Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 31 - ที่พักพิง

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม
บทที่ 29 - ผู้นำสาส์นจากเบื้องหลัง
บทที่ 30 - คืนแห่งคราส

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 31 - ที่พักพิง
Chapter 31 - Sanctuary

เมื่อเย็บเสื้อแบบพอปิดรอยขาดเสร็จแล้ว คนจรก็สวมมันก่อนจะทิ้งตัวลงนอนราบบนพื้นหญ้าเพื่อพักออมแรงอีกครั้ง เขารู้ว่าตนเองควรรีบมุ่งหน้าไปต่อ แต่กระนั้นอาการปวดแปลบที่ชายโครงก็ยังคงตามรังควาน ทำให้เด็กหนุ่มคิดว่าตนเองควรจะนอนพักเสียก่อนเพื่อรอให้ยาที่ได้จากพ่อเฒ่าสำแดงผลของมัน และเขาก็ต้องการให้อะโกร ม้าเพื่อนยากได้พักกินหญ้านานขึ้นอีกเช่นกันหลังจากต้องวิ่งหลบหลีกอสูรยักษ์มาถึงสองตนซ้อน

ด้วยความคิดนี้เองที่ทำให้เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองแผ่นฟ้าสีครามใต้ร่มเงาของใบไม้ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะหลับตาและปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ นับจากตอนที่ทั้งสองหนีออกจากซาเกรดา โซล มายังที่พักพิงชั่วคราวซึ่งเป็นแหล่งรวมความทรงจำดีๆ ช่วงสุดท้ายในชีวิตคู่ของทั้งสอง เพื่อกล่อมตนเองให้หลับลง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ที่นี่หรือครับ" คนจรพึมพำเบาๆ ขณะมองตรงไปเบื้องหน้ายังช่องประตูไม้ที่เปิดกว้างเข้าไปสู่ความสลัวด้านใน

แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ ที่ส่องลอดเข้ามาทำให้เห็นว่าภายในกระท่อมนั้นมีม้านั่งยาวตัวหนึ่งริมผนังด้านที่ใกล้ประตูที่สุด ต่อจากนั้นเป็นเคาน์เตอร์ไม้ยาวตั้งตาชั่งสองแขนขนาดเล็ก และด้านหลังก็คือตู้ที่ถูกซอยเป็นลิ้นชักย่อยๆ หลายช่องซึ่งคงจะมีไว้สำหรับใส่ตัวยาต่างๆ กันสมกับเป็นร้านหมอ ทว่าภายในนั้นร้างเงาผู้คนโดยสิ้นเชิง

และภาพที่เห็นนี่เองที่ทำให้เด็กหนุ่มหันไปมองชายวัยกลางคนสวมหมวกฟางที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างสงสัยเหมือนจะขอคำตอบสำหรับคำถามนั้น

"ใช่แล้ว ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกพ่อหนุ่ม เวลาไม่มีคนไข้ ร้านหมอก็เงียบแบบนี้เป็นธรรมดาแหละ" ชายชาวไร่ผู้อารีตอบ "รอเดี๋ยวแล้วกัน ข้าจะไปเรียกแกออกมาให้"

ว่าแล้วเขาก็สาวเท้ายาวๆ ไปที่หน้าประตูพร้อมกับร้องเรียก

"หมอซิลฟา! หมอซิลฟา!!"

ในระหว่างนั้น คนจรจึงหันไปส่งมือให้กับโมโนเพื่อช่วยเธอลงจากหลังอะโกร ทว่าก่อนที่จะทันประคองเธอ อีกฝ่ายก็กระโดดลงมาถึงพื้นก่อนแล้ว ทำเอาเขาขมวดคิ้วก่อนจะกระซิบดุเบาๆ

"ใจเย็นก่อนสิ เดี๋ยวก็ตกลงมาหรอก"

"ก็แขนท่านเจ็บอยู่ไม่ใช่หรือคะ" โมโนย้อนถามพร้อมกับบุ้ยใบ้ไปทางต้นแขนซ้ายของเขา ใต้แขนเสื้อที่ซ่อนผ้าพันแผลเอาไว้

"แต่อาการก็ไม่ได้หนักถึงขนาดอุ้มเจ้าลงมาไม่ได้นี่นา" เด็กหนุ่มแย้ง

"นั่นสินะคะ" เด็กสาวยกสองมือขึ้นกอดอกด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์พร้อมกับขมวดคิ้ว ปากก็บ่นต่อเบาพอกัน "ไม่ได้หนักถึงขนาดที่เมื่อคืนยัง--"

"มีอะไรหรือ"

ทั้งสองหันขวับไปทางต้นเสียงแหบแห้งทันควัน พบกับร่างของคนคนหนึ่งที่สาวเท้ายาวๆ ออกมาหน้าประตูข้างๆ ชายสวมหมวกฟางซึ่งขยับหลบเปิดทางให้กับร่างนั้น คนจรอดนึกขอบคุณในใจไม่ได้ที่ 'หมอ' มาได้จังหวะพอดีก่อนที่โมโนจะทันพูดจบ แต่ก็ออกจะประหลาดใจไม่น้อยทีเดียวกับภาพของ 'หมอ' แบบที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน

นางเป็นหญิงชราที่ดูอายุราวห้าสิบกว่าปีได้แล้ว ทว่าร่างผอมยังคงเหยียดตรงและจัดว่าสูงทีเดียวสำหรับผู้หญิง ผมสีขาวล้วนตัดสั้นเสมอคาง ส่วนชุดที่สวมอยู่ก็เป็นชุดกระโปรงธรรมดาๆ สีเข้ม ทับด้วยเสื้อคลุมสีดำตัวหลวมโคร่งคล้ายเสื้อของผู้ชาย ดวงตาสีฟ้าที่ดูเป็นประกายบนใบหน้าขาวออกซีดทอดมองสองผู้มาเยือนอย่างพินิจพิเคราะห์

"นักเดินทางน่ะแม่หมอ" ชายชาวไร่ผู้นำทางตอบแทนทั้งสอง "เขามาถามข้าว่าร้านหมอหมู่บ้านเราอยู่ไหน ข้าเลยพามาให้"

"ฮื่อ...ขอบใจ เกช" 'แม่หมอ' รับเรียบๆ ก่อนจะหันมาทางเด็กหนุ่มกับเด็กสาวที่ยืนนิ่งอยู่ "ว่าแต่มีใครเป็นอะไรรึ"

"นางต้องการยา" "เขาบาดเจ็บค่ะ" คนจรกับโมโนพูดพร้อมกัน จนกระทั่งต้องหันมามองหน้ากันเองอย่างประหลาดใจ ชายฉกรรจ์ซึ่งถูกเรียกว่าเกชหันไปขยับหมวกกลั้นยิ้ม ส่วนแม่หมอซิลฟายักไหล่น้อยๆ

"สรุปคือทั้งสองคนเลยสินะ" นางพูดก่อนจะกลับหลังหันเตรียมเดินเข้าไปในร้าน แต่หลังจากนั้นก็เหลียวมองกลับมายังคนไข้ทั้งสอง "ผูกม้าไว้ตรงนั้นแล้วตามข้ามาสิ"

เด็กหนุ่มรุนหลังเด็กสาวให้เดินเข้าไปก่อนขณะที่ตนเองผูกอะโกรกับหลักไม้ที่ด้านหน้ากระท่อม พอล่ำลาเกชแล้ว เขาก็ตามเข้าไปในกระท่อมเล็กนั้นในที่สุด พบว่าเด็กสาวที่มากับเขากำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ มือถือปากกาขนนกเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ ขณะที่หมอซิลฟาเจ้าของสถานที่เปิดหน้าต่างระบายกลิ่นยาสมุนไพรที่ฉุนอบอวลอยู่ในห้องเล็กๆ นั้น แสงจากหน้าต่างที่เพิ่มความสว่างให้กับห้องทำให้เขาเห็นว่าอีกมุมในห้องนั้นมีฉากไม้ตั้งกั้นวางเตียงหลังหนึ่ง และมีช่องทางเดินลึกเข้าไปอีกห้องซึ่งถูกกั้นด้วยผ้าม่านต่างประตู

"ภรรยาเจ้าบอกข้าแล้วว่าเจ้าโดนอะไรมา" หญิงชราพูดขึ้นเมื่อเหลือบเห็นเขาก่อนจะชี้ไปที่ฉากไม้ "ไปนั่งตรงนั้นก่อนสิ เดี๋ยวข้าจะดูแผลให้"

คนจรทำตามคำบอกแต่โดยดี แม้ก่อนหน้านั้นจะยังไม่วายเหลือบมองโมโนเป็นเชิงถามว่าเธอบอกอะไรกับแม่หมอบ้าง ทว่าทั้งสองก็ไม่มีโอกาสได้พูดอะไรกันเลย เพราะเพียงไม่นานหมอซิลฟาก็ตามเข้ามาในห้องตรวจหลังฉากกั้นและแกะผ้าพันแผลแห้งกรังออก หลังโคลงศีรษะกับสภาพแผลแล้วแกก็เริ่มล้างแผลรื้อฟื้นความแสบจนเจ้าของแผลต้องสูดปาก ก่อนจะใส่ยาที่แสบยิ่งกว่าให้เขาพลางพูดกึ่งบ่นกึ่งสั่งไปตลอด

"โชคดีที่เฉียดเส้นเอ็นกับเส้นเลือดใหญ่ไป อันที่จริงน่าจะมาหาหมอเร็วกว่านี้ แต่เอาเถอะ ข้าเข้าใจว่าเดินทางรอนแรมคงมาหาหมอทันทีลำบากอยู่ ถึงยังไงระหว่างนี้ก็พยายามอย่าออกแรงแขนข้างนั้นมากนักล่ะ แผลจะได้หายเร็วขึ้น"

"เห็นไหมคะ ขนาดท่านหมอยังบอกเลยว่าอย่าออกแรงแขนให้มากนัก" โมโนได้ทีสำทับมาแต่ไกล

เด็กหนุ่มได้แต่กลั้นเสียงถอนใจไว้แล้วตอบ

"เข้าใจแล้วครับ จะปฏิบัติตามที่ท่านหมอทั้งสองคนสั่งอย่างเคร่งครัด"

เด็กสาวที่เคาน์เตอร์หัวเราะเบาๆ ตอบคำประชดนั้น ส่วนหมอตัวจริงยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากพร้อมกับยักไหล่ ก่อนจะถามต่อไป

"ว่าแต่พวกเจ้ามาจากไหน แล้วตั้งใจจะไปที่ไหนกันหรือ"

มีเพียงความเงียบอยู่พักหนึ่ง...กระทั่งคนจรนึกเรียบเรียงคำตอบได้และพูดขึ้น

"พวกเรามาจากหมู่บ้านทางใต้ ตั้งใจจะขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอหมู่บ้านที่ถูกใจพอตั้งรกรากได้น่ะครับ"

"อ้อ" ซิลฟารับเบาๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่งจนกระทั่งพันผ้าพันแผลใหม่ให้เขาเสร็จพอดี "เสร็จล่ะ เดี๋ยวข้าจะจัดยาแก้อักเสบกับล้างแผลให้"

ว่าแล้วนางก็ออกไปหลังฉากไม้ ตรงไปยังเคาน์เตอร์ที่โมโนยืนอยู่ เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนก่อนจะตามออกมา เห็นว่าภรรยาของเขาดูเหมือนจะเขียนรายชื่อส่วนผสมของยาเสร็จแล้ว และกำลังยื่นมันให้กับแม่หมอชรา

นางรับกระดาษแผ่นนั้นไปมอง...ดูเหมือนจะนานอยู่ทีเดียวพร้อมกับขมวดคิ้วน้อยๆ จนกระทั่งสีหน้าของเด็กสาวผู้มองอยู่ห่างๆ เริ่มแสดงความกังวลเช่นเดียวกับเขา

"ท่านหมอปรุงยานี้ได้ใช่ไหมคะ" เธอถามเบาๆ

แม่หมอซิลฟาพยักหน้ารับก่อนจะสอดมันไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม

"...ได้สิ แต่กว่ายาจะได้ที่ก็คงต้องพรุ่งนี้เป็นอย่างช้านะ"

โมโนดูโล่งอกขึ้นทันทีจนยิ้มออกมาได้น้อยๆ คนจรก็เช่นกัน

"พวกเรารอได้ครับ" เด็กหนุ่มตอบ "เราจะไปตั้งที่พักแรมตรงชายหมู่บ้าน แล้วพรุ่งนี้ค่อยกลับมารับยาอีกที"

"ไม่จำเป็นหรอก" หญิงชราตอบสั้นๆ ทำเอาเขาแปลกใจ

"ไม่จำเป็น...อะไรหรือครับ"

"ก็เรื่องไปพักนอกหมู่บ้านน่ะ" ซิลฟาขยายความ "ไปพักที่บ้านข้าแทนสิ"

"แต่ว่า--"

"ข้าไม่อยากให้คนเจ็บไปนอนกลางดินกินกลางทราย ไม่สะอาดถูกหลักอนามัย" แม่หมอย้ำเสียงแข็ง "เพราะฉะนั้นไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้านอนที่หลังร้านหมอเป็นประจำมาหลายปีแล้ว บ้านว่างๆ จะเก็บไว้ให้ร้างคนก็ใช่ที่"

พอพูดถึงจุดนี้ นางก็ปรายตาไปทางเด็กสาวก่อนจะยกอีกเหตุผลมาเสริม

"แล้วภรรยาเจ้าก็ดูอิดโรยเต็มที อย่างน้อยก็ให้นางได้พักผ่อนสบายๆ หน่อยเถอะ"

คนจรหันไปมองโมโนแล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง จึงได้โค้งคำนับหญิงชราเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมด้วยความจริงใจ และเด็กสาวก็โค้งคำนับตามเขา

"ขอบคุณมากครับ ท่านหมอ"

"ขอบคุณค่ะ"

หมอซิลฟายิ้มน้อยๆ ที่มุมปากตอบคำพูดของเขา ก่อนจะยักไหล่

"อันที่จริง...ข้ามีเรื่องอยากให้พวกเจ้าตอบแทนข้าสักหน่อยนั่นแหละ"

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองสีหน้าแฝงเลศนัยของอีกฝ่ายอย่างสงสัย ทว่าไม่ทันเอ่ยปาก หญิงชราก็พูดต่อไปเสียก่อน

"เห็นพวกเจ้าบอกว่ากำลังหาที่ตั้งรกรากอยู่ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นตอนนี้คงไม่มีจุดหมายแน่นอนสินะ"

"ก็...ใช่ครับ"

"ข้ากำลังอยากได้ผู้ช่วยอยู่" นางปรายตาไปทางโมโนแวบหนึ่ง "ก็ไม่ใช่งานหนักอะไรมากมาย แค่หาหรือจดบันทึกอาการคนไข้ จัดยาตามใบสั่ง แล้วก็ช่วยทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างต้มน้ำหรือล้างเครื่องมือให้ตอนที่ข้ามีคนไข้เยอะเท่านั้นเอง พวกเจ้าคงนึกว่าอันที่จริงงานแบบนี้น่าจะคนทำได้ไม่ยาก...จริงไหม"

สองสามีภรรยาได้แต่นิ่งเงียบ ไม่อาจรู้ว่าแม่หมอชราต้องการพูดอะไรต่อไป

"พูดไปก็คงเชื่อยาก แต่คนที่รู้หนังสือในหมู่บ้านนี้คงเรียกได้ว่ามีแต่ข้าคนเดียวเท่านั้น"

"...ข้าพอเข้าใจครับ" คนจรตอบหลังจากคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ปกติชาวบ้านในชนบทตามชายแดนมักเป็นชาวไร่ชาวนาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาเขียน และหนทางที่จะได้เรียนภาษาในถิ่นกันดารเช่นนี้ก็คือต้องเรียนจากนักบวชในอารามที่มีเวลาว่างพอจะสอนให้ แต่ระหว่างทางมายังร้านหมอเขายังไม่เห็นอาคารที่น่าจะเป็นอารามเลยสักหลังในหมู่บ้านแห่งนี้

"เพราะอย่างนี้ พอเห็นลายมือสวยๆ ของแม่หนูภรรยาเจ้า ข้าถึงได้อยากให้นางมาช่วยงานข้าหน่อย พวกเจ้าจะว่ายังไงล่ะ"

โมโนกระพริบตาปริบๆ กับคำชมอย่างไม่คาดฝัน ก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มเป็นเชิงถาม ทว่าเขาเองก็ได้แต่นิ่งเงียบ ด้วยไม่รู้จะตอบอะไรดี

"ค่าจ้างวันละสามเหรียญทองแดง...ก็แค่บอกเผื่อไว้ก่อน พวกเจ้าไปปรึกษากันในคืนนี้แล้วค่อยให้คำตอบกับข้าพรุ่งนี้ก็ได้" หมอซิลฟาเสนอก่อนจะเริ่มเดินนำไปนอกประตู "ตอนนี้ตามข้าไปที่บ้านก่อนเถอะ"

และสองหนุ่มสาวจึงได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ อีกครั้งหนึ่งก่อนจะเดินตามหญิงชราออกไปจากร้านหมอ คนจรไปปลดอะโกรจากหลักขณะที่นางลงกลอนประตู แล้วทั้งสี่ชีวิตจึงได้เดินไปตามทางลูกรังเงียบๆ ผ่านทุ่งข้าวที่เป็นสีเหลืองอร่ามใต้แสงอาทิตย์อัสดง กับบ้านที่ตั้งประปราย ชาวบ้านบางคนซึ่งกำลังทำงานอะไรก็ตามอยู่มองแม่หมอประจำหมู่บ้านที่เดินมากับชายหญิงแปลกหน้าอีกสองคน และม้าตัวใหญ่อีกตัวหนึ่งอย่างสงสัย ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้พูดทักนางหรือถามถึงคนแปลกหน้าทั้งสองเลยสักคำ

"ก็แบบนี้ล่ะ" แม่หมอผู้เป็นคนในพื้นที่เปรยเบาๆ เมื่อเห็นคนจรปรายตามองสังเกตกริยาของพวกชาวบ้าน "พวกเขาเห็นข้าเป็นคนแปลกๆ เวลาสบายดีเลยไม่ค่อยอยากยุ่งกับข้าสักเท่าไร แต่พอมีใครเป็นอะไรขึ้นมาก็ต้องมาพึ่งข้าอยู่ดี"

เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้งๆ รับคำพูดนั้น อันที่จริงเขาก็ออกจะเห็นด้วยว่าการที่ซิลฟาเสนอให้คนแปลกหน้าสองคนที่ยังไม่รู้จักกันเลยไปพักบ้านของตนเองแทบในทันทีที่พบกันก็นับว่าประหลาดแล้ว แต่คิดว่าไม่ควรพูดออกไปดีกว่า

"แต่ข้าว่าท่านหมอเป็นคนที่ใจดีมากนะคะ" เด็กสาวข้างๆ เขาต่างหากที่เอ่ยขึ้นแทน "พวกชาวบ้านที่มาให้ท่านรักษาก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน"

หญิงชราหัวเราะน้อยๆ

"ปากหวานดีนี่แม่หนู" นางพูดยิ้มๆ "เอาเถอะ จะยังไงข้าก็ไม่ได้ไม่พอใจกับพวกเขาหรอก ดีเสียอีกเพราะข้าชอบอยู่เงียบๆ ไม่ชอบให้ใครมากวนใจเท่าไร ว่าแต่..." แม่หมอทิ้งท้ายไว้เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ก่อนจะกลับหลังหันมามองทั้งสอง ทำให้พวกเขาหยุดก้าวเดินเช่นกัน "พวกเจ้าชื่ออะไรกันรึ ข้าลืมถามไป"

คนจรนิ่งอึ้ง เพิ่งนึกได้ว่าเขาไม่ทันเตรียมตัวคิดเรื่องชื่อเอาไว้เลย ครั้นจะบอกว่า 'คนจร' ก็คงทำให้นางสงสัย และครั้นจะอธิบายต่อว่าเขาเป็นชาวเผ่าอัสลานซึ่งขัดกับเสื้อผ้าตอนนี้ที่สวมอำพรางตัวในระหว่างการหลบหนี ก็ไม่แน่ใจว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะมีทัศนคติเช่นไรกับเผ่าของเขาด้วย

"ข้าชื่อโมโน ส่วนเขาชื่อ..." โมโนเป็นฝ่ายตอบ และเด็กหนุ่มก็รีบเลื่อนมือไปแตะมือเธอเป็นเชิงห้ามก่อนจะได้พูดต่อ ยังผลให้เด็กสาวเหลือบไปสบตากับเขาแวบหนึ่งอย่างเข้าใจ แต่แล้วเธอก็หันกลับมามองซิลฟาและลงท้ายประโยคของตน "วันดา...ค่ะ"

คนจรแทบสะดุ้งเฮือกกับชื่อที่เพิ่งตั้งสดๆ นั้น ทว่าท่าทางหญิงชราจะไม่ได้ติดใจอะไรนัก

"โมโนกับวันดาหรือ" นางทวนชื่อของทั้งสองด้วยเสียงเรียบๆ "ข้าชื่อซิลฟา...แต่พวกเจ้าก็คงรู้แล้วล่ะ"

"ค่ะ ท่านหมอซิลฟา" โมโนยิ้มรับ "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"

"ยินดีที่ได้รู้จักพวกเจ้าทั้งสองเช่นกัน"

และเมื่อเป็นเช่นนี้...เด็กหนุ่มก็ได้แต่พึมพำว่า "ยินดีที่ได้รู้จักครับ" ตอบเช่นเดียวกับผู้เป็นภรรยา ขณะที่สายตาเหลือบเห็นเธอลอบส่งรอยยิ้มซุกซนมาให้อย่างผู้ชนะ ด้วยรู้ดีว่าเขาไม่อาจทำอะไรได้ในเมื่อมีบุคคลที่สามอยู่ด้วย เลยได้แต่นึกเข่นเขี้ยวในใจว่าเดี๋ยวถ้ามีโอกาสต้องแกล้งเธอกลับเสียให้เข็ด

ก็วันดานั่นฟังยังไงก็ชื่อผู้หญิงชัดๆ...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

แม่หมอซิลฟานำทั้งสามชีวิตไปยังบ้านอิฐหลังเล็กที่อยู่เกือบชายหมู่บ้านอีกด้านหนึ่งซึ่งมีคอกม้าเล็กๆ ที่ว่างเปล่าอยู่หลังบ้านให้คนจรนำอะโกรไปเก็บไว้

ภายในบ้านชั้นเดียวหลังนั้นสะอาดสะอ้านเหมือนได้รับการเก็บกวาดเป็นระยะๆ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับคงไม่มีใครอยู่ใช้เวลาอยู่ในบ้านนานนัก โต๊ะกับเก้าอี้สองตัวถูกตั้งไว้กลางห้อง บนโต๊ะมีเทียนเล่มยาวที่ดูเหมือนจะไม่ได้ถูกจุดมานาน กับแจกันว่างเปล่าไร้ดอกไม้ เตาผิงกับตู้ใส่เครื่องครัวและจานชามวางชิดมุมด้านในสุดของห้อง ส่วนที่มุมด้านตรงกันข้ามนอกจากตู้เสื้อผ้าแล้วยังมีตู้หนังสือซึ่งดูแปลกตาจากบ้านของคนทั่วไป แต่ความที่อ่านหนังสือออกแล้วทำให้เขารู้จากชื่อบนปกว่าหนังสือเหล่านี้เป็นตำราทางการแพทย์

หญิงชราเจ้าของบ้านชี้บอกว่าอีกมุมหนึ่งของบ้านที่มีผนังอิฐกั้นเป็นหลืบไว้แต่ไม่มีประตูคือห้องนอน ซึ่งทั้งสองใช้พักผ่อนได้ตามสบาย ภายในนั้นมีเตียงคู่หลังหนึ่ง ซึ่งทำให้เด็กหนุ่มประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่กล้าถามเจ้าของบ้านว่ามีหรือเคยมีใครอยู่ที่บ้านหลังนี้ด้วยหรือเปล่า กับฉากไม้กั้นและถังไม้ขนาดใหญ่พอให้นั่งอาบน้ำในมุมห้อง นอกจากนี้ก็มีประตูอีกบานซึ่งเปิดออกไปยังสวนครัวเล็กๆ กับบ่อน้ำหลังบ้าน

เขากับโมโนอาสาจะทำอาหารเย็นให้กับเจ้าของบ้านเป็นหนึ่งในการตอบแทน และเย็นนั้นทั้งสามก็ร่วมกินอาหารอย่างง่ายๆ ประกอบด้วยแป้ง ผัก และของแห้งเท่าที่มีอยู่ในบ้านพลางสนทนาเรื่อยเปื่อย คนจรรู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้างเมื่อหมอซิลฟาใช่จะซักถามพื้นเพของทั้งสองอย่างละเอียดยิบอย่างที่นึกกลัวในทีแรก นางเพียงพูดคุยเรื่องสัพเพเหระอย่างดินฟ้าอากาศฤดูกาล กับหมู่บ้านแห่งนี้ และบอกว่าข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในบ้านมีอะไรบ้างหากทั้งสองจำเป็นต้องใช้

สุดท้ายเมื่อถึงเวลาค่ำ เด็กหนุ่มจึงเดินไปส่งหญิงชราที่ร้านหมอ ในขณะที่เด็กสาวล้างจานอยู่ที่บ้าน บนเส้นทางยามค่ำนี่เองที่ผู้นำทางของเขากลับถามขึ้นมา

"เจ้าเป็นคนเผ่าอัสลานใช่ไหม"

คนจรแทบชะงักเท้ากึก นิ่งเงียบไปไม่อาจหาคำตอบที่เหมาะสมทัน

"ข้าเคยรักษาคนเผ่าอัสลานมาก่อน เลยจำสำเนียงแบบนี้ได้" หมอซิลฟาอธิบาย "แต่ภรรยาของเจ้า...รู้สึกจะเป็นชาวซาเกรดา โซล แท้ๆ สินะ"

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงเงียบอยู่ นางก็หันกลับมามองเขาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก

"เอาเถอะ หากไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไร ข้าก็ไม่ได้คิดจะซักไซ้อะไรให้มากความหรอก เพียงแต่ถ้าคิดจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ ข้าขอแนะนำว่าพวกเจ้าควรเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสักหน่อยหากไม่อยากมีปัญหา ได้ยินว่าสถานการณ์ของประเทศเรากับทั้งเผ่าอัสลานกับซาเกรดา โซล ไม่สู้ดีนัก"

"ครับ" คนจรตอบรับเรียบๆ ด้วยความโล่งใจ ทว่าน้ำเสียงพูดต่อของอีกฝ่ายกลับเคร่งเครียดขึ้นจนเขานึกกังวลขึ้นมาอีกครั้ง

"อ้อ...แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่ข้าต้องถามให้ได้"

"อะไรหรือครับ"

"โรคของภรรยาเจ้าน่ะ" มีบางสิ่งในสีหน้าของแม่หมอซิลฟายามพูดเรื่องนี้ที่ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างประหลาด "เจ้ารู้เรื่องโรคของนางมากแค่ไหน"

"ก็...เท่าที่ข้ารู้คือนางจะมีอาการวิงเวียน หน้ามืดเป็นลมไปหากขาดยา แล้วก็...ได้ยินมาว่าโรคนี้อาจทำให้นางอายุไม่ยืนน่ะครับ" คนจรนึกถึงเรื่องที่เขาเคยได้ยิน แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าตนรู้เรื่องเกี่ยวกับอาการป่วยของโมโนน้อยเพียงไร "ก็...รู้เพียงเท่านี้ครับ"

"แล้วชื่อโรคล่ะ"

"ข้าไม่รู้ชื่อโรค นางเองก็บอกว่าชื่อโรคยาว เลยจำไม่ได้"

หญิงชราขมวดคิ้วเม้มริมฝีปากครู่หนึ่ง แต่เมื่อเหลือบเห็นสีหน้าของเด็กหนุ่มก็กลับยิ้มน้อยๆ อีกครั้ง

"ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าแค่กำลังคิดอยู่เท่านั้นเองว่าใช่โรคที่ข้าคิดหรือเปล่า จะได้ปรุงยาถูกเท่านั้นเอง"

"แล้วใช่โรคที่ท่านคิดหรือเปล่าล่ะครับ" คนจรรีบถาม

"ก็...ใช่ ดูเหมือนจะเป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังแบบหนึ่ง ถ้าดูแลอาการดีๆ ก็ไม่เป็นไรหรอก" หมอซิลฟาตอบพลางยักไหล่เหมือนจะบอกว่าโรคที่พูดถึงไม่ใช่โรคร้ายแรงจนต้องกังวลมากนัก "แต่ที่ข้าเป็นห่วงคือ..."

"คือ..."

"...ช่างเถอะ ไว้ถึงเวลาจำเป็นต้องพูดแล้วค่อยพูดดีกว่า บอกไปตอนนี้ก็มีแต่จะห่วงไม่เข้าเรื่องเปล่าๆ" หญิงชราตัดบทเพียงเท่านั้นก่อนจะกลับหลังหันและออกเดินต่ออีกครั้ง ยังผลให้ผู้ฟังได้แต่เก็บคำถามกับความกังวลของตนไว้

เพียงไม่นานทั้งสองก็มาถึงร้านหมอ แม่หมอซิลฟาเจ้าของร้านบอกลาเขาสั้นๆ ก่อนจะนัดให้มาที่ร้านหมอในตอนสายของวันพรุ่งนี้เพื่อรับยาและให้คำตอบเรื่องข้อเสนอจ้างงาน และหลังจากที่ประตูร้านปิดลงแล้ว เด็กหนุ่มก็เดินไปบนทางลูกรังยามค่ำอย่างครุ่นคิดเพียงลำพัง ตามเส้นทางสู่บ้านของหมอซิลฟาที่เขาจำได้แม้จะเพิ่งเคยเดินไปเพียงครั้งเดียวก็ตาม

เมื่อไปถึงหน้าบ้านและเคาะประตู คนข้างในก็เปิดประตูรับพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส

"กลับมาแล้วหรือคะ"

คนจรมองเธออย่างสงสัยกับคำพูดนั้น ทำเอารอยยิ้มของเด็กสาวที่หน้าประตูยิ่งกว้างขึ้นอีก

"เวลาแบบนี้ต้องพูดว่า 'กลับมาแล้ว' ไม่ใช่หรือคะ"

เด็กหนุ่มยิ้มแห้งๆ ตอบคำพูดของเธอ

"...กลับมาแล้ว"

โมโนหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับจับมือจูงเขาเข้ามาในบ้านอันอบอุ่นด้วยไฟจากเตาผิง ก่อนจะกอดคนจรเบาๆ ครู่หนึ่งแล้วเดินไปเช็ดโต๊ะต่อ

" 'กลับมาแล้วหรือคะ'...ข้าอยากพูดคำแบบนี้กับท่านมานานแล้ว ดีจังเลยที่มีโอกาสได้พูด"

"แต่นี่มันบ้านคนอื่นนะ ไม่ใช่บ้านของเรา" คนจรติงด้วยความรู้สึกขำเล็กน้อยกับท่าทาง 'เห่อบ้าน' ของคนตรงหน้า

"แต่สักวันหนึ่ง...เราก็ต้องมีบ้านของตัวเองบ้างไม่ใช่หรือคะ ลองพูดให้ชินไว้ก่อนก็ไม่เสียหายนี่" เด็กสาวให้เหตุผลที่ทำให้เด็กหนุ่มหัวเราะออกมา และแทบลืมความกังวลในใจจากคำพูดของหมอซิลฟาไปจนหมดสิ้น

"ก็จริงของเจ้า" คนจรทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ มองมือขาวบางที่กำลังขยับผ้าขี้ริ้วชุบน้ำเช็ดโต๊ะไม้เบื้องหน้าพร้อมกับที่เจ้าของมือฮัมเพลงเบาๆ ก่อนที่ตนเองจะเลื่อนสายตาไปรอบบ้านหลังเล็กซึ่งได้แสงเทียนที่จุดตามมุมต่างๆ กับแสงไฟในเตาผิงเต้นระริกขับให้เป็นสีส้มเรืองรอง ชวนให้นึกว่านานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้อยู่ในบ้านที่มีหลังคาคุ้มหัวเช่นนี้

"เอ้อ...พี่คนจรคะ" โมโนเรียกดึงความสนใจของเขา ยังผลให้เด็กหนุ่มรีบหันมาสบตากับเธอ "เรื่องงานของท่านหมอซิลฟาน่ะค่ะ...ท่านจะว่ายังไงหรือคะ"

"ก็...แล้วแต่เจ้าเถอะ" คนจรตอบ "เจ้าอยากทำงานกับนางไหมล่ะ"

เด็กสาวยิ้มกว้างขึ้นก่อนจะตอบอย่างกระตือรือร้น

"อยากสิคะ ก็ข้าไม่เคยทำงานมาก่อนเลยนี่นา" เธอขยับเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามกับเขาหลังเช็ดโต๊ะเสร็จ "แล้วเรายังจะได้เงินด้วย...ว่าแต่สามเหรียญทองแดงต่อวันนี่เยอะไหมคะ"

"ไม่รู้สิ ข้าไม่ค่อยชินกับการใช้เงินเท่าไร" คนจรตอบตามตรง ยามเดินทางรอนแรมคนเดียวเขาเคยชินกับการนำหนังสัตว์ที่ล่ามาได้ไปแลกเป็นของใช้จำเป็นโดยตรงมากกว่า "แต่ถ้าเราคิดจะหาที่พักในหมู่บ้านในช่วงฤดูหนาว เงินก็เป็นสิ่งจำเป็นแหละนะ"

"แล้วท่านอยากอยู่ในหมู่บ้านนี้หรือเปล่าล่ะคะ" โมโนถามต่อ "หรืออยากจะเดินทางขึ้นเหนือไปอีก"

"ลองอยู่สักพักจนถึงฤดูใบไม้ผลิก็ได้ แล้วถึงตอนนั้นถ้าเราอยากจะอยู่ที่นี่ถาวรก็ค่อยว่ากัน" เด็กหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้ เงยหน้ามองเพดานพร้อมกับเริ่มคิดวางแผน "ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแบบนี้ข้าคงหางานพวกรับจ้างเกี่ยวข้าวหรือขนของได้ไม่ยาก จะได้ช่วยเก็บเงินอีกทาง"

"จะไหวหรือคะ" เด็กสาวถามอย่างกังวลพร้อมกับพยักพเยิดไปทางผ้าพันแผลบนแขนของเขา

"ก็หลังจากแผลหายสิ" คนจรหันหน้ามาตอบ "แผลนิดเดียวแบบนี้อีกไม่นานก็หายแล้ว...หรือเจ้าคิดว่าข้าอยากอู้ปล่อยให้ภรรยาตัวเองหาเลี้ยงอยู่คนเดียวฮึ"

โมโนหัวเราะรับน้อยๆ แต่เพียงครู่ต่อมาก็กลับพูดจริงจังขึ้น

"แต่ไม่ว่าจะทำงานอะไร ต้องถามท่านหมอซิลฟาก่อนนะคะว่าหายดีพอทำได้หรือยัง เกิดแขนเจ็บหนักขึ้นกว่าเดิมจะแย่"

"รู้แล้ว...รู้แล้ว" เด็กหนุ่มรับด้วยเสียงแกล้งทำเป็นรำคาญ "ให้ตายสิ ยังไม่ได้ตอบรับจะทำงานกับเขาเจ้าก็เริ่มงานก่อนเสียแล้ว"

เด็กสาวยกมือปิดปากขณะหัวเราะดังยิ่งกว่าเดิม จนกระทั่งหยุดหัวเราะได้แล้วจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้

"ท่านจะอาบน้ำก่อนไหมคะ" เธอถามพร้อมกับเดินไปหยิบถังน้ำที่วางอยู่ข้างตู้ใส่จานชาม "ข้าจะได้ต้มน้ำให้"

"เรื่องแบบนี้ข้าควรทำให้เจ้าต่างหากไม่ใช่หรือ" คนจรรีบลุกขึ้นก่อนจะตามไปคว้าถังไม้จากมืออีกฝ่ายทันควันโดยไม่ทันแย้ง

"แต่แขนท่าน--"

"ก็แล้วข้ามีแขนข้างเดียวหรือยังไง" เด็กหนุ่มยกแขนขวาที่ถือถังน้ำขึ้นแทนคำอธิบาย "เดี๋ยวข้าตักน้ำให้เจ้าอาบก่อนนั่นแหละ ไม่รับคำปฏิเสธเด็ดขาด"

โมโนเลยได้แต่ถอนใจ

"ได้ค่ะ แต่อย่าออกแรงแขนซ้ายเกินตัวก็แล้วกัน ถ้าไม่ไหวต้องเรียกให้ข้าช่วยนะ"

"รู้แล้ว" คนจรรับก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้และเริ่มยิ้มอย่างนึกสนุก "อันที่จริง...มีอะไรอย่างหนึ่งที่เจ้าช่วยข้าได้นะ"

"อะไรหรือคะ" เด็กสาวถามอย่างกระตือรือร้น

"ก็ช่วยอาบน้ำให้...หรือจะให้ดีที่สุดก็คืออาบด้วยกันเลย"

ว่าแล้วเขาก็รีบก้าวยาวๆ ตรงไปที่ประตูไปด้วยความคาดหมายว่าอีกฝ่ายจะแหวไล่หลังตามเคย แต่คำตอบด้วยเสียงหวานหยาดเยิ้มที่ดังขึ้นแทนกลับทำให้ฝีเท้าของเด็กหนุ่มชะงักกึก

"...ได้สิคะ"

คนจรหันขวับกลับมามองโมโนด้วยสีหน้าประหลาดใจ เธอก้าวเข้ามาใกล้ก่อนจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้นกอดคอเขาไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นไปลูบเรือนผม

"ข้าจะล้างตัวท่านให้สะอาดหมดจดเลย ตั้งแต่ตรงนี้..." พร้อมกับคำพูดแผ่วเบา นิ้วของเด็กสาวค่อยๆ เลื่อนไปแตะตามหน้าผากกับปลายจมูก

"...ตรงนี้..."

...แก้มกับคาง...

"...แล้วก็ตรงนี้..."

ปลายนิ้วที่เริ่มคืบลงมาถึงคอทำให้เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายอึกใหญ่เมื่อนึกขึ้นมาได้ถึงอาการแปลกๆ ของอีกฝ่ายในคืนก่อน

"โมโน...นี่เจ้า--ปล่อยข้าก่อนเถอะ" เขาพูดละล่ำละลักพร้อมกับพยายามสะบัดตัวออกห่าง "เป็นอะไรไปอีกล่ะ"

อีกฝ่ายหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะคลายมือจากเขา แล้วเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างยินดี

"เริ่มแยกออกแล้วสินะคะ"

"แยกออก...หมายความว่ายังไงกัน"

"ว่าเมื่อไรที่ข้าเป็นข้า...และเมื่อไรที่ข้าเป็นอีกคนหนึ่งอย่างไรล่ะคะ" โมโนพูดจริงจังอย่างน่าแปลกใจ "จำไว้นะคะ ว่าถ้าข้ากลายเป็นแบบนั้นเมื่อไร...ไม่ว่าจะยังไงก็ห้ามตามใจข้าเด็ดขาด"

พอเห็นเด็กหนุ่มไม่พูดตอบ ได้แต่ก้มมองเธอด้วยสีหน้างุนงง เด็กสาวก็พูดต่อ

"ไม่อย่างนั้น...ข้าจะโกรธที่ท่านไม่ชอบข้าที่เป็นอยู่แบบนี้นะคะ"

"...ก็ได้...ก็ได้" คนจรรับแม้จะยังไม่หายสงสัย ก่อนจะบ่นงึม "จะแบบไหนก็น่ากลัวพอกันเลยแฮะ"

"ว่าอะไรนะคะ"

"ป-เปล่า ไม่มีอะไร" เด็กหนุ่มรีบกลบเกลื่อนแล้วถามอย่างมีความหวัง "แต่เรื่องที่ข้าขอเมื่อกี้...เจ้าตกลงจริงๆ ใช่ไหม"

และเขาก็ต้องนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ถามออกไปแบบนั้นขณะรีบจ้ำยาวๆ ออกไปจากห้องหนีเสียงใสๆ ที่ดังไล่หลังมาแทบไม่ทัน

"จะตกลงได้ยังไงกัน! ตัวเองโตแล้วก็ต้องอาบน้ำเองสิ!"

- To be continued -
บทที่ 32 - ความหวัง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: สงสัยตอนนี้คงคุ้นหูคุ้นตาคนเคยอ่านเคยดูไซคาโนะอีกแล้วน่ะสิครับ smile

เมืองชายทะเลของคู่วิวาห์เหาะชูจิกับจิเสะ (ซึ่งได้งานที่ร้านราเม็ง) กับหมู่บ้านชาวไร่ของคนจรกับโมโน (ซึ่งได้งานที่ร้านหมอ) และบรรดาตัวละครชาวไร่กับหมอซิลฟา คืออีกฉากหนึ่งที่ผมได้แรงบันดาลใจเต็มๆ มาจากไซคาโนะ ผมชอบเนื้อเรื่องของการ์ตูนช่วงนี้มาก โดยเฉพาะฉากในอนิเมตอนที่ทั้งสองเห็นเมืองจากบนเนิน แล้วจิเสะก็พิงไหล่ชูจิ บอกว่า "ที่นี่แหละ ถ้าเป็นที่นี่ล่ะก็ ฉันจะ..." ที่จิเสะทิ้งปริศนาให้กับพระเอกและผู้อ่าน กับฉากหลังจากที่จิเสะกินยาที่มีอยู่จนหมด ไปกอดอ้อนชูจิบอกว่าเหงา ชวนโดดงานกันทั้งคู่...มาอยู่ด้วยกันในบ้านเช่า ก็คงไม่ต้องพูดอะไรกันมากมายล่ะครับนอกจากนี้ ^^;;;

บรรดาตัวละครชาวไร่กับหมอซิลฟาเป็นดารารับเชิญ ผู้อ่านบางท่านคงเดาออกแล้วว่าใคร (ถ้าเป็นนักเล่นเกม) แต่ผมก็ขอเก็บไว้เฉลยตอนท้ายๆ ของเนื้อเรื่องช่วง "บ้านไร่แสนสุข" ก็แล้วกันนะครับ smile

ส่วนชื่อ "วันดา" ที่โมโนตั้งให้คนจรก็เป็นการเล่นกับชื่อของคนจรในภาษาญี่ปุ่นที่เขียนว่า Wanda แต่ภาคภาษาอังกฤษสะกดเป็น Wander เพราะวันดาไปพ้องเสียงพ้องรูปกับชื่อ แวนด้า ที่เป็นชื่อผู้หญิงของภาษาอังกฤษ เลยแปลงเป็นเช่นนี้ไปเพื่อไม่ให้คนจรโดนหาว่า 'ชื่อแต๋ว' น่ะสิครับ ส่วนเพื่อความสะดวกของเรื่อง ตัวผมเลยอิงตามที่เขาว่ากันว่า Wanda หรือ Wander มาจาก Wanderer หรือคนจร ซึ่งไม่ใช่ชื่อจริง และนำชื่อวันดามาให้โมโนตั้งเป็นชื่อปลอมของคนจรเสียเลย แต่ท่าทางเจ้าตัวจะไม่ค่อยดีใจนัก ^^;;;

และตอนท้าย...ผมเขียนเองยังไม่แน่ใจเลยแฮะว่าโมโนแบบธรรมดาหรือไม่ธรรมดาจะน่ากลัวกว่ากัน ^^;;;

สำหรับตอนนี้มีแฟนอาร์ตที่เกิดตรงกับเนื้อหาท้ายตอนอย่างไม่น่าเชื่อน่ะครับ ลองไปดูเองแล้วกันครับ แต่แค่ชื่อรูปก็ทำเอาผมสยองแล้วล่ะ (ถึงผมจะเป็นคนตั้งชื่อไทยมันเองก็เถอะ) เหอะๆ - -;;;

อาบด้วยกันนะ

ขอความกรุณากับคอมเมนต์เช่นเคยครับ m[_ _]m

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 19 ต.ค.49 เวลา 18:49:37 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

double
Member

อืม เราว่าก็น่ากลัวพอกันทั้งคู่สำหรับคนจรเพราะพี่แก "กลัวเมีย" นี่นา... แต่เราชอบแบบธรรมดามากกว่าค่ะ น่ารักดี
แม่หมอเหมือนแกจะรู้อะไร แต่คนจรก็ยังม่นึกสงสัยเหมือนเดิม (แต่คนอ่านสงสัยนี่นา)

ช่วงนี้จะเป็นช่วง บ้านไร่แสนสุข ..............................................(เตรียมยาฆ่ามด)

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 15:38:16 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

เหอะๆ ตอนนี้คนจรโดนแปะหน้าผากโป้งว่า "กลัวเมีย" ไปซะแล้วเหรอฮะนี่ ^^;;;

คนอ่านมักสงสัยมากกว่าตัวละครอยู่แล้วล่ะครับ แถมคนจรเป็นคนค่อนข้างจะไม่ชอบถามอะไรที่คนอื่นไม่อยากบอกด้วย เลยมารู้เอาทีหลัง (และช้ำใจ)

อ่า...ผมว่ามันก็ไม่หวานขนาดตอนก่อนหน้านี้หรอกฮะ (เพราะพ้นช่วงข้าวใหม่ปลามันไปแล้ว) แต่ก็...

/me เตรียมไม้กวาดมาเก็บกวาดซากมดที่เหลืออยู่

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 24 ต.ค.49 เวลา 18:39:23 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ