Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 38 - ผู้ตามล่า

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส
บทที่ 31 - ที่พักพิง
บทที่ 32 - ความหวัง
บทที่ 33 - ไฟที่ยังแผดเผา
บทที่ 34 - วันที่ตื่นจากฝัน
บทที่ 35 - คำสารภาพ
บทที่ 36 - ความผูกพันอันมืดบอด
บทที่ 37 - เถระ อสูร มนุษย์

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

ไซด์สตอรี่ของคนจรกับโมโน
Tenderness (ช่วงรอยต่อ ตอนที่ 20-21)

ไซด์สตอรี่ของยาฮีมกับโมโน
Ravished (ควรอ่านหลังตอนที่ 35 ในเนื้อเรื่องหลัก)
Wounded (ควรอ่านต่อจาก Ravished)
-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 38 - ผู้ตามล่า
Chapter 38 - The Pursuers

ยามบ่ายแก่ซึ่งแสงแดดยังจัดจ้า ม้าหกตัวควบเต็มฝีเท้าเรียงหนึ่งกันมาตามหนทางในป่าจนถึงชายป่าอันมีชะง่อนหินใหญ่ที่เด็กหนุ่มเผ่าอัสลาน ม้าสีดำ กับร่างไร้วิญญาณของเด็กสาวเคยพักหลบฝนเมื่อสามสี่วันก่อนหน้า ก่อนที่ผู้ขี่ทั้งหกจะทะยอยหยุดม้ากันตามลำดับ

ม้าสามตัวแรกที่นำหน้าและสองตัวที่ปิดท้ายขบวนล้วนเป็นสีดำ ส่วนผู้ที่นั่งบนหลังม้าก็คือชายหนุ่มในชุดเกราะหนังพร้อมรบและหน้ากากปกปิดครึ่งหน้าช่วงบนบ่งบอกสถานะ พวกเขาล้วนเงยหน้ามองหนทางเบื้องหน้าด้วยริมฝีปากปิดสนิทเคร่งเครียด บ้างก็เม้มแน่นบอกความหวั่นหวาดกับสิ่งที่ไม่อาจล่วงรู้ซึ่งรออยู่

ส่วนม้าตัวที่สี่เป็นม้าขาวล้วน ผู้ที่บังคับมันก็สวมชุดคลุมสีขาวทับด้วยผ้าทอลวดลาย หน้ากากรูปนกฮูกปกปิดสีหน้าทั้งมวลของเขาขณะมองซุ้มทวารศิลาที่ปรากฎอยู่ลิบๆ ตัดกับฟากฟ้า เลยที่ราบซับซ้อนกับป่าละเมาะเข้าไปอีกระยะหนึ่ง

"เหลืออีกไม่ไกลแล้ว" ชายผู้สวมหน้ากากนกฮูกบอกกับตนเองและนักรบผู้อารักขาเขาอย่างเคร่งขรึม ก่อนที่นักรบผู้นำขบวนจะกระทุ้งโกลนควบม้านำต่อไปอีกครั้ง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนจรแช่งชักทวยเทพ แช่งชักชะตากรรม แช่งชักกระทั่งอากาศที่ดูเหมือนจะเอาใจเข้าข้างพวกของอารามเสียเหลือเกิน เมื่อนับจากวันที่เขาบอกโมโนว่าจะทำตามสัญญาของเธอเป็นเวลาห้าวันเต็มๆ หิมะก็เริ่มตกพรมพรำจนฟ้าเป็นสีเทาทั้งวัน

ในสองวันแรก โมโนปฏิเสธที่จะพบเขาโดยสิ้นเชิง ทว่าหมอซิลฟายังเมตตาให้เขานั่งรออยู่ด้านนอกจนกระทั่งโมโนหลับไป แล้วให้เขาแอบเข้ามาดูเธอ จนวันที่สามเด็กสาวจึงยอมให้เขาเข้ามาเยี่ยมและนั่งเฝ้าข้างๆ เตียงได้ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจแตะต้องได้กระทั่งมือ หรือชวนพูดคุยมากไปกว่าถามคำตอบคำ

ในตอนนั้นเขาได้แต่ปลงตกว่า เอาเถิด...ต่อให้ได้พูดคุยกันก็อาจไม่มีอะไรดีขึ้นกระมัง ไม่มีอะไรที่ทั้งสองจะพูดกันในฐานะสามีภรรยาได้อีกแล้ว กระทั่งจะกลับมาสนทนาฉันท์เพื่อนหรือพี่น้องเหมือนเมื่อครั้งที่ยังไม่รู้ใจกันก็กระอักกระอ่วนจนทำไม่ได้เช่นกัน

อาการทางกายของเด็กสาวดีขึ้นตามลำดับ เพราะเธอกินอาหารและยาตามคำสั่งของหมอแต่โดยดี แต่ความรู้สึกในใจที่ไม่ยอมบอกกล่าวต่างหากที่น่ากังวล ในวันที่สามเขาเห็นว่าเธอมักใช้เวลาส่วนมากนอนหลับ เวลาไหนที่เห็นตื่นอยู่ก็ทอดสายตาเลื่อนลอยไปไกลเหมือนไม่ได้มองอะไรเลยก็ตามในห้องนี้พลางถอนใจเป็นระยะๆ เด็กหนุ่มเฝ้าดูแล้วเป็นห่วงแทบคลั่ง แต่ก็ยังคงนิ่งไว้ เพราะรู้ว่าต่อให้ตนบอกให้เธอยอมพูดจากับเขาบ้างก็คงมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

ล่วงเข้าวันที่สี่โมโนจึงฝืนยิ้มเฝื่อนๆ ให้เขา และขอโทษเขาที่ไม่ยอมพูดจาด้วยเสียนาน ด้วยความกลัวและละอายในสิ่งที่ด้านมืดของตนกระทำลงไป

ในวันนั้นเองที่คนจรตอบไปว่าไม่เป็นไร ในวันนั้นเองที่เขาบอกโมโนว่า "หากจะต้องจากกัน ก็ขอใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีค่าที่สุดได้ไหม จะได้ไม่มีอะไรที่ค้างคากันอีก" และเด็กสาวพยักหน้ารับพร้อมกับตอบว่า "ค่ะ" แม้จะด้วยเสียงที่แผ่วเบายิ่งกว่ากระซิบ

ในวันนั้นเองที่เขากับเธอสัญญาว่าจะไปที่ริมทะเลสาบกันในวันพรุ่งนี้ หากว่าพายุสงบลง

ทว่าในวันที่หกนั้น พายุหิมะก็พัดกระหน่ำหมู่บ้านเล็กๆ อย่างทารุณ หิมะท่วมสูงถึงเข่า และการขี่อะโกรฝ่าหิมะออกไปจากบ้านของหมอซิลฟาเพื่อเยี่ยมโมโนก็เท่ากับการเสี่ยงชีวิตกับการหลงทางท่ามกลางสีขาวไม่รู้เหนือใต้ เขาแทบไม่เห็นหัวของม้าสีดำที่นำหน้าอยู่ด้วยซ้ำยามเดินท่ามกลางกระแสลมรุนแรง

แต่คนจรก็ยังฝ่าพายุมาถึงร้านหมอจนได้ และได้เข้าไปนั่งเฝ้าโมโนในห้องพักหลังจากนั่งผิงไฟดื่มชาร้อนของแม่หมอพร้อมกับฟังเสียงเทศน์ของคนชง เด็กสาวปลอบเขาว่าถึงไม่ได้ไปที่ทะเลสาบก็ไม่เป็นไร และชวนเขาคุยให้อารมณ์ดีขึ้น ทว่าอาการไข้ที่เริ่มรุมๆ กลับทำให้เขาเป็นฝ่ายสติลางเลือนจนฟังไม่ได้ศัพท์ และถึงกับผล็อยหลับไปทั้งๆ ที่นั่งอยู่ข้างเตียงของโมโน

จนถึงค่ำวันที่หก พายุจึงได้ผ่านไป และในวันที่เจ็ดซึ่งพระเถระเอมอนบอกว่าจะกลับมา ท้องฟ้าหลังหิมะหยุดตกก็กลับสดใสอย่างไม่คาดฝัน ดั่งธรรมชาติเห็นดีเห็นงามไปกับเหล่าสาวกแห่งสุริยเทพ เด็กหนุ่มขี่อะโกรกลับไปที่บ้านของแม่หมอตั้งแต่เช้ามืดเพื่อจัดสัมภาระทุกอย่างของโมโนกับเขาไว้ในกระเป๋าคนละใบ เตรียมตัวสำหรับการเดินทางแยกสายของทั้งสอง และกลับมาพบกับคณะของพระเถระกับองครักษ์ผู้ติดตามอีกห้าคนและม้าพาหนะรออยู่พร้อมแล้วที่หน้าร้านหมอ

คนจรส่งห่อผ้าใส่ข้าวของเครื่องใช้ของโมโนที่เขารวบรวมมาให้กับยาฮีม ระหว่างนั้นก็กระซิบ

"ข้าจะขออะไรเจ้าสักอย่างได้ไหม"

ดวงตาขององครักษ์ประจำอารามสบกับเขาเพียงแวบ ไร้วาจาตอบ แต่มีการผงกศีรษะรับน้อยๆ

"ฝากดูแลโมโนด้วย...ไม่ใช่แค่ในฐานะองครักษ์ประจำอาราม แต่ในฐานะพี่ชายของนาง" เด็กหนุ่มพูดต่อ "นางบอกข้าว่าอยากมีพี่ชายมานานแล้ว ไม่ว่าจะยังไงนางก็ยังห่วงใยเจ้าอยู่ดี ทำดีกับนางให้นางได้สบายใจเถอะนะ"

ยาฮีมนิ่งฟังด้วยสายตาเรียบเฉยก่อนจะระบายลมหายใจช้าๆ

"ข้าต้องทำตามหน้าที่" คำตอบนั้นทำให้คนจรผิดหวัง ทว่าอีกฝ่ายยังพูดไม่จบ "แต่เอาเถอะ ข้าจะพยายาม...อ่อนโยนกับนางให้เหมือนพี่ชายมากกว่านี้"

เด็กหนุ่มค้อมศีรษะน้อยๆ

"ขอบคุณมาก"

"วันดา"

เสียงเรียกเบาๆ พร้อมกับภาพหมอซิลฟาที่ประคองโมโนออกมาเรียกความสนใจของเขาไป เด็กสาวกลับมาสวมชุดขาวที่มีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียวอีกครั้ง ขับสีผิวให้ยิ่งซีดเผือดลง และร่างดูผ่ายผอมลงไปกว่าเดิมแม้นจะสวมผ้าคลุมขนสัตว์ผืนหนาสีเข้มทับอีกชั้นหนึ่งกันหนาว

เธอเพียงกอดหมอซิลฟาเบาๆ กระซิบขอบคุณและลาก่อนเสียงแผ่ว สบตากับเขาอีกแวบพร้อมกับพูดว่า "ลาก่อนค่ะ" เช่นกัน แล้วจึงก้าวเข้าไปใกล้ม้าที่ตนต้องนั่ง ซึ่งยาฮีมคอยยืนอยู่ข้างๆ รอที่จะส่งเธอขึ้นไป ส่วนคนจรถอยออกมายืนห่างๆ หลังกล่าวอำลา ดูเหมือนกับว่าเธอไม่แม้แต่จะหันมองมาทางที่เขายืนอยู่เลยด้วยซ้ำ

แต่เมื่อยาฮีมยื่นมือส่งให้ เด็กสาวก็เพิ่งหันมาทางเด็กหนุ่มเป็นครั้งแรกก่อนจะชะงักนิ่ง เพียงดวงตาของทั้งสองสบกันอย่างหวาดหวั่น กระนั้นยังทำให้เขารู้สึกเหมือนลืมทุกสิ่งไปหมดก่อนที่เสียงของพระเถระเอมอนจะเอ่ยขึ้น

"พวกเจ้าทั้งสองจะร่ำลากันนานกว่านี้ก็ได้นะ"

คนจรก้มหน้าหลบสายตา ทว่าเท้ายังคงก้าวออกไปข้างหน้า สองก้าวแรกลังเล แต่แล้วก้าวต่อๆ มาก็เร็วขึ้นแทบเป็นวิ่งจนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเด็กสาว สองแขนอยากกางออกโอบกอดเธอไว้ แต่ก็คงค้างอยู่เพียงข้างตัว

โมโนเสียอีกที่เป็นฝ่ายโผเข้าซบหน้ากับอกของเขาก่อน ทำให้เขาโอบร่างของเธอไว้โดยอัตโนมัติและกอดแน่นเท่าที่จะไม่กระเทือนร่างผ่ายผอมที่ดูเปราะบางเสียเหลือเกินนั้น

"...ขอโทษนะคะ..." เขารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงของเธอสั่นน้อยๆ "...ขอโทษนะคะ...ข้า..."

"ไม่ต้องขอโทษอะไรทั้งนั้น" มาขอโทษตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้...ไม่มีอะไรดีขึ้นอีกแล้ว เด็กหนุ่มบังคับตนเองให้ตอบออกไป "ไม่มีอะไรที่เจ้าต้องขอโทษเลย"

พูดอย่างอื่นสิ...บอกรักข้าให้ข้าจำไว้ชั่วชีวิตก็ได้...บอกว่าเจ้าจะนึกถึงข้าตลอดไป...บอกว่าเราจะได้พบกันอีก...ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหนหรือที่ไหนก็เถอะ

"...ข้า..." เด็กสาวเอ่ยแทบฟังไม่ออกท่ามกลางเสียงสะอื้น "...ขออะไรสักอย่างได้ไหมคะ"

คำพูดของเธอทำให้คนจรนิ่งเงียบไป ก็เรื่องที่โมโนขอเขาเวลามีน้ำตาแต่ละอย่างเป็นเรื่องที่ดีสำหรับเขาเสียเมื่อไรกัน

"...ไม่ใช่สัญญาที่ท่านต้องทำตามหรอกค่ะ...แต่เป็นคำขอร้อง...ถ้าทำตามได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้...ก็...ก็ไม่เป็นไร ข้ารู้ตัวดีว่าตัวเองเรียกร้องจากท่านมากเกินไปแล้ว..."

"ว่ามาเถอะ" แต่ถึงอย่างนั้นทางเดียวที่เขามีก็คือตอบรับใช่ไหมนะ เพื่อให้เธอสบายใจกับการลาจาก กับเวลาน้อยนิดที่เธอมีเหลืออยู่นี้

โมโนยึดเสื้อของเขาเป็นที่ซับน้ำตาอีกครั้งแล้ว เด็กหนุ่มรับรู้ได้จากความชื้นเย็นที่แนบอก ต้องรออีกสักพักกว่าเธอจะกลั้นสะอื้นและพูดขึ้นได้ในที่สุด

"...ขอให้ท่าน...พยายามใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนะคะ ถ้าจะนึกถึงข้า...ก็ขอให้นึกถึงในฐานะภรรยาที่ตายจากไปแล้วก็พอ ไม่ว่าจะยังไงก็...อย่า...ทิ้งชีวิตของตนเองไปเปล่าๆ เพราะเรื่องของข้าเลย...นะคะ..."

"เข้าใจล่ะ" คนจรยกมือข้างหนึ่งขึ้นลูบผมของเธอ "ข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ วางใจเถอะ"

"...ขอบคุณค่ะ..." เด็กสาวพึมพำแต่ยังไม่ยอมมองหน้าเขา และเด็กหนุ่มก็ตัดสินใจว่าตนเองควรเป็นฝ่ายพูด

"แต่ไม่ว่าจะยังไง...ข้าก็จะยังรักเจ้า ต่อให้ถึงเวลาตายจากร่างนี้...ถ้าเป็นไปได้ก็ยังจะขอรักเจ้าอยู่...เหมือนเซ็นนานั่นแหละ"

โมโนเอาแต่สั่นศีรษะเงียบๆ โดยไม่เงยหน้า คนจรเลยหัวเราะเฝื่อนๆ ทั้งที่ดวงตาร้อนผ่าว

"อะไรกัน มีสามีที่รักเจ้ามากถึงขนาดนี้ไม่ดีใจหรอกหรือ"

เด็กสาวเหมือนจะเพิ่งทำใจให้กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในที่สุด รอยยิ้มฝืดเฝือปรากฏบนริมฝีปากซีดเซียว

"ด...ดีใจสิคะ ข้าเป็นภรรยาที่โชคดีที่สุดในโลกเลย...จริงไหมล่ะคะ"

"...จริงสิ" เด็กหนุ่มกลั้นใจตอบพร้อมกับใช้นิ้วป้ายหยดน้ำตาให้เธอ แต่แล้วมือน้อยก็จับข้อมือของเขาไว้ และจุมพิตหยาดน้ำตาบนปลายนิ้วของเขาแทน ซ้ำยังยกมือนั้นขึ้นแตะที่หางตาของเขาก่อนจะนำไปจ่อที่ริมฝีปากของตนด้วย

"พอเถอะค่ะ...ท่านกลืนกินน้ำตาของข้าไปมากแล้ว..." โมโนเอ่ยเบาๆ หลังพิธีการนั้น "ครั้งนี้...ขอให้ข้าเป็นคนแบกรับความทุกข์ของเราบ้างเถอะนะคะ...เหลือไว้แต่ความสุขให้ท่านก็พอ"

"อะไรกัน ข้าไม่...ไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย" คนจรกลั้นใจพูดแม้จะสัมผัสได้ถึงหยดน้ำที่เริ่มเย็นเฉียบบนแก้มในลมหนาว และก้อนแข็งที่จุกในลำคอ "...แค่หิมะที่ละลายต่างหาก"

เด็กสาวหัวเราะเฝื่อนๆ

"ค่ะ...แค่หิมะที่ละลาย พอหิมะละลายแล้วก็จะถึงฤดูใบไม้ผลิ...ถึงตอนนั้นทุ่งกว้างจะเป็นสีเขียวสวย ดอกหญ้าจะบานสะพรั่ง...เหมือนที่ท่านเคยบอกข้าใช่ไหมล่ะคะ"

เด็กหนุ่มนิ่งงัน ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอต้องการจะสื่ออะไรด้วยคำพูดนั้น กระทั่งอีกฝ่ายเฉลย

"นึกถึงแต่ฤดูใบไม้ผลิ...นึกถึงแต่เรื่องที่งดงามและเป็นสุขเกี่ยวกับข้าไว้ก็พอนะคะ ฤดูหนาวที่หดหู่...กับเรื่องของข้าที่ทำให้เป็นทุกข์นี่ก็อย่านึกถึงให้เสียใจเลย"

โมโนคลายมือจากร่างของเขา โบกมือน้อยๆ ด้วยใบหน้าที่ยังประดับรอยยิ้มแม้ริมฝีปากจะสั่นระริกและน้ำตาไหลอาบแก้ม

"ลาก่อนค่ะ พี่คนจร"

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลาย ไม่อาจบังคับตนเองให้เอ่ยคำอำลาเช่นกันได้ ทั้งสองจึงเพียงสบตากันนิ่งอีกครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะกลับหลังหันเดินไปหาเหล่าองครักษ์ประจำอาราม

ยาฮีมอุ้มร่างเล็กบางส่งขึ้นบนหลังม้าก่อนจะตามไปนั่งกุมบังเหียนข้างหลัง พระเถระเอมอนบนหลังม้าขาวก้มลงมองเขาด้วยสีหน้าฉายความเห็นใจ และปรานีไม่แปรเปลี่ยนขณะเอ่ยเป็นคำสุดท้ายแทนทั้งคณะ

"ลาก่อน ขอให้องค์สุริยเทพทรงคุ้มครองเจ้าให้เดินทางกลับเผ่าโดยสวัสดิภาพเถอะนะ"

จากนั้นขบวนม้าก็เริ่มเคลื่อนออกไป โมโนยังคงเหลียวหน้ากลับมามองเขาตลอดเวลา กระทั่งยามม้าที่เธอนั่งอยู่ค่อยๆ กลายเป็นจุดเล็กสีดำ เลือนหายไปจากทางลูกรังเล็กๆ สายนั้น

และแล้วคนจรก็เพียงบอกขอบคุณพร้อมกับอำลาแม่หมอซิลฟาผู้ให้ที่พักพิงในช่วงสองเดือนกว่านี้เพียงสั้นๆ ก่อนจะเหวี่ยงร่างขึ้นหลังอะโกรและควบม้าจากไปอีกทางหนึ่งโดยเร็วที่สุด

เขาคิดว่าตนเองคงไม่มีวันแวะเวียนมายังสถานที่แห่งความฝันนี้อีกเป็นครั้งที่สอง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

เสียงก้องคล้ายฝีเท้านับสิบดังสะท้อนอยู่ในโถงหิน บางขณะก็มีเสียงตะโกนคล้ายคำสั่งซึ่งปลุกสติอันรางเลือนให้เริ่มตื่นตัว

"มันต้องอยู่ในนี้แน่!" น้ำเสียงซึ่งเหมือนจะเป็นของชายชราเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของชายที่ฟังหนุ่มกว่ามาก ทว่าทรงอำนาจอย่างผู้นำ

"ค้นให้ทั่ว! อย่าปล่อยมันให้รอดไปได้!"

"ขอรับ!" ชายอีกหลายคนตอบรับเสียงนั้น และเสียงฝีเท้าก็ดูเหมือนจะยิ่งเร็วกระชั้นใกล้เข้ามาอีก

ดวงตาพร่ามัวลืมขึ้นเห็นกลุ่มคนในชุดเกราะก้าวลงมาจากทางเวียนเหนือบ่อน้ำ หมู่ร่างเงาดำผุดพรายขึ้นจากพื้นตรงเข้าหาคนกลุ่มนั้นซึ่งอุทานอย่างตกใจในทีแรก แต่แล้วน้ำเสียงชราก็กลับดังขึ้นอย่างเฉียบขาด

"อย่ากลัว! พวกนี้เป็นเพียงวิญญาณบาปที่ถูกพันธนาการไว้กับที่นี่เท่านั้น ทำลายพวกมันเสีย!!"

ประกายดาบสว่างวาบเข้าตาขณะที่ร่างหนึ่งชักดาบออกและปราดเข้าฟันเงาดำตนหนึ่งให้ผงะหงาย สลายหายไปดังกลุ่มควันถูกลมตีกระจาย เมื่อนั้นนักรบคนอื่นๆ ก็เริ่มมีกำลังใจกระทำตามกับฝูงเงาดำที่รุมล้อมอยู่

เขาผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ สมองมึนงงในทีแรก แต่ขณะที่การต่อสู้เบื้องหน้าดำเนินไป นัยน์ตาก็เริ่มเบิกกว้างเมื่อสังเกตเห็นว่านักรบกลุ่มนั้นสวมเกราะหนังกับหน้ากากอันคุ้นตา และผู้ที่ออกคำสั่งกำกับคือร่างในชุดคลุมสีขาวทับด้วยผ้าทอลวดลายสีดำสลับชมพู

พวกมันมาถึงแล้วใช่ไหม มาเพื่อขัดขวางความปรารถนาของเขา

มือเลื่อนไปที่ข้างกายหมายหาดาบ แต่กลับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า เพิ่งสังเกตว่าร่างกายนั้นเล่าก็ว่างโหวงดังไร้ตัวตน

และภาพที่เขาเห็นเบื้องหน้าก็ประหลาดเหลือจนคาดไม่ถึง

นั่นเป็นแผ่นหลังของสตรีผู้หนึ่ง เรือนผมสีดำยาวสยายคลุมแผ่นหลังที่เห็นลางๆ ใต้ผ้าคลุมศีรษะโปร่งบางสีเดียวกัน ชุดยาวระพื้นที่สวมนั้นเล่าก็เป็นสีเดียวกันดั่งชุดไว้ทุกข์ของสตรีสูงศักดิ์ กลุ่มนักรบในชุดเกราะโซ่สีดำยืนขวางอยู่เบื้องหน้านางต่างองครักษ์อารักขา

...แม้ไม่ได้เห็นหน้า ก็ยังมีบางสิ่งในร่างที่เหยียดตรงตระหง่านมีสง่าที่ชวนให้เขานึกถึงโมโนอย่างบอกไม่ถูก...

และเมื่อนึกได้เช่นนั้นเด็กหนุ่มก็รีบหันกลับไปมองที่แท่นยาวเพื่อหาร่างของเธอ ทว่าสิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นร่างแข็งทื่อของชายหนุ่มคนหนึ่งที่คลุมด้วยผ้าไหมเนื้อดีสีดำจนถึงคอ ขับให้ใบหน้าสง่างามยิ่งดูซีดเผือดขึ้น ที่เด่นที่สุดคือบนเรือนผมสีดำยาวถึงคอสวมมงกุฎซึ่งมีเขาสัตว์โค้งคู่หนึ่งประดับสองข้างศีรษะ

"สิมาริเมส" น้ำเสียงของชายชราที่ดังขึ้นด้านหลังทำให้คนจรหันกลับไป เห็นว่าชายชราชุดขาวสวมหน้ากากนกฮูกบัดนี้ก้าวมาประจันหน้ากับหญิงชุดดำห่างไปเล็กน้อย ขณะที่พวกนักรบกำลังประมือกับเงาดำซึ่งทั้งกระย่องกระแย่งเข้าฟาดฟันโจมตีและล่าถอยหลอกล่อสลับกัน "ยอมแพ้เสียเถอะ ดอร์มินสิ้นแล้ว บัดนี้เหลือเพียงเจ้าเท่านั้น"

หญิงชุดดำผู้ถูกเรียกว่าสิมาริเมสกลับตอบด้วยน้ำเสียงอันคุ้นหู ทั้งกังวานใสมีสง่าและเยือกเย็น

"เจ้าเอาอะไรมาพูดว่าดอร์มินสิ้นแล้ว" นางผายมือไปทางร่างของชายบนแท่น "พิธีกรรมใกล้เสร็จสมบูรณ์เต็มที อีกไม่นานพระองค์จะฟื้นคืน และทำลายพวกเจ้าให้สิ้นซาก"

"พิธีกรรมอุบาทว์ของเจ้าไม่มีวันสำเร็จได้หรอก! หากเจ้าหยุดสิ่งที่เจ้ากำลังกระทำเดี๋ยวนี้และสำนึกบาปทั้งปวงที่เคยก่อ องคสุริยเทพจะทรงให้อภัยเจ้า หาไม่แล้วเจ้าจะต้องได้รับโทษทัณฑ์ถึงที่สุด"

"หากท่านกับเทพจอมปลอมนั่นคิดว่าจะหยุดข้าได้ ก็ลองดูสิ"

นางสะบัดมือขาวเรียวแวบจนแขนเสื้อยาวพลิ้วไหว พลันนักรบที่อยู่เบื้องหน้ากลุ่มหนึ่งก็ปราดเข้าหาพระเถระซึ่งถอยหนีตามสัญชาตญาณดั่งไร้หนทางสู้ หากยังดูเหมือนจะช้ากว่าคนกลุ่มนั้น

แต่ฉับพลันแสงสีเงินก็สว่างวาบจากคมดาบที่ตวัดฟันนักรบทั้งหมดในชั่วพริบตา ในมือของนักรบสวมหน้ากากผู้หนึ่งที่ถลันเข้ามาโดยเร็ว

ร่างของนักรบเกราะดำทรุดลงกับพื้นอย่างเงียบงัน ไร้เลือด ไร้เสียง ก่อนจะค่อยๆ สลายไปดั่งละอองฝุ่น ก่อตัวเป็นรูปเงาดำไม่ผิดแผกจากร่างที่กำลังต้านรับเหล่าองครักษ์คนอื่นๆ

ทั้งหญิงสาวกับนักรบหนุ่มจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงของฝ่ายหญิงจะเอ่ยขึ้นก่อน

"ข้าทำให้เจ้าสมปรารถนาไปแล้ว ไยจึงกลับมาต่อต้านข้าอีกเล่า"

"สมปรารถนาหรือ น่าขัน! นางฆ่าตัวตายจากข้าไปแล้ว...เมื่อนางรู้ว่าเจ้าทำให้นางกลายเป็นอะไรไป!!"

"อย่างนั้นหรือ..." ศีรษะคลุมผ้าดำโคลงน้อยๆ "ทั้งๆ ที่ข้าอุตส่าห์ช่วยให้นางได้กลับมาอยู่กับเจ้าแท้ๆ แต่ที่นางทำลายชีวิตตนเองเสียเป็นเหตุที่เจ้าจะถือโทษข้าได้หรือ"

นักรบหนุ่มกำดาบแน่นเกร็งจนเห็นเส้นเอ็นมือปูดโปนขึ้น ปากก็เม้มเหมือนกำลังขบฟันข่มใจ สำหรับเด็กหนุ่มผู้เฝ้ามองดั่งไร้ตัวตน เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าคมดาบนั้นดูเหมือนกับดาบศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งเป็นเล่มเดียวกัน

"เอาเถิด หากเจ้ายินดีช่วยเหลือข้า...ข้าก็ยินดีที่จะเป็นธุระชุบชีวิตให้นางอีกครั้งหนึ่งนะ"

"ไม่มีวัน! ดูอย่างลูกของข้าสิ! ราชินี! เจ้ารู้ใช่ไหมว่าเจ้าทำให้ลูกของข้ากลายเป็นอะไรไปด้วย!!"

"อะไรกัน เจ้าไม่ดีใจหรอกหรือ" ราชินีสิมาริเมสเอ่ย "ที่ดอร์มินกับข้ามอบพรแห่งองค์เทพให้กับเขาดุจเดียวกับพสกนิกรทั้งมวลในแดนแห่งข้านี้"

"อย่าไปฟังมัน!" พระเถระเอ่ยขึ้นบ้าง "อย่าเชื่อคำสาวกของเทพนอกรีต! ดู 'พสกนิกร' ของมันสิ" ชายชราชี้กราดไปทางเงาดำซึ่งไม่กล้าเข้าใกล้ทั้งสองดั่งเกรงกลัวบางสิ่ง "เพียงวิญญาณที่ถูกกล่อมให้สำคัญผิดว่าพวกมันยังไม่ตาย! หลงมายาจนกลายเป็นอสุรกายวนเวียนอยู่ในโลกอย่างน่าสมเพชก็เท่านั้น!"

"น่าสมเพช...ท่านเรียกอมตภาพที่องค์เทพของเราประทานให้ว่าเช่นนั้น แล้วก็กลับเคารพบูชาเทพที่มอบความทุกข์ทรมานและความตายให้มนุษย์น่ะหรือ" หญิงสาวย้อนถาม

"ความทุกข์และความตายเป็นบททดสอบแห่งศรัทธาของมวลมนุษย์ ความพยายามที่จะเอาชนะความตายของพวกเจ้าต่างหากที่น่าสมเพช!" ชายสวมหน้ากากนกฮูกโต้กลับ

สิมาริเมสโคลงศีรษะแรงขึ้น นิ่งไปครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยตอบอย่างเคร่งขรึม

"หากพวกเจ้าเชื่อฝังหัวงมงายกับเรื่องพวกนี้...เห็นทีข้าคงไม่อาจนำพาคนโฉดเขลาให้กลับใจ" ราชินีชูมือซ้ายขึ้นสูงเหนือศีรษะจนแลเห็นปลายเล็บเรียวยาวที่เคลือบด้วยสีดำดุจเดียวกับเสื้อผ้า "องค์อมตเทพ...ข้าบาทผู้เป็นสาวกอันภักดีของพระองค์ ขออัญเชิญอำนาจแห่งพระองค์มาทำลายปรปักษ์ที่ขวางทางบื้องหน้าข้าจนสิ้น!!"

หมอกควันเช่นธาตุที่ก่อตัวขึ้นเป็นร่างเงาดำปรากฏขึ้นที่กลางอุ้งมือของนางและเริ่มแผ่ขยาย นักรบผู้ถือดาบศักดิ์สิทธิ์กระชับดาบวิ่งปราดเข้าไปหาตัวนาง แต่ยังช้าเกินกว่าที่กลุ่มหมอกนั้นจะปะทุระเบิดเป็นวงกว้างทั่วอารามสักการะพร้อมเสียงกัมปนาทสนั่นดั่งศิลาถล่มทลาย

เสียง...อย่างนั้นหรือ

คนจรสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนพร้อมกับเสียงนั้น และรู้สึกตัวว่าร่างของตนมีน้ำหนักอีกครั้งก็เมื่อภาพเบื้องหน้าดับวูบ กลับเป็นเงาดำทั้งสิบสองที่รุมล้อมร่างเขาก่อนสลายไปดุจควัน

อีกครู่หนึ่งเขาเพิ่งนึกออกว่าเสียงและแรงสะเทือนที่รับรู้ได้คงเกิดจากรูปปั้นอสูรยักษ์ตนที่เพิ่งแตกกระจายไป และค่อยๆ ใช้มือยันกายลุกขึ้น แต่แล้วอาการปวดร้อนเหมือนถูกเพลิงผลาญก็กระจายไปทั่วร่าง เส้นเลือดในตัวทุกเส้นเต้นตุบๆ ราวกับจะระเบิดและผลักดันให้เขาแผดเสียงร้องออกมา พร้อมกระอักโลหิตดำจากปากสาดกระเซ็นบนพื้นหิน

ที่อกเจ็บแปลบเหมือนถูกแทง ภาพหญิงชุดดำผุดเข้ามาในห้วงสำนึกอีกครา ใบหน้าที่ปกติคงงามล้ำกลับบิดเบี้ยวทรมานเพราะคมดาบสีเงินที่ปักกลางทรวงอกตัดกับสีชุด นางซวนเซถอยจากนักรบสวมหน้ากากเจ้าของดาบไปจนทรุดลงนั่งบนแท่นหิน มือเรียวยาวแตะกับศพของชายสวมมงกุฎ และริมฝีปากที่มีของเหลวสีดำไหลซึมเป็นรอยทางก็กลับหยักยิ้ม

"อย่าได้ลำพองใจไป..." นางเข่นเสียง "ข้าจะไม่ตาย...อมตเทพจะทรงบันดาลให้ข้ากับสวามีแห่งข้าฟื้นคืน...เมื่อนั้นข้ากับดอร์มินจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน...และพวกเจ้าก็จะได้รับผลกรรมตอบแทนสิ่งที่กระทำลงไปกับพวกเราอย่างสาสม!!"

สิมาริเมสกรีดเสียงหัวเราะแม้ขณะที่ร่างฟุบตะแคงลงทับร่างของชายสวมมงกุฎอย่างหมิ่นเหม่ โลหิตดำไหลซึมอาบคมดาบสีเงิน หญิงสาวหัวเราะจนกระทั่งร่างกระตุกถี่ๆ สองสามครั้งก่อนจะกลับแน่นิ่ง เมื่อนั้นเองภาพของนางจึงได้วูบหายไปจากสายตา

ทว่าความเจ็บปวดยังไม่หมดไปสำหรับคนจรซึ่งกลิ้งเกลือกไปมา ประสาทรับรู้ที่เลือนลางบอกว่าอะโกรส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวาย ฝูงนกพิราบก็ล้วนแต่กระพือปีกบินแตกฉานซ่านเซ็น ต่อเมื่อขดตัวกลมเหมือนเด็กทารก จึงรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาดุจปลายนิ้วละมุนที่แตะแผ่นหลัง ให้รู้สึกเย็นสบายเหมือนได้น้ำราดรด และขับไล่ความร้อนรุ่มในกายให้ปลาสนาการไป

ไม่เป็นไรใช่ไหมคะ...น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนจะดังขึ้นในใจ ทำให้เขารีบลุกขึ้นนั่ง หันกลับไปด้วยความหวังว่าจะได้เห็นร่างของเด็กสาวในชุดขาวที่ลุกขึ้นด้วยตนเองได้แล้ว แต่ก็ไม่พบใครเลย เพียงขนนกพิราบสีขาวเส้นหนึ่งเท่านั้นที่วางอยู่กับพื้น

"โมโน..." เด็กหนุ่มร้องเรียก มีเสียงขานตอบทว่ามิใช่เสียงของเธอ

ศัตรูตนต่อไปของเจ้า...อยู่ในแดนทะเลทรายเวิ้งว้าง...รอยทางมหึมาล่องลอยผ่านผืนฟ้า...สุรเสียงทั้งชายหญิงผู้เรียกตนว่าดอร์มินประกาศ เรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ กระทั่งความเห็นใจ ทว่าเจ้ามิได้อยู่เพียงลำพัง...

คนจรซวนเซลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองแสงสว่างเจิดจ้าบนช่องแสงจากเพดานเมื่อภาพหลอนที่เห็นชวนให้นึกขึ้นมาได้

"ท่านดอร์มิน..."

ไร้เสียงขานรับ กระนั้นเด็กหนุ่มก็พูดต่อไป

"เมื่อครู่...ข้าฝันเห็นศพของชายสวมมงกุฎประดับเขาบนแท่นนอน กับหญิงชุดดำคนหนึ่งสู้กำลังกับพวกองครักษ์ของอารามกับพระเถระรูปหนึ่ง พวกเขาเรียกนางว่าราชินี...ราชินีสิมาริเมส นางถูกฆ่าตาย แต่นางบอกว่านางกับสวามีของนางที่มีนามว่าดอร์มินจะฟื้นคืนขึ้นอีกครั้ง นี่หมายความว่ายังไงกัน"

คนจรรออยู่พักหนึ่งโดยไร้เสียงตอบใดๆ จึงได้ถอนใจก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักแล้วหันไปทางอะโกร แต่ก็มีอันต้องสะดุ้งน้อยๆ เมื่อสุรเสียงเอ่ยตอบ

เจ้าอยากรู้กระนั้นหรือ...

"ข้า..." เด็กหนุ่มเริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าการรู้จะทำให้เขาหวั่นไหวไปกว่าเดิมหรือไม่ "...จะให้ข้าฆ่าอสูรยักษ์ทุกตนตามที่ท่านสั่งโดยไม่รู้เหตุผลเลยได้หรือ"

เสียงบุรุษหัวเราะน้อยๆ ตามมาด้วยเสียงสตรี ซึ่งพอได้ยินเหลื่อมซ้อนกันเช่นนี้แล้วคนจรจึงยิ่งรู้สึกว่าเสียงของนางเหมือนเสียงราชินีที่เขาได้ยินไม่ผิดเพี้ยน

จริงของเจ้า ในทีแรกเราคิดว่าหากมุ่งมั่นถึงเพียงนี้...คงไม่จำเป็นที่เจ้าต้องรับรู้ แต่เมื่อเจ้าได้เห็นอดีตของอสูรยักษ์ต่างๆ กับดินแดนนี้ไปแล้ว เราควรจะแก้ข้อสงสัยเพื่อให้เจ้าปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงได้อย่างสบายใจ จริงไหม

เป็นเช่นที่เจ้าคิด เราทั้งสองคือราชาและราชินีผู้ครองแดนแห่งชนอมตะ แต่พวกสาวกแห่งสุริยเทพกลับสังหารเรา และส่งอสูรยักษ์ทีละตนๆ มายังดินแดนของเราจนเป็นเช่นที่เจ้าเห็นทุกวันนี้ เพียงเพราะพวกมันเห็นว่าอมตภาพที่เราครอบครองเป็นสิ่งที่ขัดกับกฎที่เทพของมันตั้งขึ้น

"แล้วนักรบที่เคยครอบครองดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนี้และใช้มันฆ่าราชินี...เกิดอะไรขึ้นกับภรรยากับลูกของเขาหรือ"

เขาเคยมาหาเราครั้งหนึ่ง...เพื่อขอให้เราชุบชีวิตของหญิงคนรักให้ แต่เมื่อพระมหาเถระแห่งสุริยเทพเห็นว่านางกับลูกของทั้งสองที่ถือกำเนิดหลังจากนั้นแปรเปลี่ยนไปจากมนุษย์ธรรมดา ก็กล่าวหาใส่ร้ายว่าทั้งสองถูกพวกเราทำให้กลายเป็นปีศาจ บีบบังคับให้นางฆ่าตัวตาย กล่อมสามีของนางให้นำกองทัพของอารามมาทำลายอาณาจักรของเราจนราบคาบ ซ้ำยังนำลูกของทั้งสองมาสังเวยด้วยศาสตร์ต้องห้าม กักขังวิญญาณไว้ในร่างศิลายักษ์ส่งมาในดินแดนรกร้างหลังจากนั้น เพื่อป้องกันมิให้เราฟื้นฟูอาณาจักรได้อีก

หรือนักรบผู้นั้นจะเป็นผู้กล้าในตำนานดาบศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเป็นเช่นนี้เขาก็พอเข้าใจแล้วว่าที่พ่อเฒ่าพูดว่าตอนจบที่แท้จริงของตำนานไม่ได้สวยงามเช่นที่เล่าขานมีความหมายอย่างไร ทว่าความสงสัยอื่นๆ ยังคงอยู่

"เหมือนที่ทำกับพวกคนที่มีโลหิตดำน่ะหรือ"

ถูกต้องแล้ว...พวกมันดำเนินพิธีกรรมอุบาทว์นี้เป็นเวลาต่อมานานนับหลายร้อยปี กระทั่งได้อสูรยักษ์ถึงสิบหกตน

"แล้ว...พวกท่านทุกคนในอาณาจักรนี้ล้วนเป็นผู้มีโลหิตดำ" คนจรถามต่อเมื่อนึกถึงภาพเลือดสีดำซึ่งรินจากมุมปากของราชินี

ถูกต้อง

"...บุตรแห่งอสุรเทพ"

มนุษย์เป็นผู้ขนานนามแด่เทพตามแต่จะศรัทธาหรือชิงชัง นั่นเป็นนามที่พวกสาวกสุริยเทพยัดเยียดให้องค์อมตเทพของพวกเรา

เด็กหนุ่มเย็นสันหลังวาบขึ้นมาในทันใด นึกว่าหรือเขาจะถูกล่อลวงให้มาที่นี่เพื่อปลดปล่อยอสุรเทพอย่างที่โมโนเคยพูดไว้จริงๆ ทว่าข้อสงสัยก็ได้รับคำตอบในทันใดดั่งดอร์มินล่วงรู้ความในใจ

เราไม่คิดจะให้เจ้าทำการใหญ่ถึงเพียงนั้นดอก เจ้าเป็นคนนอก ไม่ควรที่เราจะดึงเจ้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามของพวกเรา เราเพียงต้องการให้เจ้าช่วยปลดปล่อยวิญญาณของอสูรยักษ์ทั้งหลายที่ถูกกักขังอย่างน่าเวทนาก็เท่านั้น และนั่นยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการชุบชีวิตหญิงที่เจ้านำมาด้วย

"อย่าบอกนะว่า..." คนจรเริ่มพูดอย่างหวาดหวั่น "เพราะวิญญาณของนาง..."

คำตอบจากแสงสว่างยิ่งยืนยันตอกย้ำ

ถูกต้องแล้ว...วิญญาณของนางก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกักขังในร่างอสูรยักษ์ในยามนี้

เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งตะลึงงัน ได้แต่ฟังเสียงอีกฝ่ายเอ่ยต่อไป

หลังจากที่พวกสาวกของสุริยเทพจากไปด้วยสำคัญว่าทำลายพวกเราได้ราบคาบแล้ว อมตเทพชุบเราทั้งสองให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันและมอบอำนาจดั่งเทพของพระองค์ให้ตอบแทนที่เรายืนหยัดในศรัทธาของเรา แม้กระนั้นเราก็มิมีอำนาจมากเพียงพอที่จะทำลายล้างชีวิต ทำได้เพียงเรียกวิญญาณคืนกลับร่างเท่านั้น ฉะนั้นตราบใดที่วิญญาณของนางยังถูกเวทมนตร์กักขังอยู่ในร่างอื่น เราก็มิอาจชุบชีวิตนางให้ได้

"...หมายความว่า...ข้าต้องฆ่าโมโน..." เขาก้มลงมองมือขาวซีดของตนที่เปื้อนรอยดำจางๆ

นั่นมิใช่การฆ่า เป็นการทำลายที่คุมขังเพื่อปลดปล่อยวิญญาณของนางให้เป็นอิสระต่างหาก น้ำเสียงของสิมาริเมสทอดช้าลงอย่างอ่อนโยน เหมือนที่เจ้าปลดปล่อยวิญญาณของอสูรยักษ์ตนอื่นๆ ก่อนหน้านี้อย่างไรเล่า

คนจรก้มหน้าลงมองปลายเท้า เขาเคยสังหรณ์เลือนลางเมื่อเริ่มรู้ว่าที่อสูรยักษ์ตนสังหารไปนั้นคือผู้ถูกเลือกเช่นเดียวกับโมโน ทว่าความจริงที่ถูกตอกใส่หน้าว่าเธอก็เป็นหนึ่งในอสูรยักษ์ที่เขาต้องลงมือฆ่าด้วยตนเองยังโหดร้ายเหลือเกิน

พวกสาวกแห่งสุริยเทพต่างหากที่โหดร้าย นำนามแห่งเทพมาอ้างเพื่อกระทำการฝืนธรรมชาติเยี่ยงนี้ ทั้งๆ ที่โคนลิ้นของมันยังไม่ทันแห้งที่กล่าวหาว่าเราทำการฝืนธรรมชาติ...

ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก...

ใช่ ไม่ใช่ความผิดของเขาเลย ไม่ว่าเขาจะมีตัวตนเกี่ยวข้องหรือไม่ อารามแห่งสุริยเทพก็จะสังหารโมโนและทำให้เธอกลายเป็นอสูรยักษ์อยู่แล้ว ดังนั้นที่เขาสังหารอสูรยักษ์เหล่านี้เพื่อปลดปล่อยวิญญาณของเธอกับคนอื่นๆ ก็ควรนับเป็นเรื่องถูกต้องด้วยซ้ำ

แต่ทว่า...สายตาที่ปะเข้ากับกองเลือดดำจางๆ ของตนบนพื้นหินก็ผลักดันให้เขาถามต่อไป

"แล้ว...โลหิตดำที่ข้ามีขึ้นมานี่หมายความว่ายังไงกัน"

เพื่อให้เจ้ามีพละกำลังพอต่อกรกับอสูรยักษ์ซึ่งแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับได้...เราจึงจำเป็นต้องถ่ายโลหิตดำจากอสูรยักษ์ที่เจ้าสังหารไปให้กับเจ้า

"แล้วถ้า...ถ้าข้าฆ่าพวกอสูรยักษ์จนหมดล่ะ...ข้าจะเป็นยังไงต่อไปอีก"

เจ้าก็จะเป็นเช่นเดียวกับหญิงที่เจ้ารัก...คือเป็นพาหะแห่งโลหิตดำโดยสมบูรณ์ ทั้งเจ้าและนางจะได้รับอมตภาพตามสายเลือดโลหิตดำ และหากปรารถนาจะอยู่ด้วยกันในดินแดนของเรานี้ตลอดกาลนานก็ย่อมได้

"หมายความว่าจะให้ข้ากับนางมีชีวิตเป็นอมตะ ให้กำเนิดลูกหลานที่มีโลหิตดำต่อไปน่ะหรือ"

ก็แล้วไม่ดีสำหรับเจ้าหรือที่จะได้อยู่ในดินแดนอันอุดมกว้างใหญ่ผืนนี้กับนางไปตลอดกาลนาน ไม่ต้องใส่ใจโลกภายนอกที่ชิงชังนาง กีดขวางความรักของนางกับเจ้า ซ้ำยังทำลายทุกสิ่งที่เหลืออยู่ของเจ้าอีก ดอร์มินย้อนถาม องค์เทพของเราไม่เคยคิดจะก้าวก่ายอำนาจของสุริยเทพ ตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ก็พอพระทัยแล้วกับการดูแลผู้ศรัทธาเพียงในอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้ ทว่าพวกสุริยเทพต่างหากที่คิดทำลายพวกเราก่อน

คนจรนิ่งคิด แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบได้ว่าฝ่ายใดถูกต้องแม้นศีรษะจะเริ่มปวดหนึบก็ตาม

เอาเถิด...หากเจ้ายังต้องการให้นางฟื้นคืนมา... เสียงจากฟากฟ้าเหมือนจะตัดบท ก็ควรรีบเสียดีกว่า บัดนี้มีคนจากโลกภายนอกมาเพื่อขัดขวางเจ้าแล้ว และอีกไม่กี่วันพวกมันคงจะมาถึงยังที่นี่เป็นแน่

เด็กหนุ่มรู้สึกได้ถึงเพลิงแค้นที่คุโชนขึ้นต่อผู้ที่อยู่ในความคิดของเขาทันควัน

"...พวกที่อาราม"

ถูกแล้ว ดอร์มินรับ นี่ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะมัวลังเลอยู่ เจ้าตัดสินใจแน่ชัดแล้วมิใช่หรือ

"...ใช่" คนจรเพียงตอบสั้นๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาอะโกร เหวี่ยงตัวขึ้นบนหลังมันแล้วรีบควบออกไป ไม่รอเสียงอันไร้ตัวตนอีก

แสงจากดาบส่องเลยแนวผาไปด้านตะวันตกเฉียงใต้ และเด็กหนุ่มก็แวะพักดื่มน้ำล้างหน้าที่แอ่งน้ำเล็กๆ ก่อน

ขณะก้มมองเงาสะท้อนบนผิวน้ำ เด็กหนุ่มก็สังเกตว่าผิวของตนขาวเผือดลงอีกแล้ว ดวงตาสีเขียวกลับยิ่งสว่างจ้าเหมือนนัยน์ตาสัตว์กลางคืน สีผมเข้มขึ้นจนเกือบดำ แต่ที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือเส้นสีดำที่ลามขึ้นมาถึงคอ และรอยดำประปรายบนใบหน้าซีดขาวซึ่งล้างไม่ออก

ทว่าคนจรคิดว่าเขาควรจะเลิกใส่ใจเรื่องนี้เสียที มันก็แค่เลือดสีดำที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขา และเขาก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วเท่านั้น

เพียงครู่ต่อมาเด็กหนุ่มก็กลับขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าต่อไปตามทาง ที่สำคัญยิ่งกว่าและสำคัญที่สุดในตอนนี้คือเขาต้องช่วยโมโนให้ได้ก่อนที่เหล่าผู้ไล่ล่าจะมาถึง

- To be continued -
บทที่ 39 - กลับบ้าน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ฉากแรกของตอนนี้ เป็นคัทซีนที่มีอยู่จริงๆ ในเกม สามารถดาวน์โหลดได้ที่ เว็บนี้ ครับ ใต้หัวข้อสีเหลืองว่า Colossus Appearance Sequence and Misc scenes ส่วนชื่อคลิปคือ Villagers scene after beating the 12th Colossus ความยาวราวๆ 10 mb ซึ่งก็ไม่มากนัก นับเป็นหนึ่งในฉากเนื้อเรื่องที่มีอยู่น้อยนิดมากๆ ^^;;;

ส่วนเรื่องของคนจรกับโมโน ผมอยากเขียนฉากพูดคุยเพิ่มเติมของทั้งสองในช่วงวันที่เหลืออยู่เหมือนกัน แต่ก็พิจารณาว่าจะยาวเกินไป และนอกจากเรื่องของการเติมเต็มความรู้สึกแล้ว ฉากเหล่านั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องหลักมากนัก จึงยกยอดไปใส่ไว้ในไซด์สตอรี่ดีกว่า

จากตอนนี้คงทราบแล้วว่าดอร์มินไม่ใช่อสุรเทพจริงๆ แต่เป็นเทพระดับรองๆ ลงมา ซึ่งเกิดจากการรวมของกษัตริย์ดอร์มินแห่งแดนอมตะ กับราชินีสิมาริเมส อันว่าชื่อดอร์มินในเกม มีผู้สันนิษฐานว่าได้ต้นแบบมาจากกษัตริย์นิมรอด (Nimrod) ซึ่งสะกดกลับหลังเป็น Dormin กษัตริย์แห่งบาบิโลเนียที่เชื่อกันว่าเป็นผู้สร้างหอคอยบาเบล (ต้นแบบอารามสักการะสูงปรี๊ดในเกม) ผมเลยขออนุญาตนำชื่อของราชินี เซมิรามิส (Semiramis) ของนิมรอดมาใช้ในเรื่องนี้

อันที่จริงแล้ว เซมิรามิสนั้นเป็นชื่อกรีก ควรจะใช้คู่กับชื่อ ไนนัส (Ninus) ที่เป็นชื่อกรีกของนิมรอดมากกว่า และชื่อจริงๆ ของเซมิรามิสคือ ซัมมูร์-อามัท (Summur-Amat) แต่ผมเลือกใช้ชื่อกรีกเพราะสิมาริเมสฟังดีว่า ทามารัมมัส ^^;;; เรื่องราวของราชินีองค์นี้มีความน่าสนใจในทีเดียว สามารถหาอ่านได้ในหนังสือ "หญิงดังในประวัติศาสตร์" เล่ม 2 ของทีมงานต่วย'ตูนครับ

ในเกมไม่ได้มีการพูดชัดเจนว่าดอร์มินคืออสุรเทพหรือไม่ ผมจึงไม่ให้ดอร์มินเป็น เนื่องจากหากนี่เป็นศึกของอสุรเทพกับสุริยเทพ ในเมื่ออสุรเทพเข้ามามีบทบาทในแผนการแบบตัวเป็นๆ สุริยเทพก็ควรมีด้วย ผมจึงอยากรักษาบรรยากาศของอิโคะ ที่ทั้งสุริยเทพและอสุรเทพ ไม่เคยมีบทบาทสนทนาหรือสู้รบกันตรงๆ ให้เห็นจะๆ เลย มีแต่สาวกของทั้งสองฝ่ายที่สู้รบต่อต้านกันเท่านั้นไว้

สำหรับคำถามที่ว่า ในเมื่อผู้ถูกสังเวยมี 16 แล้วทำไมถึงมีโมโน ในตอนนี้คงทราบกันแล้วว่าโมโนคือผู้ถูกสังเวยคนที่ 16 เข้าตำรา "She - the Ultimate Sacrifice" หรือ "เครื่องสังเวยสุดท้ายคือเธอ" จริงๆ ล่ะครับ

ขอความกรุณากับคอมเมนต์ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ m[_ _]m


Edit by Anithin - 10 ธ.ค.49 เวลา 22:14:13 น.

Edit by Anithin - 15 ธ.ค.49 เวลา 09:57:29 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 08 ธ.ค.49 เวลา 09:12:38 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

double
Member

อืม ตอนนี้ดอร์มันพูดมากจัง เหมือนพูดเชิญชวนการขายเลย เล่าเรื่องเสียดิบดี(หรือว่าเราจะเป็นโรคหวาดระแวงไปซะแล้ว?) ฉากที่พวกหมอผี(เราเรียกแบบนี้อ่ะ) ขี่ม้าตามคนจรมาก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าเมื่อไหรจะได้อ่าน จนแทบจะลืมไปเลยค่ะ
อา....ก็เหมือนจะจากกันไปด้วยดี แล้วมันจะยังมีเรื่องอะไรอีกน้อ....

ตอนที่อ่านถึงราชีนีเซมิรามิส ยืมมองศพสามีพาลไปนึกถึงอิโคะ เพราะสะดุดตรงที่ว่ามีเขานั้นแหละค่ะ
ถ้าโมโนในเรื่องนี้คือยักษ์ตัวที่ 16 นี่คือตัวสุดท้ายใช้ไหมค่ะ.....................เอ่อ จริงเหรอค่ะ ถ้าเป็นงั้นจริงๆถือว่าเป็นภรรยาที่ใจร้ายแถมกลั่นแกล้งสามีมาก(ฮา แซวเล่นค่ะ )

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 11 ธ.ค.49 เวลา 21:21:11 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ดอร์มินต้องพูดจาจูงใจให้คนจรทำงานต่อแล้วล่ะครับ เพื่อผลประโยชน์แห่งการฮั้ว แต่ถ้าพูดเปิดๆ เลย เดี๋ยวไก่ก็ตื่น ไม่ยอมผ่อนส่งงวดท้ายๆ น่ะสิครับ ^^;;;

อา...ท่านหมอผีนักบวช ผมเองก็แทบลืมเหมือนกันว่าจะได้เขียนฉากนี้ตอนไหน (ฮา...) ^^;;;

ทั้งเรื่องอิโคะกับไต่ยักษ์ "เขา" ถือเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ซึ่งโปรดิวเซอร์ก็ยังไม่ได้เปิดเผยครับว่าจริงๆ แล้วมีความหมายยังไงกันแน่ แต่ถ้านับตามอารยธรรมโบราณ เขา แสดงถึงอำนาจของบุรุษ กษัตริย์หรือนักรบโบราณในบางวัฒนธรรมจึงได้ประดับเขาบนมงกุฎหรือหมวกศึกครับ

ผมว่าทุกวันนี้โมโนก็แกล้งคนจรไว้เยอะแล้วนะ ก็เรื่องที่โมโนขอคนจรแต่ละอย่างเวลามีน้ำตานี่ช่างดีจริงๆ ^^;;;

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 12 ธ.ค.49 เวลา 10:24:28 น.

runaway guy
คนเดินทาง

น่าน เฮียจอห์น โดนจนได้ สุดท้ายก็ต้องเสียบร่างยักษ์ของโมโนจนได้
กำลังคิดอยู่เชียวว่าเฮียจอห์นจะรอดไปได้ไง ก็พระเอกของคุณอนิธินต้องรันทดสุดขีดนี่นา ^^;;; (แซวเล่นนะครับ ขออภัยด้วย ^^;;; )

แต่วาจาโฆษณาของดอร์มินนี่...จูงใจซะสวยหรูจริงๆ ด้วยละครับ ยิ่งกับเฮียจอห์นที่เหมือนจะไม่เหลืออะไรในชีวิตแล้วมันยิ่งฟังดูเชิญชวนซะนี่กระไร ถึงจะมีอะไรแหม่งๆ อยู่ในคำโฆษณาก็เถอะนะ แต่ผมว่าสภาวะเฮียแกตอนนี้คงไม่สนใจแล้วละครับว่ากู้หนี้งวดนี้จะเจอดอกกี่เปอร์เซนต์กัน ^^;;;

แต่แหม โลหิตดำของเฮียจอห์นนี่ไม่เห็นเหมือนโลหิตดำของโมโนเลย โมโนยังดูไม่เห็นจะซีดสยองอย่างเฮียเลย สงสัยเป็นเพราะความแตกต่างระหว่างของธรรมชาติกับของทำเทียมสินะครับ ^^;;; (artificial vs natural)

พออ่านมาถึงตอนนี้แล้วผมก็เกิดคิดเล่นๆ ขึ้นมาว่า คนมีโลหิตดำอย่างโมโนจะเคยเกิดเป็นประชากรของดอร์มินในชาติที่แล้วหรือเปล่านะ แล้วบุคลิกด้านมืดก็อาจเป็นความแค้นฝังลึกในใจ พอมีกิเลสมากระตุ้นก็เลยตื่นทำให้ทำอะไรๆ ไปตามอารมณ์โดยไม่สนศีลธรรม... คือผมดันคิดไปเล่นๆ ว่าโมโนอีกคนอาจเป็นอารมณ์เก็บกดของโมโนก็ได้ เป็นอารมณ์ที่อยากทำทุกอย่างตามใจตัวเองโดยไม่ต้องสนว่าจะถูกหรือผิด หรือว่ามีหน้าที่อะไรประมาณนั้นน่ะฮะ แต่เพราะตัวเองมีสายเลือดดำเลยเก็บอารมณ์นี่ไว้ลึกๆ พอมีกิเลสมายุเลยระเบิดออกมาเป็นอีกบุคลิกนึง... (แต่ออกมาทีนี่ก็น่ากลัวพิลึก ^^;;; เลยพ่วงคิดไปเลยว่าที่ออกมาได้ใจสุดๆ ขนาดนี้สงสัยเป็นความเก็บกดพ่วงจากชาติที่แล้วที่เคยเป็นประชากรที่ถูกฆ่าล้างของดอร์มิน...ไปกันใหญ่เลยครับงานนี้ ^^;;; )
ก็คิดเล่นๆ นะครับ ^^;;;

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 12 ม.ค.50 เวลา 02:45:32 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Runaway Guy - ฮะๆ ถึงจะแซวเล่น แต่พระเอกเรื่องผมก็รันทดกันถ้วนหน้าจริงล่ะครับ (ไม่สิ ต้องถามว่ามีตัวละครตัวไหนไม่รันทดในเรื่องผมมากกว่า ^^;;; )

อืมๆ ตอนนี้เหมือนดอร์มินรับจ้างกู้ชีวิตโมโนแถมที่ดินผืนใหญ่ (ให้ปลูกบ้านเอง) อีกต่างหาก แต่ดอกบานกระอักล่ะครับ ช่วยไม่ได้ ต้องกู้ยืมเจ้าหนี้เถื่อน (สาวกอสุรเทพ) เพราะรัฐบาล (สาวกสุริยเทพ) เกิดยึดชีวิตโมโนไปแล้วนี่นา ^^;;;

อา...เรื่องที่ว่าคนจรทำไมถึงซีดเพราะเลือดดำ ผมคิดว่าเป็นเพราะเลือดแดงที่เป็นเลือดเดิมในตัวตีกันน่ะครับ ส่วนของโมโนเกิดมาพร้อมกับเลือดดำอยู่แล้ว กระบวนการสร้างเลือดเลยลงตัวกว่า จะว่าเป็นของทำเทียมกับธรรมชาติก็ถูก ^^;;;

ส่วนความคิดเกี่ยวกับด้านมืดของคุณ Runaway Guy เกิดมาตรงกับของผมในแง่ที่ว่าด้านมืดเป็นอารมณ์เก็บกดของร่างเดิมแฮะ ^^;;; (แต่ก็มีเหตุปัจจัยอื่นให้เกิดด้วย ถึงจะไม่ใช่เรื่องที่ว่าเป็นประชากรของแดนอมตะในชาติที่แล้วก็เถอะ) ในตอนหลัง จะมีตอนเจ้าแม่ได้แง้มๆ ถึงจุดประสงค์ของการมีตัวตนของตนเอง และคนจรก็จะคิดว่า ถ้าไม่ถูกบีบคั้นด้วยกรอบศีลธรรมมากนัก ด้านมืดของโมโนก็อาจจไม่เกิดขึ้นก็ได้

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 15 ม.ค.50 เวลา 20:00:14 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ