Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 45 - ผู้ทำลายล้างด้วยจิตพิสุทธิ์

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส
บทที่ 31 - ที่พักพิง
บทที่ 32 - ความหวัง
บทที่ 33 - ไฟที่ยังแผดเผา
บทที่ 34 - วันที่ตื่นจากฝัน
บทที่ 35 - คำสารภาพ
บทที่ 36 - ความผูกพันอันมืดบอด
บทที่ 37 - เถระ อสูร มนุษย์
บทที่ 38 - ผู้ตามล่า
บทที่ 39 - กลับบ้าน
บทที่ 40 - สู้ศึกเยี่ยงหมาป่า
บทที่ 41 - ปรารถนาที่ลอยเลื่อน ใจที่จมดิ่ง
บทที่ 42 - บนเส้นทางสาบสูญสลัวลาง
บทที่ 43 - ความเงียบงัน
บทที่ 44 - ความทรงจำ

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

ไซด์สตอรี่
Tenderness (ช่วงรอยต่อ ตอนที่ 20-21)
Ravished (ควรอ่านหลังตอนที่ 35 ในเนื้อเรื่องหลัก)
Wounded (ควรอ่านต่อจาก Ravished)
-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 45 - ผู้ทำลายล้างด้วยจิตพิสุทธิ์
Chapter 45 - The Pure Scourge

เมื่อคนจรอ่านสมุดบันทึกจบจนถึงหน้าสุดท้ายที่เขียนไว้ เวลาก็เคลื่อนผ่านเป็นบ่ายแก่ๆ เสียแล้ว แสงตะวันที่ส่องลอดหน้าต่างเป็นสีส้มจัดบอกชัดแจ้ง

เด็กหนุ่มพลิกหน้าสมุดเปล่าซึ่งเหลืออยู่เล็กน้อยอย่างผ่านๆ จนสะดุดที่หน้าหนึ่ง มีปอยผมสีดำเล็กๆ ที่รวบไว้ด้วยเส้นด้ายสีขาวซุกอยู่ในหน้านั้น

แม้ไร้กลิ่นหอมของดอกเซ็นนา เขาก็รู้ว่านี่เป็นผมของโมโน ไม่ว่าเธอจะตัดออกมาและเก็บไว้ในนี้ด้วยเหตุผลใดก็ตามที

เด็กหนุ่มยกปอยผมนั้นขึ้นประทับที่ริมฝีปาก แทนเจ้าของซึ่งหาชีวิตไม่แล้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นเหมือนจะถามกับเธอ

"ข้าจะทำยังไงดี...โมโน อุตส่าห์รอดมาหาเจ้าถึงขนาดนี้ แต่...แต่มันก็สายไปแล้ว"

หลังคำถามที่ไร้คำตอบ คนจรเอนศีรษะลงพิงเตียงคลุมผ้าเปื้อนฝุ่นด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่มีใครเหลืออีกแล้วสำหรับเขาจริงๆ สินะ

...บางที...ถ้าเป็นอย่างนี้...

เด็กหนุ่มดึงพร้าออกจากฝักที่ข้างเอว จ้องมองคมของมันก่อนจะยกขึ้นจรดลำคอ

ครั้งหนึ่งโมโนเคยพยายามใช้มันจบชีวิตตนเอง และครั้งนี้เขาก็จะอาศัยมันตามเธอไป มิเช่นนั้นก็ไปขอโทษญาติมิตรทุกคนในขุมนรกและรับโทษทัณฑ์ร่วมกับเธอและพวกเขา นี่คือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด....

...จริงหรือ...

...ไม่มีโอกาสแล้วจริงๆ น่ะหรือ...

"แต่ข้า...ข้า...ก็...ไม่อยาก...ตาย...เลย..."

"...เพราะข้า...อยาก...อยู่...ร่วมกับท่าน...ไป...ชั่วชีวิต...เหลือเกิน..."

"ดาบศักดิ์สิทธิ์...เป็นกุญแจสู่ดินแดนแห่งดอร์มิน"

"นักเล่าตำนานบางคนก็เชื่อว่าแดนแห่งชนอมตะกับดินแดนต้องห้ามของดอร์มินเป็นสถานที่เดียวกันนะคะ"

"เจ้ายังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่"

"เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง...ที่ทิ้งทางสายใหม่ไว้กลางคันเช่นนี้ยังไงล่ะ"

น่าประหลาดที่ถ้อยคำของโมโนในความฝัน กับคำพูดของพ่อเฒ่าในขณะที่เขากำลังบาดเจ็บพรั่งพรูเข้ามาในห้วงสำนึก

ความฝันนั้นตรงกับความจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน ยาฮีมเป็นผู้สังหารโมโนด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ โดยวิธีแทงทะลุร่างเช่นเดียวกัน

ในอารามมีแผนที่ของดินแดนแห่งดอร์มิน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เดียวกับดินแดนแห่งชนอมตะที่ผู้กล้าในตำนานไปขอความช่วยเหลือ เพื่อชุบชีวิตเจ้าหญิงผู้เป็นที่รัก

พ่อเฒ่านักทำนายน่าจะรู้ว่าโมโนจะถูกสังเวยในวันนี้ แต่ก็ไม่เคยบอกเขาเรื่องการสังเวย หรือเร่งให้เขารีบออกเดินทางเร็วกว่านี้เลยสักนิด ทว่าท่านช่วยชีวิตเขาไว้โดยมีเหตุผลว่าเขายังต้องรับผิดชอบต่อเส้นทางที่เลือก และโมโน

ทุกสิ่งปะติดปะต่อกันได้เหมาะเจาะ ที่อารามมีทั้งแผนที่ ดาบ และศพของโมโนก็น่าจะยังถูกเก็บอยู่ในนั้นเพื่อรอการทำพิธีต่อไป

...แต่นี่คือสิ่งที่ข้าควรทำหรือ...

"เมื่อถึง 'เวลา' ที่พวกมันกำหนดไว้ ผู้ถูกเลือกคนแล้วคนเล่า...พี่ของข้าคนแล้วคนเล่าล้วนแต่จบชีวิตลงไปด้วยมือของพวกมันทั้งนั้น ชีวิตอมตะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่พวกนั้นเรียกกันอย่างสวยหรูแท้ที่จริงก็คือชีวิตที่ถูกคุมขังชั่วนิรันดร์นั่นล่ะ"

น้ำเสียงของ 'โมโน' อีกคนหนึ่งกลับดังขึ้นในใจ ในเมื่อผู้ถูกเลือกแต่ละคนล้วนถูกทางอารามสังหารดังเช่นที่เธอบอก แล้วที่เธอพูดต่อจะไม่เป็นจริงไปได้หรือ

ถึงจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่โมโนจะมีความสุขหลังความตายได้อย่างไรเมื่อรู้เรื่องที่อารามแห่งสุริยเทพกระทำลงไปทั้งหมด และในเมื่อผู้กล้าเคยทำสำเร็จมาแล้วก็แสดงว่าการชุบชีวิตมีทางเป็นไปได้จริงๆ

หากได้กลับมามีชีวิตอยู่กับเขา เธอต้องมีความสุขมากกว่าอยู่รับใช้องค์สุริยเทพอยู่แล้ว

"ใช่แล้ว..." คนจรลดพร้าลงเก็บเข้าฝัก "...ข้าต้องรับผิดชอบต่อเจ้า"

...ไม่ว่าจะยากแค่ไหน หรือมีโอกาสสำเร็จน้อยนิดแค่ไหนก็เถอะ...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ทางน้ำนั้นยาวและซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก มีทางแยกต่างๆ เต็มไปหมด จนคนจรรู้สึกเหมือนตนเองกำลังเดินหลงวนเวียนไม่รู้ทิศทาง มีครั้งหนึ่งที่เดินไปจนเจออ่างเก็บน้ำขนาดปานกลาง เหลือน้ำติดก้นอ่างแค่ระดับข้อเท้า ทว่าไม่พบบันไดที่น่าจะใช้ขึ้นไปได้เลย

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เด็กหนุ่มเลยชักดาบออก ใช้ปลายขีดทำเครื่องหมายเอาไว้บนผนังหรือพื้นในแต่ละแยก เพื่อจะได้รู้เส้นทาง กระนั้นยังใช้เวลาอีกพักใหญ่ กว่าจะสังเกตเห็นทางน้ำที่อยู่บนพื้นยกระดับสูงกว่า คงจะให้ไหลระบายมาในทางน้ำสายหลัก และตัดสินใจว่าน่าจะลองปีนขึ้นไปบนนั้นดู

ไม่นานทางตรงสายนั้นก็พาเขามาถึงบันไดขึ้นสู่พื้นหญ้า เบื้องหน้าอาคารสูงใหญ่ที่สร้างโดยเซาะเข้าไปในผาหินเหมือนกับที่ที่เขาเคยพบอสูรยักษ์มีเครา

คนจรมองไปรอบๆ ขณะก้าวขึ้นบันไดอย่างระแวดระวัง ดูเหมือนเขาจะมาอยู่ที่อีกด้านหนึ่งของเมือง กำแพงสูงที่ผุกร่อนยังปรากฏให้เห็นที่อีกฟากหนึ่ง นอกจากนั้นเป็นเสา แนวกำแพงและสะพานต่างๆ ซึ่งตั้งกระจัดกระจาย ส่วนหลังคาบ้านเรือนนั้นอยู่ไกลออกไปอีก ราวกับที่ตรงนี้เคยเป็นสวนหรือลานกว้างหน้าอาคารสำคัญประจำเมือง ซึ่งน่าจะเป็นอาราม

ไม่มีวี่แววของอสูรยักษ์ เด็กหนุ่มจึงมุ่งหน้าไปที่อาคารหลังนั้น แต่เดินไปได้สองก้าว เขาก็ได้ยินเสียงคำรามแผดกึกก้อง

เสียงนั้นนำสายตาไปยังเหนือขั้นบันไดทางขึ้นซึ่งพังลงเสียกึ่งหนึ่ง ยังร่างคล้ายราชสีห์ดำทะมึนบนลานหน้าอาคารหลังนั้น ดวงตาสีฟ้าเรืองจับจ้องเขาเขม็ง ก่อนที่ขาของมันจะถีบพาร่างปราดเปรียวกระโจนรวดเดียวลงบนพรมหญ้าจนพื้นสะเทือน แล้ววิ่งตรงมาทางผู้บุกรุกนครรกร้างแห่งนี้

"เดี๋ยว--" เด็กหนุ่มพยายามพูด แต่อสูรยักษ์ก็ยังควบเข้ามาไม่ยอมหยุด ตัวเขาเองต้องรีบหลบให้พ้นทาง โดยการปีนเสาที่หักตะแคงอยู่ข้างทางแถวนั้น

ถึงกระนั้น อสูรยักษ์ตัวเท่ากระทิงใหญ่ก็ยังเลี้ยวมาชนเสาโครมเบ้อเริ่มจนเขาหน้าคะมำ ดีที่ก้มหมอบทันเลยไม่ร่วงลงไปถูกกระทืบซ้ำ พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นมันเดินวนไปมารอบๆ ด้วยท่าทางมาดร้าย

"เดี๋ยว ข้ามาเพื่อช่วยเจ้านะ" คนจรลองเกลี้ยกล่อม "ข้ารู้ว่าเจ้าเคยเป็นมนุษย์มา--"

ไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายก็เอาหัวกระทุ้งเสาอีกรอบ เหมือนคำย้อนอย่างไม่ยี่หระว่า "แล้วยังไง" ทำเอาเด็กหนุ่มตั้งหลักแทบไม่ทัน

"อย่าทำอะไรข้าเลย ข้ามาช่วยปล่อยเจ้า นี่เห็นไหม ดาบศักดิ์สิทธิ์ ดาบนี่ปลดปล่อยเจ้าได้ไม่ใช่หรือ"

ภาพของดาบที่ถูกชูจนแสงส่องไปสะท้อนเกราะหินบริเวณหลังของมันดูจะทำให้อสูรยักษ์กลับยิ่งขุ่นเคือง เพราะมันวกตัววิ่งออกห่างก่อนจะย้อนกลับมาแต่ไกล ชนเสาตะแคงต้นนั้นจนแทบพลิกคว่ำ เคราะห์ดีที่แถบหินซึ่งสลักนูนยื่นออกมาจากเสาทรงกระบอกทำหน้าที่ต่างขาตั้งยันมันไว้กับพื้น

เปล่าประโยชน์...สุรเสียงของเจ้าแห่งแดนอมตะเอ่ยเรียบๆ อสูรยักษ์ตนนี้ไม่ฟังเจ้าหรอก

ทำไมล่ะ ก็นี่ข้าพยายามช่วยเขาอยู่แท้ๆ อสูรยักษ์ตนที่แล้วยัง... คนจรอดนึกสงสัยในใจไม่ได้

ผู้ถูกเลือกผู้นี้ถูกสาวกแห่งสุริยเทพคุมขังทรมานจนเสียสติไป ไม่อาจเข้าใจคำพูดหรือเหตุผล มีเพียงความบ้าคลั่งเท่านั้น

เสียสติ...การที่อสูรยักษ์ใช้หัวโหม่งเสารอบที่สี่เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีเยี่ยมจนเด็กหนุ่มล้มเลิกความคิดที่จะเจรจาทันควัน

แล้วข้าจะทำยังไงดี

จงไต่ขึ้นหอคอยแล้วยั่วโทสะของอสูรยักษ์

หอคอย...หอคอยไหน เด็กหนุ่มนึกถามพลางมองไปรอบๆ เพื่อหาทางหนีทีไล่อย่างร้อนรน พอเห็นว่าฐานของเสาหักนั้นตั้งอยู่ใกล้กับสะพานยาวซึ่งเชิงสะพานถล่มลงไปแล้ว

ไม่มีคำตอบจากดอร์มิน แต่อสูรยักษ์ที่กำลังควบเข้ามาชนเสาก็ทำให้คนจรตัดสินใจกระโดดขึ้นคว้าขอบสะพาน แล้วยันตนเองไต่ขึ้นไปยืนบนนั้น

จากมุมนี้ทำให้เห็นเมืองรอบด้านได้ชัดขึ้น พอสายตากวาดไปเจอหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่ใกล้กำแพงผุพัง ก็พบว่านั่นเป็นหอที่ดูเหมือนจะสูงที่สุดในเมืองแห่งนี้แล้ว

ทว่าหอนั้นอยู่ห่างจากสะพานที่เขาอยู่จนเรียกได้ว่าแทบค่อนเมือง ตอม่อสะพานที่สั่นวูบพร้อมเสียงดังอีกโครมทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าตนไม่มีทางลงจากที่สูงวิ่งไปตามระดับพื้นดินจนถึงที่นั่นได้ก่อนจะถูกมันชนและเหยียบบี้แบนติดดินแน่ๆ

เขาเลยเสี่ยงวิ่งไปตามสะพานข้างหน้า จนพบว่าสะพานนั้นขาดไปในช่วงก่อนข้ามคูน้ำเป็นรอยกว้างเกินกว่าจะกระโดดข้ามไปถึงอีกฝั่ง แต่เสากลมต้นสูงที่ตั้งเยื้องสะพานทำให้น่าเสี่ยงว่าจากบนยอดเสานั้นจะกระโดดไปที่สะพานฟากตรงข้ามได้หรือไม่

เด็กหนุ่มจึงกระโดดไปคว้ารอยหยักเว้าที่ตะแคงเป็นแนวนอนบนเสาก่อนจะค่อยๆ ไต่ขึ้นไป แต่พอถึงยอดเสาแล้ว เขาก็พบว่าเสานี้สูงกว่าที่คิดมาก หากจะกระโดดลงไปถึงสะพานก็กะระยะลำบาก มิหนำซ้ำยังอาจเจ็บตัวเอาง่ายๆ

ยังไม่ทันจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ คนจรก็รู้สึกว่าเสากระเทือนครั้งใหญ่เมื่ออสูรยักษ์เอาหัวโหม่ง ก่อนที่เสานั้นจะค่อยๆ เอนโค่น ดีที่มันล้มลงไปทางสะพานอีกเส้นที่อยู่อีกฟากคูน้ำพอดี เขาเลยเกาะไว้แน่นๆ รอจังหวะที่เสาเอนลงใกล้มากแล้วจึงกระโดดไปบนสะพาน ถึงกระนั้นก็ยังลงผิดท่าจนจุก ต้องรออีกสักพักแล้วค่อยวิ่งไปตามทางจนสุด

เด็กหนุ่มอาศัยทุกทางที่นึกออกเข้าไปใกล้หอสังเกตการณ์นั้น ทั้งหลังคาซากอาคารหรือแนวกำแพง จนกระทั่งใกล้หอสังเกตการณ์เข้าไปทุกที โดยมีอสูรยักษ์ไล่ตามบนพื้นและชนเศษซากอาคารล้มระเนระนาดรายทาง

แต่พอถึงสะพานที่ใกล้กับหอสังเกตการณ์มากที่สุด คนจรก็เริ่มคิดหนักเมื่อเห็นแค่มีเสากลมสูงสามต้นตั้งเรียงรายเป็นแนวห่างเกินกว่าจะกระโดดข้ามได้

ทว่าหากไม่เสี่ยง ก็ไม่มีทางอีกแล้ว

เด็กหนุ่มปลดคันธนูกับกระบอกศรวางบนพื้นสะพานด้วยความกลัวว่าจะทำให้เสียหายระหว่างทาง จากนั้นจึงถอดผ้าคลุมออก ก้มลงงัดพื้นหินปูสะพานบางจุดที่แตกร่อนออกมาเป็นก้อนๆ ห่อใส่ผ้าคลุมแล้วผูกคล้องไหล่ไพล่ไปข้างหลัง ก่อนจะจึงกระโดดไปเกาะเสาและไต่ขึ้นจนถึงยอด

พอถึงยอดแล้ว คนจรก็มองหาวี่แววอสูรยักษ์ พบว่ามันวิ่งวนไปมาหาเขาอยู่ จึงทำตามแผนต่อไป คือ โยนหินก้อนหนึ่งลงบนพื้นในแนวตรงกับเสา

เสียงของหนักกระทบพื้นล่อศัตรูให้รีบกวดไปยังจุดที่เกิดเสียงพอดี มันดูเหมือนจะงุนงงอยู่เมื่อไม่เห็นอะไรเลยที่จุดนั้น แต่แล้วก็มีอันต้องสะดุ้งอีกทีเมื่อหินอีกก้อนจากมือของมนุษย์ตัวจ้อยกระทบเข้าที่หลัง ซ้ำคนปายังลุกขึ้นมาโบกมือส่งเสียงโหวกเหวกเหมือนจะฟ้องที่อยู่ชัดๆ อีกต่างหาก

อสูรยักษ์หันหัวกลับทันควัน วิ่งเข้ามาหาเสาที่เด็กหนุ่มยืนอยู่พร้อมกับดวงตาที่เปลี่ยนเป็นสีแดงโรจน์

เสาเขยื้อนเล็กน้อย ทำให้คนจรอดวิตกไม่ได้ เพราะเสานี้ดูสภาพยังแข็งแรงกว่าทุกต้น พออสูรยักษ์ถอยออก เขาเลยหยิบหินปาใส่อีกสองสามหนเพื่อล่อมันต่อ

มันยิ่งคลั่ง วกตัววิ่งไปตั้งหลักก่อนจะตะกุยพื้นไม่ต่างจากกระทิง และวิ่งชนสุดแรงเกิดจนเสาเริ่มล้มลง

พอเสาต้นแรกชนกับเสาต้นที่สอง ก็พาให้ล้มลงเป็นทอดๆ ไปถึงต้นที่สาม เด็กหนุ่มตั้งสติกระโดดไปที่เสาซึ่งกำลังเอนล้มทีละต้นๆ ก่อนจะไปทิ้งตัวบนชายคาชั้นล่างของหอสังเกตการณ์ กลิ้งตัวหลุนๆ ไปจนกระทบผนังของหอจึงหยุดลง

ไหล่ซ้ายเจ็บเหมือนถูกฉีกออก แสดงว่าหัวไหล่คงหลุด คนจรลุกขึ้นนั่งก่อนจะกัดฟัน จับไหล่ของตนกลับเข้าที่แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

เอาล่ะ เขามาถึง 'หอคอย' ตามที่ว่าแล้ว จากนี้จะต้องทำอะไรต่อไปอีกหนอ

ความเงียบของดอร์มินบอกว่าเด็กหนุ่มคงต้องคิดเอง

เขามองสำรวจจากชายคาหอสังเกตการณ์ พบว่าฐานของหอนี้กว้างและมั่นคงจนอสูรยักษ์ไม่น่าชนให้ล้มได้ ที่ระหว่างหอกับกำแพงผุกร่อนซึ่งกั้นเมืองส่วนนี้จากบริเวณระเบียงที่เขาใช้เข้ามาในนครร้างมีเสากลมสูงอีกต้นตั้งอยู่ระหว่างกลาง

ที่เขาต้องทำในตอนนี้คือหาทางทำลายเกราะของอสูรยักษ์ให้ได้เหมือนอสูรในอารามไฟ เพื่อให้เข้าถึงตราสัญลักษณ์บนหลังของมัน แน่นอนว่าล่อให้มันตกจากที่สูงไม่ได้ ในเมืองนี้ไม่มีพื้นที่ที่ต่ำลงไปกว่าก้นคูน้ำ ซึ่งเมื่อเทียบกับขนาดของอสูรยักษ์ก็เตี้ยเกินกว่าจะทำให้มันบาดเจ็บ

ถ้าทำให้มันตกไม่ได้ ก็ต้องหาของอะไรมาตกใส่มันแทนกระมัง เด็กหนุ่มคิด แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีของอะไรที่หนักพอจะทำให้มันบาดเจ็บถึงขนาดเกราะแตกได้

จะให้เสาหรือกำแพงล้มใส่มัน...ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นตัวล้มเสา ย่อมอยู่ในทิศตรงกันข้ามกับทางที่เสาล้มอยู่แล้ว

แล้วจะมีเหตุผลอะไรที่ดอร์มินบอกให้เขามาจนถึงหอสังเกตการณ์นี่เล่า

ระเบียง...ใช่แล้ว! คนจรเริ่มนึกได้ เขาต้องกระโดดจากชายคาของหอสังเกตการณ์ จึงจะไปถึงเสาต้นนั้นได้ หากกะทิศทางให้เสาล้มดีๆ ก็คงจะโค่นกำแพงผุกร่อนลงไม่ยาก และไปถึงระเบียงที่เขามาถึงในตอนต้นได้

เด็กหนุ่มจึงทำตามนั้น พอกระโดดจากชายคาไปถึงเสา เขาก็ปาหินล่ออสูรยักษ์ จนมันเริ่มวิ่งเข้าหาก็ทิ้งตัวลงไปเกาะขอบเสาด้านตรงข้ามกับกำแพง อาศัยเป็นที่กำบังยามปะทะ

พอเสาล้มก็โค่นกำแพงเปราะทั้งแนวตามลงมาอย่างง่ายดาย คนจรหมอบนิ่งรอให้ฝุ่นจางและสติเริ่มชัดเจน เคราะห์ดีที่ในบรรดาเศษหินซึ่งระเกะระกะรอบตัว ไม่มีก้อนใดเลยที่ทำอันตรายเขา มากไปกว่าเศษเล็กๆ ที่กระแทกตามตัวให้แสบแปลบเล็กน้อย

พอเห็นอสูรยักษ์ที่กำลังสะบัดหัวไปมาไล่ฝุ่นหิน เด็กหนุ่มก็ก้มหลบในมุมอับหลังเสา รอให้แน่ใจว่ามันเดินห่างออกไปตามหาเขาในทิศทางอื่น แล้วจึงกลั้นใจรีบวิ่งพรวดไปที่กำแพงอีกฟาก และไต่กลับไปบนระเบียง

จากบนระเบียง คนจรผิวปากดังๆ เรียกความสนใจของอสูรยักษ์ พอมันวิ่งมาใกล้และเห็นเขาบนระเบียง หินทั้งหมดที่เหลืออยู่ก็ถูกระดมขว้างใส่ไม่ยั้งมือ จนเห็นตาของมันเปลี่ยนเป็นสีแดง ขาย่อลงตะกุยพื้นตั้งหลักแล้วนั่นเองจึงได้วิ่งถอยมาจากขอบระเบียง ข้ามรอยร้าวไปอยู่ในฝั่งที่ปลอดภัย

เด็กหนุ่มมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แรงกระแทกที่ทำให้ระเบียงครึ่งหนึ่งแตกยาวตามรอยและถล่มราบยกแผงก็พอจะบอกผลได้ เมื่อสงบลงแล้ว เขาก็เดินไปที่ขอบระเบียง มองลงไปเห็นว่าซากหินนั้นทับร่างซีกหนึ่งของอสูรยักษ์ไว้แบบหมิ่นๆ เกราะหลังแตกละเอียด เผยให้เห็นหลังที่มีขนสีน้ำตาลหม่น

แต่ไม่ทันที่คนจรจะลงมือต่อ ร่างนั้นก็เริ่มขยับและสะบัดหัวไล่ความมึนงง ก้าวถอยออกจากใต้ซากหิน หน้าซีกหนึ่งของมันพังยับเยินจนบิดเบี้ยวเสียรูป แสงจากดวงตาข้างหนึ่งดับหายไป แต่อีกดวงหนึ่งที่เหลือยังคงเงยมองผู้ทำร้ายมันอย่างเคียดแค้นก่อนจะเริ่มวิ่ง

เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนรนว่าจะหาทางเข้าถึงตราของมันได้อย่างไร แต่แล้วก็ตั้งสติ ปลอบตนเองว่าเขามาได้ไกลถึงขั้นนี้แล้ว ต่อๆ ไปย่อมไม่ใช่เรื่องยากอีก พอเห็นเสาเล็กๆ ต้นหนึ่งที่ควรจะเรียกว่ากองหินซ้อนๆ กันมากกว่า เขาเลยเสี่ยงกระโดดลงไปดูลาดเลาว่าจะกระโดดขึ้นหลังอสูรยักษ์ได้ไหม

ถึงจะเจ็บหนัก มันก็ยังคลั่งเกินกว่าจะยอมหยุด และวิ่งเข้าชนกองเสานั้น

ทว่ากำลังของมันลดลงมากเพราะอาการบาดเจ็บ ยิ่งเจอแรงกระแทกหนักเข้าที่หัว ก็ทำให้ล้มแน่นิ่งไปทันที

คนจรฉวยโอกาสที่มันสลบไปรีบไต่ขึ้นหลังและจ้วงแทงเต็มที่ดาบหนึ่ง ทำให้อสูรยักษ์ได้สติและเริ่มดิ้นรน ทว่าก่อนจะทันออกวิ่งก็ได้รับแผลที่สองและแผลที่สามไป

เด็กหนุ่มเกาะแน่นแม้นตนเองจะแทบปลิวไปด้านหลังเหมือนครั้งเกาะอสูรยักษ์ที่วิหารไฟ ก่อนจะหาจังหวะลงดาบสุดท้าย มล้างชีวิตอันเหลือเพียงความคลั่งแค้นนั้น

เมื่อร่างของมันเอนตะแคงลง คนจรก็ทิ้งตัวจากหลังแล้วกลิ้งหลบ จากนั้นจึงลุกขึ้นคุกเข่าสวดภาวนาจนกระทั่งเส้นเงาดำนำเขากลับไปสู่โลกมืด

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!"

มืด...และแสบตาเหมือนมีน้ำไหลเข้า กลิ่นคาวเลือดคลุ้งเต็มจมูก ส่วนหน้าผากปวดตุบๆ จนสองมือต้องทุบลงบนประตูย้ำๆ ให้ปวดร้อนเพื่อกลบความเจ็บที่นั่น กระนั้นเสียงเคร้งๆ ที่ดังเป็นชุดจากโซ่ กับข้อมือที่แสบแปลบเมื่อขอบตรวนที่สวมครูดเข้ากับเนื้อก็ยิ่งชวนรำคาญ

"ปล่อยข้าออกไป! ปล่อยข้าออกไป! ได้ยินไหม!!" เสียงแหลมของผู้หญิงกรีดขึ้น ภายในเสียงนั้นคืออาการเจ็บคอ แม้นจะมีน้ำเค็มปร่ารินจากจมูกเข้าปาก แต่ยิ่งกลืนลงไปก็ยิ่งแสบคอ

สองมือเลื่อนขึ้นไปพบแนวท่อนเหล็กเย็นเยียบ จึงกำไว้ข้างละท่อนพร้อมกับเขย่าแทน

"ปล่อยข้าออกไป!! ปล่อยข้าออกไป---!!"

เสียงฝีเท้าก้าวลงบันไดหินมาอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามาอย่างไม่แยแสผู้ที่ยืนเกาะอยู่ จนร่างนั้นถลาล้มไปบนพื้นหิน ครั้นรีบตั้งสติลุกขึ้นหมายจะวิ่งฝ่าผู้เข้ามาใหม่ออกไป ก็พบแขนทั้งสองของตนถูกเงื้อมมือใหญ่ช่วยกันคว้าไว้ ฉุดกระชากลากถูไปที่มุมหนึ่งแล้วกดให้นอนราบกับฟูกแข็งกลิ่นอับ

ถึงความทรงจำและสติจะลางเลือน แต่สติของเด็กสาวบอกว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดกับเธอมาหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งที่เธอร้องเรียกให้คนช่วยเปิดประตูปลดปล่อยเธอออกไปจากห้องมืดๆ นี้จะจบลงด้วยการถูกตรึงไว้กับฟูก และกรอกน้ำขมๆ ลงคอจนสำลักไร้เรี่ยวแรง และถูกทิ้งไว้ตามลำพังในความมืดอีก

"ไม่นะ--! ไม่เอา--!!"

กรวยไม้ถูกจ่อเข้าปากที่อ้าพยายามกรีดร้องอีกครั้ง น้ำขมๆ ไหลตามลงมา บังคับให้ต้องกลืนลงคออย่างช่วยไม่ได้ บางส่วนหลุดเข้าหลอดลม และทำให้ร่างผอมบางไอโขลกเขลกจนตัวโยน

พอสมองและร่างกายมึนชาได้แต่นอนหอบหายใจถี่ๆ มือพวกนั้นถึงได้คลายออก เสียงฝีเท้าดังห่างออกไป อีกไม่นานแสงไฟสีส้มเรืองที่ขับไล่ความมืดก็คงจะดับหายไปพร้อมกับเสียงประตูปิด

แต่แล้วสัมผัสของผ้านุ่มก็แตะลงข้างหน้าผาก ในทีแรกความแสบแปลบขึ้นเล็กน้อย แต่พอจำต้องปล่อยให้มือที่ขยับผ้าลูบต่อไป ก็ค่อยๆ รู้สึกสบายขึ้น เส้นผมติดเลือดแห้งกรังที่ปรกหน้าและปิดตาถูกปัดออกไป เผยให้เห็นร่างสีขาว และใบหน้าที่โน้มอยู่ลางเลือน ทว่าสีหน้าบ่งบอกความห่วงใยชัด

ใบหน้านั้นเป็นชายหนุ่มวัยราวยี่สิบต้นๆ ผมสีทองอ่อนตัดสั้น ดูคุ้นเคย...แต่กลับนึกชื่อไม่ออก จำได้เพียงน้ำเสียงอ่อนโยนที่เคยพูดคุยปลอบเธอเท่านั้น

"ข้าเสียใจที่ไม่อาจรับความรู้สึกของท่านได้ แต่ข้าก็จะเป็นกำลังใจให้ท่านเสมอ"

"ขอให้ท่านเชื่อมั่นในองค์สุริยเทพเถอะ พระองค์เป็นผู้ล่วงรู้ทุกสิ่ง พระองค์ต้องทรงเห็นความพยายามของท่าน และจะทรงเมตตาท่านในแดนศักดิ์สิทธิ์แน่ๆ"

และเธอก็เชื่อ เชื่ออย่างเต็มหัวใจ ไม่ใช่เพราะแสงแดดที่สาดส่องลงมาให้ความอบอุ่นกับเธออย่างเท่าเทียมกับทุกๆ คนดอก แต่เป็นเพราะชายที่อยู่เบื้องหน้าเธอในแสงแดดนั้นต่างหาก

แล้วทำไมถึงเป็นอย่างนี้ล่ะ ทำไมเธอถึงต้องมาอยู่ในที่ที่มืดมิดนี่ด้วย

"เอมอน พอได้แล้ว" เสียงแหบแห้งอย่างคนชราทว่าแข็งกร้าวดังขึ้น

"แต่นางบาดเจ็บหนักมากนะขอรับ พระอาจารย์"

"พวกเลือดสีดำน่ะแข็งแรงกว่าที่เห็นเยอะ เอาหัวกระแทกฝาเป็นสิบๆ รอบก็ยังไม่ตายง่ายๆ หรอก" น้ำเสียงค้านยิ่งห้วนดุดัน

แข็งแรง...ข้าน่ะหรือแข็งแรง ไม่ใช่หรอก ข้าอ่อนแอเหลือเกิน หากไม่มีท่าน...ข้าก็ไม่รู้ว่าจะทนทรมานอย่างทุกวันนี้อยู่ได้อย่างไร ท่านช่วยข้าที... มืออ่อนแรงยกขึ้นไขว่คว้าหาที่ยึดเหนี่ยว และพบกับมืออบอุ่นข้างหนึ่ง ขณะที่ชายหนุ่มเบื้องหน้ายังคงเช็ดแผลให้เธออย่างเบามือเช่นเดิม

"ใจเย็นๆ...ไม่มีอะไรทั้งนั้น นึกถึงองค์สุริยเทพไว้..."

น้ำเสียงอ่อนโยนเริ่มภาวนาบทสวดขอการปกปักรักษาจากสุริยเทพ ลื่นไหลน่าฟังราวเสียงเพลงกล่อมเด็ก และเด็กสาวก็พูดพึมพำตามไปโดยไม่รู้ตัว จนเสียงนั้นสะกดให้เธอหลับไปในไม่ช้า

รู้ทั้งรู้ว่าเมื่อตื่นขึ้นมา...ก็จะพบตนเองเดียวดายอยู่ในความมืดเช่นเดิม รู้ทั้งรู้ว่าเจ็บปวดเหลือแสน...เธอก็ยังทำร้ายตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพียงเพื่อให้มีเวลาชั่วครู่ชั่วยามที่ได้พบกับเขา ให้เขาทำแผลและปลอบโยนเธอด้วยบทสวดมนต์ที่เธอไม่ได้จับใจความหมายเลยสักนิดเดียว

รู้ทั้งรู้ว่าความรู้สึกในใจที่เธอเคยสารภาพออกมาถูกเขาปฏิเสธอย่างเด็ดขาด รู้ทั้งรู้ว่าเขาคงทำดีกับเธอเพราะเขาเป็นคนใจดีและอ่อนโยนกับทุกๆ คนโดยวิสัยเท่านั้นเอง รู้ทั้งรู้ว่าเขาจะปล่อยให้เธอตายไปต่อหน้าต่อตา...

...เธอก็ยังลบความรู้สึกที่มีนี้ไม่ลง...

ถึงจะต้องตายในไม่ช้า ข้าก็ยังไม่อยากออกห่างจากท่าน หากท่านบอกให้ข้าตาย...ข้าก็พร้อมจะตายโดยไม่ลังเลเลย

ทั้งๆ ที่ท่านปฏิเสธความรู้สึกของข้า...แต่มาถึงขั้นนี้ข้าก็ยังไม่อาจลบความรู้สึกที่มีต่อท่านไปได้ ถึงถูกพวกของท่านคุมขัง...ข้าก็ยังอยากพบท่าน...ท่านบอกให้ทำอะไรข้าก็จะทำอย่างเต็มใจ

ข้าไม่ได้ต้องการรับใช้สุริยเทพที่นี่สักนิด คนเดียวที่ข้าต้องการก็มีแต่ท่าน...ท่านคนเดียวเท่านั้น

กี่ครั้งแล้วที่ข้าทำร้ายตนเอง ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าด้วยความหวังว่าท่านจะมาปลอบโยนข้าเหมือนเคย แต่ท่านก็ไม่เคยมาเลย...

...ท่านเอมอน...

น้ำเสียงตัดพ้อเอ่ยชื่อที่เคยคุ้นก่อนจะค่อยๆ แผ่วหายไปในความมืด ที่จุดสิ้นสุดของความมืดคือแสงสว่างสีขาวที่อยู่ใกล้เสียจนเด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนจะกางแขนโอบอุ้มได้ ทว่าตนเองก็ยังคงไม่อาจไปถึงแสงสว่างนั้นในตอนนี้อยู่ดี

...ไม่อยาก...ให้ท่าน...ตาย...เลย... โมโนเอ่ยต่อจากที่เคยค้างไว้ด้วยน้ำเสียงกลั้วสะอื้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฟ้านอกแผ่นดินโบราณอาบแสงแดงแห่งสนธยา ทว่าคณะผู้ติดตามยังคงควบม้าต่อไปตามทุ่งกว้างเบื้องหน้าทวารบถที่แลเห็นเพียงไกลลิบ

"พักก่อนดีกว่าขอรับพระเถระ" โซเรยูซึ่งอยู่ลำดับสองในขบวนม้าเหลียวกลับมาบอก แม้องครักษ์ผู้นำหน้าจะยังไม่ชะลอฝีเท้าม้า "ใกล้ค่ำเต็มทีแล้วขอรับ"

"ข้าร้อนใจ" ชายชรากลับตอบ "กลัวว่าหากพักอีกสักคืนจะไม่ทันการเสียก่อน"

"แต่ข้าเกรงว่าท่านเพลียมาก และม้าของพวกเราก็เริ่มล้าแล้วนะขอรับ" องครักษ์หนุ่มให้เหตุผลซึ่งพระเถระเอมอนอดเห็นด้วยมิได้ พวกเขาไม่เคยล่วงล้ำดินแดนต้องห้ามมาก่อน และไม่ทราบเลยว่ามีสิ่งใดบ้างที่รออยู่เบื้องหน้า

"จริงของเจ้า ถ้าเช่นนั้นพักกันก่อนเถอะ" ประโยคหลังนั้นท่านร้องสั่งเสียงดังให้องครักษ์อื่นๆ ได้ยินทั่วถึงกัน พวกเขาจึงได้หยุดม้าตามกันเป็นทอดๆ รวมถึงองครักษ์ผู้นำหน้าขบวน แม้นจะดูไม่เต็มใจนัก

เหล่าองครักษ์ประจำอารามลงจากหลังม้าและตระเตรียมที่พักด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรับคำสั่ง

"หากจำเป็นต้องหยุดพักก็จงรีบ เพื่อจะได้ออกเดินทางเสียแต่ย่ำรุ่ง" เป็นคำพูดที่พระเถระหัวหน้าคณะย้ำเตือนตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเสียอีก

ขณะที่เหล่าคนหนุ่มทำงาน ชายชราก็ยืนมองซุ้มประตูใหญ่ที่อยู่เลยทุ่งกว้างไปอีก รอบบริเวณไร้ลม ไร้สรรพเสียงแห่งชีวิตนอกจากเสียงที่มนุษย์และม้าผู้มาเยือนทำขึ้น ไม่มีสัญญาณเลยว่ามีชีวิตอื่นใดในบริเวณนี้

และพวกเขาก็ไม่ควรต้องมาที่นี่เลย พระเถระเอมอนอดนึกอย่างเศร้าใจมิได้ เป็นจริงอย่างที่อดีตเจ้าอารามซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านว่าไว้...เมื่อครั้งพระเถระเอมอนยังคงเป็นนักบวชหนุ่มที่ได้รับมอบหมายให้มาประจำที่อารามแห่งนี้ เพื่อเรียนรู้ที่จะเป็นเจ้าอารามและผู้ประกอบพิธีกรรมในเวลาต่อมา

"เจ้าน่ะใจอ่อนเกินไป"

จริงขอรับ...พระอาจารย์ ข้าใจอ่อนเกินไปสำหรับหน้าที่นี้ ข้าไม่เหมือนกับท่านที่สั่งสังหารผู้ละเมิดกฎได้โดยไม่ลังเล หรือคิดเพียงแต่จะรักษาชีวิตของผู้มีโลหิตดำไว้จนถึงวันประกอบพิธีกรรม ไม่ว่าจิตใจของพวกเขาจะแตกสลายย่อยยับเพียงไหน

แต่ผลของความใจอ่อนกับใจแข็ง...กลับเป็นการสูญเสียชีวิตเช่นกัน ซ้ำร้ายความใจอ่อนของข้ายังเป็นต้นเหตุให้มีผู้ต้องเสียใจและเสียชีวิตเพิ่มมากมายกว่าเดิมเสียอีก

ความใจอ่อนของข้าที่ทำดีกับผู้ถูกเลือกคนก่อน...ทำให้นางยึดติดอยู่แต่กับข้าจนเสียสติ ความใจอ่อนของข้าที่อนุญาตให้เด็กหนุ่มเผ่าอัสลานคนนั้นมาเป็นเพื่อนคุยของโมโน นำมาแต่ความเศร้าโศกและสูญเสียอันใหญ่หลวงแท้ๆ

ชายชราถอนใจขณะเงยหน้ามองฟ้า ทว่านั่นคือสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว ท่านคงได้แต่ภาวนาให้ตนเองกับพวกองครักษ์ไปถึงทันก่อนที่ผู้ลักขโมยดาบศักดิ์สิทธิ์จะทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดลงไปเท่านั้น

- To be continued -
บทที่ 46 - ผู้พิทักษ์ที่ขัดขวาง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ชื่อตอน The Pure Scourge มาจากฉายาของอสูรยักษ์ตนนี้ที่ว่า Clades Candor แฟนเกมท่านหนึ่งแปลเป็น Destruction Luster - ผู้กระหายการทำลายล้าง ส่วนอีกท่าน (ซึ่งผมรู้จากทางเอ็มเอ็สเอ็นว่าเคยเรียนละตินมาและอยู่แถบเมดิเตอร์เรเนียนด้วย) แปลว่า Purity Scourge - ผู้ทำลายความพิสุทธิ์ ผมเลยอิงตามความหมายหลัง

อันที่จริง ถ้าจะให้แปลตรงๆ คงเป็น "ผู้ทำลายล้างจน (เมือง) เหี้ยนเตียน" กลับเข้าสู่ภาวะโล่งโจ้งซึ่งเทียบได้กับความบริสุทธิ์ แต่ผมดัดแปลงเล็กน้อย เพราะคำว่า scourge แปลได้ทั้ง ผู้ทำให้เกิดหายนะ, ผู้ทรมานผู้อื่น, ผู้ทำให้เกิดความทุกข์ทรมาน, สิ่งหายนะ และ หายนะ เองด้วย จึงนำคำนี้มาแทนตัวอดีตอสูรยักษ์ที่ทรมานตัวเองด้วยความหวังแบบซื่อๆ ใสๆ ว่าจะให้ใครสักคนมาปลอบใจเสียเลย

สำหรับชื่อของอสูรยักษ์นางนี้คือ ซีโนเบีย (Cenobia) ครับ เป็นชื่อภาษาสเปนแปลว่า "อำนาจแห่งซูส" เทพอสนีบาต นอกจากนี้ยังเป็นชื่อราชินีแห่งเมืองปาลไมราในตะวันออกใกล้ในช่วงสามร้อยปีก่อนคริสตกาลด้วย พระนางซีโนเบียนับเป็นราชินีหญิงเก่งพระองค์หนึ่ง หลังพระสวามีสวรรคต พระนางเปลี่ยนนโยบายไม่ยอมเป็นมิตรกับจักรวรรดิ์โรมัน กรีฑาทัพเข้ายึดอียิปต์และซีเรียแทน ซ้ำยังเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับเปอร์เซีย แต่สุดท้ายจักรพรรดิ์ออเรเลียน (Aurelian) แห่งโรมก็ยึดเมืองทั้งสองกลับมา ก่อนจะยกทัพไปตีปาลไมราต่อ จนจับกุมซีโนเบียได้ตอนกำลังหนีไปพึ่งชาวเปอร์เซียน ทว่าพระองค์ก็ไม่ได้ประหารชีวิตพระนาง เพียงจับพระนางมาเดินขบวนฉลองชัยชนะ และปล่อยให้พระนางซีโนเบียพำนักในตำหนักใกล้เมืองทิโวลีจนสิ้นพระชนม์ไปเอง

นี่ว่ากันตามประวัติที่ผมค้นได้จากวิกิ แต่เมื่อก่อนผมเคยอ่านหนังสือเรื่องหญิงดังในประวัติศาสตร์ของคอสมอส ซึ่งเล่ากันว่าเรื่องระหว่างพระนางกับจักรพรรดิ์ออเรเลียนมี "อะไรในกอไผ่" มากกว่านั้น เพราะออเรเลียนตกหลุมรักความเป็นหญิงแกร่งของซีโนเบีย (ที่ออกล่าสัตว์ได้ ขับรถม้าเองเก่ง แถมยังแต่งเกราะเป็นแม่ทัพออกรบเองเสียอีก) พอจับตัวได้เลยไม่ฆ่าพระนาง แต่เพียรขอให้พระนางอภิเษกด้วย ถึงขั้นที่ซีโนเบียไม่ยอมก็สั่งทำ "โซ่ทองคล้องใจ" ล่ามข้อมือพระนางไว้เสียเลย จนสุดท้ายหญิงแกร่งเลยใจอ่อนยอมตกร่องปล่องชิ้น จบด้วยดีแฮปปี้เอ็นดิ้ง grin

แต่ในนี้ ผมให้ซีโนเบียเป็นคนที่อ่อนแอกว่าราชินีเจ้าของชื่อ และนำต้นแบบของเธอมาจากหญิงอีกคนในประวัติศาสตร์ คือ อธิการิณี เอโลอิส (Abbess Heloise - เรียกง่ายๆ ก็คุณแม่อธิการนั่นล่ะครับ) แม่ชีในฝรั่งเศสศตวรรษที่ 12 ก่อนมาเป็นคุณแม่อธิการ สาวน้อยเอโลอิสแสนฉลาดเฉลียววัยสิบแปดใสปิ๊งตกหลุมรักกับปิแอร์ อาเบลาร์ (Pierre Abelard) อาจารย์สอนพิเศษที่เป็นนักปรัชญามีชื่อในปารีส ซึ่งวัยมากกว่าเธอถึงเกือบยี่สิบปี ก็รักกันถึงขั้นที่เอโลอิสตั้งครรภ์ขึ้นมา ทางบ้านของเธอจึงได้รู้ เจ้ากี้เจ้าการให้ทั้งสองแต่งงานกัน แต่เรื่องราวหลังจากนั้นกลับบานปลายกระทั่งลุงของเอโลอิสจ้างคนไปล้างแค้นอาเบลาร์ด้วยการตอน เนื่องจากโมโหที่เขาทำท่าจะทิ้งเอโลอิสไปบวช

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทั้งอาเบลาร์กับเอโลอิสไม่ได้พบเจอตัวกันอีกเลย ต่างฝ่ายแยกย้ายไปบวชเป็นบาทหลวงและนางชี จนได้ติดต่อกันทางจดหมายเมื่อหลายปีผ่านไป และทั้งคู่ก็ติดต่อส่งเสริมกันในด้านงานปรัชญาและศาสนาของต่างฝ่าย แม้จะมีหลักฐานเป็นจดหมายของเอโลอิส ซึ่งแสดงว่าเธอยังลืมความรักทางโลกที่มีต่ออาเบลาร์ไม่ลง ที่มาบวชนั้นก็เป็นเพราะอาเบลาร์ขอให้บวช เธอถึงกับบอกเขาอย่างไม่แคร์กระทั่งพระเจ้าด้วยซ้ำว่า "เธอบอกให้ฉันถือบวช ฉันก็ถือ...พระเจ้ารู้ว่าฉันจะทำตามที่เธอต้องการทุกอย่าง แม้เธอจะบอกให้ฉันเดินเข้าหาไฟนรกก็ตาม"

ผมเลยจับความรู้สึกนี้มาใส่ในตัวซีโนเบียที่แอบหลงรัก "หลวงพี่เอมอน" และยังคงยึดติดอยู่แม้จะถูกปฏิเสธ เพื่อจะได้สร้างบทของพระเถระเอมอนให้ชัดเจนขึ้นด้วยว่าท่านเองก็มีความหลังเกี่ยวกับผู้มีโลหิตดำ ที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนจรกับโมโนอยู่เหมือนกัน

สรุป ตอนนี้เลยรู้สึกเหมือนคนจรโดนซีโนเบียกับเอมอน "ขโมยซีน" อีกแล้วครับท่าน ^^;;;

รูปของยักษ์ตนนี้มีดังนี้ครับ

หน้าประตู
ยัวะแล้วนะ
ไม่ได้เสาคงแย่นะเฮีย

และแฟนอาร์ท
เกาะเสา
ถล่มกำแพง
เต็มตัว

หน้าตาเจ้านี่ ส่วนตัวผมรู้สึกเหมือนบูลด็อกใส่ตะกร้อครอบปาก ^^;;; ส่วนวิธีปราบตอนที่ล้มเสาเรียงเป็นโดมิโน่ ของจริงในเกมไม่แมทริกซ์ขนาดนี้ครับ แต่ต้องล่อให้มันชนเสา 3 ต้นทีละต้น เมื่อให้เสาโค่นลงพอโดดเกาะต้นต่อไปได้ แต่ผมเปลี่ยนเพื่อลบความซ้ำ และทอนเวลาลงครับ

แล้วพบกันในสัปดาห์หน้าครับ smile

Edit by Anithin - 20 ม.ค.50 เวลา 21:42:33 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 18 ม.ค.50 เวลา 21:59:13 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

runaway guy
คนเดินทาง

ถึกจริงครับ เฮียจอห์นงานนี้ ไหล่หลุดแล้วยังอุตส่าห์จับให้กลับเข้าที่ได้ด้วย ^^;;; ผมชักสงสัยแล้วสิว่ามีอะไรที่เฮียแกทำไม่ได้มั่ง ^^;;;

ผมรู้สึกสงสารผู้ถูกเลือกคนนี้ยังไงไม่รู้แฮะ ของคนอื่นๆ นี่ก็รู้ว่าชะตาอาภัพ แต่ของคนนี้นี่เห็นชัดๆ เลยว่าพระเถระคนก่อนไม่เห็นว่าผู้ถูกเลือกคนนี้เป็นคนแล้ว พูดอย่างกับผู้ถูกเลือกเป็นแมลงสาบเลยฮะ (เล่นบอกว่าเอาหัวกระแทกฝาเป็นสิบๆ รอบยังไม่ตายนี่มัน...แมลงสาบชัดๆ = = )

ตอนยังมีชีวิตอยู่ก็กระแทกหัวตัวเองเพื่อจะได้พบหลวงพี่เอมอน ถึงเป็นยักษ์แล้วก็ยังกระแทกหัวตัวเองต่อไปเพื่อที่จะได้เจอหลวงพี่ (ที่กลายเป็นหลวงปู่ ^^;;; ) เอมอนอีก... อ่านๆ แล้วผมรู้สึกว่าสำหรับผู้ถูกเลือกคนนี้ เอมอนคงเป็นสุริยเทพของเขามั้งนะ (มาพร้อมแสงสาดส่อง...)
พออ่านถึงอดีตผู้ถูกเลือกแล้วกลับไปอ่านตอนแกเป็นยักษ์อีกที ผมเกิดจินตนาการไปว่าตอนนั้นแกคงร้องเรียกหาหลวงพี่เอมอนไปพลางไล่ชนเฮียจอห์นไป... เลยรู้สึกสงสารแกยังไงไม่รู้

อ่านอดีตพระเถระเอมอนแล้วผมอดสงสัยไม่ได้ว่าพระเถระเอมอนจะเคยสงสัยบ้างหรือเปล่านะว่าทำไมต้องทำกับผู้ถูกเลือกราวกับไม่ใช่คนขนาดนั้นด้วย แกจะเคยต่อต้านลึกๆ ว่าไม่น่าทำกับผู้ถูกเลือกขนาดนี้หรือเปล่าบ้างนะ
อ่านตอนนี้แล้วผมก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที พระเถระเอมอนอาจไม่เห็นด้วยกับการทำกับผู้ถูกเลือกขนาดนั้นแต่ก็นึกทางเลือกที่ดีกว่านี้ไม่ออกเลยต้องทำตามกฏที่มีมาแต่เดิมไป

ดูรูปยักษ์ตัวนี้แล้วผมว่าหน้ากากยักษ์ดูเหมือนหน้ากากของพวก catcher ของเบสบอลไม่ก็ของพวกอเมริกันฟุตบอลแฮะ ^^;;; แต่ผมชอบแฟนอาร์ทรูปสุดท้ายจริงๆ ฮะ เส้นสวยจริงๆ

ขอบคุณเรื่องเสริมของหญิง (งาม) ในประวัติศาสตร์ด้วยนะครับ

รอตอนต่อไป ^^

ปล. เอ้อ ตรงนี้ ในเมืองนี้ไม่พื้นที่ต่ำลงไปกว่าก้นคูน้ำ<< ไม่ทราบว่าคุณอนิธินหมายถึง"ไม่มีพื้นที่ตำลงไปกว่าคูน้ำ" หรือเปล่าฮะ คือผมอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่น่ะครับ เลยทักมา ^^;;;

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 20 ม.ค.50 เวลา 08:28:47 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Runaway Guy - อ่า ตอนหลังๆ ผมเขียนให้คนจรมีล้มข้อเท้าแพลง จับข้อเท้าเข้าที่แล้วลุกขึ้นวิ่งต่อได้นะครับ (คงได้อิทธิพลเลือดดำมาด้วยแหละ) เห็นทีคงมีแต่คลอดลูกมั้งครับที่ต้องยกหน้าที่ให้โมโน ^^;;;

ผู้ถูกเลือกคนนี้ท่าทางคะแนนเห็นใจจะสูง คนจรได้เห็นอดีตของเธอแล้วก็คงโกรธไม่ลงเหมือนกัน จริงล่ะครับที่เธอเห็นหลวงพี่เอมอนเป็นเหมือนสุริยเทพของตัวเอง เผลอๆ อาจเป็นยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำ (แล้วผมก็นึกว่าตอนเธอนึกถึงเสียงท่านเอมอนปลอบใจ น่าทำเป็นภาพเงาคนมืดๆ ย้อนแสงแดดที่ส่องอยู่ข้างหลังแฮะ ^^;;; )

อือ...ที่ท่านเอมอนใจอ่อนและตั้งคำถามกับวิธีการปฏิบัติต่อผู้ถูกเลือก คงเป็นเพราะพระเถระคนก่อนโหดปานฉะนี้ล่ะครับ ในยุคของตัวท่านเองเลยให้ผู้ถูกเลือกได้มีอิสระมากกว่าแต่ก่อน แต่ก็ยังติดกฎที่ต้องทำการสังเวยอยู่ดี

ปล. เข้าใจถูกแล้วล่ะครับกับคำนั้น ผมพิมพ์ตกคำว่า "มี" ไป ^^;;; เช็คดูอีกทีพบที่ผิดเพิ่มอีกหลายคำเลย ขอบคุณที่ช่วยบอกนะครับ ^^

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 20 ม.ค.50 เวลา 23:37:22 น.

double
Member

อืม...โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างชอบความรักแบบนี้น่ะค่ะ ไม่จำเป็นที่เธอต้องรักชั้นก็ได้ ขอแค่ให้ชั้นรักเธอก็พอแล้ว (โอย เน่า -"-)
อ่านแล้วก็คิดว่าถูกที่ความใจอ่อนใจแข็ง ย่อมมีส่วนที่ไม่ดีอยู่ ตกลงแล้วก็ควรเลือกทางสายกลาง แต่ว่าทางสายกลางของทั้งพระเถระที่ต้องคอยจองจำพวกผู้ถูกเลือกก็คงลำบากเช่นกัน (คิดว่าที่ใจอ่อนไม่ได้ก็คงจะเป็นเพราะเดี๋ยวด้านมืดจะออกมานี่แหละ)

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 23 ม.ค.50 เวลา 11:40:30 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ double - ผมก็ชอบแนวรักอีกฝ่ายถึงอีกฝ่ายจะไม่รักเหมือนกันล่ะครับ แต่ก็เหมือนกับความใจอ่อนใจแข็งที่คุณ double ว่ามา คือต้องเดินทางสายกลางไว้ในทุกๆ เรื่อง ถ้ารักแล้วเป็นการทำร้ายตัวเองหรือทำให้คนอื่นต้องเดือดร้อนก็น่าจะหลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า

ถ้าคิดว่าด้านมืดเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นต้นเหตุของปัญหา ผมว่าก็น่าจะจัดการจุดที่ว่า "ทำยังไงด้านมืดถึงจะไม่เกิด/ออกมา" จริงมั้ยล่ะครับ ถ้ามียาสะกดด้านมืดไว้แล้ว (ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร ถ้าเชื่อตามคำของโมโนที่ว่าการใช้ชีวิตทางโลกกระตุ้นให้ด้านมืดในตัว "ดื้อยา" ) แทนที่จะคิดพัฒนายาหรือหาวิธีที่จะทำให้ผู้ถูกเลือกได้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติธรรมดามากที่สุด กลับยึดมั่นอยู่แต่ว่าการสังเวยเป็นทางออกเดียว เพราะเป็นสิ่งที่สุริยเทพบัญญัติไว้

แสดงว่าลัทธิความเชื่อนี้แก้ไม่ถูกจุด ไม่ยอมพบกันครึ่งทางและเดินทางสายกลางล่ะครับ ทางสายกลางของท่านเอมอนเลยพลอยแคบเข้าไปด้วย

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 23 ม.ค.50 เวลา 12:36:42 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ