K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - ตอน 69 จากฟีโอเร่ถึงมิยูกิ

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - (ตำนานรักอามัตสึภาค2)

ตอน 69 จากฟีโอเร่ถึงมิยูกิ
------------------------------

            ในขณะที่ทหารนักดาบกว่ายี่สิบนายที่มีงานและภาระที่จะต้องเข้าไปช่วยต้านกองทหารโครงกระดูกเพื่อให้จอมเวทได้มีโอกาสได้หายใจหายคอมีช่วงเวลาร่ายเวทและตั้งตัว

            มิยูกิเองก็กำลังยืนเผชิญหน้าอยู่กับผู้นำทัพผีดิบโครงกระดูกนี้เพื่อรับงานและภาระต้านรับด้วยเช่นกัน
            "โอ้... ดีจังแฮะไม่ต้องไปตาม แต่เหยื่อกลับมาหาเองแบบนี้..." สเกลเลตันเจเนอรัลใช้หลังมือที่เลือดเปื้อนลูบเช็ดกับกระดูกใต้คางเหมือนจะขู่คู่ต่อสู้
            "กลับกันแล้ว ฉันมาจัดการแกต่างหาก" การขู่ใช้ไม่ได้ผลเมื่อมิยูกิตอบทันควัน
            "งั้นก็อย่าเสียเวลาดีกว่า... ข้าอยากลิ้มลองรสชาติพลังของพวกเทพมานานแล้ว...!"

            ทักทายกันเพียงสั้นๆ รองขุนพลปีศาจโครงกระดูกก็ไม่รีรอฉวยโอกาสพุ่งเข้าประชิดตัวมิยูกิด้วยความรวดเร็ว
            กริชในมือขวาข้างถนัดสบัดขึ้นเป็นวงโค้งหมายปาดเข้าที่ลำคออ่อนๆของอโคไลท์สาว

            กึ้ง!

            แต่คมมีดนั้นถูกหยุดไว้ด้วยโล่ห์ขนาดย่อมที่ติดบนแขนซ้ายของมิยูกิ
            ในจังหวะเดียวกันนั้นเองมิยูกิก็แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ยอมถูกโจมตีฝ่ายเดียว เมื่อมือข้างขวาส่องแสงสว่างเจิดจ้าพุ่งเข้าบริเวณหน้าอกของหัวหน้าผีดิบโครงกระดูกเป็นการตอบกลับ

            ทว่ามือขวาข้างนั้นก็จั่วลมไปเช่นกันเมื่อสเกลเลตันเจนเนอรัลอาศัยการก้าวขาฟุตเวิร์คแบบก้ามปูฉีกออกด้านข้างจนพ้นระยะที่แขนของมิยูกิจะเหยียดไปถึง
            จากนั้นสเกลเลตันเจเนอรัลก็สบัดแขนขวากลับทันทีเป็นการโจมตีต่อเนื่องไม่เปิดช่องว่าง โดยหนนี้เป้าหมายถูกเล็งไปที่แขนขวาของมิยูกิซึ่งกำลังเหยียดตรงไร้ซึ่งการป้องกัน
            "ดูซิถูกหั่นแขนจนร่องแร่งแล้วยังจะสู้ได้อีกไหม...!?" สเกลเลตันตั้งใจตัดกำลังทีละส่วนแทนการเล่นงานทีเดียวปลิดชีพ
            "ไม่ง่ายนักหรอกน่า!"

            มิยูกิที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้ระยะประชิดรู้วิธีแก้เกี้ยวการเล่นงานแบบนี้ดี การดึงแขนขวากลับในสถานการเช่นนี้ไม่ว่าจะดึงหลบยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้นคมกริชได้
            เช่นนั้นแล้วมิยูกิจึงเอาตัวทั้งตัวพุ่งเข้าชนกับสเกลเลตันเจนเนอรัลโดยใช้แขนข้างซ้ายที่มีโล่ห์เป็นตัวกระแทกจุดแรกเพื่อป้องกันอันตรายในกรณีทีสเกลเลตันเจเนอรัลเกิดเอามีดขวางลำขึ้นมา

            ตึง!

            การปะทะเกิดขึ้นอย่างจัง ทั้งมิยูกิและสเกลเลตันถึงกับผละออกจากกันไปคนละทาง

            แม้สเกลเลตันจะมีพลังที่มากแต่การที่มิยูกิโถมทั้งตัวเข้าชนทำให้ความรุนแรงกระจายออกมาจนทั้งคู่กระเด็นออกจากกันจนแทบหัวทิ่ม แต่ถึงกระนั้นทั้งสองก็พลิกตัวกลับมาตั้งหลักในท่าต่อสู้ได้ในทันที
            "เก่งกว่าที่คิดนี่... ท่าทางรบประชิดได้เก่งไม่เบา..." สเกลเลตันเจเนอรัลกระโดดสลับเท้าไปมาฟุตเวิร์คเตรียมพร้อมจู่โจมอีกครั้ง "แต่ว่าสู้ในระยะประชิดแบบนี้เจ้าเองก็ใช้เวทแสงที่ถนัดไม่ได้... ข้าจะไม่พลาดแบบการ์กอยส์หรือเรธเด๊ด..."
            "ดูท่าแกจะประมาทไปอย่างนะ" มิยูกิย่อตัวลงเล็กน้อยยกแขนซ้ายนำเอียงตัวให้แขนขวาอยู่ระดับเอวเข้าท่าต่อสู้ประชิดสไตล์อามัตสึ "ฉันสามารถประยุกต์ท่าต่อสู้ของตะวันออกเข้ากับวิชาเวทตะวันตกได้"
            "แล้วยังไง...?"
            "ถ้าดูแคลนวิชาฮีลของฉันแล้วแกจะเสียใจ"
            "งั้นก็เข้ามาเลย...! อยากรู้นักว่าเด็กที่เป็นเป้าหมายความสนใจของท่านดาร์คลอร์ดและเจ้าดาร์คพรีสต์จะแน่สักแค่ไหน...!"

            ทั้งสองพุ่งเข้าต่อสู้ในระยะประชิดอีกครั้ง
            แต่หนนี้ต่างออกไปตรงที่มิยูกิไม่โถมเข้าหา หากแต่เธอเอนตัวถอยหลังพอสมควรเปิดช่องว่างเล็กๆขึ้นเสมือนเป็นการให้พื้นที่และโอกาสในการจู่โจมแก่สเกลเลตันเจเนอรัล
            ซึ่งรองขุนพลปีศาจตนนี้ก็ไม่คิดเล็กคิดน้อย ด้วยความที่มีร่างกายเป็นอมตะและศัตรูเปิดทางเช่นนี้ มันจึงไม่รอช้าที่จะจ้วงกริชเล่มขวามือเข้าใส่ช่วงหน้าอกของเป้าหมายบริเวณหัวใจ
            การโจมตีหนนี้สเกลเลตันเจนเนอรัลเปลี่ยนทิศทางการจ้วงใส่แนวแกนกลางโดยทำวงโค้งทางด้านขวาของมิยูกิซึ่งยากแย่การใช้มือปัดป้องและเป็นมุมที่โล่ห์ในมือซ้ายเอื้อมไปไม่ถึง
            "แผนตื้นๆน่า"

            มิยูกิอาศัยจิตสังหารอ่านการเคลื่อนไหวล่วงหน้าแล้วตอบโต้ด้วยปฎิกิริยาตอบสนองอันเฉียบคมโดยการเอียงตัวหลบ

            ด้วยการโจมตีที่บีบทิศทางเช่นนี้เธอจำเป็นต้องเอียงตัวหันข้างขวาไปทางด้านหลังเพื่อให้มีดจั่วพลาดไป มันจะทำไห้เธอหลบได้แต่ก็โจมตีกลับหรือตอบโต้ด้วยมือขวาไม่ได้
            สเกลเลตันเจนเนอรัลเห็นเข้าก็ยิ้มเข้าแผนขึ้นมา มันคิดจะใช้มีดในมือซ้ายจ้วงเข้าที่ชายโครงด้านข้างซ้ายของมิยูกิต่อ

            ทว่ายังไม่ทันที่การโจมตีต่อเนื่องจะตามมา มิยูกิก็ชิงโจมตีเข้าเสียก่อน

            แขนข้างซ้ายของเธอที่ติดโล่ห์และเหมือนใช้ป้องกันอย่างเดียวนั้นพลันพลินขึ้นมาและเผยถึงมือซ้ายที่กำลังเรืองแสงเจิดจ้า
            "นี่แก... ร่ายเวทไว้สองข้างแต่แรกแล้วงั้นเรอะ...!?" สเกลเลตันเจเนอรัลคาดไม่ถึงเพราะที่ผ่านมานั้นมิยูกิใช้แต่มือขวาในการฮีลโจมตีเท่านั้น
            "บทเรียนความประมาทฉันน่ะมันแพงนะ!"

            มิยูกิดันมือซ้ายขึ้นอ้อมจากด้านหลังแขนขวาและกระแทกฮีลเข้าที่บริเวณกลางข้อต่อตรงข้อศฮก

            ตูม!!

            แรงระเบิดเข้าในจุดที่อ่อนและเปราะบาง
            เพียงแค่ฮีลหนเดียวเท่านั้น แขนขวาตั้งแต่ข้อศอกลงไปของปีศาจตนนี้ก็ปลิวแยกจากต้นแขนกระเด็นออกไปไกล

            มิยูกิไม่ปล่อยโอกาสที่ดีให้หลุดลอยไป เธออาศัยช่วงเวลาที่สเกลเลตันเจนเนอรัลกำลังตะลึงอยู่ในการเล่นงานอีกรอบ โดยการพลิกตัวกลับมาอีกข้างและใช้แขนข้างขวาซึ่งเปล่งแสงรออยู่แล้วกระแทกเข้าที่ข้อศอกข้างซ้ายของสเกลเลตันเจเนอรัลต่อ

            ตูม!!

            แค่ช่วงกระพริบตาเท่านั้น แขนข้างซ้ายของสเกลเลตันเจเนอรัลก็ปลิวออกไปอีกข้าง...

            มิยูกิก้าวถอยห่างออกมาพลางมองผีดิบโครงกระดูกตัวนั้นที่กำลังแขนด้วนอยู่ทั้งสองข้าง
            "ในที่สุดก็พลาดเหมือนกับการ์กอยส์เลยนะ ไม่สิพลาดหนักกว่าการ์กอยส์ด้วยซ้ำ" มิยูกิพูดแซวขึ้น

            ทว่ายิ่งมิยูกิพูดออกไป สเกลเลตันเจเนรัลยิ่งยิ้มชอบใจหนักมากขึ้น
            "ฮ่า... ไม่เบานี่แม่หนู... แต่ว่าข้าไม่เหมือนกับการ์กอยส์หรอกนะ... ถึงจะเป็นตระกูลผีดิบที่แพ้การฮีลก็เถอะ... แต่ว่าข้าเป็นอมตะ แผลแค่นี้ไม่สาหัสนักหรอก..."
            "แต่แกก็โจมตีฉันไม่ได้แล้วเหมือนกันล่ะน่า"
            "ก็เฉพาะตอนนี้เท่านั้นเอง..." รองขุนพลปีศาจยกไหล่เอียงคอตอบไม่หนักใจ
            "ฉันไม่เปิดโอกาสให้แกได้ฟื้นตัวหรอก!"

            มิยูกิพุ่งเข้าหาสเกลเลตันเจนเนอรัลต่ออีกครั้งเพื่อเผด็จศึกชี้ขาด แต่ทว่ายังไม่ทันที่จะได้ถึงตัวศัตรูดี สัมผัสหนึ่งก็พุ่งแปลบขึ้นมาในหัวของเธอทันที
            เธอสัมผัสได้ว่ามีคลื่นรังสีฆ่าฟันพุ่งเป็นเส้นตรงทั้งสองข้าง ทั้งทางด้านซ้ายและด้านขวา...

            ความรู้สึกไม่สู้ดีทำให้มิยูกิพักการโจมตีไว้ก่อนและหันกลับมามองว่าสิ่งที่ตนสัมผัสได้นั้นคืออะไร
            เพียงแค่หันมองได้แว่บเดียวเท่านั้นเธอก็เห็นว่าแขนข้างที่ขาดและกำกริชกำลังพุ่งเข้าหาร่างเจ้าของเดิม แต่ปัญหาคือตอนนี้เธอกำลังขวางหน้าร่างเจ้าของอยู่ และกระดูกมือที่เธออัดกระเด็นไปในตอนแรกนี้ก็พุ่งมาจากทั้งสองด้านพร้อมกันโดยมันกำลังกำกริชชี้ปลายแหลมเข้าหา...
            "บ้าน่า!?"

            มิยูกิรีบก้มตัวลงคุกเข่ากับพื้นแล้วหมอบตัวลงอีกให้กระดูกมือของสเกลเลตันเจนเนรัลพุ่งผ่านไป คมกริชผ่านไปแบบฉิวเฉียดจนได้ยินเสียงตัดอากาศชัดเจน

            กระดูกช่วงแขนนั้นพุ่งกลับไปหาที่ข้อศอกเหมือนแม่เหล็กต่างขั้วดึงดูดกัน มันก็เข้าประกบและประสานกันเรียบสนิทในทันที
            "อะไรกันเนี่ย...?" ในหนนี้มิยูกิถึงกับต้องเป็นฝ่ายตะลึงบ้าง "ฟื้นตัวได้รวดเร็วแบบนี้เลยหรือนี่?"
            "ที่เห็นการสมานกระดูกในตอนแรกอาจดูช้าไปบ้าง... แต่หลังจากที่ข้าสูบพลังชีวิตจากเจ้าพวกจอมเวทนั่น... ความสามารถฟื้นตัวข้าเลยเพิ่มมากขึ้นตาม..."

            สเกลเลตันเจเนอรัลงอแขนและสบัดกริชไปมาทดสอบความเรียบร้อยในการฟื้นสภาพ
            "อืม... ยิ่งสูบมากเท่าไหร่... ข้ายิ่งฟื้นตัวได้ไวเท่านั้น..."
            "หนอย... ปีศาจอย่างแกไม่รู้จักคำว่าเพียงพอเลยหรือไง?"
            "เพียงพอ... มันคืออะไร...?" รองขุนพลตอบกลับแบบไม่แยแสก่อนที่จะชี้กริชไปที่หน้ามิยูกิ "รู้ไหมแม่หนู... ข้าอยากลองกินพลังในตัวเจ้าแล้วสิ... บางทีถ้าได้กินแล้วพลังอาจจะเพิ่มมากขึ้นเหนือเจ้าดาร์คพรีสต์จองอวดดีก็ได้..."
            "ได้! อยากกินนักก็เข้ามาเลย!" มิยูกิฮึดสู้อีกครั้ง


            ...........................................................


            ดาร์คลอร์ดกับดาร์คพรีตส์ยังคงจับจ้องการต่อสู้ของมิยูกิได้ไม่รู้เบื่อ
            "ทำได้ไม่เลวนะ... สมแล้วที่เจ้าสนใจอยากได้ตัวมาเป็นลูกมือ..." ดาร์คลอร์ดเอ่ยปากชื่นชมการต่อสู้ของมิยูกิ "แม้จะเป็นเพียงแค่นักบวช... แต่สามารถเรียกความสามารถมาใช้ต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม... คงต้องยอมรับแล้วล่ะว่าอนาคตข้างหน้าเด็กคนนี้อาจเป็นศัตรูที่ร้ายกาจกับเราได้ไม่ด้อยไปกว่าอิมิค..."
            "เท่าที่ดิฉันดูมามิยูกิอาจมีพลังที่มากขึ้นจริง... แต่ตอนนี้คิดว่าคงปราบสเกลเลตันเจเนอรัลลงไม่ได้หรอกค่ะ..." ดาร์คพรีสต์มิลล่าให้ความเห็นตรงไปตรงมา
            "อืม... ข้าก็คิดเช่นนั้น... จริงอยู่ว่าเด็กนั่นมีพลังที่สูงขึ้นเมื่อได้เจอปีศาจชั้นสูง... และตื่นตัวของพลังที่มีแล้วสามารถสะท้อนได้ว่าเธอมีสายเลือดเทพผสมจริงๆ... แต่ว่าที่เห็นตอนนี้มันยังน้อยเกินไป น้อยเกินกว่าจะจัดการรองขุนพลของข้าได้... ถ้าหวังจะชนะจำเป็นต้องเรียกพลังที่ซ่อนอยู่ออกมาเสียก่อน..."
            "ท่านคิดว่ายังมีพลังอีกส่วนที่ยังไม่ตื่นขึ้นมางั้นเหรอคะ...?"

            ดาร์คลอร์ดหยุดนิ่งดูการปะทะของมิยูกิที่สู้กับสเกลเลตันเจเนอรัลได้อย่างสูสีอยู่สักพักก็ถามขึ้นต่อ
            "มิลล่า... เจ้ารู้จักความหมายของคำว่ายอดภูเขาน้ำแข็งไหม?"
            "ค่ะ..." ดาร์คพรีสต์สาวอัจฉริยะผงกศีรษะรับ "หมายถึงส่วนที่ปรากฎขึ้นมาบนพื้นน้ำแข็ง... แต่ทว่าในความจริงแล้วสิ่งที่อยู่ภายใต้นั้นคือภูเขาน้ำแข็งทั้งลูก... ที่เรามองลงไปไม่เห็นเพราะมันถูกพื้นน้ำแข็งปิดบังไว้..."
            "ถูกต้อง... ตอนนี้ข้าคิดว่าเด็กคนนั้นยังเรียกพลังออกมาได้ไม่หมด... พลังที่มากมายภายในตัว..."
            "ทำยังไงมันถึงจะตื่นมาได้ล่ะคะ... ในเมื่อเราไม่มีดาบปีศาจอย่างเอ็กซ์คูชันเนอร์แล้ว..." ดาร์คพรีตส์เกิดความสงสัย เดิมทีนั้นพลังอิมิคตื่นขึ้นมาหลังโดนดาบปีศาจถ่ายเทความมืดอันมหาศาลเข้าใส่ แต่ตอนนี้ดาบเล่มนั้นได้หาบสาปสูญไปแล้ว
            "อันที่จริงกริชของสเกลเลตันเจเนอรัลก็ตีมาด้วยส่วนหนึ่งของศิลาแห่วความหวาดกลัวนะ... ถ้าอัดพลังแห่งความมืดมากเกินพอมันก็จะแสดงฤทธิ์ได้..." ดาร์คลอร์ดอธิบาย

            เดิมทีการใช้กริชของสเกลเลตันเจเนอรัลนั้นจะเป็นรูปแบบดึงพลังชีวิตเพียงอย่างเดียว เสียบแล้วสูบไม่มีความยุ่งยากนัก
            แต่แท้จริงแล้วมันยังมีความสามารถแบบอาวุธความมืดทั่วไปแอบแฝงด้วย อย่างเช่นการทำลายรูปแบบสิ่งมีชีวิตจนถึงระดับเซลล์อย่างดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์
            ในกรณีของดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์นั้นแม้เพียงสะกิดแค่แผลเล็กๆแต่มันก็สามารถทำให้แผลนั้นเน่าขยายขอบเขตลุกลามได้ทั้งร่างได้ในเวลาอันสั้น
            แน่นอนว่ากริชของสเกลเลตันเจเนอรัลก็มีคุณสมบัตินี้ด้วยเช่นกัน แม้จะไม่รุนแรงขนาดลุกลามได้แบบเอ็กซ์คูชันเนอร์เพราะตัวดาบมีส่วนประกอบของศิลาแห่งความหวาดกลัวน้อยกว่า แต่อย่างน้อยแล้วบาดแผลที่เกิดจากกริชนั้นก็จะถูกความมืดเกาะติดอยู่ และมันก็ไม่มีมีทางสมานตัวได้จนกว่าจะถูกชะล้างออกไปด้วยน้ำมนตร์
            คราบที่ยังไม่ล้างความมืดออกไปด้วยน้ำมนตร์การรักษาใดๆก็จะถูกตีกลับหมด ในสงครามแบบนี้หากถูกกริชเสียบเข้าแม้ทีเดียวก็อาจทำให้ถึงตายจากการเสียเลือดได้...


            ดาร์คลอร์ดมองตรงไปที่กริชในมือรองขุนพลปีศาจโครงกระดูกและยิ้มมุมปากเจ้าเล่ห์ขึ้นมา
            "บางทีข้าคิดว่ากริชนั้น... อาจกระเทาะพื้นน้ำแข็งให้แตกออกจนเห็นรากฐานภูเขาน้ำแข็งนั่นได้... แล้วเราจะได้รู้กันว่าเด็กคนนั้นร้ากกาจอย่างที่ข้าต้องการจริงหรือไม่...?"
            "แต่แค่กริชอย่างเดียวดิฉันคิดว่า..."
            "มันไม่พออยู่แล้วล่ะมิลล่า... อันที่จริงแค่ข้าเดินเข้าไปใกล้ๆให้ไอปีศาจทั้งหมดกินพื้นที่ทั้งร่างของเด็กนั้นก็เพียงพอที่จะปลุกพลังที่ว่าขึ้นมาแล้ว... แต่ข้าเห็นว่าสงครามนี้กำลังเดินไปตามความต้องการ เลยไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ..."
            "แล้วท่านจะทำอย่างไร...?"
            "แค่แทรกแซงจิตเข้าไปคุยก็น่าจะใช้ได้แล้วล่ะ..." ดาร์คลอร์ดตอบ
            "เอ่อ..." ดารืคพรีสต์มิลล่าไม่เห็นด้วย "ดิฉันเกรงว่ามันจะเป็นการทำลายสมาธิมิยูกิ... แล้วกริชนั้นอาจกระชากชีวิตเธอไปก่อนที่พลังจะตื่นขึ้นมานะคะ...?"
            "ข้ารู้... แต่ว่าของอย่างนี้มันไม่ได้ออกมาง่ายๆหรอกนะ... เหมือนจิตสังหารไงล่ะ... ถ้าไม่เสี่ยงด้วยชีวิตแล้วล่ะก็คนที่ไม่เคยใช้มาก่อนทำยังไงก็เรียกมันออกมาไม่ได้..."

            ดาร์คลอร์ดยังคงยืนกรานความคิดเห็นเดิม
            สำหรับมิยูกิในเวลานี้แล้วดาร์คลอร์ดต้องการเพียงแค่ร่างเท่านั้นส่วนชีวิตจะเป็นอย่างไรนั้นไม่สำคัญ
            หากพลังตื่นมาได้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ก็แค่ตายไปเท่านั้น...


            ...........................................................


            ในการต่อสู้ที่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น ต่างฝ่ายต่างจ้องชีวิตกันไม่ลดละ
            ผู้ที่รอดเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะคือกฎสำคัญในการรบ ทุกคนเข้าใจกฎข้อนี้ดีและพึงปฎิบัติกันทั้งมนุษย์และปีศาจ

            มิยูกิเองก็ยังคงต่อสู้กับสเกลเลตันอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าศัตรูจะมีความเป็นอมตะก็ตาย แต่มิยูกิก็พอจะรู้สึกได้ว่าทำยังไงถึงจะล้มเจ้าปีศาจตนนี้ได้
            จะติดอยู่ก็เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นคือเธอไม่สามารถเข้าถึงประชิดร่างสเกลเลตันเจเนอรัลได้เลย โครงกระดูกแขนทั้งสองที่ทำหน้าที่เหมือนป้องกันนั้นขวางการเข้าเล่นงานประชิด ในทางกลับกันเวทที่จะทะลวงทั้งการป้องกันก็ใช้ไม่ได้ สเกลเลตันเจเนอรัลจู่โจมได้รวดเร็วไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่จะเอ่ยปากร่ายคาถา

            มิยูกิยังคงทนสู้ต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยแล้วคนที่สมาธินิ่งอย่างเธอก็จะเป็นหากสู้กันในระยะเวลาช่วงหนึ่งๆ
            แต่นั่นคือความคิดที่ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว มิยูกิมองข้ามไปว่าในสนามรบนั้นยังมีเรื่องที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ...

            ในจังหวะที่กำลังหลบกริชพัลวันนั่นเอง เสียงเยือกเย็นน่าสะอิดสะเอียนเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมาในโสตประสาทของมิยูกิ
            "ว่าไงสาวน้อย..."

            เสียงเรียกที่จำได้ขึ้นจิตทำเอามิยูกิรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลทันที
            เธอโยกตัวหลบกริชของสเกลเลตันเจเนอรัลได้ แต่ไม่ตอบโต้เพราะเธอใช้เวลานี้ในการคุยตอบในจิตใจกับดาร์คลอร์ด
            "ดาร์คลอร์ด!?"
            "ท่าทางใช้ได้นี่... หน่วยก้านไม่เลวสู้ได้ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ... ไม่คิดเลยว่าอโคไลท์หน้าตาอย่างเธอจะสู้กับปีศาจชั้นสูงได้..." ดาร์คลอร์ดชวนคุยต่อ
            "ต่อไปคือคิวแกแน่!" มิยูกิกระชากเสียงในใจรุนแรงขณะที่สายตายังคงเพ่งการเคลื่อนไหวของศัตรูเบื้องหน้า
            "แหม... สมเป็นพ่อลูกกันจริงๆนะ ถ้าเป็นเรื่องสัมผัสปีศาจชั่วนี่จะเคร่งขรึมไม่แพ้กันเลย..."
            "หุบปากไปซะไอ้ปีศาจชั่ว!"

            หลังจากก่นด่าไปแล้ยมิยูกิไม่ตอบอะไรอีก เธอพยายามตั้งสมาธิสนใจกับศัตรูเบื้องหน้าเท่านั้น แต่กระนั้นดาร์คลอร์ดก็ยังคงตามส่งเสียงหลอนรบกวนไม่เลิก
            "ตอนแรกข้าก็ว่าเจ้าต่างกับตัวพ่ออยู่เนอะนะ... แต่ว่าพอเริ่มฆ่าเป็นนี่ค่อยดูแล้วว่าใช่ขึ้นมาหน่อย... เจ้าฆ่าลูกน้องข้าได้ด้วยวิธีที่สมเป็นลูกสาวเทพสงครามจริงๆ..."
            "หุบปากเน่าเหม็นของแกซะทีเถอะ!" มิยูกิชักเริ่มรำคาญหนักจนเผลอด่าออกมา

            การรบกวนของดาร์คลอร์ดนั้นไม่เพียงแค่ทำลายสมาธิเท่านั้น แต่ทุกน้ำเสียงที่พล่ามออกมาทุกหนึ่งคำก็เหมือนกับมีลิ่มไปตอกกระตุ้นอะไรบางอย่างในส่วนลึกของเธอจนความรู้สึกเกลียดโกรธและความไม่พอใจพลุ่งพล่านออกมาจนแทบจะสะกดกลั้นไม่ได้ร่ำไป
            "ไม่เอาน่า... คุยกันนิดหน่อยก็โกรธกันซะแล้วเหรอ... เจ้านี่ชอบหงุดหงิดใส่ปีศาจทุกตัวเลยนะ..."

            ดาร์คลอร์ดสนุกกับการได้ปั่นหัวมิยูกิ
            ตรงข้ามกับมิยูกิที่พยายามกัดฟันอดทนแต่เสียงหลอนประสาทนี่ก็ยังคงตามจองเวทไม่ลดละ
            "ว่าแต่ที่โกรธนี่เพราะอคติส่วนตัว... หรือเพราะว่าสายเลือดมันต่อต้านกันแน่นะ... ทำไมถึงแค้นพวกข้าขนาดนี้... นิสัยเจ้าไม่ใช่เป็นคนอาฆาตหรือฆ่าชีวิตใดๆเลยนี่... แล้วทำปีศาจอย่างข้า... ปีศาจอย่างข้า..."

            ที่สุดแล้วความอดทนทั้งหมดของมิยูกิก็พังทลายลง...
            "หนวกหู!! หุบปากไปซะ!!!" เธอตะโกนสุดเสียง

            พลันนั้นเอง เสียงคมมีดเฉือนผิวหนังก็ดังขึ้น

            ฉึบ...

            กริชในมือขวาของสเกลเลตันเจเนอรัลตัดชั้นผิวหนังกำพร้าบริเวณต้นแขนซ้ายของมิยูกิไปบางๆ
            "ประมาทเกินไปแล้วนะแม่หนู... มาสติหลุดตอนสู้กับข้าแบบนี้ดูถูกกันชัดๆ..." สเกลเลตันกล่าวในขณะที่มือขวาเหยียดตรงโดยที่ไม่ได้รู้ว่ามิยูกิออกอาการสับสนเพราะเหตุใด

            เมื่อชักแขนกลับมา เสียงของดาร์คลอร์ดที่กวนประสาทก็เงียบหายไป ในขณะที่มิยูกิก็พูดอะไรไม่ออกเช่นกัน
            เธอได้แต่ก้มมองแผลที่แขนซ้าย ซึ่งผิวหนังที่แยกออกกันไม่ลึกมากนัก พอมีเลือดไหลซิบออกมาแล้วยังความมืดคล้ายไอหมอกปกคลุมที่บริเวณแผลนั้นด้วย....


            ที่ผ่านมาตลอดสิบเจ็ดปีของมิยูกินั้น เธอไม่เคยหวีดร้องอย่างไร้เหตุผลเลยสักครั้ง แม้ว่าจะมีเรื่องน่ากลัวหรือตกใจอย่างมากก็แค่อุทานลักษณะคล้ายผู้ชายเสียมากกว่า ซึ่งในบางจุดมันก็แสดงถึงจิตใจที่ทนรับสภาพเบื้องหน้าได้
            แต่ในหนนี้จะถือเป็นครั้งแรกที่เธอได้กรีดร้องออกมาแบบหญิงสาวที่สุดอ่อนไหว
            "กรี๊ด!!!" มิยูกิถอยกรูดออกมาหลายช่วงตัวกดที่แผลและก้มตัวร้องเสียงหลง...

            ความรู้สึกปวดร้อนที่แทบจะแผดเผาทั้งร่างกายและจิตใจได้เริ่มต้นที่บริเวณต้นแขนจากนั้นก็กระจายไปทั่วร่างกาย เธอได้แต่ก้มหน้ากัดฟันกับความเจ็บปวดและแรงกระตุ้นนี้ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมาจากผิวหนังตามแขนขา มันเป็นความรู้สึกที่ปั่นป่วนอึดอัดสุดจะบรรยาย...
            มิยูกิได้แต่เงยหน้าขึ้นมองสเกลเลตันเจเนอรัลที่อยู่ห่างไปเล็กน้อย ก่อนที่จะข้ามสายตาไปมองดาร์คลอร์ดที่อยู่ห่างออกไปไกล แม้ว่าจะห่างกันมากแต่เธอก็รู้สึกได้ว่าปีศาจตนนั้นกำลังแสยะยิ้มให้ตนเองอยู่...

            จากนั้นภาพทั้งหมดก็มืดลงไปพร้อมๆกับสติที่ดับวูบของเธอ...


            ...........................................................


            ในห้วงแห่งความมืดปกคลุมจะมีเพียงแสงสว่างก็ตรงบริเวณสามเมตรรอบจุดที่สองมิยูกินอนแน่นิ่งเหมือนกำลังหลับอยู่
            ที่ซึ่งถูกเรียกว่าโลกแห่งจิตใจของเธอ...

            แล้วเวลานั้นเองเสียงเรียกที่คุ้นเคยก็ปลุกเธอเหมือนตอนที่โดนเวทสายฟ้าครั้งที่สู้กับลีฟตอนอยู่พรอนเทร่า
            "ตื่นได้แล้วจ๊ะมิยูกิ ได้เวลาที่เราต้องมาคุยกันอีกแล้วนะ"

            เสียงเรียกที่ใสและเป็นกันเองปลุกให้มิยูกิทั้งสองตื่นได้อย่างง่ายดาย ไม่มีความเจ็บปวดหลวงเหลือ ไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากความสนิมสนมคุ้นเคยและความอบอุ่น

            ภาพของผู้ที่เรียกให้ตื่นก็มีใช่ใครอื่น หากแต่เป็นหญิงสาวมาดมั่นผมยาวสีทองนัยน์ตาสองสีผู้มีปีกสีขาวสะอาดกลางหลัง
            เสี้ยววิญญาณวาลคิวรี่ที่ร่างจริงสิ้มลมไปด้วยวัยเพียงยี่สิบสี่ปีผู้เป็นแม่ของอิมิค และมีศักดิ์เป็นถึงย่าของมิยูกิ...

            เพียงแค่เงยหน้าขึ้นมองทั้งมองก็เอ่ยปากพร้อมเป็นเสียงเดียวกัน
            "คุณย่าฟีโอเร่...!?"

            วาลคิวรี่ผมทองสลวยมองหน้าด้วยสายตาเป็นกันเอง จากนั้นก็ยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยปากทักทาย
            "เราได้เจอกันอีกแล้วนะหลานๆที่น่ารักของฉัน"
            "ว่าแต่ทำไมหนูมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะคะเนี่ย?"

            มิยูกิยังจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่เธอก็ยังจำคำพูดครั้งก่อนของฟีโอเร่ได้ดีว่า การที่เธอทั้งสองจะพบกับฟีโอเร่ได้นั้นต้องหมดสติพร้อมกันเสียก่อน
            "จำได้แค่ว่าถูกกริชสะกิดเข้าไปนิดเดียวเท่านั้นเองไม่น่าถึงขั้นสลบได้เลยนี่นา หรือมันสาหัสจากที่อื่นที่หนูไม่ทันได้รู้ตัว?"
            "เปล่าหรอกมิยูกิ... เธอไม่ได้สลบเพราะพิษบาดแผล แต่เธอสลบเพราะพลังที่กำลังจะตื่นตัวขึ้นมาต่างหาก" ฟิโอเร่ตอบคำถามให้มิยูกิสบายใจ
            "พลังอย่างงั้นเหรอคะ?" มิยูกิมองฟีโอเร่จริงจัง
            "ใช่จ๊ะ... พลังที่ทำให้เธอแข็งแกร่งขึ้นขนาดที่จะจัดการรองขุนพลปีศาจได้อย่างสบายเลยล่ะ"
            "จริงเหรอคะเนี่ย?" มิยูกิอีกคนถามบ้างในฐานะที่ตัวเองได้ชิดกับเรื่องนี้ที่สุด "แต่ถ้ามันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นทำไมหนูไม่เคยรู้สึกตัวสักนิดเลย อย่างน้อยหนูที่ซ่อนตัวกับร่างมาตลอดก็น่าจะสัมผัสพลังที่ว่าได้บ้าง"

            ฟีโอเร่ยิ้มพลางอธิบายให้มิยูกิทั้งสองคนฟังอย่างละเอียด
            "จริงแท้แน่นอนจ๊ะ เธอมีพลังที่แข็งแกร่งในตัว เพียงแต่มันหลับไหลนิ่งสนิทจนเธอสัมผัสไม่ได้ และมันก็ไม่ได้ตื่นด้วยเหตุผลง่ายๆจากการถูกกดดันหรอกนะ มันจะตื่นได้เพียงสองวิธีเท่านั้นคือการถูกสูบพลังอย่างต่อเนื่องจนพลังหลักหมดไป ซึ่งเมื่อนั้นแหล่งพลังนี้จะถูกกระตุ้นให้ฟื้นขึ้นมาเองพูดง่ายๆก็คือการดึงพลังสำรองนี้ออกมาใช้ และอีกวิธีหนึ่งก็คือมันจะตื่นเองเมื่อเธอเจอกับปีศาจชั้นสูงจริงๆ ตามเงื่อนไขของสายเลือดเทพ"
            "แล้วมันเกี่ยวกับการสลบนี่ด้วยเหรอคะ?"
            "แต่ก่อนเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้านี้ตอนที่อิมิคจะระเบิดพลังออกมาเขาก็สลบแบบนี้เหมือนกันน่ะจ๊ะ... มันเป็นการหยุดนิ่งการเคลื่อนไหวใดๆเพื่อร่างกายจะได้ปรับสภาพให้พร้อมรบจริงๆน่ะ"
            "หมายความว่าถ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งพวกหนูจะมีพลังมากขึ้นเหรอคะ?"
            "ไม่หรอก... เธอแตกต่างกับพ่อเธอตรงที่ไม่ใช่เป็นนักรบมาแต่กำเนิด ฉะนั้นพลังจะไม่ระเบิดออกมาเองตามความต้องการ แต่เธอต้องเป็นฝ่ายดึงมันออกมา แล้วต้องควบคุมมันให้อยู่ด้วย"
            "ดึงมันออกมา?" มิยูกิทั้งสองถามขึ้นพร้อมกัน "ทำยังไงคะ!?"
            "ไม่ยากหรอก วิธีมันมี แต่ว่า..."

            ฟีโอเร่มองมิยูกิทั้งสองที่ตีสีหน้าจริงจังก็ตอบในสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้นมา
            "แต่ว่าตอนนี้ฉันชักลังเลใจที่จะสอนมันให้กับเธอแล้วล่ะ"
            "อ้าว!?" มิยูกิทั้งสองถึงกับประหลาดใจหนัก "ทำไมล่ะคะ?"

            ฟีโอเร่ก้มหน้าลงมองหลานสาวทั้งสองที่ไร้เดียงสาในเรื่องแบบนี้ก็อดที่จะยิ้มเศร้าขึ้นๆมาไม่ได้
            "นี่มิยูกิ... ยังจำได้ไหมตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ฉันได้บอกเรื่องสัจจปฎิญาณกับคำพูดที่ว่าด้วยสายเลือดของฉัน ฉันเชื่อว่ามันจะนำเธอไปตัดสินชี้ขาดกับสิ่งนั้นในภายภาคหน้าเองน่ะ?" ฟีโอเร่ถามเกริ่น
            "จำได้ค่ะ" มิยูกิพยักหน้า
            "อืม ตอนแรกฉันก็คิดอย่างนั้นล่ะนะ ฉันคิดว่าเธอที่สื่อกับฉันได้จะรับช่วงต่อความตั้งใจฉันได้ง่ายกว่าอิมิค... กับเป้าหมายที่เหลือของฉันคือการจัดการตัวตนและวิญญาณดาร์คลอร์ดให้หายไปจากโลกนี้" ฟีโอเร่เปิดใจบอก "แต่พอเห็นเธอสู้กับปีศาจ เห็นแผนการของเจ้าดาร์คลอร์ดที่ทำให้เธอต้องมาเจอกับเรื่องร้ายๆ ต้องเสียใจกับความตายของเพื่อน..."

            ฟีโอเร่บอกเหตุผลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
            "ตอนนี้ฉันเปลี่ยนใจแล้ว โลกแบบนี้มันโหดร้ายกับเธอเกินไป โลกแบบนี้มันเหมาะกับคนที่จิตใจหนักแน่นเข้มแข็งและอยู่เพื่อฆ่าอย่างอิมิคมากกว่า... เธอบริสุทธิ์ผุดผ่องเกินไปที่จะเข้ามาในโลกแห่งนี้"
            "อะไรกัน..." มิยูกิทำหน้าเหรอหราอ้ำอึ้ง "ทำไมคุณย่าพูดแบบนี้ล่ะคะ"
            "ฉันก็พูดตามความจริงนี่ล่ะ เธอกำลังฝืนตัวเองเพราะสายเลือดของฉันแท้ๆ" ฟีโอเร่ส่ายหน้าโทษตัวเอง "ครั้งของอิมิคก็ใช่... ฉันทำให้ลูกชายต้องมาเป็นตัวแทนสืบทอดเจตนารมณ์ของตัวเองจนต้องพบกับเส้นทางชีวิตที่แสนลำบาก... แต่ถือเป็นโชคดีที่ลูกชายคนนี้เข้มแข็งอดทนและมุ่งมั่นจนสามารถยืนหยัดแล้วก้าวข้ามอุปสรรค์จนพบกับจุดหมายปลายทางที่เป็นสุขได้"

            มิยูกิทั้งคู่ได้แต่ยืนเงียบฟังฟีโอเร่พูดอยู่ฝ่ายเดียว
            "การมีพลังที่สามารถสยบทุกสิ่งได้แล้วไม่ยอมใช้อาจเป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่ถ้าพลังนั้นจะทำลายตัวผู้ใช้ไปด้วยมันก็สมควรถูกปิดผนึกไว้ต่อไป"

            วาลคิวรี่สาวมองหน้าหลายสาวตนเองแล้วกล่าวเหตุผลใจจริงและเอ่ยปากสั่งทันที
            "พลังคือดาบสองคม ถ้าควบคุมให้ดี มันจะทำลายศัตรูลงได้ แต่ถ้าไม่ดีพลังจะกลับมาทำร้ายตัวเอง... เธอเป็นคนอ่อนโยนและอ่อนไหว ไม่ใช่คนแข็งแกร่งหินผาแบบอิมิค พลังทำลายนี้มันจะกัดกร่อนจิตใจเธอทีละนิด มันเหมาะกับนักรบที่ใจกระด้างไม่โอนอ่อน แล้วมีบุคลิกที่แยกออกระหว่างเรื่องสงครามกับเรื่องทั่วไป ตัวตนที่แท้จริงของเธอไม่ใช่นักรบ พลังนี้ไม่เหมาะกับเธอ..."

            ฟีโอเร่สบโอกาสชี้นิ้วสั่งมิยูกิทั้งสอง
            "ในฐานะที่เป็นเจ้าของพลังและเป็นย่าที่ต้องดูแลหลานอันเป็นที่รักแล้ว ฉันยอมให้เธอถลำลึกเข้ามาในโลกแบบอีกนี้ไม่ได้ ทันทีที่ได้สติกลับไปแล้วเธอจงเทเลพอร์ทถอยออกไปซะ หนีไปตามแผนที่อเลนวางไว้ อย่าสนใจสเกลเลตันเจเนอรัลแล้วจงลืมเรื่องพลังนี้ไปซะ"
            "คุณย่าค่ะ แต่ว่า..." เธอพยายามลองหว่านล้อม
            "ไม่มีแต่ ถอยก็คือถอย เข้าใจไหม?" ฟีโอเร่ไม่ตกลงด้วย

            หลังจากที่ฟีโอเร่ย้ำจบ มิยูกิทั้งสองก็เงียบสนิทไป...

            แต่ว่าไม่นานมิยูกิก็ให้คำตอบออกมาอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นคำตอบที่ฟีโอเร่ต้องเป็นฝ่ายเงียบไปบ้าง
            "ไม่ค่ะ!" มิยูกิตอบกลับเสียงดังด้วยสีหน้าจริงจัง
            "หนูก็ไม่ค่ะ" มิยูกิอีกคนก็ไม่ยอมทำตามด้วย
            "มิยูกิ!" ฟีโอเร่มองมิยูกิทั้งสองกลับด้วยความไม่ชอบใจนักกับการที่เธอขัดคำสั่ง

            ทั้งสามจ้องหน้ากันไม่หลบตา ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกัน แต่ละคนก็ล้วนมีเหตุผลของตัวเอง
            "ทำไมคุณย่าต้องให้หนูถอยด้วยล่ะคะ หนูตั้งใจมาสู้ด้วยตัวเองนะคะ หนูตั้งใจมารบไม่ใช่มีใครขอร้อง คำว่าถลำลึกน่ะหนูเตรียมใจไว้แล้ว หนูไม่ถอยหรอกค่ะ!" มิยูกิเถียงขึ้นมาก่อน
            "ก็เห็นกันชัดๆอยู่แล้วว่าปีศาจมันต้องการให้พลังของเธอตื่นขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิงไม่ใช่หรือไง ยิ่งเธอเอาจริงเท่าไหร่เธอยิ่งจะจมเข้าไปในโลกสงครามอุบาทว์นี้ลึกขึ้นเรื่อยๆ จงถอนตัวออกจากโลกแบบนี้ซะ ยังมีหน้าที่อื่นที่ดีกว่ารอเธออยู่แน่ ไม่ใช่ให้มาจบที่แบบนี้แล้วถูกดาร์คลอร์ดเอาร่างไป"
            "ยังไงซะปีศาจมันก็ต้องการตัวหนูอยู่แต่แรกแล้วล่ะค่ะ หนีไปก็เหมือนกับหันหลังให้กับความจริงอยู่ดี ไม่ว่าคุณย่าจะห้ามก็เถอะ หนูไม่ยอมถอยแน่!"
            "เธอคิดว่าสู้กับปีศาจมันง่ายนักหรือไง เธอจะดูถูกปีศาจชั้นสูงเกินไปแล้วมั้ง มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตประเภทที่ว่ามีพลังมากแล้วจะกำจัดได้หรอกนะ?"
            "แต่ถึงอย่างงั้นสักวันมันก็ต้องได้ชนกันอยู่ดี ถ้ายอมถอยง่ายๆตอนนี้ก็เท่ากับว่ายอมแพ้ตั้งแต่เริ่มสู้แล้วล่ะค่ะ" มิยูกิเถียงไฟแลบ ครั้งนี้เท่านั้นที่เธอยอมถอยไม่ได้จริงๆ "หนูว่าหนูทำได้ และไม่คิดว่าจะแพ้ปีศาจหน้าไหนด้วย!"
            "มันไม่เกี่ยวกับแพ้ชนะหรอก แต่ปัญหาคือตัวเธอต่างหากล่ะ!" ฟีโอเร่ชักเริ่มหงุดหงิดขึ้นบ้าง "เธออยากมือเปื้อนเลือดนักหรือไง เส้นทางสายทำลายนี้มันไม่ได้ง่ายขนาดแค่คิดว่าทนไหวแล้วจะเดินได้ตลอดทางหรอกนะ เธอมั่นใจหรือไงว่าจิตใจที่อ่อนไหวนี้จะไม่สั่นคลอนน่ะ"
            "ว่าตามตรงหนูไม่มั่นใจเต็มที่หรอก แต่ว่าสิ่งเดียวที่หนูรู้ก็คือหนูจะไม่หนีศัตรูข้างหน้าหรอกค่ะ โดยเฉพาะศัตรูที่เป็นปีศาจที่คอยกัดกินทำลายชีวิตเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน... มีหลายคนที่ต้องเคราะห์ร้ายเพราะน้ำมือปีศาจพวกนี้ไม่ใช่หรือไงคะ คุณย่าเองก็ใช่ พ่อก็ด้วย!"

            คำกล่าวกระทบของมิยูกิทำให้ฟีโอเร่สงบอารมณ์ลงได้บ้าง อย่างน้อยแล้วนี่ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วยน้ำมือของปีศาจ...
            "คุณย่าคะ... ถ้าคุณย่าอยู่กับหนูมาตลอดก็น่าจะเข้าใจหนูดีนะคะว่าหนูรู้สึกยังไงและคิดอะไรอยู่ อย่างที่หนูเคยพูดกับเกรก หนูเลือกเส้นทางสายนักบวชเพราะอยากรักษาคน และสายนักบวชนี้ก็มีหน้าปราบปีศาจด้วย ไม่ว่าจะเลือกเดินทางไหนก็หนีชะตากรรมไม่พ้นหรอกค่ะ เดิมทีคุณย่าก็สู้กับปีศาจในฐานะเทพตนหนึ่ง ต่อมาพ่อก็สู้กับปีศาจในฐานะอัศวินที่ปกป้องบ้านเมือง สำหรับหนูก็ต้องต่อสู้กับปีศาจในฐานะนักบวชในฐานะตัวแทนของพระเจ้า... สิ่งหนึ่งที่ทั้งคุณย่าและพ่อรวมทั้งหนูมีเหมือนกันก็คือสายเลือดของเทพที่สุดท้ายแล้วก็ต้องพานพบกับปีศาจจนได้..." มิยูกิยิ้มเล็กๆแล้วพูดติดตลกขึ้นมาลดบรรยากาศที่ตึงเครียดบ้าง "หนูว่ามันตลกดีนะคะที่ใครในสังกัดนักบวชที่รู้ความจริงว่าหนูเป็นลูกครึ่งที่มีสายเลือดผสมเทพปีศาจรวมกันว่าเป็นพระเจ้าทรงเมตตา... แต่ถ้าเกิดถ้าหนูคิดว่าถ้าพระเจ้าทรงเมตตาให้หนูเกิดมาจริงก็เท่ากับว่าพระองค์เองก็น่าจะมีหน้าอะไรบางอย่างที่ฝากมอบหนูมาจัดการด้วย... แล้วด้วยสายเลือดที่ทั้งคุณย่าและพ่อเจอมา หนูคิดว่าการสู้กับปีศาจชั่วก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ว่านะคะ"

            ฟีโอเร่ถอดถอนหายใจพลางหลับตาลงส่ายหน้า
            "ใจสู้ก็ดีหรอกนะมิยูกิ แต่ถ้าพูดถึงแพ้ชนะที่เธอว่าน่ะ... เธอคงเข้าใจใช่ไหมว่าถ้าแพ้ให้กับปีศาจแล้วจะเป็นยังไง?" ฟีโอเร่ถามเองตอบเองเสร็จสรรพหวังจะให้มิยูกิเข้าใจความรู้สึกตนเอง "ไม่มีคำว่าเชลย ไม่มีคำว่ารอด... ถ้าไม่เป็นอาหารก็ถูกฆ่าตายเพียงเท่านั้น และกรณีของเธออาจถูกยึดร่างไปเสียด้วยซ้ำ บางมันอาจทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีกนะ"
            "หนูเข้าใจดีค่ะคุณย่า แต่ถึงอย่างนั้นหนูก็อยากทำประโยชน์ให้กับผืนแผ่นดินนี้และชีวิตเพื่อนมนุษย์บ้าง ไม่อย่างนั้นแล้วคนที่ยอมตายแทนหนูเขาคงเสียใจแย่... ในห้วงลมหายใจสุดท้ายเขาอุตส่าห์หวังไว้ว่าชีวิตที่ต่อให้หนูจะสามารถปกป้องชีวิตคนอื่นแทนส่วนของเขาได้บ้าง" มิยูกิพูดถึงเจนีเฟอร์และลูก้า ผู้ซึ่งจากไปตอนครั้งสู้กับหมาป่า "ถ้าหนูถอยตอนนี้ก็จะมีคนตายอีกมาก อย่างน้อยถ้าจัดการรองขุนพลปีศาจลงได้สักตัวสองตัวก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสรอดชีวิตให้คนนับสิบนับร้อยได้นะคะ ถึงจะชนะดาร์คลอร์ดไม่ได้แต่พลังนี้ก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปสักทีเดียว... ถ้ามันจะช่วยให้ชีวิตบริสุทธิ์รอดได้สักชีวิตหนูว่ามันคุ้มค่ะ..."

            ฟีโอเร่นิ่งไม่ให้คำตอบกับมิยูกิ แต่เธอหันไปถามมิยูกิอีกคนที่อยู่ข้างๆ ในฐานะที่ใช้ร่างเดียวกันหากจะใช้พลังนี้จริงก็ควรเห็นชอบร่วมกัน
            "แล้วเธอล่ะมิยูกิอีกหนึ่ง คิดจะสู้ไปกับมิยูกิจริงน่ะเหรอ?"
            "ไม่เห็นต้องถามเลยนี่ตะคุณย่า เราสองคนตัดสินใจร่วมกันว่าจะเดินทางสายนี้ ถ้าเจออะไรก็ต้องเจอด้วยกันนี่ล่ะค่ะ ไม่มีทิ้งกันอยู่แล้ว"
            "นี่คือความรู้สึกของเธอเอง ไม่ใช่ว่าตอบให้ท้ายมิยูกิหรอกนะ?"
            "ค่ะหนูเองก็มีความคิดในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ใช่ว่าจะเอาใจมิยูกิหรอกนะคะ แต่หนูเองก็คิดเหมือนกันจริงๆในแง่ที่อยากประโยชน์ให้กับคนอื่นบ้าง อยากเหลือชีวิตคนอื่นให้ได้เหมือนอย่างกับที่พ่อเคยทำน่ะค่ะ"
            "เธอไม่คิดว่ามันจะเกินตัวไปหน่อยเหรอ?" ฟีโอเร่ถามต่อ
            "ของแบบนี้มันต้องลองค่ะ อย่างที่มิยูกิเคยพูด สองหัวดีกว่าหัวเดียว ถ้าเราร่วมมือกันแล้วย่อมต้องหาทางออกที่ดีได้อยู่แล้ว"
            "แบบนี้ก็คงไม่ยอมถอยเหมือนมิยูกิสินะ?"
            "ถ้าคิดจะห้ามไม่ให้สู้ล่ะก็ หนูว่าคุณย่าห้ามดาร์คลอร์ดเลิกกินวิญญาณคนยังจะง่ายกว่านะคะ" มิยูกิอีกคนยิ้มน่ารักแล้วกล่าวเชิงเปรียบเทียบแทนคำตอบที่หนักแน่น

            ได้ฟังสองแรงแข็งขันแบบประสานแนวคำตอบแบบนี้เข้าฟีโร่ก็ถึงกับถอนหายใจรอบที่สองแล้วยอมรับความจริงนี้
            "หึ... เหมือนเรื่องตลกเลยแฮะฉันอุตส่าห์ไม่บอกปฎิญาณข้อที่เพื่อไม่ให้เธอต้องกดดันตัวเอง แต่ไปๆมาพอฉันจะไม่ให้เธอรับหน้าที่นี้กลับโดนพวกเธอไม่ยอมอีกแน่ะ" ฟีโอเร่บ่นกับตัวเอง "สมแล้วที่เป็นลูกสาวของอิมิค สมแล้วที่เป็นหลานของฉันจริง เหมือนกันเหลือเกิน..."

            ฟีโอเร่เดินเข้าไปใกล้ชิดกับมิยูกิทั้งสองคนก่อนที่ใช้มือขาวและอ่อนนุ่มทั้งสองข้างขึ้นมาลูบแก้มด้วยความเอ็นดู
            "รู้ไหมมิยูกิ... เธอนี่ดื้อเหมือนฉันเลยไม่มีผิด ถึงคราวที่ต้องดื้อรั้นนี่ไม่มียอมใครเลยจริงๆ"
            "คุณย่าก็เคยดื้อมาก่อนด้วยเหรอคะ?" มิยูกิอมยิ้มถาม
            "สุดๆเลยเธอเอ้ย ขนาดพ่อบุญธรรมฉันยังห้ามไม่อยู่เลย"

            สักพักฟีโอเร่ก็ตัดสินใจที่จะบอกเคล็ดการเรียกพลังนี้ออกมาใช้ โดยเริ่มอธิบายรายละเอียดทั้งหมดตั้งแต่ต้น
            "การที่เธอสลบลงก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพลังแห่งความมืดทั้งจากดาร์คลอร์ดและจากกริชปีศาจกระตุ้นเธอเต็มที่แล้ว เหลือแค่ปลดปล่อยพลังออกมาเท่านั้น เธอก็จะมีพลังที่มากพอจะจัดการปีศาจนับร้อยได้สบายๆ แต่ก่อนที่จะสอนวิธีเรียกพลังนั้นฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกอยู่สองข้อ ตั้งใจฟังให้ดีนะมิยูกิ"
            "ค่ะ" มิยูกิทั้งสองขานรับ
            "เรื่องแรกคือพลังนี้อาจมากจนใช้ไม่หมดด้วยเวทธรรมดา แต่มันก็มีวันหมดไปได้เหมือนกัน ถ้าเธอใช้พลังไปครั้งหนึ่ง เธอจะเรียกใช้พลังนี้ไม่ได้อีกจนกว่ามันจะเติมตัวเองจนเต็มซึ่งอาจใช้เวลาหลายวันไปถึงหลายสัปดาห์ขึ้นอยู่ที่ว่าเธอจะใช้ไปมากแค่ไหน แต่เอาเถอะยังไงซะก็ไม่ได้มีสถานการณ์ให้ต้องได้ใช้พลังบ่อยๆ ข้อนี้ไม่ต้องระวังมากก็ได้แต่อยากให้จำเอาไว้ว่าเธอไม่ควรหยุดพลังนี้ตรายที่ว่าจะมั่นใจว่ากำจัดปีศาจที่สามารถคุกคามเธอได้หมดจริงๆ"
            "เข้าใจแล้วค่ะ"
            "แล้วอย่างที่สองคือ จงมีสติอยู่ตลอดเวลา"

            ฟีโอเร่ค่อนข้างจะเน้นเสียงย้ำคำนี้เป็นพิเศษ
            "พลังนี้จะกระตุ้นให้เธอตื่นตัวเต็มที่ทั้งความสามารถทางร่างกายซึ่งด้วยสายเลือดของเทพและปีศาจที่ผสมในตัวเธอสามารถใช้กำลังได้หนักและรุนแรงกว่าผู้ชายร่างใหญ่เสียด้วยซ้ำ แต่ต้องไม่ลืมว่าพลังนี้จะปลุกจิตสังหารให้ตื่นตัวสุดด้วยเช่นกัน... นั่นก็หมายความสัญชาตญาณการฆ่าฟันและทำลายล้างจะถูกกระตุ้นเต็มที่ด้วย ถ้าเธอสมาธิหลุดเมื่อไหร่ล่ะก็จิตสังหารจะครอบงำเหมือนครั้งสู้กับหมาป่าทันที ฉันเป็นห่วงเธอตรงนี้มากเพราะเธอไม่ได้มีจิตใจในเรื่องการฆ่าฟันเข้มแข็งเหมือนอิมิค"
            "หนูจะระวังค่ะ!" มิยูกิยังเชื่อมั่นว่าของแบบนี้ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้
            "พลังจะมีการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาด้วยสมาธิของเธอ ถ้าสมาธิกระตุกเมื่อไหร่พลังนี้จะสะดุดทันที โดยอาการอาจออกได้หลายอย่างเช่นถูกครอบงำโดยจิตสังหารหรือไม่งั้นพลังอาจถูกปิดผนึกไปเอง ซึ่งแบบแรกเธอคงรู้ดีว่าเป็นยังไงนะ แต่ถ้าเป็นในแบบที่สองก็หมายความว่าเธอจะใช้พลังนี้ไม่ได้อีกจนกว่าพลังเต็มแล้วถูกกระตุ้น ก็คือในศีกนี้เธอหมดสิทธิ์กับพลังนี้อีก เข้าใจนะมิยูกิ?"
            "เข้าใจแล้วค่ะ" มิยูกิทั้งสองรับคำ
            "อยากคุยกับเธอนานกว่านี้แต่เวลาไม่มีแล้วล่ะ เอาล่ะฉันจะสอนวิธีเรียกพลังออกมาให้เธอเอง แค่หนเดียวเท่านั้นนะ ตั้งใจฟังให้ดีล่ะ"

            เสี้ยววิญญาณวาลคิวรี่สั่งสองให้กับวิญญาณหลานสาวทั้งสองอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้ หากมันเป็นลิขิตอย่างที่มิยูกิอ้างมาจริง ฟีโอเร่เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องเข้าร่วมกับลิขิตนี้ด้วย
            แม้ภายนอกอาจไม่เต็มใจนัก แต่ในใจลึกๆแล้วฟีโอเร่ก็เหมือนจะดีใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นมิยูกิกล้าสู้ขึ้นมาแบบนี้

----------------------------------
Free talk - หายไปนานเลยครับกับฟีโอเร่ โผล่มาสั้นๆตอนที่สู้กับลีฟเท่านั้นเอง
แต่เธอนี่ล่ะคือกุญแจสำคัญของเรื่องนี้ เพราะรู้เรื่องทั้งหมดรวมไปถึงพลังในตัวมิยูกิด้วย ศึกนี้ยังอีกยาวนานครับ แต่ตอนหน้านี้ล่ะจะได้เห็นมิยูกิในแบบฉบับที่เหมือนอิมิคตอนเสมือนเทพจำแลง

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 00:16:42 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 9 จากทั้งหมด 9 Reply

Jammaster X
ซาตานครอส

ไหงตอนแรกอ่านได้พีเอโร่หว่า

ตอนนี้้น้อยไปนิดเดี๋ยวมาเม้นเพิ่ม ชิงตำแหน่งคนเม้นคนแรกก่อน

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 01:38:15 น.

blazx
illusionist

เทียบกับตอนที่อิมิคพลังตื่นขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ของมิยูกิดูบรรยากาศสบายๆกว่า
(เอ้อ ก็ย่าหลานเคยพบกันแล้วนี่เนอะ)

ปล. ตอนแรกก็อ่านฟีเอโร่เหมือนกัน = =" (กึ๋ย)

Edit by blazx - 23 ต.ค.49 เวลา 16:38:28 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 16:38:06 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

โล่งอกนึกว่าพิมพ์ผิดเป็นฟีเอโร่จริงๆนะนั่น เหอะๆ

อ่าครับบรรยากาศปลุกพลังจะดูเบากว่าเยอะ รูปแบบสงครามครั้งนี้ถ้าเทียบกับยุคอิมิคถือว่าเบากว่ากันจริงๆนั่นล่ะ smile

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 17:04:38 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

คอมเมนต์ไปแล้วหาย...ไม่ได้ refresh ดูด้วย ลืม

บทพูดยาวมาก เนื้อหาเยอะด้วย ตอนคิดคงเครียดน่าดูนะกวี ^ ^;;
ดาร์คลอร์ดตลกดี เข้าท่า
แต่ฟิโอเร่ ไม่น่าจะพูดคำว่า "แฮะ" รึเปล่านะ ดูไม่เข้ากะอายุ หรือว่าไง tongue ถ้าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเป็น "เลยนะ" ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ประพันธ์ละกัน XD

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 23:13:18 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

ก็เครียดนิดหน่อยน่ะครับ แต่โดยมากเวลาคิดไม่ออกมักพักการแต่งน่ะครับ
/me พักหลังเลยดองบ่อยๆ ^ ^;;

ปล. บทคำพูดไว้เดี๋ยวหาเวลากลับมารีไร้ม์ละกันครับ ตอนนี้ Go on ไปก่อน smile

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 23 ต.ค.49 เวลา 23:28:26 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

ผมรู้สึกว่ามิยูกิชักเข้าใกล้มามุของ DQD เข้าทุกทีแล้ว
ถ้าเกรกแหยนี่คงใช่เลยล่ะนี่ดีนะว่าเอาจิงเอาจังแล้ว

ตอนสู้กับ skel gen นี่ก็ใช้ได้แล้วล่ะ สิ่งที่ขาดหายไปเต็มๆคือ มิยูกิอีกคน กับนิสัยฝั่งแม่นี่แทบไม่มีให้เห็นเลยนะ
แล้วตอนที่ dark load ส่งจิตมากวนน่ะ มิยูกิอีกคนเงียบเกินไปนะ น่าจะมีบทหน่อย

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 01:24:37 น.

xelloss
ปีศาจชุดขาว

อ่ะ ตอนต่อไปน่าติดตามแฮะ จะคอยชม smile

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 12:07:03 น.

Izabelle
Oversea Student

พ่อบุญธรรมของฟีโอเร่คือใครรือ? จะมีช่วงsideนี้ไหมหว่า ยุคย่าๆ
ดาร์คลอร์ดช่างกวนชะมัด - -;

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 15:18:37 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Quote : Izabelle
พ่อบุญธรรมของฟีโอเร่คือใครรือ? จะมีช่วงsideนี้ไหมหว่า ยุคย่าๆ
ดาร์คลอร์ดช่างกวนชะมัด - -;


มีครับ ฟีโอเร่นี่เป็นคนพิเศษตัวละครรักอีกตัว มีทั้ง Side ทั้ง R เลย tongue

ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 16:13:02 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 9 จากทั้งหมด 9 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ