Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7 เจ็ดเทวะราชันย์

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน

ตอนที่ 7 เจ็ดเทวะราชันย์

ภายในห้องหนังสือของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-มีคนกำลังรอคอยการมาของทุกคนอยู่ 5 คน

คนแรกที่ท่าทางที่มีอายุมากที่สุด-ดูก็รู้ว่า”อายุราวๆร้อยกว่าปีขึ้นไป” เขามีหัวที่ใหญ่โตมากเกิน 3 ใน 4ของห้องที่กว้างใหญ่นี้-เมื่อเทียบกับลำตัวที่เล็กของเขา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่รู้สึกหนักหรือรำคาญกับหัวที่ใหญ่โตของเขาเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าเขาจะขยับไปทางไหน-หันซ้ายหรือไปทางขวา...หัวของเขามันก็ให้ความรู้สึกดั่งเช่นเดียวกับ “หัวของคนปกติ” เขามีลักษณะเป็นคนธรรมดาๆคนหนึ่ง-ที่ไม่แตกต่างหรือมีลักษณะพิเศษใดผสมผสานอยู่เลย...แทบไม่แตกต่างไปจากมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เมื่อ 50 ปีก่อนเลน(นอกจากหัวที่โตเกินไปเท่านั้นเอง) ตามใบหน้า-ตามร่างกายของเขานั้น...มันมีแต่รอยริ้วแห่งกาลเวลาอยู่เกลื่อนกลาดเต็มไปหมด แต่จากลักษณะการขยับตัวของเขานั้น-มันยังกระฉับกระเฉงราวกับคนหนุ่มสาว เขาคล้ายกับว่า “จะเป็นคนหนุ่มสาวตลอด” ถึงร่างกายของเขาจะแก่ชรามากเท่าใด-ผ่านกาลเวลามามากเท่าไหร่...สำหรับเขาแล้วมันไม่สำคัญแล้ว เพราะภายในใจของเขายังเป็นหนุ่มสาวอยู่ตลอดกาล...เพราะว่าเขาตายไม่ได้-เพราะว่าเขาคือผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ย คือความรู้ของโลกใบนี้-ที่จะคงอยู่ไปตลอดกาลพร้อมกับโลกใบนี้ที่ไม่มีวันจะแตกดับไปอีกแล้ว

...ความรู้ที่ไม่มีวันตายและวันแก่ชรา...มีแต่จะเติบโตขึ้นไปเท่านั้น(เหมือนหัวของเขาที่เติบโตขึ้นทุกวินาที)

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยไว้เคราสีขาวยาวจรดพื้น นั่งอยู่ด้านในสุดของห้อง-บนพื้นที่ถูกยกสูงขึ้นเป็นที่นั่ง พื้นที่สูงพอๆกับเก้าอี้ตัวหนึ่ง...บนพื้นยังปูไปด้วยพรมสีแดงที่ทั้งสวยงามและนุ่มนิ่มไว้ อีกทั้งบนพรมยังวางหมอนอิงไว้-ให้ท่านผู้เฒ่าพิง แต่ในยามนี้ท่านผู้เฒ่ากลับไม่ได้พิง-กลับนั่งขัดสมาธิตัวตรงอยู่บนกลางผื่นพรม ดวงตาทั้งสองข้างกับจับจ้องมองมาที่ปากประตูของห้องหนังสือที่อยู่ตรงกับเบื้องหน้าท่าน-ท่านกำลังรอคอยอะไรบ้างอย่างอยู่

คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวซ้ายคือฟ็อก์ซ

ส่วนเก้าอี้ตัวขวากลับเป็นชายหนุ่มชนเผ่าสิงโตอายุประมาณ 30 ปี-เขามีขนและผม(แผลงคอ)สีขาว-ขาวบริสุทธิดุจเมฆเมฆาบนท้องฟ้า ชุดที่เขาสวมใส่ก็เป็นชุดสีขาวยาวสะอาดคริบลายสีทองสวยงาม...ขาวที่สะอาดบริสุทธิ์-ทองที่แฝงถึงอำนาจบารมีที่มิสามารถต่อต้านได้ คาดเข็มขัดสีทองรูปหัวสิงโตประจำตระกูลเส้นใหญ่-สวมรองเท้าสีทอง และเขาจะเป็นใครไปเสียไม่ได้นอกจากเลโอ-เจ้าเมืองเมืองเมเซร่านี้

...หรือเขาก็คือชายหนุ่มเผ่าสิงโตที่เดินตามหลังพวกโซฟีเน่ในเมืองนั่นเอง-เพียงแต่ตอนนั้นเขาเปลี่ยนสีตนเองด้วยการนอนกลิ้งไปบนพื้นทรายสีทอง

...สำหรับเลโอแล้วเขาชอบสีทองมากกว่าสีขาว-เฉกเช่นที่ชอบชีวิตสามัญธรรมดามากกว่าการเป็นเจ้าเมือง เขาจึงชอบปลอมตัวออกไปเดินเล่นภายในเมือง...เพราะมันทำให้เขาสัมผัสถึงความสามัญ ในทุกครั้งที่เขาปลอมตัวนั้น-เขาแทบจะไม่พกเงินทองออกไปเลย ในบางครั้งเขายังเคยรับจ้างข่นถ่ายสินค้าที่ท่าเรือเพื่อแลกเงิน-ที่ถึงแม้จะแลกมากับค่าแรงเพียงน้อยนิดก็ตามที ส่วนครั้งไหนถ้าเขาคิดอยากจะเดินเที่ยวเล่นก็จะนำเงินติดตัวไปเล็กน้อย-เพื่อพอแก่การใช้จ่าย เขามักจะนั่งกินอาหารตามตลาดหรือข้างถนน-นอนรวมกับผู้คนในห้องพักรวมชั้นต่ำ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาสัมผัสได้กับความสามัญ-ที่เขาชมชอบ เขามักปลอมตัวออกมาที่ละหลายๆวันโดยทิ้งงานต่างๆให้น้องชายดูแล-หรือกล่าวได้ว่า “เมืองเมเซร่านี้-มันเจริญขึ้นมาได้เพราะน้องชายเขา...ไม่ใช่เขา” เขามีสติปัญญา-มีความฉลาดมากกว่าน้องชาย” แต่ที่เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาเกิดมาพร้อมกับสายเลือดแห่งราชันย์ที่น้องชายเขาไม่มี-จึงได้สืบทอดเมืองนี้ต่อจากบิดาเขา แต่น้องชายเขากลับมีความขยันเหมาะสมที่จะเป็นเจ้าเมืองมากกว่าเขาและในวันหนึ่งข้างหน้าเขาก็จะหนีออกจากเมืองนี้ไป-ให้น้องชายเขาได้เป็นเจ้าเมืองนี้แทน คนในเมืองเมเซร่านี้ต่างรู้จักเขาแทบทุกคน-ในฐานะของโลอี้คนพเนจรและเขาก็ชอบฐานะนี้-และจะใช้ฐานะนี้หลังจากหนีของจากเมืองนี้ไป...โดยความฝันของเขาก็คือการได้ท่องเที่ยวไปทั่วโลก-ไขถึงความลับที่ค้างคาใจเขามานานถึงตัวตนของคน 7 คน

เลโอก็เป็นเช่นเดียวกับผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ได้แต่จ้องมองไปยังประตู-เขาก็กำลังรอคอยเช่นเดียวกัน เพียงแต่มันไม่มากมายเท้าผู้เฒ่าผู้รอบรู้เท่านั้นเอง...เพราะอย่างน้อยที่สุดเขาก็เคยพบกับเซบัสมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแต่แค่ได้ยินถึงรูปร่างของเซบัสจากบุคคลอื่น-ดั่งเช่นผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ย

ที่ด้านหลังของเลโอยังมีสารถีคนนั้นยืนอยู่-เขาอยู่ชุดราชองครักษ์อันสง่างาม สวมหมวกสีขาวขอบทองปกหน้าเล็กน้อย ยืนนิ่งมือแนบลำตัวเท้าชิด-ดวงตาจับจ้องมองตรงไปยังด้านหลังของเลโอคล้ายกับองค์รักษ์ที่กำลังคอยระวังปกป้องเลโอด้วยชีวิตของเขา

เขาก็คือนายทหารหนุ่มชนเผ่าสุนัขที่มีเรื่องกับโดโรธี-นายทหารทีมาส่งจดหมายนั่นเอง

และคนสุดท้ายคือคนรับใช้ของผู้เฒ่าผู้รอบรู้นั่นเองที่ยืนคอยรับใช้อยู่ ซึ่งในบางครั้งเขาอาจรินน้ำชาให้กับทุกคน เขาเป็นชนเผ่าช้างป่าที่มีความสูงเกือบ 4 เมตรอายุประมาณ 45 ปี มีงาที่ยาวสีขาวสะอาดแทงขึ้นไปด้านบนกับงวงที่ยาวจนสามารถยึดออกไปได้ถึง 4-5เท่าตัวเลยที่เดียว

...นอกจากที่เขาเป็นคนรับใช้คนสนิทของท่านผู้เฒ่าแล้ว-เขายังมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่อีกด้วยที่ได้รับมอบหมายจากท่านเจ้าเมืองเลโอให้มาอยู่ที่นี่
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“ท่านลูเซ่...”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยร้องอุทานออกมาอย่างตกใจ...ในทันทีที่ได้เห็นถึงเซบัส-มองเห็นถึงใบหน้าของเซบัส ก่อนที่จะพูดต่อไปอย่างเลือนลอยอีกว่า

“...ท่านเฟอร์ดินันท์ ลูซิ”

เซบัส โซฟีเน่ โดโรธี เจนนี่ บาเรบี้และกาบ้าทั้งหกคนได้ก้าวเข้ามาภายในห้องหนังสือนี้แล้ว ทุกคนต่างพากันยืนอยู่เบื้องหน้าของทั้ง 5 คน-ต่างยืนเรียงรายกันอยู่

หลังจากที่ท่านผู่เฒ่าผู้รอบรู้ตั้งสติได้หลังจากพูดออกมาอย่างตกใจ...ท่านก็รีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าลงตรงเบื้องหน้าของเซบัส-แล้วหมอบกราบลงที่แทบเท้าของเซบัสไปพร้อมๆกับพูดออกมาอีกว่า

“ข้าหลี่เชากุ้ยของคารวะท่านครับ...ท่านลูเซ่”

ทุกคนภายในห้องต่างตกใจในการกระทำ-คำพูดของท่านผู้รอบรู้...ไม่เว้นแม้แต่เลโอกับฟ็อก์ซ จะมีก็แต่เพียงเซบัสเท่านั้นที่ยังคงเฉยๆ-เขาคล้ายกลับกำลังคิดถึงอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้เล็กน้อย...ก่อนที่จะตอบออกไปว่า

“ผมไม่ใช่ลูเซ่...แต่ผมคือเซบัส”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้เงยหน้าขึ้นมามองดูใบหน้าของเซบัสอีกครั้ง-แล้วพูดอย่างไม่เชื่อถึงแม้กระทั่งเสียงของตอนเองที่กล่าวออกไปว่า

“ไม่ใช่”

“ไม่ใช่...ผมไม่ใช่ลูเซ่”

เซบัสตอบกลับไปอีกครั้ง...แต่ท่านผู้เฒ่าหลีกลับพูดทวนไปอีกครั้งว่า

“ท่าน...ท่านไม่ใช่ท่านลูเซ่จริงๆหรือ”

เซบัสพยักหน้าลงตอบรับ...ผู้เฒ่าผู้รอบรู้จึงลุกขึ้นยืนแล้วมองสำรวจดูเซบัสอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง-ก่อนจะพึมพำออกมาว่า

“ช่างเหมือนมาก-เหมือนมากจริงๆ...ช่างเหมือนกับท่านลูเซ่จริงๆ”

ก่อนจะค่อยๆเดินกลับไปนั่งยังที่เดิม-พร้อมๆกับเหล่ตาไปมองยังฟ็อก์ซเพื่อให้พูดถึงสิ่งที่ตกลงไว้...ฟ็อก์ซจึงหันไปพูดกับกาบ้าว่า

“บาเรบี้ออกไปรอข้างนอกก่อน”

จากที่ได้รับรายงานจากคนรับใช้ชนเผ่าช้างคนนั่น-ทำให้ฟ็อก์ซรู้ว่า “ถ้ายังต้องการให้เซบัสอยู่ในห้องนี้-ต้องให้โซฟีเน่ โดโรธีและเจนี่อยู่ด้วย”

“ครับ”

บาเรบี้ตอบรับออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้-ก่อนจะเดินออกไปจากห้อง

เมื่อบาเรบี้ก้าวออกไปจากห้องแล้ว...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ยกน้ำชาขึ้นจิบคำหนึ่งก่อนที่จะละสายตาจากถ้วยชากลับมาที่เซบัสแล้วถามออกไปว่า

“เธอจำอะไรไม่ได้เลยหรือเซบัส”

...เขาเปลี่ยนคำเรียกหาเซบัสเล็กน้อย

“ผมจำเรื่องราวต่างๆได้มากมาย...ทั้งเรื่องของโซฟีเน่ เจนนี่ โดโรธี...”

เซบัสตอบออกไปยังไม่เสร็จ...แต่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้กลับชิงพูดออกมาก่อนว่า

“ฉันหมายถึงเรื่องราวก่อนหน้าที่จะได้พบกับฟ็อก์ซ”

“ผมจำอะไรไม่ค่อยได้...”

เซบัสตอบพร้อมๆกับส่ายหน้า-แล้วตอบต่อไปว่า

“...ผมจำได้แต่เพียงว่า...ผมมีสิ่งที่ต้องค้นหามันให้พบเท่านั้น-และผมก็รู้สึกได้อีกว่า’ว่ามันยังเป็นสิ่งที่สำคัญกับผมมาก’ด้วย”

“งั้นหรือ”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ตอบรับกลับมา...เซบัสจึงพูดต่อไปอีกว่า

“เมื่อตะกี้ที่ผมได้ยินท่านพูดคำว่าลูเซ่-มันคล้ายกับว่าผมมีความรู้สึกคุ้นเคยกับมัน...ผมคิดว่า’ผมต้องเคยได้ยินชื่อชื่อนี้’มาก่อนแน่ๆเพียงแต่ว่า’ผมกลับจำถึงมันไม่ได้ว่า-เคยได้ยินถึงมัน ณ ที่ไหนหรือเมื่อไหร่’มาก่อนครับ”

“อืมม์”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ร้องรับคำกลับมา...แต่โดโรธีกลับพูดออกมาว่า

“แล้วจะให้พวกเรายืนอยู่ไปถึงเมื่อไหร่กันน่ะ”

ฟ็อก์ซคล้ายรู้สึกชินกับนิสัยเช่นนี้ของโดโรธีแล้ว-จึงไม่รู้สึกอะไร เลโอกับนายทหารหนุ่มและคนรับใช้ก็พอจะรู้อยู่บางแล้ว

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

แต่ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ซึ่งปกติมักจะไม่พอใจเป็นอย่างมากกับพฤติกรรมเช่นนี้-ถึงกับหัวเราะออกมอย่างชอบใจพร้อมทั้งผายมือไปยังเก้าอี้ที่วางไว้ 5 ตัวพร้อมทั้งพูดว่า

“…เชิญ...เชิญนั่ง...เชิญนั่ง”

วันนี้มันคล้ายกับมีข้อยกเว้น-ยกเว้นอะไรบ้างอย่างสำหรับท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้...คล้ายกับว่า “ตั้งแต่ได้รับรู้ถึงเรื่องราวของเซบัส-ได้พบกับเซบัส”...ข้อยกเว้นมันก็ได้บังเกิดขึ้นมาแล้ว

...อารมณ์ของท่านดีมากเป็นพิเศษจนไม่ถือโกรธเรื่องราวอะไรทั้งโลกใบนี้อีก
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

กาบ้าคล้ายรู้อยู่แล้วจึงนั่งลงที่ตัวรอบสุดทางขวา ก่อนพูดต่อไปว่า

“เจนนี่นั่งข้างๆฉัน-ส่วนโดโรธีนั่งตัวซ้ายสุดนั่น”

เจนนี่กับโดโรธีนั่งลงตามที่กาบ้าสั่ง...ทิ้งเก้าอี้ตัวกลางกับตัวซ้ายกลางไว้ให้โซฟีเน่กับเซบัส โซฟีเน่เธอนั่งลงที่ตัวซ้ายกลาง-ก่อนที่จะดึงให้เซบัสนั่งลงตรงตัวกลาง

...เพราะทุกคนต่างรู้ดีกว่า “ตัวเอกในงานนี้คือเซบัส”

คนรับใช้ชนเผ่าช้างรินน้ำชาในกับทุกคน-ก่อนจะถ่อยกลับไปยืนที่เดิม แต่กลับไม่มีใครยกน้ำชาขึ้นดื่มเลย-ทุกคนได้แต่มองไปยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้...คล้ายกับกำลังรอคอยให้ท่านผู้เฒ่ากล่าวออกมา-ท่านถามออกมอีกว่า

“ยังมีอะไรอีกมัย”

“ผมคล้ายรู้สึกว่า...”

เซบัสตอบออกมาก่อนเลื่อนสายตาขึ้นไปจ้องมองดูเพดานห้อง-แต่จริงแล้วสิ่งที่เขามองดูกลับเป็นท้องฟ้าที่อยู่เลยขึ้นไป...พร้อมๆกับพูดต่อไปว่า

“...สิ่งที่ผมต้องการค้นหามันนั้น-มันยิ่งใหญ่และมีพลังอำนาจมากมายมหาศาลมาก”

โซฟีเน่ที่นั่งอยู่ข้างๆเซบัส-เธอได้ยินเซบัสพูดเช่นนั้น...จึงหันไปพูดกับเขาอย่างไม่พอใจว่า

“แล้วทำมัยเธอถึงไม่เคยบอกเรื่องนี้ให้ฉันฟังบางเลยล่ะเซบัส”

“ผมก็พึ่งจะนึกถึงมันออกเมื่อตะงี้นี้เอง…”

เขายังพูดต่อไปอีกว่า

“...ผมไม่รู้ว่า-ผมจำอะไรได้บ้าง...มันคล้ายอยากมา-มันก็มา อยากจะนึกออก-มันก็นึกออกขึ้นมาเอง”

“งั้นหรือ”

โซฟีเน่ตอบรับกลับมา...น้ำเสียงของเธอในยามนี้-ไม่มีทั้งแววน้อยใจหรือความขุ่นเคืองใดๆเลย ส่วนคนอื่นๆภายในห้องก็ได้แต่เพียงเหลือบมองไปยังโซฟีเน่กับเซบัสเท่านั้น ส่วนผู้เฒ่าผู้รอบรู้กับนั่งนิ่งเงียบ-หลังจากที่เซบัสตอบคำถามเขากลับไป อีกนานเท่าไหร่ไม่รู้-ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ได้พูดออกมาอย่างเลื่อนลอยว่า

“จิตแห่งเทวะ”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จิตแห่งเทวะ-เป็นสิ่งใดกัน

ทุกคนภายในห้องต่างหันมาสนใจ-กับคำพูดของผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่พูดออกมาอย่างเลื่อนลอยนี้ ทุกคนต่างถามใจตนเองว่า “จิตแห่งเทวะ-เป็นสิ่งใดกัน” จะมีก็แต่เซบัสเท่านั้น-ที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น เขารู้สึกเพียงแต่-มันเป็นสิ่งที่แปลกใหม่กับเขาเท่านั้น เขารู้สึกว่า “แปลกใหม่”-กับคำว่า “จิตแห่งเทวะ”นี้...เท่านั้น
สายตาทุกคู่ของทุกคน-รวมทั้งเซบัส...ก็อดมองกลับไปยังผู้เฒ่าผู้รอบรู้ไม่ได้

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ยังคงนิ่งเฉยอยู่-คล้ายตกอยู่ในภวังค์แห่งการครุ่นคิดของตนเอง ทุกคนที่ต่างเห็นเช่นนั้น-ได้ตกอยู่ในภวังค์การครุ่นคิดของผู้เฒ่าผู้รอบรู้...โดยไม่ได้ส่งเสียงใดๆออกมาเลย โซฟีเน่กับโดโรธีกลับเป็นข้อยกเว้นในเวลานี้-พวกเธอทนไม่ได้...ถึงกับถามออกไปพร้อมกันว่า

“จิตแห่งเทวะ-มันคืออะไรกัน”

คำถามนี้-พวกเธอถามเพื่อตนเอง...แต่มันคล้ายถามเพื่อทุกคน ทุกคนต่างก็คิดถาม...แต่เป็นไม่กล้าหรือลืมถาม แต่โซฟีเน่กับโดโรธีกับร้องถามออกไปโดยไม่สนใจอะไร เพราะสำหรับโซฟีเน่แล้ว-มันอาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่เซบัสกำลังค้นหาอยู่ก็ได้-เธออาจถามออกไปเพราะเซบัสมากกว่า...ส่วนโดโรธีถามออกไปอย่างไม่กลัวเกรงอะไรเพราะความอยากรู้

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้พูดออกมาอย่างลอยๆว่า

“ผู้ที่สามารถครอบครองถึงจิตแห่งเทวะ...”

ท่านผู้เฒ่าตอบออกมาดวงตาทั้งสองมองไปยังฟ้าเบื้องบน(ราวกับไม่สนใจถึงเพดานที่ขว้างกั้นไว้)...และตอบต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าเดิมและเลื่อนลอยกว่าเดิมว่า

“...เป็นเทวาเหนือเทวะ-เป็นราชาเหนือราชันย์...เจ็ดเทวะราชันย์”

มันฟังดูไม่คล้ายกับคำตอบที่ท่าน...ตอบให้โซฟีเน่กับโดโรธี-ตอบให้กับทุกคน โซฟีเน่ยังไม่รับรู้-ไม่เข้าใจ...ทุกคนก็เช่นกัน โซฟีเน่จึงถามออกไปอีกครั้งหนึ่ง

“แล้วจิตแห่งเทวะมันเป็นอะไรกันค่ะ”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้มองกลับมายังทุกคน...มองไปยังโซฟีเน่ หยุดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบถึงคำถามของเธอออกไปว่า

“มันอาจจะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้มาเป็นดั่งเช่นทุกวันนี้...ไงล่ะ...”

กับคำตอบเช่นนี้-แทบทุกคนไม่เข้าใจ ผู้เฒ่าผู้รอบรู้-คล้ายรู้...จึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วจิตแห่งเทวะคือสิ่งใดกันแน่ ว่ากันว่า-มันเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมา...ให้แก่โลกใบนี้-เพื่อให้มันก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่นี้ขึ้นมา เพราะว่าโลกใบนี้-มันกำลังต้องการการเปลี่ยน...และมันสมควรยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงแล้ว...”

ทุกคนต่างตั้งใจฟัง...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้จึงพูดต่อไปว่า

“...เมื่อประมาณห้าสิบปีก่อน ในค่ำคืนๆหนึ่ง...อ่าใช่แล้ว-มันเป็นคืนคริสมาส...”

ทุกคนในที่นี้-นอกจากผู้เฒ่าผู้รอบรู้...ต่างสงสัยว่า “คืนคริสมาส”มันเป็นคืนเช่นไร ต่างคิดถามออกไป-แต่ก็กลับกลัวขัดถึงคำพูดที่จะพูดตามมาของท่านผู้เฒ่า และก็คล้ายจะรอคอยให้ท่านผู้เฒ่าบอกออกมาให้ทราบ แต่ว่าท่านผู้เฒ่ากลับไม่บอกออกมา-คล้ายไม่รู้ตัว...ยังคงเล่าต่อไปว่า

“...ท่ามกลางค่ำคืนที่บางคนกำลังฉลองกันอยู่นั้น...ได้มีลำแสงสีแดงดวงใหญ่พุ่งตกจากฟากฟ้าลงมา และหลังจากนั้นโลกก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีก...เป็นดั่งเช่นทุกวันนี้ พวกเราที่ยังไม่สามารถรู้จักถึงตัวตนที่แท้จริงแห่งมัน...เพียงแค่เรียกขานถึงนามของมันว่า-จิตแห่งเทวะ...”

ท่านผู้เฒ่าหยุดหายใจเล็กน้อย...หยิบถ้วยน้ำชาขึ้นจิบคำหนึ่งแล้วเล่าต่อไปว่า

“...สิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา-ทุกสิ่งทุกอย่างได้เกิดการพัฒนาขึ้นมา...”

ท่านมองไปยังเจนนี่กับโดโรธีแล้วพูดต่อไปว่า

“...จนมนุษย์มีความสามารถเพิ่มขึ้น ทั้งพลัง ความเร็ว สายตาและประสานสัมผัสต่างๆก็เพิ่มขึ้น-พร้อมๆกับรูปกายภายนอกบางส่วนก็เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับความสามารถที่สัตว์ต่างๆนั้นมี...คล้ายกับสิ่งมีชีวิตในจิตนาการหรือในเทพนิยาย...”

ยามเมื่อท่านพูดจบสายตาก็มาหยุดที่โซฟีเน่...ท่านจึงได้มองต่อไปยังกาบ้า-แล้วเล่าต่อไปว่า

“...และเหล่าสัตว์บางส่วนก็ได้เปลี่ยนแปลงมาให้ใกล้เคียงกับมนุษย์เช่นกัน...โดยการมีรูปร่างและสติปัญญาที่ทัดเทียมกับมนุษย์ จนกระทั่วในโลกใบนี้-เราเรียกสิ่งมีชีวิตทั้งสองจำพวกนี้ว่า...มวลมนุษย์หรือคนไงล่ะ...”

ท่านผู้เฒ่ามองผ่านไปยังทุกคนภายในห้อง-แล้วเล่าต่อไปว่า

“...ในตอนแรกๆนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งสองจำพวกนี้-ต่างไม่สามารถอยู่รวมกันได้ มนุษย์แต่เดิมนั้นรับไม่ได้กับการขึ้นมาเท่าเทียมตนของเหล่าสัตว์...ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็รับไม่ได้ที่จะต้องตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของอีกฝ่าย มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้จึงได้จุติขึ้นมา ถึงจะมีบางส่วนที่ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ-แต่สงครามก็ได้เกิดขึ้น ต่างฝ่ายต่างทำสงครามกัน...แย่งชิงดินแดน-แย่งชิงทุกสิ่งกัน มันเป็นสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายที่ยาวนานนับสิบปีที่ไม่มีเวลาหยุดพักเมื่อแต่ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าจะแปรเปลี่ยนไปเป็นจันทราแล้วก็ตาม-ราวกับคำทำนายที่เคยกล่าวไว้ว่า’เมื่อราชันย์แห่งความพิโรษจุติลงมาจากฟากฟ้า-มหาสงครามแห่งอันยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษย์จะอุบัติขึ้นมา’...”

ดวงตาของผู้เฒ่าผู้รอบรู้คล้ายเปล่งประกายแห่งความเคารพเทิดทูนอย่างสูงที่สุด-สุดหัวใจ...ปากยังคงบอกเล่าเรื่องราวต่อไปอีกว่า

“...จนกระทั่งเมื่อสี่สิบปีก่อนได้มีคนเจ็ดคน...เป็นชายหนุ่มสี่คนหญิงสาวสามคน-ที่มีพลังอำนาจอันมากมายมหาศาล พวกเขาได้ใช้พลังนั้น-ยุติถึงสงครามแห่งเผ่าพันธุ์ที่ยาวนานนับสิบปีนี้...ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งสองจำพวกนี้-สามารถอยู่รวมกันได้อย่างสงบสุข สิ่งมีชีวิตทั้งสองจำพวกนี้(ภายหลังเรียกรวมกันว่าคน)ต่างเทิดทูนและสักการะชายหญิงทั้งเจ็ดคนนี้สูงสุด...ต่างยกย่องว่าเป็นเทวะ-เป็นราชันย์...”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้มองไปยังใบหน้าทุกคน-แต่แท้ที่จริงแล้วสายตาของเขาจับจ้องเพียงเซบัส...เปล่งเสียงออกมาอย่างดังว่า

“...ต่างเรียกขานนานของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดคนนี้ว่า-เจ็ดเทวะราชันย์”

ทุกคนที่ฟังอยู่ตอนนี้-ทั้งเจนนี่ โดโรธี กาบ้าหรือแม้แต่นายทหารหนุ่มก็อดที่จะพูดออกมาเบาๆกับตนเองไม่ได้ว่า

“เจ็ดเทวะราชันย์”

มีเพียงที่สายตาของโซฟีเน่เท่านั้น-ที่กลับจ้องมองไปยังเซบัส...คล้ายกับอยากจะถามไถ่เขาว่า “เขาใช่หนึ่งในองค์เทวะราชันย์ทั้งเจ็ดนั่น...หรือไม่”

มันคนมากมายต่างรับรู้ถึงตำนานนี้-และก็มีคนอีกมากมายที่ไม่ทราบถึงมัน...แต่ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ยังคงเล่าต่อไปอีกว่า

“เจ็ดเทวะราชันย์-ได้กลายเป็นเทวาราชาแห่งโลกใบนี้ภายใต้การเทิดทูนของคนทุกคนอย่างสุดหัวใจ โลกได้แบ่งออกเป็นเจ็ดดินแดนภายใต้การปกครองของเจ็ดเทวะราชันย์ ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปปกครอง-ต่างคนต่างถูกเรียกขานกันว่าราชาแห่งทะเลทรายสีทอง ราชินีแห่งแสงสว่าง เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ เทพธิดาแห่งสายน้ำกลางมหาสมุทร เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง พระเจ้าแห่งโลกมืดและ...”

หยุดเล็ดน้อย-ก่อนมองลึกเข้าไปยังเซบัส...แล้วพูดต่อไปว่า

“...ราชันย์แห่งแดนสรวง-เฟอร์ดินันท์ ลูซิ(Ferdinon Luci)”

ท่านหยุดอีกเล็กน้อย-ก่อนพูดต่อไปว่า

“...ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้จึงได้พบกับความสุขสงบที่ปราศจากสงครามใดๆอีกครั้งหนึ่ง...นอกจากดินแดนแห่งเปลวเพลิงนั้นเท่านั้น-ที่เปลวไฟแห่งสงครามยังลุกดชนอยู่...”

ผู้เฒ่าผู้รอบรู้ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก...และไม่มีใครพูดอะไรออกไปเช่นกัน กาลเวลาผ่านไปเนิน่นานจนโดโรธีที่ทนนั่งฟังอยู่อย่างอัดอั้นอยู่อดที่จะร้องถามออกไปไม่ไดว่า

“แล้วเจ็ดเทวะราชันย์เป็นใครกันล่ะค่ะ-ทำมัยถึงได้มีพลังอำนาจมากมายถึงเช่นนั้น”

ทุกคนต่างอยากรู้ถึงคำตอบนี้-ต่างจ้องมองไปยังผู้เฒ่าผู้รอบรู้

“ไม่รู้...”

ท่านผู้เฒ่าตอบออกมา...มันเป็นเรื่องที่ทุกผู้คนแทบจะไม่เชื่อหูตนใจสิ่งที่ได้ยิน ว่าในโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-ไม่รู้อีกหรือ...ท่านยังคงพูดต่อไปอีกว่า

“...ฉันก็อยากรู้ถึงมันเหมือนกัน-เช่นเดียวกันกับทุกคน เพราะเรื่องราวเพียงหนึ่งเดียวที่ฉันไม่สามารถรับรู้ได้-ก็คือเรื่องราวต่างๆขององค์เจ็ดเทวะราชันย์ ที่ไม่มีใครทราบทั้งประวัติความเป็นมาและที่มาของพลังอำนาจของพวกท่าน...”

ท่านหยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...แต่คนทั่วๆไปต่างเชื่อว่า-เจ็ดเทวะราชันย์เป็นบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกและประทานมาให้ปกครองโลกใบนี้ และพลังที่ได้รับมานั้นมันก็มาจากจิตแห่งเทวะที่พระเจ้าประทานลงมาให้นั่นเอง จึงได้มีคำกล่าวที่ว่า...ผู้ที่ครอบครองจิตแห่งเทวะเป็นเทวาเหนือเทวะ-เป็นราชาเหนือราชันย์ไงล่ะ…”
ท่านผู้เฒ่าหยุดเล็กน้อยเปลี่ยนถึงลมหายใจยกน้ำชาขึ้นดื่มแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...จึงมีคนมากมายออกค้นหาถึงจิตแห่งเทวะ...เพื่อต้องการที่จะครอบครองถึงมัน-ต้องการที่จะเป็นองค์เทวะราชันย์องค์ที่แปด โดยที่พวกเขายังไม่รู้เลยว่า-จิตแห่งเทวะนั้นมันเป็นเช่นไร...และมีเหลืออยู่หรือไม่...”

หยุดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อไปอีกว่า

“...แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้น การที่องค์เจ็ดเทวะราชันย์-ได้เป็นเจ็ดเทวะราชันย์ในทุกวันนี้...มันยังต้องมีสิ่งอื่นอีกด้วย”

ไม่มีใครถามอะไรออกไปอีก...เพราะทุกคนต่างรับรู้แล้วว่า “นอกไปจากจิตแห่งเทวะแล้ว-มันยังต้องมีอะไรอีก”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อีกเนิ่นนานให้หลัง-ผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ยก็ได้หันมาพูดกับเซบัสว่า

“ฉันอยากเห็นถึงร่างกายของเธอภายใต้ผ้าคลุมนั้น...ได้โปรดเถอะ-ได้โปรดถอดผ้าคลุมผืนนั้นออกให้ฉันดูหน่อยจะได้มัย”

เซบัสจึงได้หันไปมองยังโซฟีเน่-คล้ายกับขอให้เธอเป็นคนตัดสินใจ...ทุกคนต่างจ้องมองไปยังโซฟีเน่เช่นเดียวกัน-คล้ายกับต้องการให้เธอตอบตกลง โซฟีเน่จึงได้หันไปพยักหน้าให้กับเซบัส...เขาจึงลุกขึ้นแล้วถอดผ้าคลุมออก

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ได้เห็นถึงร่างกายของเซบัส-ถึงกับร้องพูดออกมาว่า

“มนุษย์-มนุษย์เมื่อห้าสิบปีก่อน ช่างเหมือนร่างกายของท่านลูเซ่และมนุษย์เมื่อห้าสิบปีก่อนจริงๆ...”

...เพียงแต่ใบหน้าของเซบัสเท่านั้นที่เหมือน...แต่ร่างกายของเขาก็เป็นเช่นเดียวกันไม่มีผิด

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ยังคงพูดต่อไปอีกว่า

“...องค์เจ็ดเทวะราชันย์ก็มีรูปร่างเช่นนี้-เช่นเดียวกันกับมนุษย์เมื่อห้าสิบปีก่อน...”

ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

“...ช่างเหมือนกับท่านลูเซที่ครั้งหนึ่งเคยช่วยชีวิตของตาแก่คนนี้ไว้ไม่มีผิด”

ในตอนนี้ใจทุกคนที่ได้ฟัง-อดที่จะคิดไม่ได้ “หรือว่าเซบัสจะเป็นหนึ่งในองค์เจ็ดเทวะราชันย์จริงๆ”...ทุกคนต่างอดที่จะมองไปยังเขาไม่ได้

“เหมือนก็ไม่แน่ว่าจะใช่-หรือไม่ใช่นี่ครับ”

เซบัสตอบกลับไปอย่างเฉยชาราวกับว่าสิ่งที่กำลังพูดอยู่นี่มันไม่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเลย...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ไม่ตอบกลับไป-เพียงแต่ถามออกไปว่า

“แต่เธอก็จำอะไรไม่ได้-ไม่ใช่หรือ”

“ใช่ครับ”

“งั้นก็อาจจะใช่-ก็ได้ไม่ใช่หรือ..”

เซบัสไม่ตอบอะไรออกไป...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้จึงพูดออกไปอีกว่า

“...ฉันว่าเธอน่าจะเข้าไปพบถึงองค์เจ็ดเทวะราชันย์สักครั้งหนึ่ง-เผื่อเธออาจจะนึกหรือจำอะไรขึ้นมาได้บาง ถึงแม้ว่าฉันจะไม่รู้ว่าเธอเป็นใครก็ตาม...แต่ฉันก็พอจะคาดเดาได้ว่าเธอจะต้องมีอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับองค์เจ็ดเทวะราชันย์อย่างแน่นอนเลยที่เดียว”

“ถึงผมจะจำอะไรไม่ได้-แต่ผมก็พึงพอใจในสภาพนี้นี่ครับ”

เซบัสกลับตอบออกมาเช่นนั้น...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้จึงเปลี่ยนเป็นถามว่า

“เธอมีเป้าหมายอะไรในชีวิตหรือเปล่าล่ะ…”

เซบัสส่ายหน้าแทนการปฏิเสธ...ผู้เฒ่าผู้รอบรู้จึงพูดต่อไปอีกว่า

“...คนเราน่ะอาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีความทรงจำก็ได้น่ะ...แต่ไม่อาจที่จะไม่มีเป้าหมายใจชิวิต เธอควรที่จะค้นหาถึงเป้าหมายให้กับชีวิตของเธอน่ะเซบัส...มันไม่ใช่เพื่อใครอื่น-แต่เป็นเพื่อตัวของเธอเอง…”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้คล้ายไม่สนใจอะไรเซบัสอีกแล้วจึงหันไปถามโซฟีเน่ เจนนี่และโดโรธีว่า

“พวกเธอมีอะไรที่อยากจะถามฉันบ้างมัยล่ะ”

“จะต้องเสียเงินมัยค่ะ”

โดโรธีส่งเสียงถามออกไป ท่านผู้เฒ่าในวันนั้นอารมณ์ดีเป็นพิเศษนอกจากไม่สนใจท่าทีของโดโรธีที่แสดงออกมาแล้วยังส่งเสียงหัวเราะออกไปอย่างชอบใจก่อนพูดออกไปว่า

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...งั้นวันนี้ฉันบริการให้เป็นพิเศษก็แล้วกัน...ไม่ต้องเสียเงินหรอก”

ฟ็อก์ซดูว่าไม่มีอะไรสำคัญอีกแล้วจึงหันไปพูดกับเจนนี่ว่า

“เราจะต้องเดินทางไกลกัน-เธอช่วยบอกแบรี่ให้เตรียมเสบียงให้พร้อมด้วยน่ะ”

“นี่-ค่ะ...แล้วจะบอกแบรี่ให้ค่ะ-ฟ็อก์ซ”

พอสิ้นเสียงตอบรับของเจนนี่-ฟ็อก์ซก็เดินไปพูดคุยอะไรกับกาบ้า 2-3 ประโยค...เพื่อสั่งให้กาบ้าเตรียมพร้อมกับการเดินทางที่จะมาถึง ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องทันที เพราะเขาไม่มีความจำเป็นที่จะต้องขออนุญาตจากใคร...สมัยก่อนเขาสนิทกับเลโอมากเป็นอย่างดี-และยิ่งไม่จำเป็นต้องไปขออนุญาตตาเฒ่าหลี่ให้เสียปากอีกด้วย

ฟ็อก์ซตั้งใจออกไปจากห้องเพื่อสั่งให้บาเรบี้เตรียมอาวุธและอุปกรณ์ต่างให้พร้อมสำหรับงานครั้งต่อไป...เพราะจากการเดินเที่ยวภายในเมืองทำให้ฟ็อก์ซได้ทราบข่าวของคูเปอร์

...คูเปอร์...คู่แข่งที่ฟ้าส่งมาเกิดเพื่อเป็นคู่แข่งเขา กำลังเดินทางไปยังเมืองโมริก้า...เพื่อจะแย่งชิงสิ่งที่สำคัญของฟ็อก์ซ

...คูเปอร์...บุรุษที่ฟ้าส่งมาเกิดเพื่อแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างไปจากฟ็อก์ซ
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่ฟ็อก์ซก้าวออกไปจากห้องได้ซักพัก เซบัสก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง...เดินออกไปอย่างอ้างว้างโดดเดี่ยว-อย่างเหม่อลอยไร้แทบความรู้สึก

เลโอที่เห็นเช่นนั้น-คิดที่จะก้าวเดินตามออกไป แต่แล้วกลับต้องเปลี่ยนความตั้งใจ...เมื่อเขาเห็นโซฟีเน่ลุกขึ้นหยิบผ้าคลุมของเซบัสขึ้นมาเดินตามหลังเขาออกไป

เลโอรู้ดีว่า “นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาควรเดินตามไป”

...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม

เลโอจึงเปลี่ยนหันกลับไปมองยังเจนนี่

เจนนี่ยังคงนั่งมองดู-คอยฟังโดโรธีถามถึงคำถามต่างๆกับท่านผู่เฒ่าผู้รอบรู้ เลโอจึงลุกขึ้น-เดินตรงไปยังเจนนี่...แล้วถามเธออกไปว่า

“คุณจำผมได้มัยครับ”

“นี่คุณคือเลโอเจ้าเมืองแห่งนี้ไม่ใช่หรือ…”

เจนนี่กลับกลับไปพร้อมๆกับมองสำรวจดูเลโอ-มองผ่านเข้าไปในดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเขา...ผ่านไปสักครู่เธอก็ร้องออกมาอย่างตกใจว่า

“...นี่คุณคือชายหนุ่มชนเผ่าสิงโตคนนั้นเอง”

“ใช่ครับ”

เลโอตอบรับกลับไป-พร้อมทั้งพูดต่อไปอีกว่า

“ผมไม่ได้คิดที่จะหลอกลวงพวกคุณ-ผมเพียงแค่ชอบปลอมตัวออกไปเที่ยวเล่นในเมืองเสมอๆ...เพียงแต่ในครั้งนี้กลับไปพบพวกคุณเข้า”

...น้ำเสียงของเขายังคงสุภาพและแฝงไว้ถึงอำนาจที่อาจต่อต้านหรือฝ่าฝืนได้

“นี่...แล้วไง”

เจนนี่ตอบรับกลับไปอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่นักที่โดยหลอก-แม้เขาจะไม่ตั้งใจก็ตาม...เลโอจึงพูดต่อไปอีกว่า

“มันอาจจะเป็นความบังเอิญ-หรืออาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้...ที่ทำให้เราได้มาพบกัน...”

เขาหยุดเล็กน้อยก่อนที่จะพูดต่อไปอีกว่า

“แล้วคุณล่ะ-คุณเชื่อในโชคชะตาหรือไม่”

“นี่ฉันไม่เชื่อ-ไม่เชื่อเคยในโชคชะตาค่ะ”

เจนนี่ตอบกลับไป

“แต่ผมเชื่อ...”

เลโอมองเข้าไปในดวงตาของเจนนี่...มองเข้าไปในดวงตาสีม่วง-เขียวของเธอ เขาเห็นถึงใบหน้าของตนเองสะท้อนอยู่ในแววตาของเจนนี่-แล้วพูดต่อไปว่า

“...และยังเชื่อต่อไปอีกว่า-เราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอนครับ...ไม่ว่าจะเป็นในที่หนึ่งที่ใด-หรือฐานใดฐานหนึ่งก็ตามแต่”

“นี่...เหรอ”

เจนนี่ตอบรับคำกลับไป...อย่างไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหรนัก-ในน้ำเสียงที่ทรงพลังและแฝงถึงอำนาจที่มิอาจจะต่อต้านนั้นไป แต่จากน้ำเสียงของเขา-จากแววตาและสายตาที่เธอ...ในใจส่วนลึกๆของเธอก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธถึงมันได้

...มันเป็นเธอไม่อาจปฏิเสธถึงมันได้จริงๆ-หรือหัวใจเธอไม่อยากที่จะปฏิเสธถึงมันกันแน่

...ในยามนี้เจนนี่ถึงได้รู้สึกถึงอำนาจที่แฝงมาในน้ำเสียงของเขาที่เธอแทบมิอาจจะต่อต้านได้แล้ว
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เซบัสก้าวเดินออกมาจากห้อง...เขาไม่พบใครเลย-ฟ็อก์ซและพวกได้ไปจนหมดแล้ว เขาจึงเดินตรงไปตามเส้นทางที่ทอดไปยังสวน-ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับห้องหนังสือนี้

บ้านเป็นบ้านสไตล์จีนโบราณ-สวนของบ้านก็ต้องเป็นแบบจีนโบราณด้วย

เซบัสเดินอยู่ภายในสวนนี้-ท่ามกลางแสงจันทร์ที่กำลังสาดส่องความงดงามของยามราตรีลงมานี้ เขาได้เงยหน้าขึ้นมองดูดวงจันทราบนกลางฟากฟ้า-คล้ายกับกำลังต้องการค้นหาถึงบางสิ่งบางอย่างจากการมองไปยังดวงจันทรกลางเวหาหนนี้

...ค้นหาถึงเป้าหมายแห่งชีวิตตน

เขาไม่อยากปฏิเสธได้แล้วว่า “คนพูดของผู้เฒ่าผู้รอบรู้”-มันมีผลกับเขามากจริงๆ ตั้งแต่เขาลืมตาตื่นขึ้นมาในวันนั้น-เขาไม่เคยรู้สึกถึงความอ้างว้างสูญเสียเท่านี้มาก่อนเลย

...คนเราอาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีความทรงจำ...แต่มิอาจที่จะไม่มีเป้าหมายใจชีวิต

...ความหมายแห่งคำพูดของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ยังก้องอยู่ภายในหัวของเขา

เซบัสในตอนนี้-คล้ายกำลังต้องการค้นหาถึงอะไรบ้างอย่างเพื่อมาเป็นเป้าหมายในชีวิตตน

บนท้องฟ้าที่มีดวงศศิจันทร์สาดแสงลงมา มีดวงดาราดาวท่อประกายพรึกส่องสว่าง มีหมู่เมฆเมฆาลอยล่องท่องอยู่กลางเวหาหน...แต่กลับไม่มีเป้าหมายใดๆให้กับชีวิตเซบัสเลย ตัวเขาในตอนนี้-ไยมิใช่เป็นดั่งก้อนเมฆที่ลอยล่องอยู่บนท้องฟ้ากว้างอย่างไร้จุดหมาย

...ไม่ใช่เป็นอย่างดวงจันทร์และดวงดาวที่อยู่ประจำหน้าที่ตน

...เขาที่ไม่มีความทรงจำ

...ตัวเขาที่ไม่มีถึงเป้าหมายแห่งชีวิต

นาน-จนแทบสิ้นสุดแห่งความนาน...เซบัสจึงได้ก้มหน้าพร้อมกับส่งเสียงถอนหายใจออกมา

“เฮ้ย”

สิ้นเสียงถอนหายใจของเซบัส...บนร่างของเข้าก็ถูกคลุมลงด้วยผ้าคลุมของเจนนี่อีกครั้ง จนเซบัสต้องเงยหน้าขึ้นมามองอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้สิ่งที่เซบัสมองเห็นกลับไม่ได้เป็นท้องฟ้าที่มีดวงจันทร์ ดวงดาวและก้อนเมฆที่ล่องลอยอีกแล้ว...สิ่งที่เซบัสมองเห็นในยามนี้กลับเป็นโซฟีเน่

ใบหน้าของโซฟีเน่ที่กำลังกลับด้านกับเขา...เธอกำลังกลางปีกบินอยู่เหนือบนใบหน้าของเซบัส-กำลังโค้งก้มตัวลงมามองยังใบหน้าของเซบัสที่อยู่เบื้องล่าง ผ้าคลุมของเจนนี่ที่คลุมอยู่บนร่างของโซฟีเน่ไม่เป็นอุปสรรค์ต่อการกางปีกของเธอเลย-ยามเมื่อเธอกางปีกโผยบินออกมาผ้าคลุนมันก็เพื่อแค่ถูกร่นไปด้านหลังเท่านั้น

โซฟีเน่กำลังยิ้มแล้วมองลงมายังเซบัส...ในดวงตาของเธอจ้องมองไปยังเซบัสเท่านั้น-พร้อมกับกำลังส่งเสียงที่ไพเราะของเธอถามออกมาว่า

“เธอกำลังค้นหาถึงเป้าหมายในชีวิตอยู่หรือเซบัส”

“ใช่...ผมกำลังค้นหาถึงมัน”

เซบัสตอบรับกลับมา-ทั้งๆที่ยังไม่ได้ขบัยหยิบผ้าคลุมให้เข้าที่

“คนเราจำเป็นที่จะต้องมีเป้าหมายในชีวิตจริงๆ...”

โซฟีเน่พูดออกมา...พร้อมบินข้ามหัวของเซบัสไป-หมุนตัวเอาเท้าลงสู่พื้นหันหลังให้กับเซบัสพร้อมกับพูดว่า

“...เป้าหมายในชีวิตของคนๆหนึ่ง-มันก็เป็นเฉกเช่นกับความฝันของคนๆนั้น...”

ก่อนที่จะหันตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเซบัสพร้อมกับพูดต่อไปอีกว่า

“...มันไม่จำเป็นจะต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป...ซึ่งในบางครั้งมันอาจเป็นเพียงสิ่งที่เรียบง่ายอย่างหนึ่งเท่านั้น-มันอาจเรียบง่ายมากเสียจนเราเองก็นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นความฝันของเรา...”

โซฟีเน่มองเข้าไปในดวงตาสีเขียวมรกตของเซบัสที่กำลังมองมาเธอ-เธอมองดูเงาเธอภายในแววตาเขา...แล้วพูดต่อไปว่า

“...ขอเพียงแค่สิ่งนั้น-มันเป็นสิ่งที่เรายินยอมที่จะทำมันด้วยหัวใจที่แท้จริงของเรา...ก็เท่านั้น...”

เซบัสที่มองโซฟีเน่อยู่...ได้มองเข้าไปในดวงตาของเธอ-มองเงาร่างของเขาในดวงตาสีเขียวมรกตของเธอคู่นั้น...พร้อมกับฟังเธอพูดต่อไปว่า

“...นี่เป็นคำพูดของพี่สาวฉัน-ได้พูดกับฉันในวันที่เรากำลังจะจากกัน...”

เซบัสที่ได้ฟังโซฟีเน่พูดถึงตอนนี้-เขายิ้มออกมาพร้อมได้ยื่นมือออกมาขยับผ้าคลุมที่โซฟีเน่คลุมลงมาบนร่างเขาอย่างทุลักทุเล เซบัสเขารับรู้แล้วว่า “เขาในตอนนี้ยังไม่ไร้ซึ่งทุกสิ่ง”...เขายังมีโซฟีเน่-มีชีวิตและมีเพื่อนอีกหลายคน

โซฟีเน่เห็นเช่นนั้นจึงเอื้อมมือออกมาจัดผ้าคลุมให้กับเซบัส-พร้อมๆกับพูดต่อไปว่า

“...พี่สาวของฉันยังคงพูดต่อไปอีกว่า-เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรีบร้อนไปค้นหามัน...เมื่อถึงเวลาที่เราควรพบมัน-เราก็จะได้พบกับมันเอง”

เซบัสที่ได้ฟังถึงตอนนี้-ได้ตอบกลับไปว่า

“นั่นสิน่ะ”

เซบัสในตอนนี้แม้แต่ต้องการค้นหาถึงความฝันของตน-แต่เขากลับไม่รู้สึกเคว้งคว้างเลยในยามนี้ที่ไม่มีมัน เพราะเขายังคงมีสิ่งอื่นๆอีกมากมาย-ที่มันได้อยู่รายล้อมรอบๆตัวเขาอีกมากมาย

...เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว-ไม่รู้สึกเคว้าคว้างอีกแล้ว

โซฟีเน่ที่อยู่ด้านหน้าของเขาก็รู้สึกได้เช่นกัน-รู้สึกได้ถึงความรู้สึกของเซบัส...เธอจึงได้ร้องถามออกไปว่า

“เรามายืนดูดาวกันมัยเซบัส”

“อืมม์”

เซบัสตอบรับกลับไป...โซฟีเน่จึงชี้ไปยังกลุ่มดวงดาวที่สวยงามที่สุดบนท้องฟ้าที่กำลังเรียงร้อยเป็นรูปราศีธนูอยู่พร้อมกับร้องถามออกไปว่า

“เธอรู้มัยว่ากลุ่มดาวกลุ่มนั้นเรียกว่าอะไร”

เซบัสไม่ได้ตอบกลับไป-เขาเพียงแค่สายหน้าไปเท่านั้น เพราะตัวของเขานั้น-ไม่ทราบคำตอบ เพียงแต่ภายในใจเขาแอบครุ่นคิดและแอบตอบถึงมันแล้วเพียงแต่เขาไม่ได้พูดมันออกมาเท่านั้น

...เขาตอบมันไว้ในใจว่า “โซฟีเน่”


Edit by Hayashi DaN - 14 ต.ค.49 เวลา 23:52:19 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 14 ต.ค.49 เวลา 23:16:35 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

เงินทอง...ก็เป็นดั่งเช่นนามของมัน-เช่นอำนาจ ที่ถึงแม้การมีมัน-มันยังคงไม่สามารถดลบันดาลถึงทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราได้ แต่ว่าการมีมัน-เราก็สามารถดลบันดาลบางสิ่งบางอย่างให้กับตัวเราได้

...การมีถึงมัน-มันจึงทำให้โลกใบนี้มันดูสวยสดงดงามมากขึ้น แล้วมันยังจะมีผู้คนซักกี่คนเล่า-ที่จะสามารถปฏิเสธถึงมนต์มายาแห่งเงินทองได้

เรือจิ้งจอกสีเงินที่ควรเสร็จอีก 3 วันให้หลัง-กลับเสร็จในวันนี้

เพราะฟ็อก์ซยินยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีก 2-3 เท่าตัว...เพื่อให้ช่างเร่งซ่อมแซม-เพิ่มคนงานในการซ่อมเรือ
กำหนดการออกเรือจึงสามารถเลื่อนมาเป็นวันนี้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว-ทุกคนต้องทำงานแข่งกับเวลา ฟ็อก์ซต้องแข่งกับเวลา...เพราะว่า-คูเปอร์ได้ออกเรือไปก่อนแล้วถึงสองวัน

...เมื่อมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน-ใครที่ดีกว่าก็ได้ไป มันเป็นกฎที่สากลที่สุด-ที่ทุกคนต้องรับรู้...ต้องยอมรับมันโดยปฏิเสธไม่ได้

จุดมุ่งหมายการเดินทางในครั้งนี้อยู่ที่เมืองโมริก้า-เมืองที่เป็นบ้านของฟ็อก์ซเอง ที่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาท 55 ชั่วโมง-ไปทางตะวันออกเฉียงใต้โดยประมาณ 35นาฬิกา(ซึ่งอาจจะต้องเสียเวลาอ้อมเมืองบางเมืองที่ข้างทางอยู่ 2-3 เมือง-อีก 2-3 ชั่วโมง)

จากการเดินทางทางตามปกติ-ฟ็อกซ์จะกลับไปถึงช้ากว่าคูเปอร์ประมาท 2 วันนั้น ฟ็อกซ์จึงยอมจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้ง-จ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกเพื่อเปลี่ยนปลาทุกตัวที่ใช้ในการลากเรือให้มีความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นสองจุดห้าเท่าตัว

...เวลาในตอนนี้ 6 โมงเย็นซึ่งคูเปอร์ที่ออกไปก่อน 32 ชั่วโมง(ประมาณ 10 โมงวันที่สองที่เข้าเมืองมา)จะถึงโมริก้าประมาณ 4-5 โมงเย็นวันพรุ่งนี้..ฟ็อก์ซที่ไล่ตามไปตอน 1 ทุ่มจะถึงประมาณ 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มพรุ่งนี้ช้ากว่าประมาท 2-3 ชั่วโมง...เท่านั้น

...ซึ่งตามปกติการใช้ปลาที่มีความเร็วเช่นนี้ในการลากเรือ-มันไม่จำเป็นเลยสำหรับฟ็อก์ซ เพราะนอกจากมีราคาแพงมากแล้ว การที่ต้องล่องเรือไปเรื่อยๆเพื่อค้นหาหนอนทะเลทราย-ซึ่งไม่แน่ว่าจะอยู่ที่ไหน...มันไม่จำเป็นต้องอาศัยความเร็วมากนัก

ในวันนี้ไม่มีลมช่วย-ปลาต้องใช้ความเร็วของมันเองในการลาก และฟ็อก์ซก็ไม่ได้สั่งให้กางใบเรือ แต่ว่าเขาก็ยังคงต้องไปถึงจุดหมายได้ภายใน 23-24 ชั่วโมงอย่างแน่นอน(หลังเปลี่ยนปลา)

...ตามปกติ เรือจิ้งจอกสีเงินจะใช้เวลาในการเดินทางจากสุดเขตชายแดนตะวันออกไปยังชายแดนตะวันตก(จากชายฝั่งมหาสมุทรแปคซีกพิกถึงชายฝั่งอีกด้านคือแอนแลนติกหรือข้ามทวีปที่ครั้งหนึ่มีชื่อว่า”เอเซียบวกยุโรป”)-ประมาณ 7-8 วันหรือประมาณ 168-192 ชั่วโมงบินของปลา

...ดินแดนทะเลทรายในปัจจุบันก็เทียบเท่าได้กับทวีปเอเซียทั้งทวีป(ไม่รวมไซบีเรีย)กับยุโรปตอนกลางลงไปจนถึงแอฟริกาตอนเหนือเมื่อ 50 ปีก่อน ความเร็วเช่นนี้-จะคิดเป็นกี่กิโลต่อชั่วโมง-กรณีไปคิดเอาเองถ้าอยากรู้

ฟ็อกซ์ได้คำนวนไว้ว่า...คูเปอร์ซึ่งออกเรือในเช้าวันที่สองที่พวกเขาเข้าเมือง(เช้าวันที่ไปพบผู้เฒ่าผู้รอบรู้นั้น) คูเปอร์จะถึงเมืองโมริก้าในวันที่สี่ตอนเวลาประมาณสิบหกนาฬิกาขึ้นไป

ตอนนี้เป็นเวลา 18 นาฬิกากว่าๆของวันที่สาม...เรือซ่อมเสร็จแล้ว ลูกเรือถูกตามกลับมาจนควบแล้ว-ตั้งแต่เมื่อคืน เพียงแต่รอขนถ่ายของบางอย่างขึ้นบนเรือเท่านั้น

ฟ็อก์ซยังคำนวนต่อไปอีกว่า...ถ้าออกเรือตอนหกโมงเย็น-คงถึงประมาณไม่เกินหกโมงเย็น ช้ากว่าคูเปอร์ไปมาณ 1-2 ชั่วโมงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย-ฟ็อก์ซจึงส่งออกเรือ

“ออกเรือได้”

...ฟ็อก์ซสั่งออกเรือแล้ว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ฟ็อกซ์ได้สั่งออกเรือแล้ว-แต่เรือกลับยังไม่สามารถออกได้

ทุกสิ่งทุอย่างได้เตรียมเสร็จพร้อมแล้ว-แต่ก็ยังไม่สามารถออกเรือได้...อยู่ดี

มันไม่น่าจะมีปัญหาใด-แต่กลับมีปัญหาขึ้นมา

...ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ถ้าระวังเพียงแค่ด้านหนึ่งด้านใด-เพียงด้านเดียว...ปัญหาก็ยังคงต้องเกิดขึ้นอยู่ดี

ภายในเรือจิ้งจอกสีเงินไม่ได้มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น...ปัญหาที่ขัดขว้างการนเดินทางครั้งนี้-มันมาจากภายนอก

...การระวังไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้น-เป็นสิ่งที่ดีที่สุด

...เมื่อมีปัญหา-เราต้องแก้ไข

...การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด-เราต้องรู้สาเหตุของมันก่อน การแก้ปัญหาในบางครั้งเราอาจแก้ที่เหตุ-บางครั้งเราอาจแก้ที่ผล แต่ไม่ว่าจะแก้ที่ใด-เราจำเป็นต้องรู้ถึงปมแห่งปัญหาหรือสาเหตุที่เป็นปัญหาขึ้นมาก่อน
สาเหตุที่ทำให้เรือจิ้งจอกสีเงินนี้ออกไม่ได้-มันเป็นเพราะอะไรกัน

มันเป็นเพราะ...
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

อำนาจ...ก็เป็นดั่งเช่นนามของมัน-เช่นเงินทอง ที่ถึงแม้การมีมัน-มันยังคงไม่สามารถดลบันดาลถึงทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเราได้ แต่ว่าการมีมัน-เราก็สามารถดลบันดาลบางสิ่งบางอย่างให้กับตัวเราได้

...การมีถึงมัน-มันจึงทำให้โลกใบนี้มันดูสวยสดงดงามมากขึ้น แล้วมันยังจะมีผู้คนซักกี่คนเล่า-ที่จะสามารถปฏิเสธถึงมนต์มายาแห่งอำนาจได้...และยิ่งมนต์มายาแห่งอำนาจนั้น-ที่มันยังเหนือกว่าเงินทองด้วยแล้ว

อำนาจมักอยู่เหนือเงินทอง-ผู้คนในยามที่มีเงินทองจึงมักแสวงหาซึ่งอำนาจ การมีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง-มันก็ทำให้โลกใบนี้ดูสวยสดงดงามมากแล้ว...แต่ถ้ามีทั้งสองสิ่ง-มันกลับยิ่งทำให้โลกนี้สวยงามเพิ่มยิ่งขึ้นไปอีกไม่รู้เท่าทวี

...มีใครกันบ้างเล่า-ที่ไม่อยากให้โลกนี้สวยงาม...ถ้าไม่ใช่มีปีศาจเกาะกินอยู่ในหัวใจ

เรือจิ้งจอกสีเงินไม่สามารถแล่นออกไปได้-เพราะมีคน 6 คนก้าวขึ้นมาบนเรือ

แบ่งเป็นสำคัญ 2 ไม่สำคัญ 4

มีอำนาจ 1 ไร้อำนาจ 5

...ความสำคัญกับอำนาจเป็นเรื่องราวที่ส่วนมากมักมาควบคู่กัน-แต่ก็ไม่แน่เสมอไป บางสิ่งอาจมีความสำคัญ-แต่ไร้อำนาจก็ได้

คนถึง 2 คนในที่นี้อาจมีความสำคัญต่อฟ็อก์ซ-แต่หนึ่งกลับไร้อำนาจต่อฟ็อก์ซ ส่วนอีกคนทั้งมีความสำคัญ-และมีอำนาจต่อฟ็อก์ซ...และอำนาจนั้นต้องมีอยู่เหนือกว่าฟ็อก์ซด้วย(ตราบใดที่เขายังอยู่ในเมืองนี้)

...ไม่เช่นนั้น-ไม่สามารถหยุดการออกเรือของฟ็อก์ซได้

คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามต้องมีเหตุผล...โดยไม่ว่าเหตุผลนั้น-มันจะไร้สาระมากน้อยเพียงไรก็ตาม ในบางครั้ง-อารมณ์ ความอยาก ความรัก ความต้องการ ความโกรธและสิ่งอื่นๆมากมายที่ดูเหมือนจะไร้เหตุผล...มันก็เป็นเหตุผลข้อหนึ่งเช่นกัน

...เพราะว่ามันเป็นเหตุ-ที่สามารถผลักดันให้เกิดผลขึ้นมาได้

ในโลกใบนี้จึงไม่มีสิ่งที่ไร้เหตุผล-เพียงแต่ว่า “เราไม่สามารถทำใจให้ยอมรับถึงเหตุผลนั้นได้เท่านั้น” เราจึงถือว่า-มันเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล...ก็เท่านั้นเอง

...การยอมรับไม่ได้-ก็คือยอมรับไม่ได้ เราไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลใดมาตอบอีกแล้ว...เพราะยอมรับไม่ได้-มันก็เป็นเหตุผลข้อหนึ่ง เพียงแต่ว่ามันทั้งฟังดูไร้สาระ-และไร้เหตุผล

คนทั้ง 6 คนนี้เป็นใครกัน-และพวกเราขึ้นมาบนเรือจิ้งจอกสีเงินลำนี้ทำมัยกัน

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 14 ต.ค.49 เวลา 23:18:29 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ