Cotton
ผู้ที่ใช้สมองซีกขวา

Piece of Grid :: บทที่ 1 Calling

แต่งฟิคครั้งแรกหน่ะ = =" วิจารย์กันได้นะ แหะๆๆ จะเอาไปปรับปรุง...
(มาคิดดูแล้ว เราเหมาะที่จะทำคอมิคมากกว่า แต่ถามทำคอมิคมันจะไม่น่ากลัว)

--------------------------------------------------------------------

เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังมาจากในสวนเด็กเล่นที่เชียงใหม่ เด็กๆที่อยู่แถวๆสวนเด็กเล่นมักจะออกมาเล่นกันเป็นประจำ เมรุมักจะออกมาเล่นกับเด็กผู้หญิงแถวๆข้างบ้าน การละเล่นก็ไม่พ้นแนวเด็กผู้หญิงคือเล่นพ่อแม่ลูก ส่วนพวกผู้ชายก็เล่นยิงปืนกันบ้าง แปลงร่างเป็นจูเรนเจอร์บ้าง เมรุสนุกกับที่นี่มากเพราะนอกจากจะมีต้นไม้ให้ร่มเงาแล้วยังมีเพื่อนเล่นมากมาย เว้นเสียแต่กริด เด็กผู้ชายที่อยู่ข้างบ้านเมรุ ชอบเมรุมาตั้งแต่เมรุมาที่สวนเด็กเล่นครั้งแรก เมรุเป็นเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักเข้ากับวัย 6 ขวบ ผมหยักศกตัดสั้นสีน้ำตาล นัยน์ตาดูไร้เดียงสาสดใส ผิวเปล่งปลั่งสีชมพู เธอเป็นเด็กที่น่ารักและใจดี ตรงกันข้ามกับกริด เขาเป็นเด็กสลัม มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน (รวมทั้งเขาด้วย) และอาศัยอยู่กับพ่อแม่และยาย มีพี่สาวเป็นคนโตสุด คนรองคือพี่ชายที่แก่นมากและพี่ชายคนที่สามซึ่งซนพอๆกับพี่ชายคนที่สองและเขาเป็นน้องสุดท้อง กริดเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด ชอบนั่งเล่นคนเดียวแล้วมองเด็กคนอื่นๆเล่น เขาเคยมีประสบการณ์ถูกเด็กคนอื่นรังแกทำให้เขาไม่กล้าใกล้ชิดกับคนอื่นนอกจากเมรุ เวลาเมรุไปเล่นที่ไหนกริดก็จะชอบมาอยู่ข้างๆ บางครั้งตอนดึกๆเขาก็เรียกเมรุให้ออกมาเล่นด้วย เมรุเกลียดเด็กผู้ชายคนนี้ ชอบวุ่นวายกับเมรุ ชวนไปนั่นไปนี้ด้วยการลากตัวเมรุไปและทำให้เมรุไม่ชอบ จนบางครั้งออกจากบ้านไม่ได้เพราะรำคาญ กริดเป็นเด็กที่มีโหนกแก้มและคางดูยาวออกมาซึ่งดูรู้ว่าพอโตขึ้นเขาจะเป็นคนคางแหลมและยาวและเป็นคนนัยน์ตาลึกและไว้ทรงผมเด็กนักเรียน แน่นอนว่าเด็กผู้ชายในฝันของเมรุไม่ใช่แบบนี้แน่นอน

กริดมักจะโดนคุณยายดุบ่อยๆเพราะซนและชอบไปยุ่งกับเมรุแล้วยังไม่ยอมช่วยทำงานบ้าน กริดเลยชอบไปหลบในบ้านร้างแถวๆบ้านที่ทำมาจากไม้ ข้างในจะเป็นประตูเล็กๆสำหรับผู้ใหญ่ต้องก้มตัวคลานเข้าไปถึงจะเข้าไปได้ ทางเข้าจะเป็นซอกเล็กๆ แต่กว้างกว่าประตูประมาณเท่าตัวแต่ยังไงก็ต้องคลานเข้าไป จนถึงห้องหนึ่งซึ่งพื้นและเพดานทำมาจากไม้ทั้งหมด พื้นไม้สามารถเปิดออกได้ซึ่งข้างใต้มีห้องขนาดใหญ่พอที่เด็กตัวเล็กๆจะเข้าไปได้จึงเป็นที่หลบซ่อนไม้เรียวของยายได้เป็นอย่างดี

                  เมื่อถึงเวลาที่ต้องย้ายโรงเรียนไปเป็นชั้นประถม เมรุต้องย้ายบ้านไปกรุงเทพฯเพราะโรงเรียนที่นั่นดีกว่า ส่วนกริดขอร้องให้พ่อแม่ย้ายบ้านตามเมรุบ้างแต่พ่อแม่ไม่ยินยอม วันรุ่งขึ้นเมรุขึ้นรถบรรทุกเพื่อย้ายไปกรุงเทพฯ เมื่อรถสตาร์ท เมรุก็ได้ยินเสียงแหลมๆของเด็กผู้ชายร้องเรียกเมรุซึ่งเป็นเสียงของกริดที่วิ่งตามรถบรรทุกของพ่อเมรุ เขาวิ่งสุดความสามารถของเด็ก 6 ขวบแต่สุดท้ายเขาก็วิ่งหกล้มหัวคะมำจนจมูกเขาแทบบี้ติดถนน

บทที่ 1 Calling



แสงตะวันส่องลงมาที่ลานหญ้า แสงสะท้อนที่กระทบกับหญ้าราวกับว่าถูกโรยผงทองลงบนพื้น เมฆที่ลอยบนฟ้าเหมือนกับนกสีขาวขนปุยกำลังบินเล่นอยู่บนแผ่นกระดาษสีฟ้า แสงแดดอุ่นๆที่กระทบมาที่ผิวของเมรุทำให้รู้สึกอบอุ่น เธอยืนอยู่หน้าบ้านร้างเก่าๆที่ทำมาจากไม้เริ่มผุและหักเพราะผ่านแดดและฝนมาเป็นเวลาหลายปี เธอก้มตัวแล้วคลานเข้าไปข้างในประตู มันใหญ่กว่าตัวเมรุนิดหน่อย มากพอที่จะให้เธอแทรกตัวเข้าไปได้ เมรุรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอเข้าไปข้างใน มันเป็นช่องแคบๆทำด้วยไม้แบบตัวบ้าน กลิ่นอับของกลิ่นฉี่หนูเริ่มอบอวลขึ้นเรื่อยๆเมื่อเธอเริ่มคลานเข้าไปลึกมากขึ้น เธอเข้าไปถึงในห้องหนึ่ง มีแสงส่องลอดลงมาจากหลังคาเนื่องจากไม้บนหลังคาผุ แต่ก็ไม่ทำให้ห้องนั้นสว่างขึ้นเลยเพราะมันมืดมาก เมื่อรูม่านตาเธอเริ่มปรับสภาพให้ใหญ่ขึ้นเธอก็เริ่มเห็นรายระเอียดในห้อง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เลยซักชิ้น รอบตัวเธอเป็นแผ่นไม้หมดและผุฟัง เมรุได้กลิ่นเหม็นอับคลุ้งไปทั่วห้อง เมรุเดินดูสำรวจห้องทำให้เสียงไม้เก่าๆที่อยู่บนเท้าเธอดังเอี๊ยดอ๊าด เมรุรู้สึกไม้ที่เธอเหยียบมันบุ๋มลงไปแสดงว่าข้างล่างต้องเป็นห้องหรืออะไรซักอย่างแน่ เมื่อเธอเดินไปซักพักเธอเห็นเงาแปลกๆปรากฏมาให้เธอเห็น เงานั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่างจนเธอดูออกว่าเป็นรูปร่างคนยืนอยู่แล้วมองมาทางเธอ มันชี้ไปที่พื้นที่มีช่องโหว่


เมรุตื่นขึ้นจากฝัน รู้สึกเวียนศีรษะเล็กน้อย “โอย… ฝันบ้าอีกแล้วหรอเนียะ…”
เธอรีบลุกขึ้นเหมื่อเห็นนาฬิกาที่มีตัวเลขนาทีขนาดเล็กแทนที่จะเป็นขีดเส้นนาทีแบบนาฬิกาเรือนอื่น มันชี้เข็มสั้นที่เลขเจ็ดส่วนเข็มยาวชี้เลขสิบห้า วันนี้เธอมีสอบวันสุดท้ายและก็จะได้ปิดเทอมประมาณหนึ่งเดือน แล้วเธอก็จะได้ไปเชียงใหม่ไปพบคุณปู่กับคุณย่าและเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอกัน 10 ปี หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวและกินข้าวแล้วเธอก็มาคิดทวนถึงฝันเมื่อคืน “แปลกแฮะ…ฝันมา 3-4 วันแล้ว” เธอคิด และพยายามทวนว่าบ้านร้างที่เธอฝันมันคือที่ไหน เธอรู้สึกคุ้นมากกับความฝันโดยเฉพาะคนในฝันที่ชี้ไปที่พื้น




เวลาผ่านไป 10 ปี เมรุเติบโตขึ้นมาก เธอไว้ผมยาวแบบธรรมชาติโดยไม่ได้ดัดทรงอะไรเลย ตาเธอดูคมขึ้นมากกว่าตอนเด็กๆจนคนบางคนเคยทักเธอว่าเป็นลูกครั่งอินเดีย เธอเดินออกมาจากห้องสอบด้วยใบหน้าที่ดูยิ่มแย้ม “อา… ในที่สุดก็จะปิดเทอมแล้ว” เธอรู้สึกโล่งอก หลังจากอ่านหนังสือสอบวิชาอังกฤษก่อนสอบมาแค่วันเดียว เธอเดินออกมาจากห้องสอบอย่างสบายใจแล้วเดินตรงไปหาเพื่อนๆที่กำลังคุยเรื่องวิชาอังกฤษที่ยากมากๆ บางคนก็ถอนหายใจเสียดาย บางคนก็ยิ้มแย้มเพราะทำได้หมดทุกข้อ
“อา… โล่งสักทีเนอะ ขนาดอ่านมาแล้วยังไม่รู้เรื่องเลย แต่ก็สอบไปแล้ว” เมรุพูดกับเพื่อนสนิทที่ชื่อตะวันอย่างสบายใจเหมือนเรื่องร้ายๆได้ผ่านไปแล้ว
“นี่หล่อน พึ่งมาอ่านตอนเช้า อย่าหวังว่าจะสอบผ่านเลย มองโลกในแง่ดีเกินไปแล้วย่ะ” ตะวันสวนตอบ
“เออ แล้วปิดเทอมนี้จะไปไหนกันน่ะ ตอนนี้นุ่นจองตั๋วไป แพ๊-รีสสส แล้วล่ะ” นุ่น เพื่อนของเมรุกับตะวันทำเสียงแหยะๆแด๋ๆตามภาษาเพื่อนขี้เล่นประจำกลุ่ม
“ยัยนุ่นอย่ามาตอแหล ต้องเดี๊ยนซิจะไป นิว ซี๊ ลั่นด์ พรุ่งนี้แหล่ะ” ตะวันตอบกลับไปบ้าง ทำเอาเพื่อนอีก 2 คนขำกัน
“ฉันจะไปเชียงใหม่แหละ” เมรุตอบ
“โห จะกลับไปบ้านเกิดตัวเองหรอ” นุ่นถาม
“ใช่ ไม่ได้ไปหาคุณปู่กับคุณย่ามาเป็นปี คิดถึงจะแย่แล้ว ไว้ไปเดี๋ยวจะซื้อของฝากมานะ” ตอบด้วยสีหน้าเศร้าๆแล้วดูกังวล ทำให้เพื่อนๆสงสัยว่าทำไมต้องทำสีหน้าแบบนั้น เพราะน่าจะดีใจที่ได้เห็นคุณปู่กับคุณย่า ทั้งสองคนเลยถามพร้อมกัน “ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”
“คือ… ฉันฝันร้ายน่ะ น่ากลัวยังไงก็ไม่รู้” เมรุตอบ
“เห! ฝันใบ้หวยป่าว” นุ่นตอบแต่ก็โดนศอกของตะวันจิ้มเข้าเอว เพราะตะวันรู้สึก ว่าหน้าตาของเมรุดูจริงจังกับฝันมาก “เธอฝันว่าไงหรอ ช่วยเล่ามาหน่อยสิ” ตะวันถาม
“คือ เมื่อ 3-4 วันก่อนฉันฝันติดกันเลยล่ะ ฉันฝันว่าเข้าไปในบ้านร้างๆที่สมัยเด็กฉันเคยเห็นบ่อย มันเป็นทางเข้าเล็กๆเหมือนโพรง พอฉันเข้าไปแล้วเจอห้องๆนึงขนาดประมาณห้องนอนฉัน แล้วเห็นเงาดำๆ…เอ.. ตอนแรกฉันก็มองไม่ออกนะ มันเหมือนกลุ่มควันที่รวมกลุ่มกันเหมือนคนยืนอยู่ แล้วมือก็ชี้ไปที่พื้น…” เมรุเล่า ใบหน้ารู้สึกหวั่นๆกับฝันร้าย
“ฮ้า! สงสัยเพื่อนเรามีผีมาใบ้ว่าเลขหวยอยู่ใต้พื้น ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” นุ่นเล่นมุขกะจะให้เพื่อนคลายเครียดแต่ก็โดนศอกของตะวันจิ้มเอวอีกแต่แรงกว่าเดิมเพราะตะวันรู้สึกว่าเพื่อนของเธอจะจริงจังกับฝันมาก
“มะ…มันไม่ธรรมดานะ” เมรุตอบ สีหน้าของเธอดูเคืองเพื่อนเล็กน้อยที่ไม่สนใจในสิ่งที่เธอพูด “ในฝันมันเหมือนจริงมาก มันอึดอัด แล้ว….ผู้ชายคนนั้นดูคุ้นๆด้วย…”
“ห๊า!!!! ไหนว่าเค้าเป็นหมอกควันไง แค่หมอกควันมันไม่หน้ามองเป็นหน้าตาคนได้หรอก” นุ่นถามและเริ่มสนใจฝันของเมรุ
“คือ วันแรก ฉันก็มองเห็นไม่ชัดหรอก แต่พอฝันหลายๆคืนหน้าตาเขาค่อยๆชัดขึ้น…”
“อุแหม ถ้าคนนั้นหน้าตาหล่อล่ะก็....” นุ่นรีบหุบปากเมื่อเห็นตะวันกำลังเตรียมจะเอาศอกกระทุ้งเอวเธออีก ตะวันเลยพูดปลอบใจบ้าง “ไม่ต้องเครียดหรอก แล้วเธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันอะ”
“ไม่รู้สิ… แต่เหมือนจะเคยเจอเมื่อนานมาแล้ว” เมรุพูดแล้วทำหน้าตาคิดว่าคนที่เขาฝันถึงอยู่คือใคร
“เอาน่าไม่ต้องคิดมาก ฉันว่าเขามาดีนะ ไม่งั้นคงมาบีบคอเธอตั้งแต่แรกแล้วล่ะ” ตะวันพูดปลอบใจ เธอไม่ชอบเพื่อนเวลามีสีหน้าไม่ดีแบบนี้เพราะทำให้ตัวเธอวิตกไปด้วย
จากนั้นทั้งสามคนก็กลับบ้าน เพื่อนของเมรุทั้งสองคนแอบซุบซิบเรื่องฝันของเมรุเพราะพวกเขาชอบเรื่องเหนือธรรมชาติแต่ไม่อยากให้เมรุได้ยิน ส่วนเมรุก็กลับอีกทาง ในใจเธอกลัวเรื่องฝันเพราะชายในฝันเธอดูคุ้นหน้าคุ้นตามาก เธอรู้สึกขนลุกซู่ทุกครั้งที่นึกถึงฝันร้ายนั้น เธอพยายามคิดถึงเพื่อนๆที่ไม่ได้เจอตั้ง 10 ปี เธออยากรู้ว่าทุกๆคนจะจำเธอได้ไหม จะวางตัวกับเพื่อนเก่าได้ถูกรึเปล่า สบายดีกันไหม เธอภาวนาว่าปิดเทอมนี้จะเป็นการปิดเทอมที่ดีที่สุดของเธอเพราะไหนๆก็จะได้เจอเพื่อนเก่าแล้ว

บ้านของเมรุเป็นบ้าน 2 ชั้น ผนังทาทีขาวหลังคาสีแดง ประตูรั้วเป็นเหล็กซี่เล็กๆพอที่จะให้เห็นภายในตัวบ้านได้ ประตูหน้าบ้านเป็นเหล็กสีเทาที่เริ่มมีสนิมเกาะจนเหมือนถูกสีแดงแต้มไว้เป็นหย่อมๆด่างๆ เธอเปิดประตูบ้านแล้วเข้าไป “แม่!! เย็นนี้มีอะไรกินเหรอ” เมรุถามแม่แล้ววางกระเป๋าไว้บนโซฟารับแขก เพราะเธอจะไม่ต้องจัดกระเป๋าอีกนานจนกว่าจะเปิดเทอม “ก็วันนี้ไม่ค่อยมีอะไร… เอาไข่เจียวแล้วกันนะ แล้วเรียกว่าคุณแม่สิ!! ไม่ใช่แม่เฉยๆ” เธอดุลูกสาวตามภาษาแม่ขี้บ่น เมรุทำหน้าเหมือนตอบรับแม่และขึ้นไปที่ห้องตัวเองเพื่อจะไปจัดของเพราะเธอต้องเดินทางไปเชียงใหม่ตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า


ในห้องของเธอเป็นผนังสีขาวเหมือนตัวบ้าน ที่นอนเธออยู่ตรงกันข้ามกับประตู โต๊ะเขียนหนังสืออยู่แถวๆที่นอน มีโคมไฟอยู่ที่หัวโต๊ะที่เต็มไปด้วยหนังสือการ์ตูนรักหวานแหววหลายกอง เธอเปิดตู้เสื้อผ้าออกมาซึ่งข้างในเต็มไปด้วยชุดมากมายแต่กลับไม่มีแนวสายเดี่ยวหรือเกาะอกอย่างที่วัยรุ่นสมัยนี้นิยม เพราะเธอชอบเสื้อผ้าที่ไม่ฉูดฉาดและเย้ายวนมากและก็มีแต่เสื้อผ้าโทนแก่ อย่างสีน้ำตาล สีเขียวแก่ หรือสีเลือดหมู ถึงเมรุจะชอบอ่านการ์ตูนรักแต่แนวเสื้อผ้าที่เธอใส่ออกจะดูธรรมดาและจืดๆ “เอ…จะใส่ตัวอะไรไปบ้างดีน่า… ตัวนี้ก็โอเคแฮะ….ตัวนี้ก็ใช้ได้..” เธอเลือกเสื้อผ้าอย่างเพลิดเพลิน หยิบตัวนั้นไปตัวนี้ไป หลังจากเธอเก็บเสื้อผ้าเสร็จแล้วเธอจึงหันไปหยิบของใช้ที่จำเป็นเช่นแปรงสีฟัน หวี แชมพู ฯลฯ จนกระทั้งเธอเริ่มหันตัวไปที่ลิ้นชักแล้วเอาพวกดินสอกับสมุดเธอไปด้วยเพราะเธอหวังว่าจะเอาไปเขียนเป็นไดอารี่

เวลาหนึ่งทุ่มตรงทุกคนในบ้านกำลังรับประทานอาหารที่แม่ของเมรุทำขึ้น ถึงจะเป็นไข่เจียวธรรมดาๆแต่ก็อร่อยใช้ได้เลยทีเดียวเพราะแม่เมรุเคยเป็นกุ๊กร้านอาหารมาก่อน โต๊ะรับประทานอาหารนี้มีเมรุนั่งอยู่ข้างน้องชาย ส่วนด้านตรงข้ามมีพ่อซึ่งกำลังกินไข่เจียวราดด้วยพริก 4 ช้อนและแม่ซึ่งเธอกำลังจะตักข้าวเข้าปากเธอก็ทำตามองข้างบนเหมือนนึกเรื่องอะไรออก
“เมฆ ลูกเตรียมของเก็บใส่กระเป๋าหรือยัง?” แม่ถามเมฆซึ่งเป็นชื่อน้องชายของเมรุ เมฆตักข้าวเข้าปากและตอบแม่ “อุบๆ แจบๆ ฮังฮับ(ยังครับ)”
“เออ รีบๆจัดก็แล้วกัน พรุ่งนี้ต้องออกไปตั้งแต่ตี 5 แล้วก็อย่าเคี้ยวอาหารตอนพูดสิ” แม่เมรุตอบแล้วตักข้าวเข้าปาก
“โห!! ทำไมมันเร็วจังอะคุณแม่ ผมนึกว่า 6 โมง ซะอีก ผมยิ่งตื่นสายอยู่นะ” เมฆถามหลังจากกลืนข้าวที่อยู่ในปากแล้วเอื้อมมือไปหยิบน้ำปลาเพราะเขารู้สึกไข่เจียวที่แม่ทำมันจืดไปหน่อย
“ดี จะได้หัดตื่นเช้าบ้าง” เมรุพูดแหย่เมฆ เธอชอบแกล้งน้องชายเป็นประจำ
“เออ เมรุจำเพื่อนๆเมื่อสมัยอยู่เชียงใหม่ได้มั้ย” พ่อเมรุเริ่มพูดบ้างเมื่อกินอาหารไปครึ่งจานแล้ว
“จำได้ค่ะ แต่เหมือนจำได้แค่ 4-5 คนได้แล้วล่ะ อยากเจอเร็วๆจัง” เมรุพูดตอบพ่อแล้วนึกถึงเรื่องเพื่อนๆในสมัยก่อน “ถ้าเขาเจอเราจะจำได้ไหมหนอ…”



หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารจนเสร็จต่างคนต่างไปอาบน้ำแล้วไปทำกิจกรรมก่อนนอน คุณพ่อดูทีวี คุณแม่อ่านนิยาย เมฆเล่นเกมนินเทนโด้ดีเอส ส่วนเมรุเดินขึ้นชั้นบนไปห้องของตัวเองเพื่อไปอ่านนิยายรักที่เธอยังอ่านไม่จบ เธออ่านถึงช่วงที่นางเอกร้องไห้เพราะพระเอกเมินใส่จนถึงนางเอกเข้าใจสาเหตุที่พระเอกเมิน เมรุเริ่มรู้สึกเบลอและตาพร่า หัวเธอเริ่มค่อยๆก้มจนเกือบโขกโต๊ะ
ตุบ!!
เสียงอะไรบางอย่างกระทบกันจนทำให้เมรุสะดุ้งตื่น เสียงนั้นดังมาจากหน้าต่างที่อยู่ติดกับโต๊ะซึ่งเสียงมาจากข้างหน้าเมรุนั่นเอง เธอคิดว่าคงเป็นเสียงกิ่งไม้กระทบกับกระจกหน้าต่างเพราะลม “อะไรกัน… นิเราอ่านจนหลับเลยเหรอเนียะ” เธอคิดและพยายามจะอ่านต่อ แต่นิยายที่เธออ่านอยู่หายไป
“เฮ้ย!!! หายไปได้ไง…หรือว่าลมพัด…แต่เราไม่ได้เปิดหน้าต่างไว้นิ..” แล้วเธอก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ เธอสังเกตว่าห้องของเธอดูแปลกไป
ห้องของเธอจากเดิมที่ถูกสร้างมาจากอิฐกลายเป็นไม้ผุพังไปแล้ว หนังสือ ตู้ เตียง และอุปกรณ์เฟอร์นีเจอร์ต่างๆของเธอได้หายไปหมดนอกจากโต๊ะกับที่นั่งของเธอ หลอดไฟที่อยู่บนเพดานยังอยู่แต่มันริบหรี่จนทำให้เห็นมุมมืดที่ห้องทั้งสี่ด้านจึงทำให้ตรงกลางห้องดูสว่างที่สุด มันกลายเป็นห้องโล่งๆที่ทำมาจากไม้เก่าๆผุพัง มีกลิ่นอึดอัดอบอวลอยู่เต็มห้อง เธอรู้สึกสับสนว่าทำไมจู่ๆก็เกิดเรื่องแปลกๆ เกิดอะไรขึ้นกับห้องของเธอ
แกร๊กๆ
เสียงพื้นไม้ผุฟังของห้องที่ตอนแรกเป็นแค่ไม้สักได้ดังขึ้นเหมือนมีคนทุบให้เป็นรู เมรุเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในรูเหมือนมีอะไรซักอย่างเล็กๆอยู่ในนั้น เธอรู้สึกไม่กลัวสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนมีอะไรบางอย่างชักจูง เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆเพื่อให้เห็นชัดขึ้น



“พี่ๆ ตื่นดิ”

เมรุสะดุ้งตื่นขึ้นมาเห็นน้องชายของเธอมองมาที่หน้าของเมรุ มือของเธอจับแผ่นกระดาษนิยายที่เธออ่านค้างหน้า 58 อยู่ เธอหันหลังไปดูรอบๆห้องซึ่งทำมาจากอิฐที่ทาสีขาวพร้อมกับข้าวของของเธอ ไม่มีสิ่งของที่ทำมาจากไม้ผุพัง
“พี่เห็นหนังสือการ์ตูนของผมมั้ย ในห้องผมไม่มีเลย” น้องชายตัวเล็กถาม
เมรุรู้สึกอยากขอบคุณที่เมฆมาปลุกให้ตื่นจากฝันที่แสนจะพิลึกแต่เธอก็ได้แค่ตอบ ปฏิเสธว่าไม่เห็นหนังสือการ์ตูนของเขา

แทนที่จะอ่านนิยาย เธอเลยพยายามคิดเรื่องอื่นเพราะเธอไม่อยากเผลอหลับแล้วเจอฝันแปลกๆแบบนั้นอีก เธอเริ่มสังเกตว่าทุกครั้งที่เธอหลับมักจะเห็นมิติแปลกๆโผล่ขึ้นมา เธอเลยลงมาจากชั้นล่างไปที่ห้องรับแขกเพื่อไปดูหนังที่พ่อกับแม่นั่งดูอยู่ที่โซฟา เป็นหนังแอ็กชั่นซึ่งพระเอกวิ่งหลบกระสุนปืนที่ผู้ร้ายยิง พ่อดูเหมือนจะตั้งใจดูมากส่วนแม่ก็หลับไปแล้ว เธอเลยตัดสินใจดูกับพ่อแต่เรื่องฝันมันก็กลับหวนให้เธอคิดขึ้นมาอีกถึงขนาดเห็นปืนที่ผู้ร้ายถืออยู่เป็นไม้ผุพังที่มีกระสุนออกมา เธอเลยล้มตัวนอนข้างๆแม่ เธอพยายามหลับตานอนแต่ภาพหลุมที่เธอพบในฝันมันก็ปรากฏขึ้นมาในหัว เมรุพยายามคิดเรื่องอื่นแต่เรื่องฝันร้ายก็กลับเข้ามาในหัวของเธออีกจนเธอทนไม่ไหวจนต้องเล่าให้พ่อฟัง
“พ่อว่าลูกต้องคิดถึงที่เชียงใหม่มากเกินไปแน่เลย” พ่อเมรุพูดเสร็จแล้วก็หันไปดูหนังบู๊ต่อเหมือนไม่ได้สนใจในสิ่งที่เมรุพูด
“ที่เชียงใหม่มีบ้านแบบนั้นด้วยหรอคะ” เมรุสงสัย เธอพยายามคิดเหตุการณ์ในอดีตตั้งแต่เล่นชิงช้าครั้งแรกจนถึงตอนที่ขึ้นรถบรรทุก
“ก็ ที่ๆกริดชอบไปซ่อนไง” พอพ่อพูดจบ ก็หันไปดูหนังบู๊อีก
“อ๋อ!!” เธอเริ่มจำได้เล็กน้อย เธอนึกถึงเด็กผู้ชายตัวเล็กๆมีโหนกแก้มใหญ่ ตาลึก และไว้ทรงผมนักเรียน
“ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ไม่ได้เจอกันนานเลย สงสัยลืมเรื่องลูกหมดแล้ว” พอพ่อพูดจบก็หันไปดูทีวีต่ออีกเช่นเคย
เมรุเริ่มนึกถึงเด็กผู้ชายที่ชอบตามตื้อเธอแล้วขอภาวนาว่าจะเลิกตามตื้อแบบเมื่อก่อนอีก

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ
ตี 4 ครึ่ง เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น เธอตื่นขึ้นมาแล้วบิดขี้เกียจ มันช่างเป็นการนอนหลับที่วิเศษจริงเพราะเธอไม่ได้ฝันเรื่องน่ากลัวแบบหลายคืนที่ผ่านมาเลย ทำให้เธอรู้สึกเช้านี้เป็นเช้าที่สดชื้นมากๆ แต่เมรุก็ยังสงสัยอยู่นิดๆว่าทำไมจู่ๆก็ไม่ได้ฝันอีก “หรือว่าเมื่อคืนที่เราอ่านหนังสือเรางีบหลับไปแล้วเลยไม่ได้ฝัน? …เออ ช่างมันเถอะ” เธอเลิกคิดแล้วรีบลงไปกินอาหารเช้าเพราะกลัวว่าจะไม่ทัน
เมื่อลงมาชั้นล่างแม่ของเธอกำลังหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่อจะไปอาบน้ำ พ่อก็พึ่งจะเริ่มจัดกระเป๋า เมรุไม่เห็นน้องชายจึงคิดว่าตื่นสายเลยขึ้นไปปลุกน้องชาย เธอเดินไปที่ประตูที่แปะโปสเตอร์รูปการ์ตูนที่ใส่เสื้อนักมวยใส่นวม เมรุเคาะประตู
“เมฆ จะนอนไปถึงไหน ตื่นได้แล้ว!!!” เธอเคาะประตูหลายครั้งจนเมฆเปิดประตูออกมา หน้าตาดูงัวเงียเพราะตื่นมาผิดเวลาซึ่งปกติเมฆจะตื่น 7 โมง เมรุจับมือเมฆเพราะกลัวว่าจะเดินงัวเงียจนตกบันไดแล้วพาไปอาบน้ำ เมื่อทุกคนเสร็จธุระกันหมดแล้วก็ขนของสัมภาระไว้กระโปรงรถแล้วออกเดินทาง

พ่อเมรุเริ่มใส่เทปเพลงลูกทุ่ง แม่เมรุเริ่มเอนหลังนอน เมฆหยิบพวกตุ๊กตาหุ่นรบออกมาจากกระเป๋าเล็กๆแล้วถือมันไปมาพร้อมทำเสียงประกอบ “พรืนๆๆ” ตามภาษาเด็ก ส่วนเมรุในใจอยากให้ตะวันกับนุ่นไปด้วยเพราะทั้ง 2 คนนี้เป็นเพื่อนที่เมรุสนิทที่สุด ถ้าหากไปด้วยคงสนุกกว่านี้ จากนั้นเธอก็เปลี่ยนความคิดไปเป็นเพื่อนที่เคยเล่นด้วยกันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ความคิดนั้นทำให้กลับมาคิดเรื่องฝันนั้นอีก เธอนึกถึงรูที่ฝันเมื่อคืน นึกถึงผู้ชายที่ชี้นิ้วไปที่พื้น เธอเลยตัดสินใจโทรหาตะวันเล่นแทนเพราะเธอเบื่อเรื่องฝันที่เวลาเธอนึกถึงทีไรก็ทำให้ขนลุกทุกที เมรุหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วเริ่มโทรแบบสามสาย ทั้ง 3 สาวต่างเริ่มหาเรื่องคุยกันหลังจากการทักทายและคุยเรื่องจุกจิก จนกระทั้ง 3 ชั่วโมง ต่างคนต่างเริ่มไม่มีเรื่องคุย จนตะวันเสนอเรื่องคุยขึ้น
“เออ ศพ เรื่องผู้ชายในฝันเป็นไงบ้าง?” ตะวันถาม บางครั้งเธอมักจะเรียกเมรุว่า ศพเพราะชื่อเหมือนมาจากโลงศพซึ่งความจริงแล้วชื่อมาจากูเขา
“ก็ ล่าสุดฉันฝันเมื่อคืนตอนที่อ่านนิยายแล้วเผลอหลับน่ะ แต่แปลกตรงที้เมื่อคืนกลับไม่ฝันเลย …แล้วอย่ามาเรียกฉันว่า ‘ศพ’ สิ ตอนนี้ยิ่งกลัวๆว่าตัวเองจะเป็นแบบชื่อ” เมรุตอบ
“ฉันว่า… มันต้องเป็นผีที่มาจากชาติที่แล้วของเธอแน่เลย” นุ่นพูด ทำเอาเพื่อนที่เหลือทั้งสองคนร้องอุทานพร้อมกัน “หา!!!”
“จะบ้าหรอ ชาติที่แล้วมันจะมาหาได้ยังไง ดวงวิญญานของชาติที่แล้วกับชาตินี้มันดวงเดียวกันมันจะแบ่งได้ยังไง” เมรุพูดแล้วคิดในใจว่ายังไงชาติที่แล้วเธอไม่เป็นผู้ชายแน่นอน
“ก็แหม… ฉันคิดเล่นๆเอง แล้วเธอคิดว่าผู้ชายคนนั้นเป็น…”

ซ่าาาาาา

มีเสียงซ่าและเสียงสายตัดออกมาจากโทรศัพท์ ทำให้เมรุไม่ได้ยินเสียงเพื่อน
“ฮัลโหล…เฮ้ยอีตะวัน อีนุ่น ได้ยินมั้ย โหลๆๆ…” เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงสายตัดและเสียงซ่า แล้วจู่ๆก็มีเสียงผู้ชายพูดออกมา

“มารับด้วย…”

สายตัด เธอไม่ได้ยินเสียงอะไรออกมาจากโทรศัพท์อีกเลย




Edit by Cotton - 08 ต.ค.49 เวลา 11:21:21 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 08 ต.ค.49 เวลา 11:20:59 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

shiny
หมาบ้าหน้าปากซอย

นั่น...ขนหัวจะชสนกันลุกก็คราวนี้

ฝ้ายน่อ ลงในเน็ต ทำย่อหน้าเยอะๆ เว้นบรรทัดแยะๆ จะได้อ่านง่ายๆ พอเจอตัวหนังสือเป็นพรืดคนเขาจะพากันถอย

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 08 ต.ค.49 เวลา 20:45:56 น.

YAmiMaRU
Member

พึ่งเริ่มเองก็หลอนใช้ได้แล้วแฮะ จะเข้ามาอ่านเรื่อยๆครับ ^_^

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 09 ต.ค.49 เวลา 17:19:20 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ