Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ตอนที่ 4 ชายหนุ่มเผ่าสิงโต

ขอบคุณครับที่ยังติดตามอ่าน

ตอนที่ 4 ชายหนุ่มเผ่าสิงโต

เมืองเมเซร่า-หรือมหานครแห่งความรุ่งโรจน์

เมืองซึ่งถูกจัดว่ามีความสำคัญมากเมืองหนึ่งของดินแดนทะเลทรายนี้

เมืองเมเซร่าตั้งอยู่ทางชายแดนตะวันออกของดินแดนทะเลทรายแห่งนี้-เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของดินแดนทะเลทราย(เมื่อ 50 ปีก่อนคงอยู่ราวๆกลางทะเลเหลืองของจีนที่กลายมาเป็นแผ่นดิน) ประชากรราว 10-20 ล้านคนภายในเมืองแทบจะรวมทุกๆชนเผ่าในทะเลกับชนเผ่าของหมู่เกาะตะวันออกที่ทั้งเข้ามาอาศัยอยู่และค้าขาย ความหลากหลายของเผ่าพันธุ์มวลมนุษย์ในเมืองนี้...มันจึงถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้

...มวลมนุษย์ในที่นี้หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา-แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ตามการเปลี่ยนแปลงได้จาก

มนุษย์ในสมัยก่อน 50 ปีก่อนการเปลี่ยนแปลงมีสภาพร่างกายให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมาขึ้น

สัตว์ในสมัยก่อน 50 ปีก่อน(รวมถึงพืชบางชนิดด้วย)ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงให้มีสติปัญญาและสภาพร่างกายให้ใกล้เคียงมนุษย์

ส่วนสิ่งที่ไร้สติปัญญาภายหลังการเปลี่ยนแปลงเมื่อ 50 ปีก่อน...ไม่นับว่าเป็นมวลมนุษย์หรือคน อาจมีชื่อเรียกมากมายตามชนิดและเผ่าพันธุ์ของมัน

...หากกล่าวว่า “ร่างกายของมนุษย์ในสมัยก่อนนั้น-เป็นรูปร่างที่ดีมากที่สุดเมื่อเทียบกับสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆในสมัยนั้น แต่ยังมีข้อด้อยกว่าสัตว์บางชนิดในบางด้าน เช่นการต่อสู้ ความเร็ว การบินไปบนท้องฟ้าหรือแหวกว่ายในผื่นน้ำ พลังกาย แรงกาย การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันจึงมีขึ้น-เพื่อชดเชยสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่ว่าอย่างไร-ก็คงไม่มีสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้ที่มีความสมบูรณ์พร้อมเหนือทุกสรรพสิ่งมีชีวิตต่างๆไปทั้งหมดหรอก ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงมา ทุกสิ่งมีชีวิตหลังการเปลี่ยนแปลงมันเพียงแค่ถูกยกระดับให้ดีขึ้นเท่านั้นจากที่เป็นอยู่-ไม่ว่าในด้านใดด้านหนึ่งก็เท่านั้น

      ...ยกเว้นไว้ 7 คน

...ภาษาที่ใช้อยู่ในตอนนี้.ก็มีอยู่เพียงภาษาเดียวที่ผสานดวงวิญญาณทั้งหลายหลากบนโลกใบนี้ในสามารถสื่อสารและเข้าใจกันได้ มวลมนุษย์ทุกชนเผ่าต่างๆมากมายบนโลกใบนี้-ต่างพูดกันแค่ภาษาเดียว และสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่สามารถมีสติปัญญาพูดภาษานี้ได้-ก็ไม่ถูกจัดว่าเป็นมวลมนุษย์หรือว่าคนเช่นกัน และไม่มีใครรู้ว่าภาษาที่ใช้กันอยู่ในตอนนี้-ทั้งใช้พูดและเขียนสื่อสารกันนั้น...มันเป็นภาษาใด เพราะในยามที่เหล่ามวลมนุษย์ทั้งหลายต่างลืมตาตื่นขึ้น-พูดคุยกันหลังการเปลี่ยนแปลงก็ใช้ภาษานี้แล้ว...โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทุกคนต่างเรียกภาษานี้ว่า...ภาษาแห่งเรา

เมืองเมเซร่าแบ่งออกเป็นส่วนใหญ่ถึงหกส่วนด้วนกัน ส่วนแรกเป็นท่าเรือและอู่ทางด้านตะวันออก ส่วนที่สองตรงกลางล่างขวาต่อจากส่วนแรกเข้ามาไปจนถึงด้านล่างของเมืองทางทิศตะวันออก-รวมถึงชายฝั่งตะวันออกส่วนล่างด้วย...เป็นตลาดการค้าที่ยิ่งใหญ่ของเมืองนี้ ส่วนที่สามของเมืองทางทิศเหนือกับตะวันตกช่วงบนเป็นแหล่งพักผ่อน...ที่มีผู้คนมากมายมักพากันมาท่องเที่ยวและพักอาศัย ส่วนที่สี่ทางทิศตะวันตกซ้ายล่างของเมือง-ส่วนมากจะเป็นบ้านผู้คนทั่วๆไปกับสถานที่ทำงาน ส่วนที่ห้าบริเวณตอนกลางในสุดของเมืองที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะสูงของเมือง และสุดท้ายส่วนที่หกนั้น...คือบริเวณชานเมืองรอบนอกทิศต่างๆของเมืองนี้ที่เป็นแหล่งหาอาหารของเมืองนี้

...เหนือ-ใต้-ตะวันตกเป็นแหล่งเพาะปลูก เลี้ยงและล่าสัตว์

...ตะวันออกเป็นจับปลาและสิ่งต่างๆที่ได้จากทะเล

แต่ในแต่ละส่วนของเมืองนี้-ยังคงประกอบด้วยประชากรที่ประกอบอาชีพต่างๆอาศัยอยู่ปะปนไปหมด เช่นมีร้านค้าขายของในแทบทุกส่วน มีแหล่งที่เที่ยวและบริการทุกส่วน มีบ้านคนอาศัยอยู่ในทุกๆส่วน ส่วนต่างๆของเมืองนี้-ถูกเชื่อมต่อด้วยถนน รถรางและสะพานลอยข้าม รถรางที่ไปตามราง-สามารถทำให้คนยังส่วนต่างๆของเมืองได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง บนถนนเป็นที่เดินเท้าและแล่นสำหรับรถม้า

...ม้าที่ใช้ลากแทบจะไม่แตกต่างจากอดีตเท่าไหร่นัก-เพียงแต่มีพละกำลังและความอดทนมากกว่าเดินเท่านั้น

เมืองเมเซร่ามีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 10-20 ล้านคน...โดยอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าเมือง ประขากรกับพ่อค้าที่นำสินค้ามาค้าขายจะต้องเสียภาษีให้กับเจ้าเมือง-เพื่อแลกกับสิทธิ์ต่างๆ และเจ้าเมืองทุกเมืองในดินแดนทะเลทรายจะแบ่งภาษีส่วนหนึ่งไปให้กับท่านมิราจ-เพื่อแลกกับสิทธิ์ต่างๆในดินแดนทะเลทราย...เช่นกันในรูปแบบเครื่องบรรณาการ(ตามแต่จะจ่ายหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านมิราจไม่เคยเรียกร้องให้จ่าย-แต่เมืองต่างๆมักจะจ่ายให้เพื่อความสบายใจของเจ้าเมือง)

เจ้าเมืองเมเซร่ามีนานว่า “เลโอ”...เลโอ เดอะ ไลออน(Leo The Lion)-เขาเป็นชนเผ่าสิงโตขาว อายุประมาณ 30 กว่าๆ เขาเป็นเจ้าเมืองแทนบิดาได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น...และสืบเชื้อสายตรงมาจากพี่น้อง 2 คนตั้งเมืองเมเซร่านี้ขึ้นมาเมื่อ 50 ปีก่อน...ภายใต้ตราราชสีห์ขาว

...เลโอ-เป็นสิงโตที่เปลี่ยนแปลงมาให้เป็นมนุษย์ มีหัวเป็นสิงโต มีนิ้วมือยาวเท่ามนุษย์ โดยปกติมักจะซ่อนกรงเล็บของตนไว้ ยืนและเดินสองขา ลักษณะที่เด่นที่สุดเฉพาะตัวที่กล่าวกันว่า “เขาเกิดมาเพื่อเป็นราชันย์แห่งแดนดิน”คือขนสีขาวตลอดทั้งตัวเป็นประกายงดงาม และผม(แผลงคอ)ยาวถึงกลางหลังสีเงิน ดวงตาสีน้ำเงินเข้ม หางสีขาวยาวประมาณเกือบ 1 เมตร มีพลัง-แรงมหาศาล-ความเร็วสูงและอำนาจมาก..แทบจะเหนือสรรพชีวิตบนแดนทะเลทรายนี้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เวลาประมาณบ่ายโมงกว่าๆ

โซฟีเน่กับเซบัสกำลังเดินอยู่ภายในตลาด-โดยมีเจนนี่เดินตามหลังมาอยู่ใกล้ๆ

ในทุกครั้งที่โซฟีเน่เดินไปไหนมาไหนภายในเมือต่างๆ-มักตกเป็นเป้าสายตาของคนรอบข้างเสมอ(โดยเฉพาะชายหนุ่มต่างเมือง)

จากลักษณะและรูปร่างหน้าตาของเธอ...มักทำให้ใครๆต่างพากันรู้ว่า “เธอคือโซฟีเน่” ยิ่งรู้ว่า “จิ้งจอกสีเงิน”มายังเมืองนี้-ทุกคนยิ่งมั่นใจว่า “ต้องเป็นเธอ”แน่นอน

ชื่อเทพธิดาแห่งทะเลทรายของเธอนั้น-มันได้มาจากตอนที่เธอเพิ่งขึ้นเรือของฟ็อก์ซใหม่ๆ ในตอนนั้นเธอแค่บังเอิญไปช่วยเจ้าเมืองคนหนึ่งที่กำลังบาดเจ็บสาหัสอยู่กลางทะเลทรายจากการกบฏของขุนนางกลับมายังเรือของฟ็อก์ซ เมื่อเจ้าเมืองกลับถึงเมือง-ภายใต้การช่วยเหลือของจิ้งจอกสีเงินที่ปราบกบฏได้...ทั้งเจ้าเมืองและชาวเมืองต่างพากันเรียกเธอว่า”เทพธิดาแห่งทะเลทราย” ไม่ว่าใครที่ผ่านไปยังเมืองนั้น-มักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอและบวกกับความสวยงามราวกับเทพธิดาของเธอจากรูปสลักที่เจ้าเมืองสั่งในแกะสลักไว้ที่ราวน้ำพุกลางใจเมือง...ทุกคนต่างพากันกล่าวขานและยอมรับเรียกเธอว่า “เทพธิดาแห่งทะเลทราย”

…นามเทพธิดาแห่งทะเลทรายถึงถูกเรียกกล่าวขานอีกครั้งหนึ่ง

ในปกติเวลามีคนมองดูเธอ...โซฟีเน่-เธอมักไม่สนใจ

แต่...แต่ว่า-ในวันนี้เธอไม่สนใจไม่ได้แล้ว เพราะว่าสายตาของทุกคนที่มองมานั้น-มันต่างไปจากทุกครั้ง

ผู้คนมักมองดูเธอ-แล้วเหลียวดูเซบัส เมื่อมองดูเซบัส-ก็เหลียวกลับมาดูเธอ สลับกันไป-สลับกันมาเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง

แต่ว่า...สิ่งที่ร้ายที่สุดนั้นเป็น-เสียงที่ทุกคนพูดคุยกัน ที่เธอได้ยิน

“ดูนั่นสิ...เป็นเผ่าพันธุ์ไหนกันน่ะ ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนเลย-ไม่รู้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า”

หรือ...

“เขาเป็นใครกัน...ทำมัยถึงได้มาเดินคู่เทพธิดาแห่งทะเลทรายได้”

แต่นั่นยังไม่ร้ายเท่า...เสียงของพวกเขาที่เธอได้ยินต้องก้มหน้าลงซ่อนใบหน้าที่แดงของเธอไว้...ไม่ให้ใครเห็น

“นี่เธอดูหนุ่มสาวคู่นั้นสิ...เหมาะสมกันมากเลย ผู้หญิงก็เป็นโซฟีเน่-เทพธิดาแห่งทะเลทราย...ส่วนผู้ชายก็หล่อเหลาสมชายชาตรีแทบจะเป็นเทพบุตรในฝันของฉันเลย”
และยังได้ยินอีกว่า

“ใช่...ใช่เหมาะสมกันมาก ไม่รู้น่ะ...ว่าทีความสัมพันธ์ขั้นไหน เป็นเพื่อน-เป็นแฟน...เป็นคนรักหรือแค่คนรู้จักกันเท่านั้น”

และ

“โธ่...อุตสาห์ได้พบเทพธิดาแห่งทะเลทรายทั้งที-เธอไม่น่ามีเจ้าของเลย ผู้ชายคนนั้น-มันเป็นใคร...มันมีอะไรดีถึงได้หัวใจของเธอไปครองได้”

และก็

“ทำมัยฉันจึงพบเธอช้าเกินไปน่ะ”

“สวยจริงๆเลยเทพธิดาแห่งทะเลทราย”

“ผู้หญิงก็สวย-ผู้ชายก็หล่อ”

จากคนไม่กี่คนเท่านั้นที่ส่งเสียงพูดออกมาอย่างไม่เกร็งว่า “เธอจะได้ยิน”...จากคนส่วนมากที่เพียงแค่มองดูเท่านั้น

“...”

โซฟีเน่ที่ได้ยินเช่นนั้น-เธอยิ่งหน้าแดงขึ้นจนไม่สามารถเงยหน้าขึ้นมามองทางได้อีกแล้ว แต่ว่า-เธอยังอดยิ้มออกมาด้วยความดีใจไม่ได้...และยังคงใช้สายตาเธอชำเลืองมองไปยังเซบัส

เซบัสที่ยังคงเดินเฉย-ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย...มันเหมือนกับว่า “เขาไม่ได้ยินถึงคำพูดเหล่านั้นเลย” ซึ่งมันก็ทำให้โซฟีเน่อดที่จะคิดน้อยใจไม่ไดว่า “เขาไม่ได้ยินมันจริงๆหรือว่าไม่รู้สึกสนใจถึงมันกันแน่” เธอคิดที่จะถามเซบัสออกไปเหมือนกัน-แต่เธอไม่ได้ถามมันออกไป...เพราะเธอไม่มีความกล้าที่จะถามมัน

...อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้...ในสถานที่นี้-เวลานี้

โซฟีเน่จึงได้แต่ก้มหน้าเดินต่อไปเท่านั้น...เพียงแต่เร่งฝีเท้าขึ้นให้มันเร็วมากกว่าเดิมเท่านั้น

เจนนี่ที่เดินตามหลังนั้น...เธอเห็นเช่นนั้น-ได้ยินเช่นนั้น เธอก็รู้สึกรำคาญกับสภาพเช่นนี้-เช่นกัน...เธอจึงรีบเดินขึ้นไปตีคู่ขกับโซฟีเน่แล้วพูดว่า

“นี่...พวกเรารีบไปกับดีกว่า-โซฟีเน่”

“อืมม์”

โซฟีเน่ตอบรีบกลับมาทันที...พร้อมกับเจนนี่ที่เร่งฝีเท้าเดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว

โซฟีเน่ก้าวเดินตามไปก้าว-สองก้าว...ก็หันไปมองยังเซบัส พบว่าเขายังคงเดินตามปกติ-เธอจึงรีบหันกลับไปฉุดมือเซบัสแล้ววิ่งออกไปทันที

พวกโซฟีเน่วิ่งไปได้-ไม่ใกล้เท่าไหร่นักก็ต้องหยุดลง...เพราะพวกเราได้ยินเสียงโดโรธีดังขึ้นมาจากกลุ่มคนที่กำลังมุ่งดูความสนุกสนานอยู่ด้านหน้า

เจนนี่ที่นำหน้าอยู่พูดขึ้นว่า

“นี่...พวกเราไปดูกันเถอะ”

พูดเสร็จก็เดินนำแหวกฝูงคนเข้าไปโดยไม่รอคำตอบของโซฟีเน่-โซฟีเน่กับเซบัสได้แต่วิ่งตามเข้าไปเท่านั้น

ภายในกลุ่มคนพวกโซฟีเน่พบโดโรธีกำลังทะเลาะอยู่กับนายทหารหนุ่มชนเผ่าสุนัขอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย-ที่หน้าร้านขายเครื่องประดับ...เจนนี่รีบถามคนที่ยืนมุ่งดูอยู่ด้านข้างว่า

“นี่คุณ...นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันน่ะ”

คนๆนั่นชี้ไปทางโดโรธีแล้วตอบกลับมาว่า

“ก็แม่สาวคนนั้นเลือกเครื่องประดับนานจนเจ้าของร้านเริ่มไม่พอใจ-แต่พอเธอเลือกได้สร้อยคอพร้อมจี้เส้นนั้น...”

เสียงของเขาแฝงพลังอำนาจบางยิ่งที่คนทั่วๆไปไม่มี แต่มันจะเป็นพลังอำนาจแบบใด-เจนนี่แม้รู้สึกถึงมันได้...แต่ก็ไม่สามารถบอกออกมาได้ ได้แต่ฟังเขาเล่าต่อไปพร้อมทั้งชี้ไปยังสร้อยคอที่อยู่ในมือของโดโรธี...แล้วเล่าต่อไปอีกว่า

“...ในขณะที่กำลังต่อรองราคาอยู่นั้น...อยู่ดีๆนายทหารหนุ่มคนนั้นก็เดินเข้ามา พยามยามใช้อำนาจจะเอาสร้อยคอเส้นนั้นไป-แต่แม่สาวคนนั้นไม่ยอม”

“นี่-ยังงี้...มันก็ใช้ไม่ได้นี่”

เจนนี่ร้องออกมาในทันที-พร้อมๆกับทำทีจะเดินเข้าไป คนที่อยู่ข้างๆกลับฉุดแขนเธอไว้-แล้วพูดออกมาว่า

“เดี๋ยวก่อน…”

เจนนี่หักกลับมามอง...คนที่อยู่ข้างๆจึงพูดต่อไปว่า

“...อย่าหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า...มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเธอเลย นายทหารคนนั้นน่ะ-เขาเป็นคนสนิทของท่านเจ้าเมืองเชียวน่ะ”

“ใครบอกคุณกันล่ะว่า...มันไม่ใช่เรื่องของพวกเรา...”

โซฟีเน่ที่ยืนฟังอยู่นานด้านข้างพูดออกมา...และเธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...ผู้หญิงคนนั้นน่ะ-เป็นเพื่อนของพวกเราน่ะ”

พอโซฟีเน่-เธอพูดเสร็จ...เธอกับเจนนี่ก็ก้าวเดินออกไป-ซึ่งมันทำให้เซบัสต้องก้าวเดินออกไปด้วย เจนนี่ก้าวเดินเข้าไปอย่างรวเร็ว...ก้าวเข้าไปหาโดโรธีพร้อมกับส่งเสียงถามไปว่า

“นี่โดโรธี...มีเรื่องอะไรให้ช่วยมัย”

โดโรธีเห็นเจนนี่เดินส่งเสียงเข้ามา-ด้านหลังยังตามาด้วยโซฟีเน่กับเซบัส เธอจึงรีบวิ่งไปซ่อนด้านหลังของเจนนี่พร้อมๆกับหันกลับไปพูดกับนายทหารหนุ่มคนนั้นว่า

“ฉันเห็นก่อนน่ะ...ยังไงๆฉันก็ไม่ยอมปล่อยมืออย่างเด็ดขาด”

นายทหารหนุ่มคนนั้นคิดจะตอบอะไรออกมา...แต่เมื่อมองไปยังทางโซฟีเน่กับเซบัสก็เปลี่ยนท่าทีพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ฝากไว้ก่อนแล้วกัน”

แล้วรีบก้าวเดินออกไปทันที...โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก ไม่ใช่เขามาคนเดียวเลยกลัวเสียเปรียบแต่อย่างใด ยิ่งเรื่องลุกลานออกไป...เขายิ่งได้เปรียบ แต่เพราะเขาเห็นคนๆหนึ่งออกคำสั่งห้ามเขาไว้
แต่โดโรธีที่ยังคงกัดไม่ปล่อย...รีบวิ่งออกมาจากด้านหลังจองเจนนี่-แลบลิ้นยิงฟันใส่พร้อมทั้งร้องตะโกนไล่หลังไปว่า

“โธ่...นึกว่าจะแน่สักแค่ไหน”

เจนนี่ได้ยินเช่นนั้นจึงหันกลับไปต่อว่าโดโรธีว่า

“นี่เธอ...นี่มันจริงๆเลยนา-เหลือเกินจริงๆ”

“แหม...ก็”

โดโรธีตอบกลับมา-พร้อมๆกับแลบลิ้นออกมาเลื้ยมือของเธอ

เจนนี่ที่เห็นเช่นนั้นจึงไม่ได้ว่าอะไรอีก-เพียงแต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างเอือมระอาเท่านั้น...แต่โดโรธียังไม่ยอมหยุด-เธอยังพูดขึ้นมาอีกว่า

“นี่เจนนี่...ดูนั่นสิ-นั่น”

เธอชี้นิ้วไปยังมือขวาของโซฟีเน่ที่ยังกุมมือซ้ายของเซบัสอยู่-เจนนี่ก็มองตามไปที่โดโรธีชี้

“มีอะไรหรือ”

โซฟีเน่ยังถามออกมาอย่างไม่รู้ตัวว่า “เธอกำลงกุมมือของเซบัสอยู่”

“ไม่เจอกันแค่ครึ่งวัน...เดี๋ยวนี้เธอก้าวหน้ากุมมือกับเซบัสแล้วหรือ...โซฟีเน่”

โซฟีเน่ที่นึกขึ้นได้ว่า “เธอยังกุมมือของเซบัสอยู่นั้น”…อดอายจนหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ แต่เห็นเขาไม่ได้ว่าอะไรเธอ...เธอจึงพูดออกไปโดยไม่ได้ปล่อยมือเซบัสว่า

“ทำมัย...มีอะไรหรือ-มีปัญหาอะไรหรือโดโรธี”

“ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่น่า...โซฟีเน่”

โดโรธีตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ลากยาวอย่างมีเล็ศนัยอันแสนเจ้าเล่ห์...เธอคิดจะพูดอะไรออกมาอีก แต่เจ้าของร้านขายเครื่องประดับกลับถามออกมาว่า

“ตกลงจะรับสร้อยชิ้นนี้ใช่มัยครับ”

“ไม่เอา...ไม่ซื้อแล้ว”

“หา”

เจ้าของร้านขายเครื่องประดับร้องออกมาอย่างตกใจเมื่อได้ยินคำตอบของโดโรธี...แต่ไม่นานนักโดโรธีก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นมาว่า

“ถ้าลดลงมาอีกหน้าสิบมิร์...ฉันอาจจะคิดดูใหม่ก็ได้น่ะ”

“โธ่..โธ่...”

เจ้าของร้านได้แต่ส่งเสียงโอดครวญออกมาแทบไม่เป็นภาษาตามเสียงหัวเราะร่าของโดโรธี
เมื่อไม่มีอะไรสนุกอีกทุกก็พากันเดินแยกย้ายกันออกไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

โดโรธีก็ได้ซื้อสร้อยเส้นนั้นมาแล้ว...ด้วยราคา 11 ราจ 50 มิร์จากราราเดิม 14 ราจ 80 มิร์

...มาตราเงินของดินแดนทะเลทรายเป็นเช่นนี้

      100 มิร์เท่ากับ 1 ราจ

      100 ราจเท่ากับ 1 มิราจ

      มิร์เป็นค่าเงินที่ต่ำที่สุดในดินแดนทะเลทรายนี้

โดโรธียังเดินชื่นชมอยู่กับสร้อยที่เธอพึ่งจะซื้อมันมาอย่างพอใจอยู่เบื้องหน้าทุกคน ส่วนเจนี่ได้แต่ถอนหายใจเดินตามหลังเท่านั้น-โซฟีเน่ยังคงเดินกุมมือเซบัสตามหลังเธอมาอีกทีหนึ่ง

แต่ว่าด้านหลังของเธอกลับมีคนๆหนึ่งเดินตามมา-คนๆนั้นเป็นคนที่เล่าเหตุการณ์ “การมีเรื่องของโดโรธีกับนายทหาร”ให้พวกโซฟีเน่ฟังนั่นเอง

...เขาเป็นชนเผ่าสิงโตเช่นเดียวกับเจ้าเมืองๆนี้ เพียงแต่แตกต่างกันตรงที่ขนและผมของเขาไม่ได้เป็นสีขาวเท่านั้น-มันเป็นสีน้ำตาลออกเหลืองทองของพื้นทรายในทะเลทรายสีทองแห่งนี้ เขาสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมกว้างเก่าแปดเปื้อนได้ด้วยฝุ่นทรายอยู่ตัวหนึ่ง

ส่วนสาเหตุที่เขาเดินตามหลังพวกโซฟีเน่นั้น...เพราะเขาสงสัย-สนใจอะไรบ้างอย่าง

...ที่เขาสนใจนั้นไม่ใช่โซฟีเน่...แต่เป็นเซบัส

เขาเดินตามหลังพวกโซฟีเน่ออกมาจากตลาด...และนั่งรถรางไปยังแหล่งท่องเที่ยวของเมืองนี้ พวกของโซฟีเน่เดินดูโน่นดูนี่ไปตามข้างทาง...มีแต่เซบัสเท่านั้นที่ยังคงเดินตามพวกโซฟีเน่-โดยแทบจะไม่หันไปมองทางไหนเลย...เพียงเดินตามมือของโซฟีเน่ที่กุมมือลากเข้าตามหลังเธอไปเท่านั้น-มองดูสิ่งต่างๆที่เธอคอยชี้บอก อย่างไม่ได้ขัดขืนอะไร เขาเดินตามพวกโซฟีเน่ไปซักพักก็เห็นพวกของโซฟีเน่พากันเดินเข้าไปในร้านฟาแลนด์-ซึ่งเป็นร้านอาหารที่มีชื่อของเมืองนี้ ซึ่งในตอนแรกเขาก็คิดที่จะตามเข้าไป...แต่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า “ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้...พวกบริกรคงไม่ยอมให้เขาผ่านประตูร้านเข้าไปแน่นอน” และเขาในตอนนี้ก็ยังไม่คิดที่จะทานอาหารเสียด้วย เขาจึงได้แต่ไปนั่งรออยู่ด้านนอกฝั่งตรงข้ามกับร้าน-เพื่อรอคอยพวกโซฟีเน่พลางคิดไปพร้อมๆกันว่า “จะหาวิธีรู้จักกับพวกของโซฟีเน่ได้อย่างไรกัน”

จนชายหนุ่มเผ่าสิงโตคนนั้นได้เหลือบไปมองเห็นพวกโซฟีเน่ที่มานั่งอยู่ตรงริมหน้าต่างชั้นสองของร้าน...เจนนี่ได้หันหน้ามองดูออกมาทางนี้-เขาจึงได้แต่รีบก้มหน้าหันไปมองทางอื่น

ในทันทีที่เจนนี่นั่งลบนเก้าอี้ตัวรินหน้าต่างชั้นสองของร้านอาหารแห่งนี้-เธอก็ได้มองออกไปยังนอกหน้าต่างในทันที...ปล่อยให้โดโรธีเป็นคนสั่งอาหาร

เธอคล้ายเห็นฝั่งตรงข้ามของร้านมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย...เธอรู้สึกคุ้นตาคนๆนั้นมาก-แต่กลับนึกไม่ออกว่า “เขาเป็นใครกัน” เธอนั่งมอง-นั่งนึกอยู่นาน...จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของโดโรธีส่งเสียงร้องเรียกเธอออกมาว่า

“นี่เจนนี่...กินได้แล้ว-อาหารมาแล้ว”

เจนนี่จึงได้หันกลับมามองยังโต๊ะของเธออย่างตกใจ ไม่ใช่เพราะโดโรธีที่นั่งตรงข้ามของเธอ...ด้านข้างของเธอเป็นเซบัสหรือแม้แต่โซฟีเน่ที่นั่งด้านข้างของโดโรธีตรงกันข้านกับเซบัส

แต่เป็นเราอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ ทั้งไก่อบน้ำผึ้ง เนื้อย่างน้ำผึ้ง ซุปปลาน้ำผึ้ง หรือแม้แต่เครื่องดื่มก็เป็นน้ำผึ้งเดือนสาม...จนเจนนี่อดที่จะร้องถามออกไปไม่ได้ว่า

“...นี่เธอสั่งอะไรของเธอโดโรธี”

“ก็สั่งฟูลคอร์ดของพ่อครัวต่างแดนที่นานๆจะมาเมืองนี้ไงล่ะ...”

โดโรธียังชูใบปลิวมาเธอรับมาจากในเมืองพร้อมกับพูดต่อไปด้วยว่า

“...นี่เห็นมัย-มีโปรโมชั่นราคาลดพิเศษเมื่อสั่งเป็นชุดด้วยน่ะ...แม้แต่กาบ้ายังแนะนำให้มากินที่ร้านนี้เลย”

เจนนี่ส่งเสียงถอนหายออกมาโดยไม่ต้องชิม...แล้วพูดว่า

“นี่-แล้วเธอชิมก็รู้เองนั่นแหละ”

“อะไรกัน...”

โดโรธีส่งเสียงบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ...พอๆกับตักซุปปลาอาหารโปรดขึ้นเธอขึ้นชิมก่อนจะกรี๊ดร้องออกมาว่า

“กรี๊ดนี่มันอะไรกัน”

“เป็นไงอร่อยมากมัยล่ะ...”

เจนนี่ส่งเสียงพูดออกมาอย่างสมเพช...ก่อนจะพูดต่อไปว่า

“...ฝีมือพ่อครัวเอก...แบรี่-แบร์”

เพราะไม่ว่าอาหารจะอร่อยมาแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่พวกเจนนี่ต้องการจะกินในตอนนี้ไม่ใช่อาหารฝีมือของแบรี่ที่พวกเธอกินมันอยู่ทุกวันบนเรือ สิ่งที่เธออยากกินในตอนนี้...มันควรจะเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของเมืองนี้ต่างหากล่ะ

“เชอะ...ไม่นึกเลยว่าจะโดนกาบ้าจะแกล้งเอาได้”

“เธอน่ะมันโง่เอง...ไม่เห็นหรือว่ามีตราหมีสีน้ำตาลเครื่องหมายการค้าของแบรี่ตัวเบ้อเร่อบนใบปลิวนี้”

เจนนี่พูดพร้อมๆกับชี้รูปหมีสีน้ำตาลบนใบปลิวให้โดโรธีดู...โดโรธีที่ยังไม่ยอมแพ้-เธอตักอาหารใส่ปากอย่างไม่พอใจพร้อมๆทั้งบ่นออกมาว่า

“โซฟีเน่ก็ไม่ว่าอะไรนี่”

เจนนี่ที่หันไปมองดูทางโซฟีเน่กับเซบัสนั่น เซบัสกำลังตักอาหารกินช้าๆ...ส่วนโซฟีเน่กลับนั่งมองดูมือขวาของตัวเองสลับไปมากับจ้องมองดูเซบัส เจนนี่-เธอจึงส่งเสียงเรียกออกไปว่า

“นี่โซฟีเน่...เธอก็เห็นด้วยใช่มัยกับการเข้ามากินอาหารที่นี่”

“...”

ไม่มีเสียงหรือคำตอบใดกลับมาจากโซฟีเน่...เจนนี่-เธอจึงส่งเสียงร้องไปอีกครั้งดังกว่าเดิม

“นี่...โซฟีเน่”

“หา…”

โซฟีเน่ร้องออกมาอย่างตกใจที่เจนนี่ร้องเรียกเธออย่างดัง-ก่อนจะหันกลับมามองดูเจนนี่พร้อมร้องถามออกไปว่า

“...มีอะไรหรือพี่เจนนี่”

...ถึงโซพี่เน่จะเรียกเจนนี่ว่า”พี่”ก็ตาม-แต่ก็ไม่ได้แสดงความเคารพอะไรเท่าไหร่นัก...และในบางครั้งเธอก็ไม่ได้เรียกด้วย

“นี่ฉันถามว่าเธอก็เห็นด้วยใช่มัยกับการเข้ามากินอาหารที่ร้านนี้”

“ก็ฉันรู้จักร้านอาหารในเมืองนี้เพียงร้านเดี๋ยวนี่...พอโดโรธีถามว่าจะมาร้านไหน-ฉันก็บอกชื่อร้านนี้ออกไปเท่านั้นน่ะค่ะพี่เจนนี่”

เจนนี่จึงถามต่อไปอีกว่า

“นี่เธอไม่เคยมาเมืองนี้มาก่อนใช่มัย...โซฟีเน่”

เมื่อโซฟีเน่พยักหน้าตอบกลับมาอย่างตั้งใจ...เจนนี่จึงถามต่อไปอีกว่า

“แล้วนี่ใครบอกเธอว่าให้มาทานอาหารที่ร้านนี้”

“กาบ้าเป็นคนบอกค่ะ...”

คำตอบที่เจนนี่ได้รับตรงกับที่เธอคิดเอาไว้แล้ว...พวกเธอโดนกาบ้าแกล้งเข้าให้แล้ว กลับไปเธอต้องหาทางแก้ผิดกาบ้าให้ได้เลย

“...มีอะไรหรือค่ะ...พี่เจนนี่”

“เธอไม่เห็นอาหารนี่เลยหรือ”

เจนนี่ชี้อาหารที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะที่กว่าครึ่งโดโรธีกินลงท้องไปด้วยความแค้นแล้ว...แต่โซฟีเน่กลับตอบกลับมากว่า

“ก็ดูท่าทานดีนี่ค่ะ”

โดโรธีที่กำลังกินไก่อบน้ำผึ้งเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยชิ้นสุดท้ายเข้าปาก...เจนนี่เห็นเช่นนั้นรีบคว้าไก่ชิ้นนั้นก่อนที่จะเข้าปากของโดโรธีพร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่พอใจว่า

“นี่หยุดกินก่อนได้มัย...โดโรธี”

“อะไรกันอีกล่ะ-เจนนี่”

ไม่ว่าพวกเธอจะไม่พอใจแค่ไหนก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงความอร่อยของอาหารของแบรี่ได้...เจนนี่รีบพูดต่อไปว่า

“นี่-เธอจะกินมันไปถึงไหนกัน”

“ก็ฉันจะกินมันให้หายแค้นไง...”

โดโรธีหยิบเนื้อย่างน้ำผึ้งเข้าปากพร้อมกับหันไปร้องตะโกนสั่งบริกรว่า

“เอาฟูลคอร์สชุดสองมาอีกหนึ่งชุด…”

แล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...ค่อยดูน่ะถ้าน้ำหนักฉันขึ้นละก้อ-ฉันจะแกล้งฉีดยาผิดๆให้กับกาบ้าเลย”

“เฮ้ย”

เจนนี่ได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมา...ก่อนจะหันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง การมองไปครั้งนี้-ในที่สุดเธอก็นึกออกแล้วว่า “ชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร”

อาหารทั้งหมดแทบถูกโดโรธีทานเข้าไปเสียหมด...เซบัสทานเข้าไปเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ส่วนโซฟีเน่ยังคงนั่งมองดูเซบัสสลับไปสลับมากับการมองดูมือของเธอ-มองดูมือขวาของเธอ

...มือขวาที่ฉุดดึงเซบัสออกมาจากหัวใจหนอนทะเลทราย

...มือขวาที่ฉุดเซบัสให้ลืมตาตื่นขึ้นมาบนโลกใบนี้

...มือขวาที่ฉุดดึงเซบัสให้วิ่งหนีผู้คนและเดินเล่นไปไหนมาไหนในเมือง

ในแต่ละครั้งที่เธอใช้มือขวาข้างนี้ของเธอเกาะกุมมือซ้ายของเซบัสไว้นั้น-เธอมีความรู้สึกว่า “มือของเซบัสนั้น-มันมอบพลังอำนาจบางอย่างมาให้เธอ ทั้งความอบอุ่น พลัง ความกล้า ความเชื่อมั่นและสิ่งต่างอีกมากมายมาจากการสัมผัสครั้งนี้กับเธอ” โซฟีเน่-เธอไม่รู้ว่า “พลังนั้นเป็นพลังใดกัน-ที่มันก่อเกิดขึ้นมาภายในใจเธอ”...แต่เธอก็ยินดีที่จะได้รับมันจากเซบัส

โซฟีเน่จึงละสายตาของเธอจากมือของเธอกลับไปมองยังเซบัสอีกครั้ง-ก่อนที่จะเริ่มลงมือกินอาหารในมื้อค่ำของเธอ

แต่โดโรธีกลับกินอาหารจนหมดโต๊ะ...โซฟีเน่จึงร้องถามออกไปว่า

“นี่เธอทานหมดเลยหรือไงโดโรธี”

“ใช่แล้ว”

โดโรธีกลับมาพร้อมๆกับบอกบริกรเก็บจานที่วางเปล่าไปพร้อมนำอาหารชุดที่ 2 มาเสริฟ์ต่อ-โดโรธีจึงเริ่มกินต่อไปอีกรอบ...โซฟีเน่จึงได้เริ่มลงมือกิน

โดโรธีทานไปอีกซักพักจนกระทั่งเธอเริ่มรู้สึกใกล้จะอิ่มแล้ว...เมื่อมองดูไปบนโต๊ะก็พบว่า “อาหารเหลืออยู่ไม่มากนัก” เธอจึงหยิบเมนูขึ้นมาดู-เพื่อที่จะสั่งของหวานต่อไป

ก่อนที่โดโรธีจะหันไปมองดูยังทุกๆคนที่ร่วมโต๊ะอยู่กับเธอ...เซบัสกับโซฟีเน่ทานใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนเจนนี่ทานไปได้นิดหน่อยเท่านั้น-และมักจะมองไปนอกหน้าต่างอยู่เสมอ

โดโรธีจึงอดจะมองตามสายตาของเจนนี่ออกไปไม่ได้ เธอพบว่า “เจนนี่กำลังมองดูชายหนุ่มเผ่าสิงโตคนหนึ่ง”อยู่ และชายหนุ่มคนนั้น-มักจะมองมาทางนี้ด้วย...ในยามที่เขาพบว่า “เธอกับเจนนี่มองไปยังเขา-เขาก็มักจะแกล้งทำเป็นมองไปยังทางอื่น” แต่มันไม่สามารถหลบพ้นสัญชาตญาณแมวอันแสนซน(ชั่วร้ายแต่น่ารัก)ของเธอไปได้หรอก

โดโรธีนั่งนิ่งไปซักพัก-เธอคล้ายคิดอะไรสนุกๆขึ้นมาได้...เธอจึงหยิบเอาเศษกระดูกที่เธอกินทิ้งไว้ขึ้นมา-แล้วปาไปยังหัวเขา

เจนนี่ที่ที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆว่า “ชายหนุ่มคนนั้นมาทำอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะ”...ก็อดตกใจไม่ได้เมื่อเห็นโดโรธีปาพุ่งตรงไปยังเขา-จึงร้องถามโดโรธีออกไปอย่างตกใจไม่ได้ว่า

“นี่เธอ...ทำอะไรของเธอน่ะ-โดโรธี”

“เดี๋ยวน่า...”

โดโรธีตอบกลับมาพร้อมๆกับมองดูเศษกระดูกที่เธอปามันออกไป

“โปรก!”

เธอปาถูกหัวเขาพอดี-เขาจึงหันมองขึ้นมายังเธอ โดโรธีเห็นเช่นนั้น-จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชิ้ เขามองอยู่ซักพักหนึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่า “ใครเป็นคนปามา” และเมื่อโดโรธีแกล้งทำเป็นมองออกไปทางเขา-เขาก็ได้แต่แกล้งทำเป็นมองไปทางอื่นเหมือนเดิม

“นี่เธอรู้จักเขาด้วยหรือโดโรธี”

เจนนี่ที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดอดถามออกมาไม่ได้...โดโรธีเพียงตอบกลับไปว่า

“เปล่าน่ะ...ฉันไม่ได้รู้จักเขาหรอก”

โซฟีเน่ที่เพิ่งทานอาหารเสร็จได้ยินเสียงโดโรธีกับเจนนี่พูดคุยกัน-จึงส่งเสียงถามออกมาว่า

“มีเรื่องอะไรกันหรือ...โดโรธี...”

เธอมองไปยังโดโรธีก่อนจะหันกลับไปยังเจนนี่-พร้อมกับพูดต่อไปว่า

“...พี่เจนนี่”

โดโรธีจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาอย่างสนุกสนาน โซฟีเน่ได้ฟังเช่นนั้นก็อดแปลกใจไม่ได้-ในขณะที่เซบัสยังคงนั่งกินอยู่เช่นเดิม เมื่อบริกรเดินผ่านมาโดโรธีก็สั่งบริกรออกไปว่า

“ขอไอศศรีมพูดดิ่งน้ำผึ้งสี่ที่ด้วย”

“ครับ”

เมื่อบริกรส่งเสียงตอบรับกลับมาพร้อมเดินจากไป...เจนนี่จึงพูดต่อไปว่า

“นี่-ผู้ชายคนนั้น...เป็นคนเดียวกับที่เล่าเรื่องของเธอมีเรื่องกับทหารให้เราฟัง”

พร้อมมองไปยังโดโรธี...โซฟีเน่ร้องอุทานออกมาว่า

“หา...ว่าไงน่ะพี่เจนนี่”

“เหรอ!”

ในขณะที่โดโรธีเพียงแค่ตอบรับคำมาเพียงแค่นั้น...เจนนี่จึงพูดต่อไปว่า

“นี่ฉันกำลังสงสัยว่า...เขาตามพวกเรามาหรือเปล่าและตามมาทำมัยกัน”

โดโรธีได้ยินเช่นนั้นจึงตอบออกไปอย่างซุกซนว่า

“งั้นเดี๋ยวฉันจะลงไปถามเขาว่าตามเรามาทำมัยกันให้เอามัย”

เธอพูดพร้อมทั้งทำท่าจะลุกขึ้นกระโดดลงไปจากหน้าต่างร้านเพื่อถามเขาได้ทุกเมื่อ...จนเจนนี่ต้องรีบจับตัวเธอไว้พร้อมร้องห้ามว่า

“นี่เดี๋ยวก่อนโดโรธี-เธอจะทำอะไรน่ะ”

“อะไรกันอีกล่ะ”

โดโรธีร้องถามออกมาอย่างไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่...เจนนี่จึงพูดต่อไปอีกว่า

“นี่เกิดเขาเป็นพวกเดียวกันกับนายทหารคนนั้นล่ะ...จะว่าไงล่ะ”

“งั้นก็ยิ่งไม่มีปัญหาอะไร”

โดโรธีตอบกลับมาอย่างสบายใจ...โซฟีเน่จึงถามกลับไปว่า

“ทำมัย”

โดโรธีจึงตอบกลับไปว่า

“นายทหารคนนั้น-เป็นนายทหารปลอม...”

และเธอยังพูดต่อไปอีกว่า

“...มันเป็นลูกไม้ของพวกพ่อค้าที่จะไม่ยอมให้ฉันต่อราคาลงไปอีกเท่านั้น...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

ก่อนจะหัวเราะแล้วพูดต่อไปว่า

“...ลูกไม้แบบนี้...ฉันเคยใช้มาเยอะแล้ว...เจ้าแม่ตลาดขายของอย่างฉันไม่มีวันหลงกลมันหรอก…”

โดโรธี-เธอหยิบสร้อยเส้นที่ซื้อเมื่อตอนบ่ายนั่นออกมา-แล้วพูดต่อไปอีกว่า

“...ดูสร้อยเส้นนี้ต้องเป็นของโจรที่ขโมยมาแน่นอน...พวกนั้นจึงอยากจะรีบรีบขายมันออกไปเร็วๆทั้งๆที่ฉันกดราคามันตั้งเยอะ”

เจนนี่อดถามออกมาไม่ได้ว่า

“นี่งั้นเธอรู้อยู่แล้วหรือ...แล้วเธอยังซื้อมันมาอีกน่ะ”

“ของดีราคาถูก-ใครไม่ซื้อก็บ้าแล้ว”

โดโรธีตอบกลับมา...ทำเอาเจนนี่ได้แต่พูดออกไปเพียงแค่ว่า

“นี่เธอ...”

“รับรองไม่มีปัญหาหรอกน่า ในเมืองนี่มีคนตั้งมากมายเท่าไหร่-รับรองว่าตรวจมาไม่ถึงเราหรอกน่า อีกอย่างเราก็จะอยู่เมืองนี้กันแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง...และที่สำคัญที่สุด-ฉันมาพยานตั้งมากมายที่เห็นฉันซื้อมันมา”

โดโรธีพูดต่อไปพร้อมๆกับมองไปยังโซฟีเน่

...ใช่...ข่าวเพื่อนของเทพธิดาแห่งทะเลทราย มีเรื่องกับนายทหารหนุ่มตอนซื้อสร้อยในตลาด ตอนนี้มันคงลือกันไปทั่วทั้งเมืองแล้วล่ะ-เมื่อมีคนรู้ว่าเทพธิดาทะเลทรายอยู่ภายในเมืองนี้

เจนนี่ที่ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องสร้อยอีก-จึงถามออกไปว่า

“นี่แล้วเราจะทำอย่างไงกับชายหนุ่มคนนั้นดีล่ะ”

โดโรธียังคงยืนยังถึงคำตอบเดิมของเธอต่อไป...โซฟีเน่จึงพูดออกไปว่า

“ฉันว่าเรามาดูท่าทีของเขาไปก่อนจะดีกว่า...ท่าทางเขาดูดีออก”

เจนนี่ตอบรับกลับมาเพียงแต่ว่า

“นี่...ถ้ามันเป็นเช่นนั้นก็ดี...เพราะถ้าเขาจะทำอะไรเราคงจะทำไปแล้วล่ะ”

โดโรธีก็รู้สึกเช่นนั้นจึงตอบกลับไปว่า

“ใช่...อีกเดี๋ยวพวกเราก็จะกลับเรือกันแล้ว ถ้ามีปัญหาอะไรก็ให้ฟ็อก์ซเป็นคนจัดการรับผิดชอบไปซ่ะ...ก็หมดเรื่อง”

“มันไม่ถูกต้องน่ะ...ที่มีอะไรก็ให้ไปลงที่ฟ็อก์ซหมด”

โซฟีเน่พูดออกไปเช่นนั้น...เจนนี่จึงพูดออกมาว่า

“นี่-งั้นก็ให้ไปลงที่กาบ้าสิ...โทษฐานะที่หรอกเราให้มากินอาหารของแบรี่ที่นี่”

“ดี-ดีมาเลย...เป็นความคิดที่ดีมาเลย”

โดโรธีตอบรับกลับมาเป็นคนแรกที่จะแก้เผ็ดกาบ้า...ส่วนโซฟีเน่ที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไงดี-ก็ได้แต่มองไปยังเซบัส เซบัสได้ทานอาหารของเขาจนเสร็จสิ้นแล้ว...และกำลังนั่งฟังอยู่-เขาคล้ายยังไม่สนใจอะไรเช่นเดิม

โซฟีเน่จึงส่งเสียงถามเขาออกไปว่า

“แล้วเธอว่ายังไงล่ะ...เซบัส”

“เขาคล้ายกับแค่สงสัยอะไรพวกเราเท่านั้นเอง”

คำตอบของเซบัสทำเอาโดโรธีถามออกไปว่า

“คุณรู้ได้ยังไงกัน”

เซบัสตอบกลับคำถามของโดโรธีกลับไปว่า

“ก็ผมเห็นเขาเดินตามหลังพวกเรามาตลอดตั้งแต่ตลาดแล้ว...”

เซบัสหยุดเล็กน้อย...แล้วพูดต่อไปว่า

“...เขาคล้ายกับจะเข้ามาหาพวกเราตั้งหลายครั้ง...แต่ว่าไม่มีโอกาสเท่านั้น”

“แล้วทำมัยคุณถึงไม่บอกพวกเรา”

“ก็ไม่มีใครถามผมนี่…”

เขาหยุดเล็กน้อยแล้วตอบคำถามของโดโรธีไปอีกว่า

“...ผมเห็นว่าเขาไม่ได้มีท่าทีจะประสงค์ร้ายอะไรกับพวกเรา-ก็เลยไม่ได้บอกอะไรออกไป”

“ขอให้จริงเถอะ”

โดโรธีเชิดเสียงขึ้นจมูกตอบออกมา ส่วนโซฟีเน่เห็นเขาตอบมาเช่นนั้น-เธอถึงกับยิ้มออกมา เพราะเธอพบแล้วว่า “เซบัสยังคงเป็นเพียงคนธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น-ไม่ใช่ตุ้กตาที่ไร้ความรู้สึกที่คอยแต่เดินตามพวกเธอเท่านั้น” เพียงแต่เขาต้องการเวลาในการปรับตัวกับสภาพที่ไร้ความทรงจำเท่านั้น...และเขาต้องสนิทสนมกับทุกคนได้แน่

โซฟีเน่จึงถามเซบัสไปอีกว่า

“คุณอิ่มหรือยัง”

“อิ่มแล้ว”

“งั้นพวกเราไปกันเถอะ...เซบัส”

โซฟีเน่พูดพร้อมกับมีท่าทีจะชวนเซบัสลุกขึ้น...แต่โดโรธีกลับร้องออกมาว่า

“ของหวานที่สั่งยังไม่มาเลย...จะรีบไปไหนกันล่ะ”

แต่โซฟีเน่ไม่สนใจโดโรธี...เธอทำท่าจะเรียกบริกรมาเพื่อจะเก็บเงิน ในขณะที่กำลังรอบิลอยู่นั้นบริกรอีกคนก็ยอมไอศกรีมพุดดิ่งน้ำผึ้งสี่ถ้วยมาวาง โดโรธีจึงหยิบมากินถ้วยหนึ่งอย่างไม่พอใจ

เซบัสจึงหยิบไอศกรีมพุดดิ่งน้ำผึ้งขึ้นมาตักกิน...โซฟีเน่จึงเริ่มกินตาม เจนนี่ได้แต่นั่งลงพร้อมมองเซบัสกับโซฟีเน่พูดคุยกันพร้อมทั้งหยิบไอศกรีมพุดดิ่งน้ำผึ้งแก้วสุดท้ายขึ้นมากินโดยที่ไม่พูดอะไรแทรกออกมาเลย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

หลังจากที่พวกโซฟีเน่ลงมาจากร้านอาหาร...มันเป็นเวลาเย็นมาแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลาลับไปจากขอบฟ้า...บรรยากาศภายในเมืองยังคงเป็นเช่นเดิม ตามเส้นทางที่พวกโซฟีเน่เดินผ่าน-เพื่อกลับไปขึ้นรถราง...ยังคงมีผู้คนมากมายเดินไปเดินมาอย่างมากมาย ร้านมากมายปิดลง-และเปิดขึ้น

...ความคึกคักของเมืองในวันนี้มันยังไม่ได้จบสิ้นลง...เพียงแต่เปลี่ยนจากคนกลุ่มหนึ่งมาเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น-ที่เพิ่มความคึกคักให้เมือง

พวกโซฟีเน่ยังคงเดินเหมือนเช่นเดิม...ดูโน่นดูนี่ตามสองข้างทางที่แปลกใหม่ แต่ไม่แตกต่างไปจากยามกลางวันที่โซฟีเน่มักค่อยชี้สิ่งต่างๆให้เซบัสดู-บอกสิ่งต่างๆให้เขารู้จัก
โดโรธีเห็นเช่นนั้นจึงถามเซบัสไปว่า

“อาหารที่ทานเมื่อกี้นี้เป็นไงบ้าง”

“ก็อร่อยดีครับ”

โดโรธียิ้มอย่างเจ้าเล่ห์จึงถามต่อไปอีกว่า

“แล้วถ้าเทียบกับมื้อเช้าบนเรือล่ะ”

เซบัสไม่ได้ตอบอะไรออกมา...แต่โซฟีเน่กลับร้องถามออกมาว่า

“นี่เธอรู้ได้ยังไง...โดโรธี”

โดโรธีมองไปยังเจนนี่พร้อมๆกับตอบกลับมาว่า

“เจนนี่เล่าให้ฟังตอนเดินเที่ยวเมื่อตอนบ่าย”

โซฟีเน่หน้าแดงขึ้นมาหันไปร้องถามเจนนี่อย่างไม่พอใจว่า

“เจนนี่-นี่เธอไม่ได้นอนหลับหรือ”

“นี่-ฉันเป็นแม่ครัวน่ะ…”

เจนนี่ยิ้มแล้วตอบต่อไปว่า

“...พอได้กลิ่นอาหารโชยมา...ไม่ว่าจะนอนหลับสนิทแค่ไหนก็ต้องตื่นขึ้นมานี่”

โซฟีเน่ก้มหน้าที่แดงเข้มขึ้นของเธอ...ถามอย่างตะกุตะกัก-อายๆไปว่า

“เมื่อตื่นแล้วทำมัยไม่ลุกขึ้นมาล่ะ”

เจนนี่คิดจะตอบอะไรออกมา...แต่โดโรธีกลับชิงตอบออกมาก่อนว่า

“ถ้าลุกขึ้นมาก็ไม่ได้ฟังอะไรดีๆ-สนุกๆซิ...ใช่มัยล่ะค่าพี่เจนนี่...ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

…เธอส่งเสียงเร้รคำว่า”พี่เจนนี่”เพื่อล้อเลียนโซฟีเน่และเจนนี่ไปพร้อมๆกัน

โซฟีเน่ได้แต่สะบันหน้าเดินนำฉุดลากเซบัสไปโดยไม่พูดไม่จาอะไรออกมาอีก...ปล่อยให้โดโรธีส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบใจออกมา-มีแต่เพียงเจนนี่ส่งเสียงออกมาว่า

“นี่...โซฟีเน่รอเดี๋ยวสิ...”

ก่อนจะหันไปต่อว่าโดโรธีว่า

“...นี่ใครเข้าจะบ้าเหมือนเธอล่ะ...โดโรธี”

แต่ที่ด้านหลังของพวกโซฟีเน่ยังคงมีชายหนุ่มเดินตามหลังอยู่...เขาคล้ายตกลงใจอะไรบ้างอย่างได้แล้ว เขาเดินตรงไปยังเจนนี่และโดโรธีที่เดินอยู่ด้านหลัง-พร้อมๆกับส่งเสียงร้องออกไปว่า

“นี่พวกคุณ...รอเดี๋ยวก่อนสิครับ”

...เสียงของเขายังคงฟังดูมีอำนาจเช่นเดิม

...เพราะเขารู้แล้วว่า...ตามต่อไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไรอีก

เจนนี่ที่ได้ยินเช่นนั้นจึงหันกลับมาเป็นคนแรกตามด้วยโดโรธี โซฟีเน่แล้วเซบัส...พร้อมกับส่งเสียงถามออกไปว่า

“นี่คุณมีธุระอะไรกับพวกเราหรือ”

ขายหนุ่มเผ่าสิงโตคนนั้นเพียงตอบว่า

“ผมอยากทราบว่าพวกคุณมากับเรือจิ้งจอกสีเงินใช่มัยครับ”

“ใช่...พวกเรามากับเรือลำนั่น-นี่คุณมีอะไรหรือค่ะ”

เจนนี่ตอบคำถามของเขากลับไป...เพราะในกลุ่มนี้ที่เธอเป็นพี่สาวใหญ่-เท่ากับเป็นหัวหน้าของทุกคน ชายหนุ่มคนนั้นจึงถามต่อไปอีกว่า

“ฟ็อก์ซยังคงเป็นเจ้าของเรือลำนั้นใช่มัย”

“ใช่แล้ว”

โดโรธีชิงตอบออกไปก่อนหน้าเจนนี่...ชายหนุ่มคนนั้นยังถามต่อไปว่า

“พวกคุณเคยได้ยินชื่อท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้มัยครับ”

“เคย...ฉันเคยได้ยินมา”

โดโรธีตอบกลับมาอีกครั้ง...แต่เจนนี่กลับเชิดเสียงเล็กน้อยตอบไปอีกอย่างไม่ค่อยพอใจว่า

“นี่-คุณคิดว่าพวกเราเป็นใคร...ถึงไม่เคยได้ยินชื่อท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้”

...เพราะในท้องทะเลทรายแห่งนี้ไม่มีมนุษย์คนไหน...ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของผู้เฒ่าผู้รอบรู้

“ผมขอโทษครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจว่าพวกคุณ…”

ชายหนุ่มตอบ-ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

“...ผมได้รับคำสั่งจากท่านผู้เฒ่าให้ฝากข่าวถึงใครก็ได้ในเรือจิ้งจอกสีเงิน-ให้ไปบอกกับฟ็อก์ซกัปตันเรือของพวกคุณว่า...พรุ่งนี้เวลาเย็นท่านผู้เฒ่าขอเชิญฟ็อก์ซและลูกเรือจิ้งจอกสีเงินทุกคนไปทานอาหารค่ำที่บ้านท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ครับ”

“นี่-คุณพูดจริงหรือ”

เจนนี่ถามออกไป เพราะไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะสามารถเข้าพบท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยได้

“ครับ...ผมของเอาเกียรติ์ของชนเผ่าสิงโตเป็นประกันครับ”

ชายหนุ่มเผ่าสิงโตจ้องมองมายังเจนนี่พร้อมส่งเสียงตอบกลับมาอย่างชัดเจนจนเธอสามารถฟังได้ถึงความจริงใจของเขาที่แฝงมาในน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ผู้คนมิอาจปฏิเสธได้...เจนนี่จึงพูดต่อไปว่า

“นี่...นี่...แล้วพวกเราจะบอกเขาให้ก็แล้วกัน…”

แล้วถามต่อไปอีกว่า

“...นี่แล้วคุณธุระอะไรกับพวกเราอีกมัย”

ชายหนุ่มคนนั้นยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างเป็นมิตรพร้อมตอบกลับมาว่า

“ต้องไปให้ได้น่ะครับ...เพราะงานนี้ท่านเจ้าเมืองเป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงในค่ำคืนพรุ่งนี้น่ะครับ”

เจนนี่งงๆ...แต่ก็พยักหน้ารับคำออกไปพร้อมกับบอกว่า

“นี่...แล้วฉันจะบอกเขาให้ก็แล้วกัน”

พอชายหนุ่มคนนั้นพูดเสร็จก็เดินออกไปทันที...โดโรธีที่จ้องมองตามหลังเขาจนหายลับไปจึงร้องถามเจนนี่ออกมาว่า

“เราจะเชื่อใจเขาได้เหรอ”

“นี่...ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“งั้นทำยังไงดีล่ะ”

โซฟีเน่กลับตอบแทนเจนนี่ออกมาว่า

“ก็ให้ฟ็อก์ซเป็นคนตัดสินใจซิ...ว่าจะเอายังไง”

“นี่...มันก็คงเป็นต้องอย่างนั้นเพราะพวกเราไม่มีทางเลือกอื่นอยู่แล้วนี่”

แต่โดโรธีกลับพูดออกมาว่า

“ถ้ามันเป็นจริง-ก็ดีน่ะ ฉันมีเรื่องมากมายที่อยากจะรู้อยู่ด้วย”

โซฟีเน่กลับหันไปถามเซบัสว่า

“แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ...เซบัส”

“มันไม่ใช่เรื่องของผมที่จะต้องตัดสินใจ”

เซบัสตอบกลับมาเช่นนั้น...โซฟีเน่ได้แต่พูดบ่นออกว่าเบาๆว่า

“มันก็จริงน่ะ...”

ก่อนจะส่งเสียงร้องเรียกทุกคนว่า

“...พวกเรารีบกลับเรือกันเถอะ”

พร้อมกับกุมมือเซบัสวิ่งออกไปตรงไปยังรถรางที่กำลังจะเข้ามาจอด

“นี่รอด้วยสิ...โซฟีเน่”

เจนนี่ร้องบอกพร้อมวิ่งตามหลังไปพร้อมโดโรธี

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 ก.ย.49 เวลา 11:24:21 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ