Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 23 รวมพล

ขอบคุณที่ติดตามไปครับ

ตอนที่ 23 รวมพล

เที่ยงคืน...

...เวลาแห่งการสิ้นสุดและเริ่มต้นแห่งวัน

...และเป็นเวลาเดียวกับที่อาร์เฃอะก้าวออกมาจากห้อง

วันใหม่ได้มาแล้ว...หลังจากผ่านเที่ยงคืนที่มีเพียงชั่วพริบตา

...พริบตาเดียวที่รู้สึกถึง-แต่มิอาจสัมผัสหรือจับต้องไป

เวรยามในมิราจมีไม่มากนัก...เพราะไม่ว่าใครก็-ไม่คิดว่า”จะมีใครกล้าบุกเข้ามาก่อการใดๆในมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต”

ในขณะที่กำลังรอคอยอาร์เชอะอยู่ที่หน้าห้อง-พวกโซฟีเน่ได้แต่หาอะไรทำแก้เซ้ง

...เพราะรู้ดีว่าอีกนานกว่าอาร์เชอะจะออกมา

โซฟีเน่กับเซบัสได้แยกตัวออกไปยืนมองดูท้องฟ้ากันสองคน...แต่น่าเสียดายที่หน้าต่างบานนี้หันออกไปทางทิศใต้-ทำให้ทั้งสองไม่สามารถมองไปเห็นถึงดินแดนแห่งสายลมแดนเหนือได้
ส่วนพวกอาธีน่า มินะกับมินะกำลังนั่งเล่นไพ่กันอยู่หน้าห้อง...โดยมีเจ้าโฮฟที่มีเจ้ามังกรตัวน้อยขึ่หลังอยู่เป็นยามรักษาการ

“ฮ่ง”

เจ้าโฮฟจะส่งเสียงออกมาทุกครั้งที่มันได้ยินเสียงฝีเท้ายามของมิราจเดินเข้ามาใกล้ ในตอนนั้นอาธีน่า มินะและมินาจะหยุดเล่นไพ่...เพื่อจัดการยามที่ไม่ควรเดินผ่านมา-ให้ไม่ควรเดินผ่านไป

...ที่ในห้องว่างใกล้ห้องของพวกอาธีน่าในตอนนี้...มียามที่ไม่เต็มใจหลับยามอยู่ถึง 10 คนแล้ว

...6 คนเป็นยามที่เฝ้าในตอนแรก-4 คนเป็นยามที่ไม่ควรเดินผ่านมา

“ฮ่ง...ฮ่ง...”

แต่คราวนี้-เจ้าโฮฟกับส่งเสียงเห่าออกมาถึงสองครั้ง...ในเวลาเที่ยงคืน

ในเวลาเที่ยงคืน-เวลาเดียวกับที่อาร์เชอะเปิดประตูก้าวเท้าออกมาจากห้อง...พวกโซฟีเน่ต่างหันไปมองยังอาร์เชอะที่บานประตูทันที-ราวกับนัดกันไว้

อาร์เชอะยังเป็นเช่นเดิม-ยังคงสวยสง่างดงามดุจดวงจันทร์บนนภาฟากฟ้า...แต่แอร์โร่ที่ด้านหลังของอาร์เชอะนั่น-ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยรอยบาดแผลมากมายทั้งโดนตบ โดนข่วน

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

พวกหญิงสาวทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ-เมื่อมองไปยังใบหน้าของแอร์โร่...ผู้ชาย-ผู้ที่ทำให้จอมโจรสลัดอาร์เชอะโกรธ เพราะในตอนแรกที่ซีกวิ่งกลับไปรายงานอาร์เชอะด้วยความรีบร้อนว่า

“แอร์โร่โดนแบรี่หัวหน้าคนรับใช้ของท่านมิราจกั้นตัวไว้”

...หัวคนรับใช้หรือคนสนิทของท่านมิราจราชาแห่งทะเลทรายสีทองก็มีชื่อว่า”แบรี่”

ทำเอาอาร์เชอะร้อนร้นจนต้องเอาเรือซิลเวอร์แอร์โร่ออก...แต่พอมาถึงกลับพบแอร์โร่ที่เป็นสามีของอาร์เชอะกำลังนั่งกินเหล้าอยู่กับสาวๆอย่างสบายใจ

...ถ้าคุณเป็นอาร์เชอะจะรู้สึกเช่นไรล่ะ

...สำหรับสามีที่ทั้งกลัวภรรยาและทั้งเจ้าชู้

ใบหน้าของแอร์เชอะเช่นนี้อยู่ในความคาดคิดของพวกโซฟีเน่ที่รอพร้อมจะหัวเราะอยู่แล้ว...เพราะต่างรับรู้ดีถึงความเจ้าชู้ของแอร์โร่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แอร์โร่หนีอาร์เชอะไปหาผู้หญิงอื่น...

...และมันต้องไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน

แอร์โร่ที่ได้ยินถึงเสียงหัวเราะในตอนนี้อดหน้าแดงด้วยความอายไม่ได้ ถึงเขาจะเจ้าชู้ปานได้ก็ไม่เคยมีอะไรที่เกินเลยไปกับสาวๆ-และไม่เคยที่จะทำเจ้าชู้กรุ่มกริ่มใส่พวกโซฟีเน่ โซฟาน อาธีน่า มินะหรือมินา

...เพราะรู้ดีว่า”ถ้าเขาทำละก้อ”-แม่สาวๆพวกนี้ต้องบอกอาร์เชอะแน่

แอร์โร่กวาดสายตาไปมองดูทุกคนเพื่อหาพวกฟ้อง...คนที่ไม่หัวเราะเยาะเขาในตอนนี้มีชายหนุ่มผมทองในชุดผ้าคลุมสีขาวคนหนึ่ง เจ้าโฮฟสัตว์เลี้ยงที่แสนรักของสองพี่น้องตัวหนึ่งและเจ้ามังกรน้อยบนหลังมันที่แปลกหน้าอีกตัวหนึ่ง

แอร์โร่เห็นเช่นนั้นจึงรีบเดินผ่านทุกคนไปหยุดยังชายหนุ่มผมทองในชุดผ้าคลุมสีขาวหรือเซบัสทันที-พร้อมกับเอามือซ้ายโอบไหล่ของเซบัสพร้อมทั้งพูดทั้งรอยยิ้มว่า

“เกิดเป็นผู้ชาย-มันก็หาอะไรๆฆ่าเวลาบ้างเนอะ”

...แอร์โร่พูดราวกับสนิทกับเซบัสมานานแสนนาน...มาก

เซบัสที่หันไปมองแอร์โร่ที่ยิ้มให้กับตน-แล้วพูดตอบออกไปว่า

“ผมไม่รู้จักการฆ่าเวลา”

แอร์โร่ได้ยินเช่นนั้น...ตาเขาเป็นประกายรีบฉีกยิ้มมากขึ้นพร้อมทั้งพูดต่อไปว่า

“ไม่เป็นไร-เดี๋ยวพี่จะสอนให้เป็นเอง”

แอร์โร่รีบตามน้ำหมายจะลากพาเซบัสเดินหนีพวกอาร์เชอะและโซฟีเน่-ชิ่งหนีไปก่อน...แต่เขาพาเซบัสก้าวเดินออกไปได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้นก็ต้องหยุดลง เพราะตัวของเซบัสคล้ายถูกอะไรบ้างอย่างฉุดดึงเอาไว้

แอร์โร่ได้แต่หันไปมองตามไหล่ซ้ายของเซบัสที่เขาโอบไว้-มองลงไปตามือซ้ายของเซบัสที่มีมือขวาของโซฟีเน่จับจูงมือเอาไว้

...ในตอนนี้แอร์โร่ถึงได้รู้ถึงความสัมพันธ์ของเซบัสกับโซฟีเน่-ว่าเป็นเช่นไร

พร้อมทั้งได้ยินเสียงของอาร์เชอะดังขึ้นมาว่า

“แอร์โร่ค่ะ...”

...ยังคงเป็นน้ำเสียงที่อ่อนหวาน

แอร์โร่ได้แต่หันไปมองยังอาร์เชอะที่กำลังยืนยิ้มอยู่...พร้อมทั้งเดินเข้ามาจับใบหูของตนแล้วบีบลง-ก่อนจะถามว่า

“...จะไปไหนค่ะ”

...ยังคงเป็นน้ำเสียงที่แสนไพเราะและรอยยิ้มที่แสนสวยงดงามสง่ายิ่ง...แต่แอร์โร่อดรู้สึกหวาดกลัวในรอยยิ้มและน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ได้

ในตอนนั้นเองเซบัสกลับได้กล่าวออกมาว่า

“จะฆ่าเวลาไปทำมัยกัน…”

เขาส่งเสียงออกมาราวกับคำถาม-แต่มีคล้ายกับกำลังถามใคร สายตาของทุกคนรวมทั้งแอร์โร่อดจะมองไปยังเขาไม่ได้...แต่เซบัสกลับไปนสนใจ-เซบัสมองประสานสายตาไปยังประกายตาของโซฟีเน่ที่มองมาแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...ก็ในเวลาทุกวินาทีสำหรับผม-มันมีค่าควรแก่การจดจำยิ่ง”

...เซบัสเขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบ-เรียบง่ายราวประมวลความเป็นจริงทั้งโลกหล้ากล่าวมาก

...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า”เวลาทุกวินาทีที่มีค่าสำหรับเขา”...มันคือช่วงเวลาที่มีโซฟีเน่อยู่ด้วย

โซฟีเน่ยิ้มออกมา-ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข...ท่ามกลางรอยยิ้มของอาร์เชอะและใครอีกหลายๆคึนที่พร้อมจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุขพร้อมกับเธอ...ยกเว้น...

ยกเว้น...แอร์โร่ที่ในยามนี้ยิ้มไม่ออก เพราะเขารู้สึกว่า”เซบัสคล้ายกับตนเองเมื่อในอดีต-ก่อนแต่งงาน”...ที่ยังเป็นเด็กหนุ่มพึ่งเริ่มมีความรักเท่านั้น-กำลังจะเดินหลงทาง จนแอร์โร่อดพูดออกไปไม่ได้ว่า

“ก่อนแต่งงานผู้หญิงก็อ่อนหวานน่ารักสวยงามเหมือนเทพธิดาทั้งหมดแหละ...”

เขายังพูดต่อไปอีกว่า

“...แต่พอหลังแต่งงานแล้วดุยิ่งกว่าแม่เสือเสียอีก...โอ้ย...”

แอร์โร่พูดออกมาได้แค่นั้น-ก่อนที่จะส่งเสียงร้องออกมาเพราะเจ็บใบหูที่โดยอาร์เชอะบีบ เพราะแม้แต่ชนเผ่าเสือขาวเช่นเขายังกลัวอาร์เชอะ-แล้วอาร์เชอะจะไม่ดุกว่าเสือได้อย่างไร

...โดยที่แอร์โร่ในยามนี้ลืมไปแล้วว่า”อาร์เชอะดุมาตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว”

...สำหรับคนที่เจ้าชู้เช่นเขา...การแต่งงานคล้ายกับการเดินหลงทางอยู่ในเขาวงกตแห่งความรัก-ที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่ต้องการจะเดินออกไป

...เพราะว่าต้องให้เลือกระหว่างผู้หญิงทั้งโลกกับอาร์เชอะเพียงคนเดียว-เขาก็ยังเลือกอาร์เชอะ
------------------------------------------------------------------

“พวกเรา...”

ฟ็อก์ซพูดพร้อมหันกลับไปมองลูกเรือทุกคน-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...ไปกันได้แล้ว”

โดโรธีที่อยู่ในกลุ่มด้านหลังของฟ็อก์ซกลับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“กัปตันค่ะ”

“มีอะไรหรือ-โดโรธี”

ฟ็อก์ซร้องถามออกไปพร้อมทั้งมองไปยังโดโรธีที่ยืนอยู่ระหว่างเมียร่ากับเจนนี่...โดโรธีที่ไม่รอช้าร้องถามออกไปว่า

“โซฟีเน่กับเซบัสอยู่ไหนค่ะ-กัปตัน”

...กับคำถามของโดโรธีทำเอาคนหลายคนหูพึ่ง-จ้องมองไปยังฟ็อก์ซเป็นสายตาเดียว

“มิราจ...”

ฟ็อก์ซที่ไม่ทันได้ฉุกคิด-อะไรร้องตอบออกไป...ก่อนที่จะกวาดตาตาหันกลับไปมองยังมิราจต้นไม้แห่งชีวิต...เขายกนิ้วชี้มือซ้าย-ชี้ไปยังมิราจต้นไม้แห่งชีวิต...ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“...โซฟีเน่กับเซบัสอยู่บนมิราจต้นไม้แห่งชีวิต”

...เพราะจากเครื่องส่งสัญญาณที่ฟ็อก์ซดูครั้งสุดท้ายรู้ว่า”โซฟีเน่กับเซบัสอยู่ที่นั้นอย่างแน่นอน”

“ขอบคุณค่ะ…”

โดโรธีส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งจูงมือเจนนี่วิ่งลงไปจากเรือโดยไม่สนใจอะไร-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...ไปกันเถอะเจนนี่-ไปหาโซฟีเน่กับเซบัสกันเถอะ”

“นี่-นี่...รอเดี๋ยวสิโดโรธี”

เจนนี่ส่งเสียงออกมาได้แค่นั้น-ก่อนที่เธอจะถูกโดโรธีวิ่งลากหายไป...เมียร่าหันมายิ้มกับฟอการอต้า-ก่อนที่จะพูดออกมาเบาๆว่า

“ฟ็อก์ซพลาดไปเสียแล้ว”

“พลาดอะไรกัน”

ฟ็อก์ซที่บังเอิญได้ยิน-เพราะหูของเขาไม่มีทางพลาดเสียงของเมียร่ากับฟอการิต้าอย่างแน่นนอน...ถามเมียร่าออกไป

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

ทั้งเมียร่าและฟอการิต้าที่มองสบตากับ-ส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน...ไม่ยอมตอบถึงคำถามของฟ็อก์ซ-ส่งเสียงพูดออกมาพร้อมกันอีกว่า

“...ไปกันเถอะฟอการิต้า”

“...ไปกันเถอะค่ะแม่”

สิ้นเสียงของทั้งคู่ก็วิ่งลงจากเรือตามหลังโดโรธีกับเจนนี่ไป

“รอด้วยสิ…”

ฟ็อก์ซอดส่งเสียงร้องเรียกออกไป-ไม่ได้...เพราะเขาไม่มีทางวิ่งตามพวกโดโรธี เจนนี่ เมียร่าและฟอการริต้าทันแน่...แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาจากทั้งสอง-นอกจากเสียง...

“วูบ...บ”

เสียงสายลมสองสายพัดข้างกายเขาอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนใบหูของเขา-พัดลู่ลมไปด้านหน้า...ดวงตาของฟ็อก์ซเพียงมองเห็นเงาหลังสีเหลืองทองดั่งเม็ดทรายของโลอี้กับเงาสีเทาที่วิ่งจนฝุ่นทรายสีทองลอยคละคลุ้งขึ้นฟ้าไปหมดของจาริโค้

“...เฮ่...นี่มันอะไรกัน...”

ฟ็อก์ซได้แต่ส่งเสียงร้องออกไปอีกครั้ง...แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเขาก็ได้ยินเสียงลมดังขึ้นอีกครั้ง

“วูบ...บ”

และ...

“วูบ...บ”

เสียงสายลมพัดขึ้นอีกครั้ง...แม้จะดังไม่เร็วเป็นเสียงเดียวเหมือนครั้งแรก-และไม่ทำให้หูของฟ็อก์ซลู่ไปตามลมเหมือนครั้งแรก แต่ฟ็อก์ซก็ยังมองเห็นถึงเงาร่างของบาเรบี้ที่วิ่งไล่หลังเซทีไป

“...ดูท่าเราจะพลาดไปจริงๆ”

...ฟ็อก์ซอดนึกถึงคำพูดของเมียร่าไม่ได้...ในที่สุดเขาก็รู้แล้วว่าพลาดเรื่องอะไร

ก่อนที่ฟ็อก์ซจะหันหลังไปมองยังลูกเรือที่เหลืออยู่...มีเพียงกาบ้ากับพวกฟ็อก์ซวัน ทู ทรีและซีโร่-ก่อนจะเห็นตาเฒ่าหลี่พร้อมด้วยคนรับใช้อีโล่และยามอีกสองคนเดินออกมา

ทันทีที่ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ดีมาถึง...ท่านไม่ได้ถามอะไร-เพียงแต่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถามว่า

“พวกเราจะไปกันได้หรือยัง”

ฟ็อก์ซรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มของตาเฒ่าหลี่ที่คล้ายยิ้มเยาะให้กับเขามากกว่าหวังดี

“เชอะ...”

ฟ็อก์ซเค้นเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย-ก่อนจะถามกลับไปอย่างไม่พอใจว่า

“...ไปไหนกัน”

“ก็ไปมิราจไง…”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ตอบออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังฟ็อก์ซอย่างรู้ทัน-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...แกคิดจะเอาปลาออกไม่ใช่หรือ...”

แล้วพูดต่อไปราวกับบ่นรำพึงเบาๆว่า

“...แก่ๆอย่างเราจะให้วิ่งเข้าไปอย่างหนุ่มๆสาวๆคงไม่ไหว”

ฟ็อก์ซที่มองยังตาเฒ่าหลี่ที่รู้ทันความคิดเขาว่า”จะนำเอาปลาที่ใช้ลากเรือบินผ่านเมืองไป”...ไม่เหมือนกับพวกโดโรธีที่วิ่งไปหารถลาง รถม้าหรือเรือเล็กพาเข้าไปในเมือง-ยังมิราจต้นไม้แห่งชีวิต

“เตรียมปลาเรียบร้อยแล้ว”

กาบ้าที่รู้ถึงความคิดของฟ็อก์ซ-กล่าวออกมา...เขาเตรียมปลาให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เรือจอดเข้าเทียบท่าเพราะรู้ดีว่าฟ็อก์ซจะต้องใช้มัน

“อืมม์...”

ฟ็อก์ซส่งเสียงรับออกมาเล็กน้อย-พร้อมทั้งมองไปยังกาบ้าแล้วส่งเสียงถามออกไปว่า

“...แล้วแบรี่ล่ะ”

...เขาอดสงสัยไม่ได้-ที่ไม่เห็นแบรี่ในยามนี้

“แบรี่ยังนอนอยู่”

กาบ้าส่งเสียงตอบออกมาอย่างเรียบง่าย-ราวกับมันเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาเรื่องหนึ่งสำหรับในเวลาเช่นนี้

...ที่แบรี่ยังคงนอนหลับอยู่

“อืมม์...”

ฟ็อก์ซส่งเสียงออกมาเล็กน้อยคล้ายคิดอะไรออก-ก่อนจะร้องออกไปว่า

“...งั้นพวกเราไปกันเถอะ...เอ๋…”

ฟ็อก์ซที่กวาดสายตามองไปยังพวกฟ็อก์ซวันที่เหมือนไปสนใจจะตามไป-อดที่จะร้องถามออกมาไม่ได้ว่า

“...พวกแกจะไม่ไปกันด้วยหรือ”

“เราไม่ไปกับฟ็อก์ซหรอก”

ฟ็อก์ซวันตอบออกมา...ฟ็อก์ซทูจึงพูดต่อไปว่า

“เรามีจุดหมายของเรา”

ก่อนที่ทั้ง 4 จะกวาดสายตามองไปยังเรือซิลเวอร์แอร์โร่ตาเป็นประกาย...ฟ็อก์ซทรีจึงกล่าวต่อไปว่า

“พวกเราจะ...อุบ-อุบ...บ”

ฟ็อก์ซวัน ฟ็อก์ซทูรีบปิดปากของฟ็อก์ซไว้พร้อมๆกัน...พร้อมๆกับฟ็อก์ซซีโร่ที่พูดออกมาว่า

“พวกเรามีธุระของพวกเราที่ต้องไปทำ”

ก่อนที่ทั้ง 4 จะส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

“เฮ้ย...”

ฟ็อก์ซส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ไม่ใช่เขาไม่เห็นเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่จอดเทียบท่าอยู่ด้านข้าง...แต่ในยามนี้-ถ้าเป็นไปได้เขาไม่อยากที่จะหาเรื่องกับเรือลำนั้นในยามนี้ ก่อนฟ็อก์ซจะกวาดสายตาไปมองยังทั้ง 4 อย่างเซ้งๆ-รู้ผลที่ทั้ง 4 จะได้รับ

“...พวกเราไปกับเถอะ…”

ฟ็อก์ซหันกลับเดินออกไป-พร้อมทั้งร้องบอกทุกคน...ในยามนั้นฟ็อก์ซเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้า-คล้ายมองเห็นนกสีฟ้าบินผ่านไป

“...เฮ้ย…”

ฟ็อก์ซส่งเสียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะบ่นออกมาว่า

“...ไอ้ที่ไม่อยากเจอก็เจอ...ไม่อยากให้มาก็มา”

...เพราะในยามนี้ฟ็อก์ซไม่อยากเจอจอมโจรสลัดแห่งเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่ปล้นเขามานับครั้งไม่ถ้วนเลย-กลัวว่าครั้งนี้ซิลเวอร์แอร์โร่จะปล้นความฝันเขาอีกครั้ง

...และในยามนี้ฟ็อก์ซก็ยิ่งไม่อยากเจอคูเปอร์ที่ไล่ล่าตามหลังเขามาติด

“มันมาได้อย่างไร”

ฟ็อก์ซอดคิดในใจไม่ได้...ทั้งๆที่คูเปอร์ทั้งไม่มีเรือและรู้ว่าเขามายังเมืองมิราจแห่งนี้

...คูเปอร์ตามเขามาได้อย่างไร
------------------------------------------------------------------

หากตามมาไม่ได้...ก็ไม่ใช่คูเปอร์

...เพราะยังไง-เขาก็เป็น1 ใน 2 จิ้งจอกทะเลทรายเหมือนกับฟ็อก์ซ

คูเปอร์ในยามนี้-ยืนอยู่บนหัวเรือใหญ่สีเขียวที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากสิ่งที่เรียกว่าเครื่องจักรกล

...ซึ่งเจ้าเมืองโมริก้าสั่งซื้อมาจากดินแดนทางทิศตะวันตกของเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงที่ยังคงครุกรุนด้วยเปลวไฟแห่งสงครามที่ยาวนานอย่างไม่มีวันจบสิ้น

เพียงแต่ว่าในยามนี้ธงที่ปักทั่วทั้งลำเรือกลับไม่ใช่ธงรูปเซ็นทอร์อีกต่อไปแล้ว...แต่เป็นธงรูปสุนัชจิ้งจอกสีทองของคูเปอร์แทน

...นี่คือเรือจิ้งจอกสีทองลำใหม่

...คูเปอร์ยังคิดอีกว่า-ถ้ามีเวลาเขาจะเอาเรือเข้าอู่ไปทาสีทองแทนสีเดิม

“เมืองมิราจ...”

คูเปอร์ที่หัวเรือส่งเสียงพูดออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะพูดต่อไปเบาๆว่า

“...ฟ็อก์ซมาทำมัยที่เมืองมิราจน่ะ”

เพราะจากเครื่องส่งสัญญาณที่คูเปอร์แอบติดไว้-มันกำลังบอกถึงเส้นทางการเดินเรือและจุดหมายของเรือจิ้งจอกสีเงินกับเขา

หากคิดว่า”คูเปอร์พึ่งจะติดเครื่องส่งสัญญาณบนแขนเสื้อของฟ็อก์ซ-ที่เหมือนหินโบราณ...แล้วละก้อ”

...นั่นเป็นความคิดที่ผิด

เพราะนั่นเป็นเครื่องส่งสัญญาณอันสุดท้ายหรืออันที่ 9 ที่คูเปอร์ติดลงไป-ถึงอีก 8 อันแรกจะติดอยู่บนเรือจิ้งจอกสีเงินแทนตัวฟ็อก์ซก็ตาม

...การติดเครื่องส่งสัญญาณบนตัวฟ็อก์ซไม่ใช่เรื่องง่ายๆ-นี่เป็นครั้งแรกที่คูเปอร์มีโอกาสลงมือ...และทำสำเร็จ-หลังจากที่พยายามมานาน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องส่งสัญญาณชุดแรก 4 อันที่เขาจ้างพวกฟ็อก์ซวันให้ไปติด...ปรากฏว่าหลังจากที่คูเปอร์ใช้คนไปตรวจสอบ-มันถูกติดไว้เพียง 3 อันเท่านั้น เป็นของฟ็อก์ซวัน ฟ็อก์ซทูและฟ็อก์ซทรี คูเปอร์ไม่แปลกใจเลยที่ฟ็อก์ซซีโร่รับเงินไปแล้วไม่ยอมนำไปติด-ดีไม่ดีเครื่องส่งสัญญาณอันนั้นกลับถูกทิ้งไว้ที่หนึ่งที่ใดแล้วก็ไม่รู้

...แต่ที่น่าแปลกใจที่สุดกลับเป็นเครื่องส่งสัญญาณของฟ็อก์ซทรีที่มันติดอยู่ข้างๆของฟ็อก์ซทู-แถมเจ้าเครื่องส่งสัญญาณตัวนี้กลับถูกดัดแปลงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย...ซึ่งคูเปอร์ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร-แต่อย่างน้อยมันก็ยังทำงานให้เขาได้อย่างปกติดี

แต่เครื่องส่งสัญาณ 8 อันแรกนั่นทำให้คูเปอร์ที่ตอนแรกเพียงแค่รู้ตำแหน่งของเรือจิ้งจอกสีเงินว่า”อยู่ที่ไหน”หรือ”กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใด”

...ไม่ว่าจะเป็นกำลังมุ่งหน้าไปยังเหมืองหินโบราณ ไปหยุดจอดที่เมืองเมเซร่า หรือย้อนกลับไปยังเมืองโมริก้าก่อนจะมาถึงยังเหมืองหินโบราณ

เป็นทำให้คูเปอร์สามารถรู้ถึงตำแหน่งของฟ็อก์ซ-ที่สามารถรู้ได้ว่า”เขาจะไปไหนต่อไหนภายในเมืองนั้นที่เรือจอด”

...แม้กระทั่งในยามนี้ที่คูเปอร์ทราบว่าฟ็อก์ซมาที่เมืองมิราจแห่งนี้...และกำลังมุ่งหน้าไปยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

...ที่ประทับขององค์มิราจ-ราชาแห่งท้องทะเลทรายสีทองผู้ยิ่งใหญ่

คูเปอร์อดมองไปเบื้องหน้าไม่ได้...มองไปยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต เขาอดคิดถึงคำพูดของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้มิได้-ยิ่งสิ่งที่เขาได้ยินถึงชายหนุ่มที่ชื่อเซบัส...ด้วยแล้ว

...คูเปอร์อดที่จะกังวลไม่ได้-กังวลถึงท่านมิราจผู้ประทานทุกสิ่งให้แก่เขา...และแก่ชาวทะเลทรายสีทองทุกคน เพราะตระหนักดีถึงการเผชิญหน้าขององค์สองเทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ในรอบ 40 ปี

...เขารู้สึกลึกๆว่า”มันไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน”

“เฮ้ย...”

คูเปอร์ส่งเสียงถอนหายใจออกไปอีกครั้ง...โดยไม่ยอมละสายตาไปจากมิราจต้นไม้แห่งชีวิตที่เบื้องหน้าเลย

...ไม่มองแม้แต่เรือซิลเวอร์แอร์โร่และจิ้งจอกสีเงินที่จอดอยู่ข้างๆ...ด้วยซ้ำไป
------------------------------------------------------------------

ไบบาเรด

ใครหล่อเหล่าที่สุดในท้องทะเลทราย...ต้องไบบาเรด

...ถ้าอยากจะฟังคำตอบนี้ให้ดีต้องมีเสียงกีตาร์จากคนรับใช้ไบบาเรดด้วย

ไบบาเรดตอนนี้ก็อยู่บนเรือจิ้งจอกสีทองหรือเรือใหญ่สีเขียวที่ครั้งหนึ่งเคยปักธงรูปเซ็นทอร์แห่งโมริก้า...แต่ในยามนี้มันเป็นรูปจิ้งจอกสีทอง

เรือลำนี้ถูกปล้น...และเปลี่ยนเจ้าของโดยคูเปอร์-จิ้งจอกสีทอง

ในยามที่คูเปอร์ต้องการเรือมากที่สุด...ได้ทีเรือที่โชคร้ายลำหนึ่งเลื่อนมา-คือเรือลำนี้ ทหาร องค์รักษ์และคนเรือทั้งหมดของไบบาเรดต้องถูกปล่อยทิ้งไว้กลางทะเลทรายที่เหมือนหินโบราณ...มีเพียงไบบาเรดกับคนสนิทของเขาเท่านั้นที่ยังอยู่บนเรือนี้

...เพราะไม่ว่ายังไงไบบาเรดก็ต้องตามหาโซฟีเน่ให้ได้

...เพราะเขารักเธอ...ไม่ว่ามันจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ไบบาเรดยังจำได้ดีถึงตอนที่เขาร้องตะโกนออกไปเมื่อถึงเหมือนหินโบราณว่า

“หยุดเรือได้”

ยามนั้นโซฟาน สกายบูลบินลงมาจากท้องฟ้าพร้อมดาบในมือที่จ่อตรงคอหอยของเขาพอดี...มันรวดเร็วมาจนเขาทำอะไรไม่ถูก

...และใครก็ทำอะไรไม่ถูก...เช่นกัน

ไม่นานนักเซโต้และบีเรโน่ก็กระโดดขึ้นมาบนเรือพร้อมด้วยอาวุธที่ชี้ตรงมายังเขา...เขาและใครๆก็ยังทำอะไรไม่ถูก จนคูเปอร์กับไรบ้าก้าวขึ้นมาบนเรือพร้อมทั้งลูกเรือจิ้งจอกสีทองอีกมากมายที่อาวุธคบมือ

“เรียบร้อยแล้วหรือ”

คูเปอร์ถามออกมาเล็กน้อย...พวกโซฟานและไรบ้าเพียงแต่สบตาหลับไปเท่านั้น

...รู้สึกตอนนั้นไบบาเรดก็สบตากลับไปด้วยเช่นกัน

“เรียบร้อยแล้ว”

ในใจไบบาเรดออกที่จะตอนกลับออกไปถึงคถามของคูเปอร์...ไม่ได้ เพราะยามเมื่อเขาเห็นคนของเขาทิ้งอาวุธยอมจำนน-ก็รู้ทันทีว่า”เรือลำนี้ตกเป็นของคูเปอร์เรียบร้อยแล้ว”

...มันเป็นการปล้นเรือโดยที่เขาและใครๆก็ไม่คาดคิดมาก่อน

...ไม่แน่...แม้แต่คูเปอร์ก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะต้องปล้นเรือลำนี้

“ทุกคนลงจากเรือให้หมด”

คูเปอร์สั่งออกมาเพียงแค่นั้น...ท่ามกลางคนของเขาที่ค่อยๆเดินลงจากเรือ-ไบบาเรดได้แต่ตะโกนออกไปว่า

“ฉันจะไม่ยอมลงจากเรือเด็ดขาด”

...ใช่เพราะไม่ว่ายังไง-เขาก็ต้องไปตามหาพวกโซฟีเน่ในได้

...เรือจิ้งจอกสีเงินไม่อยู่ที่นี่...โซฟีเน่ไม่อยู่ที่นี่แล้ว

คูเปอร์ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก-เพียงดีดนิ้วเท่านั้น

“เปาะ”

...เสียงดีดนิ้วที่ดังราวเป็นสัญญาณของคูเปอร์

เซโต้กับบีเรโน่ที่ไม่รอช้า...รีบมัดมือมัดเท้าของไบบาเรดแล้วยกร่างของขึ้นเตรียมที่จะโยนทิ้งลงไปจากเรือทันที ในระหว่างที่กำลังถูกยกไปเดินไปยังกาบเรือนั้น-ไบบาเรดได้แต่ร้องตะโกนออกมาว่า

“นี่เดี๋ยวก่อนสิ...”

เขายังร้องต่อไปอีกว่า

“...เดี๋ยวสิ-เจรจากันก่อน...”

ยังไม่มีเสียงตอบใดกลับมาจากคูเปอร์-เขาไม่ต้องการการเจรจาใดๆทั้งสิ้น...ไบบาเรดจึงได้แต่ร้องตะโกนต่อไปว่า

“...พวกแกกล้าดียังไงที่มาปล้นเรือฉัน-คิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้หรือ...”

คูเปอร์ยังนิ่งเงียบราวกับไม่สนใจ...ไบบาเรดจึงได้แต่เปลี่ยนท่าทีเป็นร้องออกไปว่า

“...ขอฉันไปด้วยแล้วกัน-จะให้เป็นคนรับใช้หรือทำความสะอาดเรือก็ยอม...”

คูเปอร์ยังนิ่งคล้ายไม่สนใจ...ร่างของไบบาเรดยิ่งถูกแบกไปใกล้กาบเรือมาเท่านั้น-เขาจึงได้ร้องตะโกนออกไปอีกว่า

“...ถ้ายอมพาฉันไปด้วย-ไม่ว่าจะเอาอะไรก็ยอม...ฉันจะยกเรือลำนี้ให้ฟรีๆ-ไม่เอาเรื่องอะไร”

...เพราะไบบาเรดเชื่อว่าคูเปอร์จะต้องทราบแน่ว่าโซฟีเน่ไปได้...มีแต่ตามคูเปอร์ไปเท่านั้น-ถึงจะได้พบกับโซฟีเน่

“ตกลง”

คูเปอร์ตอบออกมา...ในที่สุดคูเปอร์ก็ตอบออกมาพร้อมกับราวยิ้ม

...เป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอก-เป็นรอยยิ้มของจิ้งจอก

ไบบาเรดในยามนี้จึงฉุกใจคิดได้ว่า”ตนตกอยู่ภายใต้แผนการของคูเปอร์แล้ว”...เพราะถ้าคูเปอร์จะทิ้งตนลงไปจากเรือจริงๆ-ตนคงลงไปนอนกองอยู่กับพื้นทรายนานแล้ว เพราะไม่ว่าคูเปอร์จะกล้าหาญปานใดก็คงไม่กล้าที่จะปล้นเรือลำนี้จริงๆ

...เรือของเจ้าเมืองที่คูเปอร์อาศัยอยู่

...คูเปอร์เพียงแค่รอให้เขาออกปากยกให้...เพราะคูเปอร์รู้ดีว่า”เขาต้องยอมทำทุกอย่างเพื่อจะตามโซฟีเน่ไปให้ได้”

“เฮ้ย”

ไบบาเรดที่ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของเขา-อดส่งเสียงถอนหายใจออกมา...ไม่ได้

“เสร็จเรียบร้อบแล้วครับ”

คนรับใช้ของไบบาเรดกล่าวออกมา-พร้อมกับเดินถือถังน้ำแล้วไม้ถูพื้นตรงเข้ามา

“ขอบใจ…”

ไบบาเรดตอบกลับไป-ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“...มีแต่แกเท่านั้นที่ยังคงไม่ทิ้งฉัน”

“ไม่เป็นไรครับ...”

คนรับใช้ประจำตัวไบบาเรดตอบกลับมา-ก่อนยิ้มและตอบต่อไปว่า

“...มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วครับ”

เพราะเพื่อจะให้อยู่บนเรือรับนี้ได้...ไบบาเรดจะต้องทำงานตามคำสั่งของคูเปอร์-ซึ่งสั่งให้เขาทำความสะอาดดาดฟ้าเรือจิ้งจอกสีทองลำใหม่นี้

...เรือแห่งโมริก้าลำเก่า...เรือประจำตัวของท่านไบบาเรด-ชายหนุ่มที่หล่อที่สุดในทะเลทรายสีทองแห่งนี้

“โอ๋...โซฟีเน่...”

ไบบาเรดที่กล่าวมองไปยังท้องฟ้าเบื้องหน้า...มองในใบหน้าของโซฟีเน่บอกฟากฟ้าที่สวยงดงามยิ่งกว่าดวงดาวใดๆ-ส่งเสียงร้องตะโกนออกมาก่อนที่จะร้องต่อไปว่า

“...โซฟีเน่ยอดรักของข้า...ไม่ว่าจะต้องฟันฝ่าอุปสรรค์มากมายแค่ไหน-ข้าจะต้องผ่านหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักสุดหัวใจดวงนี้ไปหาเธอ...ให้ได้”

“เงียบหนอยได้มัย”

คูเปอร์ตะโกนร้องด่าออกไปอย่างไม่พอใจ-ที่ไบบาเรดส่งเสียงร้องตะโกนขึ้นมาในยามนี้...ไบบาเรดได้แต่ตอบรับกลับไปว่า

“ขอโทษครับ...ขอโทษครับ...”

ก่อนที่จะกวาดสายตาไปมองยังเบื้อง...มองไปยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตที่เบื้องหน้าพลางคิดในใจว่า”คูเปอร์มาที่เมืองมิราจทำมัยน่ะ”

“ยังไม่ถึงเวลาเข้าเฝ้าท่านจัสทิส มิราจ แบ็ลลันซ์ประจำปีเลยนี่น่า...”

ไบบาเรดอดจะพออกมาเบาๆไม่ได้...แต่เพียงแววเดียวเท่านั้นเขาก็ร้องออกมาอีกว่า

“...โซฟีเน่-ฉันจะพาหัวใจที่เปียมด้วยรักนี้ไปหาเธอให้ได้”

ภาพมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตที่เบื้องหน้า...คล้ายไม่อยู่ในสายตาของไบบาเรดอีกครั้ง ดวงตาที่หล่อเหล่าคมคายสวยงามของเขาเพียงมองเห็นใบหน้าของโซฟีเน่ที่สวยยิ่งกว่าดวงดาวดาราใดๆบนท้องฟ้าฟากนภาเท่านั้น

“ใครก็ได้ช่วยทำให้มันเงียบๆหน่อยได้มัย”

คูเปอร์ร้องบ่นออกมาอีกที่อย่างไม่พอใจ
--------------------------------------------------------

โซฟาน สกายบูลกำลังบินอยู่บนท้องฟ้าแห่งยามราตรี...เธอบินผ่านทุกสิ่งไปบนฟากฟ้าสีน้ำเงินเข้มภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสาด เธอโบยบินผ่านผู้คนมากมายตรงไปยังมิราจ...มิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

เร็ว...

โซฟานบินไปเร็วยิ่งกว่าทุกคน...ยิ่งกว่าฝีเท้าของโดโรธีหรือเจนนี่เสียอีก

...แน่นอนว่าต้องรวมเมียร่า ฟอการิต้า โลอี้ จาริโค้ เซทีและบาเรบี้ด้วย

แต่ไม่ว่าโซฟานจะบินไปรวดเร็วมาเท่าใด...หัวใจของเธอกับโบยบินไปรวดเร็วกว่า เพราะทันทีที่เห็นมิราจ...หัวใจของเธอก็โบยบินไปยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตแล้ว

...หากโซฟานบินเร็วราวสายลม...หัวใจเธอคล้ายรวดเร็วดั่งประกายแสง

เพราะตลอดเวลา 3 วันที่ผ่านมา...โซฟานก็เป็นคนหนึ่งที่ห่วงกังวลโซฟีเน่ยิ่งกว่าใคร เพราะความผูกพันธ์ของเธอกับโซฟีเน่อาจจะมากกว่าทุกคนที่อยู่บนเรือจิ้งจอกสีเงินเสียอีก

คนที่สอนโซฟีเน่ใช้ดาบ...

คนที่สอนโซฟีเน่ให้กล้าบิน...

คนๆนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น...

...โซฟาน

หากอาร์เชอะเป็นพี่สาวของโซฟีเน่...โซฟานก็เป็นพี่สาวอีกคนของโซฟีเน่

...แม้จะไม่ใช่พี่สาวแท้ก็ตาม

แต่ความรักที่โซฟานมีมอบให้กับโซฟีเน่นั้น-ไม่ผิดกับอาร์เชอะที่มอบไปเลย หากครั้งหนี่งที่อาร์เชอะเคยยอมตายเพื่อโซฟีเน่...โซฟานก็เคยช่วยชีวิตโซฟีเน่หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่ทั้ง 3 ยังอยู่บนเรือซิลเวอร์แอร์โร่-ตั้งแต่สมัยที่แอร์โร่ยังเป็นกัปตัน

พี่ชายของโซฟานเป็นคนควบคุมปืน...มีหน้าที่สั่งการต่างๆเกี่ยวกับปืนบนเรือซิลเวอร์แอร์โร่ ทั้งการยิงโจมตีศัตรู เล่งและดูแลอาวุธต่างๆ ในขณะที่โซฟานเป็นเพียงหนึ่งในหน่วยจู่โจมของเรือซิลเวอร์แอร์โร่-ส่วนอาร์เชอะยังเป็นเพียงต้นหน

...โซฟีเน่ มินะและมินาเพียงวิ่งเล็กไปมาบนเรือเท่านั้น

จนกระทั่งอาร์เชอะได้เป็นกัปตันเรือ...โซฟานจึงผนวกหน้าของพี่ชายด้วย-แทนพี่ชายที่จากไปของเธอ โซฟีเน่เลื่อนขึ้นมาเป็นต้นหนแทนอาร์เชอะและรองกัปตันแทนซีก

...ก็แน่ละสิ...เรือซิลเวอร์แอร์โร่ในตอนนั้นกลายเป็นของอาร์เชอะไปแล้วนี่

มินะกับมินาเป็นความขับเรือแทนพ่อแม่ของพวกเธอที่ลงจากเรือไปสร้างน้องๆมากมายให้ทั้งสอง...ส่วนแอร์โร่ยังพยายามตามจีบอาร์เชอะอยู่โดยเป็นหมอประจำเรือ ซีกก็ไม่อยากลาจากเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่ตนมีส่วนให้การซ่อมแซมไป

โซฟานบินตรงไปที่มิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต...โดยที่ไม่มีใครต้องบอกเธอ เพราะตั้งแต่เรือจิ้งจอกสีทอง(ลำใหม่)แล่นเข้ามาใต้เมืองมิราจ...โซฟานก็ทะยานกางบินขึ้นบนท้องฟ้า ดวงตาที่คมกรีบราวจะกรีดระยะทางที่ยาวไกลให้ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไร้ความหมาย...ก็มองเห็นเนโรกำลังทะเลาะอยู่กับทหารยามที่เบื้องหน้ามิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

เนโรอยู่ที่นั่น...ไม่ต้องบอกเธอก็รู้ว่า”พวกโซฟีเน่อยู่ที่นั่นแน่นอน”

...เพียงแต่โซฟานก็คาดคิดไม่ถึงว่า”อาร์เชอะจะมาที่เมืองนี้ด้วย”

...เพราะอย่างไรโซฟานก็ไม่ใช่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้

โซฟานจึงรีบกางบินบินออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่ลายลมจะพัดพาไปเร็วได้...แม้จะช้ากว่าหัวใจเร็วที่เร็วยิ่งกว่าประกายแสงก็ตาม

โซฟานเธอมั่นใจว่า”เนโรต้องบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่เธออยากรู้”...อย่างแน่นอน

...ถึงเนโรจะไม่ต้องการพูดก็ตาม...เธอมีวิธีทำให้เนโรพูดออกมาอย่างแน่นอน

...เธอมีวิธีอย่างแน่นอน

แต่ยามเมื่อโซฟานบินไปใกล้จะถึงมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตดวงตาของโซฟานก็มองเห็นสิ่ง...สิ่งที่ทำให้เธอบินเร็วยิ่งขึ้นไปกว่าทุกครั้ง

บินไปเร็วยิ่งกว่าสายลมจะเร็วได้

บินไปเร็วราวกับประกายสายฟ้าสีฟ้าอ่อนที่ตัดผ่านท้องฟ้ายามราตรีสีน้ำเงินเสียอีก

...แต่โซฟานเห็นอะไรกันแน่

...อะไรที่ทำให้โซฟานรีบร้อนปานนั้น...ราวกับประกายสายฟ้าตัดผ่านท้องฟ้ามา
----------------------------------------------------------------------

เรื่องที่ใครๆต่างคิดว่ายาก...อาร์เชอะมักหาวิธีทำให้มันเป็นเรื่องง่ายเสมอ เพราะถ้าเป็นพวกโซฟีเน่ลงมือกันเอง...ก็คงจะบุกตะลุยตั้งแต่ชั้นล่างขึ้นไปจนถึงห้องของแอร์โร่-แล้วก็บุกตะลุยลงมาอีกครั้งหนึ่ง

...มันคงเป็นการช่วยคนที่ดุเดือดระดับหนึ่ง

แต่อาร์เชอะกลับเลือกวิธีที่ง่ายดายที่สุด...ยามเข้าเธอเพียงจ่ายค่าเช่าห้องแล้วเดินเข้าไป-ยามออกเธอก็เพียงเดินออกมาเฉยๆ

...เพราะใครจะคิดว่า”ใครจะกล้าพานักโทษของท่านมิราจก้าวเดินออกมาอย่างสง่าผ่าเผย”

อาร์เชอะเดินนำพวกโซฟีเน่และเซบัส-ก้าวผ่านมาตามทางเดินที่ทอดสู่ประตูทางออกชั้น G ของมิราจ...เส้นทางที่จะนำทุกคนออกไปจากเมืองมิราจแห่งนี้-โดยไม่ต้องยุ่งยากอะไร

“ขอบคุณค่าที่ใช้บริการ”

หญิงสาวสวยประชาสัมพันธ์ 2 คนที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บริเวณหน้าประตูส่งเสียงพูดแสดงขอบคุณ-เมื่อพวกของอาร์เชอะและโซฟีเน่กำลังจะเดินผ่านออกไป อาร์เชอะเพียงแต่ยิ้มรับเล็กน้อยเท่านั้น-ด้วยรอยยิ้มที่สวยงดงามของเธอ มันเป็นเรื่องธรรมดาเท่านั้นสำหรับแขกที่มาพักที่มิราจ...ต้องการที่จะออกไปไหนในเวลาค่ำคืน

...ยามค่ำคืนภายในเมืองมิราจ-เมืองแห่งความฝันและความหวังของทุกคน

...เมืองที่ทุกคนอย่างดื่มด่ำกับความฝันในยามค่ำคืนที่แสนงดงาม

มันเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดา...เว้นแต่เพียงอย่างเดียวที่ทำให้คิ้วซ้ายที่เรียวงามยาวสีทองของอาร์เชอะต้องเลิกขึ้นอย่างไม่พอใจก็คือ...

แอร์โร่...แอร์โร่ที่ควรจะเดินตามอาร์เชอะมาเป็นคนที่สองกลับกำลังหยุดที่โต๊ะเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ เขาก้มหน้าเข้าไปใกล้ประชาสัมพันธ์สาวทั้ง 2 คนเล็กน้อย...ใช้มือซ้ายเท้าส่งไปที่เคาน์เตอร์เบื้องหน้า-ส่วนมือขวากับคีบหยิบเอาดอกกุหลาบสีแดงจากแจกันบนโต๊ะมาส่งให้หญิงสาวทั้ง 2 คนที่เบื้องหน้าพร้อมทั้งพูดว่า

“แล้วพบกันใหม่น่ะจ๊ะ...คนสวย”

อาร์เชอะได้แต่ต้องเดินกลับมาอีกครั้ง-เพื่อมาดึงหูซ้ายของแอร์โร่ลากกลับไป...ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพวกโซฟีเน่กับอาธีน่า

“ฮ่ะ...ฮ่ะ...ฮ่ะ...”

...และท่ามกลางเสียงหัวเราะของหญิงสาวประชาสัมพันธ์ทั้ง 2

ก่อนที่พวกอาร์เชอะจะเดินนำแอร์โร่...ตามด้วยโซฟีเน่กับเซบัส อาธีน่า มินะ มินา เจ้าโฮฟและเจ้ามังกรตัวน้อยเดินผ่านประตูของมิราจออกไปจากมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

“นี่ขอเข้าไปหน่อยไม่ได้หรือ…”

เนโรที่กำลังทะเลาะอยู่กับนายทหาร 2 คนที่เฝ้าทางเข้ามิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตตรงสะพานแห่งความหวังสีทอง...เพราะถึงแม้จะมั่นใจว่า”ไม่มีใครสามารถทำร้ายท่านมิราจ-ราชาแห่งทะเลทรายสีทองได้”-แต่ก็ไม่ใช่จะให้บุคคลที่น่าสงสัยเข้าไปได้ และบังเอิญท่าทีในตอนนี้ของเนโรก็น่าสงสัยเสียด้วย

เนโร แอร์ล็อกที่ยังคงอยู่ในชุดเก่งของเขา-ในสภาพที่เหงื่อท่วมตัวทั้งสกปรกทั้งมอมแมม...ที่ไม่ว่าดูยังไงก็น่าสงสัย เนโรที่ยังไปยอมแพ้ยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ฉันมีคนที่รู้จักพักอยู่ข้างใน”

ยิ่งเนโรพูดออกไป-ยิ่งทำให้นายทหารทั้ง 2 คนยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่...เพราะสภาพของเนโรในยามนี้-ถ้าไม่เหมือนหัวขโมยก็ต้องขอทานแน่

...ยิ่งปล่อยให้เข้าไปไม่ได้

“ถอยออกไป”

นายทหารคนทางซ้ายที่ถือขวานยาว-เขาเป็นชนเผ่านกแก้วส่งเสียงพูดออกมาอย่างไม่พอใจ...คนทางขวาที่ถือหอกยาว-ที่เป็นชนเผ่ากระต่ายป่าส่งเสียงพูดต่อไปอีกว่า

“เราไม่สามารถให้บุคคลที่น่าสงสัยผ่านเข้าไปในยามค่ำคืนเช่นนี้ได้”

...นายทหารสองคนที่มีเรื่องกับพวกโซฟีเน่ในตอนแรก

“ขอเข้าไปหน่อยไม่ได้หรือ”

เนโรยังส่งเสียงอ้อนวอนออกมาอีกอย่างไม่ยอมแพ้...ท่ามกลางเสียงนายทหารทั้ง 2 คนที่ตอบออกมาพร้อมๆกันว่า

“ไม่ได้”

“เชอะ...”

เนโรส่งเสียงออกมทาอย่างไม่พอใจ...ก่อนจะเหลือบมองไปเห็นยังพวกโซฟีเน่กับอาร์เชอะที่กำลังเดินออกมา-เนโรรีบส่งเสียงร้องตะโกนอย่างดีใจออกไปทันทีว่า

“โซฟีเน่...”

และ...

“...พี่อาร์เชอะ...”

กับ

“...พี่แอร์โร่”

“โซฟีเน่-อาร์เชอะ...แอร์โร่…”

นายทหารทั้ง 2 คนที่ได้ยินเสียงร้องของเนโร...หันไปมองยังพวกโซฟีเน่กับอาร์เชอะที่กำลังเดินออกมาพร้อมทั้งส่งเสียงพูดออกมาเบา-ก่อนที่นายทหารชนเผ่านกแก้วจะฉุกคิดอะไรออกแล้วร้องต่อไปว่า

“...แอร์โร่ที่เป็นนักโทษของท่านมิราจกับพวกอาร์เชอะและโซฟีเน่ที่ท่านแบรี่สั่งให้จับตาดูไว้...จับตาดูไว้”

...เขาอดที่จะพูดซ้ำมาตามสัญชาตญาณลึกๆ...ไม่ได้

ส่วนนายทหารอีกคนหนึ่งที่เป็นชนเผ่ากระต่ายก็อดร้องต่อไปอย่างตกใจกลัวไม่ได้ว่า

“ปล้น...ปล้นนักโทษ...มีคนบุกมาปล้นทั้งโทษ”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของนายทหารทั้ง 2 คน-เหล่านายทหารมากมายที่เหลืออีก 1298 คนที่อยู่ตามขั้นบันไดสะพานแห่งความหวังสีทองอีก 599 ขั้นที่ทอดขึ้นไปสู่ลานบนชั้น 6 ต่างกระชับอาวุธในมือค่อยทยอยกันลงมาปิดกั้นอยู่บนสะพานแห่งความหวังสีทอง...ไม่ให้พวกโซฟีเน่สามารถบุกขึ้นไปได้

นอกจากนั้นยังไม่พอ...นายทหารชนเผ่ากระต่ายยังร้องตะโกนก้องต่อไปอีกว่า

“ปล้น...ปล้นนักโทษ...มีคนบุกมาปล้นทั้งโทษ”

นายทหารชนเผ่านกแก้วก็ยังร้องซ้ำต่อไปตามสัญชาตญาณอีกว่า

“ปล้น...ปล้นนักโทษ...มีคนบุกมาปล้นทั้งโทษ”

นายทหารต่างๆที่อยู่ภายในและภายนอกมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตนับหมื่นนับพันคนต่างถืออาวุธคบมือ...ต่างมีล้อมพะวกโซฟีเน่กับอาร์เชอะไว้ตรงกลาง

...ในพริบตา

“เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงถอนหายใจออกมาพร้อมทั้งยกมือขวาขึ้นเสยเส้นผมที่ปกหน้าผากด้านขวาของเธอพร้อมทั้งมองตรงไปยังเนโรอย่างปลงๆ

...อาร์เชอะอดรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้ว่า” 2-3 วันนี้เธอต้องถอนหายใจบ่อยเหลือเกิน”

“...”

แอร์โร่ได้แต่นิ่งยิ้มอย่างอับจนปัญญาพร้อมทั้งยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมอ-คล้ายกับพูดว่า”สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”

“งี่เง่าที่สุด”

อาธีน่าอดบ่นออกมาพร้อมทั้งขยี้เท้าอย่างไม่พอใจ...ไม่ได้

...ทั้งๆที่ทุกคนจะสามารถกลับออกไปได้อย่างสบายๆ...แต่เพราะความงี่เง่าของเนโรทำให้ทุกคนตกอยู่ในวงล้อมของทหารมากมายนับหมื่นๆคน

“ฮ่ะ...ฮ่ะ..ฮ่ะ...”

พวกโซฟีเน่ มินะและมินาส่งเสียงหัวเราะออกมาเล็กน้อยอย่างชอบใจ...ก่อนที่โซฟีเน่ชักดาบสีฟ้า-น้ำเงินสั้นที่ข้างเอวของเธอออกมา ส่วนมินะที่ยืนอยู่ด้านหลังทางซ้ายของโซฟีเน่เพียงล้วงปืนสั้นสีดำของเอออกมาเท่านั้น

“ตุบ...ตุบ”

ในขณะที่มินาเพียงชกหมัดขวาใส่ฝ่ามือซ้ายที่ยกขึ้นมาบริเวณค้างเธอ...เท่านั้น

“โฮ่ง...โฮ่ง...”

เจ้าโฮฟก็ส่งเสียงเห่าหอนออกมาอย่างดีใจ

“ฮ้าว...”

เจ้ามังกรตัวน้อยสีม่วงมรกตก็ส่งเสียงสนับสนุนมาอย่างสนุกสนาน...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า”พวกโซฟีเน่ที่เหลือ-เตรียมพร้อมที่จะบุกฝ่าออกไปแล้ว”

แต่ก่อนที่อาร์เชอะจะตัดสินใจอะไรลงไป...โซฟานก็ได้พุ่งลงมาจากท้องฟ้า-เธอพุ่งลงมายืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าของอาร์เชอะ

“อาจารย์”

“ท่านอาจารย์”

ทั้งโซฟีเน่และอาธีน่าต่างส่งเสียงร้องออกไปอย่างดีใจ...ในขณะที่มินะและมินาต่างยืนตัวตรงทำความเคารพพร้อมทั้งพูดว่า

“สวัสดิ์ค่ะ-หัวหน้า”

โซฟานได้เปลี่ยนปีกสีฟ้าอ่อนที่สวยงามของเธอกับเป็นแขนสีขาวสะอาดภายใต้แขนเสื้อแพรยาวสีฟ้าอ่อนที่หลอมกว้างของเธอ...ก่อนที่จะกวาดสายตาไปมองยังอาวุธที่อยู่คาดอยู่บนเอวของอาร์เชอะและในมือของโซฟีเน่-พร้อมทั้งร้องออกมาว่า

“นี่พวกเธอปล้นร้านชั้นหรือ-อาร์เชอะ”

“...”

อาร์เชอะเพียงแต่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเท่านั้น-ก่อนที่จะตอบออกไปว่า

“ฉันไม่ได้ปล้น...แค่ไปเอาอาวุธของฉันมาเท่านั้นเอง”

“งั้นหรือ...”

โซฟานมองอาร์เชอะก่อนที่จะยิ้มออกมาเล็กน้อย...แล้วกลับตัวหันหลังอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งใช้มือขวาชักดาบที่เรียวบางสีทองที่ข้างเอวของเธอออกมาแล้วชี้ดาบลงไปยังพื้นทรายเลยปลายเท้าทางขวาออกไปก่อนจะส่งเสียงพูดต่อไปอย่างชัดเจนว่า

“...กัปตันอาร์เชอะ”

“เฮ่...”

พวกโซฟีเน่ อาธีน่า มินะและมินาส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจพร้อมทั้งกระชับอาวุธในมือมั่น...เพราะว่าโซฟานได้กลับมาแล้ว

...โซฟานที่เป็นหัวหน้าหน่วยประจัญบานของเรือซิลเวอร์แอร์โร์

...ไม่ใช่โซฟาน-ลูกเรือของเรือจิ้งจอกสีทอง

อาร์เชอะเพียงยิ้มออกมาเล็กน้อย-ยิ้มที่สวยงามงดงามสง่าและสูงส่งดุจจันทราแห่งฟากฟ้ายามราตรี...ก่อนที่จะเลื่อนมือมาจับด้ามแส้ยาวสีขาวที่มีรูปธนูแห่งสายลมที่ข้างเอวของเธอออกมาตวัดฝาดออกไปอย่างรวดเร็ว

“แฟ้ว”

เสียงแส้แห่งสายลมซิลเวอร์แอร์โร่ฟาดใส่สายลมอย่างรวดเร็ว...พร้อมทั้งประกายตาของอาร์เชอะที่สมเป็นกัปตันเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่ไม่เคยกลัวใคร-กล้าแม้แต่จะต่อต้านถึงอำนาจขององค์เจ็ดเทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

...อาร์เชอะที่เป็นกัปตันเรือซิลเวอร์แอร์โร่

...มิใช่อาร์เชอะที่เป็นเจ้าร้านร้านซิลเวอร์แอร์โร่

“ค่ะ...กัปตันอาร์เชอะ”

โซฟีเน่ โซฟาน อาธีน่า มินะและมินาต่างส่งเสียงร้องตอบรับกลับออกไปหลังจากได้ยินเสียงแส้ซิลเวอร์แอร์โร่...ในที่สุดลูกเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่เคยฝ่าสงครามโจรสลัดก็กลับมาคบทีมแล้ว(แถมยังมีเกินมาอีกด้วย)
พวกเธอเตรียมพร้อมที่จะท้าทายอำนาจอันยิ่งใหญ่กว่าในครั้งอดีตอีก...ท้าทายอำนาจขององค์มิราจ-ราชาแห่งทะเลทรายสีทองผู้ยิ่งใหญ่

...องค์จัสทิส มิราจ แบ็ลลันซ์...ราชันย์ผู้ปกครองเหล่ามวลมนุษย์หรือคนบนท้องทะเลทราย-ราชาแห่งท้องทะเลทรายสีทอง

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 27 ม.ค.50 เวลา 10:54:33 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ