนคอชั้น...ชั้นก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวถึงการพิพากษาเลย รอยยิ้มยังคงประดับอยู่ที่มุมปากของชั้นจนถึงยามสุดท้ายนี้...ยามที่ก่อนที่ความรู้สึกสุดท้ายของชั้นจะหายไปพร้อมกับหัวของชั้นก็ลอยกระเด็ดลงไปตกยังนอกอัฒจันทร์ ดูตาที่ยังคงลืมอยู่ ถึงแม้จะมองท้องฟ้าอยู่และก็ไม่สามารถเห็นซึ่งท้องฟ้านั้นได้...แต่ว่านั่นมันก็ไม่ได้สำคัญอีกแล้ว
---------------------------------------------------------------------

ตะวันคล้อยค่อยๆต่ำลง...ผมกับอากิระเดินกอดคอกันพูดคุยถึงเรื่องสัพเพเหระที่เกิดขึ้นกับพวกเราในแต่ละวัน เช่นวันนี้ผมมีหญิงสาวมาสารภาพรัก อากิระทำของหาย ผมเดินชนประตูกระจกหน้าห้างสรรพสินค้า อากิระสอบได้ที่หนึ่งวิชาภาษญี่ป่น เป็นต้น ส่วนเรื่องเธอ...มินาโกะพวกเราเลือกที่จะไม่พูดถึงมัน เพราะว่าถึงพูดไปมันก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น...นอกจากทำให้หัวใจพวกเราเจ็บปวดเสียเปล่าๆ

“เดี๋ยวหลังไปอาบน้ำแล้วไปหาอะไรดื่มกันมัย”

อากิระพูดชวนผมพร้อมๆกับกำลังเปิดประตูห้องของตนเอง

“ไม่ล่ะ วันนี้เหนื่อยๆยังไงไม่รู้...อยากจะนอนพักว่ะ”

“งั้นหรือ...งั้นไม่กวนล่ะ”

พูดจบอากิระก็ปิดประตูเข้าไปพร้อมๆกับผม หลังจากเดินมาถึงที่นอนผมก็ได้แต่ทิ้งตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อนพร้อมทั้งหลับตาที่หนักอึ้งลงไป ผมไม่รู้ว่ายามนี้อากิระกำลังทำอะไรอยู่และเป็นเช่นไรบ้าง แต่ว่าทุกครั้งที่ผมล้มตัวลงนอน...ผมอดที่จะคิดถึงเธอไม่ได้ ทั้งๆที่เรื่องมันก็ได้ผ่านมานานเกือบเดือนแล้ว...แต่ทุกสิ่งมันคล้ายกับเป็นเหมือนเมื่อวาน และที่แปลกที่สุดก็คือ ผมมักจะฝันถึงความฝันของเธอทุกค่ำคืนที่หลับตาลง...ฝันถึงเธอกำลังอยู่บนลานพิพากษาแห่งนั้น จนคมเคียวตวัดลงตัดคอเธอถึงกระทั่งศีรษะลอยกระเด็นตกลงมานอกอัฒจันทร์ มันไม่รู้เป็นกี่รุ่งเช้าที่ผมต้องตื่นพร้อมกับน้ำตา...แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าอากิระผมกลับไม่เคยพูดกับถึงเรื่องนี้เลย ในยามนี้ผมหลับตาลง...ผมก็อดคิดถึงเธอไม่ได้อีก แต่ในยามที่ผมกำลังจะเคลิ้มหลับ...แต่ในวันนี้ผมกลับคล้ายรู้สึกได้ถึงกลิ่นแห่งความตาย สัมผัสได้ถึงเสียงเรียกกวักวิญญาณในสายลม...ได้ยินถึงความเย็นยะเยือกของทูตมรณะที่กำลังโบยบินมาหา ทันทีที่ลืมตาขึ้น...ทูตมรณะกำลังล่องลอยอยู่เบื้องหน้าผม ความตายมาอยู่เบื้องหน้าผม...ผมได้แต่ยิ้มรับกับมันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ทูตมรณะที่มามอบความตายแก่ผู้คน...ไม่ได้มามอบความตายแก่ผม ผมรู้ได้ทันทีที่เห็นใต้หน้าใต้ผ้าแห่งความตายนั้น...เห็นถึงหยาดน้ำตาของทูตมรณะที่กำลังร่ำไห้ ผมได้แต่ยื่นมือออกไปหมายจะเช็ดหยาดน้ำตาให้กับทูตมรณะ...หมายจะเช็ดน้ำตาให้กับเธอ มินาโกะ...ผู้หญิงที่ผมรัก เธอลอยตัวหลบไปทางด้านหลัง...ไม่ยอมให้ผมสัมผัสถูก หูของผมคล้ายได้ยินเสียงเธอแฝงมาในสายลมเย็นที่โชยพัดมาว่า

”อย่า”

แต่ผมไม่สนใจ...ยังคงยื่นมือออกไปเช็ดหยาดน้ำตาของเธอจนได้พร้อมกับพูดออกไปว่า

“สิ่งที่ผมต้องการมองดูในยามพิพากษาไม่ใช่ท้องฟ้า...แต่เป็นคุณมินาโกะ”

เธอร้องไห้...เป็นร้องไห้ที่มาพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความทุกข์ที่ผมต้องกลายเป็นผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะเช่นที่เธอเคยเป็น ผมได้ทำร้ายให้ทูตมรณะต้องร้องไห้...แม้จะเป็นการร้องไห้เพราะความสุขก็ตาม

“กา”

รอบๆบ้านพักยังคงมีเสียงการ้องดังลั่น...แต่ให้หูของผมคล้ายกับกำลังได้ยินพวกมันร้องอวยพรยินดีให้แด่สองเราและยังได้ยินเสียงเหล่าทูตมรณะกำลังส่งเสียงหัวเราะมาจากดินแดนที่ไกลสุดแสนใกล้คล้ายกำลังพร่ำกระซิบที่ข้างหูผมว่า

“ผู้ที่ทำร้ายทูตมรณะไม่สามารถมองไปบนท้องฟ้าได้ในยามพิพากษา”

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 27 ม.ค.50 เวลา 11:02:55 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ