Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 26 - วันนี้

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 26 - วันนี้
Chapter 26 - Today

ทันทีที่อสูรยักษ์ก้าวไปจนถึงกลางลานน้ำพุร้อนแห่งหนึ่ง คนจรก็เริ่มให้อะโกรออกวิ่งเลี้ยวล่อไปรอบๆ ตัวมัน พื้นดินสั่นสะเทือนแต่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาได้แต่รอน้ำพุด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำ นึกวิตกว่าสิ่งที่คาดเดาไว้ถูกต้องหรือไม่

จังหวะที่เผลอนี้เองศัตรูร่างใหญ่กว่าก็พ่นลูกไฟตรงมาอีกลูก เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเขากระทุ้งโกลนบอกม้าพาหนะแล้ว และมันก็รีบเร่งฝีเท้าอย่างรู้ดีพอๆ กับเขาว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากหลบไม่ทัน แต่แม้กระนั้นครั้งนี้เขาก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าความเร็วของอะโกรตกลง มิเช่นนั้นก็เริ่มเร่งความเร็วไม่ทันการ เสียงครืนครันดังลั่นพร้อมกับแรงมหาศาลที่ส่งร่างของเขากระเด็นลงไปกองกับพื้นส่วนม้าสีดำล้มตะแคงลง ลูกศรบางส่วนร่วงกราวจากกระบอกธนูแต่ไม่มีเวลาให้ทันเก็บอีกแล้ว

คนจรใจหายวูบ นึกเป็นห่วงอะโกรขึ้นมา ทว่าสัญชาตญาณก็บอกให้เขาลุกขึ้นวิ่งทันทีแม้จะรู้สึกเจ็บที่ส่วนต่างๆ ของร่างกายซึ่งกระทบพื้น เสี่ยงวิ่งเข้าไปใกล้ตัวของอสูรยักษ์ในระยะที่มันไม่อาจก้มหัวส่งกระสุนไฟใส่เขาได้ หางตาที่เห็นม้าเพื่อนยากลุกขึ้นยืนได้แม้จะยังกะเผลกเล็กน้อยทำให้รู้สึกโล่งอกขึ้น แต่ครู่ต่อมาเขาก็ต้องห่วงสวัสดิภาพของตนเองและมันอีกครั้งเมื่อเต่ายักษ์ยกตัวขึ้นทรงกายด้วยสองขาหลัง ส่วนขาหน้าชูสูงอย่างคุกคามเหมือนเตรียมจะกระแทกลงบดขยี้ตัวรำคาญทั้งสอง

...เดชะบุญที่มันไม่อาจทำได้ตามต้องการ...

พื้นสั่นไหวครู่หนึ่งก่อนสายน้ำสีขาวกราดเกรี้ยวจะปะทุขึ้นสูงและปะทะใต้กระดองของมัน แรงอัดของน้ำดันได้กระทั่งร่างหนักอึ้งให้เอียงกะเทเร่ ขาซ้ายทั้งหน้าหลังขยับป่ายเปะปะอยู่กลางอากาศ แต่ขาขวาทั้งสองยังยันพื้นทรงกายได้อยู่

เด็กหนุ่มรู้ว่ามันคงจะกลับมายืนได้อีกครั้งเมื่อน้ำพุขาดสาย ซึ่งไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด และสมองก็รีบคิดหาทางที่จะตีตื้นมันทันที อะโกรได้รับบาดเจ็บแล้ว หากจะบังคับมันให้วิ่งล่อต่อไปคงไม่ใช่การดี

พลันสายตาของเขาสังเกตเห็นว่าใต้เท้ารูปกลมของอสูรยักษ์ที่เอียงขึ้นมีแสงเรืองสีเหลือง เสียงบอกของดอร์มินทำให้เขารู้ในทันทีว่าต้องทำเช่นไร

จงเล็งขาที่รองรับน้ำหนักของอสูรยักษ์ซึ่งลอยอยู่...

เด็กหนุ่มวิ่งเข้าไปในระยะที่เห็นเป้าหมายชัด และยิงธนูไปที่แสงเรืองใต้เท้าขวาหน้า เรียกเสียงร้องและเลือดสีดำที่พุ่งกระจายเป็นฟองฝอยเล็กน้อย จากนั้นก็ไม่รอช้าต่อด้วยเท้าขวาหลัง

เมื่อนั้นร่างใหญ่ก็ไม่อาจทรงกายได้อีกต่อไป มันล้มหงาย กลิ้งดังตึง ตึง สะเทือนเลื่อนลั่นไปเรื่อยๆ จนไปตะแคงหยุดอยู่ห่างออกสักระยะหนึ่ง

คนจรวิ่งเข้าไปหามัน แต่แล้วก็ได้ยินเสียงกีบเท้าที่ควบอยู่ข้างตัว อะโกรนั่นเอง ถึงมันจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็คงเป็นเพียงเล็กน้อยจึงวิ่งตามมาช่วยเขาเช่นนี้ เด็กหนุ่มกระโดดขึ้นบนอานและขี่มันเข้าไปใกล้เต่ายักษ์ที่พลิกตะแคงเค้เก้ อ้อมไปจนเห็นว่าพื้นใต้กระดองมันมีขนสีน้ำตาลขึ้นกระจายทั่ว เขาได้แต่นึกขอบคุณในใจแม้จะสงสัยว่าเหตุใดมันจึงประหลาดผิดเต่าทั่วไปก็ตาม

เด็กหนุ่มเผ่าอัสลานกระโดดลงจากหลังม้า ตบข้างคอมันเบาๆ ตอนเหวี่ยงกายลงมาเป็นเชิงขอบใจ จากนั้นก็รีบสลัดคันธนูกับกระบอกลูกศรให้พ้นตัวและกระโดดขึ้นโคนขาของมันก่อนจะถีบเท้าส่งร่างขึ้นไปเกาะขนบนท้อง ไต่ปีนขึ้นไปจนถึงขอบกระดองที่มีรอยหยักโดยไม่ยากเย็นนักแม้อสูรยักษ์จะพยายามขยับตัวลุกเป็นระยะๆ

และเมื่อมาถึงขอบกระดอง เขาก็มองสำรวจลงไป จากขอบกระดองเข้าไปสักระยะหนึ่งเป็นแผ่นแบนซึ่งตอนนี้ลาดลงเป็นแนวดิ่ง และแนวหินที่ยื่นเป็นแผงบนพื้นผิวทรงโค้ง เด็กหนุ่มหมอบเกาะขอบกระดองนิ่งและรอคอย

เมื่ออสูรยักษ์ดิ้นจนพลิกตัวกลับขึ้นยืนได้ คนจรก็พบสองขาห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ มีเพียงมือเท่านั้นที่เกาะขอบกระดองไว้แน่น แต่นี่คือแผนการของเขาอยู่แล้ว เด็กหนุ่มยันตัวขึ้นยืนบนขอบกระดองที่เป็นแผ่นแบนได้สำเร็จ สายตามองสำรวจหาทางไปต่อทั้งซ้ายขวา และพบว่าขอบกระดองด้านหน้าติดแผงหินซึ่งยื่นออกมาจึงไม่อาจไปต่อได้ แต่ด้านหลังนั้นยังมีทางอยู่ เขาจึงได้ค่อยๆ เดินไปตามขอบกระดองขณะที่ร่างใหญ่โตเอนไปมาช้าๆ ตามการก้าวเดิน จนกระทั่งมาถึงส่วนกระดองที่เหนือหาง ซึ่งลาดขึ้นเป็นทางระหว่างแนวหินทั้งสอง โล่งตลอดไปจนถึงหัว

แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ใช่ว่าการเดินไปบนทางสายนี้จะง่ายดาย แรงสั่นสะเทือนของทุกย่างก้าวของอสูรยักษ์รวมทั้งแรงสะบัดเป็นครั้งคราวสะท้อนมาถึงแผ่นหลังที่แม้จะแข็งแต่ก็เหนียวหยุ่นจนบิดพลิกได้ จนมีครั้งหนึ่งที่คนจรถึงกับล้มกลิ้งด้วยอารามรีบร้อนไม่ทันระวังตัว ดีที่แผงหินซึ่งยื่นออกมาช่วยขวางทางไม่ให้พลัดตกลงไปจากกระดองที่สู้อุตส่าห์หาทางมาถึงอย่างยากลำบาก แต่จะอย่างไร ในที่สุดเด็กหนุ่มก็กระโดดจากปลายกระดองไปยังบริเวณหัวที่เป็นพื้นแบนแคบมีขนให้ยึดเกาะได้เช่นเดิม ตราสัญลักษณ์สีฟ้าสว่างวาบขึ้นรับแสงของดาบทันที

คนจรจ้วงแทงลงไปเต็มแรง และอสูรยักษ์ก็เหวี่ยงหัวไปมาแรงยิ่งกว่าเพื่อสะบัดไล่ศัตรูตัวจ้อยออกไป แต่เขายังกัดฟันเกาะไว้ได้ หากไม่นับแรงสะบัด หัวที่เป็นพื้นราบของมันนี้เกาะง่ายกว่าจุดตายของยักษ์ตนอื่นๆ ที่เป็นแนวดิ่งมากนัก เมื่อมันเบาแรงลง เด็กหนุ่มก็เงื้อดาบขึ้นเตรียมแทงอีกครั้ง แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อมันสะบัดต่อก่อนที่เขาจะทันได้ลงดาบ

เด็กหนุ่มแทบไม่ได้นับว่าตนลงดาบไปกี่ครั้ง หลังจากมันเอาแต่สะบัดก่อนเขาจะได้จ้วงแทงเต็มที่เสียสองสามครั้ง เขาก็แทบเลือดขึ้นหน้า ร้อนใจแทงดาบทุกครั้งที่มีโอกาสก่อนหน้าที่มันจะสะบัดโดยไม่สนใจว่าจะเบาหรือแรงแค่ไหน เวลาคงผ่านไปพักใหญ่ทีเดียวหลังจากที่เขาทนอยู่ในม่านควันสีดำสลับกับเกาะขนของอสูรยักษ์ให้แน่นขณะมันสะบัด กว่าเขาจะจบชีวิตของมันลงได้ในที่สุด

ขาทั้งสี่ค่อยๆ คู้แยกออกและทิ้งส่วนท้องลงกับพื้นดังครืนครัน ร่างคล้ายเต่าพังพาบแน่นิ่งหลังจากแสงดับหายไปจากดวงตา คนจรหมอบเกาะขนที่หัวมันนิ่งจนกระทั่งแรงสั่นสะเทือนสงบลงจึงได้ลุกขึ้นยืนบนหัวของมัน มองไปยังอะโกรที่ยืนอยู่บนพื้นเบื้องล่างด้านหน้าด้วยความโล่งอกล้นเหลือที่มันปลอดภัยดี

และในขณะนั้นเองที่หมู่เส้นเงาสีดำแทงเข้าร่างของเด็กหนุ่ม เสียงสุดท้ายที่ได้ยินคือเสียงของม้าเพื่อนยากที่ร้องอย่างตกใจเมื่อนายของมันทรุดลงสิ้นสติบนซากของเหยื่อตัวใหญ่ซึ่งเพิ่งถูกพิชิตไป

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ภาพรอบตัวเหมือนจะเป็นชายหมู่บ้านที่มีอารามแห่งองค์สุริยเทพ ณ ใจกลางของหมู่บ้าน เป็นภาพของหมู่บ้านที่เขาคุ้นตาแล้วในยามนี้ ชาวบ้านทั้งหลายกำลังทำงานของตนง่วนอยู่ขณะที่ร่างในชุดขาวสะพายกระออมหวายเดินผ่าน บางคนเหลียวมองร่างนั้นอย่างเกรงๆ ขณะที่คนอื่นๆ ทำเป็นไม่สนใจ

ร่างในชุดขาวครั้งนี้เป็นเด็กหนุ่มที่มีผมสีน้ำตาลตัดสั้นเรียบร้อย รูปร่างสันทัดไม่สูงหรือเตี้ยมากนัก สีหน้าของเขาเมื่อเห็นปฏิกริยาของชาวบ้านดูเหมือนจะก้ำกึ่งระหว่างความชินชา และความเสียใจ แต่เขาก็ไม่ได้ปริปากและเพียงก้าวไปตามทางของตน ซึ่งคนจรเดาว่าคือทางไปสู่บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เขาได้รับหน้าที่ให้ไปตักน้ำเช่นเดียวกับเด็กหนุ่มเด็กสาวชุดขาวคนอื่นๆ

แต่เมื่อออกจากหมู่บ้านมาถึงชายทุ่งที่ใบหญ้าเขียวพลิ้วไปตามลม เด็กหนุ่มก็ชะงักกึก สายตาเลื่อนไปทางกลุ่มก้อนสีเข้มที่ผลุบโผล่อยู่เหนือยอดหญ้าซึ่งส่งเสียงหัวเราะโห่ฮาอย่างสนุกสนานคล้ายเสียงเด็ก

แต่ดูเหมือนเด็กหนุ่มจะไม่ได้สนุกสนานไปด้วยกับเสียงนั้น เขาโคลงศีรษะ ปากก็บ่นพึมพำอย่างระอา

"เอาอีกแล้ว"

ว่าแล้วเด็กหนุ่มชุดขาวก็ก้าวยาวๆ ฝ่าทุ่งเข้าไปยังวงของก้อนสีเข้มนั้น เมื่อเข้าไปใกล้ คนจรจึงได้เห็นว่านั่นคือศีรษะของเด็กผู้ชายทั้งหมดสี่คนนั่งยองๆ ล้อมวงกันบนพื้นที่หญ้าถูกเหยียบจนราบเรียบ สองคนจับกระดองเต่าที่ถูกพลิกหงายให้สี่เท้าของมันดิ้นเปะปะกลางอากาศ อีกคนหนึ่งถือมีดอยู่ในมือ และจับกิ่งไม้ให้เต่ากัดไว้ไม่ปล่อย คนสุดท้ายกำลังง่วนกับการเคาะหินจุดไฟเบื้องหน้ากิ่งไม้เล็กๆ ที่ถูกสุมกองรวมกัน สี่เสียงผลัดกันพูดดังเซ็งแซ่ มีทั้งเสียงที่ยังฟังหวาดๆ และลังเลกับการกระทำนี้ กับเสียงที่กล้าพูดฉะฉานจนดูน่าจะเป็นหัวโจก

"แน่ใจเหรอว่ากินได้น่ะ"

"พ่อข้าบอกว่าได้ก็ต้องได้สิ แถมพ่อยังบอกว่าอร่อยด้วย"

"ต...แต่น่าสงสารมันออก"

"สงสารทำไม พอโตเป็นพรานก็ต้องล่าสัตว์มากินอยู่แล้ว"

"แต่ข้าไม่เคยได้ยินว่าพรานล่าเต่าด้วยนี่นา...แล้วจะเผามันทั้งเป็นอย่างนี้น่ะหรือ"

"ก็ต้องทำอย่างนี้แหละ ไม่งั้นจะฆ่ามันยังไง เอามีดแทงกระดองมันได้เสียที่ไหน"

"ทำอะไรน่ะ!" เสียงตวาดเฉียบขาดของคนอายุมากกว่าทำเอาเด็กทั้งสี่สะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมองร่างที่ก้าวฝ่าพงหญ้าเข้ามาใกล้อย่างตกใจ ก่อนที่คนหนึ่งจะผุดลุกขึ้นยืนและวิ่งหนีไป ทำเอาทั้งวงที่เหลือแตกกระจายไปคนละทิศคนละทางเช่นกัน

"ปีศาจขาวมาแล้ว!!"

"หนีเร็ว! เดี๋ยวโดนมันจับกินเอา!!"

ด้วยเหตุนี้ กว่าเด็กหนุ่มชุดขาวจะเข้าไปถึงที่เกิดเหตุ ผู้ร้ายทั้งหมดก็หนีไปตามระเบียบแล้ว เด็กหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจแต่ก็ไม่คิดจะตาม ได้แต่ตะโกนไล่หลัง

"ข้าไม่จับใครกินทั้งนั้น!" เด็กหนุ่มเผลอตัวปล่อยความโกรธไปในน้ำเสียง แต่พอรู้สึกตัวก็พยายามระงับอารมณ์ไว้ "แต่คอยดูเถอะ ถ้าฆ่าตัวอะไรเล่นอีกข้าจะฟ้องพระเถระจริงๆ ด้วย!!"

ไม่มีเสียงตอบ คนตะโกนสำทับถอนใจก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าเต่าที่พยายามดิ้นรนจะพลิกตัวกลับให้ได้ เขาพลิกตัวเต่าให้กลับมายืนได้อย่างเดิม แต่แล้วเต่าตัวน้อยก็คายกิ่งไม้ หดทั้งคอและขาเข้าไปในกระดองเบื้องหน้าเงาเงื้อมที่ทอดทาบทาบนร่างตน

เด็กหนุ่มเคาะกระดองเบาๆ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถทำให้ร่างที่ขดอยู่ภายในยื่นส่วนต่างๆ ออกมาได้

"เจ้าก็กลัวข้าด้วยเหมือนกันหรือ" เขายักไหล่น้อยๆ พูดอ่อนโยนด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งเศร้า "แต่จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอก...ทั้งๆ ที่ข้าไม่เคยกินเนื้อ อะไรที่เขาบอกกันว่าบาปก็ไม่เคยทำ ยังโดนหาว่าเป็นปีศาจอีก"

เด็กหนุ่มหยิบกระดองเต่าขึ้นประคองไว้ในสองมือก่อนจะออกเดิน ปากก็พูดต่อไปอย่างครุ่นคิด

"บางที...อาจจะจริงอย่างที่พวกเขาพูดก็ได้กระมัง ต่อให้พยายามทำตัวยังไง ก็ยังมีความจริงที่เปลี่ยนไม่ได้อยู่ดี อย่างที่ข้าเกิดมาเป็นข้า แล้วเจ้าก็เกิดมาเป็นเต่า ที่เวลากลัวก็ต้องหดหัวอยู่ในกระดองแบบนี้ ตอบโต้อะไรใครเขาไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น...เจ้าก็คงสบายในแบบของเจ้าแหละนะ บางทีเวลาอยู่ในกระดองอาจจะสงบเงียบดีก็ได้ เพราะไม่ต้องไปสนใจใคร ไม่ต้องฟังใคร จริงไหม"

เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะบ่นกับตัวเอง

"ให้ตายสิ นี่ข้าคิดอะไรเป็นตุเป็นตะว่าเจ้าเข้าใจหรือยังไงนะ ถึงได้พูดกับเต่าเสียเป็นวรรคเป็นเวรขนาดนี้ แต่เอาเถอะ..." เขายกกระดองเต่าด้านหัวขึ้นชูในระดับสายตา แต่ก็เห็นเพียงเงามืดลึกเข้าไปข้างใน

"คงมีเจ้าตัวเดียวที่ข้าจะพูดเรื่องแบบนี้ได้ เพราะเราเหมือนกันไงล่ะ" เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับทอดสายตาเลื่อนลอยไปเบื้องหน้า

"เจ้าเคยสงสัยไหม...ว่าทำไมทวยเทพถึงไม่ยุติธรรมเลย อย่างเจ้าทำไมถึงได้แต่หลบ ทำไมไม่ตอบโต้คนอื่นเขาได้...อย่าง...พ่นไฟออกจากปาก...แบบมังกร ถ้าทำได้เจ้าก็คงไม่ถูกเขารังแกอย่างทุกวันนี้หรอก

"แล้วอย่างข้า...ได้ชื่อว่าเป็นลูกปีศาจแท้ๆ ทำไมถึงพ่นไฟออกจากปากไม่ได้เหมือนกัน ถ้าได้ล่ะก็...ข้าจะสั่งสอนไอ้ทะโมนพวกที่มันแกล้งเจ้าให้หลาบจำเลย ให้สมกับที่ใครๆ เขากลัวข้าทั้งๆ ที่ข้าทำอะไรไม่ได้สักหน่อย"

เด็กหนุ่มยักไหล่กับความคิดของตนก่อนจะสังเกตเห็นบึงน้ำที่ริมทางด้านหน้า

"เอาเถอะ นี่คงเป็นที่อยู่เจ้าสินะ กลับบ้านดีๆ แล้วคราวนี้ก็อย่าปล่อยให้พวกนั้นจับได้อีกล่ะ" เขาพูดพลางวางกระดองเต่าลงบนพื้นแล้วถอยออกห่าง ให้มันกล้าโผล่หัวและขาออกมาเดินเตาะแตะตรงไปยังแหล่งน้ำด้วยความเร็วที่สุดของมัน

ขณะยืนมองเต่าตัวน้อยก้าวจากไป เด็กหนุ่มก็พึมพำขึ้นอีกครั้ง

"...เป็นแบบนี้ก็ดีนะ"

ข้าจะแสดงให้เห็นว่าเต่าไม่ใช่ทำได้แค่กลัวหดหัวอยู่ในกระดอง...แต่สามารถป้องกันตัวได้ ตอบโต้ใครก็ตามที่จะมาทำร้ายมันได้ ไม่สิ...กำจัดคนที่ต้องการทำร้ายมันได้ก่อนจะเข้าถึงตัวด้วยซ้ำ...

เมื่อเสียงเลือนหาย...ภาพรอบด้านก็หลอมละลายกลับเป็นอุโมงค์มืดที่ทอดยาวกับแสงขาวอันไกลลิบ

ได้ยินเสียงโมโนสูดลมหายใจ...และถ้อยคำเอ่ยเชื่องช้า

"...ขอโทษ...ค่ะ..."

น้ำเสียงนั้นเปี่ยมความรู้สึกผิดเหลือประมาณจนผู้ฟังสะท้อนใจ เขาไม่อยากฟังเสียงของเธอเช่นนี้เลย น้ำเสียงหวานใสบอกความสุขและร่าเริงนั้นอันตรธานหายไปตั้งแต่เมื่อใด และได้อย่างไรกันหนอ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

บ่ายคล้อยแล้ว เด็กหนุ่มก้าวมาในบริเวณพักแรม วางของป่าทั้งหลายที่เขาหามาเป็นอาหารเย็นวันนี้ ก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ มีเพียงม้าสีดำเท่านั้นที่ยืนพักอยู่ริมลานโล่ง แต่ไม่เห็นเงาร่างของเพื่อนร่วมทางที่เขาคาดหมายว่าจะเห็นเลย และนั่นเองที่ทำให้ใจของเขาร่วงวูบ

"โมโน!" คนจรตะโกนเรียกอย่างร้อนใจพร้อมกับมองไปรอบๆ สภาพของข้าวของสัมภาระยังอยู่ดีเหมือนไม่มีใครแตะต้อง แสดงว่าเธอเดินออกไปเอง แต่จะไปที่ไหนกัน "โมโน!!"

"อยู่นี่ค่ะ!!" เสียงตะโกนตอบกลับมาแว่วๆ ทำให้เขาถอนใจอย่างโล่งอก พอเดินไปตามทิศของเสียงนั้นก็เห็นร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีเขียวใบไม้กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหา สองมือหอบผ้าคาดเอวที่ถูกปลดออกมารองรับบางสิ่งที่พูนอยู่ในอ้อมแขน และเมื่อเธอเข้ามาใกล้เขาจึงเห็นว่าพวกมันคือเห็ดป่าหลายชนิดที่กองสุมกันนั่นเอง

"เวลาข้าไม่อยู่ก็น่าจะรออยู่ที่ที่พักดีๆ นะ เดินเข้าป่าไปคนเดียวเกิดหลงทางไปจะทำยังไง"

โมโนยิ้มรับเจื่อนๆ เหมือนเด็กถูกดุ แต่ปากยังพูดต่อ

"ขอโทษค่ะ แต่เห็นท่านบอกไปหาปลาเสร็จแล้วจะกลับมาเก็บเห็ดต่อนี่คะ...ข้าเลยไม่อยากให้เสียเวลา แล้วข้าก็ทำเครื่องหมายกันหลงทางไว้แล้วด้วย" เด็กสาวบอกพลางพยักพเยิดไปทางลำต้นไม้ที่มีรอยขีดเป็นลูกศรบอกไว้ลางๆ ด้วยมีดเล่มเล็กที่เขาให้เธอพกไว้เล่มหนึ่งสำหรับป้องกันตัว

เด็กหนุ่มอดนึกชมไม่ได้ว่า 'ลูกศิษย์' การเดินป่าของเขาหัวไวใช่เล่น แต่ก็ไม่วายถอนใจ

"แต่ถึงจะไม่หลงทาง เจ้าก็อาจเจอสัตว์ป่าเข้า แล้วเครื่องหมายกันหลงน่ะ ทำไว้ก็ดี แต่ตอนนี้ถ้าเราถูกตามล่าอยู่...เครื่องหมายที่บอกทิศทางชัดเจนเกินไปอาจบอกร่องรอยของพวกเราได้"

"...ขอโทษจริงๆ ค่ะ ข้าลืมไป" โมโนเพิ่งเห็นจริงตามที่พูดและก้มลงพึมพำอ่อยๆ แต่คนจรก็ยื่นมือข้างหนึ่งไปตบไหล่เธอเบาๆ

"ไม่เป็นไรหรอก เจ้าปลอดภัยก็ดีแล้ว ข้าก็รู้ว่าเจ้าหวังดี อยากช่วยแบ่งเบางานข้า แต่คราวหลังอย่าไปไหนคนเดียวโดยไม่บอกข้าล่ะ ข้าเป็นห่วง"

"ค่ะ"

เมื่อเด็กสาวตอบรับ เขาจึงส่งยิ้มน้อยๆ เป็นการปลอบก่อนจะหันหลังกลับเดินไปนั่งลงที่มุมหนึ่ง เธอตามมานั่งข้างๆ ก่อนจะถามขึ้นเมื่อเห็นร่างปวกเปียกของสัตว์ที่มีขนสีดำสวย ทั้งตัวรวมหางยาวประมาณหนึ่งช่วงแขน ซึ่งกองอยู่ข้างๆ พวงปลาและผลไม้ที่เด็กหนุ่มหามาได้

"นั่นอะไรหรือคะ"

"อ๋อ...หมาไม้น่ะ" คนจรตอบ

"กินได้ด้วยหรือ"

"กินไม่ได้หรอก แต่หนังของมันเอาไปขายได้ ข้าไปเจอเข้าเลยล่ามาเผื่อต้องแลกของใช้อะไร"

โมโนฟังแล้วพยักหน้ารับโดยไม่ว่าอะไร ก่อนจะคลี่ผ้าคาดเอวที่ห่อกองเห็ดบนตักออก แล้วเปลี่ยนเรื่องพูด

"ท่านช่วยข้าบอกวิธีแยกเห็ดหน่อยได้ไหมคะ ข้าไม่ค่อยแน่ใจน่ะค่ะว่าเก็บตามที่ท่านบอกว่ากินได้หมดแล้วหรือเปล่า"

"ได้สิ" เด็กหนุ่มเขยิบหันมาตรงหน้ากองเห็ดก่อนจะเริ่มชี้บอกอย่างผู้ชำนาญการ "ดอกขาวแบบนั้นกินได้ ดอกน้ำตาลนี่ก็เหมือนกัน แต่ดอกที่มีลายจุดนี่ไม่ได้นะ สีน้ำตาลเหลือง ทรงรีๆ แบบนี้ก็ไม่ได้"

เด็กสาวคัดเห็ดที่กินไม่ได้ตามคำบอกของเขาลงไปจากตักและวางรวมกันบนพื้น ไม่นานดอกเห็ดที่อยู่บนตักก็พร่องลงทุกที จนน้อยกว่ากองเห็ดเมาที่ทิ้งอยู่บนพื้นเสียอีก

คนจรนิ่งเงียบกลั้นเสียงหัวเราะ มองโมโนที่ขมวดคิ้วนิ่ง สีหน้าเคร่งเครียดเต็มทีกับผลงานตนเอง สุดท้ายเธอก็ถอนใจเฮือก ยกผ้าคาดเอวขึ้นดูเห็ดกินได้ที่เหลือน้อยเกินครึ่งของกองใหญ่ที่ตนเก็บมา

"...เหลือแค่นี้เอง"

"เอาเถอะ นับว่าเจ้าเรียนรู้ไวแล้วล่ะ" เขายิ้มน้อยๆ ชม "ขอบใจมากนะ"

"ไม่เป็นไรค่ะ" เด็กสาวยิ้มตอบเขินๆ ก่อนจะหยิบมีดขึ้นมาหั่นดอกเห็ดเป็นชิ้นๆ ตามที่เขาสอนไว้ เด็กหนุ่มจึงหันไปขอดเกล็ดและผ่าเครื่องในปลาที่ตนหามาเสียบไม้เตรียมย่างเช่นกัน

ทั้งสองทำงานเพียงเงียบๆ ไปไม่นาน น้ำเสียงหวานใสก็ดังขึ้นเป็นเพลงที่นำรอยยิ้มมาสู่ริมฝีปากของคนจร เพลงของเผ่าอัสลานที่เขาสอนให้โมโนเมื่อไม่กี่วันก่อน และต้องยอมรับว่าลูกศิษย์สาวกลับร้องเพลงนี้ได้เพราะกว่าอาจารย์เสียอีก

"วันนี้...ยามช่อบุปผายังยึดเถาพฤกษ์พรรณ
จะดื่มด่ำเมรัยหวาน...ลิ้มรสลูกไม้ฉ่ำ
กี่ล้านวัน พรุ่งนี้นั้น คงผัน ผ่านลับไป
กว่าใจข้าจะ ลืมสิ้นความสุขล้ำใน...วันนี้"

และเขาก็ร้องท่อนต่อมาร่วมกับเธอ

"ขอ เป็นเพียงคนจร เดินทางเร่รอนท่องไกล
ครวญเพลงลำนำขับขาน นำแนะตนให้เจ้า
จะร่วมโต๊ะอาหารเลี้ยง ร่วมข้างเคียงในรังนอน
ไยสน...สิ่งที่วันพรุ่งพัดพา

วันนี้...ยามช่อบุปผายังยึดเถาพฤกษ์พรรณ
จะดื่มด่ำเมรัยหวาน...ลิ้มรสลูกไม้ฉ่ำ
กี่ล้านวัน พรุ่งนี้นั้น คงผัน ผ่านลับไป
กว่าใจข้าจะ ลืมสิ้นความสุขล้ำใน...วันนี้

จะภาคภูมิไปไยกับ ชัยชนะในวันวาน
หรือล่วง เหมันต์คิมหันต์ กับสัญญาว่างเปล่า
วันนี้คือปัจจุบัน ยามนี้ชีวิตดำเนิน
ทั้งสุขเศร้าเคล้ากันในเสียงเพลง

วันนี้...ยามช่อบุปผายังยึดเถาพฤกษ์พรรณ
จะดื่มด่ำเมรัยหวาน...ลิ้มรสลูกไม้ฉ่ำ
กี่ล้านวัน พรุ่งนี้นั้น คงผัน ผ่านลับไป
กว่าใจข้าจะ ลืมสิ้นความสุขล้ำใน...วันนี้"

ขณะทอดเสียงลงจบพร้อมกัน เด็กหนุ่มหันไปทางเด็กสาว พบว่าเธอชายตามองเขาอย่างเขินๆ ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่พูดอะไร หลังจากนั้นเธอก็ฮัมเพลงไปเรื่อยๆ ขณะที่เขาทำงานต่ออย่างเงียบๆ ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับความสุขในยามนี้

เวลาผ่านไปราวสิบกว่าวันได้แล้วกระมังที่ทั้งสองหนีมาด้วยกัน และจากความสงบรอบกาย คนจรก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าโมโนกังวลเกินเหตุหรือเปล่ากับเรื่องที่องครักษ์ประจำอารามหรือทหารของซาเกรดา โซล จะมาตามล่าพวกเขา ขณะสวมผ้าคลุมพรางกายแวะเข้าหมู่บ้านเพื่อซื้อของใช้จำเป็น เขาไม่ได้ข่าวคราวตามจับผู้หลบหนีเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้น หมู่บ้านแถบนี้เป็นชนบทที่อยู่ค่อนข้างห่างไกล จึงเป็นไปได้ว่าข่าวที่ส่งไปถึงพระนครศักดิ์สิทธิ์เพื่อขอกองกำลังจะเนิ่นช้ากว่าปกติ เด็กหนุ่มเลยตัดสินใจว่าการเดินทางลัดเลาะไปในป่าเพียงลำพังเช่นนี้จะปลอดภัยกว่าหาที่พักแรมในหมู่บ้านสำหรับช่วงที่ต้องรอดูสถานการณ์ไปก่อน แม้ใจจริงจะต้องการให้โมโนได้พักผ่อนสบายๆ และไม่ต้องลำบากมากนักก็ตาม

ทว่าเด็กสาวไม่เคยปริปากบ่นสักครั้ง ถึงเขาจะรู้ว่าเธอไม่เคยเดินทางสมบุกสมบันเช่นนี้มาก่อนเลย เธอคอยสังเกตวิธีที่เขาทำงานต่างๆ และฝึกทำทุกอย่างที่จะช่วยแบ่งเบาเขา ทั้งๆ ที่คนจรรู้ว่าตอนอยู่ในอารามเธอไม่เคยต้องทำงานใดไม่ว่าจะเป็นทำอาหารหรือซักล้าง แต่โมโนก็พยายามเรียนรู้เท่าที่จะทำได้ และเปลี่ยนบรรยากาศเคร่งเครียดที่อาจมีให้กลับรื่นรมย์ด้วยคำพูดหยอกล้อหรือเสียงเพลงของเธอ

และขณะเหลือบมองเด็กสาวที่นั่งหั่นเห็ดไปเรื่อยๆ พร้อมกับร้องเพลงเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเธอดูเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงไหนจากวันที่สวมแต่เพียงชุดสีขาวบริสุทธิ์ดูงามดั่งเทพธิดา แต่ยังสูงส่งเกินกว่ามือมนุษย์จะอาจเอื้อมถึง ยามนี้เมื่ออยู่ในชุดกระโปรงผ้าป่านสีเขียว ปักลวดลายตามคอเสื้อ ชายแขนเสื้อกับชายกระโปรงแบบที่ผู้หญิงชาวบ้านแถบนี้สวมกัน และใช้ผ้าอีกผืนรวบผมยาวสีดำไว้ด้านหลังอย่างหลวมๆ ก็ทำให้เธอดูเหมือนเด็กสาวหน้าตาน่ารักธรรมดาๆ คนหนึ่ง รัศมีเจิดจ้าอาจเลือนหายไป แต่เธอก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้น ยิ้มแย้มมีความสุขขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เด็กหนุ่มซ่อนรอยยิ้มไว้ไม่มิดขณะคิดไปถึงตอนที่เขานำชุดกระโปรงที่แลกได้จากในหมู่บ้านมาให้เธอดู ในทีแรกทั้งกังวลว่าเธอจะไม่ถูกใจ หรืออิดออดไม่ยอมสวมเช่นเดียวกับชุดสีขาวที่ติดตัวมาจากอาราม แต่เห็นทีเขาจะประมาทธรรมชาติผู้หญิงที่เรียกว่า 'ความรักสวยรักงาม' จนเกินไปจริงๆ ทันทีที่เห็นชุดสีสันต่างๆ แบบที่ไม่เคยได้สวมมาก่อน เด็กสาวก็หอบพวกมันตรงรี่ไปหาแนวพุ่มไม้ ลองชุดแล้ว ชุดเล่า มาให้ดูพร้อมกับถามเขาอย่างกระตือรือร้นว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซ้ำยังทำเป็นงอนตอนเขาหัวหมุน ตอบส่งๆ ไปว่า "จะชุดไหนก็สวยไปหมด" อีก และหลังจากนั้นเธอก็ไม่เคยขอใส่ชุดของเขาอีกเลย จะบ่นเรื่องชุดที่ได้มาบ้างก็แค่ขนาดหลวมไปนิดเท่านั้น

แต่ละวันของทั้งสองผ่านไปกับการเดินทางขึ้นเหนือให้ไกลเท่าที่ทั้งสามชีวิตจะไปไหว และตั้งที่พักแรมในยามราตรี เด็กสาวจะซุกตัวเข้ามาใกล้เขา บางครั้งก็นอนหนุนตักขณะเขาเฝ้าระวังยาม บางครั้งก็นั่งเอนพิงไหล่และผล็อยหลับซบกัน หลังจากที่คนจรเล่าแผนการต่างๆ ในอนาคตให้เธอฟัง เช่นไปปลูกกระท่อมอาศัยในหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศทางเหนือและดำรงชีวิตเป็นพรานหรือชาวไร่ ไม่เช่นนั้นก็ออกท่องเที่ยวไปกลางทุ่งกว้าง และตั้งกระโจมเป็นบ้านอพยพโยกย้ายเช่นเดียวกับวิถีชีวิตชาวเผ่าอัสลาน โมโนจะคอยฟังเงียบๆ พร้อมกับยิ้มน้อยๆ แต่เมื่อเขาถามว่าเธออยากใช้ชีวิตแบบใด เด็กสาวก็ตอบเพียงว่า "ไว้เมื่อมีโอกาสเลือกจริงๆ แล้วค่อยตอบ" เท่านั้น

เด็กหนุ่มปล่อยความคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งทำปลาเสร็จ และหันมาถลกหนังหมาไม้เตรียมตากให้แห้งต่อไป แต่เพียงไม่นานหลังจากเริ่มจรดมีดลงเลาะ เขาก็ตกใจเมื่อเสียงเพลงหยุดลง และได้ยินเสียงฝีเท้าถี่กระชั้นพร้อมกับหันไปเห็นร่างบอบบางที่ผุดลุกขึ้นวิ่งไปที่แนวต้นไม้ริมลานที่พัก

เด็กสาวโน้มตัวลงอาเจียนเสียงดังจนเขานึกเป็นห่วง ทิ้งงานที่ทำค้างอยู่เข้าไปหาเธอ ค่อยๆ ใช้แขนลูบหลังให้แทนมือที่เปื้อนคาวปลากับเลือดอยู่

"โมโน เป็นอะไรหรือเปล่า"

คนถูกถามสั่นศีรษะ แต่ก็เพิ่งหาโอกาสตอบได้หลังหยุดอาเจียนในครู่ต่อมา

"...ไม่เป็นไรค่ะ...แค่รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาเท่านั้นเอง" เธอตอบพลางหายใจแรงๆ "...ตะกี้รู้สึกเหมือนได้กลิ่นอะไรเหม็นแรงมาก...เลยทนไม่ไหวน่ะค่ะ"

"คลื่นไส้หรือ" เด็กหนุ่มเลิกคิ้วก่อนจะชะงักไป "หรือว่า..."

"หรือว่า...อะไรหรือคะ" อีกฝ่ายถามอย่างสงสัย

เขาใช้แขนโอบที่กลางลำตัวของเธอเบาๆ

"หรือว่า...เจ้าตัวน้อยของพ่อจะอยู่ในนี้แล้วใช่ไหมนะ"

"พี่คนจรนี่!!" โมโนขึ้นเสียงขึ้นทันทีแม้ใบหน้าที่หันขวับกลับมาจะแดงก่ำ แต่ผลของการขยับพรวดพราดก็ทำให้เด็กสาวรู้สึกอยากขย้อนออกมาอีก จนต้องหันหน้ากลับไปโน้มตัวอาเจียนรอบที่สอง

"อาการอย่างนี้เจ้าจะยังบอกว่าไม่ใช่อีกหรือ" เด็กหนุ่มคอยลูบหลังให้ "แบบเดียวกับที่ข้าเห็นพี่เออร์เดเน่ตอนแพ้ท้องไม่มีผิด"

"แต่นี่เรา...ยังอยู่ด้วยกันมาไม่ถึงเดือนเลยนะคะ" โมโนแย้ง "มันคงไม่เร็วขนาดนั้นหรอก"

คนจรเพิ่งนึกขึ้นได้ตามนั้น แต่ยังพยายามกลบเกลื่อนรักษาหน้า

"ข้ารู้แล้ว ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง แต่ในอนาคตก็มีโอกาสเป็นจริงได้นี่นา"

เด็กสาวไม่ตอบว่าอะไร แต่สูดลมหายใจลึกๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเบ้หน้า และพึมพำเบาๆ

"รู้แล้วล่ะ..."

"รู้อะไรหรือ"

"กลิ่นเหม็นนั่น...แบบเดียวกับที่มือท่านเลย"

เด็กหนุ่มรีบชักมือกลับทันควัน

"ข-ขอโทษนะ"

โมโนหันกลับมาฝืนยิ้มเนือยๆ ก่อนจะสั่นศีรษะ

"ไม่เป็นไรค่ะ คงเป็นเพราะข้าไม่คุ้นกับกลิ่นเลือดเองแหละ"

"แต่ถึงขนาดคลื่นไส้อาเจียนเลยน่ะหรือ" คนจรถามอย่างสงสัยและเป็นกังวล ทว่าพอนึกได้ว่าเด็กสาวกินอาหารมังสวิรัติมาตลอดจนถึงตอนนี้ กระทั่งกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ยังแทบไม่ได้สัมผัส ก็เข้าใจว่ากลิ่นเลือดของหมาไม้อาจคาวแรงเกินไปสำหรับเธอก็ได้ "เอาเถอะ ข้าจะพยายามออกไปห่างๆ ก็แล้วกัน เจ้าจะได้ค่อยยังชั่วขึ้น"

"ขอบคุณค่ะ" เธอพึมพำก่อนจะกลับหลังหัน แต่แล้วก็พลันร้องอุทานออกมาพร้อมกับโผเข้าหาเขา คนจรหันขวับไปดูว่าอะไรกันที่ทำให้เธอตกใจ และพบกับร่างหนึ่งที่ยืนเป็นเงาเงื้อมอยู่กลางที่พักแรมของทั้งสอง...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

เงาเงื้อม...คงไม่มีคำใดที่จะบรรยายสภาพของพวกมันได้ดีกว่านี้อีกแล้ว กับเหล่าร่างสีดำที่ยืนโน้มตัวมองเขาในวงล้อม พวกมันเพิ่มจำนวนทุกขณะจนกระทั่งเขาหวั่นกลัวว่าพวกมันจะทำอย่างไรกับเขา หากว่าเพิ่มขึ้นถึงสิบหกตนแล้ว

แต่อย่างน้อยครั้งนี้เงาดำนั้นก็สลายหายไปเช่นทุกคราพร้อมกับการพังทลายของรูปสลักอันที่เก้า และเขาก็ยันตัวขึ้นมาพบกับสุรเสียงบัญชาจากเบื้องบนดังเดิม

ศัตรูตนต่อไปของเจ้า...คือเนินทรายโดดเดี่ยว...ซ่อนรอยทางมิดชิดนัก...สั่นสะเทือนธรณีกัมปนาทขณะดวงเนตรจับจ้องเจ้า...

ทันทีที่สิ้นเสียง คนจรก็ตรงเข้าไปเก็บคันธนูกับกระบอกศรที่ข้างแท่นหินมาเช่นเดิม อดนึกขอบคุณเจ้าของอำนาจลึกลับในใจไม่ได้ที่ไม่เพียงพาตัวเขากับอะโกรกลับมาที่อาราม ซ้ำยังนำพวกมันกลับมาให้เขาในสภาพเรียบร้อยดีทุกครั้ง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาให้กับเขามาก

ก็แล้วดอร์มินต้องการให้เจ้าฆ่าอสูรยักษ์จนหมดโดยเร็วไม่ใช่หรือยังไง

คำเหล่านี้ดังขึ้นในใจดั่งมีผู้กระซิบข้างหู เด็กหนุ่มเย็นสันหลังวาบ ฝีเท้าที่ตั้งท่าจะก้าวต่อชะงักกึกกับความคิดที่ผุดขึ้นเมื่อเห็นจริงกับคำพูดนั้น เสียงลึกลับที่เรียกตนเองว่าดอร์มินพยายามเร่งเร้าให้เขาสังหารอสูรยักษ์โดยเร็วอยู่เสมอมิใช่หรือ เวลาเขาจับทางไม่ถูกว่าควรรับมืออสูรยักษ์ที่สู้อยู่ด้วยอย่างไร เสียงนั้นก็คอยบอกใบ้หนทางให้ ช่วยเหลือเขาในการไล่ล่าสังหารมาจนถึงบัดนี้

แต่การคิดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเขานี่นา คนจรถอนใจ ไม่ว่างานที่ดอร์มินสั่งมานี้จะเป็นบททดสอบ หรือเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อตกลงแลกเปลี่ยน การสังหารอสูรยักษ์นี้ก็ยังเป็นสิ่งที่เขาต้องทำ ซ้ำยังทำมาได้เกินครึ่งทางแล้วด้วย

เด็กหนุ่มจึงก้าวลงไปหาอะโกรที่ยืนรออยู่เบื้องล่างแล้ว ที่สะโพกด้านหนึ่งของมันมีรอยถลอกใหญ่จนเห็นเนื้อที่แดงด้วยคราบเลือดแห้งท่ามกลางขนสีดำ ไม่ต้องคิดมากเขาก็รู้ว่าคงเกิดจากตอนถูกลูกไฟของอสูรยักษ์ร่างเต่าและล้มลงไป ในตอนสู้กับมันคงฉุกละหุกจนเขาไม่ทันสังเกต ยังดีที่นี่นับว่าเป็นแผลเล็กน้อยเท่านี้ แต่ถึงอย่างนั้น...

"ต้องรีบทำแผล" คนจรพูดกับมันเบาๆ ก่อนจะก้มดูแขนขาของตนที่มีรอยครูดกับพื้นดินปนหินจนถลอกปอกเปิกติดคราบของเหลวแห้งกรัง ซึ่งเขาพยายามคิดว่าเป็นเลือดแห้งธรรมดาๆ แม้นสีของมันจะดูคล้ำดำเกินกว่าสีน้ำตาลเข้มที่ควรเป็นก็ตาม "...ข้าก็เหมือนกัน"

และจุดหมายของทั้งสองในตอนนี้จึงยังไม่ใช่ที่ที่ลำแสงของดาบนำไปสู่ที่อยู่ของอสูรยักษ์ตนใด แต่เป็นบึงน้ำใสที่ใกล้อารามที่สุด

- To be continued -
บทที่ 27 - ผู้มาเยือน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ประเดิมด้วยรูปนายเต่าต่อให้หมดครับ
คนล้มอย่าข้าม เต่าล้มปีนได้
น้ำพุดำเล็กๆ บนหัว
อีกนิดเดียว
ดับดิ้น
สิ้นชีวา

และบาซารันตัวจริงเสียงจริงจากบอร์ดเกมไต่ยักษ์ อภินันทนาการจากคุณ baxtertimewell ครับ
http://img445.imageshack.us/my.php?image=100b8720io8.jpg

ย้อนความหลังยักษ์ ผมรู้สึกเหมือนนายเต่ากับนายกิ้งก่านี่ช่างคล้ายกันจริงๆ ที่พูดกับสัตว์ได้เป็นตุเป็นตะ สงสัยคงเพราะไอเดียของผมกับทั้งสองคนนี้ค่อนข้างจะออกมาคล้ายๆ กันน่ะสิครับ ^^;;;

ในปัจจุบัน คู่ข้าวใหม่ปลามันก็ยังขยันล่อมดกันต่อไป (เฮ้อ...) แต่โมโนเก็บเห็ดแล้วให้คนจรช่วยแยกนี่ล่ะครับเป็นฉากที่ผมนึกแวบขึ้นมาในตอนไปรับน้องที่โรงเรียนในช่วงหน้าฝนแล้วเห็นบรรดาดอกเห็ดในกระถางต้นไม้พอดี แถมยังติดอยู่ในใจสลัดไม่หลุดเสียด้วยสิ ก็ถือเสียว่าเป็นความผิดของเห็ดก็แล้วกัน (ป้ายความผิดกันดื้อๆ เลยนะเฮีย...)

เพลงในตอนนี้คือ Today ซึ่งเป็นเพลงโฟลค์ซองเก่าครับ ผู้ร้องดั้งเดิมคือ The New Christy Minstrel และมีนักร้องชาวญี่ปุ่นชื่อฟูจิตะ เอมิ นำมาร้องใหม่ ตอนแปลงเนื้อเพลง ทำนองผมจะนึกผสมๆ กันอยู่ ท่อนฮุค หรือท่อนที่ขึ้นด้วย วันนี้ ผมอิงทำนองจากเวอร์ชั่นเก่า ส่วนท่อนอื่นๆ อิงตามฉบับของเอมิครับ
Today (Original)
Today (Emi Fujita)
เนื้อเพลง)
ขอขอบคุณคุณ Digital Handsome สมาชิกบอร์ดพ็อคเก็ตที่เคยให้เพลงนี้เวอร์ชั่นของเอมิกับผมครับ smile

ส่วนอาการของโมโน...มีพิรุธแต่อย่าเพิ่งอ้าปากค้างไปนะครับ ในความเป็นจริง morning sickness ไม่มีทางมาเร็วขนาดนี้หรอก ^^;;;

และผู้มาเยือนนั้นจะเป็นใคร โปรดติดตามในตอนต่อไปครับ smile

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 14 ก.ย.49 เวลา 19:35:27 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

double
Member

แหม ต่อไปมาอ่านต้องพกยากันมดมาด้วย
แต่ว่าขำฉากที่คนจรเลือกเห็ดให้โมโน มันนึกภาพแล้วฮามากๆ คนจรน่าจะลองเอาใจภรรยาโดยลองกินเห็ดนั้นดูก็ดี (แล้วพระเอกก็จะดับดิ้นตรงนั้น...)

เรื่องของเด็กกับเต่าคล้ายกับกรณีกิ้งก่ามากแต่ชีวิตเด็กคนนี้ดูท่าจะน่าเศร้ากว่าน่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 15 ก.ย.49 เวลา 20:44:22 น.

runaway guy
คนเดินทาง

ฟี้ดๆ ดูเหมือนตอนนี้เฮียจอห์นจะไม่ได้ล่อแต่มดแล้วน่ะสิครับ ท่าทางเฮียแกจะมีอาถรรพ์ล่อผึ้งด้วย (ก็เมื่อวันศุกร์ผมนั่งทำงานอยู่ดีๆ ผึ้งงานหล่นปุ๊จากไหนก็ไม่รู้มาตรงโต๊ะทำงานผม...ทั้งๆ ที่ในห้องก็ปิดหน้าต่างนะครับนั่น...ฝีมือเฮียจอห์นกับโมโนเรียกมาแหงๆ หวานจัด)
แต่ท่าทางยังกับเฮียจอห์นอยากมีลูกเลยนะครับนั่น โมโนอ้วกก็คิดทันทีเลยว่าท้อง...แหม เฮีย
(กำลังจินตนาการซามูไรพ่อลูกอ่อนคนจรตะเลงๆ ลูกไปปราบยักษ์... ไม่มีน่ะดีแล้ว...)

"ไว้เมื่อมีโอกาสเลือกจริงๆ แล้วค่อยตอบ" << คำตอบของโมโนอันนี้ฟังอย่างกับโมโนไม่เชื่อว่าตัวเองจะได้ใช้ชีวิตกับคนจรจริงๆ งั้นแหละฮะ อย่างกับเชื่อว่าซักวันทางอารามต้องตามพวกตัวเองอยู่แล้วยังไงก็ไม่รู้...
ฟังๆ แล้วก็เลยพาลคิดไปว่าเพราะโมโนคิดแบบนี้เลยไม่อยากคิดถึงอนาคตมากนัก ขอมีแค่วันนี้ก็พอแล้ว (แล้วก็เลยร้องเพลงวันนี้ซะงั้น...)

เหยื่อบูชายัญรายนี้นี่ดูเหมือนจะไม่มีเพื่อนซักคนเลยนะครับ น่าสงสารแฮะ แต่สงสารเต่าจนกลายเป็นกาเมร่าเองนี่...พลังจินตนาการไม่ใช่เล่นเลยนะครับ ทำเอาคนจรกับอะโกรได้แผลมาจนได้...
ส่วนบาซารันตัวจริง...น่ารักมากครับ ^^;;

รอตอนต่อไปว่าใครเป็นผู้มาเยือน (ลุงหมอดูเปล่าหว่า...)

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 17 ก.ย.49 เวลา 22:12:11 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ฮะๆ เห็นทีก่อนเข้าสู่ตอนหวานๆ ผมคงต้องขายยากันมด เพิ่มกำไรไปในตัวมั้งครับ ^^;;;

คุณ double - น่าวาดเป็นภาพคนจรชักน้ำลายฟูมปาก...ไม่ก็สี่ช่องจบโมโนทำเห็ดมาให้กิน จบลงด้วยการที่คนจรน้ำลายฟูมปากอยู่ดี ^^;;;

...แต่ถ้าเป็นเห็ดเมาแบบที่เฮียเหวินซิ่วในตุลาการทมิฬเจอ...โมโนคงลำบากแน่ๆ แฮะ ^^;;;

ยักษ์เต่านี่ดูชีวิตขมขื่นกว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะเจ้ากิ้งก่า คงเพราะเราได้เห็นท่าทีของชาวบ้านที่มีต่อหมอนี่ โดยเฉพาะพวกเด็กๆ มั้งครับ ของยักษ์ตนอื่นๆ ยังมีคนเห็นใจบ้าง

คุณ runaway guy - โอ้!...อาถรรพ์แพร่กระจายสู่ผู้อ่านได้ด้วย O_O

จะว่าไป...เขียนถึงตอนนี้ ผมก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนจรอยากมีลูกจริงๆ...หรือแค่อยากล้อเล่น แต่สำหรับคนในสังคมที่นิยมแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย ก็คงต้องคิดเผื่อถึงเรื่องมีลูกว่าเป็นเรื่องธรรมดาไว้ก่อนมั้งครับ ^^;;;

โมโนรู้แหละครับว่าความสุขที่ได้อยู่กับคนจรจะไม่คงอยู่นาน แต่ด้วยสาเหตุอะไรก็ต้องรอดูต่อไปฮะ

ถ้ายักษ์เต่าจินตนาการสูงส่ง...ตัวต่อๆ ไปคงยิ่งพุ่งปรี๊ดล่ะครับ ยิ่งแหวกจินตนาการมนุษย์มนาไปทุกที แล้วจากนี้คนจรคงจะเจ็บตัวบ่อยและหนักขึ้นเรื่อยๆ ล่ะครับ เพราะยิ่งใกล้ยักษ์ตนหลังๆ ก็ยิ่งเล่นแรงขึ้นทุกที ใบ้ให้นิดคือต่อไปจะมียักษ์ถือปังตอด้วย O_O

บาซารันตัวจริงขณะนี้ปลดเกษียณตัวเองจากงานแสดงโดยสิ้นเชิง อาศัยอยู่ในสวนสัตว์แห่งหนึ่ง (คาดว่าในอเมริกา) และชอบเดินเล่นอาบน้ำพุทุกวันครับ smile

ผู้มาเยือน...ผมก็อยากเฉลยนะ แต่รอดูตอนหน้าคงลุ้นกว่า อย่างน้อยที่บอกได้คือไม่ใช่พิออนแน่ๆ ครับ ^^;;;

ปล. สัปดาห์หน้าผมจะเริ่มสอบแล้ว แต่ฟิคจะยังลงอยู่นะครับเพราะมีตุนไว้ก่อน แต่ว่าเรื่องการตอบคำถามอาจจะไม่ได้มาตอบเร็วนัก หรือเว้นไปตอบตอนลงฟิคอีกตอนเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 18 ก.ย.49 เวลา 18:33:01 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ