Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 21 ค่ำคืนที่มิราจ

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน

ตอนที่ 21 ค่ำคืนที่มิราจ

“นี่มินะ...เตรียมตัวพร้อมหรือยัง”

มินาส่งเสียงถามออกมาขณะที่กำลังนั่งแอบอยู่ตรงมุมบันไดชั้น 5...เธอชะโงกหน้าออกไปมองยังทางเดินด้านซ้ายมือเล็กน้อย-มองตรงไปตามทางเดินยังประตูไม้สีทองลวดลายสวยงามบานใหญ่ 2 บานที่ปิดชิดกันสูงเกือบ 7-8 เมตร มองไปยังทหารร่างใหญ่ 2 คนที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าทางซ้ายและขวาของประตูห้อง

...ประตูห้องที่เป็นเป้าหมายในการลงมือครั้งนี้

มินาที่เห็นมินะไม่ตอบอะไรออกมาจึงส่งเสียงพูดต่อไปอีกว่า

“...ฉันจะพุ่งเข้าไปจัดการทั้งสองคนนั้นเอง...เธอไม่ต้องมายุ่งแล้วกัน”

“เดี๋ยวก่อนสิ-มินา...”

มินะที่กำลังค่อยๆนั่งบรรจุกระสุนยาสลบลงลูกโม่งปืนสั้นสีดำในมืออยู่นั่น-ส่งเสียงร้องออกไป...แต่ว่ามินา-เธอกลับไม่สนใจที่จะฟังเสียร้องเรียกของมินะ เธอพุ่งตัวสไลด์วิ่งตรงไปตามทางเดินเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว-มินาพุ่งใส่นายทหารทั้งสองคนทันที

“ตุบ...ตุบ”

นายทหารทางขวาที่หันไปมองทางอื่น-ได้ยินเสียงจึงหันกลับมามองตามเสียง...กวาดสายตามองมายังมินาที่พุ่งเข้ามาพอดี-ร้องออกมาอย่างตกใจว่า

“เอ๋...”

ก่อนที่เขาจะร้องออกมาว่า

“...โอย”

มินาที่วิ่งพุ่งเข้าไปชกหมัดซ้ายใส่ลิ้นปี่ของนายทหารคนนั้นอย่างเต็มแรง-จนเขาต้องงอตัวลงไปนั่งทรุดอยู่กับพื้น

“มีอะไร...”

นายทหารอีกคนที่อยู่ทางซ้ายมือซึ่งหันหน้าไปมองทางอื่น-ร้องถามออกไปเมื่อได้ยินเสียงเพื่อนตนร้องพร้อมทั้งหันหน้ากลับมา...แต่

แต่...

มินาที่ฉวยเวลาในเสี้ยววินาทีนั้น...เธอรีบก้าวเท้าซ้ายออกไปยังด้านข้าง ดึงหมัดซ้ายกลับพร้อมทั้งบิวเอวไปทางซ้าย-แบฝ่ามือใช้สันฟาดลงไปยังท้ายทอยของนายทหารอีกคนที่กำลังหันหน้ามามองอย่างรวดเร็ว

“เปรี้ยง”

นายทหารทางซ้ายที่โดนสันมือของมินาฟาดไปอย่างแรงทรุดหมดสติลงไป-ทั้งๆที่ไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องใดๆออกมาเลย

มินาที่ลงมือสำเร็จ-เธอกำมือขวาเหลือไว้ชูเพียงปลายนิ้วโป้งขึ้นมากำไว้นั้นขึ้นเหนือริมฝีปากพร้อมทั้งส่งเสียงออกมาว่า

“เชอะ...”

ก่อนที่เธอจะยิ้มอย่างผู้ชนะแล้วขยับปลายนิ้วปาดหยาดเหงื่อบนจมูกลงไปทางซ้ายมือพร้อมทั้งพูดว่า

“...ทหารของมิราจมีฝีมือแค่นี้หรอกหรือ...”

...ทุกสิ่งเกิดขึ้นและสิ้นสุดลงในเสี้ยววินาที

...เพียงเสี้ยววินาที...เท่านั้น

เพราะมินามีความสามารถต่อสู้ในการเข้าประชิดและเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว-การโจมตีต่อเนื่องของเธอเคยสามารถล้มผู้ชายคนโตๆมานักต่อนักเลย

...เพียงแต่มีข้อเสียเล็กน้อยตรงที่...ยิ่งเธอเร่งความเร็วในการโจมตีให้รุนแรนและรวดเร็วปานใด-เธอก็ยิ่งเหน็ดเร็วและมีเหงื่อมากเท่านั้น

“...แฮก...แฮก...แฮก...”

มินาส่งเสียงหอบหายใจออกมาเล็กน้อยพร้อมทั้งปาดเหงื่อที่ใบหน้าอีกครั้ง...แต่

แต่ว่า...

“แกตาย”

...เสียงตะโกนดังลั่น-ขึ้นที่ด้านหลังของมินา

นายทหารคนแรกที่ทรุดลงไปนั่งอยู่กับพื้น...ในตอนนี้เขาไว้ลุกกลับขึ้นมาแล้ว-พร้อมทั้งเงยขวานด้านยาวในมือขึ้นหมายจะจ้ามใส่ศีรษะของมินาทางด้านหลัง

...อย่างรวดเร็วและรุนแรง-ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความโกรธ

“เปรี้ยง”

เสียงที่ดังขึ้นมาพร้อมกับเสียงร้อง...

“อ๊าก...ก”

เป็นเสียงร้องของนายทหาร-พร้อมทั้งกระสุนยาสลบลูกหนึ่งปักอยู่ที่คอหอยของนายทหารคนนั้น...ก่อนที่เขาจะส่งเสียงต่อไปว่า

“ครอก...ก”

พร้อมทั้งทิ้งร่างที่ใหญ่โตของตน-ทรุดลงนอนกับพื้นอย่างรุนแรง

“โครม”

“ฟู่”

มินะเป่าควันที่กระบอกปืนสั้นในมือขวาของเธออย่างใจเย็น...เธอนั่งชันเข่าซ้ายขึ้น-ทิ้งก้นลงบนส้นเท้าขวาที่วางขนานกับพื้นพร้อมทั้งพูดต่อไปว่า

“นี่เธอต้องให้ฉันช่วยเหลือเสมอเลยหรือมินา...”

มินะที่มีความสามารถในการโจมตีได้รวดเร็วและแม่นยำไม่แพ้มินา-เพียงแต่เธอไม่มีความสามารถในการโจมตีต่อเนื่องเหมือนมินาเท่านั้น...เธอจึงชดเชยด้วยการใช้อาวุธโจมตีระยะไกลแทน-ก่อนที่จะหันไปพูดกับอาร์เชอะว่า

“...เรียบร้อยค่ะกัปตัน”

อาร์เชอะที่กำลังยืนคอยคุมสถานการณ์อยู่ตรงบันไดระหว่างชั้น 4 กับชั่น 5 เพียงพยักหน้าลงเท่านั้น-พร้อมทั้งโบยมือส่งสัญญาณ

...เป็นสัญญาณให้โซฟีเน่ลงมือ

โซฟีเน่เห็นเช่นนั้น...เธอจึงรีบกางปีกทั้งสองปล่อยให้ผ้าคลุมของเจนนี่บินพลิ้วไสวไปทางด้านหลัง-ก่อนพุ่งบินผ่านร่างของทหารที่สงบไปทั้ง 2 คนกับมินะ-มินาตรงไปยังบานประตูไม้สีทองทันที

“เฟี้ยว”

มินะและมินาเพียงเห็นประกายขนนกสีขาวพุ่งผ่านเบื้องตนไปอย่างรวดเร็ว-พร้อมทั้งเห็นร่างของโซฟีเน่ไปหยุดลงเบื้องหน้าประตูไม้สีทองอย่างแผ่วเบา...มินาที่ยืนอยู่ข้างประตูรีบหมุนกายพุ่งกลับมายืนด้านข้างของโซฟีเน่ทันที-ส่วนมินะก็รีบวิ่งมายืนคอยระวังภัยให้โซฟีเน่ที่กำลังหน้าก้มลงไปมองยังรูกุญแจอยู่อีกด้านหนึ่งของเธอทันที
รูกุญแจ-รูเล็กๆอยู่ตรงใต้ด้านจับบนบานประตูบานขวาที่สูงกว่าระดับเอวของโซฟีเน่เล็กน้อย...ที่เชื่อมประตูทั้งสองบานไว้ให้ปิดผนึกห้องนี้ไว้

“อืมม์...”

โซฟีเน่ส่งเสียงออกมาเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม...ก่อนที่จะยกมือซ้ายหยิบเอากีปติดผมสีขวาของเธอออกมาสอดเข้าไปในรูกุญแจอย่างรวดเร็ว

...และแคล่วคล่อง

“คลิก”

เสียงเฟื่องกุญแจดังขึ้นเล็กน้อย...พร้อมกับเสียงโซฟีเน่ร้องออกมาอย่างดีใจว่า

“เรียบร้อยแล้ว...ง่ายกว่ากุญแจที่ร้านสกายบูลเสียอีก”

...ใช่...เพราะไม่ว่าใครก็ไม่คิดว่า”จะมีใครกล้ามาสะเดาะกุญแจประตูที่มิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต”

ก่อนที่โซฟีเน่จะลุกขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้ม-แล้วผลักบานประตูไม้สีทองบานใหญ่เปิดเข้าไปอย่างช้าๆ...ท่ามกลางประกายของแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านบานหน้าต่างเข้าไปสู่บานประตูที่เปิดออก

...แสงจันทร์กลับสาดส่องเข้าไปก่อนผู้คน...เสียอีก

...ก่อนโซฟีเน่ อาร์เชอะ มินะ มินาหรือใครๆ...เสียอีก
--------------------------------------------------------------------------------------------

ประตูห้องไม้สีทองลวดลายสวยงามที่สูง 7-8 เมตร...มีสองบานแบ่งออกเป็นบานซ้ายและขวา มีมุมด้านบนโค้งเรียวสวยเข้าหากันเป็นมุมแหลม

จากบานประตูที่ปิดสนิทจนไม่สามารถมีสิ่งใดเล็ดลอดผ่านเข้าไปได้...แต่ด้วยเสียงเพียงเสียงเดียว

“คลิก”

...เสียงเฟื่องกุญแจลั่น-ออก

บานประตูที่สองใหญ่ทั้งสองพลันสั่นไหวเล็กน้อย...ก่อนที่จะปรากฏเส้นแสงสีเหลืองอร่ามจากดวงจันทร์ตัดผ่านหว่างกลางบานประตูทั้งสอง-จากปลายยอดแหลมสูงของประตูสู่พื้นด้านล่าง

...ราวกับดาบแห่งแสงที่รวดเร็วยิ่งจนใครๆ-มิสามารถมองเห็นได้ทันหรือรับรู้ถึงการฟาดลงมาของมัน...ได้

ก่อนที่ประกายของแสงจันทร์จะตัดจากพื้นแยกไปทางซ้ายขวาสู่มุมสุดของประตู-แล้วตัดพุ่งขึ้นไปด้านบนตามบานประตูเป็นเส้นตรงก่อนที่จะโค้งไปรวมกันที่ปลายแหลมด้านบนของประตูอีกครั้ง...แสงจันทร์ได้ตัดผ่านรอบบานประตูรูปหยดน้ำสี่เหลี่ยมที่มีรอยฝ่าตรงกลางอย่างรวดเร็ว

...รวดเร็วยิ่งว่าทุกสิ่งทุกอย่าง

“เรียบร้อยแล้ว...ง่ายกว่ากุญแจที่ร้านสกายบูลเสียอีก”

เสียงร้องของโซฟีเน่ดังขึ้นผ่านบานประตูเข้าไปก่อน...ก่อนที่บานประตูจะเปิดออก แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้าไปนั้น-ได้สาดส่องเงาของโซฟีเน่ที่มีมินะและมินายืนขนาบอยู่ทางด้านซ้ายและขวาทาบเข้าลงไปยังพื้นห้อง

ก่อนที่โซฟีเน่และพวกจะกวาดสายตาเข้าไปในห้อง...มองไปยังชายหนุ่มอายุประมาท 30-31 ปีชนเผ่าเสือขาวคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มเหล้าโอบกอดหญิงสาวชุดสีแดงและสีเขียว 2 คน-เขากำลังดื่มเหล้าอยู่กับหญิงสาวอย่างสนุกสนาน

ตอนแรกที่ชายหนุ่มชนเผ่าเสือขาวที่ชื่อ”แอร์โร่”มองไปยังบานประตูที่เปิดออกมานั้น-เขาคล้ายเพียงกวาดมองไปผ่านๆตามเสียงอย่างไม่ได้สนใจอะไรนัก...แต่มองมองเห็นประกายสีทองของปีกนกที่ขาวนวลสะท้องงดงามสวยใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องมา-เขาอดสะดุ้งตัวร้องอุทานออกมาอย่างตกใจมิได้ว่า

“อาเช...”

แต่เขามองไปเห็นถึงปีกขนนกสีขาวที่สวยงามเป็นประกายใต้แสงจันทร์ทั้งสองข้าง-เขาก็ได้ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“...เฮอ...”

ก่อนที่จะพูดต่อไปอย่างสบายใจว่า

“...ดูท่าเราจะดื่มมากจนเมาไปเสียแล้ว-จึงได้ตาฝาดไปได้...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

ชายหนุ่มเผ่าเสือขาวที่ชื่อแอร์โร่ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสบายใจ-ขบขันตัวเอง...เขายังส่งเสียงหัวเราะต่อไปอีกว่า

“...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

“ตุบ...ตุบ...ตูบ...”

ทุกครั้งที่แอร์โร่หัวเราะ-เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น

“...ฮ่า...ฮ่า...”

“...ตุบ...ตุบ...”

...เสียงฝีเท้ายังก้าวเข้ามาตามเสียงหัวเราะ

“...ตุบ”

“...ฮ่า...”

แอร์โร่เริ่มหัวเราะไม่ออกแล้ว...แม้แต่มือที่กำลังลูบไล้อยู่บนร่างหญิงสาวทั้งสองอย่างสนุกสนาน-ถึงกับหยุดชะงักลงแข้งนิ่งราวกับจะเป็นหิน

...เขาค่อยข้างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนเห็น...จริงๆ

“...”

แอร์โร่อึ้งเล็กน้อย-ก่อนที่จะพยายามยกมือขึ้นคล้ายถูกสาปเป็นหินขึ้นขยี้ตาตนเองอย่างไม่แน่ใจ...ก่อนที่จะร้องออกไปอย่างคนที่สร่างเมาในพริบตาและไม่แน่ใจว่า

“โซฟีเน่...”

โซฟีเน่ที่กำลังยิ้มอยู่เบื้องหน้า-มองไปยังแอร์โร่ด้วยรอยยิ้ม...ก่อนที่เธอจะหุบปีกทั้งสองของเธอไว้-ปล่อยให้ผ้าคลุมของเจนนี่ปกคลุมร่างที่สูงสง่าและปีกที่สวยงามของเธออีกครั้ง ที่ด้านข้างของเธอทั้งซ้ายขวา-ยังมีมินะและมินาที่สวมอยู่ในชุดลูกเรือซิลเวอร์แอร์โร่...แอร์โร่-เขาได้แต่ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วถามออกไปว่า

“...โซฟีเน่หรือจ๊ะ...กลับมาเมื่อไหร่กัน...”

“เมื่อวานซืน”

...เมื่อ 2 วันก่อน

โซฟีเน่ตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มที่น่ารักสดใสดุจดวงตะวันที่แสนอบอุ่นของเธอ...แต่หัวใจของแอร์โร่คล้ายสัมผัสได้จากความหนาวเย็นจากสายลมที่ขั้วโลกหรือสุดขอบจักรวาลมากมาย...ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังมินะและมินาพร้อมทั้งส่งเสียงเรียกออกไปราวฝันร่ายว่า

“มินะ...”

แอร์โร่หยุดเล็กน้อยราวเสียงจะแหบหายไปในลำคอ-ก่อนที่จะเปล่งคำพูดต่อไปว่า

“...มินา”

“ค่ะ”

ทั้งสองสาวต่างตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มเช่นกัน...แต่เป็นรอยยิ้มที่เจ้าเลห์และสนุกสนานที่เห็นคนอื่นเดือดร้อนมากกว่า

...มากกว่าทำให้รู้สึกดี

“ฮึก...”

แอร์โร่กลืนน้ำลายลงไปในลำคอที่แห้งฝากของตน-ก่อนที่จะถามออกไปอย่างมีความหวังลมๆแล้วว่า

“อาร์เชอะไม่ได้มาด้วยใช่มัย...”

เขายังพูดต่อไปด้วยเสียงที่แหบแห้งยิ่งกว่าว่า

“...เธอยังอยู่ที่เมืองทิมใช่มัย”

...แอร์โร่คิดใจในว่า”ขอเพียงอาร์เชอะไม่ได้มาด้วย”-ก็ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องวิตกอีก

แอร์โร่กวาดสายตาไปมองดูยังโซฟีเน่ มินะและมินาที่เบื้องหน้า...พวกเธอก็กำลังมองดูเขาและยิ้มให้เขา-เป็นรอยยิ้มเช่นเดียวกับในตอนแรก

แต่...

...แต่แอร์โร่อดที่จะรู้สึกว่ารอยยิ้มนี้มันไม่คล้ายรอยยิ้มที่มอบมาให้เขาเลย...คล้ายยิ้มเพราะความต้องการของตนเองมากกว่า

“ฮึก...”

แอร์โร่ที่พอจะคาดเดาคำตอบได้แล้ว-เขาอดกลืนน้ำลายอีกครั้งไม่ได้...กวาดสายตามองไปยังชุดที่มินะและมินาสวมใส่อยู่-อดถามออกไปอย่างคนไร้ความหวังไม่ได้ว่า

“...อาร์เชอะนั่งเรือข่นส่งมาใช่มัย”

...แอร์โร่ในตอนนี้พอจะเดาได้แล้วว่า”อาร์เชอะได้มาที่เมืองมิราจนี้ด้วย” ถึงจะรู้ว่าไร้ความหวัง-แต่ก็คงยังหวังไว้ว่า”อาร์เชอะคงไม่ได้นั่งเรือซิลเวอร์แอร์โร่-พร้อมสวมชุดกัปตัน”น่ะ

...ซึ่งตัวเขาก็รู้ดีว่าคงจะเป็นไปไม่ได้

“เรานั่งเรือซิลเวอร์แอร์มาค่ะ”

โซฟีเน่ตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใสดั่งดวงตะวันของเธอ-ที่พัดพามาพร้อมกับสายลมอันอบอุ่นที่หลอมละลายก้อนภูเขาน้ำแข้งที่ตั้งตะงั้นแห่งความหวังในใจของแอร์โร่...ให้ละลายหายไปจนหมดสิ้น

...เหลือแต่เพียงความหนาวเหน็บที่ถูกจับแช่งน้ำเย็นในฤดูหนาวอันแสนโหดร้ายแทน

คนที่แอร์โร่ไม่อยากพบมากที่สุดในตอนนี้คือ...อาร์เชอะ โดยเฉพาะอาร์เชอะที่เป็นกัปตันเรือซิลเวอร์แอร์โร่-มิใช่เจ้าของร้านซิลเวอร์วิล

...แต่ดูว่า”ความเป็นจริงจะสวนทางกับความต้องการของเข้า”

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

เสียงฝีเท้ากำลังก้าวเดินเข้ามายังด้านหลังของพวกโซฟีเน่...แม้จะมองไปเห็นเจ้าของเสียงฝีเท้าคู่นี้-แต่แอร์โร่ก็จดจำได้ดีถึงเสียงฝีเท้าของเธอ

...แม้จะอยู่ในยามที่เขาหลับใหลก็ตาม

“เชิญค่ะ-กัปตัน”

มินะและมินาส่งเสียงออกมาพร้อมกันก่อนที่จะถอยหลบไปทางซ้าย-เปิดทางให้อาร์เชอะเดินก้าวเข้ามายืนเคียงข้างโซฟีเน่ที่สวยงามราวกับเทพธิดาบนชั้นฟ้าปรากฏกายมาเคียงคู่กัน

...แต่ในสายตาของแอร์โร่ในยามนี้-กลับมองไปเห็นถึงเทพธิดาแห่งทะเลทรายผู้งดงามทั้งสองอยู่เลย

แอร์โร่ได้แต่กวาดสายตามองไปยังอาร์เชอะที่กำลังยืนยิ้มอยู่ที่เบื้องหน้าตน-ตั้งแต่ศีษระจรดปลายเท้าของเธอ...มิใช่คิดชื่นชมความงดงามสวยสูงสง่าของเธอ-แต่เป็นรวบรวมความกล้าในจิตใจตนต่างหาก

อาร์เชอะที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่บางเบาตัวหนึ่ง-แบะปกเสื้อออกเล็กน้อย...พับชายแขนที่หลอมกว้างขึ้นมาเล็กน้อย-ไม่กลัดกระดุมที่แขน และกางกางยีนขายาวทั้งสองข้างกับรองยาวบูทหุ้มข้อสีน้ำตาลเข้ม รัดเอวด้วยเข็มขัดเส้นใหญ่สีน้ำตาลเข้ม มือของสองของเธอยังสวมถุงมือที่ไร้ปลอกนิ้วสีเหลืองน้ำตาลๆ คลุมทับไหล่ด้วยเสื้อคลุมตัวไหล่ที่ยาวจรดพื้นสีดำสนิท-ปกเส้นผมยาวสีทองถึงต้นขาของเธอพิ้วเล่นกับสายลมยาวราตรี...โดยไม่ได้สวมมือที่กำลังกอดอกของเธอเข้าไป ที่เอวด้านซ้ายของเธอยังคาดดาบยาวสีขาวไว้ที่เข็มขัดพร้อมกับเส้นสีขาว

...ไม่ต้องบอกแอร์โร่ก็รู้ว่า”เข็มขัดด้านหลังของอาร์เชอะ”-ต้องมีมีดสั้นสีขาวด้วยแน่

อาร์เชอะมาใช้ชุดกัปตันเรือซิลเวอร์แอร์โร่เต็มตัว...เธอกำลังจ้องมองดูแอร์โร่อยู่ด้วยรอยยิ้ม ดวงตาทั้งสองที่มีรอยยิ้มของอาร์เชอะนั้นกำลังจ้องมองไปยังมือข้างซ้ายของแอร์โร่ที่โอบเอวสาวคนทางซ้ายอยู่...อย่างไม่พอใจ

“...”

แอร์โร่คล้ายรู้สึกตัว-เขารีบหดมือซ้ายกลับมาวางไว้ที่เบื้องหน้าตนเองอย่างรวดเร็วทันที...ก่อนที่จะส่งเสียงทักอาร์เชอะออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆว่า

“สวัสดีจ๊ะ-ที่รัก”

“หา...”

หญิงสาวทั้งสองคนที่นั่งอยู่ข้างกายอาร์เชอะคล้ายรู้สึกตัว-พวกเธอรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างอาร์เชอะกับแอร์โร่แล้ว...พวกเธอร้องออกมาอย่างตกใจ-ก่อนที่จะรีบลุกขึ้นวิ่งหนีออกไปจากห้องพร้อมทั้งร้องออกมาคล้ายๆกันว่า

“ขอโทษค่ะ”

อาร์เชอะและพวกโซฟีเน่ต่างไม่ได้ขัดขว้างถึงการจากไปของหญิงสาวทั้งสองคน...เพราะสายตาทุกคนต่างก็จ้องมองไปยังแอร์โร่อยู่-ก่อนที่ทุกคนจะเห็นอาร์เชอะโบกมือเล็กน้อยพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ขอเวลาเดี๋ยวน่ะทุกคน”

“ได้ค่ะ-พี่อาร์เชอะ”

โซฟีเน่ส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งหันกายวิ่งออกไปจากห้อง...พร้อมๆกับพวกมินะ-มินาที่หันหลังกลับวิ่งตามออกไปหลังส่งเสียงออกมาพร้อมๆกันว่า

“ค่ะ-กัปตัน”

“โอ้ย...”

แอร์โร่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด-เมื่ออาร์เชอะบีบหูซ้ายของเขา...ก่อนที่เขาจะพูดต่อไปว่า

“...ผมขอโทษจ๊ะที่รัก...”

นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่พวกโซฟีเน่ได้ยิน-ก่อนที่บานประตูไม้สีทองที่ลวดลายสวยงามสูงประมาณ 7-8 เมตรบานนั้นจะปิดลงไป...อีกครั้ง
อาธีน่าที่ไม่ได้เข้าไปในห้องเช่นเดียวกับเซบัส-ส่งเสียงถามออกมาว่า

“มีอะไรกันหรือโซฟีเน่”

โซฟีเน่ยิ้มเล็กน้อย-ก่อนที่จะตอบออกมาว่า

“เรื่องของผัวเมียกันน่ะ...อย่าไปสนใจเลย-อาธีน่า”

“งั้นหรือ”

อาธีน่าตอบรับกลับไป-เพราะเธอก็พอจะรู้ถึงนิสัยเสียของแอร์โร่ดีตั้งแต่สมัยก่อนแต่งงานแล้ว...ก่อนที่ทั้งเธอและโซฟีเน่ตลอดจนพวกมินะและมินาจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานพร้อมทั้งเสียงของแอร์โร่ที่ร้องดังออกมาจากห้อง แอร์โร่ อ็อฝเลิฟ(Arrow Oflove)ชายหนุ่มชนเผ่าเสือขาวผู้มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มวัยประมาณสามสิบกว่าปีคนหนึ่ง เขาคือสามีของอาร์เชอะ ในอดีตเมื่อ 15 ปีก่อนเขาเป็นคนที่ค้นพบเรือซิลเวอร์แอร์โร่และก็ได้ร่วมมือกับซีกและพี่ชายของโซฟานใช้เวลานับ 5 ในการทำให้เรือซิลเวอร์แอร์โร่ทะยานขึ้นท่องไปทั่วทะเลทรายสีทองแห่งนี้...และเป็นกัปตันคนแรกของเรือซิลเวอร์แอร์โร่

...ชื่อซิลเวอร์แอร์โร่ก็มาจากเขาบวกกลับสีของเรือลำนี้...นอกจากนี้แอร์โร่ยังเป็นคนตั้งชื่อซิลเวอร์แอร์โร่อีกด้วย

จนกระทั่งครึ่งปีต่อมา-ในยามเช้าของวันหนึ่งเขาก็ได้ช่วยอาร์เชอะกับโซฟีเน่จากกลางท้องทะเลทรายสีทอง...นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกของทั้งสองคน
แอร์โร่ที่ยืนอยู่บนหัวเรือกวาดสายตามองลงไปยังท้องทะเลทรายสีทองพบเห็นหญิงสาวที่งดงามราวเทพธิดาผู้มีปีกซ้ายสีขาวสะอาด ชุดสีขาวของเธอถูกย้อมเป็นสีแดงซุ่มโชกด้วยเลือดที่หลั่งไหลออกมาจากปีกขวาที่ขาดหายไป ในวงแขนของเธอยังโอบกอดโซฟีเน่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

...ตั้งแต่วินาทีแรกที่แอร์โร่พบเห็นเธอ-ก็หลงรักเธอแล้ว

...หลงรักเธอมากกว่าผู้หญิงทั้งสามพันเจ็ดร้อยหกสิบสี่คนที่เขาเคยหลงรักมาเสียอีก

ดวงตาสีเขียวมรกตที่สวยซึ่งของอาร์เชอะในเช้าวันนั้น...ที่มองมายังแอร์โร่มองมาราวกับจะไม่ยอมสยบต่อทุกสรรพสิ่ง-แต่กลับยิ่งสยบถึงหัวใจของแอร์โร่จนต้องหยุดเรือกระโดดลงไปหาเธอมิได้

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

แอร์โร่อดที่จะถามออกไป-มิได้...แต่อาร์เชอะกลับตอบออกมาว่า

“มันเป็นเกี่ยวอะไรกับคุณ”

เธอตอบออกมา-คล้ายพร้อมที่จะเดินฝ่าทะเลทรายสีทองออกไปโดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากใคร ถ้ามิใช่ในเช้าวันนั้น-โซฟีเน่ที่อยู่ในวงแขนของอาร์เชอะได้ป่วยเป็นไข้ เพราะไม่อาจทนได้ถึงสายลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำในค่ำคืนนั้น

...สายลมหนาวที่แสนชั่วร้าย

...สายลมหนาวที่มิบังควรมิในแดนดินทะเลทรายสีทองแห่งความสุขและอบอุ่นนี้

“เด็กคนนี้กำลังป่วยนี่…”

แอร์โร่ที่สายตาไว้-กวาดมองไปยังตัวของโซฟีเน่ที่กำลังร้อนผ่าวอยู่ในอ้อมกอดของอาร์เชอะ...เขายังร้องบอกต่อไปอีกว่า

“...ผมเป็นหมอ-ขอผมดูอาการของเด็กคนนี้หน่อย…”

โซฟีเน่ที่เป็นยิ่งกว่าชีวิตของอาร์เชอะ-โซฟีเน่ที่เป็นน้องสาวของเธอกำลังป่วยเป็นไข้และบังเอิญแอร์โร่ที่นอกจะเป็นโจรสลัดแล้วยังเป็นหมอ...หลังจากที่แอร์โร่ได้ดูอาการของโซฟีเน่ในอ้อมแขนของอาร์เชอะ-เขาก็ได้พูดออกมาว่า

“...ผมดูแล้วเด็กคนนี้ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก-แค่ได้กินยากับนอนพักผ่อนสบายๆ...วันสองวันก็หายป่วยแล้วล่ะ”

“เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจพร้อมทั้งรอยยิ้ม...รอยยิ้มงดงามสงบเรียบร้อยดุจสายน้ำ-ที่มอบความสุขและเย็นฉ่ำชื่นหัวใจผู้คน และสวยงามสง่าสูงส่งราวจันทราที่กลางห้าว-ที่ผู้คนต้องเงยหน้ามองหมายชื่นชมหมายอยากจะครอบครองเอื้อมมือไขว้คว้า บวกกับปีกที่มีเพียงข้างเดียวของเธอยิ่งทำให้ทุกผู้คนรู้สึกถึงความโศกซึ้งในชะตาที่น่าเศร้าสร้อยขอเธอ-ที่ยินยอมแม้แต่จะควักหัวใจมอบให้
แอร์โร่อดที่จะเหม่อมองรอยยิ้มของอาร์เชอะอย่างตกตะลึงมิได้-กับรอยยิ้มที่เป็นดั่งสายน้ำชะโลมใจและดวงจันทร์ที่เป็นดั่งรอยยิ้มแห่งฟากฟ้ายามราตรีรัตติกาล...ก่อนที่อาร์เชอะจะพูดต่อไปพร้อมทั้งรอยยิ้มของเธอว่า

“...ขอบคุณมากค่ะ-คุณหมอ”

“ไม่เป็นไร...”

แต่ว่า...ก่อนที่แอร์เชอะจะพูดอะไรไปมากกว่านี้-อาร์เชอะที่ทนความเหนื่อยอ่อนล้ามาทั้งคืนก็ได้สลบทรุดลงไป แอร์โร่จึงรีบคว้าร่างของเธอไว้ในอ้อมกอดเขา-ก่อนที่ทรุดลงไปนอนกองกับพื้น แอร์โร่-เขาจึงอุ้มทั้งอาร์เชอะที่สลบไสลและโซฟีเน่ในวงแขนของเธอก้าวขึ้นเรือไป...ทำให้อาร์เชอะต้องก้าวขึ้นเรือซิลเวอร์แอร์โร่

...นั่นเป็นจุดเริ่มต้น-ที่เริ่มเรื่องราวของเทพธิดาแห่งทะเลทรายสีทองแห่งนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่อาร์เชอะพื้นขึ้นมา-คำแรกที่เธอร้องถามออกมาว่า

“โซฟีเน่ล่ะ...โซฟีเน่-น้องสาวของฉันล่ะ”

แอร์โร่ที่เฝ้าดูอาการของอาร์เชอะอยู่ทั้งวัน-ได้พูดออกไปว่า

“ไม่เป็นไร-ไม่ต้องห่วง...”

เขายังพูดต่อไปอีกว่า

“...ตัวคุณเองก็ต้องพักผ่อนเหมือนกันน่ะ”

แต่อาร์เชอะยังอดไม่ได้ที่จะถามต่อไปว่า

“โซฟีเน่-น้องสาวฉันอยู่ไหน”

“เฮ้ย...”

แอร์โร่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง-ก่อนที่เขาจะชี้ไปยังเตียงนอนข้างๆของอาร์เชอะแล้วพูดว่า

“...น้องสาวคุณนอนหลับอยู่บนเตียงข้างๆน่ะ-เธอไม่เป็นอะไรมากหรอก...”

อาร์เชอะที่ไม่สนใจคำพูดต่อไปของแอร์โร่-เธอรีบลุกขึ้นหันกายไปดูโซฟีเน่ที่กำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงหลังจากทานยาลงไป...อาร์เชอะ-เธอนั่งเฝ้าโซฟีเน่อยู่ข้างเตียงตลอด 3 วันโดยไม่ยอมห่างออกไปไหน

...เพราะโซฟีเน่เป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเธอ-เป็นญาติเพียงคนเดียวของเธอที่เหลืออยู่

ตลอด 3 วัน...ไม่ว่าแอร์โร่พูดหรือของร้องอะไร อาร์เชอะก็ไม่สนใจ...เธอยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง-เฝ้าดูอาการของโซฟีเน่โดยความเป็นห่วงแทบจะไม่แตะต้องอาหารหรืออะไรเลย

พอโซฟีเน่หายป่วย...อาร์เชอะที่รู้ว่าซิลเวอร์แอร์โร่เป็นเรือโจรสลัด-ก็คิดจะลงจากเรือทั้งๆที่อ่อนเพลีย แอร์โร่ที่ต้องการรั้งอาร์เชอะไว้จึงพูดออกไปว่า

“ถึงเรือลำนี้จะเป็นเรือโจรสลัด...แต่เราก็ไม่ได้ปล้นคนทั่วๆไปน่ะ...”

แอร์โร่ยังคงพูดต่อไปอีกว่า

“...แต่พวกเราปล้นพวกโจรสลัดต่างๆ-เพื่อช่วยเหลือพ่อค้าและคนที่เดินทางตามท้องทะเลทรายสีทองนี้น่ะ”

“งั้นหรือ…”

อาร์เชอะพูดออกไป-ก่อนที่จะพูดขอโทษต่อไปอีกว่า

“...ขอโทษน่ะ-ที่เข้าใจพวกคุณผิดไป”

หลังจากนั่น...อาร์เชอะก็อาศัยอยู่บนเรือซิลเวอร์แอร์โร่พร้อมกับโซฟีเน่

...เพราะพวกเธอสองพี่น้องไม่มีที่จะบ้านให้กลับ...แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------------

4 ปีผ่านไป...อาร์เชอะยังทำงานเป็นต้นหนของเรือซิลเวอร์แอร์โร่

...ตลอด 4 ปีมานี้-เรือซิลเวอร์แอร์โร่มีรายได้ไม่มานัก เพราะรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการปล้นโจรสลัดต่างๆ-มักจะถูกนำไปคืนให้กับผู้ที่ถูกปล้น

แล้วในวันหนึ่ง...วันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่บนเรือซิลเวอร์แอร์โร่

เรือซิลเวอร์แอร์โร่ได้จอดเทียบท่าที่เมืองโรเซต้า-เมืองเล็กๆทางตะวันตกตอนกลางของดินแดนทะเลทราย(คงราวๆประเทศโมนาโกเมื่อ 50 ปีก่อน)

เมืองโรเซต้า...เมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านการพนัน

แอร์โร่ที่มีรายได้พิเศษจากการเป็นหมอกำลังเอาเงินค่าจ้างที่เขาได้จากการรักษาลูกชายเจ้าเมืองมาเล่นการพนันภายในคาสิโนอยู่-โดยลูกเรือของเขาส่วนมากก็กำลังเล่นพนันอยู่ภายใต้คาสิโนนี้ด้วย

ในตอนแรกแอร์โร่ก็ไม่ได้คิดที่จะเล่นการพนัน-แต่ระหว่างที่กำลังเดินกลับจากการรักษาลูกชายเจ้าเมืองนั้น เขากลับมองเห็นอาร์เชอะที่กับเดินเล่นอยู่ภายในเมืองของพวกโซฟีเน่

...แน่นอนว่าต้องมีมินะกับมินาที่เป็นลูกสาวของคนขับเรือซิลเวอร์แอร์โร่อยู่ด้วย

...เรือซิลเวอร์แอร์โร่...ไม่เพียงเป็นเรือของพวกเราทุกคนเท่านั้น-แต่ยังเป็นบ้านและครอบครัวของทุกคนด้วย

อาร์เชอะคล้ายกำลังยืนมองอะไรอยู่ที่หน้าร้านขายเครื่องประดับ...แอร์โร่ได้แต่แอบมองอยู่ซักพักจนในที่สุดอาร์เชอะก็เดินจากไป

ในตอนนั้น-แอร์โร่ยังมองเห็นถึงแววตาที่อาลัยจนไม่อาจจะตัดใจได้ของอาร์เชอะ...แอร์โร่ที่ฉุกใจคิดอะไรได้เขารีบเดินตรงไปยังร้านเครื่องประดับทันที-เขาขยับเหรียญเงินที่ได้มากจากค่ารักษาลูกชายเจ้าเมืองของเขา

...มันคงมีราวๆ 300 มิราจเห็นจะได้

...มันคงมีมากพอที่จะซื้อของที่อาร์เชอะอยากได้แน่นอน

หลังจากที่แอร์โร่มองดูอยู่สักเล็กน้อย-ดวงตาของเขาก็ไปสะดุดอยู่ที่แหวนเพรชสีชมพู่ราวกลีบดอกกุหลาบวงหนึ่ง

...แหวนเพชรที่งดงามราวกับจะสะกดเครื่องประดับทุกชิ้นภายในร้านไว้

แม้แต่ดวงตาของแอร์โร่ก็คล้ายถูกสะกดอยู่ภายใต้แหวนเพชรวงนั้น...แอร์โร่ตัดสินใจแล้วว่า”เขาจะต้องซื้อแหวนวงนั้นมอบให้แก่อาร์เชอะให้ได้”

“สี่พันห้าร้อยมิราจค่ะ”

พนักงานร้านเครื่องประดับตอบคำถามของแอร์โร่...ทำเอาแอร์โร่พูดไม่ออก-รีบวิ่งออกจากร้านแทบไม่ทัน

...อีกครึ่งชั่วโมงต่อมา-แอร์โร่ก็มานั่งอยู่ภายในคาสิโนแห่งนี้

แอร์โร่กำลังนั่งยิ้มอยู่มองดูเจ้ามือที่อยู่เบื้องหน้า-ก่อนจะเหล่สายตาเดียวเล็กน้อยมองดูไพ่ในมือขวาตน

...เจ็ด แปด เก้า สิบและแจ็ค-ทุกใบเป็นรูปหัวใจหมด

แอร์โร่รอยยิ้มออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่เข้าจะผลักชีฟทั้งหมดไปยังเบื้องหน้า...ขอเพียงเขาชนะตานี้อย่างน้อยคงไม่เงินไม่ต่ำกว่า 5,000 มิราจอย่างแน่นอน

...มากพอที่จะซื้องแหวนให้กับแอร์โร่

“เรานี่มันชั่งอัจฉริยะเสียจริง...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

แอร์โร่อดครุ่นคิดในใจพร้อมทั้งส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้ เพราะการที่เขาชนะติดต่อมาหลายตา-ทำให้เขาอดที่จะคิดไม่ได้ ยิ่งไพ่ในตานี้ที่เป็นรูปหัวใจ-เขายิ่งรู้สึกว่าเทพธิดาแห่งชัยชนะกำลังยิ้มให้เขา

...เพียงแต่เทพธิดาที่เขาเห็นนั้นคืออาร์เชอะที่กำลังสวมแหวนที่เขาซื้อให้

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

แอร์โร่อดเผลอส่งเสียงหัวเราะออกมา...ไม่ได้

“ตาม…”

เมื่อเจ้ามือชนเผ่าจิ้งจอกในชุดสีน้ำเงินส่งเสียงพูดออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะผลักเงินเพิ่มมาอีกเกือบสองเท่าของแอร์โร่พร้อมถามแอร์โร่ออกมาว่า

“...จะตามมามัย”

“หา...”

แอร์โร่ร้องออกมาอย่างตกใจ...เพราะในตอนนี้เขาไม่มีเงินเหลือในมือแล้ว แต่ถ้าหมอบ(ยอมแพ้)ในตอนนี้-นอกจากจะสูญเสียเงินทั้งหมดแล้วยังเจ็บใจอีกด้วย

...เพราะเขามั่นใจในไพ่ในมือของเขาว่าต้องชนะอย่างแน่นอน-อีกฝ่ายไพ่อาจสู้เขาไม่ได้แต่อาศัยเงินที่มีมากกว่าเอาชัย

แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายอยากจะบีบแอร์โร่ให้ยอมแพ้ให้ได้-เจ้ามือได้ผลักเงินที่เหลือของตนมาเบื้องหน้าท่ามกลางสายตาของคนทั้งคาสิโนที่จับจ้องมองยังโต๊ะนี้-พร้อมทั้งบอกว่า

“...ฉันเกทับหมดตัว...”

นอกจากยอมแพ้แล้วแอร์โร่ไม่มีทางเลือกอื่นเหลือเลย...แต่เจ้ามือกลับไปต่อไปว่า

“เงินจำนวนนี้คงพอจะเทียบได้กับเรือซิลเวอร์แอร์โร่ของนายน่ะ-แอร์โร่”

แอร์โร่ตาเป็นประกายทันที-เขามองไปยังเจ้ามองเบื้องหน้าอย่างพิจารณาทันที...ถึงเจ้ามือชนเผ่าจิ้งจอกที่อยู่ในชุดโจรสลัดสีน้ำเงินที่เบื้องหน้า-ก่อนจะส่งเสียงออกไปว่า

“คูเปอร์”

ใช่เจ้าเมืองคนนี้คือคูเปอร์-หนึ่งในโจรสลัดทะเลทรายคนหนึ่งที่เคยเสียท่าเรือซิลเวอร์แอร์โร่...และนี่ก็เป็นแผนการของเขาที่ต้องการกำจัดเรือซิลเวอร์แอร์โร่ให้พ้นไปจากทะเลทรายสีทองนี้

แอร์โร่จึงได้ตระหนักดีว่า”ตนได้ตกอยู่ในกับดักของคูเปอร์เสียแล้ว”...เกมส์นี่ดูท่าจะไม่ได้เดิมพันเพียงแค่เงินอย่างเดียวเสียแล้ว-แต่ยังรวมถึงศักดิ์ศรีโจรสลัดของเขาด้วย

...งานนี้ต่อให้แพ้ได้แต่ถอยไม่ได้

แอร์โร่ที่มั่นใจว่าเขาชนะอย่างแน่นอน-จึงใช้มือซ้ายตบโต๊ะพร้อมพูดออกไปว่า

“ฉันตาม...”

ก่อนที่จะกลั้นใจพูดต่อไปว่า

“...ถ้าฉันแพ้-เอาเรือซิลเวอร์แอร์โร่ไปได้เลย”

“ได้...”

คูเปอร์ตอบกลับมา-พูดต่อไปว่า

“...โรยัลสแตดน์-พรัช…”

คูเปอร์ทิ้งไพ่ในมือที่มีทั้งสิบ แจ๊ค ควีน คิงและเอ็ดส์โพธิ์ดำลงมา...พอเห็นไพ่ในมือขวาของแอร์โร่ที่ล่วงลงไป-เขาก็พูดอย่างหัวเราะเยาะว่า

“...แค่สแตดน์-พรัชเองหรือ...”

ก่อนจะหัวเราแล้วพูดต่อไปว่า

“...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...ดูท่าเรือซิลเวอร์แอร์จะเป็นของฉันแล้ว...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

เขาหัวเราะอย่างดีใจพร้อมทั้งพูดต่อไปว่า

“...มีใครต้องการที่จะซื้อเรือบางมัย...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

แอร์โร่ได้แต่นั่งนิ่ง-เพราะรู้ดีว่า”หากตนไม่ชำระหนี้ก็ไม่สามารถก้าวออกไปจากคาสิโนแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน”

แต่ทันใดนั้น-หูของแอร์โร่ก็ได้ยินเสียง...

“ปิ๊ง...”

และ...

“...ปิ๊ง...”

และ...

“...ปิ๊ง”

กับ...

“กริ้ง...กริ้ง...กริ้ง...”

...เสียงเหรียญของทองมิราจมากมายล่วงหล่นลงพื้น

“...กริ้ง...กริ้ง...กริ้ง”

เสียงเหรียญทองมิราจยังล่วงหล่นลงมาอย่างมากมาย-และไม่หยุดยั้ง...สายตาทุกคู่จ้องมองไปยังหญิงสาวที่มีปีกซ้ายข้างเดียวคนหนึ่งกับเด็กสาวอีก 3 คนกำลังยืนอยู่หน้าตู้สล็อตแมชชีน-ที่เทเงินทิ้งเหรียญทองมิราจลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง หญิงสาวคนนั้นหันมามองยังคูเปอร์-เธอยกมือขึ้นพร้อมทั้งพูดว่า

“ฉันของซื้อเรือค่ะ”

“ได้...ได้...”

คูเปอร์ตอบรับไปพร้อมกับรอยยิ้มโดยที่ไม่รู้อะไร...ว่าเขาได้ขายเรือให้กับกัปตันเรือโจรสลัดที่เก่งกาจที่สุดในดินแดนทะเลทรายสีทองในอนาคต-เสียแล้ว

ในขณะที่แอร์โร่ได้แต่มองๆไปยังหญิงสาวคนนั่นพร้องทั้งพูดออกมาอย่างตกใจว่า

“...อาร์เชอะ”

และแล้วกัปตันคนใหม่ของเรือซิลเวอร์แอร์โร่-ก็ได้เกิดขึ้น

...สำหรับแอร์โร่จากกัปตันก็กลายเป็นรองกัปตันเรือซิลเวอร์แอร์โร่...ไป

...แอร์โร่ที่เห็นเทพธิดาแห่งชัยชนะยิ้มนั้น...จริง

...เพียงแต่ที่อาร์เชอะยิ้มนั่น-เธอแย้มยิ้มให้กับตนเอง...ไม่ใช่กับแอร์โร่

หลังจากนั้นอีกครึ่งปีพ่อแม่ของมินะมินาที่เบื่อการเป็นโจรสลัดก็ลงจากเรือไป...แอร์โร่ต้องกลายเป็นหมอประจำเรือเพื่อให้โซฟีเน่เป็นรองกัปตันพร้อมมินะ มินาที่ขึ้นมาขับเรือแทนที

...ก่อนที่สงครามโจรสลัดจะเกิดขึ้นในอีก 1 ปีต่อมา
----------------------------------------------------------------------------------------

เที่ยงคืน...

...เป็นเวลาที่สิ้นสุดเพื่อเริ่มต้นวันใหม่

...และเป็นเวลาที่อาร์เชอะก้าวออกมาจากห้อง

...พร้อมกับเป็นเวลาที่เรือลำหนึ่งกำลังจะเข้าเทียบท่าที่เมืองมิราจ

เงาร่างในชุดสีเหลืองที่หัวเรือถึงกับร้องออกมาอย่างดีใจว่า

“ถึงมิราจแล้ว-ไชโย”

แต้เงาร่างในชุดสีเขียวและชุดสีส้มที่กำลังส่องกล้องทางไกลอยู่นั่งกลับร้องออกมาพร้อมๆกันว่า

“ซิลเวอร์แอร์โร่...”

ก่อนที่จะหันมามองกันเล็กน้อย-แล้วหันออกไปคนละทางพร้อมทั้งส่งเสียงออกมาพร้อมๆกันอีกครั้งว่า

“...เชอะ”

...ทั้งสองต่างไม่พอใจที่ความคิดตรงกัน

แต่เงาร่างในชุดสีขาวกลับไม่สนใจทั้งสอง-เขาส่งเสียงพูดออกมาว่า

“ถึงเวลาแก้แค้นเรือซิลเวอร์แอร์โร่...”

ก่อนจะร้องต่อไปอย่างสุดเสียงว่า

“...พวกเราเตรียมตัวปล้นเรือซิลเวอร์แอร์โร่ได้...”

แต่...ก่อนที่เขาจะพูดอะไรมากไปกว่านี้กลับได้ยินเสียง...

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

เงาร่างในชุดสีขาวรีบกระโดดถอยออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว-ก่อนจะได้ยินเสียง

“โอ๊ย...”

...เงาร่างในชุดสีเขียวร้องออกมา

และ...

“โอ๊ย...”

...เงาร่างในชุดสีส้มร้องออกมา

และ...

“โอ๊ย...”

...เงาร่างในชุดสีเหลืองร้องออกมา

ก่อนจะได้ยินเสียงกาบ้าร้องด่าออกมาอย่างไม่พอใจว่า

“ปล้นบ้าพวกแกสิ...ไอ้เด็กบ้า...”

เงาร่างทั้งสี่จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...ฟ็อก์ซวัน ฟ็อก์ซทู ฟ็อก์ซทรีและฟ็อก์ซซีโร่ เพราะในตอนแรกอยู่ฟ็อก์ซก็สั่งให้กาบ้าเปลี่ยนเป้าหมายจากเมืองทิมมายังเมืองมิราจ-โดยที่ไม่บอกอะไรทั้ง 4

...ซึ่งฟ็อก์ซก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องบอก

ฟ็อก์ซวันจึงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า

“มั่วแต่ง้อแม่กับฟอการิต้าอยู่ได้...”

“ใช่...ใช่...”

ฟ็อก์ซทูร้องรับไป-ก่อนพูดต่อไปว่า

“...ไม่มีเวลาให้พวกเราเลย”

ฟ็อก์ซทรีในตอนนั้นจึงร้องออกมาว่า

“งั้นพวกเราไปถามท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้กันดีกว่า”

“อืมม์…”

ฟ็อก์ซซีโร่-ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“...ผู้รอบรู้คงบอกคำตอบอะไรพวกเราได้”

ทั้ง 4 จึงเดินไปถามผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ย...ในตอนแรกท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้เพียงยิ้มไม่ตอบอะไรออกมาเท่านั้น-แต่พอทนทั้ง 4 รบเร้าจึงตอบออกมาว่า

“พวกโซฟีเน่กับเซบัสในตอนนี้กำลังเดินทางไปยังเมืองมิราจ”

...ความหน้าด้านก็เป็นหนึ่งในความสามารถของทั้ง 4

...ท่านผู้เฒ่าสามารถทราบไปเพราะคำนวนได้บวกกับความสามารถของท่าน ส่วนฟ็อก์ซก็รับรู้ได้จากเรื่องส่งสัญญาณของตนว่า”กำลังมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ”-จึงคำนวนว่า”น่าจะเป็นเมืองมิราจ”

แต่ฟ็อก์ซวันอดที่จะกล่าวต่อไปไม่ได้ว่า

“เมืองมิราจมีอะไรกันน่า”

“นั่นสิ...”

ฟ็อก์ซทูร้องรับออกมา-ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“...เมืองมิราจมีอะไรน่าสนใจกัน”

“ท่านมิราจ...”

ฟ็อก์ซซีโร่ร้องออกมาอย่างกระตือรือล้น-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...หรือว่าเซบัสต้องการที่จะไปพบท่านมิราจ”

“แต่...”

ฟ็อก์ซทรีส่งเสียงมาราวครุ่นคิด-ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า

“...เซบัสเขาไม่น่าจะสนใจน่ะ”

ทุกคนก็คิดคล้อยตามความคิดของฟ็อก์ซทรี-ก่อนจะส่งเสียงฟ็อก์ซซีโร่จะส่งเสียงพูดออกมาว่า

“หรือว่าพวกเขาจะแค่ไปเที่ยวเล่นกันน่ะ”

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ...ฟ็อก์ซวันจึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“ผู้เฒ่าหลี่หัวเราะอะไรครับ”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ยหัวเราะออกมาอย่างพอใจเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า

“อย่างน้อยที่เมืองมิราจก็มีเรือซิลเวอร์แอร์โร่ไง”

คำตอบของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ทำเอาทั้ง 4 หูผึ่ง...เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะเป็นโจรสลัดจะต้องเคยได้ยินนามของเรือซิลเวอร์แอร์โร่

...โดยเฉพาะเรื่องราวของสงครามโจรสลัดเมื่อ 5 ปีก่อน...ด้วยแล้ว

...และโดยเฉพาะพวกเราที่เป็นลูกของจ้าวแห่งโจรสลัดฟ็อก์ซด้วยแล้ว...ที่ทั้งโดนปล้นปล่อยมากที่สุดและเป็นผู้แพ้ในสงครามครั้งนั้น

ทั้ง 4 ทหารจิ้งจอกทะเลทรายจึงเลิกสนใจเรื่องอื่น-วางแผนเพียงอย่างเดียวคือหาทางปล้นเอาเรือซิลเวอร์แอร์โร่มาให้ได้...เพื่อแก้แค้นแทนพ่อของเขา

...ซึ่งฟ็อก์ซไม่เคยขอร้อง...เลยน่ะ

...และไม่ต้องบอกก็รู้ว่า”มันเป็นข้ออ้างชัดๆ”...ของไอ้ตัววายร้ายทั้ง 4 นี้

“ปล้นบ้าพวกแกสิ...ไอ้เด็กบ้า...”

คำร้องด่าของกาบ้ายังดังก้องเข้าไปในหูของฟ็อก์ซวัน ฟ็อก์ซทูและฟ็อก์ซทรีที่ยังยกมือกุมหัวด้วยความเจ็บปวดอยู่กับฟ็อก์ซซีโร่ที่กระโดดหลบทัน...ก่อนจะได้ยินเขาพูดต่อไปอีกว่า

“...มีแต่พวกบ้าเท่านั้นที่คิดจะสู้กับเรือซิลเวอร์แอร์โร่ในยามนี้”

เพราะในยามนี้เรือจิ้งจอกสีเงินถึงจะลำใหญ่กว่าเดิม...แต่ก็มิใช่เรือโจรสลัดอีกแล้ว ทั้งอุปกรณ์และปืนใหญ่ประจำเรือต่างถูกฟ็อก์ซขายทิ้งไปหมดแล้ว

...สำหรับของที่ไม่มีประโยชน์-ฟ็อก์ซไม่เอาไว้เด็ดขาด...นี่เป็นกฎข้อหนึ่งของฟ็อก์ซและกฎของเรือลำนี้

ก่อนที่กาบ้าจะกวาดสายตามองไปยังเรือซิลเวอร์แอร์โร่พร้อมทั้งร้องตะโกนก้องไปทั่วลำเรือว่า

“ถึงเมืองมิราจแล้ว”

...ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเมืองมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

...เมืองสุดท้าย-สิ้นสุดของการเดินทางบนท้องทะเลทรายสีทองแห่งนี้

โดยไม่สนใจถึงพวกฟ็อก์ซวันที่กำลังซุบซิบหรือรืออะไรบ้างอย่างกันอยู่...เพราะพวกนั้นยังคงวางแผนที่จะปล้นเรือซิลเวอร์แอร์โร่ต่อไป

...โดยไม่สนใจถึงคำเตือนของกาบ้า...เลย

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 13 ม.ค.50 เวลา 14:33:30 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ