Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 18 บทเพลงของสายลมแห่งการเดินทาง

ขอโทษที่มาสายไปหน่อยครับ...ขอบคุณครับที่ิติดตามอา่่น

ตอนที่ 18 บทเพลงของสายลมแห่งการเดินทาง

เย็น

แสงแห่งยามเย็นและสนธยาได้มาแล้ว-มาพร้อมกับการจะลาลับของดวงตะวัน

วันนี้อาจเป็นเช่นดั่งทุกทุกวัน...แต่คล้ายกับแตกต่างจากทุกวันโดยสิ้นเชิง

โซฟีเน่ที่ปกติมักจะหาเวลาอยู่เคียงข้างกับเซบัสเสมอ-ได้หายเข้าไปในห้องนอนของเธอเป็นชั่วโมงๆ...แล้ว

เซบัสได้ยามนี้จึงได้แต่นั่งเหม่อมองออกไปยามบานหน้าต่าง

แต่...

สิ่งที่เซบัสจ้องมองอยู่ในยามนี้กลับ-มิใช่เป็นท้องฟ้าเช่นทุกครั้ง เขาจ้องมองไปยังทิศเหนือ-มองไปยัง”มิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต”

...ยังคงรับฟังถึงเสียงแห่งสายกระแสลมที่โหยพัดราวเสียงกระซิบที่ข้างหูอย่างแผ่วเบา

...เสียงกระซิบที่แผ่วเบาคล้ายกำลังร้องเรียก-โหยหาเขาอยู่

ดวงตาที่จ้องมองไป...แม้แต่ตัวเซบัสเองในยามนี้-ก็ไม่แน่ใจว่า”ตนใช่มองดูต้นไม้ที่สูงใหญ่จนจรดแผ่นฟ้านั้นอยู่หรือไม่

...หรือว่าจ้องมองดูสิ่งอื่นที่อยู่ทางทิศนั้น

...แต่จะเป็นสิ่งไรเล่า...แม้แต่ตนเองก็ไม่ทราบ-ไม่สามารถทราบได้ถึงคำตอบนั้น

เซบัสจึงได้แต่จ้องมอง จ้องมองไปอย่างเหม่อลอย...ราวกับทุกความรู้สึกและนึกคิด-ทุกเทให้กับสิ่งนั้นจนหมดสิ้นไป

...สิ่งที่แม้แต่ตน-ยังไม่รู้ว่าเป็นสิ่งไร

การที่ไม่มีความทรงจำใดๆ-คล้ายความอ้างว้างประการหนึ่ง คล้ายกับตนเองที่เหมือนกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความวางเปล่าที่ไร้สิ้นสุดอันเป็นนิรันดร์...ยิ่ง

ไม่มีสิ่งใด...ทั้งสิ้น

ที่บอกไม่ได้แม้แต่ตัวเองกำลังอยู่กับหรือเคลื่อนไปยังทิศทางใด ซ้าย ขวา หน้า หลัง บนหรือล่าง...มันคล้ายดั่งเป็นความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด เพราะว่ามันเป็นความว่างเปล่าของหัวใจที่ว่างเปล่า

แต่แล้วกับมีมือข้างหนึ่งได้ฉุดดึงเขาขึ้นมาจากห้วงที่ไร้สิ้นทุกสิ่งของพิภพที่ว่างเปล่านั้น...เป็นมือขวา

พริบตานั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็คล้ายเปลี่ยนไป...โลกที่ว่างเปล่ากับเติมเต็มด้วยทุกสิ่ง-ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องมา

...ใช่แล้ว...

โซฟีเน่คล้ายเป็นดั่งดวงตะวันที่สาดแสงส่องลงมาในโลกแห่งความว่างเปล่าของเขา-เธอเติมเต็มทุกสิ่งที่ว่างเปล่าของเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใสของเธอ

โซฟีเน่-คือทุกสิ่งทุกอย่างของเขาในเวลานี้

แต่...

แต่สายลมที่กำลังคล้ายร้องเรียกหาเขาอยู่-มันก็คล้ายกับมีความสำคัญยิ่ง

...สำคัญยิ่งไม่แพ้โซฟีเน่เลย

มันคล้ายกับเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง-ที่เขากลับลืมเลือนไป

...ลืมเลือนถึงสิ่งที่มันมักคล้ายสำคัญที่สุดนั้น

...ที่แม้แต่ตนก็ไม่รู้ว่า”มันเป็นอะไร”

ยิ่งเข้าใกล้มิราจมากเท่าไหร่-เขายิ่งรู้สึกได้ยินเสียงคล้ายเสียงร้องเรียกกระแสแห่งสายลมชัดเจนมาขึ้นทุกครั้งไป...มากขึ้นจนราวกับจะโอบกอดร่างกายหลอมร่วมดวงวิญญาณเขาเข้าไปเป็นหนึ่งด้วยในสายลม-เพื่อนำพาเขาไป...

ไป...

ไปแม้ที่ไหน-เขาก็ไม่อาจทราบได้

“นี่ออกมาได้แล้ว-โซฟีเน่...”

เสียงของอาร์เชอะดังขึ้น-ทำลายทุกห้วงความคิดคำนึงของเซบัสไป จนเซบัสที่กำลังมองดูมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิตอยู่นั่น-ต้องอดหันกลับไปมองยังด้านหลังของตน...มิได้

“เอี๊ยด...”

เสียงเปิดประตูห้องดังขึ้น-ก่อนที่เซบัสจะได้ยินเสียงของอาร์เชอะดังขึ้นต่อไปว่า

“...เดี๋ยวก็สายหรอก”

“ก้อ...ก้อ...”

โซฟีเน่ส่งเสียงออกมาเล็กน้อย-เธอยังไม่ยอมก้าวออกมาจากห้อง เซบัสเห็นเพียงอาร์เชอะที่ก้าวออกมาครึ่งตัวกำลังพยายามฉุดโซฟีเน่ให้ก้าวออกมาจากห้อง-ก่อนที่เซบัสจะเห็นร่างของโซฟีเน่ปรากฏขึ้นผ่านบานประตูออกมา
ทันทีที่เซบัสเห็นโซฟีเน่-เขาอดมองดูเธออย่างตกตะลึงไม่ได้

โซฟีเน่ในยามนี้-เธอสวมอยู่ในยาวราตรียาวเกาะอกไร้แขนสีฟ้าอ่อนดุจท้องฟ้าที่แสนสดใสของยามเช้าวันภายใต้แสงตะวันที่สาดส่องลงมามอบทุกความหวังแห่งวันใหม่ให้กับทุกผู้คน เธอปล่อยเส้นยาวสีทองถึงกลางหลังพลิ้วไสวคล้ายดวงดวงตะวันสีทองสาดส่องแสง ปีกที่ขาวสะอาดทั้งสองกลางหลังถูกพับงอขึ้นเล็กน้อยราวกับเมฆหมอกสีขาวบริสุทธิ์บนฟากฟ้าท้องนภา

ดวงตาสีเขียวมรกตของโซฟีเน่จ้องมองมายังเซบัสอย่างเอียงอาย-คล้ายกำลังสำรวจดูท่าทีของเซบัสและรอคอยอะไรบ้างอย่างจากเขาอยู่

อาร์เชอะที่ยืนอยู่หว่างกลางทั้งสองยิ้มเล็กน้อย-รอยยิ้มของเธอยังคงสวยสง่าและงดงามดุจแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา...ก่อนที่เธอจะหันไปถามกับเซบัสว่า

“โซฟีเน่ดูเป็นบ้างล่ะ-เซบัส”

“สวย...”

เซบัสตอบออกมาเช่นนั้นอย่างไม่ทันคิด-และตอบต่อไปอีกไม่ตั้งใจอีกว่า

“...สวยงดงามมาก...”

“อืมม์...”

โซฟีเน่ส่งเสียงรับคำออกมาเล็กน้อยภายในลำคอพร้อมรอยยิ้ม-ก่อนที่จะก้มหน้าที่แดงขึ้นมาเล็กน้อยของเธอไปด้วยเพื่อซ่อนถึงความเอียงอาย

...ที่ถึงแม้เธอจะรู้ว่าซ่อนไว้ไม่มิดชิดก็ตาม เพราะยังไงเซบัสก็เห็นอยู่ดี

เพราะสำหรับหญิงสาวแล้ว...ไม่มีคำชมใดที่เธออยากได้รับหลังจากแต่งตัวเท่ากับคำพูดคำนั้น-เพียงคำเดียว

...จากผู้ชายที่เธอรัก

แต่เซบัสที่เผลอชมโซฟีเน่ออกไปในยามนี้-เมื่อได้เห็นโซฟีเน่ก้มหน้าลงไปด้วยความเอียงอาย เขาจึงรู้ว่าได้พลั้งปากชมโซฟีเน่เกินความจริงไป เพราะในยามแรกที่เขามองเห็นถึงความสวยงามของโซฟีเน่-เขาเพียงมองเห็นถึงความสวยงามของเรียวเส้นสายที่ประสานลงตัวกับสีสรรค์จนเกิดเป็นใบหน้า รูปร่างและเส้นผมในอาภรณ์ที่สวยงามเท่านั้น...มันเป็นเพียงความงดงามแห่งร่างกายภายนอก

จนยามเมื่อเซบัสได้เห็นถึงโซฟีเน่ก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย...เขาถึงได้มองเห็นถึงหญิงสาวที่สวยงดงามยิ่ง มองเห็นถึงความเป็นผู้หญิง-มองเห็นถึงความงดงามของดวงใจและดวงวิญญาณที่ซ่อนอยู่ภายในของร่างกายของเธอ มันเป็นความงดงามที่สูงสุดจนเกินบรรยาย-หรือจะบอกออกมาได้ ยิ่งเมื่อรวมกับความงดงามสวยสง่าที่ภายนอกของเธอแล้ว...เซบัสยิ่งไม่สามารถส่งเสียงพูดบอกอะไรได้ออกมาอีก-เขาได้แต่เหม่อมองดูเธอดวงสายตาเท่านั้น ก่อนที่เซบัสจะมองเห็นเงาร่างหนึ่งคล้ายซ่อนทับของภาพของโซฟีเน่ที่เบื้องหน้า-เงาร่างที่งดงามยิ่ง...ซึ่งซุกซ่อนอยู่ที่หนึ่งที่ใดในความทรงที่เลือนลับหายไปนั้น

“อา...”

เซบัสส่งเสียงออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะจ้องมองผ่านเลยทุกสิ่งที่เบื้องหน้าไปไกลจนสุดขอบฟ้า

“..มา...ร...”

ปากของเซบัสคล้ายกับจะส่งเสียงอะไรออกมา...เสียงที่ลืมหายไปในความทรงจำและร่างกายของเขาคล้ายพยายามที่จะร้องเรียกออกมา

“เซบัส...”

โซฟีเน่ที่เป็นท่าทีของเซบัสแปลกไป-เธอส่งเสียงร้องเรียกออกมา...ก่อนที่จะก้าวเดินเข้ามาหาเขาด้วยความเป็นห่วง-แล้วร้องถามไปอีกว่า

“...เซบัส-คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า”

“...”

เซบัสนิ่งเงียบก้มหน้าลงไปเล็กน้อย...โซฟีเน่จึงร้องเรียกต่อไปว่า

“เซบัส”

“...”

เซบัสที่นิ่งเงียบคล้ายสูญเสียอะไรบ้างอย่างไป...เขาเงยหน้าขึ้นมองโซฟีเน่เล็กน้อย-ก่อนที่จะยิ้มออกมาแล้วพูดตอบออกมาว่า

“...ผมไม่เป็นไร”

โซฟีเน่เห็นถึงรอยยิ้มที่ว่างเปล่าของเซบัส-ได้ยินถึงคำตอบที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เลื่อนลอยเช่นนั้น...ดวงตาของโซฟีเน่ถึงกับเปียกขึ้นด้วยละอองน้ำตา-ก่อนที่จะร้องถามเซบัสออกไปด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัวว่า

“คุณไม่เป็นอะไรจริงๆหรือ-เซบัส”

เซบัสคล้ายรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าของโซฟีเน่...เขาจึงยิ้มออกไปอีกครั้งและตอบออกไปอีกครั้ง

“ผมไม่เป็นไร...ไม่เป็นอะไรจริงๆ”

รอยยิ้มของเซบัสในครั้งนี้มันไม่ได้ว่างเปล่าเช่นครั้งแรก...มันคล้ายถึงเติมเต็มไปด้วยโซฟีเน่-เติมเต็มไปด้วยความรู้สึกและทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ เพราะตลอดเวลาที่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาจากโลกที่ว่างเปล่านั้น-โลกของเขาก็เต็มไปด้วยเธอ...เต็มไปด้วยโซฟีเน่

...สิ่งเดียวที่ชัดเจนในทุกห้วงความทรงจำของเขาคือเธอ

...คือโซฟีเน่

คำตอบของเซบัสที่ตอบออกไปก็ไม่ได้เลื่อนลอยเฉกเช่นในครั้งแรก-อีกแล้ว...มันคล้ายกำลังกล่าวบอกผ่านทุกสรรพสิ่งทั้งโลกหล้า ตั้งแต่แผ่นจรดพื้นทราย บอกก้อนเมฆและหมู่ดาวบนท้อง-อีกทั้งดวงตะวันและจันทร์...จนถึงผู้คนและสรรพชีวิตต่างๆบนพื้นพิภพในทุกชั่วกาลเวลา-เพื่อมอบให้เพียงหนึ่งเดียวแก่โซฟีเน่เท่านั้น

“อืมม์”

โซฟีเน่ส่งเสียงตอบรับออกไป-พร้อมกับละอองน้ำตาที่กลั่นตัวไหลหยดออกไปเป็นหยาดแห่งน้ำตา เพียงแต่ความรู้สึกของยามเป็นละอองน้ำตากับหยาดน้ำตา-มันช่างแตกต่างกันถึงที่สุด

...เพราะโซฟีเน่กลับปล่อยให้น้ำตาแห่งความดีใจไหลออกไป-ขจัดละอองน้ำตาแห่งความโศกเศร้าหมองไปจนหมดสิ้น

รอยยิ้ม

โซฟีเน่กำลังยิ้ม...เป็นรอยยิ้มที่สดใสและงดงามเช่นเดียวกัน-เช่นเดียวกับดวงตะวัน เพียงแต่ว่าลำเอียงสาดส่องลงมาให้เซบัสแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

เซบัสก็ยิ้ม-และมีรอยยิ้มเช่นกัน...เป็นรอบยิ้มที่มอบให้โซฟีเน่-เฉกเช่นเขาพร้อมทั้งเสพรับความความสดใสแห่งดวงตะวันที่สาดแสงส่งลงมามอบถึงทุกสิ่งที่แสนสวยงามทั้งยามทิวาและราตรีที่ดวงจันทร์ยืมแสงแห่งตะวันสาดส่องมา

มีเพียงแต่อาร์เชอะเท่านั้นที่ยิ้มไม่ออก...และกลายเป็นส่วนเกินของโลกแห่งรอยยิ้มของโซฟีเน่กับเซบัส

อาร์เชอะยังมองดูโซฟีเน่กับเซบัสที่เบื้องหน้าตน-มองดูทั้งคู่ด้วยความหวาดกลัว ถึงคนส่วนมากจะหวาดกลัวเพราะความไม่รู้...แต่อาร์เชอะกลับหวาดกลัวเพราะรู้มากเกินไป

...เธอเพียงแค่กลัวในที่สิ่งเธอรับรู้

...กลัวในสิ่งที่คนทั่วไปไม่รับรู้...เท่านั้น
----------------------------------------------------------------------------------------

พระอาทิตย์หรือดวงตะวันได้ลาลับไป...พระจันทร์หรือดวงจันทราได้เปลี่ยนมาแทนที

เวลาในตอนนี้ประมาณทุ่ม...กับอีกสิบห้านาที

...สาย

โซฟีเน่ที่รู้ตัวว่าสายแล้ว-ถ้าจะไปงานเลี้ยงที่เริ่มตอนทุ่มตรง...แต่เธอยังเดินจูงมือเซบัสไปตามสะพานที่ทอดยาวเชื่อมดวงใจของทั้งสอง

...มือขวาของโซฟีเน่ยังคงกุมมือซ้ายของเซบัสไว้...ไม่ยอมปล่อย

ด้วยชุดกระโปร่งที่ยาวเลียบพื้น-กับรองเท้าส้นสูงสีขาวทำให้โซฟีเน่เดินได้ไม่ถนัดนัก

...อย่างว่าแต่จะวิ่งหรือกระโดดโลดเต้นได้เลย

ในตอนแรกโซฟีเน่เดินกระโดกกระเดกไปบาง-แต่เมื่อเดินไปชักเล็กน้อยความทรงจำก็ค่อยคืนความเคยชินให้กับโซฟีเน่ เพราะทุกปีโซฟีเน่มักจะต้องแต่งกายในชุดราตรี-สวมรองเท้าส้นสูงไปรวมงานเลี้ยงที่อาธีน่าจัดขึ้นเสมอ

...เพราะทุกครั้งที่อาธีน่าจัดงานเลี้ยงต้องมีบัตรเชิญส่งถึงมือโซฟีเน่...เสมอ

...ถ้าครั้งไหนโซฟีเน่ไม่ไป-มักจะได้ยินเสียงของอาธีน่าเยาะเย้ยเธอเสมอว่า”ไม่กล้าไป”

โซฟีเน่กำลังเดินทอดน่องอยู่กับเซบัสที่สะพานสีม่วงอมเขียวที่เธอชอบอย่างสบายอารมณ์-ราวกับไม่สนใจถึงเวลา...เธอมองดูเงาของดวงจันทร์ที่สะท้อนเสี้ยวลงในผิวน้ำและใบหน้าของเซบัสสลับไปในบางครั้ง

“ลัน-ลั้น-ลั่น-ลา...”

โซฟีเน่ส่งเสียงร้องฮัมเพลงออกมาอย่างมีความสุข...จนเซบัสที่เดินอยู่เคียงข้างอดที่จะมองดูโซฟีเน่อย่างเบิกบานใจไม่ได้

“...มีอะไรหรือเซบัส”

โซฟีเน่ที่หันไปมองเซบัส-อดจะร้องถามออกไปพร้อมทั้งหน้าแดงไม่ได้

“เปล่า...”

เซบัสตอบออกมา-ก่อนที่จะตอบต่อไปว่า

“...ไม่มีอะไรหรอก”

โซฟีเน่ได้ยินเช่นนั้น-เธออดเชิดเสียงขึ้นอย่างไม่พอใจเล็กน้อยถามกลับมาว่า

“...ถ้าไม่มีอะไร-แล้วจ้องมองทำมัย”

“ผมเห็นว่าคุณดูแปลกไป”

เซบัสตอบออกไป...โซฟีเน่ถึงกับร้องออกไปอย่างไม่พอใจเพียงขึ้นอีกเล็กน้อยว่า

“แปลกไป...”

เธอเชิดเสียงขึ้นเล็กน้อยร้องถามต่อไปว่า

“...แปลกไปยังไงหา-เซบัส”

“สวยขึ้น”

เซบัสตอบกลับไปเพียงแค่นั้น-พร้อมทั้งมองเข้าไปในดวงตาเรียวยาวสวยสีมรกตของโซฟีเน่...มองเข้าไปลึกถึงตัวตนอันแท้จริงที่สวยงามที่สุดของเธอ

...น้ำเสียงและสายตาจองเซบัสได้แสดงออกถึงความเป็นจริงที่นิรันดร์ประกายหนึ่ง เฉกเช่นท้องฟ้าเป็นฟากฟ้า ดวงดาราคือดวงดาว

“อืมม์...”

โซฟีเน่ตอบรับกลับมาพร้อมหน้าแดงเล็กน้อย-เธอหันไปมองดูเงาจันทร์ที่ทาบเสี้ยวลงบนพื้นน้ำแล้วถามเซบัสกลับไปด้วยความมุ่งหวังว่า

“...แล้วคุณชอบมัยล่ะค่ะ-เซบัส”

“ไม่ชอบ...”

เซบัสตอบออกมา...โซฟีเน่จึงหันกลับยไปมองยังเขาแล้วร้องถามออกไปว่า

“ไม่ชอบ...”

ก่อนที่เธอจะพูดต่อไปอีกว่า

“...คุณไม่ชอบที่ฉันแต่งตัวสวยงามอย่างงี้หรือ...เซบัส”

เซบัสยิ้มของมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะถามกลับมาว่า

“เพราะคุณก็ไม่ชอบ-ไม่ใช่หรือ”

“...”

โซฟีเน่อึ้งไปเล็กน้อย-ก่อนที่จะยิ้มแล้วตอบออกมาว่า

“ใช่...ฉันไม่ชอบ”

ก่อนที่เธอจะได้ยินเซบัสพูดต่อไปว่า

“สำหรับผมแล้ว-ผมชอบในอย่างที่คุณเป็นมากกว่า...”

เขาหยุดเล็กน้อย-แล้วพูดต่อไปว่า

“...ผมชอบยามที่คุณกางปีกโบยบินอยู่บนท้องฟ้า-มันคล้ายกับคุณดูมีความสุขที่สุดในเวลานั้น ยามที่คุณยิ้มอยู่บนฟากฟ้า-มันคล้ายดูสวยงามยิ่งกว่ายามที่คุณอยู่ในชุดอาภรณ์ที่สวยงดงามเช่นนี้เสียอีกน่ะ-โซฟีเน่…”

เซบัสใช้ประกายตาสีเขียวมรกตของตน-มองเข้าไปในประกายตาสีเขียวมรกตของโซฟีเน่ที่เบื้องหน้า...ก่อนที่จะพูดต่อไปอีกว่า

“...สำหรับผมแล้ว...คุณไม่จำเป็นต้องแต่งตัวให้สวยงาม-ก็สวยงามมากพออยู่แล้ว”

ยิ้ม...เซบัสยิ้มให้กับโซฟีเน่อย่างจริงใจเช่นทุกครั้ง-ไป

ยิ้ม...โซฟีเน่ก็ยิ้มรับให้กับเซบัสด้วยรอยยิ้มที่งดงามสวยสดใสนราวดวงตะวันของเธอ

“แต่ผมก็ดีใจน่ะ-ที่ได้เห็นคุณแต่งตัวเช่นนี้...”

เซบัสกล่าวออกมา-ก่อนที่จะถามต่อไปว่า

“...แต่ผมก็อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำมัยคุณถึงต้องแต่งตัวแบบนี้”

“ก็ไม่มีอะไร...”

โซฟีเน่ส่งเสียงตอบออกมาเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้ม-ก่อนที่จะจะลอยตัวขึ้นไปเดินอยู่บนราวสะพานและฉุดเดินเซบัสขึ้นมายื่นอยู่ข้างเธอพร้อมกับตอบออกไปว่า

“...ฉันแค่จะแต่งไปประชันกับยัยอาธีน่าเท่านั้นเอง…”

...ใช่...เพราะว่าโซฟีเน่เกลียดการยอมแพ้-โดยเฉพาะต้องยอมแพ้ให้กับอาธีน่าด้วยแล้ว

“...ฮะ...ฮะ...ฮะ...”

โซฟีเน่ส่งเสียงหัวเราะออกมาพร้อมทั้งมองมายังใบหน้าของเซบัส-เธอคล้ายหัวเราะในนิสัยที่ไม่ยอมแพ้ของเธอ...ก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า

“...แต่ในตอนฉันชักไม่อยากไปงานเลี้ยงแล้วสิ”

“ทำมัย”

เซบัสถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ

“เพราะคุณไง…”

โซฟีเน่ตอบออกมาพร้อมทั้งมองมายังใบหน้าของเซบัส-ก่อนที่จะส่งเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างมีความสุข

...ใช่เพราะของเพียงเธอมีเซบัสอยู่เคียงข้าง-ชัยชนะไหนๆก็ไม่สำคัญสำหรับเธออีกแล้ว

...แต่ว่ามันจะเป็นจริงเช่นนั้น...หรือ?
--------------------------------------------------------------------------------------

เวลาผ่านไป-นานเท่าไหร่ไม่รู้

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

เสียงฝีเท้าอันเร้าร้อนวิ่งผ่านสะพานทำลายความเงียบขึ้น...วิ่งผ่านด้านหลังของโซฟีเน่กับเซบัสไปอย่างรวดเร็วราวสายลม

...เพียงแต่เป็นสายลมที่รุ้มร้อนและเสียงดัง...เท่านั้น

โซฟีเน่ขมวดคิ้วที่เรียวสวยสีทองของเธอด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย-ก่อนที่จะหันไปมองยังบุคคลที่วิ่งผ่านด้านหลังของเธอไป

“เอ๋...”

โซฟีเน่ร้องออกมาอย่างตกใจเล็กน้อย-ก่อนที่จะร้องตะโกนต่อไปว่า

“...ซีก...อาซีก เซรอสใช่มัย”

“ฮึม...”

ชายผู้ที่พึ่งวิ่งผ่านไปหันกลับมาตามเสียงร้องเรียกของโซฟีเน่เล็กน้อย-ก่อนจะมองดูโซฟีเน่อย่างไม่เชื่อสายตาตนเองเท่าไหร่นัก...พร้อมทั้งส่งเสียงถามออกไปว่า

“ใครน่ะ”

โซฟีเน่รีบจูงมือเซบัสกระโดดลงจากราวสะพานวิ่งไปหาผู้ที่ร้องถามเธอ-พร้อมทั้งพูดว่า

“หนูเองค่ะ-โซฟีเน่...น้องสาวพี่อาร์เชอะไหนค่ะ”

“โซฟีเน่...”

ชายผู้คนนั้นร้องออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะร้องต่อไปว่า

“...โอ๋-โซฟีเน่นั่นเอง กลับมาตั้งแต่เมื่อไร่-แต่งตัวเสียสวยจนจำไม่ได้เชียว”

เพราะปกติชายผู้นั้นหรือซีก เซรอส(Sig Seros)มักจะพบเห็นโซฟีเน่อยู่ในชุดเสื้อยึดกับกางเกงที่ขาไม่เท่ากันมากกว่า...โซฟีเน่จึงถามต่อไปอีกว่า

“อาซีกมีอะไรค่ะ-รีบร้อนจะไปไหน”

“หา…”

ซีกร้องออกมาอย่างตกใจเล็กน้อยคล้ายคิดอะไรได้...เขารีบหันหลังวิ่งออกไปทันที-แต่ยังคงไม่ลืมตะโกนร้องบอกโซฟีเน่ว่า

“...รีบตามมาเร็วเข้า...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

ก่อนที่จะวิ่งตรงไปยังร้านซิลเวอร์แอร์โร่...โซฟีเน่กับเซบัสได้แต่มองเงาหลังของซีกที่วิ่งตรงออกไปอย่างรวดเร็วสมกับเป็นชนเผ่านกกระจอกเทศเสียจริง

...ซีก เซรอสเป็นชนเผ่านกกระจอกเทศ เขามีขาที่ยาวและแข้งแรง หัวล้าน ตาโตและมีปากเป็นจงอยแหลมที่งอเล็กน้อย ถึงจะมีวัยเกือบ 40 ปี-แต่ยังคงแข้งแรงยิ่ง

โซฟีเน่หันไปมองหน้าเซบัสเล็กน้อย-ก่อนที่จะยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

“ไปกันเถอะ”

“อืมม์”

เซบัสตอบรับเล็กน้อยก่อนที่จะจูงมือโซฟีเน่วิ่งออกไป-โซฟีเน่ก็กางบินของเธอออกเล็กน้อยบินออกไปเคียงข้างเซบัสที่กำลังวิ่งอยู่มุ่งตรงไปยังร้านซิลเวอร์แอร์โร่

...เพราะเธอรู้ดีว่ากำลังมีเรื่องที่น่าสนใจรอเธออยู่อย่างแน่นอน

...เพราะเรื่องที่ทำให้ซีกต้องวิ่งมา-ต้องน่าสนุกและน่าสนใจอย่างแน่นอน...เลยที่เดียวล่ะ
-------------------------------------------------------------------------------------------

“เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะกวาดมองไปยังโซฟีเน่ซึ่งสวมใส่ชุดราตรียาวสีฟ้าอ่อนอยู่-ที่กำลังมองเธอมาด้วยประกายตาที่มุ่งหวัง

“...เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง-ก่อนจะหันไปกล่าวกับเนโรอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“...เนโรช่วยไปตามคนไปรวมตัวที่เรือด่วน...”

แล้วหันไปกล่าวกับซีกว่า

“...ส่วนซีกเตรียมของให้พอสำหรับออกเรือที”

...น้ำเสียงที่ออกคำสั่งไปในยามนี้-กลับไม่ใช่น้ำเสียงของอาร์เชอะเจ้าของร้านอาหารซิลเวอร์แอร์โร่

...แต่เป็น...เจ้าของเรือซิลเวอร์แอร์โร่

“ครับ”

ทั้งเนโรและซีกต่างส่งเสียงตอบรับกลับมาอย่างสุดเสียงพร้อมทั้งยืนตัวตรง-ก่อนที่จะหันหลังวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

“ไชโย”

อาร์เชอะจึงได้แต่มองไปยังโซฟีเน่ที่กำลังส่งเสียงร้องออกมาอย่างดีใจ-ก่อนที่จะหยิบเอากระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งแล้วเขียนลงไป

โซฟีเน่รีบไปรอช้า-เธอรีบพุ่งเข้าไปเอามือซ้ายหยิบกระดาษที่อยู่ในมือของอาร์เชอะแล้วจูงมือเซบัสวิ่งออกไปทันทีพร้อมทั้งร้องบอกออกไปว่า

“หนูจะเอาไปติดให้น่ะ-พี่อาร์เชอะ”

“เดี๋ยวก่อน-โซฟีเน่”

อาร์เชอะส่งเสียงร้องเรียกรั้งออกไป...โซฟีเน่จึงได้แต่หยุดลงแล้วหันกลับมาถามว่า

“มีอะไรค่ะพี่อาร์เชอะ”

“นั่นน้องจะรีบไปไหนน่ะ”

“หนูจะเอาประกาศไปแปะที่หน้าร้าน-แล้วไปเตรียมตัวไงค่ะ...”

โซฟีเน่ตอบกลับมา-ก่อนที่จะพูดต่อไปอีกว่า

“...ไหนจะต้องไปหาอาวุธอีก”

“อาวุธ”

อาร์เชอะส่งเสียงถามออกไป-โซฟีเน่จึงได้แต่บอกออกไปว่า

“ก็ดาบที่ฟ็อก์ซมอบให้มันเริ่มจะไม่คมแล้วนี่”

“งั้นหรือ...”

อาร์เชอะที่ยังไปทันเฉลียวใจอะไร-จึงร้องถามออกไปว่า

“…แล้วจะไปชุดนี้หรือ-โซฟีเน่”

“อุ้ย...”

โซฟีเน่ร้องออกมาอย่างตกใจเล็กน้อย-ก่อนที่จะปล่อยมือของเซบัสออกแล้วรีบพุ่งบินผ่านข้างกายอาร์เชอะเข้าพร้อมทั้งร้องตะโกนว่า

“...รอเดี๋ยวน่ะเซบัส”

อาร์เชอะฉวยเวลาที่โซฟีเน่บินผ่านข้างกายเธอ-หยิบเอากระดาษจากแผ่นมือของโซฟีเน่ออกมาก่อนที่ร่างของเธอจะพุ่งหายเข้าไปในห้อง...อาร์เชอะมองแผ่นกระดาษในมือซ้ายของตน-มองดูข้อความที่เขียนอย่างสวยงามด้วยลายมือของเธอ

...ข้อความว่า”ปิดร้านชั่วคราว...ไม่มีกำหนด”

“เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงหายใจออกมาอย่างเสียดายอีกครั้ง-เธอกวาดสายตามองไปยังภายในร้านของเธออย่างอาลัยอาวรณ์...ไม่รู้ว่า”จะได้กลับมายังร้านนี้อีกหรือไม่”

...เพราะว่าอาร์เชอะรู้ดีว่าสิ่งที่กำลังรอคอยเธอและโซฟีเน่นั้น-มันยิ่งใหญ่ปานใด

...จัสทิส มิราจ แบ็ลลันซ์-ราชาแห่งทะเลทรายสีทองกำลังรอคอยการเดินทางไปของพวกเธออยู่

ก่อนที่อาร์เชอะจะลุกขึ้นแล้วหันไปมองยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต...แต่สิ่งที่เธอมองอยู่กลับเป็น...

เป็น...

...อาจเป็นสิ่งที่ใครๆคาดคิดไม่ถึง

...ไม่ใช่ทั้งมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

...และไม่ใช่ทั้งจัสทิส มิราจ แบ็ลลันซ์-ราชาแห่งทะเลทรายสีทอง

“เฟียว...ว”

...แต่เป็นสายลมที่พัดมาในยามนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------

โซฟีเน่ในตอนนี้...เธอกลับมาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว-แขนสั้น กางเกงยีนขาสั้นข้างยาวข้างตัวหนึ่ง สวมถุงมือที่ไร้นิ้วสีเหลืองน้ำตาลที่มือขวาและเท้าสีขาวหุ้มด้วยรองเท้าบูทหุ้มข้อสีดำ ที่ขาซ้ายซึ่งไร้ขากางกางยังรัดกระเป๋าเล็กๆสีดำของเธอ-กับดาบที่ไม่นับว่าสั้นหรือยาวจนเกินไปของเธอ...ก่อนจะคลุมทับร่างด้วยผ้าคลุมของเจนนี่เช่นเดียวกับเซบัส

...นี่เป็นชุดเก่งของโซฟีเน่-เป็นชุดที่เธอชอบ

อาร์เชอะที่เห็นโซฟีเน่แต่งตัวเช่นนี้ถึงกับอดส่ายศีรษะไม่ได้

...ส่วนอาร์เชอะก็อยู่ในชุดที่ไม่แพ้กัน

อาร์เชอะก็สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่บางเบาตัวหนึ่ง-ปลดกระดุมเม็ดบนสองเม็ด-แบะปกเสื้อออกเล็กน้อย...พับชายแขนที่หลอมกว้างขึ้นมาเล็กน้อย-ไม่กลัดกระดุมที่แขน และกางกางยีนขายาวทั้งสองข้างกับรองยาวบูทหุ้มข้อสีน้ำตาลเข้ม รัดเอวด้วยเข็มขัดเส้นใหญ่สีน้ำตาลเข้ม มือของสองของเธอยังสวมถุงมือที่ไร้ปลอกนิ้วสีเหลืองน้ำตาลๆเช่นเดียวกับโซฟีเน่ ก่อนจะคลุมไหล่ทับด้วยเสื้อโค้ทยาวจรดพื้นสีดำสนิท...โดยไม่ได้สวมมือที่กำลังกอดอกจับต้นแขนอยู่ทั้งสองข้างไว้-เผยเห็นถึงนาฬิกาสีเงินรูปที่มีลายธนูและแหวนเพชรสีชมพูบนซ้ายของเธอ ปล่อยเส้นผมสีทองยาวสลวยถึงต้นขาของเธอพลิ้วเล่นล้อกับสายลมยามราตรีรัตติกาลท่อประกายงดงามใต้แสงจันทร์

...ส่วนเซบัสก็อยู่ในชุดที่มีเพียงตัวเดียวของเขา-กับผ้าคลุมของเจนนี่

“นี่-พี่ไม่มีกุญแจร้านน่ะ”

อาร์เชอะส่งเสียงบอกออกมา-พร้อมทั้งมองไปยังโซฟีเน่ที่เดินพาเซบัสไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านสกายบูลของโซฟาน

...เพราะถึงเธอจะยึดร้านสกายบูลไว้แต่กุญแจร้านยังคงอยู่กับโซฟาน

“ไม่เป็นไหร่...”

โซฟีเน่หันกลับมาตอบพร้อมกับรอยยิ้ม-ก่อนที่เธอจะพูดต่อไปว่า

“...กุญแจแค่นี้หนูเปิดได้”

ก่อนที่โซฟีเน่จะใช้มือซ้ายของเธอหยิบเอากิปติดผมสีเงินของเธอออกมา-แล้วสอดเข้าไปในรูกุญแจ...เธอไขไปไขมาอยู่สักเล็กน้อย-ก่อนที่จะเกาะศีรษะเล็กน้อย จนอาเชอะต้องอดถามออกไปไม่ได้ว่า

“ใครสอนน้องมาน่ะ-โซฟีเน่”

“โดโรธีค่ะ-พี่อาร์เชอะ”

โซฟีเน่ตอบออกมาอย่างไม่สบายใจเท่าไหร่นัก

“งั้นหรือ...”

อาร์เชอะส่งเสียงออกไป-พร้อมทั้งนึกถึงใบหน้าที่ซุกซนของโดโรธีออกแล้วพูดต่อไปว่า

“...ยั่ยเด็กหูแมวจอมซนคนนั้น-นั่นเอง”

“ค่ะ”

โซฟีเน่ต้องรับกลับมา-พร้อมทั้งยังพยายามสะเดาะกุญแจขของเธออยู่ต่อไป...จนอาร์เชอะทนไม่ได้ต้องร้องบอกออกไปว่า

“ลองขยับลวดไปทางขวาดู-แล้วกดลงเบา”

“ค่ะ...พี่...”

โซฟีเน่ทำตามพร้อมทั้งตอบรับกลับมายังไม่ทันจบ-ก็ได้ยินเสียง...

“แกร๊ก...”

...เสียงประตูถูกปลดล็อก

บานประตูเปิดได้แล้ว...ซึ่งโซฟีเน่ไม่มีท่าทีจะประหลาดใจเลย

...เพราะคนที่รู้จักพี่สาวของเธอดี...ไม่มีใครเกินเธอ-เพราะนี่เป็นเพียงหนึ่งในความสามารถอันหลากหลายของอาร์เชอะเท่านั้น

...เพราะสมัยที่โดโรธียังไม่ก้าวขึ้นเรือ...อาร์เชอะ-เธอก็ท่องไปทั่วและสยบท้องทะเลทรายสีทองนี้แล้ว

ส่วนเซบัสก็ได้แต่มองดูทุกสิ่งด้วยความประหลาดใจเท่านั้น

อาร์เชอะเป็นคนก้าวเท้าเข้าไปในร้านของโซฟานเป็นคนแรก...เธอก้าวเดินตรงไปยังพนังด้านหลังของเคาน์เตอร์คนขาย เธอมองดูดาบยาวสีขาวที่มีรูปวิหกแห่งเปลวไฟและแส้สีขาวที่มีรูปธนูแห่งสายลมอยู่เล็กน้อยแล้วหยิบเอาดาบยาวสีขาวมาสอดไว้ที่เข็มขัดด้านซ้ายและแส้ยาวสีขาวมาไว้ในมือขวาของเธอ-ก่อนจะหยิบเอามีดสั้นที่ขาวที่มีลักษณะเดียวกันมาเสียบไว้ที่เข็มขัดด้านหลัง

...นี่เคยเป็นอาวุธประจำตัวของอาร์เชอะมาก่อน

ส่วนโซฟีเน่ที่ตอนแรกเธอคิดเดินเข้าไปหยิบดาบสีขาวที่เธอมองดูเมื่อกลางวันมา-แต่อาร์เชอะกลับตัดหน้าเธอไปเสียก่อน...เธอจึงได้แต่เดินไปเลือกดูอาวุธต่างๆมากมาย

“ทำอะไรของน้องน่ะ-โซฟีเน่”

อาร์เชอะที่เห็นโซฟีเน่กำลังคล้ายกับจะหยิบของอื่น-จึงส่งเสียงถามออกไป

“หนูกำลังหาอาวุธอยู่ค่ะ-พี่อาร์เชอะ...ทำของหนูและก็เซบัส”

“เฮ้ย...”

อาร์เชอะส่งเสียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะมองไปยังเซบัสแล้วพูดออกไปว่า

“...ไม่ต้องหรอก...”

เธอลังเลเล็กน้อย-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...เซบัสเขาไม่จำเป็นต้องใช้หรอก...”

ก่อนจะหันไปยังโซฟีเน่แล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...ส่วนน้องก็มีดาบอยู่แล้วไม่ใช่หรือ-โซฟีเน่…”

“ก็ดาบที่ฟ็อก์ซมอบให้มันบิ่นแล้วนี่น่า-พี่อาร์เชอะ”

โซฟีเน่ตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่เชิดขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ-พร้อมทั้งชักดาบที่ข้างเอวของเธอออกมาใช้อาร์เชอะดู

...คมดาบของโซฟีเน่มันไม่ได้เพียงแต่บิ่น-แต่กลับรอยร้าวเล็กๆจากปลายดาบทอดยาวลงไปกว่าครึ่งหนึ่ง

...มันเป็นรอยร้าวที่เกิดจากการสู้กับเจ้าสิ่งมีชีวิตนั่น

อาร์เชอะลังเลเล็กน้อยก่อนที่จะเดินไปดาบสีฟ้า-น้ำเงินสั้นยาวประมาทครึ่งหนึ่งของดาบยาวสีขาวของเธอลงจากผนังมามอบให้กับโซฟีเน่...โซฟีเน่ที่รับไปถึงกับร้องออกมาอย่างดีใจว่า

“ขอบคุณค่ะพี่อาร์เชอะ…”

แต่ก็อดที่จะถามออกไปทั้งรอยยิ้มไม่ได้ว่า

“...แต่ว่ามันจะดีหรือค่ะ-พี่อาร์เชอะ”

โซฟีเน่-เธอถามกลับไปพร้อมทั้งยังกอดดาบสั้นสีฟ้า-น้ำเงินนั้นไม่ปล่อย

...เพราะดาบสั้นสีฟ้า-น้ำเงินเล่มนี้ไม่เพียงเป็นดาบที่โซฟานรักมาก...มันดาบของโซฟานในสมัยก่อนที่เธอยังอยู่บนเรือซิลเวอร์แอร์โร่อีกด้วย

“ไม่เป็นไหร่-เพราะถึงยังไงโซฟานก็คิดจะมอบมันให้น้องอยู่แล้วล่ะในวันที่น้องขึ้นเรือของฟ็อก์ซไป...เพียงแต่เสียดายที่วันนั้นเรือของฟ็อก์ซกลับออกไปเสียก่อน...”

อาร์เชอะพูดออกมา-ก่อนที่เธอจะพูดต่อไปอีกว่า

“...เร็วๆเข้า-พวกเรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องขนไป”

“ค่ะ”

พี่โซฟีเน่ส่งเสียงตอบรับกลับมาด้วยความยินดี-ก่อนที่จะก้าวเดินตามหลังอาร์เชอะที่กำลังจะก้าวลงไปยังด้านหลังของร้านพร้อมทั้งร้องบอกโซฟีเน่กลับมาอีกด้วยว่า

“นี่โซฟีเน่-น้องอย่าลืมล็อกประตูร้านด้วยน่ะ...แล้วโซฟานจะว่าเอา”

“ค่ะ-พี่อาร์เชอะ”

โซฟีเน่ตอบรับกลับไปพร้อมทั้งหันหลังพุ่งบินผ่านหน้าเซบัสออกไปยังประตู-ก่อนที่จะล๊อกมัน เพราะทั้งเธอและอาร์เชอะแล้วก้อเซบัส-ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่านบานประตูบานนี้...อีกแล้ว ก่อนจะหันกลับมาร้องเรียกเซบัสว่า

“ไปกันเถอะเซบัส”

“อืมม์”

เซบัสส่งเสียงตอบรับออกไปพร้อมทั้งเดินเคียงข้างโซฟีเน่เข้าไปยังหลังร้าน
-----------------------------------------------------------------------------------------

ที่ชั้นใต้ดินของร้านสกายบูลมีรถรางสีฟ้า-น้ำเงินขนาดใหญ่พอให้คนสองคนนั่งคู่กันจอดอยู่-ที่ด้านหลังของยังบรรทุกไว้ด้วยสิ่งของมากมาย

โซฟีเน่ที่พาเซบัสลงไปยังชั้นใต้ดินของร้านสกายบูล-เธอฉุดรากเซบัสเดินผ่านรถรางไปยังอาร์เชอะที่ยืนอยู่ยังคันสับสวิตช์ข้างเสา

“ควับ”

ทันทีที่อาร์เชอะสับสวิตช์ลง-กระแสไฟก็วิ่งไปตามสายสู่รถราง...ดวงไฟที่อุโมงค์เหนือรางซึ่งทอดยาวออกไปสู่ความมืด-พลันสว่างขึ้นพร้อมส่งเสียงดัง

“พลับ...พลับ...พลับ...”

...ส่งเสียงยาวไกลออกไปไม่สิ่นสุด-ตามไฟที่สุกสว่างขึ้น

“พวกเราไปกันเถอะ”

อาร์เชอะส่งเสียงบอกออกมาพร้อมทั้งก้าวเดินขึ้นไปนั่งที่หัวรถราง...โซฟีเน่จึงจูงมือพาเซบัสขึ้นไปนั่งด้านหลังของอาร์เชอะ-พร้อมทั้งร้องตอบรับไปว่า

“ค่ะ-พี่อาเชอะ...”

ก่อนที่จะถามต่อไปว่า

“...แต่พี่จะเอาของพวกนี้ไปด้วยหรือค่ะ”

ในตอนแรกอาร์เชอะไม่คิดที่จะมายังร้านสกายบูลนี้ เพราะในตอนแรกที่เธอได้ยินราวเรื่องจากซีกนั้น-อาร์เชอะก็คิดจะไปซื้อตั่วเรือสำหรับเดินทางไปยังเมืองมิราจเหมือนกับผู้คนปกติ แต่ซีกกลับบอกว่า “เรือที่จะเดินทางไปมิราจเต็มหมดเลยไปจนถึงคืนพรุ่งนี้”-ทำให้อาร์เชอะตัดสินใจนำเรือออก แต่ว่าพอโซฟีเน่พาอาร์เชอะมาที่ร้านของโซฟาน-อาร์เชอะก็อดไม่ได้ที่จะหยิบเอาอาวุธที่เธอเก็บเอาไว้ในร้านนี้...ไม่ได้

“ไหนๆก็มาแล้วนี่...”

อาร์เชอะตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มที่สวยงดงามและสูงส่งสง่างามของเธอ-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...ก็ขนไปให้หมดๆเลยก็แล้วกัน...เผื่อต้องให้”

ใช่แล้ว...เพราะหลังจากที่เรือซิลเวอร์แอร์โร่จอด-อาวุธทุกอย่างก็ถูกข่นมาเก็บไว้ที่ชั้นใต้ดินของร้านสกายบูลนี้

...รวมทั้งอาวุธประจำตัวของอาร์เชอะเมื่อครั้งอดีตด้วย

“ค่ะ...กัปตันอาร์เชอะ...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

โซฟีเน่ตอบกลับไปทั้งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่งดงามสดใสดุจดวงตะวันของเธอ...ส่วนอาร์เชอะได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาเท่านั้น

“เฮ้ย”

เพราะจากตอนแรกที่เพียงต้องการเรือไป...แต่ในยามนี้-เรือได้กลายเป็นเรือซิลเวอร์แอร์โร่อีกครั้ง

...เรือโจรสลัดที่ติดอาวุธเตรียมพร้อมที่จะรบบนท้องทะเลทราย...ได้ทุกเมื่อ

ก่อนที่อาร์เชอะจะกดสวิตช์ในรถรางทำงาน-แล่นฝ่าความมืดมิดของอุโมงค์เบื้องหน้าเข้าไป...จุดหมายคือเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่ซึ่งอยู่นอกเมือง

เซบัสที่นั่งอยู่ข้างกายของโซฟีเน่ในยามนี้-อดที่จะรู้สึกถึงสายลมไม่ได้ เขาคล้ายกับยิ่งได้ยินเสียงของสายลม-เสียงของสายลมที่กำลังร่ำร้องชัดเจนขึ้นมาเรื่อยๆ

...มันร่ำร้องราวกับเสียงแห่งบทเพลง

...บทเพลงที่ร้องเรียกหาเขาด้วยความเศร้าสร้อย

ยิ่งเขาถูกชักนำไปยังใกล้มิราจเท่าไหร่-ยิ่งจะได้ยินเสียงแห่งสายลมนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

...มากยิ่งขึ้นทุกที...ทุกที
------------------------------------------------------------------------------------------

“คลืน...คลืน...คลืน...”

เสียงภูเขาขนาดใหญ่ที่นอกเมืองทิม-ทางใต้...ค่อยๆแยกออกที่ละนิดจนปรากฏให้เห็นถึงเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่ซ่อนอยู่กลางภูเขาหินออกมาอย่างชัดเจน

พื้นที่ใต้เรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่เป็นวงกลมค่อยๆยกขึ้นมาเล็กน้อย-ก่อนที่จะเลื่อนไปตามเส้นทางที่แยกออกเบื้องหน้าจนพ้นภูเขาหิน-พร้อมกันนั่นสายโซ่สีเงินเส้นต่างๆที่ค้องเรือซิลเวอร์แอร์โร่ไว้ก็ถูกปลดออก

“ทุกอย่างเรียบร้อยค่ะกัปตันอาร์เชอะ”

เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งดังขึ้นมา

“ดีมาก...”

เสียงของอาร์เชอะตอบรับออกไป-ก่อนที่เธอจะสั่งต่อไปว่า

“...สั่งให้ทุกคนไปรวมตัวอยู่ที่ดาดฟ้าเรือเดี๋ยวนี้”

“ค่ะ…”

เสียงของหญิงสาวที่คล้ายๆกันอีกคนหนึ่งตอบออกมา-ก่อนที่เธอจะประกาศต่อไปว่า

“...กัปตันอาร์เชอะสั่งให้ลูกเรือทุกคนไปรวมตัวที่ดาดฟ้าเรือเดี๋ยวนี้...ขอย้ำกัปตันอาร์เชอะสั่งให้ลูกเรือทุกคนไปรวมตัวที่ดาดฟ้าเรือเดี๋ยวนี้”

ที่ดาดฟ้าเรือ...อาร์เชอะกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าสมาชิกทุกคน-เธอมองดูทุกคนโดยเริ่มจาก...

คนแรก...มินะ บ็อธเธอร์(Mina Bother)-หญิงสาวมนุษย์ชนเผ่าแมวคล้ายโดโรธี เพียงแต่เธอมีเส้นผมสีน้ำตาลแดงยาวถึงสะโพก-มีดวงตาที่กลมโตสีน้ำตาลที่แฝงแววซุกซ่อนไม่แพ้กัน จมูกโด่งสวยรับกับผิวสีขาวนวลและริมฝีปากที่เรียวบางสีชมพู่ เธออายุ 21 ปี สูง 172 เซน มินะ-เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกไทด์สีแดงก่อนที่จะสวมทับด้วยเสื้อสูทรัดรูปสีน้ำเงินเข้ม สวมกระโปร่งมินิสเกริต์สีดำยาวแค่น่อง-ที่ข้างเอวยังมีกระเป๋าใบเล็กๆสีขาวร้อยติดกับเข็มขัดสีดำ...สวมรองเท้าส้นสูงสีน้ำเงิน มีหน้าที่เป็นคนควบคุมเรือซิลเวอร์แอร์ตามคำบัญชาการของอาร์เชอะ

คนที่สองทางเรียงไปทางซ้ายมือ...มินา บ็อธเธอร์(Minaa Bother)-พี่สาวฝาแฝดของมินะ โดยทั่วไปจะคล้ายกับมินะมากกว่าโซฟีเน่คล้ายอาร์เชอะเสียอีก มีอายุและส่วนสูงเท่ากันกับมินะ...เพียงแต่ดวงตาของเธอมักมีแววที่ชุกซ่อนและสอดรู้สอดเห็นมากว่าน้องสาวและไว้ผมยาวปะบ่าเท่านั้น-เธอสวมชุดเช่นเดียวกับมินะเพียงแต่สวมไทเขียวเข้ม กระโปร่งบานสีขาวเป็นจีบยาวแค่น่องเท่านั้น...สวมรองเท้าส้นสูงสีขาว-แต่มือทั้งสองกลับสวมถุงมือหนังสีดำที่ไร้นิ้วอยู่ มีหน้าที่เป็นโอเปอร์เรเตอร์และติดต่อประสานงานในเรื่องต่างๆตลอดจนคอยช่วยเหลือมินะในการควมคุมเรือซิลเวอร์แอร์โร่

คนที่สาม...ซีก เซรอส-อดีตรองกัปตันเรือลำนี้ แต่ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลห้องเครื่องของเรือ อยู่ในชุดหมีสีส้มเปื้อนคราบน้ำมันเก่าๆตัวหนึ่ง

คนที่สี่...เนโร แอร์ล็อก-ลูกเรือทั่วไป อยู่ใส่ชุดเก่งของเขาที่เป็นเสื้อเชิตแขนสั้นสีเหลืองกับกางเกงขาสั้นสีเหลือง สวมถุงมือที่ไร้นิ้วและรองรองเท้าสีน้ำตาลเข้ม

คนที่ห้า...ทาญา มูนฮันนี่(Tayha Moonhoney) หญิงสาวชมเผ่าหมีขาวที่อพยพมาจากดินแดนทางเหนือ โดยทั่วไปเธอก็คล้ายๆกับแบรี่-เพียงแต่มีขนสีขาวเท่านั้น...อาจจะตัวเล็กกว่าแบรี่เล็กน้อย เธอมีหน้าที่ควบคุมดูแลอาหารการกินบนเรือลำนี้

คนที่หก-ไม่สิตัวที่หกคือโฮพ(Hope)หมาป่าสีทองทองสัตว์เลี้ยงของเรือลำนี้...บนหลังของมันยังนั่งด้วยสมาชิกใหม่ที่มันพามาเมื่อวานนี้คือเจ้ามังกรตัวน้อยสีม่วงมรกต

ส่วนด้านหลังของอาร์เชอะยืนได้ด้วยโซฟีเน่ที่เป็นต้นหนของเรือลำนี้และยึดตำแหน่งรองกัปตันเรือไปด้วยกับเซบัสที่แม้แต่อาร์เชอะก็บอกไม่ได้ว่าเขามีหน้าที่อะไร

อาร์เชอะมองดูลูกเรือทั้งหมด 9 ชีวิตก่อนที่จะยกมือขวาขึ้นกวาดตรงไปเบื้องพร้อมทั้งร้องตะโกนว่า

“ทุกคนประจำตำแหน่งเตรียมออกเรือได้”

“ค่ะ”

“ครับ”

ทุกคนต่างส่งเสียงร้องตอบรับออกมา...แม้กระทั่งเจ้าโฮพก็ยังส่งเสียงเห่าร้องรับอกมาอย่างดัง

“โฮ่ง...”

แต่...

แต่บนท้องฟ้ากลับมีเสียงหญิงสาวร้องตะโกนออกมาว่า

“เดี๋ยวก่อน...”

เสียงนั้นยังร้องต่อไปอีกว่า

“...รอเดี๋ยวก่อน”

พร้อมกับร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่บินพุ่งตัวทิ้งตัวลงมาบนดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับเปลวไฟสีแดงเพลิง...เธอคืออาธีน่านั่นเอง

...อาธีน่า เรดเฟลม

อาธีน่า เรดเฟรม-ที่อยู่ในชุดเสื้อเขิ้ตแขนยาวสีชมพูอ่อนที่พับแขนขึ้น-ผูกโปร่งสีแดงที่คอ กระโปร่งมินิสเกริต์สีแดงสั้นแค่ครึ่งน่อง สวมรองเท้าสีแดง...รีบเปลี่ยนปีกทั้งสองของเธอให้กลายเป็นมือ-แล้วชี้นิ้วชี้มือขวาที่สวมแหวนมรกตสีแดงมายังโซฟีเน่-พร้อมทั้งร้องออกมาว่า

“นี่เธอคิดจะทิ้งชั้นไว้เหมือนเมื่อสองปีก่อนอีกหรือ…”

ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

“...ชั้นไม่ยอมให้เธอหนีไปสนุกคนเดียวอีกแน่-โซฟีเน่”

“เชอะ...”

โซฟีเน่ส่งเสียงออกมาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย-ก่อนที่จะส่งเสียงถามต่อไปว่า

“...เธอรู้ได้ยังไงกันล่ะว่าพวกเราจะออกเรือกัน-อาธีน่า”

“อย่ามาดูถูกหน่วยข่าวกรองของบ้านชั้นนะย่ะ…”

อาธีน่าส่งเสียงพูดออกมา-ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...ลืมแล้วหรือว่าชั้นเป็นใคร”

...ใช่แล้วธุรกิจต่างๆภายในเมืองทิมนี้กว่าครึ่งเป็นของบ้านอาธึน่า ข่าวสารทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในเมืองนี้จึงไม่สามารถเล็ดรอดสายตาไปจากคนของเธอได้

...แม้กระทั่งข่าวที่อาร์เชอะออกเรือและข่าวที่อาร์เชอะได้รับจากซีก...ด้วย

โซฟีเน่มองไปยังดาบสีแดงที่เอวของอาธีน่า-ก่อนจะพูดออกไปว่า

“เธอถึงเลิกงานเลี้ยงเพื่อจะมาขัดขว้างพวกฉันเชียวหรือ”

“ใครบอกล่ะ...”

อาธีน่าตอบออกมา-ก่อนที่จะตอบต่อไปว่า

“...ชั้นจะไปด้วยต่างหาก”

“หา...”

โซฟีเน่ได้แต่ส่งเสียงร้องออกไปมาอย่างตกใจ-ก่อนที่จะได้ยินเสียงของอาร์เชอะร้องสั่งออกมาว่า

“เตรียมออกเรือได้”

“ค่ะ”

มินะและมินาต่างส่งเสียงตอบรับออกมา
-----------------------------------------------------------------------------------------

“ทุกอย่างเรียบร้อย-พร้อมที่จะออกเดินทางได้ค่ะ-กัปตัน”

มินาที่นั่งอยู่ทางด้านล่าง-หน้าซ้ายของอาร์เชอะภายใต้ห้องสะพานเรือส่งเสียงบอกออกมา...อาร์เชอะที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเก้าอี้ผู้บัญชาการตรงกลางห้อง-เธอโพกมือไปเบื้องหน้าพร้อมทั้งร้องตะโกนก้องว่า

“ออกเรือได้”

“ค่ะ”

มินะที่นั่งอยู่ทางขวาของมินาส่งเสียงตอบรับ-ก่อนจะใช้มือซ้ายสับสวิตช์เปิดระบบการขับเคลื่อนที่เบื้องหน้า

...ไม่นานนัก...เรือซิลเวอร์แอร์โรที่หลับใหลมาตลอด 4 ปีก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาเสียที

เรือซิลเวอร์แอร์โร่ลอยลำขึ้นไปเล็กน้อย-ก่อนที่ไอพ่นท้ายเรือจะพุ่งพาเรือทะยานไปเบื้องอย่างรวดเร็ว

“คลืน...คลืน...”

ภูเขาหินเคลื่อนตัวกลับไปดั่งเดิม...คล้ายกำลังยืนส่งเรือซิลเวอร์แอร์โร่ที่กำลังทะยานออกไปยังเบื้องหน้าสู่มิราจ

...มิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

...สู่จุดที่สิ้นสุดเรื่องราวในตอนนี้-และเริ่มต้นตำนานที่ยิ่งใหญ่


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 25 ธ.ค.49 เวลา 19:01:50 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ