Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 32 - ความหวัง

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส
บทที่ 31 - ที่พักพิง

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 32 - ความหวัง
Chapter 32 - Hope

หิมะแรกของฤดูหนาวเริ่มร่วงรินในขณะที่เด็กหนุ่มผมแดงในเสื้อผ้ากับหมวกฟางแบบชาวไร่จูงม้าสีดำพ่วงพีบรรทุกฟืนบนหลังตามเส้นทางออกจากป่า ผ่านศาลาพักริมทางที่มีชาวไร่กลุ่มหนึ่งที่ว่างจากงานหลังฤดูเก็บเกี่ยวกำลังรวมตัวดูการเล่นหมากรุกอยู่ คนกลุ่มนั้นซึ่งเริ่มคุ้นเคยกับผู้อาศัยหน้าใหม่แล้วเงยหน้าขึ้นหันความสนใจจากกระดานมาที่เขา ก่อนที่หนุ่มใหญ่คนหนึ่งจะเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มกว้าง ทำให้เสียงหยอกล้อของคนอื่นๆ ตามมาเป็นพรวน

"กำลังจะไปรับเมียล่ะสิ 'วันดา' "

"อีกแล้วหรือ"

"ให้ตายสิ ทำเหมือนกับนางเป็นเด็กไม่เลิก ปล่อยให้เดินกลับคนเดียวก็ไม่ได้ ทั้งๆ ที่บ้านเจ้ากับร้านหมอก็ไม่ได้ไกลกันสักหน่อย"

ดูเหมือนจะเป็นคำพูดกระเซ้าที่ไม่ได้จริงจังนักเหมือนเช่นทุกครั้ง ในเมื่อช่วงกว่าสองเดือนที่ผ่านมาทำให้ชาวบ้านรู้ดีถึงกิจวัตรประจำวันของเด็กหนุ่มนามวันดาผู้รับจ้างทำงานสารพัดอย่างตามแต่จะมีคนเรียกใช้ ไม่ว่าจะต้องตื่นขึ้นมาเริ่มงานเช้าแค่ไหน เขาก็จะขอเจียดเวลาตอนเช้ากลับไปที่บ้านของแม่หมอซิลฟาซึ่งกลายมาเป็นบ้านชั่วคราวของตนกับภรรยา เพื่อกินอาหารเช้าร่วมกับภรรยาสาวและเดินไปส่งเธอที่ร้านหมอเสมอ ส่วนตกเย็นเขาก็จะไปรับเธอถึงที่ทำงาน ก่อนจะกลับไปที่บ้านด้วยกัน

อันที่จริงเด็กหนุ่มให้เหตุผลกับผู้เป็นภรรยาว่าจะได้เตือนเธอไม่ให้ลืมกินยา (แม้ทั้งสองจะตกลงแบ่งยาที่ได้มาคนละครึ่งเผื่อในเวลาที่คนใดคนหนึ่งทำยาหายก็ตาม) แต่ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วเขาอยากมีเวลาอยู่กับเธอมากขึ้นในแต่ละวันมากกว่า ทว่าไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไรก็ตาม พวกชาวบ้านที่สังเกตเห็นก็พากันเลิกโจษจันเรื่องความ "ประหลาด" ของชื่อเขา และหันมาโจษจันเรื่องที่เขาเป็น "วันดาผู้หวงเมีย" แทน ซึ่งเด็กหนุ่มกลับถือสาเรื่องนี้น้อยกว่าเรื่องชื่อเสียอีก

"เอาเถอะน่า ถ้ามีเมียสวยๆ แบบนั้น เป็นข้าข้าก็จะเทียวรับเทียวส่งเช้าเย็นเหมือนกัน ดีไม่ดีจะไม่ยอมให้ห่างตัวด้วยซ้ำ" ชายหนุ่มคนหนึ่งเปรยขึ้นตามประสาคนคะนองปาก ก่อนที่ชายอีกคนซึ่งเด็กหนุ่มรู้จักชื่อเป็นคนแรกๆ ในหมู่บ้านว่าเกชจะสัพยอก

"คาอิล ถ้าสนจริงๆ เจ้าก็ลองถามแม่หมอซิลฟาดูแล้วกันว่านางมีหลานสาวอีกคนไหม แต่ระวังหน่อยล่ะ...พอเวลาผ่านไปนางอาจกลายเป็นแบบ 'ท่านป้าซิลฟา' ของนางก็ได้นะ" คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนอื่นๆ ในวง "เจ้าก็ระวังด้วยล่ะ วันดา"

คำพูดต่อมานั้นทำให้เด็กหนุ่มพลอยหัวเราะรับน้อยๆ ไปด้วย แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรอีกนอกจากขอตัวและเดินต่อไป

หลังจากโมโนตกลงทำงานเป็นผู้ช่วยของหมอซิลฟา ทางฝ่ายหญิงชราก็จัดการคิดเรื่องประวัติของทั้งสองเตรียมตอบความสงสัยของพวกชาวบ้านเสร็จสรรพว่าเธอเป็นลูกของน้องสาวนางที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ในตอนกลางของประเทศ ตอนนี้พอแต่งงานแล้วก็ตั้งใจจะมาหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่กับสามี เลยลองมาพักที่หมู่บ้านนี้ดู เรื่องนี้ทำให้พวกชาวบ้านไม่สงสัยว่าเหตุใดทั้งสองจึงพักที่บ้านของซิลฟา และเหตุใดโมโนจึงรู้หนังสือ นอกจากนี้ยังทำให้คนจรที่กลายมาเป็น "หลานเขย" ปลอมๆ ได้รู้เรื่องของแม่หมอชรามากขึ้นจากปากของนางเองอีกด้วย

หมอซิลฟาเล่าว่านางไม่ใช่คนหมู่บ้านนี้โดยกำเนิด แต่เพิ่งย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านนี้กับสามีเมื่อเกือบสี่สิบปีก่อน นางไม่มีลูก และพอเด็กหนุ่มลองเลียบๆ เคียงๆ ถามถึงสามี นางก็บอกเพียงว่า "ไม่อยู่แล้ว" ก่อนจะเงียบไป ทำให้เขาไม่กล้าถามอีก ครั้นจะไปถามจากพวกชาวบ้านก็รู้สึกว่าไม่เป็นการดี เขาจึงเข้าใจเอาเองว่าสามีของนางคงตายไปแล้ว ซึ่งคงเพราะเหตุนี้ด้วยกระมังที่ทำให้หญิงชราอาศัยค้างคืนที่ร้านหมอแทนและกลับบ้านเพียงนานๆ ครั้ง เพราะไม่มีใครอยู่ด้วยที่บ้านหลังนั้นอีก

เด็กหนุ่มเดินมาจนถึงหน้าร้านหมอแล้วและเริ่มสังเกตเห็นสิ่งที่แปลกไป ปกติหลังจากโมโนมาทำงานที่นี่ก็ดูจะมีคนแวะเวียนมาที่ร้านมากกว่าปกติ ก็ไม่ใช่ว่าพร้อมใจกันป่วยเจ็บเป็นโรคระบาดแต่อย่างใด ทว่าหลายคนแวะเวียนมาเพียงเพื่อดูหน้าทักทายเด็กสาวสมาชิกใหม่ในหมู่บ้าน และมีชายหนุ่มบ้างบางคนที่กลับมาอีกสองสามครั้งด้วยอาการป่วยหรือบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่มักไม่ค่อยเป็นสาเหตุพอให้คนมาหาหมอ แต่ต่อมาคนกลุ่มนี้ก็ซาลง ซึ่งคนจรนึกขอบคุณหมอซิลฟาในใจที่ช่วยสวมบท "ป้าผู้หวงหลานสาว" ช่วยเขาอีกทางหนึ่ง ทว่าแม้จำนวนของคนไข้ก็กลับลดลงเท่าเดิมหลังจากเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์แรก แต่ที่เพิ่มมากขึ้นกลับกลายเป็น "นักเรียน" ตัวน้อยๆ ของครูคนใหม่และคนเดียวประจำหมู่บ้าน

ราวสัปดาห์หนึ่งหลังทำงานที่ร้านหมอ โมโนก็พบว่างานที่แม่หมอซิลฟาให้มาน้อยเกินค่าจ้างที่ได้รับมาก ไม่ใช่จากการเทียบกับอัตราค่าจ้างงานที่อื่น แต่ด้วยเนื้องานแท้ๆ เนื่องจากปกติจะมีคนไข้มาที่ร้านเพียงวันละสามสี่คน บางวันก็มาแค่คนเดียวหรือไม่มีเลย เวลาส่วนมากของเด็กสาวจึงหมดไปกับการปัดกวาดพื้น (ที่พอปัดกวาดไปหลายครั้งเข้าก็แทบไม่ทันสกปรกสำหรับการทำความสะอาดครั้งหน้า) ไม่ก็เช็ดถูเคาน์เตอร์กับตู้เก็บยาขณะที่หมอซิลฟานั่งอ่านตำราหรือปรุงยาอยู่หลังร้าน ด้วยเหตุนี้พอเจอคนไข้เด็กซึ่งนานๆ ทีจะมีครั้งหนึ่งก็ทำให้เธอเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา

เด็กสาวไปขออนุญาตหมอซิลฟาว่าจะสอนหนังสือให้กับเด็กๆ ในเวลาที่ไม่มีคนไข้ได้หรือไม่ และแม่หมอก็ตกลงให้ใช้บริเวณหน้าร้านเป็นห้องเรียนได้หากไม่ทำเสียงดังรบกวน เมื่อซิลฟาลองพูดกับบรรดาพ่อแม่ของเด็กๆ ดูก็มีหลายคนที่เห็นดีด้วย เพราะเห็นว่าอย่างน้อยช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ก็ไม่ค่อยมีงานให้ลูกๆ ของตนทำมากนัก ทำให้โมโนที่เคยว่างงานมาตลอดกลับมีงานล้นมือไปทันทีเมื่อต้องรับมือกับเด็กตั้งแต่พอเดินได้ (ซึ่งเล็กกว่าจะเรียนหนังสือได้เสียอีก แต่พ่อแม่ยืนกรานจะส่งมาเพราะเห็นเธอเป็นพี่เลี้ยงเด็กแบบไม่ต้องเสียค่าจ้างเข้ากลายๆ) ไปจนถึงสิบกว่าขวบราวเจ็ดแปดคนในแต่ละวัน แทบทุกเย็นเขาพบเธอในสภาพอิดโรยหมดแรงจนอดไม่ได้ที่จะสัพยอกว่าเธอ "หาเรื่องใส่ตัวเองแท้ๆ" แต่เด็กสาวก็ดูจะมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ แม้ปากจะบ่นแทบตลอดทางกลับบ้านว่าเด็กแต่ละคนซนอย่างนั้น ประกอบวีรกรรมประจำวันอย่างนี้ก็ตาม

ทว่าวันนี้ ภาพที่แปลกไปคือภาพของห้องหน้าร้านหมอที่ว่างเปล่าไร้เงาเด็กๆ หรือกระทั่งตัวครูสาวเอง เมื่อเดินเข้าไปภายในร้านเด็กหนุ่มพบเพียงหมอซิลฟาที่ก้มๆ เงยๆ จัดของอยู่หลังเคาน์เตอร์ นางเงยหน้าขึ้นมาทักเขาทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า

"อ้าว วันดา" ว่าแล้วแม่หมอก็ตอบคำถามที่เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากทันที "วันนี้โมโนไม่ค่อยสบายน่ะ ข้าเลยให้นางกลับไปพักก่อน"

"ไม่สบายหรือครับ" คนจรทวนคำอย่างกังวล "เป็นอะไรมากหรือเปล่า"

"ไม่มาก ไม่ต้องห่วงไปหรอก" ซิลฟาพูดเรียบๆ เหมือนกับเห็นว่าอาการป่วยของคนที่กำลังพูดถึงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุด "แต่ช่วงนี้ก็ดูแลอย่าให้นางทำงานหรือยกของหนักล่ะ"

"แล้วนางเป็นอะไรล่ะครับ" เด็กหนุ่มยังคงถามต่อด้วยความเป็นห่วง ทว่าหญิงชรากลับยิ้มน้อยๆ อย่างมีเลศนัยและยักไหล่

"ไปถามนางเองก็แล้วกัน"

มีบางสิ่งในคำพูดนั้นที่ทำให้คนจรรู้สึกสะกิดใจ...ไม่ใช่ในทางร้าย แต่ก็ก้ำกึ่งกันอย่างบอกไม่ถูก

"หรือว่า..." เขาเริ่มพูดติดๆ ขัดๆ ด้วยความตื่นเต้น "ท่านหมอซิลฟา โมโน--"

"ข้าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไปถามนางเอง ไม่ได้ยินหรือยังไง" อีกฝ่ายแกล้งทำเสียงรำคาญ ทว่าเด็กหนุ่มกลับรีบตอบรับอย่างร้อนใจ...เมื่อเริ่มรู้สึกแน่ชัดว่าสิ่งที่ตนคาดเดาไม่น่าจะผิด

"ครับ ข้าจะไปถามนางเดี๋ยวนี้แหละ ลาก่อนครับท่านหมอ"

ว่าแล้วเขาก็รีบกลับหลังหัน กึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากร้านโดยไม่รอคำตอบ หางตาเหลือบเห็นเพียงศีรษะปกคลุมด้วยผมสีเงินสั้นที่พลิ้วไหวยามโคลงศีรษะเท่านั้น

คนจรแทบจูงอะโกรลิ่วกลับบ้านไปเร็วกว่าปกติโดยไม่หยุดพักหรือทักทายใคร ความคิดในสมองจดจ่ออยู่แต่กับข้อสันนิษฐานของตน...ซึ่งทำให้เขาบอกไม่ถูกว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกันแน่

ก็เคยคิดไว้บ้างว่าอย่างน้อยเรื่องเช่นนี้ต้องมาถึงในสักวันหนึ่ง แต่ไม่นึกว่าจะเร็วถึงเพียงนี้ คำนวณดูแล้วเขากับโมโนเพิ่งใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้ไม่ถึงสามเดือนดีด้วยซ้ำ ราวสองสามสัปดาห์แรกหมดไปกับการเดินทางในป่า ส่วนสองเดือนที่ผ่านมาทั้งสองต่างก็ยุ่งกับการปรับตัวเรื่องที่อาศัยและงานใหม่ในหมู่บ้าน ดังนั้นที่เขาคิดจึงไม่น่าจะเป็นไปได้สูงนักกระมัง

แต่แล้วเด็กหนุ่มก็นึกถึงคืนจันทร์เพ็ญเพียงวันเดียวก่อนที่ทั้งสองจะมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นมาได้ ดั่งมีบางสิ่งยืนยันให้แน่ใจว่าหากเป็นเช่นที่เขาคาดเดาก็ย่อมต้องเป็นคืนนั้น

...และความฝันที่พลอยนึกได้ก็ทำให้พลันเย็นวาบในใจ...

คนจรชะงักเท้ากึกครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงฝันร้ายนั้นขึ้นมา คำถามอันน่ากลัวเหลือแสนผุดขึ้นในใจอย่างห้ามไม่อยู่...ว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่ความฝันนั่นไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นลางบอกอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าเขาต้องเสียโมโนกับญาติร่วมสายเลือดทุกคนไป...

...ส่วนเด็กที่ถือกำเนิดมาจะเป็น...

อะโกรที่เอาจมูกดุนไหล่ผู้เป็นนายซึ่งหยุดอยู่กลางทางทำให้เขารู้สึกตัว ความคิดเลวร้ายทั้งมวลถูกสลัดหายไปจากสมองด้วยการสั่นศีรษะแรงๆ ก่อนที่เขาจะก้าวต่อไปพร้อมกับมองไปยังบ้านไม้หลังเล็กที่เริ่มปรากฏบนทางด้านหน้า ในใจก็รีบหาความคิดอื่นๆ เข้ามาแทนที่เรื่องก่อนหน้า

เป็นไปไม่ได้หรอก พ่อเฒ่าเคยทำนายไว้ไม่ใช่หรือว่าโมโนจะมีลูกชายคนหนึ่งที่เป็นที่พึ่งให้กับเธอ เขาเชื่อว่าพ่อเฒ่านักทำนายไม่น่าจะผิดพลาดในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะประสบชะตากรรมเช่นในความฝัน

และหากทั้งสองกำลังจะมีลูกกันจริงๆ นี่ก็ย่อมเป็นเรื่องน่าดีใจนี่นา ทั้งสองหนีการจับกุมขององครักษ์ประจำอารามแห่งซาเกรดา โซล ข้ามเข้ามาในเขตแดนของอีกประเทศหนึ่งแล้ว ได้งานและที่พักที่ดีในช่วงเวลานี้ และไร้ข่าวคราวหรือผู้ติดตามจากทางอารามอีก ถ้าทั้งสองจะมีลูกขึ้นมาก็นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ให้ความหวังว่าบางทีการสร้างครอบครัวและเลี้ยงดูลูกหลานด้วยกันจนแก่เฒ่าอาจไม่ใช่เพียงความฝันก็เป็นได้

เด็กหนุ่มหยุดคิดเมื่อมาถึงกระท่อมไม้เบื้องหน้าพอดี หลังนำม้าเข้าคอกแล้วเขาก็แบกหอบฟืนมาที่ประตูหน้า และพอเคาะประตูแล้วไม่มีเสียงตอบจึงได้ถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไปในบ้านเสียเอง

ไม่มีร่างที่เขาคาดว่าจะได้เห็น แต่หนังสือที่กางค้างอยู่บนโต๊ะหน้าแจกันซึ่งเด็กสาวนำกิ่งสนติดใบเขียวกับช่อลูกสนเล็กๆ มาปักไว้แทนดอกไม้ในฤดูหนาวบ่งบอกว่าเธอกลับมาแล้ว ทว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องนี้

เด็กหนุ่มวางฟืนลงในมุมห้องข้างเตาผิงก่อนจะก้าวเข้าไปก้มอ่านคร่าวๆ ว่าหนังสือนั้นเป็นหนังสืออะไร และเมื่อพบว่าเป็นหนึ่งในหนังสือตำราแพทย์ของหมอซิลฟาที่มีคำว่า "การผดุงครรภ์" อยู่บนหน้ากระดาษ ก็ทำให้ยิ่งมั่นใจข้อสันนิษฐานของตนขึ้นไปอีก

เขาชะโงกเข้าไปดูในห้องนอน แต่ยังไม่พบโมโนเช่นเดิม พอเริ่มเป็นห่วงขึ้นมาอีกว่าเธอไปอยู่เสียที่ไหน เสียงประตูหลังบ้านก็ดังขึ้น

เด็กหนุ่มหันกลับไปพบกับคนที่เขาตามหาอยู่ ทำให้ถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อพบว่านอกจากสีหน้าที่ซีดเล็กน้อยแล้วเธอดูสบายดี แม้จะมีหยดน้ำพราวบนหน้ากับเกล็ดหิมะเล็กน้อยบนเรือนผมสีดำก็ตาม

"พี่คนจร กลับมาแล้วหรือคะ"

เขาเอื้อมมือไปปัดหิมะออกจากผมของเธอก่อนจะถามกึ่งเตือน

"เห็นหมอซิลฟาบอกว่าเจ้าไม่ค่อยสบายไม่ใช่หรือ ออกไปตากหิมะแบบนี้เดี๋ยวก็เป็นหวัดด้วยหรอก"

"ข้าไม่เป็นไรหรอกค่ะ แล้วก็แค่ออกไปล้างหน้าประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง" โมโนบอกพร้อมกับพยายามยิ้มน้อยๆ "ขอโทษนะคะที่กลับมาโดยไม่บอกก่อน"

"ไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่ที่ไม่สบายนี่เป็นอะไรกันหรือ"

"...หมอซิลฟาไม่ได้บอกท่านหรือคะ" เขากลั้นยิ้มไว้เมื่อเห็นว่าเด็กสาวเริ่มอิดออดไม่ยอมตอบเสียแล้ว

"นางบอกให้มาถามเจ้าเองน่ะ ทำไมหรือ"

"ก็...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ" เด็กสาวตอบอย่างตื่นๆ "ข้าแค่...แพ้อะไรนิดหน่อย...น่ะค่ะ"

"คงไม่ใช่แพ้เลือดตามปกติใช่ไหม" คนจรถามยิ้มๆ ทำให้อีกฝ่ายเบือนหน้าหลบอย่างประหม่า ปากก็ค้อนแผ่วๆ

"รู้แล้วยังจะถามอีก"

"ไม่ได้รู้ แค่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้นเท่านั้นเอง เลยต้องถามให้แน่ใจจริงๆ"

"ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ก็แน่ใจแล้วสินะคะ"

"แน่ใจอะไรล่ะ" เขาแกล้งย้อนหน้าตาเฉย "ก็เจ้ายังไม่ได้พูดแน่ชัดสักหน่อย"

โมโนเม้มปากเหมือนถูกขัดใจ

"ทำไมเดี๋ยวนี้ท่านถึงชอบแกล้งข้าอยู่เรื่อยเลย เมื่อก่อนไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลยนี่นา"

เด็กหนุ่มหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะดึงตัวเธอเข้ามากอดไว้หลวมๆ เหมือนประคองแก้วใสเปราะบางไม่ให้กระเทือน

"ดูสิ ทำเป็นงอนแล้วเฉไฉหาเรื่องกันเสียแล้ว" พอร่างน้อยยังนิ่งเงียบไม่พูดตอบ เขาเลยถามต่อเบาๆ "ตกลงว่าจริงใช่ไหม"

"หมอซิลฟาตรวจแล้ว...บอกว่าราวสองเดือนได้ค่ะ" เด็กสาวตอบเรียบๆ โดยไม่หันหน้ามามองเขา

"อย่างนั้นหรือ" คนจรรับ ก่อนจะถามอย่างแปลกใจเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบผิดปกติไปเป็นครั้งที่สอง "แล้วเจ้าไม่ดีใจหรอกหรือ"

เขาคิดว่าหากโมโนรู้เรื่องแบบนี้ เธอน่าจะดีใจมากแท้ๆ เพราะเธอเคยพูดไว้เมื่อนานก่อนทั้งสองกลายเป็นคนรักกันเสียอีกว่าชีวิตที่ได้แต่งงานเลี้ยงดูลูกคงมีความสุขเหมือนกับฝัน ซ้ำเธอยังสนุกสนานกับการดูแลเด็กที่แม้จะทะโมนแค่ไหนถึงขนาดนั้น

"ดีใจสิคะ" โมโนเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเหนื่อยๆ ให้เขา "แต่ข้า...ก็อดกังวลไม่ได้น่ะค่ะ"

"กังวลอะไรล่ะ"

เด็กสาวดูจะนิ่งเงียบไปนานก่อนจะตอบ

"...ว่าจะทำให้ท่านจะต้องลำบากยิ่งกว่าเดิมน่ะสิคะ"

"จะกังวลเรื่องนั้นไปทำไมตอนนี้" คนจรย้อนถามพร้อมกับยกมือขึ้นลูบผมของเธอ "ถึงอย่างไรเราก็ยังมีเวลาเตรียมตัวอีกสักพักนั่นแหละ แล้วอย่างน้อยเราก็มีบ้านกับมีงานทำแล้วด้วยนะ"

"ตกลงท่านอยากอยู่ที่นี่เลยหรือคะ" โมโนถามต่อ

"ก็อยู่ได้ ข้าว่านี่ก็เป็นหมู่บ้านที่ดี ถ้าจะลองปลูกบ้านเอง ถางที่ทำไร่สักผืนก็คงดีเหมือนกัน" เขาตอบง่ายๆ "หรือว่าเจ้าอยากไปที่อื่นล่ะ"

"เปล่าค่ะ" เธอตอบพลางสั่นศีรษะน้อยๆ "ก็แค่...ข้าคิดว่าท่านน่าจะอยากอยู่กับทุ่งล่าสัตว์มากกว่า"

"แต่ดูเจ้าอยู่ในหมู่บ้านนี้แล้วมีความสุขดีนี่"

"ก็จริง แต่ถ้าท่านอยากอยู่ที่อื่นมากกว่า ก็ไม่ควรจะเสียสละเพื่อข้าหรอกนะคะ"

"ก็ไม่ได้ถึงขนาดนั้นสักหน่อย" คนจรแย้ง "ข้ายังออกไปล่าสัตว์เป็นครั้งคราวในป่าแถบนี้ได้ แต่ขืนไปตะลอนกลางทุ่งด้วยกันเจ้านั่นแหละจะลำบากยิ่งกว่า ยังท้องยังไส้แถมกินเนื้อไม่ได้ไม่ใช่หรือ"

คำถามย้อนของเด็กหนุ่มทำเอาอีกฝ่ายถอนใจน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ ผละออกจากอ้อมแขนของเขาไปที่หน้าเตาผิงทำท่าจะเตรียมอาหาร แต่คนจรชิงเดินตัดหน้าไปเสียก่อนพร้อมกับพูด

"เจ้าพักเถอะ เดี๋ยววันนี้ข้าทำอาหารเย็นเอง"

"แต่ตอนนี้ข้าไม่เป็นไรแล้วนี่คะ" เด็กสาวพยายามแย้ง

"เอาเถอะ วันนี้ข้าอยากทำนี่นา" พ่อครัวประจำมื้อพูดพลางก้มหยิบมันฝรั่งสามสี่ลูกจากในกระสอบที่วางพิงอยู่ข้างตู้ก่อนจะหันมาส่งยิ้มให้ "ถือเสียว่าทำเลี้ยงฉลองข่าวดี"

"ไม่อยากกินอาหารฝีมือข้าก็บอกมาตรงๆ เถอะค่ะ"

เด็กหนุ่มอดหัวเราะเบาๆ ตอบคำย้อนนั้นไม่ได้

"ก็แล้วข้าเคยบอกว่าเจ้าทำอาหารไม่อร่อยหรือไง"

"แต่ก็ไม่เคยชมว่าข้าทำอาหารอร่อยนี่คะ" โมโนตอบเสียงแข็ง "มีแต่บอกว่า 'เรียนรู้เร็ว' บ้างล่ะ 'เพิ่งเริ่มหัด ทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว' บ้างล่ะ"

คนจรหัวเราะดังขึ้นขณะหอบมันฝรั่งใส่ชามเล็กๆ ใบหนึ่งกลับมาที่โต๊ะ พอเห็นดวงหน้านวลที่เงยมองกำลังง้ำหงิกชวนหาเรื่องก็ยิ่งยิ้มกว้างขึ้นอย่างห้ามตนเองไม่อยู่

"ไม่ใช่เรื่องตลกนะคะ"

"รู้แล้ว...รู้แล้ว ถ้าอย่างนั้นชมสักทีตอนนี้ก็แล้วกัน" เด็กหนุ่มเริ่มพูด "อาหารที่เจ้าทำอร่อย...ในแบบของเจ้านะ"

ทว่าคำพูดนั้นกลับทำให้คิ้วดำเรียวยิ่งขมวดชิดกันเข้าไปอีก

"ที่ต่อท้ายนั่นหมายความว่ายังไงกันคะ"

"อ้าว...ไม่ดีหรือ ก็อร่อยในแบบของเจ้าน่ะ" คนจรรีบขยายความ แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่แน่ใจว่าจะแก้สถานการณ์ให้ดีขึ้นหรือทำให้กลับเลวลงกันแน่ "คือ...เป็นรสของโมโนที่ข้าหาได้จากเจ้าคนเดียวยังไงล่ะ"

สีแก้มของโมโนกลายเป็นแดงก่ำทันควัน ก่อนที่เธอจะโคลงศีรษะกับคำพูดประโยคหลังแล้วตัดบท

"พอดีกว่าค่ะ...ยิ่งพูดยิ่งไปกันใหญ่ จากทำอาหารจะกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้"

คนจรได้แต่หัวเราะดังกว่าที่เคยจนต้องประคองมันฝรั่งซึ่งพูนพ้นขอบชามไม่ให้ร่วงลงมา

"รู้สึกว่าท่านจะดีใจเรื่องนี้มากกว่าข้าอีกนะคะ"

"ทำไมข้าจะไม่ดีใจล่ะ" เด็กหนุ่มตอบด้วยนึกสนุก "พอเจ้าต้องกระเตงลูกเล็กๆ ไปไหนมาไหน หรือมีลูกคอยเกาะชายกระโปรงสักโขยงหนึ่ง พวกผู้ชายอย่างคาอิลจะได้เลิกเหล่เจ้าเสียที"

พอฟังคำตอบของเขาแล้วเด็กสาวก็ถอนใจ เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่งก่อนจะพึมพำแผ่วๆ

"คิดอะไรง่ายๆ ชะมัด"

"โกรธหรือที่ข้าพูดเล่นแบบนั้น" เด็กหนุ่มถามด้วยเริ่มหวั่นใจขึ้นมานิดๆ ทว่ายังดีที่อีกฝ่ายสั่นศีรษะตอบ

"เปล่าค่ะ ก็แค่...ไม่รู้สิคะ" เด็กสาวหันกลับมาแต่ยังไม่ยอมสบตากับเขา เริ่มพูดไม่ปะติดปะต่อกัน "แค่...คิดว่า...ทำไมท่านถึงยังพูดเล่นร่าเริงแบบนี้ได้อยู่อีก เรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่กังวลบ้างเลยหรือคะ"

ภาพร่างของเจ้าของคำพูดที่ทอดกายนิ่งดั่งคนตาย กับเด็กมีเขาที่ปรากฏร่างเลือนลางราวหมอกควันกลับผุดขึ้นในห้วงสำนึก ทำให้สองมือที่กำลังจะวางมันฝรั่งลงบนโต๊ะชะงักไป แต่ก็เพียงครู่เดียวเขาก็คุมสติได้ วางหัวมันลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนเก้าอี้ออกนั่งตรงข้ามกับเธอก่อนจะตอบ

"ก็...กังวลเหมือนกันแหละ แต่ข้าก็เคยบอกเจ้าแล้วนี่ว่าอย่ากังวลกับเรื่องที่ตัวเองจัดการอะไรไม่ได้เลย มีแต่จะรู้สึกแย่เปล่าๆ" คนจรพูดย้ำทั้งกับเธอและตนเองขณะหยิบมีดขึ้นมาปอกมันฝรั่ง พอเห็นดวงตาดำขลับใต้คิ้วเรียวที่ยังขมวดเป็นปมไม่หายจึงพูดด้วยเสียงอ่อนลง "ก็ไม่ได้จะว่าเจ้านะ...แต่ถ้าเป็นไปได้พยายามอย่าคิดมากเลย จะเสียสุขภาพเปล่าๆ ยิ่งตอนนี้เจ้าไม่ได้มีตัวคนเดียวแล้วด้วยนะ"

ถ้อยคำท้ายสุดของเด็กหนุ่มแผ่วเบาเป็นกระซิบ...ขณะยื่นมือข้างหนึ่งไปแตะมือของภรรยาที่วางนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้และเกาะกุมเอาไว้

"มีลูก...แล้วก็มีข้าด้วย"

โมโนยิ้มน้อยๆ ตอบคำพูดนั้น ทว่าเวลาที่ใช้ร่วมกันทำให้คนจรรู้ว่ารอยยิ้มของเธอยามนี้เป็นกึ่งๆ หน้ากากที่มีไว้เพื่อทำให้เขาสบายใจ ขณะที่ความกังวลของตนเองถูกผลักเข้าไปอยู่ในเบื้องลึก

แต่ตัวเขาเองจะทำอย่างไรได้เล่า...เมื่อรอยยิ้มของเขาที่ตอบเธอก็คงไม่ได้แตกต่างจากรอยยิ้มของเธอเท่าใดนัก

"...ขอบคุณค่ะ" เด็กสาวระบายลมหายใจยาว บีบมือเขาแน่นขึ้นครั้งหนึ่งก่อนตอบและคลายมือจากกัน จากนั้นจึงกลับเงียบไปอีก

"ไปนอนพักก่อนได้นะ เผื่อตื่นมาแล้วจะสบายใจขึ้น พออาหารเสร็จแล้วข้าจะปลุก" เด็กหนุ่มเสนอขณะหันกลับมาจดจ่อกับการปอกมันฝรั่งต่อ

"ไม่ล่ะค่ะ" โมโนสั่นศีรษะน้อยๆ "ข้าไม่ง่วงเลย ไปนอนคนเดียวคงมีแต่จะคิดมากไปกว่าเดิมเปล่าๆ"

"ถ้าอย่างนั้น อ่านหนังสือของเจ้าต่อไปก่อนก็ได้" เขาพยักพเยิดไปทางหนังสือที่ยังกางค้างอยู่เบื้องหน้าเธอ แต่ก็เห็นอีกฝ่ายกลับเบ้หน้าก่อนจะพลิกหนังสือปกแข็งปิดทันที

"ไม่ล่ะค่ะ ขืนอ่านเรื่องทำคลอดมากเข้า...ข้าจะยิ่งกลัวมากขึ้นน่ะสิ จำวันที่มีคนมาทำคลอดกับท่านหมอซิลฟาไม่ได้หรือคะ"

"อ้อ...นั่นสินะ" คำพูดของเธอทำให้เขานึกไปถึงวันหนึ่งเมื่อราวๆ สองสัปดาห์ก่อนขึ้นมา ภรรยาของชาวบ้านคนหนึ่งเกิดเจ็บท้องคลอดขึ้นมาในตอนบ่ายแก่ๆ ทำให้โมโนต้องทิ้งงานสอนเด็กมาช่วยแม่หมอซิลฟาทำคลอดให้นาง

และหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น สภาพของโมโนที่เขาเห็นเมื่อมารับเธอในตอนเย็นคืออิดโรย สีหน้าซีดเผือดนั่งบนม้านั่งพิงผนัง มือกำขวดยาดมที่คงได้มาจากหมอซิลฟา ซึ่งเล่าให้เขาฟังแทนเจ้าตัวว่าเด็กสาวคุมสติช่วยงานนางได้ดีมาตลอดแม้จะดูกลัวๆ อยู่บ้าง แต่พอหลังช่วยอาบน้ำให้เด็กเสร็จและส่งให้กับแม่เด็กเรียบร้อยแล้วถึงรีบวิ่งไปอาเจียนที่หลังร้านหมอแทบไม่ทัน

"...ก็แล้วทำไมเจ้าถึงหยิบหนังสือมาอ่านในทีแรกล่ะ" พอนึกเช่นนี้ คนจรก็อดไม่ได้ที่จะถามอย่างสงสัย

"ไม่รู้สิคะ" เด็กสาวสั่นศีรษะตอบเลื่อนลอย "คงเพราะอยู่ว่างๆ ไม่มีงานทำแบบนี้แล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกระมัง ไม่ก็คิดว่าพออ่านแล้วจะทำให้หายกลัวขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็..."

เธอถอนใจอีกครั้งโดยไม่พูดอะไร

"เอาเถอะ...คลอดลูกก็ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดาบ้างแหละ" เขาพูดด้วยหวังว่าจะปลอบเธอได้ แต่ก็เห็นจะไม่ได้ผล นัยน์ตาดำค้อนเขาขวับแวบหนึ่งตามมาด้วยคำย้อน

"พูดง่ายนี่คะ ก็ผู้ชายไม่ใช่ฝ่ายเจ็บนี่นา"

"โธ่...ถ้าเจ็บท้องคลอดแทนเจ้าได้ ข้าจะทำไปนานแล้ว"

"เพราะทำไม่ได้ถึงพูดแบบนี้ได้น่ะสิ"

"เพราะทำไม่ได้ถึงต้องทำอย่างอื่นแทนต่างหาก" คนจรแก้คำพูดด้วยเสียงจริงจังขึ้น สายตาเลื่อนขึ้นสบกับเด็กสาวที่เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ "เพราะทำไม่ได้ก็เลยต้องเตรียมตัวเป็นพ่อที่ดีไว้ตั้งแต่ตอนนี้ไง"

โมโนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งเหมือนไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะเม้มริมฝีปากกึ่งยิ้มและก้มหน้าลงเล็กน้อย

"ท่านนี่ก็แปลกคน จู่ๆ มาพูดอะไรแบบนี้ก็ไม่รู้" เธอเลื่อนสองมือมาประสานไว้บนตัก ให้โต๊ะบังสองมือไว้จากสายตาของเขา "แต่ก็จริงของท่านแหละค่ะ เราผู้หญิงผู้ชายต่างคนต่างก็มีเรื่องที่ทำได้และก็ทำไม่ได้ ถึงได้ต้องทำหน้าที่ส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วก็เชื่อมั่นว่าอีกฝ่ายจะทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุดเหมือนกัน"

เด็กหนุ่มอดนึกขำไม่ได้กับคำของอีกฝ่าย

"ข้าว่าเจ้าชักพูดเป็นนักปรัชญามากกว่าข้าอีกนะ"

"แต่ก็เป็นความจริงนี่คะ" โมโนเอ่ยอย่างครุ่นคิด "พอได้ยินท่านพูดเมื่อครู่นี้แล้วข้าถึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้...ว่า..."

"ว่า..." คนจรทวนคำพอเห็นคนพูดนิ่งเงียบไป มือที่ปอกมันฝรั่งและหั่นเป็นชิ้นๆ ถึงลูกที่สามหยุดจากงานเป็นครั้งที่เท่าไรเขาก็ไม่ทันนับ

"ว่า...ข้าจะเป็นแม่ที่ดีได้หรือเปล่าน่ะสิคะ"

"ได้สิ" เด็กหนุ่มพูดอย่างมั่นใจ "ข้าว่าเจ้าต้องเป็นแม่ที่ดีได้แน่ โมโน...ดูจากที่เจ้าสอนพวกเด็กๆ อยู่ทุกวันนี้น่ะ แล้วขนาดพ่อเฒ่ายังบอกเลยไม่ใช่หรือว่าลูกเราจะมีจิตใจดี"

เด็กสาวกลับห่อไหล่เล็กน้อยเป็นการตอบรับ

"แสดงว่าท่านเชื่อที่พ่อเฒ่าบอกหรือคะ"

คนจรพยักหน้ารับ

"อย่างน้อยถ้าเชื่อในเรื่องดีแล้วทำให้สบายใจได้ก็ดีไม่ใช่หรือ"

"แล้วที่พ่อเฒ่าบอกว่า...เขาจะมีอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่อย่างหนึ่งล่ะคะ"

"อย่าเพิ่งกังวลไม่เข้าเรื่องสิ" เด็กหนุ่มพูดเหมือนดุ แต่เสียงก็ยังอ่อนโยนอยู่ "พ่อเฒ่าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ใช่เรื่องอะไรร้ายแรง ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"

"ข้ารู้ค่ะ..." โมโนรับด้วยเสียงแผ่วเบา "แต่...บางที...ข้าก็ห้ามตัวเองไม่ให้ห่วงไม่ได้หรอก ก็ชีวิตทั้งชีวิต...ความรับผิดชอบของเราสองคนแท้ๆ นี่คะ"

เด็กสาวรู้สึกจะเน้นความหนักของคำว่า 'ความรับผิดชอบ' เป็นพิเศษ ราวกับจะบอกเขาเป็นนัยๆ ว่าความหมายของคำคำนั้นมีมากกว่าที่เขาคิด

"ข้าเข้าใจ" คนจรตอบ "แต่ก็อย่างที่ข้าบอกนั่นแหละ...เรื่องอะไรที่ทำไมได้หรือยังมาไม่ถึงก็อย่าเพิ่งห่วงจนเกินไปเลยนะ"

"...ค่ะ" โมโนรับด้วยเสียงเลื่อนลอย ปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบคลุมทั้งสองขณะที่เธอนั่งเกยโต๊ะโดยใช้แขนหนุนศีรษะไว้ ส่วนเขาปอกมันฝรั่งลูกที่เหลือไปเรื่อยๆ

จนเสร็จแล้วเด็กหนุ่มจึงได้ลุกขึ้นจากโต๊ะพร้อมกับมันฝรั่งที่หั่นเป็นชิ้นในชาม ลุกขึ้นไปที่เตาเพื่อเตรียมตั้งหม้อต้มน้ำ แต่เมื่อนั้นเองอีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ทันคาดฝัน

"...ท่านจะรักลูกของเราใช่ไหมคะ" คนจรหันไปเห็นโมโนเงยหน้าตรงขึ้นสบตากับเขา "ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง...หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้น"

อีกครั้งแล้วที่ภาพฝันร้ายผุดขึ้นรบกวน...และเขาต้องรีบสลัดมันไปก่อนจะตอบโมโนด้วยรอยยิ้ม

"รักสิ ก็เขาเป็นลูกของข้ากับเจ้านี่นา"

รอยยิ้มเบาบางของเด็กสาวตอบคำพูดของเขา ก่อนที่เธอจะลุกขึ้นเดินตรงเข้ามากอดเขา ซุกหน้าลงกับอกของเด็กหนุ่มพร้อมคำกระซิบแผ่วๆ

"ขอบคุณค่ะ"

"ขอบคุณอะไรกัน" เขาย้อนถามแม้ริมฝีปากจะยังยิ้มดังเดิม "ข้ายังไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย ก็แค่พูดตามที่รู้สึกเท่านั้นเอง"

"แต่ข้าอยากขอบคุณนี่คะ..." โมโนตอบง่ายๆ ทำเอาคนจรหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะวางชามใส่มันฝรั่งลงที่ขอบตู้ด้านหลัง แล้วโอบเธอตอบ มือข้างหนึ่งเลื่อนไปลูบเรือนผมยาวสลวยเช่นที่ชอบทำเป็นประจำ

ใช่แล้ว...ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอย่างไร...ข้าก็จะรักเขา...

...เพราะข้ารักนาง...

ทว่าทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดนี้ขึ้นในเวลาต่อมา...เด็กหนุ่มกลับรู้สึกตัวว่าตนไม่แน่ใจกับคำพูดที่เคยรับรองหนักแน่นกับผู้เป็นภรรยาเสียแล้ว เมื่อได้รู้ความจริงว่าสิ่งที่จะถือกำเนิดจากครรภ์ของเธอจะเป็นเช่นไร

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนจรลืมตาตื่นขึ้นพบกับฟ้าสีครามสดใสเช่นเคย ชวนให้นึกว่าท้องฟ้าเช่นนี้จะแผ่กว้างครอบคลุมดินแดนต้องห้ามไร้กาลเวลามากี่กัปกัลป์แล้วหนอ และเวลาภายนอกที่ผ่านไปนับจากวันปลายฤดูร้อนที่เขานำร่างของโมโนมาจะผ่านไปนานเท่าใดกัน

ทว่าความสงสัยไม่อาจคงอยู่ได้นาน เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนหลังเลิกชายเสื้อขึ้นตรวจดูแผล ยาของพ่อเฒ่าดูเหมือนจะยังใช้การได้ดีเพราะแม้เส้นฝอยสีดำน่ากลัวบนปากแผลจะยังคงอยู่ แต่ความเจ็บปวดกลับหายเป็นปลิดทิ้ง ทำให้รู้สึกพร้อมที่จะไปเผชิญกับอสูรยักษ์ตนที่สิบเอ็ดแล้ว

หลังจากวักน้ำล้างหน้าพอให้สดชื่นขึ้น เด็กหนุ่มก็เก็บรวบรวมสัมภาระ ร้องเรียกอะโกรม้าเพื่อนยาก และเริ่มการเดินทางของสองชีวิตอีกเช่นเคย

พอขี่ม้าผ่านป่าฤดูใบไม้ร่วงกลับมาถึงที่ราบรอบหอคอยอารามใหญ่ ดาบที่ถูกชักออกก็ต้องแสงสะท้อนตรงไปทางเหนือตามแนวของสะพานลอยฟ้าที่เชื่อมสู่โลกภายนอก คนจรขี่อะโกรข้ามสะพานดินก่อนทางลงชายหาดไปพบอสูรยักษ์ร่างกระทิงอันเป็นตนที่สอง และข้ามทางแยกลงหาดไปตามที่ราบที่เริ่มแห้งแล้งขึ้นทุกขณะจนกระทั่งกลายเป็นทะเลทรายสีแดง อากาศเริ่มร้อนระอุกว่าที่คิดจนเหงื่อโซมร่างอย่างคาดไม่ถึง ก่อนที่ทั้งสองจะมาถึงหอคอยแท่นบูชาเล็กๆ ซึ่งพอมีต้นหญ้าและปาล์มเล็กๆ ขึ้นใต้ร่มเงาของสิ่งปลูกสร้างนั้น ทว่าเขาก็ไม่ได้หยุดพักและมุ่งหน้าไปต่อจนถึงโอเอซิสที่จำได้ว่าเคยเห็น

ที่โอเอซิสมีไม้ผลต้นใหญ่ต้นหนึ่งแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา เด็กหนุ่มจึงพักดื่มน้ำและเก็บผลไม้มากินรองท้องเล็กน้อยกับเก็บเผื่อไว้เป็นเสบียง ก่อนจะมุ่งหน้าตามแสงซึ่งเมื่อยิ่งตามขึ้นเหนือไป องศาของลำแสงนั้นก็เฉียงลงใต้ดินและเหมือนจะส่องทะลุลงใต้ผืนทรายใต้แนวสะพานหินสีขาวเสียด้วย

คนจรตามแสงไปจนถึงบริเวณหนึ่งที่เขาเห็นโพรงลึกใกล้กับเสาค้ำสะพานต้นหนึ่ง จึงได้เสี่ยงกระโดดลงไปที่คานหินรับน้ำหนักเสาเพื่อก้มมองลงไปในโพรงให้ชัด เห็นว่ามีทางแคบๆ เหมือนทางในช่องเขาคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่างที่ทอดยาวไปทางทิศตะวันออก ทว่าพื้นข้างใต้นั้นอยู่ต่ำเกินกว่าจะกระโดดลงไปได้โดยไม่บาดเจ็บ

ต้องมีทางเข้าไปสิ เด็กหนุ่มบอกตนเองก่อนจะกระโดดกลับขึ้นหลังม้าด้วยความหวังนั้น ย่างเหยาะไปตามขอบผาที่เริ่มจากปากโพรงสู่ทิศตะวันออกจนกระทั่งแลเห็นก้นผาที่ลึกลงไปเบื้องล่าง แอ่งน้ำเล็กๆ แอ่งหนึ่งกับทะเลสาบชิดแนวผาที่โค้งโอบล้อมมันไว้

ที่น่าประหลาดคือเหนือทะเลสาบนั้นมีทางเดินดินที่ถูกเกลี่ยลาดลงสลับซ้ายขวาดั่งขั้นบันไดเป็นทางขึ้นมาจนถึงขอบผา และที่บนขอบผาใกล้ๆ กับทางเดินนั้นยังปรากฏซากเสาสองต้นที่เคยเป็นซุ้มประตูหินตั้งตระหง่านอยู่ดังจะประกาศเส้นทางลงไปอย่างชัดเจน

คนจรจึงมุ่งหน้าไปยังจุดนั้น และเมื่อมองลอดซากซุ้มประตูเข้าไปก็พบว่าในแนวผาฝั่งตรงข้ามมีรอยเจาะเป็นโพรงใหญ่ลึกเข้าไปคล้ายระเบียง มีซากเสาที่ริมซ้ายขวาของขอบระเบียงนั้นข้างละสามต้น ส่วนตรงกลางเปิดโล่งไร้ขอบกั้นการตกจากผา ที่น่าแปลกคือเสาบางต้นนั้นหักพังไปแล้ว ทว่าเมื่อมองเข้าไปภายในระเบียงนั้นก็เห็นแสงไฟเต้นระริกจากกระถางไฟขนาดใหญ่ทั้งสองข้างซ้ายขวา อาบภายในอาคารหินนั้นให้เรืองรองเป็นสีส้มราวกับไฟที่เพิ่งจุดใหม่ๆ...แต่ในความเป็นจริงมันคงจะลุกโชติช่วงยาวนานมาตั้งแต่ตอนที่เวลาถูกหยุดไว้และเชื้อเพลิงในกระถางมิมีวันหมดสูญลง

แท่นบูชาแลเห็นทะเลสาบ...ผู้พิทักษ์อัคคี เด็กหนุ่มนึกทวนคำของดอร์มินและเริ่มแน่ใจแล้วว่าเขามาถูกทาง อสูรยักษ์ต้องอยู่ภายในบริเวณนี้แน่ แสงจากดาบที่ถูกชักออกตรวจสอบเส้นทางอีกครั้งยิ่งยืนยันโดยการชี้ตรงเข้าไปในระเบียงนั้นพอดี

เมื่อเห็นว่าทางลาดลงสู่ก้นผาแคบเกินกว่าที่อะโกรจะเดินลงไปได้สะดวก และน้ำในทะเลสาบก็น่าจะลึกเกินกว่ามันจะข้ามไปได้เช่นกัน เขาจึงได้ลงจากหลังม้า ลูบตัวมันเบาๆ บอกให้คอยอยู่ที่นี่และไปต่อตามลำพัง

หลังลงจากทางลาดและลอยคอว่ายข้ามทะเลสาบเล็กๆ ไปยังอีกฝั่งหนึ่งแล้ว เด็กหนุ่มก็เดินผ่านลานรกร้างของก้นผา มุ่งหน้าไปยังอารามในแนวผาที่เห็นอยู่เบื้องหน้า เมื่อเข้าไปใกล้เขาก็พบว่าผานั้นชันเกินกว่าจะปีนขึ้นไปได้ เต่แล้วก็พบทางลาดขึ้นเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในเงาเงื้อมชิดกับแนวผาทางด้านขวา เส้นทางเล็กๆ นั้นนำเขาไปจนพบทางแยกด้านซ้ายเข้าไปในทางเดินแคบๆ ที่ล้อมด้วยผนังสูง มีแนวหินต่างระดับที่ผนังด้านขวาให้ปีนขึ้นไป ก่อนที่เขาจะพบตนเองอยู่ในโถงอาคารหินระหว่างเสาต้นใหญ่ราวหกคนโอบสองต้น เมื่อกลับหลังหันมองอีกฝั่งหนึ่งก็เห็นอีกฟากของทางเดินที่ขาดไปว่าเป็นห้องโถงเล็กๆ ติดกับระเบียงในแนวผาที่เขาเห็นในทีแรก และเห็นว่าในโถงนั้นมีฐานหินทรงคล้ายพิระมิดฐานสี่เหลี่ยมที่ถูกตัดยอดออกเพื่อวางกระถางเพลิงด้านบน ซึ่งกระถางทั้งสี่ต่างก็ส่งเปลวไฟลุกโชติช่วงพร้อมกับเสียงไฟปะทุเปรี๊ยะๆ ยามลามเลียกลืนกินไม้ฟืนที่ไม่มีวันหมดภายในนั้น

แต่พอเห็นว่าไร้เงาของอสูรยักษ์...คนจรจึงลองสำรวจทางฝั่งที่ตนเองอยู่ก่อน และพบว่าพอเดินผ่านระหว่างเสาใหญ่ทั้งสองไปอีกหน่อยก็พบบันไดเตี้ยๆ นำไปสู่โถงหินทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แกะสลักลวดลายบนผนังทั่วไปเช่นเดียวกับพื้น แต่มืดทึมเนื่องจากไร้แสงไฟและเพดานปิดสนิทไร้ช่องแสงผิดกับอารามต่างๆ ที่เคยเห็นมา หากไร้รอยแตกบนผนังด้านขวาที่นำออกไปสู่ภายนอกแล้วก็คงจะมืดสนิทเข้าจริงๆ

เด็กหนุ่มเดินลอดรอยแตกในผนังต่างช่องประตูออกไป แต่ก็พบว่าภายนอกนั้นมีเพียงต้นทางลาดแคบๆ ลงไปสู่ก้นผาที่เขาเคยเห็นจากโคนสะพานเท่านั้น เป็นอันว่าอสูรยักษ์ต้องอยู่ภายในอาคารแห่งนี้...ทว่าจะอยู่ที่ใดและเป็นไปได้อย่างไรกันก็น่าประหลาดใจอยู่ เพราะโถงเล็กนั้นออกจะแคบและสูงเพียงเท่ากับอาคารสองชั้น เตี้ยกว่าจะให้อสูรยักษ์ตนที่ผ่านๆ มาเข้ามาอยู่ได้ด้วยซ้ำ

ถึงกระนั้น ทางเดียวที่จะได้คำตอบก็มีเพียงสำรวจดูให้ทั่วจนกว่าจะพบตัวมัน คนจรเลยเดินกลับเข้าไปในโถงหินทึมจนถึงขอบทางขาด กะระยะให้แน่ใจและกระโดดข้ามไปยังฝั่งที่มีกระถางไฟทั้งสี่และระเบียงติดผา

พลันสองเท้ากระทบพื้น...เสียงคำรามกึกก้องก็แผดขึ้น นักรบหนุ่มหันขวับตามเสียงไปเห็นดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ของร่างหนึ่งบนระเบียงชั้นสองเหนือโถงหินทึมที่เขาเพิ่งกระโดดข้ามมา ก่อนที่ร่างใหญ่เท่ากระทิงจะกระโจนพรวดลงบนพื้นเบื้องหน้าเขา ตีวงเลี้ยวหันส่วนใบหน้าที่เหมือนคลุมด้วยหน้ากากหินมีเขี้ยวคู่แสยะยาวจากปากคล้ายหมูป่าตรงมาทางผู้บุกรุก

และในชั่วพริบตานั้นเท้าหินก็ตะกุยพื้นพาร่างเล็กปราดเปรียวผิดอสูรยักษ์ตนอื่นพุ่งเข้าหามนุษย์ที่ยืนตะลึงงันเป็นเป้านิ่งโดยไม่รอช้า...

- To be continued -
บทที่ 33 - ไฟที่ยังแผดเผา

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ชื่อตอน 'ความหวัง' มาจากชื่อเพลงเปียโนเพลงหนึ่งของเกมไต่ยักษ์ครับ ช่วงต้นจะฟังดูหดหู่ แต่ช่วงท้ายทำนองค่อยสว่างสดใสขึ้นมา อันที่จริงนี่เป็นเพลงที่ใช้เล่นในฉากจบด้วยเพลงหนึ่ง ก็ลองเดาดูแล้วกันครับว่าฉากจบจะเป็นยังไงจากทำนองของเพลง

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าคนจรดูจะ...ก็ไม่ถึงกับขี้หึง แต่หวงกับห่วงมากเป็นพิเศษมั้งครับ ^^;;;

ตอนนี้ อาถรรพ์ของฟิคสำแดงเดชอีกแล้ว เพราะไม่นานหลังเขียนให้โมโนรบกับเด็กทะโมนโขยงหนึ่งเรียบร้อย ผมก็ต้องมารบกับลูกพี่ลูกน้องสองเด็กแสบที่ถูกรับฝากมาดูแลบ้าง เฮ้อ... = =;;;

อสูรยักษ์ตนนี้มีชื่อว่า Celosia ฉายา Flame Guardian (Ignis Incubator) หรือ ผู้พิทักษ์อัคคี ครับ ส่วนชื่อเซโลเซียเป็นชื่อจีนัสของดอกหงอนไก่ คงเพราะดอกหงอนไก่ดูคล้ายเปลวไฟ ความหมายของดอกหงอนไก่ที่ผมไปค้นมาด้วยก็คือ การเสแสร้ง ครับ แต่จะเป็นเสแสร้งอะไรคงต้องลองดูตอนหน้า

รูปของมันครับ

เขี้ยวโง้งโค้งมาแต่ไกล
รอเดี๋ยวนะ ตอนหน้าเจอกัน

ขอความกรุณากับคอมเมนต์เช่นเคยนะครับ m[_ _]m

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 26 ต.ค.49 เวลา 23:58:04 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

double
Member

อืม....พอบอกว่าท้อง แล้วยังเรื่องที่โมโนพูดไว้อีก หรือว่าท้องของหล่อนจะ....
ก็พอเดาเรื่องออกเลาๆ แต่ก็ยังไม่แน่ใจในรายละเอียดเท่าไหร

"วันดาผู้หวงเมีย" แทน ซึ่งเด็กหนุ่มกลับถือสาเรื่องนี้น้อยกว่าเรื่องชื่อเสียอีก
<< 55555555555555555555 อ่านถึงตรงนี้แล้วหัวเราะออกมาเลยค่ะ ประมาณว่า ก็รู้ตัวเหมือนกันนนี่คนจร
อา...มาถึงยักษ์เล็กที่สุด(หรือเปล่า?) แล้วสิน่ะ เจ้าตัวนี้เคยทำให้พี่และเราปวดหัวกับการหาสัญลักษณ์มันมาแล้วแถมเสียงสวรรค์ก็ช่างใบ้ได้ดีจริงๆเลยน่ะ (ฮึๆ)
ส่วนรูป ทำไมเราเปิดไม่ได้ทั้ง 2 รูปเลยล่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 28 ต.ค.49 เวลา 22:16:08 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ถ้าเคยอ่านหรือเล่น ICO ก็คงจะเริ่มเดาๆ ได้นั่นล่ะครับเรื่องเด็กในท้องของโมโน (แต่ถึงไม่ได้เล่นหรืออ่าน ไม่นานก็จะทราบอยู่ดีครับ tongue )

ฮะๆ ผมว่าคนจรคงยอมโดนเรียกว่า "วันดาผู้หวงเมีย" มากกว่า "วันดาชื่อแต๋ว" แหละครับ ^^;;;

อือ...เจ้านี่ต้องอาศัยความเคยเล่น ICO น่ะครับ ถึงจะรู้วิธีปราบได้เร็ว ส่วนเรื่องรูป ขออภัยจริงๆ ครับ คือช่วงนี้เว็บที่เอื้อเฟื้อแกลเลอรี่กำลังจัดระบบแกลเลอรี่ใหม่น่ะครับ หากได้ลิงค์ใหม่แล้วจะนำมาโพสท์แก้อีกทีครับ m[_ _;]m

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 28 ต.ค.49 เวลา 23:15:11 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ