giguntic
Member

เนม(Name) ตอนที่ 15 ความลับของอิษฎาอร

“ ยัยคุณหนู ... ถ้าโซ่นี่หลุดเมื่อไหร่เจ้าเจอกับข้าแน่ ” ... ฟี่ ... ฟี้ ...
      ค่ะเธอกำลังหลับอยู่ แถมละเมออย่างอาฆาตเสียด้วยสิ
หลังจากผ่านเหตุการณ์ชิงตัวประกันมาแบบเฉียดฉิวในช่วงเวลาที่พระจันทร์ส่องแสง การเดินทางที่รีบเร่งจึงดำเนินต่อไปในทันทีภายในรถม้าขนาดใหญ่คันเดิม โดยมีผู้ร่วมทางคนใหม่มาคอยช่วยเหลือ(!?)ฉันในฐานะนักโทษ
      ฉันหลับเป็นตายในขณะที่พี่กุหลาบอาสาจะเฝ้ายาม(เพื่อ!?)และตื่นมาตอนพระอาทิตย์ส่งยิ้มให้ จากนั้นเลยส่งไม้ผลัดให้พี่กุหลาบต่อ ...
      ... เธอถึงได้มานอนละเมออยู่อย่างที่เห็นนี่ ...
      สำหรับรถม้าคันนี้ฉันเพิ่งจะได้เห็นมันจากภายนอกซึ่งน่าตกใจทีเดียวกับขนาดของมัน ใหญ่และสบายมากจริงๆ ส่วนที่พักของผู้โดยสารนั้นเป็นคล้ายๆกล่องขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็น 2 ห้องโดยใช้ม้าตัวโตถึง 4 ตัวในการลาก ฉันขี่ม้าไม่เป็นเลยไม่รู้ว่าเขาสามารถบังคับได้ยังไงถึง 4 ตัว แต่นั่นทำให้สามารถลากกล่องยักษ์นี่เคลื่อนที่ได้อย่างราบลื่นไม่สะดุดสักนิด
      และสำหรับอิษฎาอรตอนนี้เธออยู่ในห้องข้างๆ จากความเข้าใจของฉันในห้องนั้นมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งที่ร่วมอยู่ด้วย ฉันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ามีเขาอยู่ร่วมขบวนมาตั้งแต่เริ่มการเดินทางของเรา
      “ คุณอิษฎาอร ... ผมไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้คุณจะปล่อยให้เกิดขึ้นได้นะครับ อ้อ ... บางทีคนตระกูลรมย์ธีราคงไม่ถนัดการงานที่ต้องใช้ความสามารถกระมัง ” น้ำเสียงเย็นชาแว่วดังออกมา ฉันสะกดลมหายใจเงียบเท่าที่จะทำได้แล้วเอาหูแนบผนังไม้
      “ คือ ... ไม่ใช่นะคะ ”
      “ บางทีเมื่อกลับไปองค์ราชาอาจต้องทรงทราบ ”
      “ ได้โปรดอย่าเลยนะคะ ”
      “ ผมไม่เห็นว่าสิ่งที่ตระกูลคุณทำมามันน่าเสียหายตรงไหน ”
      “ คุณ ... ไม่รู้จริงๆเหรอคะว่าคนส่วนใหญ่เรียกคนในตระกูลฉันว่ายังไง ไม่สิคุณคงจะรู้อยู่แล้วล่ะ แต่คุณคงไม่เคยเห็นหรอกสายตาที่ผู้รับเคราะห์มองกลับมา มันไม่ใช่สายตาที่ยินดีเลย ไม่มีใครเคยชื่นชมสิ่งที่พวกเราทำ มีแต่คนรังเกียจ มีแต่คนเคียดแค้น ... มีแต่ ... ” เสียงอิษฎาอรขาดหายไป ความทรงจำอันโหดร้ายของเธอกำลังแปรเปลี่ยนเนื้อความเป็นน้ำตาและเสียงสะอื้นร่ำไห้
      “ ไม่ว่าใครก็ล้วนมีชะตากรรมอันโหดร้ายล่ามตรวนมาตั้งแต่เกิดทั้งนั้นแหละ ผู้บิดเบือนแห่งประวัติศาสตร์เอ๋ย ... ”
      เสียงของเขาแผ่วเบาราวกับรำพัน ...
      ... ผู้บิดเบือนแห่งประวัติศาสตร์งั้นเหรอ ...
      

      “ ยัยคุณหนูเป็นคนตระกูลรมย์ธีราจริงๆงั้นเหรอเนี่ย ”
      “ อ้าว ... พี่กุหลาบตื่นแล้วเหรอคะ?? ”
      “ ทันพอที่จะได้ฟังอะไรหลายๆอย่างด้วยซ้ำ ” พูดพลางพี่กุหลาบก็เปิดผ้าม่านออก แดดร้อนพุ่งเข้ามาเป็นวงกว้างจนพี่ต้องขยับหลบ
      ฉันรีบเอานิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้พูดเบาๆ เพราะขนาดฟากโน้นพูดกันเรายังได้ยิน ไม่แปลกถ้าเราพูดกันดังอีกฟากก็คงได้ยินกันหมด
      “ ที่พี่ว่าตระกูลรมย์ธีรา มันหมายถึงอะไรเหรอคะ ” ฉันหรี่เสียงเหมือนกระซิบกระซาบ
      “ ไม่รู้หรอกเหรอ ... นึกว่าเก่งซะอีก ”
      ชั่วแว่บเดียวนั้น ... ถ้ารถม้าคันนี้เงียบพอน่าจะได้ยินเส้นความอดทนของฉันมันขาดผึงไปหลายเส้นพร้อมกัน
      ใครมันจะไปรู้เรื่องชาวบ้านได้หมดฟะ ฉันก็รู้เท่าที่หนังสือมันเขียนเท่านั้นแหละ หนังสือไม่ใช่ลูกแก้ววิเศษหรือยักษ์ในตะเกียงซะหน่อยจะได้รายงานทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกได้
      ฉันจะรู้ก็เท่าที่คนเขียนเขาบันทึกไว้เท่านั้นแหละเฟ้ย ...
      “ ตกลงพี่จะไม่บอกงั้นเหรอ ”
      “ ว่ากันตามจริงตระกูลรมย์ธีราอาจจะเหมาะกับคนจากหมู่บ้านพิลึกๆอย่างพวกเธอก็ได้ ”
      “ เอ๋?? ”
      ......
      จู่ๆรถม้าก็หยุดกึก ประตูเปิดออกและอิษฎาอรยืนยิ้มอยู่
      “ ถ้าอยากจะฟังจริงๆฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเป็นร้านอาหารน่าจะเหมาะกว่ามั้ยคะ?? ”



      ขบวนขนส่งนักโทษพักเปลี่ยนม้ากันที่เมืองแห่งนี้เป็นจุดแรก
      คนทั่วไปขนานนามเมืองแห่งนี้ว่าเป็นนครแห่งสายน้ำ เนื่องจากถ้าเทียบตามเส้นทางหลวงสายหลักที่ผ่านตรงมาทางทิศใต้นั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งมีแม่น้ำขนาดใหญ่ขวางกันทางอยู่ เพื่อความสะดวกในการเดินทางจึงทำการสร้างสะพานข้ามขึ้น
      การสร้างสะพานนั้นกินเวลาหลายเดือนเพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ตามมาจึงเป็นชุมชนขนาดเล็กของกลุ่มผู้ก่อสร้างก่อนที่จะผันผ่านกาลเวลาจนกลางเป็นเมืองใหญ่ในปัจจุบัน
      เป็นเมืองที่อยู่ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำโดยมีสะพานข้ามขนาดใหญ่เป็นศูนย์กลางของเมือง มีธุรกิจใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับทรัพยากรหลักคือแม่น้ำขนาดใหญ่ของเมืองเป็นหลัก
ว่ากันตามจริงแม่น้ำสายนี้พาดขวางอาณาจักรเป็นทางยาวแนวตะวันออกไปตะวันตก ไม่ว่าจะอ้อมแค่ไหนยังไงก็ต้องข้ามสะพานสายนี้อยู่ดี ...
เพียงถ้าฉันนึกความจริงอันนี้ออกก่อนสักหน่อยเท่านั้น ...

      
      “ สวยมั้ยคะ?? ”
      ฉันหรี่ตาลงกับแสงแดดจ้าที่สะท้อนบนผิวน้ำ แดดเที่ยงวันกำลังทำหน้าที่อย่างดีทีเดียว
      “ ร้อนๆอย่างนี้สวยไม่ออกหรอกยัยบ้า ”
      “ โธ่ ... ฉันว่าวิวตรงนี้สวยออกนะคะ ”
      อิษฎาอรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่พลางตักอาหารเข้าปาก เรานั่งกันอยู่ในร้านอาหารริมน้ำเปิดโล่ง มันคงจะดูดีกว่าเวลานี้ถ้าเป็นเวลาเย็น เวลาเที่ยงวันแบบนี้มีแต่จะลดทอนความสวยของมันไปทีละน้อย
      “ เธอจะเล่าได้หรือยัง กินไปเยอะแล้วนะ ”
      “ แต่อาหารทะเลที่นี่สดจริงๆนะคะ ดูสินี่เนื้อปลายังดิ้นในปากอยู่เลย ”
      ... มันสดหรือมันไม่สุกกันแน่ยัยเพี้ยน ...
      “ นี่จริงจังหน่อยสิ!! ”
      อิษฎาอรหน้าเจื่อนลงถนัดตา เธอรวบช้อนส้อมแล้ววางมันลงเบาๆหันมามองฉัน
      “ ถ้างั้นคุณถามมาเถอะค่ะ ฉันไม่รู้ว่าคุณอยากรู้อะไรบ้างเลยไม่รู้จะเริ่มเล่าจากตรงไหน ”
      “ เอ่อ ... ”
      พอเห็นท่าทีจริงแบบนี้ของเธอแล้วฉันกลับถามไม่ออก ฉันไม่รู้ว่าควรจะถามเธอดีหรือไม่ ใครๆต่างก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวทั้งนั้น
      เหมือนที่ไม่มีใครรู้จักพรรษชล
      “ ถามมาเถอะค่ะ ฉันจะตอบเท่าที่ตอบได้ ” อิษฎาอรยิ้มตอบราวกับอ่านใจฉันออก
      “ เธอ ... ตระกูลรมย์ธีราคืออะไรงั้นเหรอ ทำไมถึงถูกเรียกว่าผู้บิดเบือนแห่งประวัติศาสตร์ล่ะ ”
      “ ชื่อจริงๆฉันคือ อิษฏาอร รมย์ธีรา ตระกูลรมย์ธีราเป็นตระกูลของฉัน ตั้งแต่โบราณมาแล้วคนในตระกูลจะมีพรสวรรค์ทางด้านเชิงภาษา ไม่แน่ใจว่ามันสืบทอดผ่านสายเลือดหรือเพราะการฝึกฝน พวกเราทำงานภายในวังหลวงในหน้าที่เล็กๆน้อยๆพวกการบันทึกข้อมูล จัดเก็บเรียบเรียง รวมไปถึงพวกประกาศ บทความหรือแม้แต่ชื่อเมืองต่างๆ คาดว่าหลายสิ่งที่เป็นเชิงภาษาล้วนผลิตออกมาจากคนในตระกูลเราทั้งสิ้นค่ะ ”
      ... เพราะอย่างนี้พี่กุหลาบถึงบอกว่าคนตระกูลนี้เหมาะสมกับหมู่บ้านของเราสินะ ...
      “ ตำราส่วนใหญ่เท่าที่มีในหอสมุดหรือที่ไหนก็ตาม ครึ่งหนึ่งล้วนมาจากคนในตระกูลเราค่ะ ”
      “ ฉันก็ไม่เห็นว่าตระกูลเธอมันเลวร้ายตรงไหนเลย ดีออกความสามารถในเชิงกวี ”
      อิษฎาอรยิ้มฝืนๆพลางเหม่อมองไปบนท้องน้ำ
      “ คุณรู้ไหมคะว่าทำไมองค์ราชาที่ 2 จึงครองราชย์แค่ 2 ปี ? ”
      “ อะไรของเธอเนี่ย ก็เพราะพระองค์ทรงประชวรหนักไม่สามรถดูแลบ้านเมืองได้อย่างทั่วถึงไง พระองค์ถึงทรงสละราชสมบัติให้องค์ราชาที่ 3 ผู้เป็นลุงขึ้นปกครองแทน ”
      “ ไม่ใช่หรอกค่ะ ... มีการจับบุตรขององค์ราชาเป็นตัวประกันบังคับให้พระองค์สละราชสมบัติ ตอนนั้นองค์ราชาที่ 2 จะขัดขืนก็ไม่ได้เพราะบารมีและอำนาจของผู้เป็นลุงนั้นมีมากมายกว่ามาก แม้มีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่มีผู้ใดขัดขืน ”
      “ บ้ารึไง มีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นซะที่ไหนกัน ”
      “ งั้นคุณได้รับความรู้พวกนี้มาจากไหนงั้นเหรอคะ? ”
      “ ก็พวกหนังสือที่บ้านนะสิ รู้มั้ยที่บ้านฉันน่ะแทบจะกลายเป็นหอสมุดอยู่แล้วมีหนังสือ ... ไม่สิ ... อย่าบอกนะว่า ” ความรู้สึกประหลาดก่อมวลขึ้นภายในใจของฉันอย่างฉับพลัน มันวูบวาบแบบแปลกๆ และมันทวีความรุนแรงขึ้นมากกว่านั้นตอนที่อิษฎาอรพยักหน้า
      “ มันน่ากลัวใช่มั้ยละคะสิ่งที่ตระกูลฉันทำ หนังสือพวกนั้นผ่านปลายปากกาคมกริบไม่ต่างจากปลายดาบแต่งแต้มเรื่องราวงดงามขึ้นมาทั้งที่จริงๆแล้วกองทับอยู่บนโศกนาฏกรรม ” อิษฎาอรฝืนยิ้ม
      “ หมายความว่า ... ประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ทั่วอาณาจักรในตอนนี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้นอย่างนั้นเหรอ ” ฉันถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ กลัวเหลือเกินว่าคำตอบจะออกมาอย่างที่คาดเอาไว้
      “ ความจริงหนังสือทุกเล่มถ้าคุณจะสังเกต ทุกเล่มล้วนออกจากส่วนกลางค่ะ นั่นหมายถึงว่าการกำหนดประวัติศาสตร์ให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้นั้นอยู่ในกำมือคนในตระกูลฉันค่ะ ส่วนเรื่องการหลอกลวงนั้น ... ล้วนขึ้นอยู่กับคำสั่งเบื้องบน ”
      3 ปีที่ผ่านมาฉันอ่านหนังสือความรู้มากมาย จำและจำมันไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ แต่ไม่แม้แต่จะสักครั้งที่จะสงสัยว่ามันคือความจริงหรือไม่ อาจเพราะมันคือหนังสือละมั้ง เพราะอย่างนั้นไม่ว่าอย่างไรจึงเชื่ออย่างสนิทใจ
      “ พวกเธอรับคำสั่งมาไม่ใช่เหรอ มันก็ ... ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายมากมายไม่ใช่เหรอ ” ฉันเห็นสีหน้าเธอแล้วต่อว่าไม่ลง ใบหน้าที่เคยเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มตอนนี้มีเพียงมุมปากที่พยายามจะฝืนชันขึ้นก็ยากเต็มที แต่ฉันก็ตกใจกับความจริงนี้มากเกินกว่าจะหาคำปลอบใจดีๆมาพูดกับเธอ
      “ เพราะคุณไม่รู้อะไรนะสิคะถึงได้ปลอบฉันแบบนั้น ที่พวกฉันทำน่ะไม่ใช่แค่การตวัดปากกาที่เบาหวิวหรอกนะคะ การบิดเบือนความจริงจะเกิดขึ้นก็ตอนที่ความจริงนั้นเป็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์ จริงอยู่เรื่องราวสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากคำบอกเล่าและปลายปากกา แต่ผลของการกระทำที่เกิดไปแล้วไม่ว่าอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ พอเบื้องบนมีคำสั่ง หน้าที่ของพวกฉันก็คือการแต่งแต้มเรื่องราวเพื่อหาใครสักคนมารับผิดชอบความผิดที่เขาไม่ได้ก่อขึ้น ” อิษฎาอรฟุบหน้าลงบนฝ่ามืออย่างเหน็ดเหนื่อย เสียงถอนหายใจแฝงไว้ซึ่งความลังเลในบางสิ่ง วินาทีนั้นถูกหยุดไว้ยาวนานก่อนเธอจะพูดมันออกมาต่อ
      “ เรื่องราวของพวกคุณในหนังสือพิมพ์เป็นฝีมือของฉันเองค่ะ ”
      คำพูดนี้ทำเอาฉันอึ้งจนพูดไม่ออกสักคำ ฉันตระหนักแล้วว่าสิ่งน่ากลัวที่เธอว่าคืออะไร
      ... คนในตระกูลเธอมีสื่ออยู่ในมือ ...
      หากไม่ได้พบเจอกับตัวเองที่เมืองท่าฉันก็คงไม่เข้าใจว่ามันน่ากลัวเช่นไร ความรู้สึกที่จู่ๆตื่นมาก็มีป้ายความผิดแขวนคอโดยไม่รู้เรื่อง ความหวาดกลัวจากสายตาของคนรอบข้างถึงเรื่องราวเลวร้ายที่ไม่ได้ก่อ และความเจ็บแค้นต่อผู้ก่อความผิดไว้ที่ยังเสพย์สุขได้อย่างสบายใจ
      ด้วยอารมณ์ร้อนวูบวาบที่ไม่ได้ระมัดระวัง ฉันหยิบแก้วน้ำที่มีอยู่ค่อนแก้วสาดใส่อิษฎาอรเต็มแรง ใบหน้าเธอเปียกชุ่มไปด้วยสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
      “ สมควรแล้วล่ะคะ บางทีนี่อาจเป็นอีกสิ่งที่คุณอยากจะรู้ นี่ไงละคะตราบาปของพวกฉัน โซ่ตรวนที่แม้มองไม่เห็นแต่มันกลับคงอยู่ตลอดกาล ”

      
      ความจริงคนที่ควรฉุนเฉียวกระแทกอารมณ์แล้วเดินจากไปควรเป็นฉัน แต่กลายเป็นฉันที่ยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับถูกตรึงไว้ด้วยมนต์ดำอันชั่วร้าย อิษฎาอรลุกหนีไปโดยไม่พูดอะไรทั้งสิ้น
      ฉันเฝ้านึกว่าเธอเดินหนีไปด้วยอารมณ์เช่นใดกัน ... โมโห ... อับอาย ... หวาดกลัว ... ผิดหวัง ... เศร้าโศก
      สายตาเหม่อมองต่อไปท่ามกลางวงโคจรของดวงตะวันที่ยังไม่หยุดนิ่ง สุดสายตานั้นฉันไม่เห็นถึงจุดสิ้นสุดของแม่น้ำสายนี้ ในเมื่อยังคงไหลต่อไปได้ก็คงต้องไหลต่อไป
      สายธารของชะตากรรมก็เช่นเดียวกัน

      
      “ นี่ๆได้ข่าวว่าที่ทำการกลางเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นด้วยล่ะ ”
      ฉันได้ยินลูกค้าโต๊ะข้างๆที่เพิ่งมานั่งใหม่พูดกันอย่างนั้น
      “ มันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอคะ ” ฉันโพล่งถามออกไปโดยไม่ได้คิด เพิ่งรู้ตัวว่ามันน่าอายก็ตอนเข้ามองกลับมาแบบงงๆนั่นแหละ
      “ คือได้ข่าวว่ามีนักโทษจับตัวเจ้าหน้าที่จากเมืองหลวงน่ะ ” คนพูดเป็นชายร่างอ้วนที่เหงื่อกำลังไหลเยิ้มเพราะความร้อน
      ฉันลังเลอยู่พักใหญ่ก่อนจะถือวิสาสะลุกไปนั่งกับเขา
      “ คือ ... ก็เห็นเขามุงกันอยู่ตรงริมสะพานน่ะนะไม่ได้เห็นมากับตาหรอก เขาว่ามีนักโทษหญิงคลั่งแล้วจับตัวเจ้าหน้าที่ของหลวงไว้เป็นตัวประกันน่ะ ต่อรองกันมาตั้งนานแล้วแต่ยังช่วยเหลือไม่ได้เลย ”
      ไม่รู้ระบบสมองฉันมันทำงานอย่างไรแต่คำตอบแรกที่ดีดขึ้นมาในหัวคือชื่อของพี่กุหลาบ และฉันก็ไม่คิดว่ามันจะผิด พี่เลือกจะถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไปที่ทำการกลางมากกว่าจะมากับพวกฉันที่อยู่ในความรับผิดชอบของอิษฎาอรซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่เช่นกัน
      ฉันยิ้มขอบคุณชายอ้วนคนนั้นแล้วกลับมานั่งโต๊ะตัวเอง รอจนชายคนนั้นหมดความสนใจคนแปลกหน้าอย่างฉันแล้วฉันจึงลุกขึ้นอออกจากร้าน แน่นอนพนักงานของร้านเดินเข้ามาเพื่อคิดเงินในทันที ฉันลากเขาหลบมุมออกมาพอสมควร
      “ เงินเก็บที่คนอ้วนๆนั้นนะคะ เขาเป็นพี่ชายฉันเอง ไม่ต้องแปลกใจหรอกค่ะ เมื่อกี้คุณก็เห็นไม่ใช่เหรอคะว่าฉันนั่งกับเขา ยังไงฉันรีบน่ะ มีธุระอะไรคุยกับพี่ฉันนะคะ ” ฉันพูดเร็วปร๋อไม่ให้เขาคิดทันแล้วก็วิ่งออกมา ทั้งที่มันดูพิรุษแต่ตอนนั้นฉันตื่นเต้นจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว ถ้าไม่รีบมันก็ไม่มีโอกาสจะออกจากร้านแล้ว
ยัยอิษฎาอรนะทิ้งกันเฉยเลยทั้งๆที่ก็รู้ว่าฉันไม่มีเงินสักแดง


-------------------------------------------------------------------------------


สวัสดีครับ ... ตอนนี้เป็นตอนสุดท้ายของปีนี้ครับ ...

ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นปมแรกของเรื่องที่ผมเฉลยรึเปล่า ^^" ... หวังว่าคงสนุกบ้างนะครับ ...

อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะปีใหม่กันแล้ว ... ปีนี้อะไรไม่ดีก็ทิ้งๆกันไว้นะครับ ... ได้เวลาที่เราจะก้าวผ่านมันไปหาสิ่งใหม่ๆแล้ว ... หวังว่าปี 2007 ที่จะมาถึงนี้จะเป็นปีที่มีอะไรดีๆรอคุณอยู่ ...

และถึงแม้มันไม่รอคุณอยู่ก็ตามที

... เริ่มต้นตามหามันเองเลยครับ ...

Happy New Year 2007 ครับ

เช้ามากๆวันสิ้นปี .. 31/12/49

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 31 ธ.ค.49 เวลา 02:38:50 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ