Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

Six On One(เรื่องสั้น 3 ตอนจบ) ตอนที่ 1

ขอฝากเรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งด้้วยครับ...ขอบคุณครับ

Six On One

      ในดินแดนที่ถูกเรียกว่า”ทวีปใหม่” เมื่อร้อยกว่าปีก่อน
      
ในดินแดนที่ตะวันจะตกดินเป็นที่สุดท้าย อันเป็นยุคของความเถื่อนและความรุนแรง ที่มีเพียงควันปืน…คือความถูกต้อง

ปืน…คือคำตอบของทุกสิ่ง เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดในยุคนี้ ทั้งการปกป้อง ช่วงชิงและแสวงหา
      
ผู้ที่มีปืน…คือผู้ที่มีอำนาจเถื่อน มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกำหมาย เพราะในยามที่สิ้นเสียงปืนลงแต่ละครั้ง…นั่นหมายถึงมีหนึ่งชีวิตได้เข้าสู่อาณาจักรของพระองค์
      
แต่กับชาวบ้านที่แสนจะธรรมดา พวกเขาจะอยู่เช่นไร…ในยุคเข่นนี้ ในยามที่นายอำเภอผู้พิทักษ์และกฎหมายของเขาได้นอนหลับลงไปชั่วนิรันดร์หลังสิ้นควันบางเบาสายหนึ่งที่พัดโชยออกดมามาจากปากกระบอก
      
…กฎหมายอันทรงอำนาจที่ให้พิทักษ์ผู้คน…กลับเป็นเพียง… เพียงแค่…หยดของน้ำหมึกอันสิ้นเปลื้องที่ขีดเขียนลงไปบนเศษกระดาษเท่านั้น
      
แต่ในยามที่ท้องฟ้าได้ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกแห่งความหวาดกลัวและสิ้นหวังจนมืดคลึ้มนี้ ยังมีสายลมหอบหนึ่ง…ที่มาพัดพาเมฆหมอกนั้นไป เพื่อให้แสงแดดแห่งความหวังอันสดใสได้สาดส่องลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้งหนึ่ง
      
ในยุคเช่นนี้…ก็เช่นกัน ที่ยังมีวีรบุรุษออกมาปกป้องชาวบ้านจากภัยพาล
      
บุรุษหนุ่มรูปงาม ผู้สวมชุดสีน้ำเงิน ผูกผ้าพันคอสีแดง ที่ถือปืนคู่นั่งอยู่บนหลังม้าสีดำอันสง่างาม
      
“เปรี้ยง!”
      
เสียงปืนดังขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง…แต่บนร่างของโจรร้ายที่ล้มลงไปกลับมีรอยกระสุนถึงหกรู มันไม่ใช่การยิงเพียงแค่นัดเดียว…แต่เป็นการยิงถึงหกนัด เป็นหกนัดที่เร็วจนได้ยินเพียงเสียงเดียว…และทุกนัดต่างเข้าเป้า
      
และในยามที่เขาชูปืนอีกกระบอกขึ้น…ก็ไม่มีวายร้ายหน้าไหนกล้าอยู่ในเมืองอีก พวกมันต่างรีบหนีออกนอกเมืองในทันที…เพราะกลัวจะเป็นหนึ่งในหกศพที่นอนลงหลังสิ้นเสียงปืน
      
…ความชั่วร้ายได้จากไปจนหมดสิ้นแล้ว
      
และก่อนที่บุรุษรูปงามนั้นจะจากไป…เขามักจะโยนเหรียญหนึ่งขึ้นไปบนฟ้า แล้ว…
      
“เปรี้ยง!”
      
เสียงดังขึ้นอีกครั้ง…แล้วเขาก็ควบม้าจากไป
      
ไม่มีใครรู้ว่า”เขาชักปืนเมื่อไหร่”และ”ยิงไปตอนไหน” แต่ในยามที่ผู้คนก้มลงเก็บเหรียญที่ตกจากฟ้า…ต่างพบ…
      
…เหรียญได้ถูกยิงห้ามุมเป็นรูปดาว…และตรงกลางอีกหนึ่ง
      
และในยามที่ทุกคนต่างหันกลับไปมองยังเขา…ก็เห็นเพียงแต่เงาดำสายหนึ่งวิ่งเข้าสู้ดวงตะวันที่พึ่งโผล่ขึ้นจากขอบฟ้า จนไกลลับสุดสายตาหายเข้าไปในดวงตะวัน
      
เขามาในยามที่มืดมิด…และจากไปในยามที่ฟ้าสาง เหลือทิ้งไว้เพียงแค่…เหรียญๆหนึ่งกับเช้าวันใหม่อันสดใสให้กับชาวเมืองทุกผู้คน
      
ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นใคร…ไม่รู้จักชื่อของเขา ทุกคนจึงได้เพียงแต่เรียกเขาว่า

“Six on one”

นี่เป็นตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาในดินแดนตะวันตกนี้

…เป็นเป้าหมายของชายหนุ่มทุกคนในดินแดนนี้

…เป็นความฝันของหญิงสาวทุกคนในดินแดนนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่เมืองๆหนึ่ง…ในดินแดนตะวันตก

โจเซฟที่มีอายุสิบเจ็ดปีกำลังนั่งปอกมันฝรั่งอยู่หลังร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาปอกมันอย่างรวดเร็วมาก…เพราะว่าเขาปอกมันมาตั้งแต่ยังเล็กๆแล้ว

ร้านอาหารแห่งนี้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในเมือง มีพ่อของโจเซฟเป็นทั้งเจ้าของและพ่อครัว แต่กลับมีแม่ของเขาควบคุมเรื่องเงิน ภายในร้านยังมีลูกจ้างอยู่อีกสอง-สามคน คอยทำความสะอาดหรือเสริฟ์อาหาร

กับการที่โจเซฟต้องมานั่งปอกมันฝรั่งอยู่นี้…ไม่ใช่เพราะที่ร้านมีคนไม่พอ แต่พ่อของโจเซฟต้องการให้เขาดูแลร้านต่อ โจเซฟจึงลาออกจากโรงเรียน…มานั่งทำงานในร้านนี้

…โจเซฟลาออกมาได้ปีกว่าๆแล้ว

ผลการเรียนของโจเซฟไม่ดีเท่าไหร่นัก มันไม่ใช่เพราะเขาไม่ฉลาด…แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบการนั่งอุดอู้อยู่ภายในห้องเรียน เขาจึงไม่ปฏิเสธมัน เมื่อพ่อต้องการให้เขามาช่วยงานอย่างเต็มตัว

…เพียงแต่รู้สึกเสียใจที่ที่ไม่ได้พบกับใครบ้างคนเท่านั้น

สายลมพัดมาอย่างแผ่วเบา แต่มันก็มากพอให้ปลายผมตกลงมาปิดตาโจเซฟ เขาจึงยกมือขึ้นเสยผมก่อนจะลงมือปอกมันต่อไป สายลมพัดมาอีกครั้ง…เขาจึงต้องเสยผมอีกครั้ง

หากมีหญิงสาวคนไหนมาเห็นโจเซฟในตอนนี้…คงอดทำหัวใจหล่นอยู่แถวๆนี้ไม่ได้ เพราะเขามีใบหน้าที่ต้องชวนให้ฝันถึง ใบหน้าที่ชวนฝันนี้คล้ายรวมความหล่อเหลาสวยงามของพ่อแม่เขาในวัยหนุ่มไว้ด้วยกัน อีกทั้งยังมีร่างกายที่สมบูรณ์แข้งแรง…ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องชมชอบ

…แล้วสาวๆในเมืองจะไม่ฝันถึงเขาได้อย่างไร

ในเมืองนี้ยังคงมีหนุ่มที่ชวนให้สาวฝันถึงอยู่อีกสองคน และถึงแม้จะมีสาวๆฝันถึงเขาเป็นที่หนึ่ง…แต่เท่าที่เขารู้ คนที่เขาฝันถึงกลับไม่ได้ฝันถึงเขา ส่วนในด้านฝีมือการทำอาหารก็เป็นรองเพียงแค่พ่อของเขาคนเดียว ในบางครั้งโจเซฟยังเคยเป็นพ่อครัวแทน โจเซฟได้ผ่านวันเวลาที่เรียบง่ายเช่นนี้…ด้วยความรู้สึกอันเรียบง่าย

…เพราะนี่ไม่ใช่ความฝัน…ไม่ใช่เป้าหมายของเขา

โจเซฟฝันอยากจะเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่…ที่ไม่แพ้”Six on one” เขาจึงใช้เงินค่าแรงที่ได้มาจากพ่อไปซื้อปืน จากตาเฒ่าเบริก์เจ้าของร้านขายปืนที่เป็นเพื่อนของพ่อในราคาที่ถูกเป็นพิเศษ เขาจะฝึกยิงมันทุกครั้งที่มีเวลาว่าง จนเดี่ยวนี้เขาเริ่มโดนเป้าบางแล้ว…แต่ยังคงห่างไกลจาก”Six on one”อยู่มาก มันคล้ายความฝันที่ไม่มีวันจะเป็นจริง…ไม่ใช่แค่เฉพาะเขาไร้ฝีมือ แต่…

…ในเมืองที่เรียบง่ายเช่นนี้ ในวันเวลาที่เรียบง่ายเช่นนี้ มันไม่ต้องการวีรบุรุษ

เขาจึงได้แต่เก็บเอาความฝันนี้ไว้ในใจ…ให้มันเป็นได้เพียงแค่ความฝันเท่านั้น เขาก็เป็นเช่นเดียวกับเด็กๆทุกคนที่เคยได้ยินตำนานนี้ในวัยเยาว์…และฝันถึงมัน แต่ส่วนมากมักลืมเลือนมันไป…คล้ายกับว่า”มันเป็นนิทานหลอกเด็ก”เท่านั้น แต่ถึงโจเซฟจะไม่ลืมมัน แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้…มีเพียงแต่นั่งปอกเปลือกมันฝรั่งต่อไปเท่านั้น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

บ่ายสามโมง…ในแต่ละวัน หลังจากที่โจเซฟปอกเปลือกมันฝรั่ง…เตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว เขามักจะมานั่งกินอาหารเย็นในแต่ละวัน ส่วนมากในตอนนี้มักจะไม่ค่อยมีแขกเท่าไหร่นัก

โจเซฟมักนั่งกินอาหารที่โต๊ะที่มุมร้าน…ใกล้ๆกับทางเข้าครัวเป็นประจำ เพื่อที่จะสะดวกในการยกมันไปเก็บหรือหลบเข้าในในครัวได้เมื่อต้องการ

ส่วนเหตุผลที่มักทานในเวลานี้ เพราะถ้าไม่ทานจะไม่ได้ทานอีกเลยจนร้านปิด…ประมาณสอง-สามทุ่ม เพราะหลังจากเวลานั้นคนมักจะไปนั่งดื่มกันที่บาร์ฝั่งตรงข้าม

ในบางเวลาที่นั่งทานอาหารอยู่นี้ โจเซฟก็เคยพบเพื่อนบางในสมัยเรียนเข้ามานั่งทานอาหารภายในร้านนี้ โจเซฟพูดคุยเล็กน้อยก่อนที่จะกลับเข้าไปทำงานในครัว

และในวันนี้ก็เช่นกัน…ที่มีเพื่อนในสมัยเรียนมานั่งกิน

แต่ในวันนี้โจเซฟกลับไม่ได้เดินเข้าไปทักทายเพื่อน พอเห็นบรรดาเพื่อนเดินเข้ามาในร้าน…โจเซฟรีบเดินยกอาหารที่เขายังกินไม่เสร็จเข้าไปในครัวทันที

…นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำเช่นนี้

เพราะเขาพบว่ามีคนๆหนึ่งมาด้วย เธอเป็นหญิงสาว…เธอมีชื่อว่า”โซเฟีย”

…และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอมา เพียงแต่ว่า…วันนี้เธอมาเร็วไปกว่าครั้งที่แล้วอีก

ในทุกครั้งที่เธอมา…โจเซฟมักไม่ยินยอมเดินออกมายังหน้าร้าน ได้แต่แอบมองออกมาจากภายในครัวเท่านั้น…จนเมื่อเธอไปเขาจึงออกมา เธอมา…ก็มีเหตุผลของเธอ โจเซฟไม่ยอมออกมา…ก็มีเหตุผลของเขา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

โซเฟียเป็นลูกสาวของคหบดีผู้ร่ำรวยที่สุดของเมืองนี้ บ้านของเธอตั้งอยู่ที่หัวถนนสายนี้ มันเป็นบ้านที่ทั้งใหญ่และสวยงามมา…หลังจากสร้างเสร็จเมื่อสี่ปีก่อนครอบครัวของโซเฟียก็ย้ายเข้ามาอยู่ ย้ายมาจากต่างเมืองได้ประมาณสี่ปีแล้ว…ย้ายมาจากเมืองที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนนี้ ผิดกับตระกูลของโจเซฟที่ย้ายมาตั้งแต่สมัยที่สร้างเมือง…เช่นเดียวกับครอบครัวอื่นๆในเมืองนี้

ในตอนที่โจเซฟยังคงเรียนอยู่ เขาเรียนอยู่ชั้นเดียวกันกับเธอ…ห้องเดียวกัน มันไม่ใช่เรียนที่แปลกอะไร…สำหรับโรงเรียนเล็กๆในเมืองที่ไม่ใหญ่โตเช่นนี้

โซเฟียเป็นหญิงสาวที่สวยมาก…สวยที่สุดในเมืองนี้หรืออาจในดินแดนตะวันตกนี้ โจเซฟคล้ายกับเคยได้ยินคนขับรถม้าของโซเฟียพูดว่า…

…โซเฟียสวยกว่าแม่ของเธอในสมัยสาวๆอีก

และก็แน่นอนที่สุด…ที่จะมีหนุ่มมากมายมารุมชอบเธอ

…โจเซฟก็เช่นกัน เพียงแต่โชคไม่เข้าข้างเขา

แต่คนที่ดูจะมีโชคมากที่สุด…ก็น่าจะเป็น”โทมัส”ลูกชายน่าธนาคาร ที่ทั้งหล่อทั้งรวย เพราะไม่ว่าโจเซฟจะพบกับโซเฟียที่ใด…จะต้องมีโทมัสในที่นั้นด้วยเสมอ และดูท่าพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายก็เห็นดีเห็นงาม…สนิทสนมกันเป็นพิเศษระหว่างนายธนาคารกับเจ้าของไร่และที่ดิน

แต่น่าแปลกที่…โซเฟียและครอบครัวของเธอกลับไม่เคยได้ยินตำนาน”Six on one”ที่แพร่หลายในดินแดนตะวันตกนี้ เธอยังบอกต่อไปอีกว่า…

…ในทุกๆเมืองที่เธอเคยผ่านไปก็ไม่มีตำนานนี้เช่นกัน

หนุ่มสาวทุกคนในเมืองนี้ต่างพากันคิดในใจว่า”หรือว่าตำนาน”Six on one”เป็นเพียงแค่…เรื่องเล่าหลอกเด็กๆในเมืองนี้”

โซเฟียเป็นที่รักของทุกๆคนภายในเมือง…โดยเฉพาะหญิงสาวรุ่นราวเดียวกัน เธอสวย เธอฉลาด เธอเรียนเก่งไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็เก่งไปหมด…ราวกับมีเทพเจ้ามาประทานพรให้กับเธอ แถมเธอยังมีจิตใจที่เอื้ออารีชอบช่วยเหลือผู้คนอีก

…เธอกลับกลายเป็นเป้าหมายของชายหนุ่มทุกคนในดินแดนนี้…แทนตำนาน”Six on one”

…เธอกลับกลายเป็นความฝันของหญิงสาวทุกคนในดินแดนนี้…แทนตำนาน”Six on one”

เธอไม่รู้จักตำนาน”Six on one”…แต่เธอทำให้ทุกคนต่างลบเลือนตำนาน”Six on one”ไปจากใจได้เพราะเธอ เธอเป็นที่รักของทุกๆคนในเมืองนี้ บิดาของเธอก็ที่เป็นที่รักของทุกคนและชอบช่วยเหลือคนเช่นเดียวกัน…กับเธอ

ผิดกับโทมัส ที่เป็นที่ชื่นชมในหมู่หญิงสาว…แต่ที่เกลียดชังในหมู่ชายหนุ่ม เขาเป็นหนึ่งในสามคนที่หญิงสาวต้องนอนฝันถึง แม้จะเก่งเช่นเดียวกับโซเฟีย แต่เขากับเป็นคนที่เย่อหยิ่งจองหองและอวดดี ดูถูกคนโดยไม่คิดช่วยเหลือ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงแล้ว…เขาก็เป็นสุภาพบุรุษที่สุดเช่นกัน เขามีใบหน้าที่หล่อเหลา ร่างกายบอบบางเหมือนไม่เคยทำงานหนัก ทำให้ชวนฝันไปอีกแบบหนึ่ง มักแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ดูสวยงามราคาแพง

โซเฟียเธอไม่ใช่…ไม่เย่อหยิ่ง ไม่จองหอง ไม่อวดดี แต่เธอมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทุกคนต่างพากันคิดว่า…

…การที่เธอมีสิ่งเหล่านี้บางสักเล็กน้อย…มันก็เป็นสิ่งที่ดี

นั้นคือรอยยิ้มอันสวยงามของเธอ ในยามที่เธอยิ้มให้กับใคร…โลกนี้มันช่างดูสวยงามไปหมด เธอมักยิ้มแย้มให้กลับทุกๆคน…และมักเย่อหยิ่ง จองหอง อวดดีให้กับคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้า

…และรอยยิ้มนี้เองที่ทำให้โจเซฟอดหลงรักเธอไม่ได้ แม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะไม่ได้มอบให้เขาก็ตาม เพราะสิ่งที่เขาได้รับจากเธอนั้น…มันเป็นความเย่อหยิ่ง จองหองและอวดดี

โจเซฟก็เป็นหนึ่งในนั้น เป็นคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้า…เป็นคนที่เธอทำกิริยาเข่นนั้นใส่ ซึ่งเขาก็จำไม่ได้ว่า”เขาเคยไปทำอะไรให้เธอไม่ชอบขี้หน้าเขา” ในความทรงจำของโจเซฟ…จำได้แต่เพียงว่า

…โซเฟียไม่ยิ้มให้กับเขาแม้แต่สักครั้งเดียว

แม้แต่ในวันสุดท้ายที่เขาไปโรงเรียน…เพื่อไปลาออก เพื่อนทุกคนต่างรับรู้…ต่างไม่อยากให้เขาออกไป แม้กระทั่งโทมัสยังทำหน้าปานจะร้องไห้ออกมา จะมีก็แต่…

…โซเฟียที่ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่เฉยๆ…โดยไม่สนใจอะไร ไม่มีแม้แต่วี่แววดีใจ…หรือเสียใจ

ในขณะที่เขากำลังก้าวเดินออกมาจากห้องเรียน…เขาได้หันหลังกลับไปมองดูเธออีกครั้งหนึ่ง

…เขายังคงเห็นโซเฟียนั่งอ่านหนังสืออยู่เช่นเดิม…ยังคงไม่สนใจอะไรอยู่เช่นเดิม

โจเซฟยังมารับรู้ภายหลังจากที่ออกมาอีกว่า…

…พวกหญิงสาวต่างมักลุ้นให้โซเฟียกับโทมัสเป็นคู่รักกัน

ส่วนชายหนุ่มทั้งหลาย…ที่ไม่ชอบโทมัส ต่างพากันพร้อมใจพยายามจับคู่ให้เขากับโซเฟียแทน และเมื่อมีเพื่อนๆมาพูดถึงตอนนี้…โจเซฟก็มักจะลุกขึ้นแล้วเดินหนีกลับเข้าไปในครัวทันที

…ครัวของร้านเป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับบุคคลภายนอก

เมื่อโจเซฟเข้าไปในครัว…เขาก็รู้ว่า”จะไม่มีใครเข้ามารบกวนเขาอีก”
----------------------------------------------------------------------------------------------------

โจเซฟเป็นเด็กหนุ่มขี้ขลาดคนหนึ่งเท่านั้น

…เขาทั้งขี้ขลาด ทั้งหนี้ปัญหา ทั้งไม่กล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริง

แต่เขากลับหลงรักหญิงสาว…ที่มีฐานะแตกต่างกันมาก

บ้านของโจเซฟเป็นเพียงร้านอาหารแห่งหนึ่ง แม้เป็นร้านที่มีชื่อเสียง…แต่รายได้กลับมีไม่มานัก เพียงแค่พอมีกำไร…พอมีเงินเก็บบ้าง ผิดกลับบ้านของโซเฟียที่เป็นคหบดีเจ้าของที่ดิน ที่ดินส่วนมากในเมืองนี้…เป็นของพ่อโซเฟีย

…ในตอนแรกๆพ่อของโซเฟียก็มีที่ดินไม่มากนัก…แต่ท่านมีเงิน จึงมีคนไปขาย…ไปจำนองที่ จนในตอนนี้กลับมีมากมาย

ท่านเป็นเจ้าของที่ดินที่ดี…คนที่เช่าจึงรักและเคารพท่าน ท่านจึงกลายเป็นที่รักของชาวเมืองนี้ในไม่ช้า…และมันส่งผลดีมายังโซเฟียด้วย

สำหรับโจเซฟแล้ว…นี่มันเป็นความแตกต่าง แต่ความแตกต่างประการนี้…มันยังคงไม่สำคัญเท่า

…เขาหลงรักหญิงสาวที่ไม่ได้รักเขา

โซเฟียไม่ได้รักเขา…แถมยังเกลียดเขาเอามากๆเสียด้วย

…และนี่มันก็ไม่ใช่ตำนานรักระหว่างหนุ่มชาวนาผู้ยากไร้กับลูกสาวเจ้าของที่ดินผู้โหดร้าย…ที่มารดามักเล่าให้ฟังก่อนนอนด้วย

สำหรับโจเซฟแล้ว…เขามีปัญหาเหล่านี้อยู่

…เขาจึงได้แต่วิ่งหนีมัน…หนีปัญหานี้เสีย

วันนี้หนีได้…ก็หนี พรุ่งนี้หนีได้…ก็หนีต่อไป หนีไปถึงวันที่เขา…ไม่ต้องหนีปัญหานี้อีก แต่มันจะเป็นวันอะไร…วันไหนกัน เขาก็ไม้รู้ได้

…มันอาจเป็นวันที่โซเฟียมีคนรักหรือ?

…มันอาจเป็นวันที่โซเฟียแต่งงานหรือ?

เขาไม่รู้…ไม่รู้มันเลยจริงๆ ในตอนนี้เขารู้เพียงแต่ว่า”เขาต้องหนีมัน”เท่านั้น…เท่านั้นจริงๆ หนีไปจนถึงวันที่เขา…จะไม่ต้องหนีมันต่อไปก็เท่านั้นเอง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

โซเฟียไม่เคยมาที่ร้านนี้เลย…ก่อนเหตุการณ์นั้น

ในวันนั้น…เป็นช่วงแรกในการทำงานของโจเซฟ

…เขาเริ่มต้นด้วยการเป็นเด็กเสริฟ์ภายในร้าน

วันนั้นเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ มีเพื่อนสมัยเรียนสี่-ห้าคนมานั่งทานอาหารในร้าน ทุกคนไม่ได้ยึดถือโจเซฟเป็นเด็กเสริฟ์…ยึดยึดเขาเป็นเพื่อนเช่นเดิม โจเซฟจึงนั่งกินและพูดคุยกับเพื่อนเขาอย่างสนุก จนกระทั้งมีแขกคนหนึ่งเขามา และเนื่องจากเด็ก เสริฟ์ไม่พอ…พ่อจึงสั่งให้เขาไปต้อนรับ

…แขกคนนั้นคือโทมัส

โทมัสได้ดูถูก เหยียดหยาบ กลั้นแกล้ง หาเรื่องเขาสารพัด จนเพื่อนที่นั่งทานอาหารต่างทนไม่ได้…พากันต่อว่าโทมัส โทมัสตอบกลับมาสั่นๆว่า

“ฉันเป็นแขก…มันเป็นแค่เด็กเสริฟ์”

…เด็กเสริฟ์มีหน้าที่ต้องเอาใจแขก มีหน้าต้องบริการแขก…และต้องทนทุกสิ่งที่แขกระบายออกมา

…แขกเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในขณะที่เด็กเสริฟ์มักเป็นฝ่ายผิด มันเป็นกฎอันธรรมดาสำหรับงานบริการทุกชนิด เพราะแขกเป็นผู้จ่ายเงิน…ในขณะที่เด็กเสริฟ์เป็นผู้รับเงิน

โจเซฟเป็นเพียงเด็กเสริฟ์…โจเซฟต้องทนต่อโทมัส ทนต่อทุกสิ่ง…เพราะว่าเขาเป็นแขก
แต่ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงไป พ่อของเขาได้ช่วยเขา…ด้วยการสั่งว่า

“โจเซฟมายกอาหารนี่ไปให้แขกที่รินหน้าต่างที่”

แล้วก็ใช้เด็กเสริฟ์คนที่พึ่งว่างมาบริการโทมัสเอง

หลังจากวันนั้น…ได้มีเหตุเกิดขึ้นสองสิ่ง

หนึ่งโจเซฟถูกย้ายเข้ามาทำงานในครัว…เพื่อป้องกันการเกิดเรื่องอีก

กับสองโซเฟียได้มานั่งทานอาหารที่ร้านนี้…และแน่นอนโทมัสก็มาด้วยเสมอ โจเซฟจึงได้แต่แอบมองผ่านร่องประตูครัวออกไปเท่านั้น เธอมักนั่งกินอยู่นานประมาทสักสาม-สี่ชั่วโมง

…เธอคล้ายกับกำลังรอคอยอะไรบ้างอย่างอยู่

…หรือเธอรอคอยให้เขาออกไป…เพื่อที่จะทำให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่จะเป็นเธอหรือโทมัสละที่จะเป็นคนทำ

จนกระทั่งเธอกลับไป…โจเซฟจึงได้ก้าวออกจากร้าน

…ข่าวที่โจเซฟต้องยอมก้มหัวให้กับโทมัส…ในฐานะเด็กเสริฟ์นั้น ดังมากในหมู่คนที่รู้จัก

…โดยดังออกมาจากปากของโทมัส และโทมัสเองก็คล้ายกับสนุกกับเรื่องนี้เหลือเกิน

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่โซเฟียจะรู้เรื่องนี้ ที่เธอมาที่นี่เพราะเธออาจต้องการดูมัน…หรือคิดทำแบบเดียวกัน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ในวันนี้โซเฟียได้มาที่นี่ อย่างน้อยเธอต้องมานั่งทานอาหารที่นี่อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง…หรือสองครั้งตามแต่โอกาส มาแต่ละครั้งก็นั่งประมาณสาม-สี่ชั่วโมงได้ประมาณปีกว่าแล้ว
โซเฟียมีจุดมุ่งหมายในการมานั่งของเธอ เธอมาเพื่อพบโจเซฟจริงๆ…แต่กลับไม่เคยพบเขาเลย

…จุดมุ่งหมายเพื่อมากลั้นแกล้งเขาหรือ?

…การที่มาที่ๆหนึ่งและมาบ่อยๆเป็นปีๆ เพื่อแกล้งคนๆหนึ่ง…มันเป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นหรือ

หากมีคนมาพูดให้โซเฟียฟัง…เธอก็ว่ามันฟังไม่ขึ้น และที่สำคัญเธอจะไม่ยอมทำเช่นนั้นเด็ดขาด…ที่เธอมาที่นี่ก็ไม่ใช่เพราะเหตุนั้นด้วย

…แล้วเธอมาเพราะเหตุใด?

เธอมาเพราะต้องการพบโจเซฟ

…เพราะเธอชอบโจเซฟ

ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเธอพยายามทำตัวให้เรียบร้อย ไม่กล้าที่จะยิ้มให้กับเขา…ได้แต่ทำเป็นไม่สนใจเขา เธอคล้ายไม่อยากให้โจเซฟรู้สึก…

…เธอเป็นเหมือนหญิงสาวทั้งๆไปในสายตาเขา

ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่าทำมัยกัน…ระหว่างเขากับเธอมันคล้ายยิ่งห่างไกลกันออกไปทุกที

เธอมาที่หลายต่อหลายครั้ง…เพื่อที่จะได้พบเขา แต่เธอกลับไม่เคยได้พบเขาเลย ไม่ได้พบเขาตั้งแต่วันนั้น…วันที่เขาลาออกจากโรงเรียน จนมีอีกหลายต่อหลายครั้งที่เขาคิดจะถามเด็กเสริฟ์ออกไปว่า”โจเซฟอยู่มัย”

…แต่เธอไม่ได้ถามออกไป…เพราะไม่กล้า

จนทำให้เดี๋ยวนี้เธอก็ยังไม่ได้พบกับเขาเลย มีเพื่อนหลายต่อหลายคนที่ได้พบเขา…และได้บอกเธอว่า”เขาได้เปลี่ยนไปทำงานในครัวแล้ว” เธอจึงมักจะมองเข้าไปยังบานประตูครัวที่มักเป็นแง้มไว้เสมอ แต่ก็ไม่เคยที่จะได้พบกับเขาเลยจนเคยคิดที่จะเดินเข้าไปในนั้น

…แต่เธอไม่ได้เข้าไป ให้ในนั้น…ยังคงเป็นดินแดนลึกลับของเธอตลอดไป เป็นโลกที่ไม่เคยสัมผัส…เป็นห่วงอวกาศที่เธอไม่เคยพบเห็น

ซึ่งเธอก็ไม่รู้ว่า…ทำมัยกัน เธอมาที่นี่ทุกครั้ง…มองมันทุกครั้ง…คิดเข้าไปทุกครั้ง…แต่กลับไม่ได้เข้าไปเลยสักครั้ง เธอจึงได้แต่กลับไปเช่นนี้ทุกครั้ง…พร้อมๆกับบอกตนเองในใจว่า”มันยังคงมีครั้งต่อไปอีก…ไว้ครั้งต่อไปก็ได้”

เธอไม่เข้าใจตนเอง…ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

…จิตใจของหญิงสาวมันช่างอยากต่อการเข้าใจจริงๆ…แม้แต่กระทั่งตัวเธอเองก็ตาม และมันยิ่งยากเมื่อเธพยายามจะเข้าใจชายหนุ่ม…เพราะเธอไม่สามารถเข้าใจเขาได้เลยจริงๆ

…จะได้ก็เพียงแต่ผิวเผินเท่านั้น

ชายหนุ่มก็มิใช่เป็นเช่นเดียวกันหรือ ที่อาจไม่เข้าตนเอง…และอาจไม่เข้าใจหญิงสาวเช่นกัน

…ในโลกนี้จะมีคนซักกี่คนกันเล่า…ที่สามารถเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

การไม่มีทาง…ไม่ใช่ไปไม่ได้…แต่ไปได้ยากเกินไปเท่านั้นเอง เมื่อคนๆหนึ่งยังไม่เข้าใจตนเอง…ก็จะไม่มีวันเข้าใจถึงคนอื่นได้เลย นอกจากเขาเข้าใจตนเองก่อนจึงสามารถเข้าใจคนอื่นได้ ไม่นั้นก็เป็นเหมือนกับคนใบ้ที่ไม่สามารถพูดออกมาได้
----------------------------------------------------------------------------------------------------

โซเฟียได้กลับไปแล้ว กลับไปหลังรอยยิ้มของโทมัสที่ยิ้มมาทางโจเซฟอย่างผู้มีชัย โจเซฟรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูกเมื่อเห็นรอยยิ้มของโทมัส…แต่ที่แน่ๆมันทำให้เขาไม่สบายใจแน่นอน แต่เขาก็ยังคงเดินก้าวออกมาจากครัว ได้แต่มองส่งโซเฟียไปเช่นนี้ทุกวัน…ทุกวันที่เธอมา
ถึงแม้ว้าโจเซฟจะไม่ค่อยพอใจที่โทมัสอยู่ใกล้กับโซเฟียเสมอๆ…แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้

…มันเป็นเขาไม่สามารถทำมันได้…หรือเขาไม่กล้าที่จะทำมันละ

โจเซฟก็เป็นเช่นเดียวกับทุกคน…ที่ต่างรู้สึกว่า”โซเฟียกับโทมัสเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมา” เหมาะสมกันทุกอย่าง ทั้งรูปสมบัติ…ทรัพย์สมบัติ

…แต่ความไม่พอใจ…เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

จนความรู้สึกนี้…มันคล้ายเป็นความเชื่อ ความเชื่อที่ปิดกั้นความกล้าของโจเซฟ…และอาจเป็นชายหนุ่มอีกหลายๆคน

โจเซฟจึงได้แต่เก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจ…ให้มันกลายเป็นฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงตลอดกาล

…เขาต้องการที่จะลืมเลือนถึงความรู้สึกนี้…เช่นเดียวกับที่ต้องการลืมตำนาน”Six on one” แต่กลับลืมไม่ได้ทั้งคู่…กลับจดจำมันฝังลึกไปยิ่งกว่าเดิม

โจเซฟจึงได้แต่พยายามหนีมัน…หนีมันต่อไปอีกเท่านั้น

ในเมืองที่เรียบง่ายเช่นนี้ ในวันเวลาที่เรียบง่ายเช่นนี้ โจเซฟจึงได้แต่ฝังทุกสิ่งทุกอย่างไว้…ให้มันเป็นเช่นความฝันในยามหลับเท่านั้น

โจเซฟในตอนนี้…เขาต้องการนอนหลับสักตื่น ทั้งๆที่ไม่ได้ง่วงนอนเลย เขาต้องการหลับใหลในเวลาหกโมงเย็น แต่ร้านยังไม่ปิด เขาจึงต้องกลับไปทำงานในครัวอีกครั้งหนึ่ง…เขาได้แต่รอคอยให้ถึงเวลาที่ร้านปิดเท่านั้น

…เพื่อที่เขาจะได้นอนหลับลงได้

นอนหลับพักผ่อน…เพื่อที่จะได้ตื่นมาพบกับเช้าวันใหม่ที่สดใส…สดใสกว่าวันนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ร้านปิดลงแล้ว สิ่งที่โจเซฟอยากทำมาที่สุดคือการนอน แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เป็นดั่งใจ เพราะในทันทีที่ร้านปิดลงก็มีคนๆหนึ่งมาหาเขา

…เป็นเรด

เรดอาจเป็นชายหนุ่มเพียงคนเดียวในดินแดนนี้ที่ไม่ใส่ใจกับตำนาน”Six on one” สำหรับเขา…สำหรับชนเผ่าของเขา ตำนานนี้มันเป็นสิ่งที่ไรสาระ

เรดเป็นลูกชายของห้วหน้าเผ่าอินเดียแดงที่อาคัยอยู่บนภูเขาทางทิคเหนือของเมือง ยุคที่คนขาวและอินเดียแดงทำสงครามได้สิ้นสุดลงไปแล้ว เพื่อความอยู่รอดของชนเผ่าคือการอาศัยอยู่รวมกับคนขาว เรดและเด็กหนุ่มชนเผ่าอินเดียแดงบางคนจึงได้ถูกส่งตัวมาเรียน เพื่อรับรู้ความรู้ของคนขาวนำไปใช้ประโยชน์ต่อเผ่าของเขา

ชนเผ่าอินเดียแดง…เผ่านี้มีความผูกพันธุ์กับคนในเมืองมาก เพราะมักจะหาของป่ามาแลกกับสิ่งที่จำเป็นในเมือง โดยมามักเป็นเนื้อสัตว์ หนัง ผลไม้และสิ่งแปลกอีกมากมายที่ทำให้ผู้คนในเมืองแปลกประหลาดใจ ของแปลกประหลาดส่วนมากมักได้รับการซื้อไปสะสมของคนที่มีเงิน ส่วนบ้านของโจเซฟก็ต้องการเนื้อสัตว์ป่าบางประเภทเช่นกัน พ่อของเขาจึงเป็นลูกค้าประจำของชนเผ่านี้ที่มั่นใจว่าสามารถขายของได้เสมอ เพราะมีอาหารยอดฮิตประจำร้านอยู่หลายชนิดที่เป็นเนื้อสัตว์ป่า อาจเป็นเพราะชาวอินเดียแดงล่าเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ทำให้เนื้อมีไม่มากจนกลายเป็นของที่ทุกคนต้องการลิ้มรอง

เรดมักเป็นคนที่นำเนื้อมาที่ร้านของโจเซฟ และจากการที่เคยเรียนด้วยกันทำให้ทั้งคู่สนิทกัน จนทำให้โจเซฟรู้ว่า”เรดไม่ใช่ชื่อที่แท้จริงของเขา” เรดเป็นเพียงชื่อที่ให้ติดต่อกับคนภายนอกเท่านั้น เพราะชนเผ่าของเขาไม่สามารถบอกชื่อแก่คนภายนอกได้

นอกจากนี้เรดยังเป็นชายหนุ่มที่หล่อเหลาและสง่างามที่สุดภายในเผ่า…และแน่นอนเขาก็คือคนหนึ่งที่หญิงสาวในเมืองมักฝันถึง แม้ในสามคนเรดจะหน้าตาหล่อเหลาน้อยที่สุด แต่เขากับมีสิ่งที่ชดเชยนั่นคือร่างกายที่แข้งแรงบึกบึน สูงกว่าโจเซฟร่วม ศีรษะหนึ่ง มีผิวที่เป็นประกายสีแดงภายใต้ดวงตะวัน ทำให้แทบทุกคนต้องหยุดมองในความงามเช่นนี้

แต่การมาในวันนี้ของเรดกลับไม่ได้มาเพื่อนำเนื้อมาส่ง…แต่เป็นมาหาโจเซฟ

โจเซฟที่ไม่ว่าต้องการนอนมาแค่ไหน เมื่อมีเพื่อนมาหาก็ได้แต่ต้องอยู่คุยด้วย
------------------------------------------------------------------------------------------------------

ก้อนหินหกก้อนที่มักถูกวางลงบนเสาไม้หกต้นในแถวระดับเดียวกัน สูงประมาณใต้อกของโจเซฟ ถูกวางห่างกันโดยกะระยะเท่ากับหนึ่งช่วงตัวคน มักเป็นเป้าที่ที่โจเซฟมักใช้เป็นเป้ายิง
แต่น่าแปลกที่มีกระสุนปืนมากมายฝังอยู่ที่เสาไม้…จนแทบจะทำให้มันหักโค่นลงมากได้ทุกเมื่อ

…ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฝีมือของโจเซฟเป็นเช่นไร

“เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!…”

เสียงปืนดังขึ้นหกครั้ง แต่ที่แฉลบถูกก้อนหินกลับมีเพียงลูกเดียว และยังไม่พอทำให้หินนั้นเสียหายมาด้วย…เพียงแต่ตกลงตามแรงปะทะเท่านั้น ที่เหลือถ้าไม่ใช่เสาไม่ก็ผ่านเลยไป

“เฮ้อ!”

โจเซฟส่งเสียงถอนหายออกมาอย่างเสียใจและสิ้นหวัง ในขณะที่เรดกลับนิ่งเฉยคล้ายกับไม่รู้สึกอะไร ผ่านไปซักพักค่อยส่งเสียงถามออกมาว่า

“แล้วแกจะทำยังไง?”

โจเซฟได้แต่ถามกลับไปว่า

“แล้วฉันสามารถทำอะไรได้ล่ะ?”

เรดหยิบขวานที่ข้างกายของเขาออกมาเลยขว้างไปที่เสาไม้ทั้งหกต้นอย่างสุดแรง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรดขว้างแรงไปหรือไม่? ขวานคนไปหรือไม่? เสาไม้ใกล้โค่นเต็มที่หรือไม่? เสาไม้ทั้งหกต้นขาดออกจากตามคมขวานที่สัมผัส

…หนึ่งขวานกับเสาหกต้นที่ขาดสะบัด

เรดจึงเดินตรงไปหยิบขวานแล้วก้าวเดินออกไป โดยไม่หันกลับมามองโจเซฟอีกพร้อมทั้งตะโกนบอกกลับมาว่า

“แกทำได้…แต่แกไม่ทำ ในขณะที่ข้าทำไม่ได้ เพราะข้าเป็นลูกชายหัวหน้าเผ่า ต้องรักษาสายเลือดอันบริสุทธิ์ของเผ่าไว้”

…เรดไม่สามารถแต่งงานกลับหญิงสาวต่างเผ่าได้

และยังคงตะโกนต่อมาอีกว่า

“กับความฝันที่เลื่อนลอยเช่นนี้ มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย”

…คล้ายกับต้องการย้ำเตือนให้โจเซฟรู้ว่า”Six on one”ไม่สามารถช่วยอะไรได้

โจเซฟได้แต่มองเพื่อนสนิทของเขาเดินจากไป เพื่อนที่หลงรักหญิงสาวคนเดียวกัน

…เรดก็หลงรักโซเฟีย

…หญิงสาวเช่นโซเฟียจะมีชายหนุ่มคนใดไม่ได้หลงรักเล่า?

จากข่าวที่ว่า”วันพรุ่งนี้จะมีการหมั่นระหว่างโซเฟียกลับโทมัส”ที่เรดนำมาบอก มันทำให้โจเซฟต้องการนอนมากเหลือเกิน เพียงแต่ว่าในครั้งนี้เขากลับไม่ต้องการที่จะตื่นมันขึ้นมาอีกเลย เขารู้สึกว่าเช้าวันพรุ่งนี้มันไม่สดใสเลย

…วันนี้เลวร้ายแล้ว…แต่พรุ่งกลับเลวร้ายกว่า

โจเซฟได้แต่ทรุดนั่งลงไปกองกับพื้น หลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง
----------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่ามกลางความมืดและสายลมที่พัดโชยมาในดินแดนตะวันตก โจเซฟที่นั่งลงอย่างสิ้นหวังพลันสะดุ้งขึ้น เมื่อมีมือของใครคนหนึ่งมาวางบนไหล่ของเขา

…เป็นมือของมาเรีย

มาเรียเป็นเด็กสาวที่มีอายุรุ่นราวคาวเดียวกับเขา เคยเป็นเด็กสาวที่สวยที่สุดในเมือง…ก่อนที่โซเฟียจะเข้ามา ความสวยของเธอไม่เป็นรองโซเฟีย…แต่โชคชะตาของเธอกลับอาภัพยิ่งนัก เธอเป็นเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเด็ก ตาเฒ่าเบริก์ผู้เป็นลุงจึงรับภาระเลี้ยงดู
มาเรียมานั่งอยู่ตรงข้ามกายโจเซฟเมื่อไหร่ไม่รู้ ที่ข้างตัวของเธอยังมีถังน้ำที่ว่างเปล่าอยู่ใบหนึ่ง เธอคล้ายกับกำลังมาตักน้ำแล้วพบเขานั่งเหม่อลอยอยู่ จึงนั่งลงเป็นเพื่อน

เมื่อโจเซฟหันไปมอง มาเรียจึงได้ถามออกมาว่า

“เป็นอะไรหรือ? มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า? เห็นนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว ฉันเห็นเธอนั่งเหม่อลอยอยู่ตั้งนานแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอก…”

โจเซฟตอบกลับไปพร้อมกับรอยยิ้ม คล้ายกับพอพบมาเรียแล้วความทุกข์ทั้งมวลมันพลันหายไป เขายังคงตอบต่อไปอีกว่า

“…ไม่เป็นอะไรแล้ว พอได้เห็นหน้าเธอ…ความไม่สบายใจมันก็หายไปหมดแล้วล่ะ”

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วล่ะ”

มาเรียพูดพร้อมกับยิ้มออกมา แต่เธอยังไม่มีท่าทีจะลุกไปตักน้ำ…คล้ายกับต้องการที่จะนั่งไปเพื่อนโจเซฟอยู่ต่อไปอีก

กับโจเซฟแล้วมาเรียเป็นมากยิ่งกว่าเพื่อนสนิท ในยามที่เขาไม่สบายใจมักมีมาเรียเป็นผู้ปลอบโยน โจเซฟก็ไม่สามารถบอกได้ว่า”ตนรู้สึกเช่นใดกับมาเรีย”

…หากบอกว่าเขาไม่ได้รักมาเรีย…นั่นไม่ใช่

…หากบอกว่าเขารักมาเรีย…เขากลับไม่รู้

แต่กับมาเรียแล้วคำตอบกลับมีเพีองอย่างเดียวเท่านั้น…เธอรักโจเซฟ
----------------------------------------------------------------------------------------------------

“เปรี้ยง!”

เสียงปืนดังขึ้นในกลางดึก…ได้ปลุกโจเซฟให้ตื่นขึ้นจากการหลับ

“ปัง!… ปัง!… ปัง!… ปัง!…”

บานประตูถูกเคาะอย่างดัง…แรงและรวดเร็ว พร้อมๆกับเสียงพ่อของโจเซฟตะโกนขึ้นมาว่า

“โจเซฟ!…โจเซฟ!รีบมาเปิดประตูเร็ว”

โจเซฟจึงได้แต่ลุกขึ้นวิ่งไปเปิดประตู

ทันทีที่บานประตูเปิด ชายรูปร่างสูงใหญ่ประมาณเดียวกับโจเซฟ…แต่ค่อนข้างจะเริ่มอ้วนและลงพุงเล็กน้อย หรือก็คือจอห์นพ่อของโจเซฟได้ลงปืนมาให้กับโจเซฟกระบอกหนึ่งพร้อมๆกับพูดว่า

“เอาไป…แล้วรีบไปที่ที่เหมืองร้างที่นอกเมืองในทันที เหมืองที่ฉันเคยพาแกไปในสมัยเด็กๆ”

“อะไรกันครับ…นี่มันเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่ต้องถามมากรีบไปเร็วๆเข้า…ไม่มีเวลาแล้ว”

“แต่..”

โจเซฟยังไม่หายสงสัย…ยังคงคิดจะถามต่อไป แต่พ่อของเขากลับรีบพูดออกมาก่อนอีกว่า

“รีบไป…แล้วก็ระวังตัวให้ดีด้วย อย่าให้ใครเห็นเป็นอันขาด ถ้ามีคนแปลกหน้าจะทำร้ายแก…ก็ให้ยิงมันไปเลย”

“พ่อ..”

“ไปได้แล้ว…ไว้ถึงเหมืองร้างแล้วแกจะรู้เองว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น…แล้วฉันจะไปรับแกเอง”

โจเซฟคิดพูดอะไรออกมาอีก…จอห์นจึงรีบพูดออกมาว่า

“รีบไปเร็วๆเข้า ก่อนที่จะไม่ทัน”

ดูเหมือนจอห์นจะไม่ยอมบอกจะไรโจเซฟแน่ๆ…เขาจึงได้แต่ตอบรับไปว่า

“ครับ”

แล้วรีบวิ่งลงไปชั้นล่างหมายจะรีบเร่งเปิดประตูที่อยู่ใกล้ๆออกไปทันที จอห์นเห็นเช่นนั้น…จึงรีบร้องตะโกนออกไปทันทีว่า

“เดียว!…เดียวก่อนโจเซฟ”

โจเซฟหันหลังกลับไปตามเสียงเรียกของพ่อทันที…พร้อมทั้งคิดในใจว่า”หรือว่าพ่อ…ต้องการจะบอกอะไรเขาเพิ่ม หรือว่าเปลี่ยนความต้องใจแล้ว”

…เป็นไม่ต้องการให้เขาไปหรือคิดจะบอกอะไรเพิ่มถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกันน่ะ

แต่จอห์นกลับกลับเพียงแต่ว่า

“ออกไปทางประตูหลัง…ไม่ไช่ประตูหน้า”

โจเซฟรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย…แต่ยังคงตอบรับไปว่า

“ครับ”

แล้วหมุนตัวกลับวิ่งออกไปทางประตูหลังทันที
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

เส้นทางที่จะไปยังเหมืองร้างที่นอกเมืองได้เร็วที่สุด…มีอยู่เส้นทางเดียว โจเซฟตกลงใจที่จะอ้อมเส้นทางนั้นไป

…เส้นทางนั้นเป็นการเดินตัดผ่านสุสานไป โจเซฟไม่ต้องการผ่านเส้นทางนั้นไปเลย…โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้

ระหว่างทางตรงผ่านสุสานไปประมาณห้า-หกร้อยเมตรก็สามารถทะลุออกนอกเมือง แล้วตรงไปข้างหน้าอีกเจ็ดถึงแปดร้อยเมตรก็ถึงแล้ว กับเดินไปตามถนนทางขวาเมือง ซึ่งต้องเดินอ้อมป่าแล้วจึงเดินกลับเข้าสู้เส้นทางแรกเดินตรงไปอีกสาม-สี่ร้อยเมตรจึงถึง โจเซฟไม่ยอมเสียเวลาที่จะลังเล…เขาตกลงใจไปทางขวา

โจเซฟวิ่งตรงมาอย่างเร็ว ที่ด้านหลังของเขาก็ไม่มีใครไล่ตามมา เขาคุ้นเคยกับทางสายนี้…ไม่มีวันเดินผิดอย่างเด็ดขาด ยิ่งแสงจันทร์ในคืนนี้ก็ไม่เป็นอุปสรรค์ในการวิ่งด้วย เขาจึงสามารถผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว

…”พอถึงแยกหน้าเลี้ยวขวาทันที”โจเซฟคิดในใจเช่นนี้

แต่พอถึงแยก…ก่อนที่เขาจะเลี้ยวไปนั้น เขากลับหยุดชะงักลง มีแสงไฟกำลังพุ่งตรงมาทางนี้…เขาไม่มีความกล้าที่จะวิ่งไป เจ้าของแสงไฟไม่รู้ว่าเป็นใคร

…เขาไม่สามารถให้เจ้าของแสงไฟพบเขาได้

โจเซฟจึงได้แต่วิ่งหลบเท่านั้น…หลบเข้าไปในสุสานก่อน เมื่อเข้าไปในสุสาน…เขาก็รีบหลบหลังป้ายสุสานที่ใหญ่พอซ่อนตัวได้ทันที พยายามซุกซ่อนตัวอย่างเต็มที

…ภายในใจครุ่นคิดว่า”ผู้มาเป็นใคร”

ไม่นานนักเสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้น…เป็นเดินเยาะๆมาสองตัว โจเซฟรีบกลั้นหายใจให้เบาที่สุด…เท่าที่ทำได้ ต่อมามีเสียงสนทนาแว่วมาตามสายลมว่า

“ฉันกับแกต้องมาเฝ้าอยู่ที่นี่ แต่คนอื่นๆกลับไปสบายอยู่ในเมือง”

เสียงที่โจเซฟไม่เคยได้ยินมาก่อน…และมีอีกเสียงที่ไม่เคยได้ยินดังตามมาอีกว่า

“ช่วยไม่ได้นี่หว่า…ก็ใครใช้ให้แกกับฉันขัดคำสั่งลูกพี่เมื่อคราวก่อน ไม่โดนยิ่งตายก็บุญแล้ว”

“แต่จะมีใครผ่านมาตอนนี้กันว่ะ”

อีกฝ่ายหนึ่งได้แต่ตอบกลับมาว่า

“อาจจะมีชาวบ้านที่แตกตื่นหนีมาทางนี้ก็ได้ ดีไม่ดีเราอาจได้ลำไพ่พิเศษก็ได้น่ะ แต่ถึงยังไงถ้าไม่มีก็ต้องทำอยู่ดี เพราะเป็นคำสั่ง”

หยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อไปว่า

“เอ๊ะ!…น่าจะได้เวลาแล้ว ฉันต้มน้ำเอาไว้…กลับไปนั่งกินกาแฟกันดีกว่า ดีกว่ามาเดินไปเดินมาให้เสียเวลาเปล่า”

“ก็ดีเหมือนกันงานสบายๆแบบนี้ ไม่ต้องทำอะไรมาก ส่วนแบ่งก็ได้เท่าเดิม”

ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากลับตัว…แล้วค่อยเบาลงไปจนกระทั่งไม่ได้ยินอีก โจเซฟจึงชะโงกหน้าออกไปดู…เขาไม่เห็นถึงสิ่งใดเลยจึงค่อยเดินออกมา

…เขาคิดผ่านไปเส้นทางทางขวา…แต่ดูท่าจะผ่านไปไม่ได้เสียแล้ว

โจเซฟลังเลเล็กน้อยสุดท้ายก็ตัดสิ้นใจวิ่งตรงไป

…ภายในใจกลับคิดว่า”คนตายไม่น่ากลัวเท่าคนเป็น เพราะคนตายทำร้ายคนไม่ได้ ผีมันไม่มีจริงในโลก…ไม่มีจริงอย่างเด็ดขาด”
----------------------------------------------------------------------------------------------------

แสงสลัวๆที่สาดส่องลงมาจากดวงจันทร์…ที่พัดผ่านมาพร้อมกับสายลมอันหนาวเย็นนี้ แล้วยิ่งบรรยากาศที่เงียบสงบจนแทบจะไม่มีเสียงใดๆ มันทำให้โจเซฟรู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

โจเซฟกำลังวิ่งผ่านสุสานอยู่…วิ่งไปอย่างเร็วที่สุดเท่าทีจะทำได้

เมืองนี้สร้างมาได้ประมาณห้า-หกสิบปีแล้ว ในตอนแรกๆสุสานมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันค่อยๆขยายใหญ่ขึ้นตามจำนวนคนที่ตายลงไป คนยิ่งตายมากเท่าไหร่…พื้นที่ยิ่งมากเท่านั้น
โจเซฟเป็นคนรุ่นที่สี่ของเมืองนี้ ในสุสานที่กว้างใหญ่หลายร้อยเมตรนี้ มีบรรพบุรุษทั้งที่เขารู้จักและไม่รู้จักนอนสงบอยู่ ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ของปู่ยายตายาย

ในสมัยเด็กโจเซฟจำได้…จำถึงความใจดีของคุณปู่คุณย่า ว่าพวกท่านมักคอยปลอบโยนเขาในยามที่รู้สึกไม่ดี ทั้งโศกเศร้า เสียใจ สับสนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่เขาหวาดกลัว

แต่ในยามนี้ ยามที่โจเซฟวิ่งผ่านหน้าป้ายหลุมศพพวกท่าน…วิ่งผ่านเลยไป ภายในใจกลับภาวนาว่า”ขออย่าให้ท่านลุกขึ้นมากปลอบโยนเขาเลย…ไม่ว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีแค่ไหนก็ตามที”

…เพราะถ้าพวกท่านลุกขึ้นมา เขาอาจยิ่งรู้สึกไม่ดีมากกว่าตอนนี้แน่

โจเซฟได้แต่ขบกราม…เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น พร้อมๆกับบอกตนเองว่า”พอพ้นสุสานนี้ไปก็เป็นชายป่าแล้ว เลยชายป่าไปก็เป็นเหมืองร้างแล้ว”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------

โจเซฟวิ่งอย่างเร็ว ยิ่งวิ่ง…ยิ่งเร็ว

โจเซฟใกล้ถึงจุดหมายแล้ว พอพ้นชายป่านี้ไปก็เป็นเหมืองร้างแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะยังคงอยู่ห่างจากชายป่าสาม-สี่ร้อยเมตรก็ตาม…แต่ก็สามารถมองเห็นได้

…ยิ่งพ้นชายป่าเท่าไร…ยิ่งใกล้ถึงเท่านั้น

ภาระหน้าที่…คำสั่งของพ่อคล้ายกับจะสิ้นสุดลงแล้ว โจเซฟอดดีใจไม่ได้ เขาจึงทุ่มเทฝีเทาทั้งหมด…วิ่งออกไปอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาวิ่ง…วิ่งห่างไปจากชายป่าแล้ว เขายังวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จากสี่ร้อย…สามร้อย เหลือแค่สองร้อยเมตรเท่านั้น…ก็จะถึงเหมืองร้างแล้ว

ทันใดนั้นมีเสียงฝีเท้าวิ่งตามมายังด้านหลัง เป็นเสียงฝีเท้าม้า…ใกล้เข้ามาเรี่อยๆ

“หยุด!”

เสียงที่ฟังดูชั่วร้ายราวปีศาจร้ายแห่งขุนนรกได้ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงบ คล้ายดังออกคำสั่งแก่โจเซฟ แต่โจเซฟกลับไม่ได้ทำตามกับเสียงที่ไม่คุ้นหูเช่นนี้ ยังคงวิ่งต่อไป…ยิ่งพยายามวิ่งมากกว่าเดิม

…เขาถูกพบในขณะที่กำลังจะถึงจุดหมาย…ในขณะที่กำลังจะประสบความสำเร็จ ในช่วงเวลาเช่นนี้เขาลืมที่จะระวังตัว…จึงถูกพบได้

ทั้งที่ในเวลาที่กำลังจะประสบกับความสำเร็จเช่นนี้…โจเซฟควรระวังตัวมากที่สุด แต่เขาลืม…และผลมันไม่ดีเท่าไรนัก สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือวิ่ง…วิ่งให้ดีที่สุด

แต่โจเซฟยังคือเหลือบตากลับไปมองยังจากของเสียง เขาเห็นเจ้าของเสียง…เจ้าของเสียงก็เห็นเขา ตาทั้งคู่สบกัน โจเซฟรู้สึกถึงความน่ากลัวของแววตาคู่นั้น เขารู้สึกกลัวรีบเบนหน้าหลบ รวบรวมแรงที่มีทั้งหมดวิ่งออกไปอย่างเต็มที

เจ้าของเสียงเป็นชายวัยกลางคน หน้าโหดร้าย ไว้เครารุงรัง แม้ในมือมีปืนอยู่…แต่ที่โจเซฟกลัวกลับเป็นแววตาของเขา

…แววตาที่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิต

“หยุดน่ะ…ไอ้หนุ่ม”

ชายวัยกลางคนตะโกนก้องออกไป…ภายในใจกลับคิดว่า”ที่แท้ก็เด็กหนุ่มขี้ขลาดที่หนีออกมาจากหมู่บ้านในยามที่เกิดเรื่อง

โจเซฟไม่ได้หยุด…ยังวิ่งต่อไป ยิ่งกระตุ้นความป่าเถื่อนโหดร้ายของชายวัยกลางคน…รีบเร่งควบม้าไล่ตามโจเซฟยิ่งขึ้น

จากสามสิบ…ยี่สิบเป็นสิบเมตร ชายวัยกลางคนที่ไม่คิดจะใช้ปืน…ได้เปลี่ยนมาถือเชือกแทน แล้วควงขึ้นเป็นวงเหนือหัวก่อนที่จะเหวี่ยงมันไปยังตัวของโจเซฟ

…เพียงทีเดียวก็รัดเข้าทีคอของโจเซฟ

ชายวัยกลางคนรีบกระตุกเชือก…กระตุกใช้ม้าหยุดลง คอของโจเซฟถูกกระตุกใช้หยุด…เท้ายังคงวิ่งต่อไป เขาจึงได้แต่ล้มลงอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ฮ่า!… ฮ่า!… ฮ่า!… ฮ่า!…”

โจเซฟได้ยินเสียงหัวเราะอันชั่วร้าย พร้อมกับรู้สึกเจ็บปวดอย่างแรงที่ศีรษะที่โขกกับพื้นและคอที่ถูกรัด

ชายวัยกลางคนรู้ดีถึงความเจ็บปวดของโจเซฟ จึงรีบควบม้าออกไปทันที เขาไม่ได้ปล่อยเชือกในมือ…โจเซฟจึงได้แต่ถูกลากไปกับพื้น ในหูของโจเซฟนอกจากเสียงผิวกายที่ขีดกระทบกับพื้นและเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายแล้วยังได้ยินเสียงที่แหบแหลมของชายวัยกลางคนดังออกมาอีกว่า

“แกคิดว่าจะหนีฉันพ้นหรือ ไอ้หนู”

สิ้นเสียงนั้นก็เป็นเสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายตามมา

โจเซฟถูกลากมาไม่รู้กี่สิบเมตร ถึงมันจะทำให้เขาเข้าใกล้เหมืองหินก็เถอะ…แต่เขาไม่ชอบสภาพแบบนี้เลย เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว ทั้งปวดแสบปวดร้อน…ทั้งปวดคอจนแทบหายใจไม่ออก

โจเซฟได้พยายามใช้มือทั้งคู่แก้เชือกออก…มันไม่สำเร็จ เขายังคงถูกลากต่อไป หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาต้องตายแน่นอน

…แก้ไม่ได้…ก็ต้องตัด

โจเซฟคิดเช่นนั้น จึงรีบใช้มือข้างหนึ่งค้นไปตามตัวเพื่อหาสิ่งที่สามารถตัดเชือกได้…เป็นมือขวา เขาคันได้แต่ปืน

…จริงสิ!…เขามีปืน เป็นปืนที่พ่อมอบให้

เขาหยิบปืนออกมา…แล้วชูมันชี้เหนือหัว เขาพยายามที่จะยิงให้โดนชายวัยกลางคน ยิงเชือก ยิงม้า…ยิงอะไรก็ได้ที่สามารถทำให้เขาไม่ต้องมาโดนลากเช่นนี้ แต่การเล็งเช่นนี้มันลำบากเหลือเกิน

“เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!… เปรี้ยง!…”

…โจเซฟยิงออกไปถึงหกนัด…เขากลัวว่าถ้ายิงนัดเดียวอาจไม่โดนอะไร

เสียงหัวเราะที่ชั่วร้ายได้จางหายไป พร้อมๆกับร่างที่เคยนั่งนิ่งตรงบนหลังม้า ม้ายังคงวิ่งตรงต่อไป ในขณะที่ชายวัยกลางคนนอนกองอยู่กับพื้น…ขณะที่โจเซฟหยุดแล้ว

…โจเซฟได้ปลดปล่อยตนเองจากการถูกลาก ด้วยปืน…ด้วยการปลดปล่อยวิญญาณของชายวัยกลางคนออกไปจากร่าง

โจเซฟที่พึ่งได้รับการปลดปล่อยได้พลิกตัวขึ้นมา ได้แต่นั่งนิ่งดูร่างของชายวัยกลางคนที่นอนไม่ไหวติ่งอยู่กับพื้น ชายวัยกลางคนไม่ขยับ…ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีเสียงใดๆออกมาจากร่างนั้นอีกเลย

ชายวัยกลางคนคล้ายตายแล้ว…โจเซฟคล้ายรู้สึกเช่นนั้น เขาไม่มีความกล้าที่จะลุกขึ้นไปพิสูจน์ว่า”เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่”

อีกเนิ่นนานให้หลัง…ยังคงไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ชายวัยกลางคนยังไม่มีปฏิกิริยา…โจเซฟไม่ได้เคลื่อนไหว ถึงตอนนี้เขาจึงได้รับรู้ว่า”ชายวัยกลางคนได้ตายแล้ว”

…เขาฆ่าชายวัยกลางคน ถึงจะเป็นการป้องกันตัว แต่เขาก็ได้ฆ่าคน…ฆ่าคนเป็นครั้งแรกในชีวิต

ร่างกายของโจเซฟสั้นสะท้านขึ้นมา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง เขาสั่นเพราะควานหนาวเย็น มิใช่ความหนาวเย็นจากสายลมที่เย็นยะเยือก…แต่เป็นความหนาวเย็นภายในจิตใจ

…ความหนาวเย็นที่มาจากความกลัว

…เขากลัว กลัวไปสิ้นทุกอย่าง กลัวหลังจากฆ่าคน เขาก็เป็นเช่นดั่งทุกคน…ที่สามารถเกิดความกลัวเช่นนี้ได้

โจเซฟได้แต่นั่งสั่นสะท้าน ท่ามกลางสายลมที่เย็นยะเยือก…ท่ามกลางความเงียบสงบเบื้องนอก แต่ภายในใจกลับพล่ามบอกกับตนเองว่า”เราฆ่าคน!…เราฆ่าคน!…เราฆ่าคน!…เราฆ่าคน…!”อย่างไม่หยุดยั้ง ยังคงบอกต่อไปเรื่อยๆ

โจเซฟได้ฆ่าคนวัยกลางคน…ในขณะที่เขาลิงโลดที่สุด ในช่วงเวลาที่ชายวัยกลางคนคิดว่า”ตนกำลังประสบความสำเร็จ”…แต่ว่าแท้จริงแล้วเขายังไม่ เขาแค่กำลังจะประสบความสำเร็จเท่านั้น เขาประมาท…เขาจึงล้มเหลว

…ในช่วงที่กำลังจะประสบความสำเร็จ…ยังมิได้ประสบความสำเร็จ หากประมาทผลที่ได้รับคือความล้มเหลวก็ได้

ชายวัยกลางคนเข้าใจผิด…เขาจึงต้องล้มเหลวในช่วงเวลาที่กำลังจะประสบกับความสำเร็จ
โจเซฟนั่งหันหน้าเข้าหาเหมืองร้าง…มันอยู่ห่างออกไปไม่เกินห้า-หกสิบเมตรเท่านั้น แต่เขาไม่ได้ลุกขึ้นแล้วเดินเช้าไป เขาในตอนนี้ไม่มีความกล้า…กล้าที่จะทำสิ่งใดอีกต่อไปแล้ว

…เขามีแต่เพียงความกลัว…เพียงความหวาดกลัวเท่านั้น

ในทันใดนั้น โจเซฟได้เห็นเงาของใครคนหนึ่ง…ก้าวออกมาจากเหมืองร้าง เขาจึงยกมือที่สั่นเทาขึ้น…มือที่มีปืนอยู่ แล้วลั่นไกมันออกไป

“แก๊ก!… แก๊ก!… แก๊ก!… แก๊ก!…”

มันไม่มีลูก…ปืนในมือของเขาไม่มีลูกเสียแล้ว โจเซฟคล้ายกับพึ่งคิดได้…เขายิ่งหวาดกลัวมากยิ่งกว่าเดิม แต่ความหวาดกลัวนั้นมันกลับมีไม่นานนัก

…เพราะเขาพบว่าเงาร่างนั้นกลับเป็น…ตาเฒ่าเบิร์กเพื่อนสนิทของพ่อเขา

เฒ่าเบิร์กคล้ายเห็นเหตุการณ์มาตลอด…แกเดินตรงมายังโจเซฟ มาหยุดยั้งเบื้องหน้าเขา…ยกมือขึ้นตบลงบนบ่าเขาเบาๆพร้อมๆกับพูดว่า

“มันได้ผ่านไปแล้วล่ะ…เด็กน้อย”
โจเซฟรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบางอย่างประหลาด…อบอุ่นจากการมาของเฒ่าเบิร์ก
…เขาคล้ายกับรู้สึกว่า”เฒ่าเบิร์กคล้ายเป็นเหมือนกับคุณปู่คุณย่าของเขา…คูณปู่คุณย่าผู้เมตตาของเขา”
โจเซฟจึงร้องไห้ออกมา…เปร่งเสียงร้องไห้ออกมา ท่ามกลางสายลมที่เย็นยะเยือกนี้…กลับมีเสียงร่ำไห้มาแทนที่ความสงบเงียบ แทนทีเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายนั้น
…เขาใช้เงียบร่ำไห้นี้ปัดเป่าทุกสิ่งทุกอย่างไป ไปจากเขา…ไปจากใจเขา


Edit by Hayashi DaN - 14 ต.ค.49 เวลา 23:53:50 น.

Edit by Hayashi DaN - 15 ต.ค.49 เวลา 00:37:20 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 14 ต.ค.49 เวลา 23:25:08 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ