Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 5 ผ้าคลุมของเจนนี่

ขอบคุณครับที่ติดตามอ่าน

ตอนที่ 5 ผ้าคลุมของเจนนี่

“ชายหนุ่มคนนั้น-มันพูดอย่างงั้นจริงๆหรือ”

ฟ็อก์ซใช้น้ำเสียงที่สงสัยถามไปยังพวกโซฟีเน่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตน-อย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยินสักเท่าไหร่ โซฟีเน่-โดโรธีรีบตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ใช่ค่ะ”

ส่วนเจนนี่เพียงพยักหน้ารับเท่านั้น...ฟ็อก์ซยังคงบ่นพึมพำออกมาเบาๆกับตนเองอย่างไม่เชื่อว่า

“ไอ้ตาเฒ่าหลี่-มันจะเชิญฉันไปจริงๆหรือ…”

ฟ็อก์ซครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก่อนจะถามซักไซร์ต่อไปอีกว่า

“...ไหนพวกเธอลองบอกลักษณะท่าทางของชายหนุ่มคนนั้น-มาอีกทีซิ”

“เขาเป็นชายหนุ่มชนเผ่าสิงโต อายุประมาทสามสิบกว่าๆ มีขนสีน้ำตาลทองคล้ายๆกับสีทองของเม็ดทราย...อาจจะตัวสูงกว่าเซทีเล็กน้อย”

“อืมม์”

โดโรธีบอกเล่าออกมา...ส่วนฟ็อก์ซได้แต่ส่งเสียงรับคำพร้อมทั้งครุ่นคิดต่อไป-ก่อนจะส่งเสียงถามต่อไปอีกว่า

“แล้วมีอะไรอีกมัย”

เจนนี่ตอบแทนโดโรธีอีกว่า

“นี่...นี่-รู้สึกว่าเขาจะมีดวงตาสีน้ำเงินเข้ม...”

เธอหยุดเล็กน้อยแล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...นี่...นี่-รู้สีกว่าน้ำเสียงของเขา...มันยังแฝงถึงอำนาจบางอย่าง-อำนาจบางอย่างที่คล้ายมิอาจจะต่อต้านได้”

“ฉันว่าคำพูดของเขา-มันน่าเชื่อถือได้น่ะ”

โดโรธีพูดขึ้นมาอีกครั้ง...แต่บาเรบี้ที่ยืนอยู่ด้านหลังฟ็อกซ์กลับพูดสวนออกมาว่า

“ที่พูดเธอเช่นนี้-เพราะเธออยากจะไปพบท่านผู้เฒ่าหลีใช่มัย”

...ผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ย...มักไม่ยินยอมให้ใครเข้าพบง่ายๆ-ถ้าไม่ใช่บุคคลสำคัญหรือมีเงินจ่ายมากพอ การจะได้เข้าพบท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-โดยไม่ต้องจ่ายเงิน...มักเป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธ

...การจะเข้าพบผู้เฒ่าผู้รอบรู้ต้องจ่ายเงินซื้อเวลาท่าน-และจะถามเรื่องอะไรกับท่านก็ต้องจ่ายเงินอีก...เช่นกัน ส่วนราคาของคำตอบนั้น-ก็ขึ้นอยู่กับคำถามนั้นว่า “คำตอบยากมากน้อยแค่ไหน”...หรือจะพูดง่ายๆก็คือตามแต่ใจผู้เฒ่าหลีจะตั้งราคาไว้(ตามความพอใจ)

“แหมก็โอกาสดีๆอย่างงี้-ใช่มันจะหากันได้ง่ายๆนี่...ถ้ามันเป็นความจริงก็ดีไม่ใช่หรือ”

โดโรธีอดยอมรับออกมาไม่ได้...บาเรบี้อดพูดขัดขึ้นมาไม่ได้อีกว่า

“ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม ฉันว่าเขาจะต้องมีจุดประสงค์อะไรแฝงไว้อยู่อย่างแน่นอน”

“อืมม์”

ฟ็อก์ซส่งเสียงเห็นด้วยกับความคิดของบาเรบี้...เซทีที่ยืนฟังอยู่ข้างๆบาเรบี้จึงพูดออกมาว่า

“ผมว่าเราไม่ควรที่จะไป”

“แต่ฉันอยากไปนี่”

โดโรธีส่งเสียงร้องออกมาอย่างคัดค้านสุดเสียงในทันที

“แต่ว่า...”

เซทีคิดจะพูดอะไรออกมาอีก...แต่โดโรธีกลับร้องตะโกนออกมาอย่างเอาแต่ในตนเองว่า

“ฉันจะไป...ฉันจะไป...ฉันจะไปได้ยินมัย-ว่าฉันจะไป”

“เธออยากไปก็ไปคนเดียวซิ”

เซทีร้องตะโกนบอกออกมาอย่างไม่พอใจ

“เงียบๆกันหน่อยได้มัย...ฉันกำลังใช้ความคิดอยู่”

ฟ็อก์ซพูดออกไปในทันที-ก่อนที่เซทีกับโดโรธีจะทะเลาะกันไปมากกว่านี้ น้ำเสียงของเขา-แม้ไม่ดังมากนัก...แต่มันกลับแฝงไว้ซึ่งอำนาจที่ทุกคนไม่อาจขัดขืนได้ เพราะเขาคือฟ็อก์ซ-เจ้าของเรือจิ้งจอกสีเงินนี้...ก่อนที่เขาจะกวาดสายตาไปมองลูกเรือทุกคนที่มาเข้าร่วมประชุม ภายในห้องทำงานของฟ็อก์ซนี้-ที่มีเหลืออยู่ประมาณสิบกว่าคน

...มีโซฟีเน่ โดโรธี เจนนี่ เซที บาเรบี้ สไปโด และลูกเรืออีก 7-8 คน

ฟ็อก์ซกวาดสายไปไม่พบเซบัสภายในห้องนี้-เขาอดที่จะร้องถามออกไปอย่างตกใจไม่ได้ว่า

“เซบัสเล่า...เซบัส-เขาไม่อยู่บนเรือลำนี้แล้วหรือ”

“เขากำลังนอนหลับอยู่ที่ห้องค่ะ...ฟ็อก์ซ”

โซฟีเน่ส่งเสียงไพเราะของเธอตอบกลับมา

“เฮ้ย...”

ฟ็อก์ซส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ...ก่อนจะพูดต่อไปอย่างสบายใจว่า

“...แต่ฉันบอกให้เรียกลูกเรือทุกคนที่เหลืออยู่...มาที่นี่ไม่ใช่หรือ”

โซฟีเน่ตอบฟ็อก์ซกลับไปอย่างไม่พอใจว่า

“แต่เขายังไม่ใช่ลูกเรือจิ้งจอกเงินลำนี้นี่...ฟ็อก์ซ”

...เซบัสไม่ใช่ลูกเรือลำนี้-แต่ยังเป็นผู้ประสบภัยที่ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอยู่...เท่านั้น

“แล้วเขาคิดยังไงบ้างกับเรื่องนี้”

ฟ็อก์ซที่คิดได้จากคำตอบของโซฟีเน่-จึงถามออกไปเช่นนั้น เพราะเขารู้สึกหวั่นๆว่า “ตาเฒ่าหลี่อาจจะรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวของเซบัสแล้วก็ได้”...ถ้าทุกสิ่งมันเป็นจริงอย่างที่เขาคิด”ตัวเอกที่แท้จริงของงานเลี้ยงครั้งนี้อาจเป็น...”

“เซบัส-เขาบอกว่า...มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะต้องตัดสินใจค่ะ”

เสียงที่ตอบมาของโซฟีเน่ทำลายความคิดต่อไปของฟ็อก์ซ-และโดโรธียังส่งเสียงร้องบอกออกมาอีกว่า

“เขาพูดอย่างนั้นจริงๆค่ะ...โดโรธีเป็นพยานให้ได้ค่ะ”

ทุกคนเมื่อได้ยินคำตอบของเซบัสจากโซฟีเน่-ต่างมองไปที่ฟ็อก์ซทันที...ฟ็อก์ซเป็นกัปตันของเรือลำนี้-เขาจึงควรจะต้องเป็นคนตัดสินใจต่อปัญหานี้มากที่สุดในฐานะผู้นำ ส่วนทุกคนก็เพียงได้แค่ปฏิบัติตามการตัดสินใจของฟ็อก์ซเท่านั้น-ในฐานะลูกเรือที่ดีคนหนึ่ง...เท่านั้น

...ที่โยนปัญหาไปให้กัปตันเรือตัดสินใจ

“รอดูสถานการณ์ไปก่อน”

นี่เป็นคำตอบของฟ็อก์ซที่ทุกคนได้รับหลังจากการประชุม...ทุกคนได้แต่ยอมรับมัน เพราะลูกเรือแทบจะทุกคนที่อยู่ในตอนนี้เป็นคนเก่า-หรือไม่ต่างรู้ดีกว่า “สาเหตุที่ฟ็อก์ซไม่ตัดสินใจลงไปให้แน่นอนเพราะอะไร”

...ไม่ใช่กลัวอันตราย-แต่เป็นกลัวเสียหน้า

หลายคนต่างเคยรับรู้-เคยได้ยินถึง “เรื่องราวกับฟ็อก์ซกับผู้เฒ่าผู้รอบรู้มาก่อน”...ถ้าผู้เฒ่าผู้รอบรู้ไม่ได้เชิญฟ็อก์ซจริงแล้ว-เกิดเขาไป...ฟ็อก์ซจะเสียหน้ามากแค่ไหนกัน

ความหมายของคำว่า “รอดูสถานการณ์ไปก่อน”ก็คือ “ไว้ค่อยว่ากันอีกที-เมื่อเวลานั้นมาถึง”
แล้วเวลาเช่นใดล่ะ-เมื่อเวลานั่นมาถึง

...เวลาที่ต้องตัดสินใจ-ก่อนเวลาอาหารมื้อเย็นมาถึง

ภายในใจของฟ็อก์ซกับลูกเรืออีกหลายคนต่างภาวนาให้มีอะไรเกิดขึ้นมา...และสิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น-มันต้องมีส่วนช่วยในการตัดสินใจว่า “ไป-หรือไม่ไป”

ไม่มีก็ไม่ต้องตัดสินใจ-มีก็ต้องตัดสินใจ

เมื่อเวลาที่ต้องตัดสินใจ-นั่นมาถึง...มี “สิ่ง”มาช่วยให้ตัดสินใจ-บ้างครั้งมันก็ดีกว่าไม่มี และบังเอิญในครั้งนี้...ฟ็อก์ซก็ต้องการให้มันเป็นเช่นนั้นด้วยเมื่อกาบ้าและแบรี่ไม่อยู่บนเรือในตอนนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เที่ยงวัน-ต่อมา

ได้มีบางสิ่ง-บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว...สิ่งที่มันไม่รู้ว่า “มัน-มีส่วนช่วยในการตัดสินใจหรือไม่”

ก่อนที่ทุกคนจะทานอาหารมื้อเที่ยงที่เหลือจากมื้อเช้าที่ฟ็อก์ซยอมกัดฟันจ่ายเงินพิเศษให้เจนนี่เป็นคนทำ-แทนแบรี่ที่ไม่อยู่บนเรือนั้น...ช่างซ่อมเรือพลันยื่นคำขาดกับทุกคนว่า

“ขอให้ทุกๆคนลงจากเรือไปให้หมด-ถ้าต้องการจะซ่อมเรือให้เสร็จทันตามกำหนด”
โดยมีข้ออ้าวว่า

“เพราะผู้คนบนเรือจะทำให้ช่างทำงานไม่สะดวก”

มีตรงไหนที่ไม่สะดวก...ช่างซ่อมเรือไม่ได้บอกออกมา-แต่ทุกคนก็ทราบดี หลังอาหารเที่ยงมื้อนี้ผ่านไป-ทุกคนจะต้องลงไปจากเรือจนหมดสิ้น เพราะหน้าที่ของช่างซ่อมเรือที่ดีคือซ่อมเรือให้ดีและเสร็จทันเวลาที่กำหนดไว้

...เพราะฉะนั้นจึงไม่รวมถึงการหาที่นอนให้กับลูกค้าที่นำเรือมาซ่อม

ทุกคนมักมองไปยังที่ฟ็อก์ซที่ยังยื่นอยู่หัวเรือเสมอ...ทั้งก่อนหน้า-ในขณะและหลังจากก้าวลงจากเรือ คล้ายกับกำลังรอคอยให้ฟ็อก์ซบอกหรือพูดอะไรออกมา

...บอกถึงจุดหมายที่จะให้ทุกคนไป

...พูดถึงการตัดสินใจของเขาในเย็นนี้

โดยทั่วๆไปแล้วกัปตันมักจะเป็นคนจัดหาที่พักให้กับลูกเรือทุกๆคนในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะกัปตันมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตบนเรือทั้งหมด

“อีกหกวันเจอกัน”

ฟ็อก์ซที่ยังยื่นอยู่บนหัวเรือก้าวลงจากเรือมาเป็นคนสุดท้ายพร้อมกับพูดออกไป...แค่นั้น

ใช่...เพราะกัปตันต้องรับผิดชอบต่อทุกคนบนเรือ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนในตอนนี้ไม่ได้อยู่บนเรือเสียแล้ว-ทุกคนต่างจึงต้องรับผิดชอบตนเอง ฟ็อก์ซในยามนี้จึงต้องรับต่อตน-รับผิดชอบต่อเงินในกระเป๋าตนเอง...มิใช่เงินในกระเป๋าใคร

ไม่มีใครรู้ว่า “การเหมาโรงแรมทั้งหลังเป็นเงินเท่าไหร่”...แต่ทุกคนต่างรู้ว่า “มันเป็นเงินที่ไม่น้อย” ทั้งๆที่ไม่เคยเหมามาก่อน-และไม่คิดจะเหมาด้วย

ฟ็อก์ซก็เช่นกัน-เขาไม่คิดที่จะเหมาโรงแรม...ไม่คิดที่จะขาดทุน(กำไร)มากไปกว่านี้อีก

“ไม่ทำในสิ่งที่ขาดทุน”...มันเป็นกฎของฟ็อก์ซที่ทุกคนรู้จักกันดี หลายคนก็เป็นเช่นนั้น...คนที่ไม่เป็นเช่นนี้-จึงแปลกประหลาด

ฟ็อก์ซพูดเสร็จก็ก้าวเดินนำหน้าทุกคนออกไปทันที-ทั้งๆที่แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะไปไหนดี เขาคล้ายได้ตอบคำตอบที่ทุกๆต่างรอคอยออกมาแล้วว่า “มื้อเย็นนี้จะทำเช่นไรดี”

...ใครอยากจะไปก็ไป-ส่วนฟ็อก์ซจะไปหรือไม่...แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่รู้ถึงคำตอบนั้น

แต่ว่า...ก่อนที่ทุกคนจะตกลงใจว่า “จะไปที่ใด” (ถึงจะต่างคนต่างไปก็เถอะ) ทุกคนต่างได้ยินเสียง-เสียงหนึ่งดังขึ้นมา มันดังขึ้นมาเรื่อยๆ-ดังเข้ามาใกล้ๆพร้อมผงฝุ่นที่ตลบอบอวนมา

เสียงที่ดังขึ้น-เป็นเสียงม้า เสียงม้าที่วิ่งตรงมาทางนี้อย่างราวเร็ว-วิ่งตัดผ่านกลางตลาดตรงมาทางนี้...ฝุ่นตลบคละคุ้นขึ้นฟ้าเป็นเส้นทางสายยาวสายหนี่ง-ตามเส้นทางของม้าที่วิ่งมาจากกลางใจเมือง
เสียงม้าวิ่งได้หยุดลง-ม้าได้หยุดนิ่ง...ลงเบื้องหน้าทุกคน

ชายหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าสวมใส่ชุดนายทหารราชองค์รักษ์สีขาว...มีตราสิงโตใหญ่อยู่ที่กลางอก เขาเป็นชนเผ่าสุนัขขนสีเทาเข้ม

...เขาเป็นนายทหารหนุ่มคนเดียวกับที่ทะเลาะมีเรื่องกับโดโรธีที่กลางตลาด

เขายังคงสวมใส่ชุดเดิมอยู่-เพียงแต่แต่งให้มันดูดีและเรียบร้อยกว่าเดิมเท่านั้น ท่าที-ท่าทางของเขาในตอนนี้...เข้มขรึมกว่าเมื่อวานราวเป็นคนละคนกัน

ทุกคนต่างมองไปที่เขาเป็นตาเดียว-แม้แต่โดโรธีในยามนี้ที่พยายามซ่อนตัวอยู่หลังโซฟีเน่...ก็เช่นกัน แต่คนที่รู้จักเขากลับมีน้อยกว่าน้อย-อาจจะประมาทแค่ 3-4 คนเท่านั้น

“จา...”

ฟ็อก์ซส่งเสียงออกมาได้เล็กน้อยในทันทีที่เห็นเขา...แต่จากหลายสิ่งหลายอย่าง-ทำให้ฟ็อก์ซไม่ได้ส่งเสียงออกไปอีก

...เพราะเขาเริ่มไม่มั่นใจ...ไม่แน่ใจ

...ฟ็อก์ซจะไม่ทำในสิ่งที่ไม่แน่ใจเด็ดขาด-นี่เป็นกฎของฟ็อก์ซ กฎที่ฟ็อก์ซยึดถือ-และปฏิบัติมัน

ฟ็อก์ซจึงรอดูต่อไป-รอดูเหตุการณ์ต่อไปอย่างสงบเท่านั้น

นายทหารหนุ่มคนนั้น-คล้ายไม่สนใจทุกสิ่ง เขามีหน้าที่-และมาเพื่อทำตามหน้าที่เท่านั้น เขาก้าวลงมาจากม้าอย่างรวดเร็วและสง่างาม-สมเกียรติ์แห่งทหารราชองค์รักษ์ เขาก้าวเดินอย่างรวดเร็วและสง่ายิ่ง...มาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าทุกคน-ตรงเบื้องหน้าฟ็อก์ซคนเดียว

นายทหารหนุ่มทราบว่า “ฟ็อก์ซเป็นใคร”(เพราะไม่รู้ก็แปลกแล้ว) เขาคล้ายรู้จักฟ็อก์ซ-ฟ็อก์ซคล้ายรู้จักเขา

...แต่เขากลับไม่ได้ทักทายฟ็อก์ซ-เช่นเดียวกับฟ็อก์ซก็ไม่ได้ทักเขา

นายทหารหนุ่มโค้งคำนับฟ็อก์ซเล็กน้อยอย่างสวยงามสง่า-เขาทำตามหน้าที่เท่านั้น...ก่อนส่งซองสองซองให้กับฟ็อก์ซ

...เป็นหนึ่งขาว-หนึ่งแดง

...ซองสีขาวมีตราสิงโตสีขาวพิมพ์ประทับไว้

...ซองสีแดงกลับใช้สีทองวาดเป็นรูปมังกรที่มีลำตัวยาวคล้ายงูทั้งตัว(มังกรจีน)

ฟ็อก์ซรับซองทั้งสองมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้-โดยไม่ได้ถามอะไร...ก่อนจะอ่านมัน เขาเปิดซองสีขาวก่อนค่อยเปิดซองสีแดงออกอ่าน

ส่วนนายทหารหนุ่มยังคงยืนรอคอยอยู่...เขากำลังรอคอยคำตอบจากฟ็อก์ซ-ไม่ว่าคำตอบนั้นมันจะเป็นเช่นใดก็ตาม

ในกลุ่มที่มีคนมากมายนี้-มีคน 2 คนยื่นอยู่ ไม่ใช่เซบัส-ไม่ใช่เจนนี่...แต่เป็นโซฟีเน่-เป็นโดโรธี
โซฟีเน่-เธอเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างเช่นเดียวกับทุกๆคน แต่ว่า “เธอกลับรับรู้มากกว่าทุกคน” เธอจึงใช้ข้อศอกสะกิดโดโรธีที่ซ่อนอยู่ด้านหลังเธอ-แล้วพูดเบาๆว่า

“ดูท่า...เขาไม่ใช่นายทหารปลอมอย่างที่เธอว่าเสียแล้วล่ะสิ-โดโรธี”

โดโรธีคล้ายยังไม่ยินยอม-สวนกลับไปในทันทีว่า

“เธอแน่ใจได้ไงว่าเขาไม่ได้ปลอมตัวมา…”

โดโรธียังพูดต่อไปว่า

“...เขาต้องปลอมตัวมาแน่ๆ”

“เขาต้องเป็นทหารจริงๆแน่...”

โซฟีเน่พูดออกไป-เธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...และเขาต้องมีเรื่องสำคัญและเจ้านายที่ใหญ่โตแน่ๆ ไม่งั้นไม่กล้าควบม้าตัดผ่านเมือง-ผ่านตลาดจนฝุ่นตลบมาอย่างนี้หรอก…”

โดโรธีไม่ได้ตอบอะไรออกมา-เพราะแม้แต่เธอก็ยังไม่สามารถหาถึงเหตุผลใดมาค้านคำพูดของโซฟีเน่ได้...เธอได้แต่นิ่งฟังโซฟีเน่พูดต่อไปอีกว่า

“...เธอก็ต้องระวังตัวให้ดี-ก็แล้วกัน...”

หยุด-ก่อนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...เพราะว่าเขาจะต้องมาหาเธออีกแน่ๆเลยล่ะ...โดโรธี”

“เธอก็ด้วยเหมือนกัน..ที่ต้องระวังตัว...”

โดโรธีพูดออกมา...และยังพูดต่อไปอีกไม่ยินยอมพร้อมใจว่า

“...เพราะว่าตอนนั้น-เธออยู่ด้วย...เธอก็อยู่กับฉันด้วย”

โซฟีเน่ไม่ได้ตอบอะไรออกไป...เพราะฟ็อก์ซได้ตอบออกมาก่อนเธอ เขาตอบออกมาแล้ว-ตอบกลับนายทหารหนุ่มคนนั้นไปว่า

“ตกลง-พวกเราจะไปกันทุกคน...”

พร้อมทั้งคิดในใจว่า “ถ้าตามทุกคนได้น่ะ”

หน้าที่ของนายทหารหนุ่มกับฟ็อก์ซ-ได้เสร็จสิ้นแล้ว

...ถ้าเป็นคนที่รู้จักกัน...ในตอนนี้ก็ถึงเวลาที่สามารถ “ทักทายกัน”ได้แล้ว

แต่นายทหารหนุ่มกลับไม่ได้ทักทายฟ็อก์ซ-ฟ็อก์ซก็ยิ่งไม่ได้ทักทายเขา...หรือทั้งคู่-ต่างไม่รู้จักกัน นายทหารหนุ่มคนนั้นเพียงคำนับฟ็อก์ซอีกครั้ง-แล้วก้าวเดินตรงกลับไปยังม้าของเขา...ก้าวขึ้นไปบนหลังม้าด้วยท่วงท่าที่สง่างาม มันทั้งรวดเร็วและสง่างามสมเกียรติ์แห่งนายทหารราชองค์รักษ์

ก่อนที่เขาจะควบมันออกไปอย่างรวดเร็ว มาเร็วเช่นใด-ก็ไปเร็วเช่นนั้น...มาทางไหน-ก็ไปทางนั้น ฝุ่นทรายยังคงตลบคละคลุ้งขึ้นฟ้าเป็นทางยาว-ตรงเข้าไปสู้ใจกลางของเมืองนี้

เขาอย่างรวดเร็ว-ไปอย่างรวดเร็ว...แต่กลับทิ้งปริศนามากมายไว้ในใจทุกๆคน

ทุกๆคนต่างสงสัยและรู้สึกงงๆกับท่าทีของเขา-ทุกคนต่างมองส่งเขากลับไปจนกระทั่งหายลับไปจากสายตา ฟ็อก์ซก็เป็นเช่นเดียวกับทุกคน-เพียงแต่ว่า “ในใจเขา-มันมีปริศนาที่แตกต่างและมากยิ่งกว่าทุกคน...ก็เท่านั้น”

นายทหารหนุ่มคนนั้น-ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ตั้งแต่เขามาถึง-จนเขาจากไป...เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาซักคำเลย

เพียงแต่ว่า “ก่อนที่เขาจะจากไปนั้น”...เขาเพียงแต่ได้มองกลับมายังโดโรธีครั้งหนึ่งเท่านั้น-เท่านั้นเอง

...เท่านั้นจริงๆ-ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้เลย

...หากว่า “ดวงตาของคน-มันสามารถแฝงความหมายเอาไว้ได้” นายทหารหนุ่มคนนี้-ก็ได้แฝงความหมายของเขาไว้ในดวงตานี้แล้ว...เช่นกัน

ในดวงตาคู่นั้น-ในสายตาคู่นี้...มันได้กำลังบอกถึงบางสิ่งบางอย่างไว้-บอกไว้อย่างเปิดเผยและชัดเจนเลยที่เดียว มันคล้ายได้บอกถึงความหมายที่แฝงให้ทุกคนที่ได้เห็นถึงดวงตาคู่นั้น-ต่างสามารถรับทราบได้ในทันทีทันใดว่า...

...เขาคล้ายต้องการสิ่งใดจากโดโรธีจนเธอต้องสยิวตัวหลบสายตาไปซ่อนอยู่ด้านหลังของโซฟีเน่มากกว่าเดิม

มันไม่ได้ปิดบังหรือหลอกลวงอะไรใครๆเลย เพราะว่าสายตานี้-มันได้แฝงความรู้สึกของเขาไว้ นอกจากความรู้สึกที่มีต่อโดโรธีแล้ว-เขาไม่ได้แฝงสิ่งอื่นมาในสายตาอีกเลย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

“เย็นนี้เราจะไปทานอาหารค่ำที่บ้านของตาเฒ่าหลี่กัน...”

ฟ็อก์ซได้หันมาพูดกับทุกคนก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

“...ถ้าใครเจอคนอื่นๆก็บอกให้ไปกันด้วย...ก็แล้วกัน”

“บัตรเชิญนั้น-เชื่อถือได้หรือฟ็อก์ซ”

บาเรบี้ส่งเสียงถามออกมา

“อืมม์…”

ฟ็อก์ซเพียงแค่ส่งเสียงตอบออกมา...พร้อมๆกับส่งบัตรเชิญทั้งสองใบให้บาเรบี้-เพื่อดู เมื่อเห็นบาเรบี้รับไปดูจึงพูดต่อไปอีกว่า

“...ตราประทับนั่น-เป็นของจริง”

บาเรบี้ที่มองดูตราประทับเจ้าเมืองเมเซร่า-บนบัตรเชิญในซองสีขาวนั้น เป็นตรารูปสิงโตสีขาว-ทั้งยังมีอักษรเขียนว่า “เลโอ”...มันเป็นของจริง-จริงๆ

ฟ็อก์ซเห็นเช่นนั้น-จึงพูดต่อไปอีกว่า

“...ส่วนบัตรเชิญอีกใบ-ก็เป็นลายมือของตาเฒ่าหลี่จริงๆ”

บาเรบี้ที่มองดูบัตรเชิญสีแดง มันถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือ-มิใช่ตัวพิมม์อย่างใบแรก ลายมือที่ดูรีบร้อนและยุ่งเหยิงราวกับว่า “คนเขียน...อาจรีบร้อนเขียนหรือไม่ค่อยเต็มใจเชิญซักเท่าไหรนัก” แต่เมื่อส่งบัตรเชิญมา “มีไม่เต็มใจด้วยหรือ”...บาเรบี้ไม่ได้ถามอะไรออกไป เพราะเขาพอที่จะคาดเดาอะไรบ้างอย่างออกมาแล้ว อีกทั้งเขาก็ไม่เคยเห็นลายมือของผู้เฒ่าผู้รอบรู้ด้วย-จึงไม่แน่ใจหรือเปล่าว่า “ไม่ค่อยเต็มใจเชิญ-หรือไม่” เขาจึงได้แต่ฝืนยิ้มถามฟ็อก์ซออกไปว่า

“แน่ใจหรือ”

“ฉันจำลายมือของตาเฒ่าหลี่ได้ดี-มันไม่ผิดอย่างแน่นอน…”

ฟ็อก์ซตอบกลับมา-แล้วพูดต่อไปว่า

“...ใครจะไปก็ไปเจอกันที่หน้าบ้านตาเฒ่าหลี่เย็นนี้ก็แล้วกัน”

พอเสร็จฟ็อก์ซก็เดินออกไปทันที-โดยไม่สนใจอะไรอีก

บาเรบี้จึงได้แต่ซุกบัตรเชิญพร้อมๆกับหันไปมองหาโซฟีเน่...เขาเห็นโซฟีเน่ยืนคุยอะไรอยู่กับโดโรธีก็เลยจะเดินเข้าไปหา-แต่เซทีได้ชิงถามเขามาก่อนที่จะเดินไปว่า

“นายว่ามันจะเชื่อถือได้หรือ”

“ฉันดูแล้วมันก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรนี่”

เซทีกลับพูดต่อไปว่า

“แต่ฉันรู้สึกว่า...มันไม่ค่อยน่าจะไปเลย”

“ถ้านายไม่อยากไป-ก็ไม่ต้องไปก็ได้...”

บาเรบี้ตอบมาและพูดต่อไปว่า

“...เพราะเขาก็ไม่ได้ระบุให้ไปทุกคน เพียงแต่เชิญคนที่ต้องการไปเท่านั้น...ไป”

“แล้วนายจะไปมัย”

บาเรบี้ตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดว่า

“ไว้ดูก่อนว่ามีใครไปบ้าง-แล้วค่อยว่ากัน”

...ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า “ถ้าโซฟีเน่ไป-เขาต้องไปแน่...ถ้าเธอไม่ไป-เขาก็ไม่ไป”

บาเรบี้ดูว่า “เซทีไม่คิดจะถามอะไรอีกแล้ว” เขาจึงหันกลับไป-เพื่อจะเดินตรงไปหาโซฟีเน่...เช่นเดิม

...แต่โซฟีเน่กับโดโรธีไม่ได้อยู่ที่นั่นเสียแล้ว

...และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซทีเข้ามาไม่ถูกจังหวะจนเขาต้องเสียโอกาสดีๆไป
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่โซฟีเน่คุยกับโดโรธีกันซักครู่หนึ่ง-ก็พากันเดินออกไป เดินกลับเข้าไปในอู่เรืออีกครั้งหนึ่ง-เดินกลับขึ้นไปบนเรืออีกครั้งหนึ่ง

...มันจึงไม่แปลกอะไรที่บาเรบี้ไม่พบเธอ

โซฟีเน่กับโดโรธียังมีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง-ที่สามารถจะอยู่บนเรือได้...ก่อนที่พวกช่างจะกลับมาทำงาน-หลังพักกินข้าว

พวกเธอเดินกลับขึ้นมาบนเรือทำมัยกัน...ก็เพราะว่าในตอนที่ทุกคนเดินลงไปจากเรือนั่น-เซบัสกับเจนนี่ไม่ได้ลงไปด้วย

...พวกเธอกลับขึ้นมาหาเซบัสกับเจนนี่นั่นเอง

โซฟีเน่กับโดโรธีเดินกลับเข้าไปยังห้องนอนของพวกตน พวกเธอยังเห็นเซบัสยังคงนั่งอยู่บนเตียงเช่นเดิม-ยังคงนั่งเหม่อมองดูท้องฟ้าลอดผ่านบานหน้าต่างเรือที่เห็นได้เพียงในอู่ต่อเรือ ส่วนเจนนี่นั่นกำลังนั่งเย็บผ้าผื่นหนึ่งอยู่...โซฟีเน่จึงเดินไปนั่งลงบนเตียงของเธอ(ที่อยู่ถัดจากเตียงเซบัส)-ส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

“ยังไม่เสร็จอีกหรือพี่เจนนี่”

“นี่คิดว่าฉันเป็นใคร...ถึงจะได้เสร็จเร็วตามใจเธอกันหา...โซฟีเน่”

เจนนี่ตอบกลับมาทั้งๆที่ยังก้มหน้าทำงานของเธอต่อไป...โดโรธีจึงส่งเสียงพูดขึ้นมาบาง

“ไม่เห็นต้องมาเรื่องมากทำมันขึ้นมาเลยนี่น่า”

“นี่-พวกฉันไม่ได้หน้าด้านเหมือนเธอนี่น่าโดโรธี-ที่ถึงกับทะเลาะกับคนกลางตลาดโดยไม่สนใจใครได้”

เจนนี่ตอบกลับ...จนโดโรธีต้องร้องเสียงหลงออกมาว่า

“นี่เธอ...”

…เธออดที่จะนึกถึงสายตาที่มองมาของนายทหารหนุ่มคนนั้นไม่ได้

แต่โดโรธีร้องออกมาได้ไม่กี่คำเท่านั้น...เจนนี่กลับชิงพูดขึ้นมาก่อนอีกว่า

“นี่อีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว...รอเดี๋ยวเดียวเอง-ใจเย็นๆน่า…”

เจนนี่ไม่เปิดโอกาสให้โดโรธีพูดอะไรออกมาอีก-ชิงถามต่อมาอย่างรวดเร็วว่า

“นี่แล้วสรุปว่าไงกัน”

เจนนี่กลับถามถึงเรื่องของคืนนี้ โดโรธีจึงได้เล่าถึงสิ่งต่างๆที่มันได้เกิดขึ้นให้เธอฟัง ทั้งเรื่องที่มีนายทหารส่งบัตรเชิญมา-ทั้งคำยื่นยันและการตัดสินใจตลอดจนทุกคำพูดของฟ็อก์ซ

โซฟีเน่ที่เห็นโดโรธีเล่าข้ามเรื่องสำคัญที่สุดไปจึงร้องโพร่งออกไปว่า

“นี่โดโรธีเธอยังไม่ได้เล่าเรื่องที่สำคัญๆให้เจนนี่ฟังเลย...”

“เรื่องอะไร”

โดโรธีส่งเสียงถามออกมาแอย่างงงๆ...เจนนี่ก็ส่งเสียงถามออกมาว่า

“นี่ยังมีเรื่องอะไรที่ปิดบังฉันอีกหรือ...หาทั้งสองคน”

“ไม่มี”

โดโรธีตอบออกไป...แต่โซฟีเน่กลับตอบไปว่า

“มี…”

และเธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...ก็นายทหารหนุ่มคนนั้น-เค้าเป็นคนเดียวกันกับที่มีเรื่องกับโดโรธีในตลาดเมื่อวานนี้...”

โซฟีเน่ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ก่อนที่จะหัวเราะร่าแล้วพูดต่อไปว่า

“ฮิ...ฮิ...ฮิ...และก่อนที่เขาจะจากไป-เขายังมองโดโรธีด้วยสายตาแปลกๆด้วย”

ก่อนที่จะหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างชอบใจ

“นี่-นี่...”

โดโรธีส่งเสียงร้องออกมาได้เพียงแค่นั้นอย่างไม่ค่อยพอใจโซฟีเน่นัก...ในขณะที่เจนนี่กลับพูดออกมาว่า

“นี่...เสร็จแล้วล่ะ”

โซฟีเน่รีบพึ่งตัวบินไปหยิบผ้าในมือของเจนนี่ขึ้นมาดูทันที มันเป็นผ้าคลุมสีขาวผื่นใหญ่ตัวหนึ่ง-ซึ่งตัดเย็บมาจากผ้าปูที่นอนสีขาว โซฟีเน่เห็นมันเสร็จแล้วจึงรีบบินพุ่งกลับไปหาเซบัสพร้อมๆกับพูดว่า

“นี่เซบัส-ลองสวมมันดูซิ”

เซบัสที่กำลังนั่งมองดูท้องฟ้าอยู่นั้น-ได้แต่ลุกขึ้นมายืนพร้อมๆกับยื่นมือออกไปเพื่อจะรับผ้าคลุมนั้นมา แต่ว่าโซฟีเน่กลับไม่ได้ส่งมันให้กับเขา-เธอกลับกางปีกบินข้ามหัวเขาไปยังด้านหลัง...พร้อมๆกับสวมคลุมมันลงบนตัวของเซบัสเลย

ผ้าคลุมตัวนี้...มันแทบจะคลุมมาตัวของเซบัสไว้ทั้งหมด เพราะนอกจากศีรษะกับร่างกายบางส่วนทางซีกซ้ายแล้ว-ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมันถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมจนหมดสิ้น

ทั้งความคิด-ทั้งการทำผ้าคลุมผื่นนี้...เป็นของเจนนี่ เพราะเธอไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาของคนที่พบเห็นอีก-แต่มันยังไม่หมดเพียงแค่นั้น เธอยังต้องจัดการตัวปัญหาอีกคนหนึ่ง-เธอเดินตรงมายังโซฟีเน่แล้วคลุมผ้าคลุมอีกผื่นให้กับโซฟีเน่พร้อมๆกับพูดว่า

“นี่ของเธอ...โซฟีเน่”

นี่เป็นผ่าคลุมที่เธอทำให้กับโซฟีเน่เช่นเดียวกันกับที่ทำให้เซบัส โดยปกติแล้วเจนนี่จะไม่ค่อยลงจากเรือไปไหนมาไหน-เพราะเธอมีหน้าที่ดูแลอาหารมื้อเย็นให้กับทุกคน แต่เมื่อเธอจำเป็นต้องลงไป-เธอจึงไม่ค่อยชอบตกเป็นเป้าสายตาคนเท่าไหร่นัก ยิ่งกลับมีคนมากมายเช่นนั้นมามอง(แม้จะไม่ได้มองเธอก็ตาม)...เธอก็ไม่ชอบใจอยู่ดี ผิดกับโดโรธี-เธอจึงต้องจัดการกับตัวปัญหาทั้งสองนี้

...โซฟีเน่และเซบัส
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โซฟีเน่ที่ได้สวมผ้าคลุม...ที่มองดูภายนอกไม่ได้แตกต่างไปจากเซบัสไปเท่าไรนัก เพียงแต่ต่างกันตรงที่ร่างกายทางซีกขวาบางส่วนของเธอ-มันพ้นออกมาจากชายผ้าคลุม...สลับกันของเซบัสที่เป็นซีกซ้าย

...เพราะเธอหุบปีกทั้งสองข้างให้ลดระดับลงมาชิดกับหัวไหล่แล้วเอาปลายปีกทั้งสองมาผสานกันไว้ด้านหน้า ส่วนหนึ่งนั้นเพิ่งไม่ให่ใครสังเกตดูได้ว่า “เธอมีปีกทั้งสองอยู่ที่กลางหลัง” และอีกอย่างคือเพื่อที่เธอจะสามารถกางปีกออกบินไปได้ตามต้องกลางทุกเมื่อ(ไม่ให้ผ้าคลุมมาเกะกะได้)

โซฟีเน่-เธอรู้สึกจะรำคาญผ้าคลุมผื่นนี้อยู่เล็กน้อย เธอขยับตัวได้ไม่สะดวกเท่าไหร่นัก-โดยเฉพาะแขนทั้งสองของเธอที่ตกอยู่ภายใต้การโอบกอดของปีกที่บางเบานุ่นนวลยิ่งกว่าขนนกของเธอ ในตอนแรกโซฟีเน่-เธอพยายามที่จะถอดผ้าคลุมออก...เจนนี่ที่เห็นเช่นนั้นจึงรีบชิงร้องถามเซบัสออกไปว่า

“นี่เซบัส...ดูโซฟีเน่แล้วเป็นยังไงบ้าง-เธอสวยมัย”

“อืมม์...ก็สวยดี”

เซบัสที่กำลังมองดูโซฟีเน่อยู่นั้นตอบออกมา...เจนนี่จึงถามต่อไปอีกว่า

“แล้วนี่-เธอว่าดีมัยล่ะเซบัส”

“ก็ดี”

พอได้ยินคำตอบที่เซบัสตอบกลับมา-ทำให้โซฟีเน่ต้องเปลี่ยนความตั้งใจที่คิดจะสลัดผ้าคลุมผื่นนั้นทิ้งออกไป เธอหันกลับไปส่องกระจกใบใหญ่ที่ด้านข้างแล้วพยายามใช้มือทั้งสองข้างจัดแต่งผ้าคลุมให้ดูเข้าที่เข้าทาง-เรียบร้อย เป็นระเบียบและสวยงามขึ้นเท่านั้น

พอโซฟีเน่ลองเดินดู-ลองขยับตัวอยู่หน้ากระจกสักพักจนพอใจแล็วก็ได้หันกลับมาพูดว่า

“เริ่มชินขึ้นบางแล้ว”

“นี่งั้นก็ดีแล้วล่ะ”

เจนนี่ส่งสียงถอดหายใจออกมา-ในที่สุดเธอก็สามารถจัดการให้โซฟีเน่เดินไปตามปกติแบ่งคนธรรมดาๆเสียที...มิใช่-นึกอยากจะพุ่งบินไปทางไหนก็ไป ส่วนโดโรธีทีนั่งดูอยู่กลับร้องออกมาว่า

“แล้วเราจะไปกันได้หรือยังล่ะ...ฉันอยากจะไปเต็มทีแล้วน่ะ”

“อืมม์-ไปกันได้แล้ว...”

โซฟีเน่ร้องตอบกันมาพร้อมๆกับใช้มือขวาของเธอกุมมือเซบัสก้าวเดินออกไปพร้อมทั้งพูดต่อไปว่า

“...ไปกันเถอะเซบัส”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องลงมาในยามบ่ายอันอบอุ่น...พวกของโซฟีเน่ยังคงเดินอยู่ตามตลาดเช่นเดียวกับเมื่อวาน

โดโรธีที่เดินนำหน้าทุกคน-เธอยังคงมองดูและสอบถามถึงราคาสิ่งของที่เธอสนใจอยู่ โซฟีเน่กับเซบัสที่เดินคู่กับตามหลังโดโรธีไป...โซฟีเน่อยู่ซ้าย-เซบัสอยู่ขวา และรั้งท้ายด้วยเจนนี่ที่เดินตามหลังทุกคนอยู่

ในยามที่แสงแห่งตะวันสาดส่องลงมาต้องกับเส้นผมสีทองของโซฟีเน่กับเซบัส-ท่อประกายระยับเป็นประกายสีทองอันงดงามระยิบที่สวยงดงามต้องตาจับใจผู้คนยิ่ง และอีกทั้งใบหน้าที่สวยงาม-หล่อเหลาของเธอและเขา-บวกกับผ้าคลุมสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังไม่แปดเบื้อนผงฝุ่นดินทรายเท่าไหร์นัก มันได้ทำให้ทุกผู้คนที่เดินผ่านอดที่จะเหลียวมองกลับมายังโซฟีเน่กับเซบัสไม่ได้

ผู้คนที่หันกลับไปมองโซฟีเน่กับซัสต่างอดรู้สึกถึงความงดงามอันสูงส่งของทั้งคู่นั้นมิได้-ราวกับกำลังมองดูถึงคู่ที่ฟ้าสร้างมาของเทพธิดาและเทพบุตรบนสรวงสวรรค์ที่เหนือฟากฟ้า...ภายใจในของทุกผู้คนต่างคิดว่า

...มีคนที่งดงามราวเทพเจ้าบานนี้จริงหรือ

...มีคนที่สูงส่งสง่างามจนสุดเกินเอื้อถึงก้าวเดินอยู่บนโลกใบนี้ด้วยหรือ

ทุกคนที่มองมาต่างแทบจะไม่เชื่อถึงสายตาของตนเอง...ที่ไม่ได้เห็นเอง-ไม่มีวันเชื่ออย่างเด็ดขาด
สายตาทุกคนที่มองมา...มันแฝงด้วยความรู้สึกต่างๆมากมาย ทั้งที่ไม่เชื่อถือในสิ่งที่ได้เห็น-ทั้งชื่นชมอยู่จนหมดสิ้นหัวใจตน...และยังสงสัยว่า “ตนเองกำลังตื่นอยู่”หรือ “ยังคงนอนหลับไหลฝันอยู่กันแน่”...จึงได้พบทั้งสองเดินเคียงคู่กันบนโลกใบนี้

...โซฟีเน่เพียงหนึ่งเดียว-ยังไม่สวยงดงามสูงส่งสง่างามเช่นยามที่อยู่เคียงเซบัสในเวลานี้...และเซบัสเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นเช่นกัน-ที่ไม่หล่อเหลาสูงส่งสง่างามเท่ายามอยู่เคียงข้ามโซฟีเน่

เจนนี่ที่เดินตามหลังโซฟีเน่กับเซบัส-ในตอนแรกเธออดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ เพราะสายตาของผู้คนยังคงจดจ้องโซฟีเน่กับเซบัสยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก “ผ้าคลุมที่เธอนั่งทำทั้งวัน-มันไม่ได้มีความหมายเลย” หรือไม่ก้อ “คนที่น่าจะคลุมผ้าคลุมไว้น่าจะเป็นตัวเธอเองมากกว่านี่น่า”...เจนนนี่ของคิดในใจไม่ได้ จนกระทั่งสายตาของเธอได้กวาดมองไปยังโซฟีเน่กับเซบัสที่อยู่เบื้องหน้าภายใต้แสงอาทิตย์ก็อดรู้สึกเช่นเดียวกับทุกๆคนในขณะนี่ไม่ได้-อดที่จะมองออกไปด้วยสายตาเช่นเดียวกันมิได้...และโดโรธีก็ด้วย

เจนนี่ในตอนนี้-เธอจึงอดรู้สึกไม่ได้ว่า “ผ้าคลุมของเธอมันก็ยังคงมีประโยชน์อยู่เหมือนกัน” เพราะผู้คนที่มองมานั้น-ต่างแค่เพียงชมดูถึงความสวยงดงามสง่าของทั้งสองเท่านั้น-ไม่ได้พูดวิจารณ์อะไรมากมายนัก หรือบางคนที่มองดู-ก็มองผ่านมาดูแค่แวบเดียวแล้วก็ผ่านไป เพราะอย่างน้อยที่สุดผ้าคลุมของเจนนี่นี้-มันก็ช่วยให้โซฟีเน่กับเซบัสดูผ่านๆไม่แตกต่างจากคนอื่นๆไปมากมายนัก เพียงแต่มีความงดงามสง่ากว่าคนอื่นๆก็เท่านั้น-เจนนี่จึงรู้สึกอดที่จะพอใจกับมันขึ้นมา...บ้าง

โซฟีเน่เห็นเซบัสเดินนิ่งเงียบดูไม่สนใจอะไร-จึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“เซบัส...เซบัส...”

เซบัสที่ได้ยินเสียงเรียกของโซฟีเน่หันกลับไปมองดูเธอ-โซฟีเน่จึงถามต่อไปอีกว่า

“...คุณกำลังคิดอะไรอยู่นะ”

“ผมไม่ได้คิดอะไร”

“คุณไม่ได้คิดอะไรเลยงั้นหรือ”

โซฟีเน่ส่งเสียงพูดทวนออกไป...ซัสจึงตอบรับออกมาอีกครั้งว่า

“ใช่...ผมไม่ได้คิดอะไรเลย”

โซฟีเน่ที่มองดูใบหน้าของเซบัสครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่จะถามต่อไปว่า

“แล้วคุณไม่คิดอยากที่จะรู้ถึงในอดีตของตนเองบางเลยหรือ ไม่อยากรู้ว่าคุณเองเป็นใคร-ชื่ออะไรและมาจากไหน แล้วทำมัยถึงได้ไปอยู่ภายในหัวใจของหนอนทะเลทรายได้”

“ผมไม่รู้ว่าจะอยากรู้มันไปทำมัยกัน…”

เซบัสตอบกลับออกไปตามความรู้สึกที่เขารู้สึกถึงมันจริงๆ เพราะเขาก็ไม่อยากรู้ว่า “เขาจะอยากรู้มันไปทำมัยกัน”...ก่อนที่จะพูดกับโซฟีเน่ต่อไปอีกว่า

“...แล้วผมก็ไม่ได้เกลียดถึงสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้ด้วย”

“เซบัส-คุณชอบสภาพที่เป็นอยู่ในตอนนี้หรือ”

โซฟีเน่ถามออกไปอย่างคาดหวัง...ในขณะที่เซบัสก็ตอบรับออกมา

“อืมม์...ก็คงจะใช่”

โซฟีเน่ยังอดที่จะถามต่อไปอีกไม่ได้ว่า

“แล้วสิ่งสำคัญล่ะ...”

เธอหยุดเล็กน้อยรวบรวมความกล้าแล้วถามต่อไปว่า

“...สิ่งที่คุณเคยบอกว่ามันสำคัญมากสำหรับคุณที่คุณจะต้องค้นหามันล่ะ”

เซบัสหยุดเดิน-หยุดทุกสิ่งทุกอย่างนิ่งไปซักพัก มันคล้ายเหมือนกับมีอะไรบางอย่างแวบๆเข้ามาในหัวเขา...มันคล้ายกับว่า “คำถามนั่นของโซฟีเน่”-มำทำให้เขาต้องหวนคิดถึงบางสิ่งขึ้นมาในชั่วเวลาแป๋บเดียวนั้น ก่อนที่มันจะหายไป-นึกถึงภาพมันไม่ออก...เขาจึงได้แต่ตอบออกไปว่า

“ถ้ามันเป็นสิ่งที่สำคัญกับผมมากจริงๆ-วันจะต้องมีสักวันที่ผมคิดถึงมันออก แล้วเมื่อนั้น-ผมก็คงต้องออกไปตามค้นหาถึงมันละมั่ง”

โซฟีเน่ที่ได้ยินถึงคำตอบของเซบัส-เช่นนั้น...เธอรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอคล้ายเหมือนกับจะต้องสูญเสียเขาไปจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา...จนเจนนี่ที่ยืนฟังคำสนทนาอยู่ด้านหลังทั้งสองก็สังเกตได้ถึงความไม่สบายใจนั้นของโซฟีเน่ได้-จึงรีบถามเซบัสออกไปว่า

“แล้วนี่ถ้ามันสำคัญน้อยกว่าช่วงเวลาช่วงนี้ล่ะ-เซบัส”

“ผมก็คงเลือกที่จะอยู่เช่นนี้ต่อไปมั่ง...ก็คงจะอยู่กับพวกคุณบนเรือลำนี้ต่อไป”

เซบัสตอบกลับออกมา...โซฟีเน่ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงยิ้มออกมาได้ มันเป็นรอยยิ้มที่สวยงามมากจนแม้แต่เซบัสที่แทบลืมสิ้นทุกสิ่งภายใต้รอยยิ้มนี้ของโซฟีเน่ แต่ก่อนที่เธอหรือเซบัสจะได้พูดอะไรต่อไปนั่น...โดโรธีที่เดินอยู่ด้านหน้าที่ได้วิ่งกลับมาแล้วร้องตะโกนถามว่า

“นี่-นี่พวกเธอยืนทำอะไรกันอยู่น่ะ”

เจนนี่จึงตอบกลับไปว่า

“เปล่านี่...ไม่มีอะไรนี่”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่พวกโซฟีเน่พากันเดินเล่นไปตามที่ต่างๆภายในเมืองจนใกล้จะถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว...โซฟีเน่ก็ได้พูดชวนเซบัส

“เราไปที่บ้านท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้กันมัย”

“ผมต้องไปด้วยหรือ”

เซบัสถามกลับมา...โซฟีเน่จึงถามกลับไปอีกว่า

“แล้วเซบัส-คุณไม่อยากที่จะไปหรือ”

“เปล่า...”

เซบัสตอบกลับมา

“...ผมไม่ได้มีความรู้สึกชอบหรือเกลียดอะไรที่นั่นเป็นพิเศษ ที่ผมถามออกไปเพราะเขาเชิญเฉพาะลูกเรือของจิ้งจอกสีเงินไปเท่านั้น”

...ความหมายของเซบัสก็คือเขาไม่ใช่ลูกเรือของฟ็อก์ซ-ลูกเรือจิ้งจอกสีเงิน

โซฟีเน่นิ่งไม่ได้พูดอะไรออกมา เพราะเธอผู้เฒ่ารอบรู้อาจเชิญเฉพาะลูกเรือกับกัปตันของเรือจิ้งจอกสีเงินเท่านั้น ถ้ามีคนอื่นที่อยู่นอกเหนือไปอาจจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในงาน และยิ่งโซฟีเน่ที่เคยได้ยินโดโรธีพูดเสมอๆว่า “ท่านผู้เฒ่าใช่จะยอมให้คนทั่วๆไปเข้าพบง่ายๆ” และ “ท่านยังมีนิสัยที่ประหลาดๆด้วย” ถึงกับเคยไล่คนรับใช้ของแขกที่ท่านเชิญมาให้ออกไปรอคอยหน้าประตูมิยอมให้เข้าไป...จนสุดท้ายโซฟีเน่ก็ได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดออกมาว่า

“เฮ้ย...พวกเขาอาจจะไม่ยอมให้คุณเข้าไปก็ได้น่ะ...เซบัส”

แต่เจนนี่กลับพูดออกมาว่า

“นี่...ถ้าเราไม่บอกก็ไม่มีใครรู่ไม่ใช่หรือ...ว่าเซบัส-เธอไม่ใช่ลูกเรือจิ้งจอกสีเงิน”

“เซทีกับบาเรบี้อาจจะพูดออกไปก็ได้ไม่ใช่หรือเจนนี่”

โดโรธีส่งเสียงพูดออกมา...ทำเอาเจนนี่พูดอะไรไม่ออก เพราะว่ามันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงก็ได้ที่ทั้งสองคนจะพูดออกไป

“ผมว่า...ผมไม่ควรที่จะไปดีกว่า…”

เซบัสที่เห็นโซฟีเน่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก-จึงพูดออกไป...เขายังพูดต่อไปอีกว่า

“...สำหรับผมแล้วจะไปหรือไม่ไป-มันก็ไม่ต่างอะไรกัน”

“งั้น...ถ้าเขาไม่ให้คุณเข้าไป...”

โซฟีเนพูดออกมา-เธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...ฉันก็จะไม่เข้าไปด้วยเหมือนกัน”

“นี่-นับฉันไปด้วยอีกคน เพราะหากพวกเธอสองคนไม่เข้าไป-ฉันก็จะไม่มีอามรณ์จะเข้าไปเหมือนกัน”

เจนนี่พูดออกมา-เธอพูดออกมาพร้อมทั้งกวาดมองไปยังโซฟีเน่กับเซบัส...ก่อนที่จะไปสิ้นสุดที่โดโรธี

“ฉันไม่เอาด้วยหรอก...”

โดโรธีตอบออกมา-เธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...การที่จะได้พบกับท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้น่ะมันยากแค่ไหนน่ะ-พวกเธอรู้มัย...ฉันไม่ยอมที่จะเสียโอกาสนี้ไปแน่ๆ”

“ผมว่า...ผมควรที่จะ...”

เซบัสคิดที่จะพูดอะไรออกมา...แต่โซฟีเน่กับใช้มือขวาของเธอที่นอกผ้าคลุม-ที่มันยังคงกุมมือซ้ายของเซบัสไว้แน่นกระชับขึ้น มือขวาของเธอคล้ายกำลังจะบอกกับเซบัสว่า “ถ้าเขาจะไปไหน-เธอก็จะตามไปด้วยเช่นกัน” และเจนนี่ก็ชิงพูดออกมาก่อนว่า

“ถ้าไม่มีพวกเราแล้วคุณจะทำอะไรได้-คุณจะอยู่ได้ยังไงกันล่ะ”

ใช่...เพราะตอนนี้เซบัส-เขาไม่อะไรเลย ไม่มีแม้กระทั่งความทรงจำหรือเงินแม้แต่ 1 มิร์ ทั้งค่าใช้จ่ายต่างๆที่ผ่านมาทั้งหมด...ทั้งอาหาร ขนมหรือเครื่องดื่ม-พวกโซฟีเน่เป็นคนจ่ายให้ ซึ่งบางคนก็ออกให้ไปก่อน(แต่ต้องจ่ายคืนที่หลังเมื่อมี-เช่นโดโรธี)...หรือบางคนที่ไม่ต้องใช้คืน และก็ไม่รู้ว่างานเลี้ยงของผู้เฒ่าผู้รอบรู้จะลึกเมื่อไหร่...อาจเป็นคืนนี้คืนเดียวหรือเลยไปอีก 2-3 คืนก็ได้

เซบัสจึงได้แต่ตอบออกไปว่า

“งั้นผมก็จะลองตามไปดูก่อนก็แล้วกัน”

“งั้นพวกเราไปกันเถอะ”

โดโรธีส่งเสียงออกมาพร้อมทั้งเดินนำทุกคนตรงไปยังสถานีขึ้นรถรางเพื่อเข้าสู้ตัวเมืองชั้นใน

“นี่ไปกันเถอะทุกคน”

เจนนี่ส่งเสียงเรียกพร้อมเดินตามไปอีกคน

“อืมม์”

ทั้งโซฟีเน่และเซบัสต่างส่งเสียงรับและก้าวเดินตามไปพร้อมๆกัน

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 01 ต.ค.49 เวลา 11:37:16 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ