Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 39 - กลับบ้าน

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส
บทที่ 31 - ที่พักพิง
บทที่ 32 - ความหวัง
บทที่ 33 - ไฟที่ยังแผดเผา
บทที่ 34 - วันที่ตื่นจากฝัน
บทที่ 35 - คำสารภาพ
บทที่ 36 - ความผูกพันอันมืดบอด
บทที่ 37 - เถระ อสูร มนุษย์
บทที่ 38 - ผู้ตามล่า

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

ไซด์สตอรี่ของคนจรกับโมโน
Tenderness (ช่วงรอยต่อ ตอนที่ 20-21)

ไซด์สตอรี่ของยาฮีมกับโมโน
Ravished (ควรอ่านหลังตอนที่ 35 ในเนื้อเรื่องหลัก)
Wounded (ควรอ่านต่อจาก Ravished)
-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 39 - กลับบ้าน
Chapter 39 - Homecoming

ในยามบ่ายแก่ของวันต้นฤดูใบไม้ผลิ สายตาบ่งบอกความประหลาดใจของชาวเผ่าอัสลานต่างๆ แลตามเด็กหนุ่มผมแดงกับม้าสีดำตัวใหญ่ตั้งแต่ย่างเหยาะเข้ามาในบริเวณที่ตั้งกระโจมของเผ่า พร้อมกับคำพูดพึมพำที่เขาพอจับใจความได้บ้างว่า "ลูกชายคนเล็กของชินูยา" กับ "หายไปนานแล้ว เพิ่งจะกลับมา" แต่ผู้ถูกเอ่ยถึงก็มิได้ใส่ใจนัก เพียงแต่ตรงไปยังกระโจมของหมอผีประจำเผ่าเพื่อนำสร้อยเปลือกหอยไปแสดงเป็นหลักฐานว่าได้เดินทางไปถึงทะเลตามจุดมุ่งหมายของการเดินทางในพิธีเติบใหญ่แล้วเท่านั้น

หมอผีชราใช้ไม้เท้าพยุงกายออกจากกระโจมมาหาเด็กหนุ่ม ผู้อ่อนวัยกว่าโค้งคำนับทำความเคารพ ก่อนจะชูสร้อยเปลือกหอยทั้งสองเส้นให้ดู

ดวงตาฝ้าฟางของชายชราเพ่งอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงผงกศีรษะ กล่าวเพียงสั้นๆ

"เจ้าได้ไปถึงมาตุภูมิแล้วจริง พรุ่งนี้จงเตรียมตัวมาแต่ย่ำรุ่ง เพื่อรับการทดสอบขั้นสุดท้าย"

"ขอรับ" เด็กหนุ่มตอบรับก่อนจะผละจากไป ทันทีที่หันไปนั้นเองก็พบชายหญิงคู่หนึ่งยืนรออยู่ด้านหลัง ในอ้อมแขนของฝ่ายหญิงผมหยักศกสีน้ำตาลอ่อนอุ้มเด็กทารกอยู่คนหนึ่ง ขณะที่อึ้งตะลึงอยู่นั้นเอง ฝ่ายชายซึ่งมีเส้นผมสีแดงสั้นราวปลายคาง เค้าหน้าคล้ายกันแต่ดวงตาสีน้ำตาลกลับตรงเข้ามาตบไหล่อย่างเป็นกันเองพร้อมรอยยิ้มกว้าง

"ไง หายไปเสียนานเลยนะเจ้าน่ะ"

"...พี่เซลุย" น้องชายได้แต่พึมพำแผ่วๆ พร้อมกับยิ้มเนือยๆ

พอเห็นสีหน้าของเขา อีกฝ่ายก็ดูจะชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อแล้วกลับหลังหันนำไป

"เจ้าเพิ่งเดินทางมาถึง คงจะเหนื่อยอยู่ กลับไปพักผ่อนที่กระโจมข้าก่อนเถอะ"

และด้วยเหตุนี้เอง ไม่นานเด็กหนุ่มผู้เคยถูกเรียกขานว่า 'คนจร' ก็พบตนเองอยู่ในกระโจมหอมกลิ่นสมุนไพรเผาในกองไฟตรงกลาง ปล่อยให้ควันลอยอ้อยอิ่งขึ้นไปตามช่องกลางที่เจาะไว้ พี่เออร์เดเนนำลูกเข้านอน ก่อนจะเตรียมน้ำชากับขนมเล็กๆ น้อยๆ มาให้ทั้งสองก่อนจะไปไกวเปลที่ริมด้านหนึ่งของกระโจมทรงกลมนั้น

เด็กหนุ่มแลตามร่างสีขาวอมชมพูน่ารักน่าชังในเปลที่นอนหลับตาพริ้มแล้วก็อดนึกไม่ได้ถึงเด็กน้อยอีกคนที่ควรจะได้เกิดในไม่ช้าด้วยความรู้สึกแปลบแวบในใจ หากมีโอกาสได้เกิดมา แกจะน่ารักแบบนี้ไหมหนอ ผิวคงขาวตามโมโนที่ผิวขาวจัดอยู่แล้วเป็นแน่

น่าแปลก ทั้งๆ ที่เลือดในตัวของเด็กสาวไม่ได้เป็นสีแดง ยามเขินอายหรือต้องไอแดด สองแก้มยังเป็นสีชมพูระเรื่อได้ถึงปานนั้น หากว่าเขาไม่ได้เห็นเลือดสีดำที่ไหลจากรอยเขี้ยวงู หรือทะลักหลั่งออกมาตอนที่เธอพยายามปาดคอตนเองเสียต่อหน้า เขาคงไม่มีวันเชื่อหรอกว่าเธอมีเลือดสีดำอยู่จริงๆ

"ลูกสาว" พี่เซลุยเอ่ยขึ้น คงเพราะเห็นว่าความสนใจของเขาไปอยู่เสียที่ไหน "คลอดเมื่อต้นฤดูหนาวนี่เอง ตั้งชื่อตามแม่ของเราว่านาร์มันดา"

"อืม" เด็กหนุ่มรับลอยๆ พยายามไม่แสดงออกว่าตนสะกิดใจว่าชื่อของหลานเกิดไปเหมือนชื่อที่เขาเคยเสนอให้โมโนตั้งชื่อลูกสาว หันมาเห็นอีกฝ่ายยื่นกล้องยาเส้นให้ก็สั่นศีรษะ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากพี่ชาย

"จะเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว หัดสูบไว้เข้าสังคมบ้างสิ"

"ก็ข้าไม่ชอบนี่" น้องชายผู้ยังไร้นามว่าพลางยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ตามมาด้วยการหยิบขนมแป้งยัดไส้ผลไม้กวนชิ้นเล็กมาเคี้ยวหยับๆ ตัดช่องทางสูบ ก่อนจะนึกได้ว่านานแค่ไหนแล้วนะที่ไม่ได้กินอาหารรสมือพี่สะใภ้ที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะอะไรนางก็ดูเหมือนจะทำให้อร่อยไปได้เสียหมด

...ทำให้ยิ่งคิดถึงอดีตแม่ครัวประจำบ้านของเขา กับคำพูดที่เขาพูดออกไปกับเธอโดยไม่รู้อะไรว่า 'ยังมีเวลาหัดอีกตั้งมากมาย' ทั้งๆ ที่ไม่ควรคิดขึ้นมาเลย...

"ได้ยินพูดแบบนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าเจ้ายังไม่เปลี่ยนไปเลยแฮะ" พี่เซลุยพูดกลั้วหัวเราะน้อยๆ "ตอนอยู่ข้างนอกนั่น เห็นเจ้าทำหน้าแบกโลกเหมือนกับพ่อไม่มีผิด"

เด็กหนุ่มหวนนึกถึงพ่อที่เขาไม่เคยเห็นยิ้มเลยสักครั้ง พอได้ยินอย่างนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าหรือที่พ่อจะเป็นอย่างนี้เพราะลืมแม่ไม่ลง เหมือนกับเขาที่ยังไม่อาจ และคงไม่มีวันลืมโมโนได้เลยสักนิด

"แล้วพ่ออยู่ไหนล่ะ" เขาถามขึ้นหลังเงียบไปพักหนึ่ง

"ก็...ขี่ม้าท่องไปวันๆ ตามใจ เหมือนเดิมนั่นล่ะ" พี่ชายตอบ "รอเจ้าอยู่ที่เผ่าจนหมดฤดูใบไม้ร่วง เห็นไม่มาสักทีก็ พ่อก็เก็บข้าวเก็บของขี่ม้าออกไปตลอดฤดูหนาว เพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่สัปดาห์นี่เอง ท่าทางเจ้ากลับมาเมื่อไรคงด่าเสียให้เปิงที่ไม่ยอมกลับมาทันวันครบรอบของแม่"

หรือจะว่ากันอีกอย่างก็คือวันเกิดของเขา ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร คนทั้งครอบครัวก็ต้องถูกพ่อพาไปคารวะหลุมศพของแม่อย่างพร้อมหน้าจนได้

...แล้ววันเกิดของโมโนเล่าเป็นอย่างไร...ทั้งสองคนยังไม่ได้อยู่ด้วยกันถึงวันเกิดครบรอบสิบเจ็ดปีของเธอเลยด้วยซ้ำ เธอไม่เคยเล่าให้เขาฟังเลยว่าทุกๆ ปี เธอจะทำอะไรบ้างในวันเกิดของเธอ

"ว่าแต่เจ้าหายไปไหนเสียนานล่ะ" เสียงถามดึงความคิดของเขากลับมา ส่วนคนถามบุ้ยใบ้ไปทางหญิงที่ยังนั่งไกวเปลอยู่ "เออร์เดเนเขาเป็นห่วงเจ้ามากนะ ถามข้าแทบทุกวันว่าทำไมเจ้าถึงไม่กลับมาเสียที กลัวว่าเจ้าจะไปเป็นอะไรที่ไหน พอข้าตอบไม่รู้ก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง"

"เกินไปหน่อยแล้ว" เสียงพี่สะใภ้ตอบกลับกลั้วหัวเราะ "ก็พอถามเจ้า เจ้าก็เอาแต่ตอบส่งๆ ว่า 'คงไปติดผู้หญิงอยู่ที่ไหนกระมัง' ทำเหมือนไม่ห่วงน้องชายตัวเองสักนิด จะไม่ให้ข้าโมโหได้ยังไง"

เด็กหนุ่มแทบสะอึกเมื่อได้ยินคำตอบซึ่งจริงๆ แล้วมีจุดประสงค์แค่หยอกเย้า

"โธ่ เจ้าก็รู้นี่ เออร์เดเน ว่าเจ้าน้องชายข้ามันเอาตัวรอดเก่งขนาดไหน ผู้หญิงก็ไม่เห็นจะเคยสน อย่างมากก็คงเที่ยวเพลินนั่นล่ะ กว่าจะกลับมาถึงได้นานนัก หรือว่ายังไง" ท้ายคำพูด พี่เซลุยหันมาทางเขา แต่ผู้เป็นน้องก็ไม่ได้สบตาตอบและพูดแผ่วๆ

"...อาจจะจริงอย่างที่พี่พูดก็ได้"

ภายในกระโจมมีแต่ความเงียบครู่หนึ่ง ได้ยินเพียงเสียงไม้ฟืนปะทุดังเปรี๊ยะขึ้นหนึ่งครั้ง และเสียงลมที่พัดปะทะผืนหนังสัตว์หุ้มกระโจมด้านนอกอย่างไม่หยุดหย่อน

"อะไรกันล่ะที่เจ้าหมายความว่าจริง" ชายผู้มากวัยกว่าถามเสียงขรึมขึ้น "ที่ข้าบอกว่าเจ้าไป...เอ่อ...ชอบสาวที่ไหนอยู่เลยไม่ยอมกลับ หรือเที่ยวเพลิน"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ลังเลที่จะเลือกคำตอบ จริงอยู่ว่าเรื่องของโมโนทำให้เขาคิดที่จะไม่กลับมาที่นี่ด้วยซ้ำหากมีเหตุให้ไม่อาจกลับมาได้ ส่วนเที่ยวเพลิน...ก็ไม่เชิง การเดินทางไปยังชายฝั่งทะเลที่ใกล้ที่สุดเพื่อหาเปลือกหอยคู่ใหม่มาแทนทำให้กินเวลาเนิ่นช้าไปอีกกว่าจะได้กลับบ้านเพราะติดช่วงหิมะละลาย แต่นั่นก็ไม่ใช่การเที่ยว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเร่งขี่ม้าไปวันๆ ค่ำไหนนอนนั่นโดยจดจำรายละเอียดในการเดินทางแทบไม่ได้เลยได้อย่างไร

"อย่างแรกงั้นหรือ" พี่ชายลองเดา พอเขาแค่พยักหน้าน้อยๆ ก็ได้ยินเสียงถอนใจของพี่ตามมา "เรื่องแบบนี้...คงต้องใช้เวลาทำใจสักพักนั่นแหละ"

"ข้ารู้แล้ว..." เขาทำได้เพียงรับ และฟังพี่เซลุยพูดต่อไป

"ถ้าอยากเล่าก็เล่ามา แต่ถ้ายังไม่อยากพูดถึง ก็เก็บไว้เถอะ ตอนนี้ยังไงเจ้าต้องพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ยังต้องรับการทดสอบขั้นสุดท้ายนี่"

"อือม์..." เด็กหนุ่มตอบรับง่ายๆ อีกครั้ง ปล่อยให้บ่ายวันนั้นผ่านไปกับเรื่องเล่าสัพเพเหระของพี่ชายกับพี่สะใภ้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เผ่าในช่วงที่เขาไม่อยู่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ใส่ใจฟังนัก

พอถึงเวลาอาหารเย็นและกระโจมอบอวลด้วยกลิ่นอาหารเย็นพิเศษเตรียมต้อนรับการกลับมาของเขาแล้ว ชายวัยกลางคนผู้เหลือดวงตาขวาข้างเดียว มีผมสีแดงยาวระคอและไว้หนวดเคราที่เขาไม่ได้พบหน้ามานานก็กลับมาพอดี

คำพูดแรกเมื่อชินูยาได้เห็นหน้าบุตรชายคนที่สองคือ "หายไปนานจนข้านึกว่าจะไม่กลับมาแล้ว" หลังคำทักทายจากเด็กหนุ่ม ไม่มีคำถามว่าไปไหนมา ไม่มีการถามว่าเป็นอย่างไรหรือเหนื่อยไหม

อาหารเย็นในมื้อนั้นดำเนินไปอย่างเงียบๆ โดยที่ทั้งคู่ต่างไม่ได้สนทนาโต้ตอบกันเลย พี่เซลุยกับพี่เออร์เดเนจึงต้องเป็นคนพูดคุยเรื่องทั่วๆ ไปโดยปริยาย พลางคะยั้นคะยอให้น้องชายที่เพิ่งกลับมากินอาหารเยอะๆ แต่ก็ไม่มีการยกเรื่องที่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงกลับมาช้านักขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย

แน่ล่ะ...เขารู้ว่าพี่ทั้งสองทำไปเพื่อปกป้องเขา ก็พ่อเป็นคนกำชับกำชาหนักหนาว่าอย่าไปรักผู้หญิงต่างเผ่า ถ้าเกิดได้ยินว่าเขาไม่ได้กลับมาเพราะคิดหนีไปกับผู้หญิงแทนที่จะกลับเผ่าล่ะก็ เขาคงมีอันโดนเทศน์ยาวร่วมชั่วโมงเป็นแน่แท้

พ่อเป็นคนอย่างนี้เอง ถึงจะไม่เคยให้ความสนิทสนมกับเขา แต่ก็สั่งสอนอบรมอย่างเข้มงวดตลอดในเรื่องที่จำเป็น

หลังอาหารเย็น เด็กหนุ่มเตรียมจัดของในกระเป๋ารับการทดสอบขั้นสุดท้าย ซึ่งก็คือการหาทางกลับจากทะเลทราย โดยที่พวกนักรบอาวุโสจะผูกผ้าปิดตาเด็กหนุ่มที่กลับมาจากการเดินทางสู่ทะเล ให้นั่งบนหลังม้า พาไปปล่อยไว้กลางทะเลทรายซึ่งปกติเป็นเขตหวงห้ามของชาวเผ่าทั่วไป มีเพียงม้าของตน อาหารกับน้ำเล็กน้อยพอประทังชีพได้สองสามวัน และแผนที่ซึ่งใช้ในการหาทางกลับเท่านั้น เป็นการทดสอบขั้นสุดท้ายที่คร่าชีวิตเด็กหนุ่มไปราวๆ หนึ่งในห้าของแต่ละปีได้

พี่สะใภ้อาสาจะช่วยจัดของให้ แต่เด็กหนุ่มปฏิเสธอย่างสุภาพ ด้วยเห็นว่าไม่ควรให้เธอเห็นของที่คงยิ่งทำให้ญาติๆ ของเขาสงสัย ทั้งหนังสือตำนาน และผ้าคลุมที่โมโนให้มา เขายังคงเก็บพวกมันไว้ในกระเป๋าแม้จะไม่ได้หยิบมาสวมอีกแล้วตั้งแต่เมื่อแยกจากเด็กสาว

เมื่อตระเตรียมทั้งน้ำดื่ม อาหารแห้ง กับของใช้จำเป็นเรียบร้อย เขาก็จูงอะโกรที่บรรทุกของเหล่านั้นตามพ่อไปยังกระโจมของพ่อที่สุดริมอีกด้านหนึ่งของเผ่า ซึ่งเป็นที่พักของเขาในคืนนั้น

พอผูกม้าและเข้าไปในกระโจมแล้ว เด็กหนุ่มก็จัดฟูกเตรียมตัวนอนแต่หัวค่ำเพื่อออมแรง และเพื่อตัดปัญหาที่พ่ออาจจะพูดอะไรขึ้นมาอีก

แต่ยังไม่ทันล้มตัวลงนอน...เสียงของเพื่อนร่วมกระโจมก็ดังทำลายความเงียบ

"ตอนเลือกเปลือกหอย เจ้าคงสักแต่หยิบๆ เอามาสินะ"

เด็กหนุ่มหันขวับไปเห็นผู้เป็นพ่อกำลังถือสร้อยร้อยเปลือกหอยทั้งสองเส้นชูขึ้นให้เขาดู พอเขาไม่ตอบอะไร อีกฝ่ายก็พูดต่อ

"เปลือกหอยในสร้อยของผู้หญิง มีรอยแตกเล็กๆ อยู่ ถ้าเจ้าดูดีๆ ตอนเลือก ก็คงไม่เอาเปลือกหอยมีตำหนิแบบนี้มาหรอก แถมสีเปลือกหอยนี่ก็ยังดูไม่สวยเท่าไร"

ความช่างสังเกตของพ่อทำให้เขาลอบถอนใจอยู่ข้างใน แน่ล่ะ พอเจอบริเวณที่เรียกได้ว่าหาดทราย เขาก็คว้าเปลือกหอยคู่แรกที่เห็นมีสองฝามาทันที และก็ได้หอยมือเสือสีส้มอมน้ำตาลกระดำกระด่างมา กว่าจะสังเกตเห็นรอยแตกก็ตอนหยิบเปลือกหอยมาทำสร้อยหลังห่างทะเลมาได้ไกลแล้วด้วยซ้ำ

"ข้าไม่ทันดูให้ดี" เด็กหนุ่มเลื่อนสายตากลับมาที่ฟูก ตอบเรียบๆ หวังจะตัดปัญหา แต่ก็ยังไม่จบ

"คู่แรก...เจ้าคงมีเวลาดูให้ดีกว่านี้หรอก" ชินูยาพูดพลางวางสร้อยทั้งสองเส้นลงบนพื้นกระโจม ทำให้ลูกชายหันกลับมาอีกครั้ง สบกับตาที่เหลือเพียงดวงเดียวซึ่งฉายแววรู้ดี "เอาคู่นั้นไปให้ผู้หญิงที่ไหนเสียแล้วล่ะ"

เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบ

"ภรรยาของข้า"

คำตอบนั้นทำให้ผู้เป็นบิดาแค่นเสียงกลับ

"ริอ่านมีเมียก่อนมีชื่อ แต่สุดท้ายก็มีอันต้องแยกทางกันล่ะสิ"

"ข้าขอโทษ ข้ารู้ว่าท่านเตือนข้าว่าอย่าไปรักผู้หญิงต่างเผ่า แต่ความรักมันห้ามกันได้ที่ไหน" ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจ ทว่าพอรู้ตัวอีกที คำพูดก็หลั่งไหลออกจากปากอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อนด้วยเสียงที่ยิ่งแข็งขึ้น "คนรอบข้างต่างก็ไม่อยากให้เรารักกัน แต่พวกเราก็รักกันไปแล้ว ข้าเอาเปลือกหอยให้นาง เราหนีไปด้วยกัน อยู่กินเป็นสามีภรรยากันได้ไม่ถึงสามเดือน นางก็...จากข้าไป ตอนนี้...ข้าได้แต่นึกถึงนางในฐานะภรรยาที่ตายไปแล้วเท่านั้น เปลือกหอยนั่น...ข้าก็แค่เอามาเพื่อให้พิธีมันเสร็จๆ ไปเท่านั้นแหละ เพราะเปลือกหอยแทนตัวข้ากับนางมันแตกไปแล้ว...แตกไปเหมือนๆ กับพวกเรานั่นล่ะ!"

ผู้เป็นบิดาไม่ตอบว่าอะไร เพียงแต่ถอนใจน้อยๆ

"เจ้าไม่เคยได้ยินหรือยังไง...คิดมีคู่ครองก่อนผ่านพิธีเติบใหญ่ ทวยเทพย่อมไม่อำนวยพรให้"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้ยิน แต่ไม่ว่าจะผ่านพิธีเติบใหญ่ไปแล้วหรือไม่ เทพองค์ใดก็คงไม่ยอมให้เขากับโมโนได้ครองคู่กันอย่างมีความสุขหรอก ไม่ว่าจะเป็นองค์สุริยเทพหรือเทพแห่งสายลม...

...เว้นเพียงองค์เดียวคืออสุรเทพ...

"ว่าแต่...นางตายไปแล้วจริงๆ หรือ" คำถามต่อมาของชินูยายังเรียบเฉยจนเขานึกตัดพ้อในใจ

พ่อไม่เข้าใจเลยหรือ พ่อที่เคยสูญเสียแม่ไปไม่เข้าใจบ้างเลยหรือว่าข้ารู้สึกยังไง

"ไม่ตายก็เหมือนตาย" ผู้เป็นลูกกลั้นใจตอบ "ถึงยังไง...ข้าก็กลับไปพบนางไม่ได้อีกแล้ว"

"ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพบ หากเป็นไปได้ก็ลืมนางไปเสีย ชีวิตเจ้ายังอีกยาวไกล อย่าเอาไปทิ้งไว้กับผู้หญิงคนเดียว"

"...ข้ารู้" เด็กหนุ่มตอบรับส่งๆ หวังจะให้จบเรื่อง แต่กับชินูยาผู้เป็นพ่อ เขารู้ว่ามันยังไม่จบง่ายๆ เพียงเท่านี้

"ข้ามีเพื่อนคนหนึ่ง" ประโยคบอกเล่าเรียบๆ ทำให้เด็กหนุ่มรู้ทันทีว่าพ่อของเขากำลังจะพูดถึงใคร "เราออกเดินทางตอนพิธีเติบใหญ่พร้อมกัน แต่แยกย้ายกันไปคนละสาย เขาไปพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งรอหน้าน้ำหลาก แล้วก็ไปรักกับผู้หญิงคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น ถึงขนาดสัญญาว่าจะกลับไปสู่ขอนางหลังผ่านพิธีเติบใหญ่ และมอบเปลือกหอยให้นางล่วงหน้า ตอนกลับเผ่าเลยถูกท่านผู้เฒ่าตำหนิเสียยกใหญ่

"แล้วรู้ไหม พอกลับไปจริงๆ เขาก็พบว่านางแต่งงานมีลูกกับชายอื่นไปแล้ว เลยต้องซมซานกลับมาอีกครั้ง ต่อให้เอาเปลือกหอยคู่ใหม่มาผ่านพิธีเติบใหญ่ได้แล้ว เขาก็ยังไม่คิดแต่งงานมีครอบครัวเสียที เอาแต่เดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย จนพอแม่ของเจ้าตายไป เขาเลยลองชวนข้ากลับไปที่หมู่บ้านที่นางอยู่ ถึงได้รู้ความจริงว่านางถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงาน เพราะตั้งท้องลูกของเขาอยู่ต่างหาก พอเขากลับมาเจอหน้านางกับลูก สามีของนางก็โมโห หาเรื่องทะเลาะทุบตีนาง พอรู้เข้า เขาเลยเป็นเดือดเป็นร้อนจนวางแผนฆ่าสามีนางขึ้นมา

"เขาวางแผนให้เราสามคนเข้าไปล่าสัตว์กันในป่า พอข้าเห็นเพื่อนข้านำทางพวกเราไปทางที่มีถ้ำหมี ข้าก็รู้แล้วว่าเขาคิดจะทำอะไร ข้าพยายามห้าม เขาก็บอกให้ข้าเฉยไว้ บอกว่าจะไม่ยอมให้ข้าเดือดร้อนไปด้วยหรอก"

"แต่พ่อก็กลับเสียตาไปน่ะหรือ" เด็กหนุ่มย้อนถามหลังนิ่งฟังเรื่องที่ตนเคยได้ยินมาแล้วเลาๆ เสียนาน

ชินูยายักไหล่

"ข้าไม่ได้โกรธเขาหรอกที่ข้าเสียตาไป สัญชาตญาณทำให้ข้าตรงเข้าไปขวางเขากับหมีเอง เสียแค่ตาข้างเดียวก็ยังดีกว่าปล่อยให้มีคนตายเพิ่มอีกคนนั่นล่ะ

"แต่ที่สำคัญคือถึงเขากับคนรักเก่าจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้งก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาอีก หลายปีผ่านไปข้าถึงได้กลับไปที่หมู่บ้านนั้น คิดจะไปเยี่ยมเขากับครอบครัวสักหน่อย ก็ได้ยินว่าเขาออกเดินทางหายสาบสูญไป ไม่รู้ว่าไปที่ไหนหรือเพราะอะไร ผู้หญิงคนนั้นก็ตายหลังคลอดลูกคนที่สอง ทิ้งเด็กสองคนให้กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่ที่อาราม

"เจ้าเห็นหรือยังล่ะ...การรักคนต่างเผ่ากับคิดมีคู่ครองโดยไม่ผ่านพิธีเติบใหญ่มีแต่จะทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายตามมาเป็นทอดๆ ข้าว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก แต่เป็นโทษทัณฑ์ของการละเมิดจารีตที่มีมาแต่สมัยบรรพบุรุษต่างหาก"

เด็กหนุ่มไม่ตอบว่าอะไร ยังคงจมอยู่ในห้วงความคิดของตนถึงความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทั้งหลาย แสดงว่าเรื่องเคราะห์ร้ายทั้งหลายเริ่มมาจากการที่ชาวเผ่าอัสลานคนหนึ่งรักกับหญิงต่างเผ่าจนลักลอบผิดประเพณีน่ะหรือ นางจึงถูกบังคับให้แต่งงานกับชายอื่น เด็กที่น่าจะเป็นลูกของทั้งสองต้องทนเห็นแม่ของตนถูกทำร้าย เติบโตขึ้นมาอย่างขาดความอบอุ่น พอเขาคิดฆ่าสามีของนาง เพื่อนก็ต้องเสียดวงตาไป ซ้ำลูกคนต่อมาของทั้งสองก็เกิดมาในคืนแห่งคราส กลับกลายเป็นผู้มีโลหิตดำ

...และเพราะเธอเป็นธิดาแห่งอสุรเทพ ส่วนเขาเป็นเด็กที่ยังไม่ผ่านพิธีเติบใหญ่ ทวยเทพจึงได้สาปแช่งความสัมพันธ์ของทั้งสอง ให้พวกเขารักกันและตัดสินใจไปด้วยกันเพียงเพื่อถูกพรากจากกัน ให้ชีวิตใหม่ชีวิตหนึ่งเกิดมาเพียงเพื่อจะตายทั้งที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกอย่างนี้ใช่ไหม...

"อดีตก็เป็นแค่อดีต ทิ้งมันไว้ข้างหลัง พอกลับจากการทดสอบขั้นสุดท้าย เจ้าก็จะไม่ใช่เด็กที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว"

ผู้เป็นลูกชายหันกลับไปจัดฟูกต่อโดยไร้คำตอบ ถึงแม้ในใจจะนึกแย้งว่าแม้นจะไร้นาม ใช้ชื่อคนจร วันดา หรือชื่ออะไรอื่นๆ ครึ่งหนึ่งของเขาก็ยังคงเป็นโมโนอยู่ดีนั่นเอง อดีตถึงจะเป็นแค่อดีต แต่มันก็หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเขาในปัจจุบันนี้ ไม่เห็นทางที่จะลืมหรือทิ้งมันไปได้เลย

อย่างไรก็ดี ดูเหมือนชินูยาจะเห็นว่าสั่งสอนลูกชายหัวดื้อที่ไม่ยอมฟังคำสั่งจนเจ็บตัวเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว จึงได้ตัดบทด้วยการบอกให้เขารีบนอนเสีย และเด็กหนุ่มก็ทำตามแต่โดยดีเพราะไม่ต้องการต่อความยาวสาวความยืด

พรุ่งนี้เช้ายังมีงานหนักรออยู่

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

แสงส่องไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เลยราวป่าฤดูใบไม้ร่วงอันร่มครึ้มไปอีก คนจรเร่งอะโกรให้วิ่งเต็มฝีเท้า ข้ามสะพานหินออกไปยังช่องเขา ซึ่งนำเขามาสู่ที่ราบกว้างสลับหินผาเบื้องหน้าอารามที่เขาเคยเข้าไปพบอสูรยักษ์มีเครา แลเห็นทะเลทรายกว้างอยู่ถัดไปทางทิศตะวันออก

จากบนเนินหญ้า ดาบศักดิ์สิทธิ์เปล่งลำแสงลงทะลุพื้นทรายใกล้กับซากปรักหักพังของฐานอาคารทรงกลมและซุ้มประตูโค้งที่เขาเห็นลางๆ

อสูรยักษ์ตนนี้คงนอนอยู่ใต้ทรายนั่นเอง

เด็กหนุ่มเปิดกระเป๋าคว้าผ้าคลุมสำรองอีกผืนขึ้นมาพันรอบใบหน้าเพื่อกันละอองทรายเข้าจมูกและนัยน์ตา จากนั้นจึงได้กระตุ้นม้าให้วิ่งลงเนินไปยังจุดหมาย

ลอดซุ้มประตูเข้าไปแล้ว พื้นเบื้องล่างก็เริ่มสั่นสะเทือน ทรายเบื้องหน้าลอยคลุ้งขึ้นเป็นหมอกก่อนที่เขาจะเห็นบางสิ่งที่มีทรงเหมือนปลายเขาเก้งที่มีสองแฉกดั้นพื้นทรายขึ้นสู่ฟ้า ถัดจากเขานั้นก็คือดวงตาสีฟ้าเรือง ทำให้รู้ว่านี่คือส่วนหัวของอสูรยักษ์

จากหัวตามมาด้วยลำตัวยาวเหยียด ครีบทรงรียาวสองคู่ใกล้หัว และที่ข้างใต้ลำตัวบริเวณที่มีครีบคือถุงหนังที่โป่งพอง เรืองแสงสีฟ้าอ่อน ยามมันบิดร่างขึ้น เขาจึงเห็นว่าใต้กลางลำตัวและใต้ส่วนหางของมันก็มีถุงเรืองแสงอีกสองถุงคล้ายกัน ถุงเหล่านี้พองและยุบลงน้อยๆ ตามจังหวะขณะร่างผอมยาวโผผินบนฟ้าเหนือทะเลทราย ชวนให้นึกว่าหากมังกรในตำนานมีจริง ก็คงจะมีรูปลักษณ์เป็นเช่นนี้แน่แท้

คนจรจ้องแลตะลึง ดูเหมือนมันจะมองเห็นเขาแล้วเช่นกัน ทว่าถึงกระนั้นก็เพียงแต่ถลาร่อนออกห่างพลางเลี้ยวลดหลบผาหินที่โผล่พ้นเนินทรายขึ้นกีดขวางทางเป็นระยะๆ เท่านั้น

เด็กหนุ่มชูดาบขึ้น ปรากฏว่าแสงส่องไปบนแผ่นหลังของมัน กะระยะตรงกับเหนือถุงหนังทั้งสามจุดที่ใต้ลำตัวได้

แต่ปัญหาสำคัญคือจะไปถึงตัวมันที่บินอยู่บนฟ้าได้อย่างไร

อำนาจของดาบนำพาเจ้าเข้าถึงตัวมันมิได้ดอก...

คนจรอดขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้กับคำบอกใบ้เพียงเท่านั้น แต่เมื่อคิดตามแล้วก็ไม่ได้ยากเย็นนัก นอกจากดาบแล้วเขายังมีธนู หากยิงไปที่ถุงลมซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนร่างของมันให้ลอยอยู่เช่นนี้ ก็น่าจะทำให้มังกรยักษ์ตนนี้ตกลงมาได้

เด็กหนุ่มจึงกระทุ้งเข้าที่โกลนให้อะโกรวิ่งออกไปจากพื้นอาคาร ตามมันลึกเข้าไปในทะเลทราย คันศรที่พาดหลังถูกย้ายมาที่มือ และลูกธนูพาดพร้อม เล็งยิงที่ถุงลมส่วนหางซึ่งใกล้ที่สุด

เขามั่นใจว่าตนเองเล็งถูกถุงลมที่มีขนาดใหญ่ล่อตาแม้จากระยะไกลได้ แต่ก็มีอันต้องประหลาดใจเมื่อลูกธนูเบนวิถีปลิวหวือผิดจากเป้าหมายไปตั้งไกล เพิ่งนึกได้ว่าการเคลื่อนไหวแหวกอากาศของอสูรยักษ์คงทำให้เกิดกระแสลมขึ้น

ต้องกะทิศทางของกระแสลมให้พอเหมาะ และคำนวณระยะห่างกับความแรงของลมให้ดี

คนจรชักบังเหียนให้อะโกรหยุด นำนิ้วชี้ขวาอมไว้ในปากก่อนจะชูขึ้นรับทิศทางลม พอรู้แล้วจึงได้เตรียมลูกศรดอกใหม่ วาดคันธนูตามร่างยาวที่ยังร่อนวนเวียนห่างออกไปทุกขณะพลางภาวนาให้ตนคำนวณความแรงลมได้ถูกต้อง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

กระแสลมแรงพัดจนเส้นผมและเม็ดทรายที่ปะทะหน้าให้ความรู้สึกแสบบนผิวเนื้อ ขณะที่อากาศเริ่มเย็นเยือกลงอย่างรวดเร็วจนเด็กหนุ่มต้องกระชับผ้าคลุมขนสัตว์แนบตัวขณะสองตาจับจ้องดวงดาวนำทางบนฟ้า หากดูแผนที่ถูก มุ่งหน้าลงใต้ไปตลอดคืนนี้ เมื่อเช้ามืด หรืออย่างช้ารุ่งสางก็คงกลับถึงเผ่าอัสลานแล้ว

การเดินทางในทะเลทรายอันกันดารกินเวลานานกว่าที่เขาคิดถึงสองวัน จากทีแรกที่กะระยะบนแผนที่ว่าสี่วันคงถึงกลับกลายเป็นหกวันเมื่อบังเอิญเจอพายุทรายเข้า เคราะห์ดีที่เขารีบเบนหาชะง่อนหินอับลมได้จึงรอดมาโดยปลอดภัย แต่ก็เสียเวลาหาทิศทางใหม่ออกไปอีก

เอาเถิด เหลือระยะทางอีกเพียงสั้นๆ แล้ว ส่วนตัวเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบอีกหลังจากเร่งเดินทางในแต่ละคืนให้ได้ไกลที่สุด ยามเช้าเมื่อตะวันขึ้นก็อาศัยพักนอนใต้เงาของผาหินหรือเนินทรายเพื่อหลบแดด อาหารกับน้ำก็กินอย่างจำกัดที่สุด บวกกับล่าสัตว์ทุกตัวเท่าที่มีโอกาส กระทั่งเหยี่ยวหรืองูที่ปกติคนไม่กินกัน เพื่อช่วยเรื่องเสบียง

เด็กหนุ่มดูทิศทางจากดาวให้แน่ใจแล้วจึงกระทุ้งโกลนให้ม้าพาหนะมุ่งหน้าต่อไปตามเนินทรายสีเงินใต้แสงจันทร์สว่าง ได้ยินเพียงเสียงกีบเท้ากับเสียงหายใจของม้าตนแทรกในเสียงลมพัดอื้ออึงข้างหู แต่ไม่นานต่อมา ก็จับเสียงแปลกๆ อีกเสียงหนึ่งที่ดังเพียงแว่วในทีแรกก่อนจะเริ่มดังขึ้นได้

เป็นเสียงร้องเจื้อยแจ้วของนกที่หวานใสเสียจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่ในทะเลทราย เด็กหนุ่มชักอะโกรให้หยุดก่อนจะมองหาต้นเสียงด้วยความสงสัย เพิ่งสังเกตว่าลมที่เคยพัดแรงหยุดลงโดยสิ้นเชิงแล้ว และมีเพียงเสียงร้องดั่งลำนำสะกดเท่านั้นที่ยังดังอยู่

สายตาของเขาเลื่อนไปเห็นภาพนกตัวใหญ่ที่เกาะนิ่งบนยอดไม้ที่เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งๆ กระทั่งในความมืด ขนของมันยังดูมันขลับราวกับเรืองแสงได้ โดยเฉพาะพวงหางที่ดูเหมือนรวงข้าวสาลีสุกปลั่งนั้น

นกการเวก...หรือ

แทบในทันทีที่นึกชื่อนกที่เคยได้ยินโมโนบอกไว้ นกตัวสวยนั้นก็สยายปีก บินผ่านเหนือศีรษะเขาและตรงไปยังทิศใต้ ทางเดียวกับที่เขากำลังมุ่งหน้าไป

เด็กหนุ่มมองมันจนเห็นเพียงจุดสีทองลิบๆ ก่อนจะกระทุ้งโกลนให้อะโกรออกควบต่อ แม้นจะยังสงสัยไม่หายก็ตามว่านกการเวกที่ควรจะอยู่ในป่าลึกกลับมาปรากฏให้เห็นกลางทะเลทรายเช่นนี้ได้อย่างไร

ขี่ม้ามาได้สักระยะหนึ่ง เขาก็พบนกการเวกตัวเดิมเกาะรออยู่บนยอดหิน ก่อนที่มันจะบินต่อไปอีกครั้งเมื่อเห็นเขา ราวกับกำลังบอกให้เขาติดตามมา

ตลอดทางจนเกือบครึ่งคืน การณ์ก็ยังคงเป็นเช่นนี้ คือเจ้านกตัวสวยเหมือนภาพมายานั้นบินนำไปและหยุดเป็นระยะๆ เพื่อให้เขาตามทัน เด็กหนุ่มเองก็ไม่ยอมคลาดสายตาจากมัน เพราะเหตุใดเขาก็ไม่รู้แน่ชัด คงมีเพียงความรู้สึกคล้ายลางสังหรณ์ว่านี่คือสิ่งที่ควรทำแล้วเท่านั้น

เส้นทางที่เคยมุ่งตรงไปทางใต้กลับถูกเบนไปทางตะวันตกทีละน้อยๆ อย่างไม่รู้ตัว จากพื้นทรายเริ่มลาดชันขึ้นเป็นหินผา กระนั้นเขาก็ยังไม่อาจผละจากนกตัวนั้น กระทั่งเกือบถึงยอดเนินชันที่แคบเกินกว่าจะให้ม้าก้าวขึ้นไปได้

นกการเวกลับหายไปเหนือเนินหินนั้น

เด็กหนุ่มลงจากหลังม้าก่อนจะค่อยๆ คลำทางไต่ขึ้นไป เพียงไม่นานศีรษะก็โผล่พ้นเนินหินมา กวาดมองไปโดยรอบและเห็นเงาสีขาวแวบในหางตา

ความคิดในชั่วเสี้ยววินาทีหลังเห็นไพล่ไปถึงโมโน เขาจึงรีบหันหน้าไปมองตรงๆ แต่แล้วก็พบว่าบริเวณที่เคยมีเงาสีขาวนั้นว่างเปล่าไร้เงาคน บนเนินหินไร้กระทั่งเงานกการเวก ราวกับว่าหากเขาไม่ได้เห็นภาพลวงตา ก็แสดงว่านกตัวนั้นบินจากไปอย่างรวดเร็วจนแลไม่ทัน

เด็กหนุ่มถอนใจน้อยๆ เมื่อนึกว่าเขาคงเห็นภาพลวงตาเพราะอ่อนเพลียจากการเดินทางรอนแรมมากกว่า แต่พอเห็นว่าบนเนินหินกว้างนี้น่าจะช่วยให้มองลงไปเห็นทัศนวิสัยได้กว้างทีเดียว การมาถึงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากมองลงไป ก็คงเห็นที่ตั้งของเผ่าได้ไม่ยาก

ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงก้าวขึ้นมาบนเนิน มองลงไปยังทุ่งเวิ้งว้างใต้แสงจันทร์ แลเห็นแสงไฟสว่างโชติช่วงจากจุดหนึ่ง

เด็กหนุ่มเพ่งมองให้ชัดก่อนจะต้องเบิกตาโพลง นั่นเป็นแสงไฟที่ส่องจากแนวกระโจมไม่ผิดแน่ ทว่าปกติยามราตรีที่ไม่ใช่งานเทศกาล ไม่น่าจะมีใครจุดไฟสว่างเสียขนาดนี้

...และคงไม่มีเงาคนกับม้าขวักไขว่ถึงขนาดนี้ด้วย...

เด็กหนุ่มกลับหลังหัน ร้องเรียกอะโกรก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นบนหลัง ควบมันไปด้วยใจที่หวาดหวั่น

...เทพแห่งสายลม...ขอให้สิ่งที่ข้านึกกลัวอยู่ในขณะนี้ไม่เป็นจริงด้วยเถิด...

- To be continued -
บทที่ 40 - สู้ศึกเยี่ยงหมาป่า

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ผมสังเกตว่าพอบทของโมโนหายไป ผมรู้สึกเหมือนแต่ละตอนก็สั้นลง อาจจะเป็นเพราะปฏิสัมพันธ์ของโมโนกับคนจรเป็นส่วนที่เพิ่มความยาวเรื่องด้วยมั้งนะครับ ^^;;;

ขอสารภาพว่า ผมนึกชื่อตอนไม่ออก จึงได้นำชื่อบทละครตอนแรกในละครไตรภาคเรื่อง Mourning Becomes Electra ของ Eugene O'Neill นักเขียนบทละครชาวอเมริกันมาใช้ตรงๆ เลยว่า Homecoming (ตอนที่พ่อของตัวเอกกลับบ้าน) เพราะคิดว่าใจความหลักในตอนนี้คือการกลับบ้านของคนจรครับ

อยากให้ครอบครัวของคนจรมีบทมากกว่านี้เหมือนกัน เพราะผมเขียนเองก็ชอบพี่ชายขี้เล่น พี่สะใภ้ใจดี แล้วก็พ่อที่เข้มงวดแต่ห่วงลูกแบบนี้ เสียแต่เวลาที่คนจรจะได้อยู่กับครอบครัวแบบนี้มีไม่นานนัก

พี่ชายขี้เล่น เป็นพี่ที่ผมอยากมี (แต่ผมเป็นลูกคนโตเลยไม่มี ^^;;; ) พี่สะใภ้ใจดีก็เป็นพี่สะใภ้ที่ผมอยากมี (ถ้าผมมีพี่ชายตามที่บอกไว้ข้างต้น) ส่วนพ่อที่เข้มงวดนั้นต้นแบบมาจากอาจารย์ประจำชั้นคนหนึ่งตอนมัธยมครับ จำได้ว่าท่านดุมากๆ จนผมกลัวก่อนจะได้เรียนกับท่านจริงๆ เสียอีก ปรากฏว่าวันแรกของการเปิดเทอมปีนั้นผมเข้าสาย เลยได้ที่นั่งกิตติมศักดิ์แถวหน้าใกล้โต๊ะท่านที่สุด ท่านเลยเรียกใช้งานผมบ่อยๆ จนพอเรียนจบผมก็รักและเคารพท่านมาก (ที่แปลกคือจริงๆ แล้วท่านเป็นอาจารย์ผู้หญิง แต่ผมนำลักษณะการสั่งสอนมาใส่ไว้ในตัวพ่อคนจรในตอนนี้แทน ^^;;; )

เมื่อตอนที่แล้วผมลืมไปว่าจะลงรูป การเปลี่ยนแปลงของคนจรเมื่อเกิดอาการเฉาก๊วยให้ดู ก็ยกยอดมาตอนนี้แล้วกันครับ

ยอมโทรมเพราะรักเธอ

ส่วนนี่เป็นรูปของอสูรยักษ์ตนที่ 13 เลขแสนสวยครับ ^^;;; คงเพราะนี่เป็นอสูรยักษ์ที่ดูสวยสง่าไม่ซ้ำใครที่สุด (ผมก็ชอบเจ้าตัวนี้ที่สุดด้วยเหมือนกัน) รูปของมันจึงได้มีเยอะมากจริงๆ แต่ผมตัดตอนเอามาเฉพาะช่วงยังขึ้นตัวมันไม่ได้ก่อน ตอนหน้าจะนำรูปที่เหลือมาลงให้

ผุดจากใต้ทราย
หัวมังกร???
ลอยลม
ไล่ตาม

ชื่อของตัวนี้คือ ฟาแล็งซ์ (Phalanx) แต่ฉายากับความหมายชื่อ ขออนุญาตลงตอนหน้าก็แล้วกันนะครับ จะเข้ากว่า เพราะชื่อของตัวนี้มีเรื่องที่สอดคล้องกับเนื้อหาในตอนหน้าอยู่ด้วย

อ้อ และมีไซด์สตอรี่ใหม่อีกตอนหนึ่ง ซึ่งรับรองว่าไม่เครียดเหมือนสองตอนที่ผ่านมาครับ เพราะเป็นไซด์สตอรี่ของคนจรกับโมโนหลังตอนที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน พูดง่ายๆ ก็คือ เลิฟซีนนั่นเอง ผมเองก็ไม่เคยเขียนเลิฟซีนขนาดนี้มาก่อน วิจารณ์ได้เต็มที่ครับ m[_ _]m

Tenderness

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ smile

Edit by Anithin - 15 ธ.ค.49 เวลา 22:07:47 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 15 ธ.ค.49 เวลา 10:01:53 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

double
Member

55 กว่าจะได้มาเม้นต์ T T
ไซด์สตอรี่ก็ยังไม่ได้อ่านขอผลัดไปก่อนล่ะกันค่ะ(!?)

พี่สะใภ้ใจดีก็เป็นพี่สะใภ้ที่ผมอยากมี << หาเองเลยสิค่ะท่าน ( ^ ^ )

อาเจ้ายักษตัวนี้เป็นตัวที่ปราบลำบาก(มาก) กว่าจะยิงธนู ขี่ม้าไปเกาะ ....ช่างลำบากไปหมดจริงๆ คนจรก็ช่างเก่ง ไกลๆขนาดนั้นยังยิงโดน(ฮา)
ช่วงนี้ก็ยังเหมือนพักยกก่อนจะเข้าเนื้อเรื่องหนักๆเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 19 ธ.ค.49 เวลา 12:05:01 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Double - อ่านตามสะดวกแหละครับ ช่วงนี้ผมก็อยู่ใกล้ๆ มิดเทอม เข้าใจความยุ่งเลย T_T (ถึงคุณ Double จะไม่มีสอบมิดเทอม ถ้าจำไม่ผิด)

แหะๆ คนใจดีข้างตัว ผมเจอแล้วล่ะครับ =^^= (แต่ก็ยังโลภ อยากได้พี่สะใภ้ใจดีเพิ่มอีกคน ^^;;; )

ตอนแรกผมก็รำคาญยักษ์ตัวนี้มากนะ กว่าจะปราบครั้งแรกได้นี่กินเวลาเป็นชั่วโมง แต่หลังๆ กลับชอบมาก เพราะวิธีปราบเท่เกินห้ามใจ ผมคิดว่าคนจรน่าจะยิงธนูเก่ง จากคลิปยิงเหยี่ยวที่ได้ยินน่ะครับ (น่าใช้ฉายา The Hawk-Shooter แฮะ)

อา...ตอนนี้จะเรียกว่าพักยกก็ได้ครับ แต่ท้ายตอนเค้าลางร้ายส่อมาแต่ไกลแล้วล่ะ...

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 19 ธ.ค.49 เวลา 19:50:13 น.

runaway guy
คนเดินทาง

อาคุณป๋า ^^ จะว่ายังไงดีละครับเนี่ย ผมว่านี่เป็นตัวประกอบที่เท่ห์จริงๆ ฮะ ถึงบทจะมีอยู่แค่กระหย่อมหยิบมือก็เถอะครับ
เป็นคุณพ่อลูกสอง แต่ทำตัวชิวๆ ได้ใจ อยากไปไหนก็ไป (แต่ผมว่าดูจากอายุคนจรกับพี่ชายคงเลยวัยที่ต้องห่วงลูกมากมายแล้วมั้งครับ โตจนมีเมียทั้งคู่แล้ว ^^;;; ) ขนาดลูกไม่พูดอะไรยังจับได้เป็นฉากๆ ราวกับตาเห็น เท่ห์จริงแฮะ ป๋าชินูยา แต่สงสัยเวลาโมโหจะน่ากลัวน่าดู หัวโบราณด้วยสิ ^^;;;
สงสัยนิสัยรักแท้ข้ามกาลเวลานี่จะเป็นกรรมพันธุ์สินะครับ พ่อเป็นยังไงลูกก็เป็นยังงั้น ^^;;;

พอเข้าใจแล้วละครับที่ว่าทำไมคนจรถึงได้ไม่ค่อยมีเป็นปัญหาเหมือนยาฮีม ก็เซลุยที่เป็นพี่ชายมีนิสัยแบบนี้นี่เอง ท่าทางจะเป็นพี่ชายขี้เล่นพอควรนะครับเนี่ย (แต่ท่าทางจะกลัวเมียเหมือนน้องชายเลย ^^;;; ) แต่ผมชอบพี่สะใภ้เฮียจอห์นจริงแฮะ เป็นห่วงน้องเขยมากกว่าตัวคุณพี่ซะอีก

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.50 เวลา 03:03:39 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Runaway Guy - พ่อของคนจรผมได้อิทธิพลจาก อิชชิน พ่อของพระเอกเรื่องบลีชน่ะครับ ชิวพอกัน สดพอกัน แต่ตัดความบ้ากับเพิ่มความเข้มงวดขรึมเข้ามาแทนเท่านั้นเอง ^^;;;

เหตุที่หัวโบราณ ผมว่าเป็นเพราะมีตัวอย่างของเพื่อนสนิทให้เห็นเด็ดๆ ว่าไปรักผู้หญิงต่างเผ่าถึงขั้นถอนตัวไม่ถึงแล้วเกิดเรื่องร้ายอะไรตามมาบ้าง แต่ถึงเตือนยังไง ลูกชายก็มาเจอกับตัวเข้าจนได้ นี่ถ้ารู้ว่าที่คนจรไปรักเป็นลูกของเพื่อนตัวเองด้วย ป๋าแกคงคิดแน่ๆ ว่าเหมือนเป็นกรรมที่ตัวเองมีส่วนอยู่ในเหตุการณ์ที่สามีของแม่ยาฮีมกับโมโนตายแน่ๆ เลย

บางที นิสัยรักมั่นนิรันดรนี่อาจจะเป็นลักษณะร่วมของคนเผ่าอัสลานทั้งหมดก็ได้นะครับ ^^;;;

อา มีพี่ชายอย่างนี้ ความเครียดคงลดลงเยอะครับ ^^;;; พี่สะใภ้ก็เหมือนกัน ภาพของครอบครัวคนจรโดยรวมนี่ผมอยากให้เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมากเลย (ทำให้เวลาสูญเสียยิ่งเสียศูนย์สุดๆ...)

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 15 ม.ค.50 เวลา 20:08:07 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ