Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 27 - ผู้มาเยือน

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
บทที่ 26 - วันนี้

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 27 - ผู้มาเยือน
Chapter 27 - The Visitor

เด็กหนุ่มวักน้ำขึ้นล้างแผลให้ทั้งตนเองกับม้าเพื่อนยากให้สะอาด ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ามียารักษาแผลกระปุกหนึ่งติดตัวมาด้วย จึงได้ควานหาในกระเป๋าข้างอานของอะโกร และในที่สุดก็ปะเข้ากับกระปุกไม้ที่กลิ้งกุกกักอยู่ท่ามกลางรอยยับของกระเป๋าหนัง เป็นกระปุกไม้เก่าๆ เปิดออกก็ได้กลิ่นฉุนเย็นปนเหม็นเขียวจากยาเนื้อข้นเหนียวสีเขียวตุ่นที่ดูเหมือนจะกวนด้วยสมุนไพรบางอย่าง หน้าตาไม่น่าไว้ใจในฐานะยา โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่เคยได้ใช้ยานี้มาก่อนเลยตั้งแต่วันที่ได้รับมาอย่างเขา

แต่แม้กระนั้นคนจรก็ลองป้ายยาตามรอยถลอกบนแขนขาของตนเอง สูดปากน้อยๆ ด้วยความแสบเมื่อแผลต้องยา ทว่านอกจากความแสบแล้วก็ยังไม่เห็นมีอันตรายอะไร เขาจึงทายาให้อะโกรด้วย ทีแรกเจ้าม้าสะดุ้งและเริ่มขยับหนี คงเพราะรู้สึกแสบเช่นกัน แต่พอสั่งให้อยู่นิ่งๆ มันก็ยอมฟังและยืนเฉยๆ ให้เขาทายาให้แต่โดยดี

เสร็จสรรพแล้วเขาจึงหย่อนกระปุกยากลับเข้ากระเป๋า และทิ้งตัวลงนั่งใต้ร่มเงาต้นไม้เพื่อพักเหนื่อยอีกครั้ง กลิ่นยาฉุนยังดูเหมือนจะบาดจมูกไม่คลาย และย้ำเตือนให้เขานึกถึงคนที่มอบมันให้เขาโดยไม่คาดฝันในวันหนึ่ง พร้อมกับอดนึกสงสัยไม่ได้ว่าผู้ให้รู้ล่วงหน้าหรือเปล่าหนอว่าจะมีวันที่เด็กหนุ่มจำเป็นต้องใช้ยานี้ขึ้นมาจริงๆ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

มือของเด็กหนุ่มเลื่อนไปจับด้ามพร้าที่เข็มขัดตามสัญชาตญาณพร้อมกับมองสำรวจร่างเบื้องหน้าเขากับเด็กสาวอย่างระแวดระวัง แต่สุดท้ายก็ถอนใจเฮือกอย่างโล่งอก และยิ้มออกมาน้อยๆ เมื่อพบว่าเป็นคนที่เขาเคยเจอมาก่อนนั่นเอง ซ้ำลาตัวเล็กตัวเดิมที่เคยเห็นก็ยังบรรทุกสารพัดข้าวของยืนอยู่ข้างหลังแกด้วย

"พ่อเฒ่านี่เอง" เขาเอ่ยทัก "ท่านบังเอิญผ่านมาแถวนี้หรือ"

"มิใช่เรื่องบังเอิญ วิญญาณนำทางข้ามาต่างหาก"

คนจรชินเสียแล้วกับวิธีตอบเป็นปริศนาของแก จึงเพียงแต่ยิ้มรับ โมโนที่เกาะแขนหลบอยู่ด้านหลังมองเขากับชายชราสลับกันอย่างสงสัย ทำให้เด็กหนุ่มนึกได้ว่าตามมารยาทแล้วควรแนะนำทั้งสองให้รู้จักกันเสียก่อน

"อ้อ พ่อเฒ่า นี่ภรรยาข้าเอง" เขาใช้แขนรุนหลังเด็กสาวเบาๆ ให้มายืนข้างๆ ก่อนจะก้มลงบอกเธอ "พ่อเฒ่านักทำนายคนนี้แหละที่ข้าพบเข้าระหว่างทางกลับจากทะเล จำได้ไหม"

ค่ำวันหนึ่งในขณะพักแรม คนจรเคยเล่าให้โมโนฟังถึงเรื่องที่พบกับพ่อเฒ่าลึกลับที่ทำนายชะตาให้เขาแลกกับขนไก่ฟ้าและพักร่วมกันคืนหนึ่ง เขาเล่าเรื่องคำทำนายของแกว่าแม่นยำราวกับตาเห็น ตั้งแต่อดีตของเด็กหนุ่มจนถึงเรื่องของเปลือกหอยและคำพูดอันเป็นปริศนาที่แกพูดแทบเหมือนกับเด็กสาวในเวลาต่อมา จะยกเว้นไม่เล่าเสียก็แต่เรื่องอนาคตกับเนื้อคู่อีกคนของเขาซึ่งไม่ใช่เธอเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้เธอนึกกังวลขึ้นมาอีกที่เขาเลือกเธอแทนที่จะเป็นอนาคตสวยงามที่ถูกทำนายไว้

"อ๋อ" โมโนรับเบาๆ เมื่อนึกขึ้นได้ และโค้งศีรษะคำนับชายชราเบื้องหน้าอย่างนอบน้อมแม้จะดูหวั่นเกรงอยู่บ้าง "ข้าชื่อโมโน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ"

ใบหน้ายับย่นของพ่อเฒ่าดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย และเหมือนจะเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำที่คนจรเห็นว่าริมฝีปากท่ามกลางม่านเคราเผยอยิ้มอย่างเอ็นดู

ทว่าคำพูดต่อมาของแกเป็นสิ่งที่สองหนุ่มสาวไม่คาดฝัน และทำเอาพวกเขาชาวาบขึ้นมาทันที

"ข้าได้ยินเขาว่ากันว่ามีชายหญิงคู่หนึ่งหนีตามกันมา เจ้าสองคนเองดอกหรือ"

เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายฝืดๆ มือเอื้อมไปแตะด้ามพร้าอย่างระแวดระวังตามสัญชาตญาณ แม้จะไม่แน่ใจว่าตนต้องการอะไร เค้นถามว่าทางอารามส่งข่าวมาแล้วใช่ไหม ขู่ชายชราคราวปู่คราวทวดว่าอย่านำเรื่องของทั้งสองไปบอกใคร หรือ...คงไม่ถึงขนาดฆ่าปิดปากกระมัง

"ได้ยิน...มาจากใครหรือคะ" เด็กสาวข้างๆ เขาเสียอีกที่ถามขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ

พ่อเฒ่าเหมือนจะเงยขึ้นเหลือบมองฟ้าแวบหนึ่งก่อนจะตอบ

"วิญญาณน่ะ"

คนจรทำสีหน้าไม่ถูกกับคำตอบนั้น มือยังคงแตะด้ามพร้าอยู่แต่ก็คลายความเกร็งลง

"ท่านพูดจริงหรือพ่อเฒ่า"

"จริงสิ วิญญาณบอกข้าให้มุ่งตรงมาทางนี้ จะพบกับชายหญิงคู่หนึ่งที่หนีตามกันมา...ก็เหมือนกับข้าในสมัยก่อนนี่แหละ" พ่อเฒ่าหัวเราะออกมาเบาๆ ขับไล่บรรยากาศอึดอัดให้เบาบางลงบ้าง "พวกเขาบอกข้าว่า...ลางทีข้าจะได้อาหารกับที่อาศัยในคืนนี้ แลกกับการขับเพลงหรือทำนายให้คนทั้งสองบ้างกระมัง"

"อย่างนี้นี่เอง" คนจรรับ ปล่อยมือจากด้ามพร้าด้วยหายระแวงอย่างสิ้นเชิง แต่ก็กลับสงสัยอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา "ว่าแต่...เหมือนกับท่านในสมัยก่อนนี่หมายความว่ายังไงกัน"

"ก็หนีตามกันมาเหมือนข้ากับหญิงที่ข้ารักน่ะสิ" ชายชราตอบก่อนจะกลั้วหัวเราะในลำคอ "เห็นพวกเจ้าทำสีหน้ากระอักกระอ่วน...นึกว่าข้าจะตำหนิหรือ ข้าจะพูดตำหนิได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่พวกเจ้าทำก็เหมือนกับที่ข้าเคยทำมาก่อนนั่นแหละ"

อย่างนี้นี่เอง...

เด็กหนุ่มปล่อยเลยตามเลย แสร้งถอนใจพร้อมกับเสยผมแก้เก้อด้วยมือข้างที่สะอาดอยู่ ให้สมบทบาทกับที่พ่อเฒ่าเข้าใจว่าทั้งสองละอายที่มีคนรู้ว่าผิดธรรมเนียมประเพณีหนีตามกัน เห็นทีแกคงไม่รู้เรื่องฐานะของโมโนหรือเรื่องที่อารามสุริยเทพอาจกำลังตามล่าพวกเขากระมัง

"แล้วทำไมพวกท่านถึงต้องหนีตามกันล่ะคะ" โมโนเป็นฝ่ายถามขึ้นอย่างสงสัย ก่อนจะก้มหน้าลงพูดเบาๆ "ข-ขอโทษนะคะถ้าข้าถามละลาบละล้วงเกินไป"

"ไม่หรอก เรื่องมันนานมาแล้ว" ชายชราตอบด้วยเสียงอ่อนโยน "ก็ทำนองตำนานรักปรัมปราทั้งหลายนั่นแหละ ข้าเป็นเพียงคนจรไร้ชาติกำเนิด ส่วนนางเป็นหญิงสูงศักดิ์ ฐานันดรต่างเกินรักจักเปรียบได้"

เด็กสาวอดยิ้มน้อยๆ ไม่ได้เมื่อท้ายคำพูดแกทำท่าเหมือนจะเอื้อนขับเป็นลำนำเล่าตามประสาวณิพก

"แต่อย่างน้อยเรื่องของข้ากับนางก็...ถือว่าจบก็แล้วกัน...จบลงด้วยดี เราออกเดินทางกันไปสักพักหนึ่งก็กลับมาขอขมาลาโทษพ่อตา แต่งงานกับถูกต้องตามธรรมเนียม ถึงก่อนหน้านั้นท่านจะแทบเอาดาบมาไล่ฟันข้าตายกันไปข้างก็เถอะ"

"ก็ดีนะคะ" โมโนยิ้มรับกว้างกว่าเดิมก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนจร "ข้าก็หวังว่าเรื่องของเราสองคนจะจบลงด้วยดีแบบนั้นได้บ้าง"

เด็กหนุ่มสบตาตอบกับเธอ แม้ไม่แน่ใจว่าเธอเพียงเล่นตามบทเหมือนเขาหรือหมายความอย่างที่พูดจริงๆ แต่เขาก็ค่อนข้างปักใจว่าจะเป็นอย่างหลัง ดวงตาดำขลับฉายความเชื่อมั่นว่าทั้งสองยังมีความหวังอยู่ และเขาก็อยากเชื่อมั่นเช่นเดียวกับเธอด้วย

ถึงกระนั้น ขณะเดียวกันเขาก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องที่พ่อเฒ่าเพิ่งบอกเป็นความจริงหรือไม่ เขายังติดใจจะถามแกด้วยซ้ำว่าหากเคยแต่งงานมีครอบครัวแล้วเหตุใดจึงได้ออกมาร่อนเร่พเนจรตัวคนเดียวอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ถาม บางทีลูกหลานของแกอาจตายไปหมดแล้วกระมัง และจะด้วยสาเหตุใดเขาก็ไม่อยากถามอะไรที่จะย้ำเตือนความทรงจำไม่ดีของแกเสียด้วย จึงได้เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นกับแกแทน

"วิญญาณที่บอกพ่อเฒ่าแม่นยำจริงๆ ท่านนั่งพักก่อนเถอะ ข้าจะเริ่มทำอาหารแล้ว ไม่นานคงเสร็จ"

เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับ คนจรจึงได้ก้าวตรงไปจุดไฟที่กองฟืนกลางลานพักขณะที่แกเดินไปทรุดตัวลงนั่งพิงลำต้นไม้ต้นหนึ่ง และจากนั้นสองหนุ่มสาวก็ช่วยกันตระเตรียมอาหารต่อไปตามความตั้งใจเดิม

ผ่านไปเพียงพักใหญ่ปลาย่างกับเห็ดก็สุก และทั้งสามก็กินอาหารเย็นร่วมกันพร้อมกับสนทนาเล็กน้อยไปพลางในขณะที่ฟ้าดูจะมืดลงเรื่อยๆ ชายชรามิได้กล่าวอะไรมากมายถึงคำทำนายที่แกมอบให้เขาในวันนั้น แม้โมโนจะเปรยให้แกฟังว่าคนจรเคยบอกเธอว่าแกทำนายแม่นยำมากก็ตาม แกเพียงหันมาบอกเด็กหนุ่มด้วยเสียงเรียบเรื่อยแต่ฉายความอารียิ่งว่า

"เจ้าได้เลือกแล้ว และจงยินดีกับสิ่งที่เจ้าเลือกเถิด ยินดีและรับผิดชอบต่อทางเลือกของเจ้าไม่ว่าภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร"

และคนจรก็ตอบรับรองไปด้วยความมั่นใจ เพราะในตอนนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าสิ่งใดกำลังรออยู่เบื้องหน้า เขารู้ว่าพ่อเฒ่าอาจล่วงรู้และทำนายได้แม่นยำ แต่แกก็ไม่ได้บอกอนาคตที่ชัดเจนเสียทั้งหมดเหมือนในคราวเปลือกหอยนั้น เขาจึงหวัง และเชื่อตามที่หวังจริงๆ ว่าไม่ว่าอุปสรรคครั้งหน้าจะเป็นอะไรก็ตาม เขากับโมโนจะผ่านมันไปได้ด้วยดีแน่นอน

เมื่อมื้อเย็นผ่านไปกับเวลาย่ำค่ำแล้ว พ่อเฒ่าจึงหยิบกลองเล็กกับซอจากลาของแกมาวางไว้ข้างตัก แล้วถามว่าพวกเขาต้องการให้ขับนิทานเรื่องใด คนจรย่อมยกให้โมโนเป็นคนเลือกด้วยรู้ว่าเด็กสาวรู้จักชื่นชอบตำนานและนิทานต่างๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเขาก็เดาถูกว่าเธอจะเลือกเรื่องใด

"ตำนานดาบวิเศษค่ะ"

"ท่าทางเจ้าจะชอบเรื่องนี้เอามากจริงๆ นะ" เด็กหนุ่มเปรย

"ก็มันสนุกนี่คะ" โมโนตอบด้วยเสียงร่าเริงแบบเด็กๆ "แล้วข้าก็ว่าความรักของผู้กล้ากับเจ้าหญิงในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่วิเศษที่สุดเลยด้วย เป็นความรักที่เอาชนะอุปสรรคทุกอย่างได้กระทั่งความตายเชียวนะ นะคะ...พ่อเฒ่า" เธอหันไปขอความเห็นชอบจากคนขับลำนำทันทีด้วยความกระตือรือร้น "ข้าอยากฟังเรื่องนี้มากเลยค่ะ"

"ย่อมได้อยู่แล้ว" ชายชราตอบก่อนจะหัวเราะน้อยๆ รับ แม้คนจรจะรู้สึกเหมือนในเสียงหัวเราะนั้นมีความเศร้าแฝงอยู่ด้วยก็ตาม

แกเริ่มตีกลองเล็กเป็นจังหวะก่อนจะเล่าด้วยน้ำเสียงขับลำนำซึ่งสะกดสองผู้ฟังให้ตะลึงงัน โมโนที่ไม่เคยฟังการขับนิทานแบบนี้มาก่อนนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ส่วนคนจรเคยฟังหมอผีในเผ่าเล่าตำนานต่างๆ รอบกองไฟร่วมกับชาวเผ่าแล้ว แต่ก็บอกได้เต็มปากว่าการเล่าเรื่องของพ่อเฒ่าผู้นี้แตกต่างออกไปมาก เสียงของแกทั้งขึ้นสูงได้เหมือนนกและลงต่ำได้ดั่งเสียงคำรามในคอสัตว์ร้าย ยามเล่าถึงห้วงรักลึกซึ้ง แกก็เปลี่ยนจากตีกลองเป็นสีซอแว่วหวาน ทอดเสียงอ่อนโยนเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักกันจริงๆ ยามเล่าถึงการสู้รบดุเดือด แกก็ตีกลองกระชั้นถี่ราวกลองศึก ทำเสียงกู่ร้องกราดเกรี้ยวดั่งทหารกระเหี้ยนกระหือรือจะรบ ยามเล่าถึงปรโลกอันน่าสะพรึงกลัว แกก็ทำเสียงในลำคอประกอบสีซอโหยไห้ได้ประหนึ่งวิญญาณครวญคราง จนผู้ฟังทั้งสองเผลอเบียดเข้าชิดกันอย่างหวาดหวั่น

และเมื่อเสียงของพ่อเฒ่านำทั้งสองท่องผ่านเรื่องราวตำนานไปจนถึงบทอวสานอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ทั้งสองก็ปรบมือด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ แกค้อมศีรษะน้อยๆ ตามธรรมเนียมก่อนจะผิวปากเรียกลาตัวเล็กเข้ามาใกล้เพื่อเก็บเครื่องดนตรีทั้งสองชิ้นไว้กับตัวมัน ก่อนจะหันกลับมาทางเพื่อนร่วมที่พักทั้งสองตามเดิม

"สนุกมากเลยค่ะ" โมโนเอ่ย "ท่านเล่าได้เก่งจริงๆ"

"ขอบใจ แม่หนู" แกตอบยิ้มๆ ท่าทางจะเอ็นดูเด็กสาววัยคราวหลานจริงๆ ไม่น้อย

"ขับลำนำเก่งขนาดนี้ เวลาเข้าหมู่บ้านคงมีคนนิยมฟังมากมายเลยนะ" คนจรเปรยขึ้นบ้าง

"ก็พอควร" ชายชราตอบเรียบๆ "ว่าแต่นี่เพียงตอบแทนสำหรับอาหารเย็นเท่านั้น ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเรื่องที่พักในคืนนี้เลย"

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ" เด็กสาวปฏิเสธ "เพียงเท่านี้ก็พอแล้วล่ะค่ะ ข้าว่าตอนนี้ก็น่าจะดึกแล้ว ท่านเล่าเรื่องยาวเสียขนาดนั้นคงเหนื่อยไม่น้อย"

"อย่างน้อยก็ให้พ่อเฒ่าทำนายให้เจ้าเถอะ โมโน" คนจรบอกเธอ "ใช้เวลาไม่นานหรอก"

"ทำนาย...ให้ข้าน่ะหรือคะ" โมโนดูมีสีหน้าลังเลกับความคิดนั้น

"ก็คราวที่แล้วพ่อเฒ่าทำนายให้ข้าไปแล้วนี่" เด็กหนุ่มพยายามเกลี้ยกล่อม "ท่านทำนายแม่นยำออก เจ้าไม่อยากรู้บ้างหรือ"

"แต่ข้า..." เด็กสาวทำท่าเหมือนจะแย้ง ลดเสียงให้เบาลงพอให้คนที่นั่งข้างๆ ได้ยินเพียงคนเดียว "ข้า...กลัวนี่คะ ถ้าเกิดผลออกมาไม่ดีล่ะ"

"ก็เหมือนเรื่องเปลือกหอยนั่นแหละ" คนจรย้อนพร้อมกับยิ้มน้อยๆ "ท่านบอกความจริง แต่ทางเลือกที่เราจะเลือกกับความจริงนั้นอยู่กับเรานี่นา"

โมโนก้มหน้าครุ่นคิดครู่หนึ่งกับคำพูดของเขา แต่ท้ายที่สุดก็ยังสั่นศีรษะ

"อย่าดีกว่าค่ะ"

เด็กหนุ่มมองผู้เป็นภรรยาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้และกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู

"ถ้าอย่างนั้นก็ถามเรื่องลูกสิ"

เธอหันขวับมามองเขาอย่างตกใจ สีแก้มใต้แสงไฟแดงเรื่อขึ้นมาทันที ทว่าก่อนจะทันค้าน คนจรก็ส่งยิ้มให้อีกครั้ง

"ลองถามดูว่าลูกในอนาคตของเราจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงคงไม่เสียหายหรอก จริงไหม" เด็กหนุ่มพยายามพูดต่อไป สุดท้ายเด็กสาวจึงได้ยอมพยักหน้ารับน้อยๆ และเงยหน้าขึ้นมองพ่อเฒ่าที่นิ่งเงียบมาตลอด

"ข้า...จ--จะถามเรื่อง...ลูก...ได้ไหมคะ" โมโนพูดตะกุกตะกักด้วยความประหม่าที่ทำให้คนจรลอบยิ้มด้วยเห็นว่าน่ารักเสียเหลือเกิน "คือ...ถ้า--ถ้าข้ามีลูก...น่ะค่ะ...เขา...จะเป็นคนยังไง"

ชายชราพยักหน้ารับก่อนจะยื่นมือผอมแห้งยับย่นออกมาข้างหน้า

"ย่อมได้อยู่แล้ว ขอมือขวาของเจ้าหน่อยสิ แม่หนู"

เด็กสาวเขยิบเข้าไปใกล้อีกระยะหนึ่งแล้วส่งมือขวาให้ตามคำบอกอย่างกล้าๆ กลัวๆ ชายชราทำเช่นเดียวกับครั้งที่ทำนายให้เด็กหนุ่มคราวนั้น คือใช้ปลายเล็บแหลมลากวนดูตามรอยต่างๆ อยู่พักหนึ่ง

"ลูกชาย" ในที่สุดแกก็พูดเรียบๆ "เจ้าจะมีลูกชายคนหนึ่ง จิตใจดี ฉลาดเฉลียว ชอบเล่นอะไรแผลงๆ บ้างแต่ก็พึ่งพาได้ ต่อไปจะเป็นที่พึ่งให้เจ้า แต่เขาจะเป็นคนที่มีอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่อย่างหนึ่ง อาจน้อยใจกับเรื่องนั้น เจ้าก็คอยปลอบโยนเขา สอนเขาว่าอย่าเห็นเรื่องภายนอกแบบนั้นเป็นปมด้อยแล้วกันนะ"

โมโนดูจะนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ากลับมามองคนจรด้วยสีหน้าทั้งประหลาดใจและอยากขอความเห็น แต่เด็กหนุ่มเองก็บอกไม่ถูกว่าความรู้สึกที่เขามีต่อเรื่องที่เพิ่งได้ฟังเป็นอย่างไร หรือสีหน้าของเขาบอกความรู้สึกใดบ้าง สุดท้ายเธอจึงหันกลับไปทางพ่อเฒ่านักทำนายอีกครั้ง

"มี...อะไรไม่เหมือนคนอื่นยังไงหรือคะ"

แกไม่ตอบ กลับแตะมือเล็กบอบบางเบาๆ เหมือนจะปลอบโยน

"เมื่อถึงเวลาแล้วเจ้าจะรู้ แต่ก็มิใช่เรื่องร้ายแรงอันใดดอก อย่ากังวลไปเลย"

"ค่ะ" โมโนพยักหน้ารับก่อนจะชักมือกลับ และถอยไปนั่งข้างๆ คนจรอีกครั้ง "ขอบคุณมากนะคะ"

"มิได้ ข้าก็เพียงแต่ตอบแทนสิ่งที่พวกเจ้าให้มาเท่านั้น" พ่อเฒ่ารับ จากนั้นก็เงียบไป คอของแกพับลงน้อยๆ เหมือนที่เด็กหนุ่มบังเอิญพบเห็นในวันก่อน เมื่อเด็กสาวเรียกอีกครั้งด้วยความสงสัยก็ไร้เสียงตอบเสียแล้ว

"พ่อเฒ่าคะ"

"ท่านหลับไปแล้วล่ะ" คนจรตอบแทนอย่างรู้ดี

"เอ๋..." โมโนหันไปมองเขาเป็นเชิงถาม ได้รับการพยักหน้ากับคำยืนยันอีกครั้งเมื่อเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้นในอีกครู่หนึ่ง

"คราวที่แล้ว ท่านก็หลับไปเสียเฉยๆ แบบนี้แหละ ข้าก็ตกใจเหมือนกัน แต่ไม่เห็นมีอะไร"

"อย่างนั้นหรือคะ" เด็กสาวรับเบาๆ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด "หลับง่ายแบบนี้ดีจังเลย"

"พูดยังกับตัวเองหลับไม่ง่ายอย่างนั้นล่ะ" เด็กหนุ่มโอบไหล่ของเธอเข้ามาชิด "เจ้าก็หลับง่าย แถมยังขี้เซาจนข้าต้องใช้เวลาปลุกอย่างน้อยห้านาทีทุกเช้าด้วยซ้ำ"

"เอ๊ะ พี่คนจรนี่" โมโนค้อนเบาๆ ด้วยเสียงกระซิบ คงเกรงใจพ่อเฒ่าผู้ร่วมที่พักในคืนนี้ "ที่ทำให้ช้าน่ะ...วิธีปลุกของท่านต่างหาก"

"ใครบอกว่าของข้า ตัวเองเป็นคนแนะนำแท้ๆ นะ" คนจรโต้กลับพร้อมกับใช้นิ้วแตะปลายจมูกบนดวงหน้านวลเบาๆ เป็นการย้ำ เด็กสาวทำหน้างออีกครู่หนึ่ง แต่ดูเหมือนจะไม่อยู่ในอารมณ์พูดเล่น สีหน้าของเธอกลับเป็นครุ่นคิดตามเดิมก่อนจะพูดจริงจัง

"พี่คนจรคะ"

"ทำไมหรือ"

"ท่านเชื่อที่พ่อเฒ่าบอกหรือเปล่าคะ"

เด็กหนุ่มยักไหล่น้อยๆ บอกว่าไม่ใส่ใจนัก

"พอถึงเวลาก็รู้เองนี่ว่าจริงหรือไม่จริง"

"นั่นสินะคะ" โมโนตอบรับเลื่อนลอยก่อนจะเงียบไป และคนจรก็กลับเป็นฝ่ายถามแทนเมื่อนึกขึ้นได้

"ว่าแต่เจ้าหายคลื่นไส้แล้วหรือ"

เด็กสาวพยักหน้ารับ

"พอไม่ได้กลิ่นเลือดก็หายแล้วล่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงหรอก"

"ถ้าอย่างนั้นก็...คงไม่ใช่จริงๆ กระมัง"

"ถ้าไม่ใช่...ก็ดีแล้วล่ะค่ะ" โมโนพูดด้วยเสียงเป็นกังวล "เรายังเดินทางไม่พ้นซาเกรดา โซล เลย ข้าไม่อยากให้ท่านต้องลำบากมากกว่านี้"

"เอาเถอะ ข้าว่าไม่ช้านี้คงถึงชายแดนแล้ว" เด็กหนุ่มพยายามปลอบเธอ "จากนั้นอย่างน้อยเราก็ควรหาที่ลงหลักปักฐานสักพักในฤดูหนาว เดินทางกันแบบนี้คงไม่สะดวก"

"...ค่ะ" เด็กสาวรับเรียบๆ เหมือนนึกไม่ออกอีกว่าจะพูดอะไร ส่วนคนจรเงยหน้ามองดาวบนฟ้าผ่านม่านใบไม้ดูเวลาครู่หนึ่งแล้วจึงพูดขึ้นอีกครั้ง

"นี่ก็ดึกแล้ว ข้าว่าเจ้าเข้านอนได้แล้วล่ะ"

"ค่ะ" โมโนตอบอย่างว่าง่ายก่อนจะเอนตัวลงนอนหนุนตักเขาและคลี่ผ้าคลุมห่มกาย หลังเอ่ย "ราตรีสวัสดิ์ค่ะ" ได้ไม่นานก็ดูเหมือนเธอจะหลับไปด้วยความเหนื่อยเหมือนกับหลายๆ วันที่ผ่านมา ส่วนคนจรยังคงนั่งเงี่ยหูฟังเสียงของป่ารอบด้าน สายตาเหม่อมองดวงหน้าที่หลับตาพริ้มบนตักสลับกับกองไฟอยู่อีกพักหนึ่งก็ผล็อยหลับโดยไม่ได้ตั้งใจ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

"เจ้ามาที่นี่ทำไม เจ้าเฒ่า" ภายในห้วงความรู้สึกเลือนลาง เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ น้ำเสียงนั้นเป็นน้ำเสียงของผู้หญิง ไพเราะคุ้นเคย แต่ก็เย็นยะเยียบห่างเหินจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนที่เขารู้จัก

"เพียงแค่มาดู" อีกน้ำเสียงตอบแหบพร่า เป็นเสียงที่เขาจำได้แม่นยำนักว่าเคยได้ยินมาแล้ว

"มาดู...เพราะต้องการอะไรอย่างนั้นหรือ" น้ำเสียงของหญิงผู้ถามฟังเหมือนจะเยาะหยัน ตามมาด้วยเสียงหัวเราะน้อยๆ "ไม่ต้องห่วงหรอก เขาจะได้รับการปลดปล่อยสมใจเจ้าแน่ และนายเหนือก็จะฟื้นคืน...ต้องขอบใจการกระทำของเจ้า"

"ข้ามิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น" เสียงชราเพียงตอบเรียบเฉย

"ไม่ได้ต้องการหรือ...น่าขำ!" นางกรีดเสียงหัวเราะบาดแหลมอีกครั้ง "เจ้าควรรู้ตั้งแต่วันที่เจ้าตั้งใจฝืนชะตาแล้วว่าผลจะเป็นยังไง ยามนี้กลับมาปัดความรับผิดชอบด้วยคำพูดว่า 'มิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น' เท่านี้เองหรือ"

"ข้ากำลังทำทุกสิ่งเพื่อรับผิดชอบสิ่งที่ข้าทำลงไปต่างหาก"

"ก็แล้วการ 'รับผิดชอบ' ของเจ้า ทำอะไรลงไปบ้างนอกจากคร่าชีวิต" หญิงผู้โต้ตอบถามนิ่มนวลผิดกับความรุนแรงของถ้อยคำ "เจ้าผลักไสคนที่เจ้าควรปกป้อง คร่าชีวิตเขา ซ้ำยังก่อให้เกิดวงจรการคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์เช่นนี้เรื่อยมา แต่ตัวเจ้าเองได้รับอะไรบ้างเล่า ทุกวันนี้เจ้ากลับทำตนน่าสมเพช ร้องเพลงแลกเศษเงินขอทานเขากิน หากไม่เรียกว่าปัดความรับผิดชอบแล้วจะเรียกว่าอะไร"

มีเพียงความเงียบ...ยาว...นาน ก่อนน้ำเสียงของชายชราจะพูดขึ้นอีก แต่มิใช่ตอบคำถามของนาง

"ข้าจะไม่ให้เด็กหนุ่มคนนี้เดินทางผิดเช่นข้าอีก"

"แล้วท่านจะทำอะไรได้" อีกฝ่ายย้อนถามอย่างได้ชัย "คิดหรือว่าเขาจะเชื่อหากท่านบอกความจริง หรือท่าน...จะฆ่าข้ากับนางเหมือนกับที่ฆ่าเขาล่ะ"

คำตอบของคำถามยอกย้อนนั้นมีเพียงความเงียบ

"เอาสิ ลงมือเสียตอนนี้เลยก็ยังได้ ดาบอยู่ที่นั่น...ดาบที่ท่านใช้สังหารเขา ดาบที่สังหารพวกพ้องของข้าสืบต่อกันเป็นทอดๆ แค่เอาดาบนั่นแทงอกข้ากับนาง...ก็คงจะยืดเวลาต่อไปได้สักชั่วอายุคนหนึ่ง จริงไหม"

ชายชราถอนใจยาวก่อนตอบ

"นั่นไม่ใช่ทางแก้ปัญหา"

"แต่เป็นทางที่ท่านเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นเอง" เสียงหญิงสาวย้อนเยือกเย็น "และมันจะต้องจบในไม่ช้านี้...ไม่ว่าท่านจะอยากให้จบลงในทางไหนก็ตาม 'จอกกาฬโลหิตแห่งเจ้ามีเขาผู้ต้องถูกสังเวยมีสิบหก...จากนั้นจักมิมีเกินกว่านั้น' ท่านจำคำทำนายที่ได้รับมาตั้งแต่สมัยท่านไม่ได้หรอกหรือ"

"คำทำนายอาจถูกต้อง แต่ผลใช่จะเป็นอย่างที่พวกเจ้าหวังไว้"

"แล้วมันจะเป็นยังไงล่ะ หากท่านรู้ ก็ช่วยไขความกระจ่างให้กับข้าผู้โง่เขลาคนนี้ด้วยเถอะ"

"มีแต่...เขา...คนที่อยู่กับเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน"

"เช่นนั้นข้าก็ยิ่งไม่ควรกังวล เขาเป็นของข้าแล้ว ข้าจะไม่ยอมให้ท่านนำเขาไปจากนาง...หรือจากข้า...ไม่มีวัน..." น้ำเสียงของนางกลับสลายความเย็นเยียบลง ทว่ามิอาจเรียกได้ว่าอบอุ่นอ่อนโยน ที่ถูกควรจะเป็นความร้อนแรงมุ่งมั่นมากกว่า "เขาจะเป็นอัศวินของข้า ผู้ปกป้องข้าในยามคงชีพอยู่ และนักรบผู้จะนำนายเหนือคืนกลับมา และยิ่งไปกว่านั้นเขาจะเป็นผู้สร้างทายาทของเผ่าพันธุ์เรา...เช่นท่านในตอนนั้น"

"เจ้าไม่มีวันทำได้หรอก" น้ำเสียงของผู้เฒ่าตอบแข็งกร้าว

"ทำไมจะไม่ได้เล่า ตอบข้ามาสิเจ้าเฒ่า" อีกฝ่ายย้อนยียวนอีกครั้ง "เท่าที่ข้าต้องทำก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนาง และรอจนถึงคืนแห่งคราสเท่านั้น เจ้าก็เห็นแล้วนี่ นางน่ารักใช่ไหมล่ะ...น่ารักน่าทะนุถนอมเสียเหลือเกิน และนางผู้แสนบริสุทธิ์นี่ล่ะจะเป็นโซ่ที่ใช้พันธนาการเขาให้เป็นคนของเราอย่างหนาแน่นดีกว่าโซ่ใด!"

ท้ายคำพูดตามมาด้วยเสียงหัวเราะแหลมสูงอย่างผู้ชนะ เป็นนานกว่าเสียงหัวเราะนั้นจะเบาลง และเปิดโอกาสให้ชายชราได้ตอบ

"เจ้าไม่มีวันทำได้...เพราะเป็น 'เขา' กับ 'นาง' " น้ำเสียงตอบย้ำหนักแน่น "ข้ารู้...เขาจะไม่เลือกทางเพื่อเทพองค์ใด แต่เพื่อนางคนเดียวเท่านั้น"

"แต่นั่นก็ตรงกับสิ่งที่เราต้องการอยู่แล้วนี่" เสียงของหญิงสาวบอกความยินดี "นางเป็นพวกของเรา"

"มีแต่เจ้าต่างหากที่เป็นพวกของมัน เขากับนางไม่ใช่" พ่อเฒ่าตอบเรียบๆ "และข้ามั่นใจ เขากับนางจะสร้างเส้นทางใหม่ เส้นทางที่ยากลำบาก...แต่เป็นทางเลือกของพวกเขาเอง ไม่ใช่เส้นทางที่เทพองค์ใดต้องการทั้งนั้น"

"แล้วที่เจ้ามาที่นี่ก็เพียงเพื่อมาบอกเรื่องนี้กับข้าน่ะหรือ" นางแค่นเสียงอย่างรำคาญ

"มิใช่ แต่เป็นนางต่างหาก" ชายชราตอบ "ข้าจะมาบอกนางให้เข้มแข็งไว้ ส่วนเจ้า...พูดไปอย่างไรก็ไร้ผล เพราะตัวตนของเจ้าเกิดมาเพื่อมันอยู่แล้ว แม้นข้าจะอยากช่วยเจ้าด้วยก็ตามที"

"ช่วยข้า ด้วยวิธีเดียวกับที่เจ้าช่วยเขาน่ะหรือ ข้าอยากหัวเราะนัก" หญิงสาวไม่พูดเปล่า แต่ทำตามที่พูดด้วย นางหัวเราะสั้นๆ ฟังเย้ยหยันเสียดหู "แต่เอาเถิด หากเจ้าไม่ได้คิดจะขัดขวางก็ดี ข้าไม่อยากทำอะไรคนน่าสมเพชอย่างเจ้านักหรอก"

จากนั้นมีเสียงดังสวบสาบคล้ายเสียงฝีเท้าเดิน อีกพักหนึ่งจึงมีเสียงชายชราพูดขึ้น

"ข้าอยากบอกนางว่า 'ลาก่อน เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว' แต่ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าว่าจะบอกหรือไม่"

"ไม่เป็นไร ข้าจะบอกให้ก็ได้ ข้ายินดีที่ได้รู้เช่นนั้น" น้ำเสียงตอบหวานเชื่อมจนรู้ว่าเสแสร้ง "แล้วข้าก็อยากลองให้เจ้าเป็นหนี้บุญคุณสักครั้ง ดูซิว่าเจ้าจะตอบแทนอะไรข้าได้"

และแล้วเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีกครา กรีดแหลมและเยือกเย็น ดังอยู่ยาวนานกว่าจะกลับแผ่วลงและไร้เสียงใดๆ อีก

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนจรค่อยๆ ลืมตาตื่นพบกับแสงตะวันที่เริ่มส่องแยงตา และอาการปวดมึนศีรษะอย่างประหลาด เขาหันตามเงาที่เห็นเคลื่อนไหวลางๆ ไปพบกับภาพของโมโนที่กำลังเดินวนไปมารอบที่พัก

"ตื่นแล้วหรือคะ" เธอหันมาทักเขาพร้อมกับรอยยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นว่าเขาตื่นแล้ว

"พ่อเฒ่าล่ะ" เด็กหนุ่มถามหลังจากหันมองไปรอบๆ และไม่เห็นร่องรอยของเพื่อนร่วมที่พักชั่วคราวจากเมื่อคืน

"รู้สึกจะไปแล้วล่ะค่ะ" เด็กสาวตอบทั้งที่ยังง่วนเก็บของอยู่ "พอข้าตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นแล้ว"

"แล้วเจ้าตื่นเมื่อไรหรือ"

โมโนนิ่งนึกอยู่ครู่หนึ่ง

"คงก่อนหน้าท่านสักพักน่ะค่ะ"

"อย่างนั้นหรือ..." คนจรรับลอยๆ ก่อนจะตัดสินใจถามด้วยความสงสัย "แล้วเมื่อคืน...เจ้าตื่นมาพูดอะไรกับพ่อเฒ่าอีกหรือเปล่า"

"เปล่านี่คะ" เด็กสาวตอบอย่างแปลกใจ "ข้าหลับสนิทตลอดเลย"

"อือม์..." เด็กหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิด

"ทำไมหรือคะ"

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ข้ารู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนพูดกันเมื่อคืนน่ะ" คนจรตอบพร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆ ให้เธอสบายใจขึ้น "คงฝันไปกระมัง"

โมโนมองเขาด้วยสีหน้าสงสัยเหมือนอยากถามถึงความฝันที่ว่านั้น แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ถามอะไรและเริ่มเก็บของต่อไปตามเดิม

อีกครู่ถัดมา เสียงอุทานเบาๆ ของเด็กสาวก็เรียกสายตาของเด็กหนุ่มไปทางเธออีกครั้ง เขาเห็นเธอก้มลงหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นจากพื้นดินบริเวณที่ชายชราเคยนั่งอยู่เมื่อวาน

"มีอะไรหรือ"

โมโนเดินกลับมาหาเขาด้วยสีหน้ายิ้มๆ ก่อนจะส่งของที่เธอหยิบขึ้นมาให้ เป็นกระปุกไม้ใบย่อมเหมือนใส่ยาสำหรับทา กับใบไม้แห้งซึ่งมีรอยเล็บขีดคล้ายเมื่อครั้งก่อน เพียงแต่ครั้งนี้คำที่เขียนอยู่คือ "ตอบแทนสำหรับน้ำใจ"

"พ่อเฒ่าคงฝากให้ท่านน่ะค่ะ"

- To be continued -
บทที่ 28 - สัญญาทั้งสาม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: เป็นยังไงบ้างครับ ผู้มาเยือน ใช่คนที่เดากันไว้หรือเปล่า smile

ตอนนี้ก็ไม่มีโน้ตอะไรมากมายนอกจาก...นี่ล่ะครับการพบกับผู้เฒ่าครั้งที่สอง และเราก็คงได้เงื่อนงำมากขึ้นเยอะเลยกับเสียงลึกลับในยามหลับ ที่ถกกันเรื่อง 'ชะตากรรม' กับ 'นายเหนือ'

ทิ้งท้ายใบ้เล็กน้อยว่าคำทำนายในตำนานหรือนิยายทุกข้อมักเป็นความจริงครับ ดังนั้น คำทำนายของพ่อเฒ่าคราวนี้ก็จะเป็นจริงเช่นกัน...เพียงแต่เหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นก็ยังเป็นเรื่องใหญ่หลวงอยู่ (ก็คนจรยังเหลือยักษ์อยู่ตั้ง 7 ตัวนี่นา)

แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ อาจจะคอมเมนต์รวดเดียวในตอนตอบเลยด้วยครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 21 ก.ย.49 เวลา 23:24:34 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

double
Member

อืม....ถ้าเอาคำทำนายเรื่องลูกไปผนวกกับเกมก็จะ........ยกเว้นคุณคนแต่งจะแต่งให้จบไม่เหมือนเกมนั้นแหละ
แต่สงสัยเรื่องบทสนทนาของพ่อเฒ่ากับเสียงหญิงลึกลับนั้นมากกว่า แต่ยังวิเคราะห์เรื่องที่สนทนากันไม่ออกแฮะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 22 ก.ย.49 เวลา 15:59:44 น.

runaway guy
คนเดินทาง

เหอๆ คงไม่ใช่ว่าพ่อเฒ่าเป็นผู้กล้าในตำนานหรอกนะครับเนี่ย (ถ้าใช่ก็อึดเกินไปแล้ว...หรือแกจะเป็นผีหว่า?)
แต่ดูเหมือนพ่อเฒ่าจะไปทำให้ใครเขาเกลียดขี้หน้าไว้แฮะ แล้วผมก็เริ่มเอาพ่อเฒ่า หญิงลึกลับ เขาคนนั้นของหญิงลึกลับ กับนายเหนือมาบวกกับผู้กล้า องค์หญิง และดอร์มิน.... (แล้วก็เริ่มมึน ว่าแล้วก็ตามต่อไปดีกว่าครับ ดูเหมือนข้อมูลในการเดาจะยังไม่พอ ^^;;; )

แต่คำนายเรื่องลูกก็ตอนจบของเกมที่คุณ double ว่านี่มัน... (จะไปดูสปอยล์เกมดีไหมเนี่ย? อดใจไว้ อดใจไว้...)

รอตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อครับ ^^

ปล. ขอโทษที่คอมเมนต์ช้าไปนิดนะครับ ^^;;;

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 28 ก.ย.49 เวลา 08:15:27 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ