Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 14 มังกรสีม่วงมรกต

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน

ตอนที่ 14 มังกรสีม่วงมรกต

เพราะตั้งแต่เกิดแล้วคูปอร์ก็ได้ถูกลิขิตมาให้แย่งชิงทุกสิ่งที่ควรเป็นของฟ็อก์ซ

...แน่นอนว่า”นี่เป็นความรู้สึกในความคิดของฟ็อก์ซ”

...ซึ่งไม่แน่ว่า”คูเปอร์จะคิดเช่นนั้น”

ในตอนนี้ฟ็อก์ซกำลังจับจ้องมองไปยังคูเปอร์-มองไปยังขาซ้ายของคูเปอร์ และดาบสีเงินที่ข้างเอวของเขาที่มีลวดลายจิ้งจอกที่สวยงามอยู่

ขาซ้ายข้างนี้ที่ครั้งหนึ่งมันเคยเล็ก ลีบและพิการจนไม่สามารถเดินได้...ที่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการแย่งทุกอย่างของคูเปอร์จากฟ็อก์ซ

เมื่อประมาณ 46 ปีก่อนได้มีชายหนุ่มเผ่าจิ้งจอกที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง เขาเป็นหนึ่งผู้ที่เข้าร่วมทำสงครามระหว่างชนเผ่าทั้งสองที่ยาวนานมาเกือบ 4 ปี เขาได้รับการไว้วางใจจากชนเผ่ามนุษย์ที่เปลี่ยนมาจากสัตว์ทั้งหลายให้เป็นหนึ่งในสิบผู้นำที่ยิ่งใหญ่...เขามานานว่า”คูโป ซิลเวอร์วินด์”

ในช่วงนั้นที่เจ็ดเทวะราชันย์-ยังมิได้ปรากฏโฉมออกมา สงครามระหว่างชนเผ่ามนุษย์กับมนุษย์ชนเผ่าสัตว์-ทั้งสองเผ่าที่ยาวนานับ 4 ปีก่อนไม่มีทีท่าจะจบลง

...แถมยังดูเหมือนจะลุกลานออกไปเสียอีกด้วย

ในตอนนั้นแผ่นดินและแผ่นฟ้ายังเป็นเช่น-ดังเดิม กองกำลังของคูโปที่ทำการรบพ่ายแพ้มาหลายครั้ง-กำลังถอยร่นลงสู่ใต้ กองกำลังของเขาติดอยู่ระหว่างของกำลังของมนุษย์ที่ลุกขนาบหน้าหลัง ท่ามกลางความสิ้นหวังของผู้ติดตามและตนเอง-ในสายลมพัดใต้จันทร์ที่สาดแสงนั้น เมียของคูโปได้กระซิบบอกอะไรบ้างอย่างของเขาอย่างแผ่วเบา

และผลจากเสียงกระซิบนั้น-ทำให้คูโปนำกองกำลังออกโจมตีศัตรูในยามค่ำคืนที่มิมีใคร-แม้แต่ตัวเขาจะคาดคิด...อย่างฉับพลัน ทำให้เขาสามารถชิงเอาชัยชนะที่ไม่คาดหมายนั้นมาได้

ต่อมาภายหลังการศึกในวันนั้น มีคนได้ถามคูโปว่า”ภรรยาของท่านกระซิบอะไร” มันใช่เป็นแผนการที่สุดยอด-ใช่หรือไม่ คูโปเพียงแต่หัวเราะและยิ้มอย่างมีความสุข...แล้วตอบถึงสิ่งที่ภรรยาเขากระซิบออกมาว่า

“ข้ากำลังจะกำเนิดคูโปน้อยๆให้แก่ท่าน”

นั่นไม่ใช่แผนการรบที่สุดยอดอะไร...แต่มันเป็นการมอบกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้ต่างหาก เพื่อลูกน้อยที่กำลังจะเกิดมา-คูโปมีแต่ต้องรบชนะเท่านั้น เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนรัก...เขาจึงต้องละทิ้งความหวาดกลัวที่เกาะกินหัวใจทุกอย่าง-เพื่อชัยชนะที่มิสามารถแพ้ได้

...เพื่อให้อีกหนึ่งชีวิตได้มีชีวิตลืมตาดูโลก

หลังจากวันนั้น...ไม่เพียงแค่คูโปเท่านั้นที่รอคอยให้เด็กคนนั้นกำเนิดออกมา แม้แต่ทุกคนก็เช่นเดียวกัน-ที่รอคอยในฐานะบุตรแห่งชัยชนะ เพราะหลังจากนั้นคูโปคล้ายรบชนะติดต่อกับหลายครั้งอย่างโชคช่วย

และแล้ววันสิ้นสุดการรอคอยก็มาถึง

ในเช้าวันหนึ่งเขา-ก็ได้ยินเสียงแห่งสวรรค์ที่ไพเราะยิ่งกว่าดนตรีกาลใดๆในโลกใบนี้ขึ้น เด็กน้อยก็ได้ถือกำเนิดออกมา-คูโปได้ตั้งชื่อให้กับเด็กน้อยคนนั้นว่า”คูเปอร์” นั่นเป็นชื่อที่ดีที่สุดเท่าที่คูโปจะคิดออกได้

...หลังจากที่ใช้เวลาครุ่นคิดมานานตั้งแต่ทราบว่า”เขากำลังจะมีคูโปน้อยๆ”

...ชื่อคูเปอร์นี้ก็เป็นชื่อเดียวที่เขาคิดออก-และรู้สึกว่ามันดีที่สุดจนเขาไม่สามารถจะตั้งชื่ออื่นให้แก่เด็กน้อยได้อีกแล้ว

แต่สิ่งที่ไม่คาดหมายก็เกิดขึ้น หลังจากที่คูโปตั้งชื่อให้กับเด็กน้อยนามว่า”คูเปอร์ได้เพียง 2-3 นาที”เท่านั้น เขาก็ได้ยินเสียงดังเหมือนเสียงสวรรค์ขับร้องบทเพลงอีกครั้ง

หลังจากที่เด็กน้อยเกิด-ได้มีเด็กน้อยอีกคนเกิดตามมา คูโปยินดีและดีใจเป็นที่สุด แต่เมื่อยามที่เขาโอบกอด-พิศดูเด็กน้อยที่เกิดตามมา...เขาถึงกับหลั่งน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจออกมา เพราะว่าเด็กน้อยที่เกิดตามานั้น-กลับมีขาซ้ายที่เล็ก ลีบและพิการ

คูโปที่ไม่สามารถคิดชื่อให้กับเด็กน้อยที่เกิดตามาในยามนั้นได้ จึงได้ตั้งชื่อของเด็กน้อยคนที่สองว่า”คูเปอร์”แทน...และได้เปลี่ยนชื่อของเด็กน้อยคนแรกว่า”ฟ็อก์ซ”-ซึ่งเป็นชื่อแห่งเผ่าพันธ์ดั่งเดิมของเขา

...และนั่นเป็นการแย่งชิงสิ่งแรกจากฟ็อก์ซของคูเปอร์

...แย่งชิงชื่อที่พ่อตั้งให้กับเขา

ตั้งแต่นั้นมา-สำหรับฟ็อก์ซแล้ว...คูเปอร์คือผู้ที่ได้ถูกลิขิตมาให้แย่งชิงทุกสิ่งที่ควรเป็นของฟ็อก์ซ รวมทั้งดาบสีเงินที่ข้างเอวของคูเปอร์ในยามนี้ด้วย

...ที่มันเป็นตัวแทนของพ่อและเกียรติ์แห่งชนเผ่าจิ้งจอก

“...ฉันไม่ใช่-ไม่ต้องการที่จะเข้าไป...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้พูดต่อไปหลังจากจิบน้ำชาที่ร้อนระอุลงไปเล็กน้อย ท่านกวาดมองไปยังอีโล่เป็นเชิงไม่พอใจเล็กน้อย-ก่อนที่จะวางถ้วยลงแล้วพูดต่อไปว่า

“...แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือฉันไม่ต้องการที่จะวิ่งหนีออกมาอย่างทุลักทุเลเช่นนี้”

ท่านพูดพร้อมทั้งกวาดสายตามองไปยังฟ็อก์ซ...แต่ฟ็อก์ซกลับคิดไปเองถึงรอยยิ้มเยาะที่มาพร้อมกับสายตานั้น ในเวลาเดียวกัน...คูเปอร์ทีไม่พอใจก็กล่าวออกมาว่า

“มองอะไรกัน-พี่ชาย”

ฟ็อก์ซจึงตอบไปว่า

“สายตาของฉัน...ฉันอยากจะมองอะไร-มันก็เรื่องของฉัน”

“...”

คูเปอร์นิ่งเงียบ เพราะนี่ไม่ใช้ครั้งแรกที่ฟ็อก์ซแสดงความไม่เป็นมิตรต่อเขา

“เออ...”

โดโรธีที่นิ่งเงียบอยู่นานคิดส่งเสียงอะไรออกมา...แต่ฟ็อก์ซกลับชิงพูดออกมาก่อนว่า

“แกกำลังอะไรอยู่คูเปอร์”

คำถามของเขาหมายถึงการที่คูเปอร์นำเมียร่ากับฟอการิต้าขึ้นเรือมา

“นี่...นี่...”

โดโรธีคิดจะส่งเสียงอะไรออกมาอีก-แต่เจนนี่ถึงกับหันไปพูดกับโดโรธีว่า

“นี่โดโรธี...เธอเงียบเดียวได้มัย...”

ก่อนที่เธอจะหันไปหาโลอี้แล้วพูดว่า

“นี่ให้จาริโค้วางโดโรธีลงได้แล้ว”

“แล้วคุณมาบอกผมเท่ามัยล่ะ...ไม่ไปพอจาริโค้เองเล่า...”

แต่โลอี้กลับตอบออกมาเช่นนั้น-เจนนี่มองไปยังใบหน้าของโลอี้โดยที่แม้แต่ตัวเธอก็ไม่รู้ว่าทำมัยถึงบอกเขา-แทนที่จะเป็นบอกจาริโค้ ก่อนที่เธอจะฉุกคิดอะไรได้...หลบสายตาที่เขาจ้องมองมาแล้วบอกออกไปว่า

“นี่เขาเป็นคนของคุณไม่ใช่หรือ”

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

โลอี้หัวเราะออกมาที่เห็นเจนนี่แสดงถึงท่าทีอายๆของหญิงสาวออกมา-ก่อนที่เขาจะหันไปบอกให้จาริโค้วางร่างของโดโรธีลงอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก พร้อมๆกับได้ยินคูเปอร์ตอบออกมาว่า

“ฉันก็แค่ต้องการคนที่จะสามารถนำพาฉันไปหาจิตแห่งเทวะได้ก็เท่านั้นเอง”

“นี่แก...”

ฟ็อก์ซคิดร้องกล่าวอะไรออกมา...แต่เมื่อยามที่เท้าของโดโรธีแตะสัมผัสพื้นนั้นเธอของลงเสียงร้องออกมาทันที

“นี่ทุกคน...”

โดโรธีตะโกนร้องออกมาอย่างสุดเสียง...จนกระทั่งเจนนี่ที่ได้ยินเสียงร้องของโดโรธีอดคิดในใจไม่ได้ว่า

“นี่เราไม่น่าบอกให้วางโดโรธีลงเลย”

แต่ความคิดของเธอก็มีเพียงแค่แว็บแรก-แว็บเดียวเท่านั้น...เมื่อได้ยินเสียงของโดโรธีร้องต่อไปว่า

“...โซฟีเน่กับเซบัส...”

ไม่เพียงเจนนี่เท่านั้นที่ฉุกใจคิดได้...ก่อนที่จะฟังเสียงร้องของโดโรธีร้องตะโกนต่อไปอีกว่า

“...โซฟีเน่กับเซบัสยังไปได้หนีตามพวกเราออกมาด้วย”

ทุกคนกวาดสายตามองหน้ากันเล็กน้อย-ก่อนจะหันกลับไปมองยังปากถ้ำที่เข้าสู่เหมืองหินโบราณอย่างตกใจ โซฟาน โลอี้กับจาริโค้และเซทีรีบพุ่งตัววิ่งออกไปทันที พวกเขาหมายที่จะกลับเข้าไปภายในเหมืองอีกครั้ง

...ไปค้นหาและช่วยโซฟีเน่และเซบัสที่อาจกำลังเผชิญหน้ากับมังกรร้ายตัวนั้นอยู่

...มังกรตัวที่ทำให้พวกคูเปอร์ต้องวิ่งหนีออกมา

“ทุกคนรีบถอยออกมาเร็ว”

อีโล้ที่ได้รับการสะกิดเตือนจากท่านผู้เฒ่าร้องตะโกนออกมาทันที...ก่อนที่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้จากพูดออกมาเบาๆให้กับพวกเจนนี่และโดโรธีฟังว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอก-โซฟีเน่กับเซบัสต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน…”

“ตูม”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของท่านผู้เฒ่า...ทุกคนก็ได้ยินเสียงระเบิดดังกึกก้องออกจากจะเหมืองหินโบราณ เสาหินขนาดใหญ่ทั้งสองข้างทางเข้าถึงกับแตกร้าวอย่างรวดเร็ว-ก่อนที่คานตรงกลางจะหักทลายลงมา

“โครม”

ก่อนที่ทางเข้าเหมือนหินโบราณจะถล่มลงมา-จนฝุ่นผงทรายจะลอยขึ้นคละคลุ้งเต็มท้องฟ้าไปหมด ได้มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกจากเหมืองหินโบราณขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว...ราวกับสายฟ้า

พวกโลอี้และโซฟานที่คิดจะวิ่งกลับเข้าไป-ต้องหยุดฝีเท้าลงอย่างไม่รู้ตัว ในหมู่ผู้คนที่วิ่งมาตามหลัง...โดโรธีอดร้องออกไปไม่ได้ว่า

“โซฟีเน่”

เจนนี่ที่วิ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างๆโดโรธี-ชี้มือขวาขึ้นไปบนกลางท้องฟ้าแล้วร้องบอกโดโรธีว่า

“นี่โดโรธี...”

เธอชี้มือขึ้นไปบนท้องฟ้า-พร้อมร้องบอกต้องไปว่า

“...นี่ดูนั่นสิ”

ไม่เพียงแต่โดโรธีเท่านั้น-ทุกคนที่มองตามนิ้วที่ชี้เจนนี่ ต่างมองเห็นร่างของโซฟี่เน่ที่กำลังคว้ามือของเซบัสบินอยู่บนกลางท้องฟ้า-ภายใต้แสงตะวันอันแรงกล้าที่แผดแสงร้อนแรงสาดส่องลงมากระทบยังร่างของเธอ

เส้นผมสีทองของเธอท่อประกายระยับเป็นประกายสีทองรับแสงแห่งตะวัน ปีกสีขาวของสองข้างของเธอที่กางออกสุกสว่างด้วยประกายงดงามยิ่งกว่าทุกครั้ง ตลอดร่างของเธอไร้ซึ่งแม้แต่เศษละอองฝุ่นทรายซักเม็ดมาบดบังถึงความสวยงามดุจเทพธิดาของเธอได้ ก่อนที่เธอจะหุบปีกสีขาวสะอาดทั้งสองของเธอ-โบยบินพุ่งกลับลงมา

ทุกคนที่เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามนี้-จ้องมองร่างของโซฟีเน่อยู่อย่างตกตะลึงราวกับมองเห็นถึงเทพธิดาบนชั้นฟ้ากำลังค่อยๆโบยบินลงมาจากฟากฟ้า มันเป็นความงดงามที่จับใจทุกคนยิ่งกว่าจะเรียกเธอเป็นเพียงแค่เทพธิดาแห่งท้องทะเลทรายเสียอีก

“เฮ่...”

โดโรธีเป็นคนแรกที่โฮ่ร้องออกมาทั้งน้ำตาเมื่อพบว่าโซฟีเน่และเซบัสปลอดภัยจากเหมืองที่ถล่มลงมา ยามเมื่อเธอและเซบัสกลับลงมาสู่พื้น...โดโรธีก็จูงมือเจนนี่วิ่งออกไปหาเธออันดีใจเท่านั้น

“สมเป็นเทพธิดาทะเลทรายของพวกเราจริง”

ฟ็อก์ซซีโร่ร้องออกมาอย่างดีใจ...ตามด้วยเสียงมรายินดีไม่แพ้กันของฟ็อก์ซวัน

“ฉันบอกแล้วม่าใช่หรือว่าไม่มีอะไรทำอันตรายโซฟีเน่ของพวกเราได้”

ฟ็อก์ซทูที่คล้ายไม่เคยได้ยินฟ็อก์ซวันพูดออกมาก่อน...แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรขัดคอออกไป-เขาเพียงแต่พูดออกอย่างดีใจว่า

“สมเป็นพี่สาวของพวกเราจริงๆ”

“พี่โซฟีเน่”

ฟ็อก์ซทรีจึงวิ่งเข้าไปหาพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกไปอย่างดีใจ...ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของโลอี้ จาริโค้และโซฟาน

“เฮ้ว...”

“จริงๆเลยเด็กคนนี้”

เมียร่าอดที่จะบ่นออกมาอย่างยิ้มๆไม่ได้...เพราะในกลุ่มของพวกโซฟีเน่แล้ว-เธอคือพี่สาวใหญ่ตัวจริง แต่เนื่องจากเพราะงานค้นคว้าของเธอทำให้เธอมักจะอยู่กับบ้านมากว่าเดินทางไปกับเรือของฟ็อก์ซ

“พี่โซฟีเน่ยอดไปเลย”

ฟอการิต้าที่เป็นที่รักของทุกคนก็ผละจากเมียร่าวิ่งเข้าไปหาโซฟีเน่เช่นกัน...เธอวิ่งเข้าไปผลักร่างของฟ็อก์ซทรีที่คิดจะเข้าไปกอดโซฟีเน่ออก-แล้วสวมกอดโซฟีเน่ทันที
ฟอการิต้าเป็นบุตรสาวของฟ็อก์ซและเมียร่า เธอไม่คล้ายพี่ชายทั้ง 4 ของเธอที่เป็นเผ่าจิ้งจอกเผ่ามนุษย์เหมือนฟ็อก์ซ แต่เธอคล้ายเมียร่ามากกว่าที่เป็นมนุษย์ชนเผ่าจิ้งจอก แม้เธอจะมีอายุเพียงแค่ 11 ปีแต่เธอกลับมีใบหน้าเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่สวยงามดวงตาเรียวยาวสีเงินคนหนึ่ง...มีผมคิ้วที่เรียวสวยสีขาวเงินแกมน้ำเงิน จมูกโด่งสวยงามที่ขาวนวลสวย ริมฝีปากที่บางบางสีชมพูอ่อนรับกับค้างที่เรียวมนได้รูป คล้ายๆทั้งเมียร่าและเจนนี่ เธอไว้ผมยาวสีขาวเงินแกมน้ำเงินถึงต้นขา มีมือเป็นลักษณะของคนเหมือนเจนนี่และเมียร่า

ฟอการิต้าที่สวมชุดเช่นเดียวกับเมียร่า สูงกว่าพวกฟ็อก์ซวันที่สูงเกือบเท่าๆฟ็อก์ซกว่า 10 เซนเลยที่เดียว...สวมกอดโซฟีเน่พร้อมทั้งร้องว่า

“หนูคิดถึงพี่โซฟีเน่ที่สุดเลย”

“พี่ก็คิดถึงฟอการิต้าเหมือนกันจ๊ะ”

โซฟีเน่ตอบรับออกไปพร้อมทั้งยกมือซ้ายที่ว่างอยู่ขึ้นลูบหัวของเธอ-ส่วนมือซ้ายของเธอยังกุมมือของเซบัสไว้ไม่ยอมปล่อย

“คิดถึงแต่พี่โซฟีเน่คนเดียวหรือ”

โดโรธีส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่พอใจทั้งรอยยิ้ม...ฟอริกาต้าทันมากอดโดโรธีพร้อมทั้งบอกว่า

“หนูก็คิดถึงพี่โดโรธี...”

ก่อนที่เธอจะหันไปมองยังเจนนี่ยิ้มให้เจนนี่พร้อมกับพูดต่อไปว่า

“...กับพี่เจนนี่ด้วยค่ะ”

“แล้วไม่คิดถึงพ่อหรือไง”

ฟ็อก์ซอดที่จะครุ่นคิดอย่างน้อยใจ-ใจในไม่ได้...พร้อมกับเสียงของท่านผู้ท่านผู้รอบรู้ร้องบอกออกมาว่า

“ทุกคนถอยออกมาเร็วเข้า”

ฟ็อก์ซได้ยินเช่นนั้นคิดจะร้องอะไรออกไป...แต่ได้ยินเสียงที่ทรงอำนาจร้องบอกออกมาก่อนว่า

“พวกเรารีบถอยเร็ว”

โลอี้เป็นคนกล่าวออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงท่านผู้เฒ่า-พร้อมทั้งอุ้มร่างของเจนนี่วิ่งออกมาอีกครั้ง ส่วนจาริโค้ก็ฉวยโอกาสแบกร่างของโดโรธีวิ่งออกมาอีกครั้ง ตามด้วยทุกคนที่วิ่งตามหลังกลับมาโดยไม่ทันคิดอะไร

“พรืบ”

เสียงระเบิดดังก้องอีกครั้งพร้อมทั้งเสาเปลวไฟสีแดงเพลิงพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินสูงขึ้นทะลุก้อนเมฆบนท้องฟ้า-บริเวณที่เคยเป็นปากเหมืองหินโบราณ ผงฝุ่นทรายสีทองพุ่งพวยขึ้นตลบฟ้าอีกครั้ง

ยามเมื่อทุกคนหยุดวิ่งหันกลับไปยืนมองยังฝุ่นทรายสีทองที่ล่องลอยอยู่เบื้องหลัง...เจนนี่จึงรีบมองซ้ายขวาทันทีพร้อมทั้งร้องถามทุกคนออกไปว่า

“นี่ทุกคนเห็นโซฟีเน่กับเซบัสมัย”

โดโรธีที่กวาดมองไปยังทุกคนอย่างรวดเร็ว-พร้อมทั้งร้องออกไปว่า

“โซฟีเน่ล่ะ...”

ก่อนที่เธอจะกวาดสายตามองไปอีกครั้งแล้วร้องต่อไปว่า

“...เซบัสล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้พูดมาอย่างใจเย็น...ฟอการิต้าที่มองเห็นโซฟีเน่แล้วรีบกรี๊ดร้องพร้อมทั้งชี้ออกไปทันที

“กรี๊ด...นั่นพี่โซฟีเน่”

ฟอการิต้าชี้นิ้วมือขวาไปยังจุดที่ก่อนพวกเธอจะวิ่งออกมา-ทุกคนยังคงพอมองเห็นเงาร่างของคนสองคนยังคงตกอยู่ภายใต้ผงทรายสีทองจางๆที่ลอยขึ้นคละคลุ่มขึ้นไปยังท้องฟ้า
ทั้งโดโรธีและเจนนี่คิดที่จะวิ่งกลับเข้าไป...แต่ทั้งโลอี้และจาริโค้กลับไม่ปล่อยร่างทั้งสองลง ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่ยังจ้องมองไปยังเบื้องหน้า...ผงทรายสีทองค่อยๆล่วงพลิ้วลอยลงสู่พื้นทรายอีกครั้ง-หนึ่ง

“พระเจ้า”

บาเรบี้และอีกหลายคนที่มองเห็นภาพเบื้องหน้า-หลังไร้ผงทรายสีทองบดบังถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ บีเรโน่น้องชายเขาถึงกับเข่าอ่อนลงนั่งไปกับพื้น ฟ็อก์ซซีโร่ วันและทูต่างวิ่งไปอยู่ด้านหลังและดันฟ็อก์ซทรีใช้เสนอหน้าแทนทันที-แต่ทั้ง 3 ก็ยังไม่วายชะโงกหน้าออกมามอง อีโล้และยามเผ่าควายที่ชื่อบัพฟากับยามเผ่ากอริล่าที่ชื่อคองก้ารีบถลันออกมายืนปกกันอยู่ทั้งด้านหลัง ซ้ายและขวา

...เพราะพวกเขารู้ดีว่าท่านผู้เฒ่าต้องการที่จะมองดูเหตุการณ์จึงไม่สามารถขว้างหน้าได้

โซฟานรีบชักดาบยาวสีทองของเธออกมาเตรียมพร้อมที่จะเข้าไปต่อสู้ทันที ส่วนเซทีกับเซโต้รีบกางเล็บของพวกเขาเตรียมตัวรับมือทันที

เมียร่าที่ควักข้อมือของฟอการิต้าไว้แน่ไม่ยอมปล่อย ส่วนฟ็อก์ซและคูเปออร์ทั้งสองก้าวเข้ามายืนขว้างหน้าเธอไว้...ในมือคูเปอร์ยังชักดาบสีเงินเล่นนั้นออกมา

...ส่วนสูงของฟ็อก์ซและคูเปอร์ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อเมียร่าที่สูง 174-75 เซนที่ด้านหลังเลย

กาบ้ากับไรบ้าได้ร้องสั่งให้ลูกเรือทุกคนเตรียมตัวรับมือ

...ส่วนแบรี่ต่อนี้ยังไม่รับรู้เรื่องอะไร ยังคงนั่งกินไอศกรีมรสน้ำผึ้งอยู่ภายในเรือจิ้งจอกสีเงิน-ใช้สไปโดล้างจานอยู่
-----------------------------------------------------------------------------------------

ผงทรายสีทองคละคลุ้งท่อประกายงดงามระยับท้องฟ้า-รับแสงสีทองของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องมา...ค่อยๆลอยล่องล่วงรินลงบนพื้นทรายสีทองอีกครั้งหนึ่ง
ประกายสีทองงดงามที่เคยบดบังสายตาทุกคนได้จางหายไปจนหมดสิ้น

สิ่งที่ทุกคนมองเห็นอยู่เบื้องหน้าของทุกคนในยามนี้คือ...โซฟีเน่ที่กำลังยืมกุมมือยืนอยู่เคียงข้างเซบัส-ท่ามกลางประกายเม็ดทรายสีทองนั้น

โซฟีเน่ที่ยืนอยู่ในยามนี้-ได้หุบปีกของเธอลงอีกครั้ง ผ้าคลุมสีขาวของเธอที่ไม่แปดเปื้อนแม้แต่เศษฝุ่นทรายแม้แต่เม็ดเดียว เส้นผมสีทองของเธอยังคงพริ้วไสวในสายลมท่อประกายละอองสีทองงดงามยิ่งกว่าเทพธิดาของทะเลทราย

ส่วนเซบัสที่ยืนอยู่เคียงข้างก็งดงามสง่าหล่อเหลาไม่แพ้กัน-บนผ้าคลุมสีขาวของเจนนี่ที่ตัดให้เขาก็ปราศจากผงฝุ่นทรายแม้แต่สักละอองเดียวมาบดบังความสง่างดงามนั้น

...ไม่ว่าใครก็ตามที่มองมา-ต่างของอดที่จะยอมรับถึงความเหมาะสมของทั้งสองไม่ได้

เมียร่า ฟอการิต้า คูเปอร์และพวกที่สังเกตเห็นถึงเซบัสชัดเจนในยามนี้อดตกตลึง...ไม่ได้ ตาของคูเปอร์ถึงกับเป็นประกายด้วยความครุ่นคิดไม่ได้

“ดูท่าฟ็อก์ซจะได้อะไรดีๆมามากกว่าแค่ได้ผู้เฒ่าผู้รอบรู้กับเลโอเสียแล้ว”

...คูเปอร์อดคิดในใจ...ไม่ได้

“พระเจ้า”

...นั่นเป็นเสียงร้องของบาเรบี้ที่ดังออกมา...ถึงกับเปลี่ยนถึงความรู้สึกของทุกผู้คนไปในทันที

ที่เบื้องหน้าของโซฟีเน่กับเซบัสยังมีร่างที่สูงนับ 20 เมตรกำลังยืนตั้งตระหง่านดุจขุนเขาสีม่วงมรกตที่ไม่มีวันโค่นล้ม...อย่างเด็ดขาด

...อย่างน้อยก้อใจคนส่วนมากก็คิดเช่นนั้น
---------------------------------------------------------------------------------------

มังกร

...สัตว์แห่งจินตนาการของผู้คน...แต่ปรากฏเป็นความจริงเบื้องหน้าทุกคนในเวลานี้

ถ้าจะบอกว่ามังกรนับ 20 เมตรอยู่จะเกินจริงไปบาง เพราะส่วนสูงที่แท้จริง-ไม่นับหาง...มันเพียงแค่ 19.75 เมตรเท่านั้น
หัวสีม่วงมรกตที่ยาวประมาณ 4 เมตรที่มีดวงตาเรียวแหลมยาวเกินเมตร มีเขาอยู่บนหัวเหนือหน้าผาก 1 เขา บนดวงตาอีก 2 เขา ตรงหางตาอีก 2 เขาและตรงแก้มอีก 2 เขารวม 7 เขาที่ยาวแหลมคม ปากที่เรียวแหลมกว้างของมันออกมายังมีฟันที่คมกริบดุจใบมีดนับไม่ถ้วน

ลำคอของมันจัดว่าค่อนข้างสั้นเพราะยาวเพียงแค่ 5 เมตรกว่าๆเท่านั้นเมื่อเทียบกับปีกที่คล้ายนกสีม่วงมรกตแต่ละข้างที่มันกำลังกางออกที่ยาวถึงข้างละ 16-17 เมตร

...ไม่ต้องสนใจเลยว่าปีกที่ทรงพลังนั้นทำให้มันบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้อย่างไร

หน้าอกและหน้าท้องของมันไม่คล้ายคนอ้วนที่ลงพุ่งขาสั้น...แต่กลับคล้ายชายร่างกำยำที่เต็มไปด้วยกล้ามที่บิดเกลียวเป็นมัดๆ บวกกับแขนที่มีกล้ามใหญ่โตยาวนับ 8-9 เมตรและฝ่ามือที่มี 5 นิ้วที่แหลมคมยาวประมาณเกือบ 2 เมตร บวกกับหางที่ตวัดไปมาสร้างความหวาดหวั่นดังราวจะพัดพาให้เกิดพายุทรายได้ทุกเมื่อที่ยาวประมาณ 16-17 เมตร
ทุกคนในยามที่เหนือมังกรตัวนี้ปรากฏกายออกมา แม้จะเตรียมพอที่จะสู้-แต่กลับไม่มีใครคิดว่าจะชนะหรือพิชิตมันได้เลย

แต่...

แต่ความสิ้นหวังของผู้คนยังไม่จบสิ้นจน

...มันเพียงเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

เพราะหลังจากนั้นไม่นานที่ด้านหลังของโซฟีเน่กับเซบัส...กลับที่ฝุ่นทรายลอยขึ้นคละคลุ้งฟ้า-ก่อนที่จะเกิดวังทรายหมุนที่ดูดกลืนทุกสิ้นลงไปรัศมีกว้างนับสิบๆเมตร ตามติดด้วยเสาสีทองต้นสูงจะพุ่งขึ้นมาจากพื้นทรายสีทราย-อย่างรวดเร็ว

“ราชันย์มงกุลทราย”

ทั้งฟ็อก์ซ คูเปอร์ เมียร่า โดโรธี จาริโค้ ฟอการิต้าและฟ็อก์ซวัน ทู ทรี ซีโร่กับผู้คนอีกมากมายต่างร้องเรียกชื่อนี้ออกมา
สิ่งที่พุ่งขึ้นมาดับความสิ้นหวังของผู้คนเพิ่มขึ้นอีกในขนาดนี้คือหนอนทะเลทรายที่มีลำตัวยาวไม่ต่ำกว่า 40 เมตร-พุ่งขึ้นมาจากพื้นทราย

...หนอนทะเลทรายที่พวกฟ็อก์ซล่าได้มีความยาวอยู่ที่ประมาณ 20 เมตรกว่าๆเท่านั้น นานๆพวกเขาจึงจะพบตัวที่มีความยาวประมาณ 30 เมตรที่ถึงว่าปาฏิหาริย์แล้ว ส่วนหนอนทะเลทรายที่มีความยาวกว่า 40 เมตรตัวนี้-มันเป็นเพียงตำนานเท่านั้น

...ตำนานที่ว่ามันเป็นราชาแห่งหนอนทะเลทรายทั้งมวล...ผู้คนต่างพากันเรียกมันว่า“ราชันย์มงกุลทราย”
โดยรวมมันไม่มีสิ่งใดที่แตกต่างไปจากหนอนทะเลทรายทั่วไปเท่านั้น นอกจากเขาที่คม 3 เขายาวออกไปคล้ายมงกุลกับผิวหนังที่เป็นสีทองอล่ามกว่าหนอมทะเลทรายทั่วๆไป

ระหว่างมังกรและราชันย์มงกุลทรายกำลังเผชิญหน้ากันโดยมีโซฟีเน่กับเซบัสยืนขว้างอยู่หว่างกลาง...ในระหว่างที่ทุกผู้คนกำลังตื่นตะหนกอยู่นั้น มีเพียงแต่เซบัสเท่านั้นที่นิ่งสงบราวกับไม่สนใจถึงเจ้าสัตว์ขนาดมหึมาทั้งสองกับโซฟีเน่ที่คล้ายรู้ได้ถึงความปลอดภัยจากพลังความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากเซบัสยืนอยู่เคียงข้าง...และท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่คล้ายทราบอยู่แต่แรกแล้วถึงการเผชิญหน้าของทั้งสอง แม้แต่พวกของเมียร่า ฟอการิต้าและคูเปอร์ที่รู้อยู่ก่อนแล้วยังอดที่จะตกใจไม่ได้

แต่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยยังคล้ายรู้มากกว่าทุกคนในยามนี้อีก...รู้ถึงสิ่งที่สิ้นหวังยิ่งไปกว่านี้อีก...

นั่นคือ...

ความสิ้นหวังที่มากยิ่งไปกว่าทุกคนจากราชันย์มงกุลทราย
-----------------------------------------------------------------------------------------

เหงื่ออันสิ้นหวังไหลหลั่งออกมาเต็มใบหน้าของผู้เฒ่าผู้รอบรู้...หลี่เชากุ้ยถึงกับหลับตาลง-ไม่อยากรับรู้ถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป

...นี่เป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตที่เขาไม่อยากจะเป็นผู้เฒ่าผู้รอบรู้...เลย

ใบหน้าที่ปรากฏของบนใบนี้ตน-ที่รับรู้ได้คือความสิ้นหวัง...มิใช่ตกใจ

ท่ามกลาง 2 สัตว์ร้ายที่กำลังเผชิญหน้ากัน-มีโซฟีเน่กับเซบัสขว้างอยู่ หลี่เชากุ้ยรู้ดีว่าทุกคนในที่นี้ ไม่มีใครมีพลังพอที่จะช่วยเหลือทั้งสองคนได้

ดวงตาของเจ้ามังกรนั่นไม่ได้จับจ้องมองที่ราชันย์มงกุลทราย...แต่เป็นพวกโซฟีเน่-ซึ่งจริงๆก็คือเซบัสนั่นเอง

แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่สิ้นหวังที่สุด-ที่แม้แต่หลี่เชากุ้ยหลับตาลง...ก็ยังรับรู้ได้

วังทรายวน...

วังทรายวนที่ใหญ่ยักษ์ยิ่งกว่าครั้งแรก เกิดขึ้นระหว่างสัตว์ยักษ์ทั้งสอง ก่อนที่ฝุ่นทรายสีทองจะตลบขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง-พร้อมกับเสาสีทองขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตนแรกพุ่งขึ้นมาจากพื้นทราย

...เสาสีทองที่อร่ามเริงรองกว่า...ยิ่งใหญ่และสวยงามกว่า

ทุกคนต่างจับจ้องมองไปเป็นตาเดียว-ถึงหนอนทะเลทรายตัวที่สองที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นทรายสีทอง

...ราชันย์มงกุลทราย

ท่านคนต่างคิดในใจ-แต่ไม่มีใครกล้าที่จะพูดออกมา เพราะว่ามันเป็นยิ่งกว่าราชันย์มงกุลทรายเสียอีก ด้วยลำตัวสีทองที่ใหญ่กว่าสองเท่า ยาวรวม 6-70 เมตร เขาที่หัวของมันมีถึงเจ็ดเขา

“เจ็ดเทวะราชันย์”

ฟ็อก์ซซีโร่ส่งเสียงพูดออกมาเบาๆ ในยามที่ไร้ซึ่งเสียงใด...ทุกคนที่ได้ยิ่งต่างไม่คิดจะปฏิเสธมัน เพราะทั้งทีที่เห็นทุกคนก็คล้ายรู้สึกถึง 7 เทวะราชันย์

มันคล้าย 7 เทวะราชันย์ที่เป็นราชันย์แห่งหมู่มวลมนุษย์ เพราะมันคล้ายเป็นเทวาเหนือเทวะ-เป็นราชาเหนือราชันย์ของเหล่าหนอนทะเลทราย

...มันเป็นยิ่งกว่าราชันย์มงกุลทรายเสียอีก

...ราชันย์แห่งราชันย์มงกุลทราย

“นี่มันเป็นวันสิ้นโลกหรือไง”

ฟ็อก์ซวันร้องออกมา-ต่างกับที่ทุกคนต่างคิดในใจ เพราะลำพังแค่สัตว์ยักษ์สองตัวพวกเขาก็ไม่รู้ว่า”จะช่วยโซฟีเน่กับเซบัสอย่างไร”แล้ว แต่นี่กลับปรากฏราชันย์แห่งราชันย์มงกุลทรายขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง ทางเหนือมีมัน ทางซ้ายมีเจ้ามังกรสีม่วงมรกต และทางขวามีราชันย์มงกุลทราย ส่วนทางใต้มีพวกเขา โดยที่โซฟีเน่กับเซบัสอยู่ตรงกลาง

ซ้ำร้ายที่สุด-มันไม่เหมือนราชันย์มงกุลทรายตัวแรก ที่ดวงตาของมันจ้องมองเจ้ามังกรตัวนั่น...แต่ดวงตาของราชันย์แห่งราชันย์มงกุลทราย-กลับจ้องมองไปยังพวกโซฟีเน่

...จ้องมองไปยังเซบัส

ไม่เพียงหลี่เชากุ้ยเท่านั้น...ทุกคนรับรู้ถึงความสิ้นหวังของวันสิ้นโลก ไม่มีใครกล้าคิดหรือจะขยับเขยื้อนสิ่งใดเลย แม้แต่ลมหายใจก็ไม่อยากให้เคลื่อนไหว เพราะกลัวจะทำให้เจ้า 3 สัตว์ยักษ์นั่นลงมาบดขยี้ทุกสิ้นจนแหลกลาน

...ทั้งโซฟีเน่ที่เป็นที่รักของทุกคน

...ทั้งเซบัสที่ทุกคนเชื่อว่าเขาเป็นความฝันของตน

“ซ้าก...ก”

ราชันย์มงกุลทรายส่งเสียงร้องทำลายความเงียบที่ไร้แม้แต่เสียงลมหายใจ ก่อนจะชูหัวขึ้นมันพุ่งขึ้น-ตวัดลงมาจู่โจมใส่เจ้ามังกรสีม่วงมรกต มันไม่สนใจอะไร-นอกจากเจ้ามังกรนั้น

มันพุ่งลงไปอย่างรวดเร็วจนเหมือนจะขยี้เจ้ามังกรนั้นให้แหลกสลายไปในที่เดียว ส่วนเจ้ามังกรตัวนั้นมันยังคล้ายไม่สนใจอะไร ไม่แม้แต่จะละสายตาไปจากเซบัส มันเพียงกระพือปีกที่ยาวเกิน 30 เมตรทั้งสองของมันเท่านั้น ไม่เพียงแต่ฝุ่นทรายสีทองจะลอยขึ้นไปสู่ท้องฟ้าราวกับพายุทะเลทรายสีทองเท่านั้น แต่พายุหมุนยังหอบร่างของราชันย์มงกุลทรายที่ยาวกว่า 40 เมตรลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าทั้งตัว

...มีเพียงแต่ราชันย์มงกุลทรายกับฝุ่นทรายเท่านั้นที่ลอยขึ้นไป

พวกของฟ็อก์ซที่เห็นเพียงพายุทรายสีทองหมุนซัดร่างของราชันย์มงกุลทรายขึ้นไป ต่างจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบนก่อนที่ทรายสีทองจะบดบังทุกสิ้นคละคลุ้งไปหมดสิ้น

ร่างของราชันย์มงกุลทรายที่ลอยขึ้นไปสูงจนลับสายตา จากใหญ่โตมโหราญกลายเป็นเม็ดทรายสีทอง ค่อยขึ้นใหญ่มาอีกครั้ง-พร้อมๆความเร็วในการร่วงลงมา

“เพรียว”

เสียงผ่าอากาศของร่างราชันย์มงกุลทรายที่ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว...ตกลงมายังหัวเจ้ามังกรตัวนั่นอย่างรุนแรง ทุกคนต่างมองจ้องตาไม่กระพริบ-ท่ามกลางฝุ่นทรายที่ถูกดันให้ตกสู่พื้นอีกครั้ง

เจ้ามังกรสีม่วงมรกตเพียงแต่ยกมือซ้าย-ขวาของมันแทงขึ้นไปด้านบนเท่านั้น แทงทะลุเปลือกที่หนาและแข้งแกร่งของราชันย์มงกุลทรายเข้าไป ก่อนที่จะออกแรงตวัดแขนทั้งสองข้างออกห่างจากกันกลับสู่ข้างกายอีกครั้ง

ร่างของราชันย์มงกุลทรายถึงกับฉีกขาดออกเป็นสองส่วน ส่วนหัวและส่วนหาง-ก่อนที่จะถูกเหวี่ยงทิ้งออกไปอย่างไม่สนใจใยดี ดวงตาทั้งสองของเจ้ามังกรจับจ้องมองเพียงพวกโซฟีเน่

...มองเซบัส

“โครม”

ส่วนหัวของราชันย์มงกุลทรายที่ยาวกว่าครึ่งถูกเหวี่ยวทิ้งลงทับพังทะลายเรือสีทองที่จอดอยู่ด้านข้างจนแหลกไม่มีชิ้นดี

...ฟ็อก์ซที่มองดูเหตุการณ์อยู่เช่นทุกคน-อดดีใจไม่ได้ที่โดนคูเปอร์แย่งที่จอดเรือไป

ส่วน-ส่วนหางของมันถูกเหวี่ยงทิ้งไปยังข้างๆร่างของราชันย์แห่งราชันย์มงกุลทราย

“ตุบ”

“ซ้าก...ก”

ราขันย์แห่งราชันย์มงกุลทรายส่งเสียงร้อง-พุ่งร่างอันใหญ่ยักษ์ขึ้นไปในอากาศแล้วพุ่งหัวหายลงไปในทราย ก่อนที่ทั้งร่างมาจะหายไปในพื้นทรายสีทอง

“จู่โจมจากใต้ดินหรือ”

ฟ็อก์ซทูส่งเสียงบอกออกมา...ตรงกับความคิดของทุกคน เพราะมีแต่จู่โจมจากใต้พื้นทรายเท่านั้นจึงจะสามารถจัดการเจ้ามังกรตัวนั้นได้
แต่สิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น

ฝุ่นทรายสีทองได้ลอยขึ้นฟ้า-มุ่งเป็นเป็นเส้นทางยาวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

...หนี

เจ้าราชันย์แห่งราชันย์มงกุลทรายไม่ได้คิดจะจู่โจมจากใต้พื้นทราย แต่มันกำลังหนีต่างหาก-หนีไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

...หนีไปทางมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

“มันหนีไปแล้วต่างหาก”

ฟ็อก์ซทรีกล่าวออกมา...แต่ในเวลานี้กลับไม่มีใครสนใจถึงคำพูดของเขา

...แม้แต่ตัวของเขาเอง

เพราะทุกคนต่างจ้องมองไปยังเจ้ามังกรร้าย...ท่ามกลางฝุ่นทรายที่สงบลง ร่างของโซฟีเน่และเซบัสยังยืนนิ่งอยู่ในสายตาของมัน

...มันไม่ได้ละสายตาไปจากเข้าเลยแม้แต่น้อย

...แม้แต่วินาทีเดียว
--------------------------------------------------------------------------------------

โซฟีเน่ที่ยืนอยู่-เธอเห็นเหตุการณ์อยู่แทบทั้งหมดสิ้น มีหลายต่อหลายครั้งที่เธอรู้สึกจะเป็นลมไป แต่มีพลังบางอย่างได้แผ่ออกมาจากมือซ้ายของเซบัสที่กุมมือเธอไว้-มอบถึงพลังความอบอุ่นเชื่อมั่นให้กับเธอ...ทำให้โซฟีเน่สามารถยืนยันมาอยู่ได้จนถึงตอนนี้

มีหลายต่อหลายครั้งเหลือเกินที่เธอคิดจะพาเซบัสบินพุ่งหนีออกไป แต่ด้วยปีกที่ใหญ่โตของมัน-โซฟีเน่ก็ไม่แน่ใจว่าจะหนีมันพ้นไปหรือไม่

ท่ามกลางความลังเลในที่สุด เจ้ามังกรสีม่วงมรกตก็ก้าวเท้าขวาพร้อมทั้งยืนมือซ้ายที่ฉีกร่างของราชันย์มงกุลทรายเข้ามา...เข้ามาคล้ายจะคว้าร่างของเธอไว้

เซบัสที่ยืนอยู่ข้างกายของโซฟีเน่เห็นเช่นนั้นถึงก้าวออกมาขว้างหน้าโซฟีเน่ไว้-พร้อมๆกับสายลมสีม่วงมรกตจะพัดรอบๆกายของเขา

...เขาต้องการปกป้องเธอ

ก่อนที่ใครจะได้คาดคิดอะไร เข่าซ้ายของเจ้ามังกรก็ได้ทรุดลงกับพื้นพร้อมทั้งขาขวาที่ตั้งชั้น มันท้ายมือซ้ายลงที่เบื้องหน้าของเซบัสพร้อมกับมือขวาวางไว้บนหัวเข่าที่ตั้งขึ้น-ก่อนจะก้มหัวลงไปวางแทบเท้าของเซบัส

...มันกำลังคุกเข่าให้เขา

...คุกเข่าให้เซบัส

“ท่านลูเซ่...”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ถึงกับส่งเสียงร้องออกมา...ไม่มียามไหนที่ท่านผู้เฒ่าจะแน่ใจเท่ายามนี้อีกต่อไปแล้ว มังกรสีม่วงมรกตที่กล่าวกับว่า”เป็นสัตว์พาหนะประจำตัวของท่านลูเซ่กำลังคุกเข่าให้เซบัส”

...หากเขาไม่ใช่ราชันย์แห่งแดนสรวง-เฟอร์ดินันท์ ลูซิ...แล้วเขาจะเป็นใคร?

เมียร่าและคูเปอร์ที่ได้ยินเสียงอุทานของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ถึงกับหันไปมองท่าน-ก่อนจะหันกลับไปมองยังร่างของเซบัสที่อยู่ท่ามกลางสายลมสีม่วงมรกตนั้น ฟ็อก์ซวัน ทู ทรีและซีโร่ที่ผู้จะรู้เรื่องของเซบัสมาบ้างแล้วถึงกับตาเป็นประกาย...ด้วยสติปัญญาของพวกเขาก็พอดที่จะคาดเดาอะไรบ้างแล้ว

เจนนี่กับโดโรธีแม้จะตกใจอยู่บาง-แต่ในสายตานั่นยังรู้สึกยิ่งดีไปกับโซฟีเน่ด้วย โลอี้ จาริโค้และกาบ้าเพียงรู้สึกเฉยๆเท่านั้น-เพราะพวกเราพอจะรู้อะไรอยู่บ้างแล้ว นอกนั้นมีแต่จ้องมองอย่างตกใจละคนแปลกใจเท่านั้น

“เปรี้ยง...ง!”

สายฟ้าสีม่วงเข้มฟาดลงมาทันที-ทันใด ฟาดลงใส่ร่างของเจ้ามังกรสีม่วงมรกตปานแสงแรกแห่งวัน

“เปรี้ยง...เปรี้ยง!”

เสียงสายฟ้าสีม่วงเข้มยังคำรามก้องบนร่างของเจ้ามังกรตัวนั้นอย่างไม่ยอมจางหายไป จนเจ้ามังกรต้องส่งเสียงร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ฮ็าก...ก”

ดวงตาสีขาวที่มีแก้วตาสีม่วงมรกตของมันแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทันที ร่างทั้งร่างกลายเป็นสีม่วงเข้มไร้ประกายสีมรกต มือซ้ายที่วางไว้อยู่บนพื้นทรายกับยกขึ้นตะปบร่างของเซบัสไว้ในอุ้มมือ ก่อนที่ปีกทั้งสองจะกระพือ-ขาทั้งสองลุกขึ้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนอย่างรวดเร็ว

“เซบัส”

โซฟีเน่ส่งเสียงร้องดังลั่นเมื่อมือของซ้ายเลื่อนหลุดไปจากมือเธอ ทันทีที่เจ้ามังกรกางปีกบินขึ้นไป-โซฟีเน่ก็กางบินบินพุ่งตามไปอย่างรวดเร็ว

โซฟีเน่บินตามเจ้ามังกรไปอย่างรวดเร็วโดยมาสนใจสิ่งใด ดวงตาทั้งสองของเธอจ้องมองเพียงเซบัสที่อยู่ในอุ้มมือของเจ้ามังกรเท่านั้น เธอพยายามที่จะยื่นมือขวาของเธอไปเบื้องหน้าเพื่อกุมมือซ้ายของเขาไว้

“อีกนิดเดียว”

โซฟีเน่บอกตอนเองในใจ เพียงแค่ช่วงฝ่ามือ-มือของเธอก็จะสามารถจับมือของเซบัสได้อีกครั้งหนึ่ง

“พริบ”

เจ้ามังกรสีม่วงกระพือปีกเพิ่มความเร็วอีกครั้งหนึ่ง...มันบินทิ้งห่างโซฟีเน่ออกไป

“เซบัส”

โซฟีเน่ส่งเสียงร้องตะโกนออกไป...เซบัสที่อยู่ภายใต้อุ้มมือของมันลืมตาขึ้นหันกลับมามองโซฟีเน่ เขาค่อยพยายามยืนมือออกมาพร้อมทั้งร้องตะโกนก้องว่า

“โซฟีเน่”

“ค่ะ”

โซฟีเน่ตอบรับรับไปพร้อมทั้งกระพือปีกของเธอเพิ่มความเร็วขึ้น ปลายนิ้วมือขวาของเธอสัมผัสได้เพียงแค่ปลายนิ้งมือซ้ายของเขาเท่านั้น ก่อนที่เจ้ามังกรจะกระพือปีกอย่างครั้งหนึ่ง-เพิ่มความเร็วของมันขึ้น

“เซบัส”

โซฟีเน่ส่งเสียงร้องออกอีกครั้งพร้อมๆทั้งกั้นน้ำตาที่พยายามจะรินไหลออกมา...ปลายนิ้วของเธอค่อยเลือนห่างจากปลายนิ้วของเขาเรื่อยๆ

“โซฟีเน่…”

เซบัสตะโกนออกมาอีกครั้งพร้อมทั้งมองไปยังปลายมือของโซฟีเน่ที่กำลังจะถอยห่างออกไป

“...โซฟีเน่”

เซบัสร้องตะโกนออกไปอีกครั้งพร้องทั้งเอี้ยวตัวออกไ/ปอีกครั้ง-พยายามจะคว้าปลายนิ้วของโซฟีเน่ไว้ให้ได้

“ค่ะ...เซบัส”

โซฟีเน่ร้องตะโกนออกมาอีกครั้งพร้อมทั้งเร่งความเร็วขึ้นอีก-ปลายนิ้วของเธอสัมผัสกับปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วของเซบัสอย่างแผ่วเบาก่อนที่ระยะห่างของทั้งสองจะเพิ่มขึ้น...แต่ทันใดนั้นมือซ้ายของเซบัสก็ได้เอื้อมกลับมากุมมือขวาของเธอไว้

ก่อนที่เซบัสจะออกแรงดึงร่างเธอเข้าไป...โซฟีเน่รีบส่งมือช้ายขึ้นไปกุมทับมือทั้งสองของเขาและเธอทันที-เธอบอกกับตัวเองว่า”จะไม่ยอมให้มือข้างนี้ของเธอหลุดออกไปจากมือของเซบัสเป็นอันขาด” เซบัสก็เช่นเดียวกันเขายื่นมือขวากลับมากุมมือทั้งสามข้างนั้นไว้...เขาก็จะไม่ยอมเข้ากัน-ไม่ยอมให้มือของโซฟีเน่หลุดไปจากมือของเขาเด็ดขาด

เซบัสจะออกแรงดึงอีกครั้งหนึ่งดึงร่างของโซฟีเน่เข้ามาในอ้อมกอดของเขา-โซฟีเน่ก็เช่นเดียวกันที่โอบกอดแผ่นหลังของเซบัสไว้อย่างไม่ยอมที่จะปล่อยออก

เจ้ามังกรสีม่วงมรกตกระพือปีกอีกครั้งเพิ่มความเร็วขึ้น...แต่ไม่ว่ามันจะเร็วขึ้นเท่าไหร่-ทิ้งห่างทุกสิ่งมากเท่าไหร่ ก็ไม่สามารถทำให้เซบัสทิ้งห่างจากโซฟีเน่ไปได้ ก่อนที่ร่างอันมหึมาของมันจากบินหายลับไปในท้องฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ-พร้อมกับร่างของเซบัสกับโซฟีเน่ที่กอดกันไว้ไม่ยอมพรากจาก

...บินหายไปทางมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

ทิ้งเจนนี่ โดโรธี โลอี้ จาริโค้ ฟ็อก์ซและทุกคนอีกมากมายไว้เบื้องหลัง
-----------------------------------------------------------------------------------------

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเพียงพริบตาเท่านั้น...

...ตั้งแต่สายฟ้าสีม่วงเข้มฟาดลงมา-จนกระทั้งเจ้ามังกรตัวนั้นกระพือปีกพาโซฟีเน่กับเซบัสจากไป

ทุกคนเพียงแต่ได้จ้องมองเจ้ามังกรตัวนั้นบินหายลับไปในท้องฟ้ายามเที่ยง

...หายไปยังมิราจ-ต้นไม้แห่งชีวิต

...ทิศที่ตั้งของเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรทะเลทรายแห่งนี้

“เซบัส...”

ฟ็อก์ซร้องก้องออกมาคล้ายคิดอะไรออก ทำร้ายความเงียบสงบที่ไร้เสียงหายใจนี้ สายตาทุกคู่กวาดมองมายังเขา-ราวกับถูกเสียงเรียก แต่ฟ็อก์ซกลับไม่สนใจใคร...เขาหันกลับไปหาท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-กล่าวต่อไปอีกว่า

“...ดวงจิตแห่งราชันย์ผู้หลับ”

หลายคนผู้คาดเดาอะไรอะไรแล้วหันกลับไปมองยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ จะมีบางก็เพียงฟอการิต้าของคูเปอร์และพวกบางคนที่มองไปมาระหว่างฟ็อก์ซกับท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้อย่างงงๆ เมียร่าถึงกับเอามือซ้ายกำเล็กน้อย-นิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือกางออกปิดตั้งแต่ใต้จมูกจนปลายค้างคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่...ดวงตาที่มองไปยังฟ็อก์ซกับท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-ประกายตาคมกล้าด้วยปัญญาค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าใครในยามนี้-ก็ต่างรอให้ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ตอบหรือพูดอะไรออกมา

“เฮ้ย...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้เพียงส่งเสียงถอนหายใจออกมา-ก่อนที่จะยกน้ำชาขึ้นจิบ ค่อยๆดื่มลงไปที่ละนิดๆอย่างช้า ทุกคนค่อยๆมองเห็นถึงลูกกระเดือกขยับขึ้นลงอย่างช้าๆ ก่อนที่ท่านจะวางถ้วยชาลง-แล้วถามออกมาว่า

“...นายอยากจะถามฉันจริงๆหรือฟ็อก์ซ”

เสียงยังคงเป็นเสียงที่เรียบ-ครุกรุ่นด้วยกลิ่นชาร้อนๆที่หอมอบอวลอยู่ แต่คล้ายเย็นเฉียบลงไปในใจของฟ็อก์ซ-ราวกับน้ำเย็นราดรด

...เพราะว่าจะให้คนอย่างฟ็อก์ซถามตาเฒ่าหลี่อย่างนั้นหรือ

ฟ็อก์ซที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับหันหน้ากลับไปอีกทางอย่างไม่สนใจ...ส่วนท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หันกลับไปส่งอีโล้ว่า

“อีโล้...เติมน้ำชา”

“ครับ...ครับ”

อีโล้ตอบรับพร้อมทั้งรินน้ำชาเติมลงในถ้วยของท่านผู้เฒ่า เพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่อยากรู้ถึงความรับนี้เหมือนกัน...เช่นทุกคน

...แต่เขารู้ดีว่า”ในทีสุดท่านผู้เฒ่าจะต้องบอกออกมาแน่-เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสมก่อน” หรืออาจรอให้ฟ็อก์ซยอม-ยอมลงให้ท่านผู้เฒ่าก่อน...ก็ได้

ประกายตาของเมียร่าชัดเจนขึ้นจนสามารถคาดเดาอะไรได้บางแล้ว เธอยกเท้าเตะไปยังฟ็อก์ซทรีที่อยู่เบื้องหน้า-คล้ายต้องการบอกว่าถึงเวลาเสนอหน้าได้แล้ว

“โอย…”

ฟ็อก์ซทรีร้องออกมาเล็กน้อย...ก่อนหันไปมองยังเมียร่า-ร้องถามออกไปว่า

“...อะไรกันครับแม่...”

ฟ็อก์ซทรีคิดจะพูดอะไรออกไป แต่พอเห็นสายตาของแม่-เขาก็กลอกตาคล้ายเข้าใจอะไรบ้างอย่าง ก่อนที่จะหันไปเตะฟ็อก์ซซีโร่เบาๆ

“อ๋อ...”

ฟ็อก์ซซีโร่ร้องออกมา-คล้ายกับฉุกคิดอะไรออก เขาหันไปหาท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้แล้วร้องถามออกไปว่า

“...เซบัสคือราชันย์แห่งแดนสรวง”

คำพูดของฟ็อก์ซซีโร่ส่งเสียงดังขึ้นมาราวกับภูเขายักษ์ทลายลงมหาสุมทรก่อเกิดมหาคลื่นทับทลายโลกในใจผู้คน เมียร่าขมวดคิ้วไม่พอใจฟ็อก์ซทรีเล็กน้อย เพราะเธอรู้ดีว่า”ฟ็อก์ซทรีคาดฉุกคิดได้ก่อนที่เหลืออีกสามคน”-เพียงแต่เขาไม่ยอมแสดงอไรออกมาเท่านั้น

“ใช่แล้ว...”

ฟ็อกซ์วันกล่าวออกมา-ก่อนพูดต่อไปว่า

“...ดวงจิตแห่งเทวะที่ยิ่งใหญ่ก็คือราชันย์แห่งแดนสรวง”

“การที่มังกรต่อสู่กับหนอนทะเลทราย เพราะต้องการค้นหาถึงเซบัสที่ถูกหนอนทะเลทรายช่วงชิงไป”

ฟ็อก์ซทูกล่าวต่อ-ก่อนที่ฟ็อก์ซทรีจะกล่าวปิดท้ายว่า

“การที่ท่านผู้เฒ่าไม่ยอมเข้าไปในเหมืองหินโบราณเพราะรู้อยู่แล้วว่าภายในไม่มีอะไรอยู่”

“เฮ้ย...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ส่งเสียงถอนหายใจออกมาท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา-ก่อนจะหันไปสบยิ้มกับเมียร่าแล้วตอบว่า

“...ใช่...”

ก่อนที่ท่านจะจิบน้ำชาแล้วพูดต่อไปว่า

“...เรายืนอยู่บนพื้นทะเลทรายสีทองของราชาแห่งทะเลทรายสีทอง ทางเหนือมีแดนน้ำแข้งของเจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ ตะวันออกมีหมู่เกาะแห่งแสงสว่างของราชินีแห่งแสงสว่าง ตะวันตกท่ามกลางมหาสมุทรมีนครแห่งสายน้ำของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางมหาสมุทร ตะวันตกไกลสุดมีนครแห่งเปลวเพลิงของเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง และทางใต้มีดินแดนแห่งความมืดของพระเจ้าแห่งโลกมืด แต่แดนสรวงเล่า-อยู่ที่ไหนกัน...”

ท่านหยุดเล็กน้อย-คล้ายส่งเสียงถามออกมา เป็นคำถามที่ทุกผู้คนไม่สามารถตอบได้ เพราะถึงทุกคนจะรับรู้ว่ามีแดนสรวงอยู่-แต่กลับไม่มีใครรู้ว่า”มันอยู่ ณ ที่แห่งใด” ได้แต่ฟังท่านผู้เฒ่าพูดต่อไปว่า

“...ไม่ว่าข้าจะเพ่งมองเท่าใด...ก็ไม่สามารถมองหาได้สัมผัสถึงแดนสรวงอันไร้ตัวตนนั้น...”

ท่านจิบน้ำชาลงไปเล็กน้อย-และกล่าวต่อไปว่า

“...ทำให้ข้าคิดได้เพียงอย่างเดียวว่า-แดนสรวงนั้นไม่มีจริง...”

ทุกคนได้แต่นิ่งฟัง-นิ่งฟังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้พูดต่อไปว่า

“...แต่ทำมัยเราถึงกล่าวถึงแดนสรวงนั้น-ก็เพราะเราเชื่อในท่านลูเซที่เป็นเจ็ดเทวะราชันย์ที่เก่งที่สุดไงล่ะ...”

ท่านยังพูดต่อไปอีกว่า

“...ตามคำบอกเล่าที่ทุกคนต่างรับรู้กับมาว่า’ เจ็ดเทวะราชันย์ต่างได้หยุดมหาสงครามเมื่อสี่สิบปีก่อน’ การที่เจ็ด เทวะราชันย์อีกหกคนต่างมีแดนดินของตนปกครอง ท่านลูเซ่ที่กล่าวกันว่าเป็นผู้ที่ทรงพลังอำนาจมาที่สุดก็น่าจะมีดินแดนของตนเองเช่นนั้น...พวกเราจึงเชื่อถึงแดนสรวงที่ไม่มีจริงนั้น...”

ก่อนที่ท่านจะหันไปมองยังอีโล้ที่นั่งอยู่จนเพลิน-ท่านเคาะถ้วยเป็นสัญญาเล็กน้อย

“ครับ...ขอโทษครับ”

อีโล้กล่าวของโทษเล็กน้อย-ก่อนเทน้ำชาเติมลงไป ท่านผู้เฒ่าดื่นน้ำชาเล็กน้อยก่อนพูดต่อไปว่า

“พอแก่แล้ว-คอมักจะแห้งเร็ว ขอโทษที...”

ก่อนที่ท่านจะพูดต่อไปว่า

“...อาจเป็นไปได้ว่าในขณะที่เจ็ดเทวะราชันย์ต่างแยกย้ายกันไปหยุดสงคราม อาจจะมีเพียงท่านลูเซ่เท่านั้นที่ไม่สามารถหยุดสงครามนั้นได้ ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิดมันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของดินแดนนครแห่งเปลวเพลิงที่แม้แต่ยามนี้ไฟสงครามยังไม่สิ้นสุดก็ได้...”

คูเปอร์ที่คล้ายคาดคิดอะไรออกแล้วร้องออกไปว่า

“การที่ไม่มีแดนสรวงเพราะว่าไม่มีราชันย์แห่งแดนสรวงตั้งแต่แรกแล้วหรือ”

“อันนี้มันก็หนึ่งเป็นปริศนาแห่งชีวิตที่ข้าต้องการจะไข-เช่นเดียวกับความลับว่าจิตแห่งเทวะแท้จริงนั้นมันคืออะไร...”

ท่านผู้เฒ่าพูดออกมาตรงกับใจของผู้คน เพราะคนส่วนมากในที่นี้ต่างต้องการที่จะรู้ว่า”จิตแห่งเทวะแท้จริงคืออะไร”-มากมายที่ต้องการจะครอบครองมัน ท่านผู้เฒ่ายังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ข้าได้ยินเสียงของหญิงสาวผู้หนึ่งกระซิบบอกน้องสาวของเธอท่ามกลางสายเย็นอันเย็นยะเยือกที่ไม่พึ่งมีบนท้องทะเลทรายสีทองสีว่า-มีดวงจิตของราชันย์ผู้หลับไหลที่ยิ่งใหญ่อยู่ภายใต้เหมืองหินโบราณบนท้องทะเลทรายสีทองแห่งนี้ ข้าที่ได้พยายามเพ่งมองไปยังเหมืองหินโบราณ-แต่ก็ไม่สามารถเมื่อเห็นอะไรได้...เฉกเช่นเดียวกันกับต้องการที่จะพยายามมองเห็นและรับรู้ถึงองค์เจ็ดเทวะราชันย์...”

ท่านจิบน้ำชาที่อีโล้เติมให้แล้วกล่าวต่อไปว่า

“...แต่เมื่อข้าได้พบเซบัส...เออ...เออ...”

ท่านหยุดเล็กน้อยก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นพูดว่า

“...ท่านเซบัส-ข้าที่คล้ายฉุกใจอะไรได้บ้างอย่าง ก็ได้มองเข้าไปยังเหมืองหินโบราณอีกครั้ง...แต่ในครั้งนี้ข้าได้เห็นถึงสิ้นทุกอย่าง ทั้งพวกของเมียร่าและคูเปอร์ที่พึ่งมาถึง ทั้งเจ้ามังกรตัวนั้นกำลังต่อสู้กับเหล่าหนอนทะเลทราย และยิ่งนึกถึงที่มาของท่านเซบัส-ก็ทำให้เข้าสามารถมั่นใจได้ว่าท่านเป็นใครกัน นั่นคือเหตุผลที่ข้าละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างก้าวขึ้นมาบนเรือลำนี้...”

เมียร่าที่ได้ฟังถึงตอนนี้ก็ยื่นเท้าออกไปเตะฟ็อก์ซทรีอีกครั้ง...เมื่อฟ็อก์ซทรีหันกลับมามอง-เธอจึงถามต่อไปว่า

“...ชายหนุ่มที่ชื่อเซบัสนั้นมาจากได้”

พวกฟ็อก์ซวัน ทู ทรีและซีโร่ต่างถามเรื่องของเซบัสมาจึงหมดสิ้นแล้ว...ฟ็อก์ซทรีจึงตอบกลับไปว่า

“พวกลูกเรือต่างบอกว่า-พบเขาในหัวใจของหนอมทะเลทรายที่ล่าได้ครับ...แม่”

เมียร่านึกถึงภาพของชั้นลึกที่สุดของเหมืองหินโบราณที่เธอนำพาพวกคูเปอร์เข้าไป พวกเธอพบซากศพหนอนทะเลทราบนับร้อยตัวที่ถูกเจ้ามังกรตัวนั้นฆ่าตาย มันคล้ายกับพวกหนอนทะเลทรายได้ยกกองทัพเข้าไปบุกที่นั่น-โดยมีเจ้ามังกรตัวนั้นต่อสู้อยู่ตัวเดียว

...มันรุนแรงมากจนพวกเธอต้องหนีออกมาเพราะสามารถรับรู้ได้ถึงเหมืองหินโบราณที่กำลังจะพังทลายลงมาเพราะการต่อสู้นั่น

ฟอการิต้าถึงกับร้องของมาอย่างดีใจว่า

“คนรักของพี่โซฟีเน่คือท่านลูเซ่-ราชันย์แห่งแดนสรวงหรือค่ะ”

...คำพูดนี่คล้ายเสียดแทงเข้าไปในใจหลายคน โดยเฉพาะเซที บาเรบี้และ...

“อืมม์...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยส่งเสียงขึ้นมาหลังจากดื่มน้ำชาลงไป...ไม่มีใครรู้ว่า”ท่านใช่ตอบรับคำถามของฟอการิต้าหรือไม่” ทุกคนเพียงแต่ได้แต่มองดูอีโล้ริบน้ำชาลงในถ้วยของท่านอีกครั้ง-ก่อนที่จะมองดูท่านยกถ้วยน้ำชาดื่มลงไป...อีกครั้งหนึ่ง

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 02 ธ.ค.49 เวลา 18:50:10 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ