Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ
Chapter 25 - The Beginning of the End

คนจรขี่อะโกรออกจากอารามในที่สุด พบว่าแสงนำทางครั้งนี้ส่องข้ามพาไปยังดินแดนอีกฟากสะพานทางตะวันตกเฉียงเหนือ จึงได้ควบม้าผ่านสะพานหินธรรมชาติซึ่งเริ่มคุ้นชินขึ้นทุกที สู่ที่ราบสลับหินที่ทอดยาวไกล แลเห็นหอคอยแท่นบูชาตั้งกระจายกันคล้ายที่พักนักเดินทาง เขาซึ่งรู้สึกหิวขึ้นมาจึงชักอะโกรเข้าไปใกล้หอคอยแห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อนก่อนเดินทางต่อ

ที่บนหอคอยนั้นเด็กหนุ่มยิงกิ้งก่าหางขาวอีกตัวหนึ่งร่วงลงมาได้ ทำให้เริ่มสังเกตและคิดขึ้นมาว่าหอคอยแต่ละแห่งมักจะมีกิ้งก่าอยู่อย่างน้อยตัวหนึ่งเสมอเหมือนเป็นแหล่งอาหารอย่างง่ายๆ แม้จะแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร เขาก็ยังนึกขอบคุณลักษณะข้อนี้ของดินแดนต้องห้ามไม่น้อยทีเดียว

จากเนื้อกิ้งก่าดิบตบท้ายด้วยผลไม้ที่ฝากกระเป๋าข้างอานของอะโกรไว้ ดูท่าทางม้าเพื่อนยากของเขาจะหิวมาก เพราะเมื่อมันกินผลไม้ส่วนของตัวมันเองหมดไปแล้ว ก็ยังคงมองมาทางนายที่นั่งและเล็มผลไม้ส่วนของตนอย่างโหยหาอยู่ดี ซ้ำหญ้าบนพื้นดินแข็งแถบนี้ก็มีเพียงประปราย และสั้นเกินกว่าจะเล็มกัดได้สะดวกเต็มคำ

เด็กหนุ่มจึงเปิดประเป๋าอีกครั้ง นำผลไม้ที่เหลืออยู่มาให้มันกินจนหมดด้วยความเต็มใจอย่างไม่นึกเสียดาย ดินแดนแห่งนี้ยังอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งสังหรณ์บางอย่างก็บอกเขาว่ามีไม้มีผลอีกมากรอเขาอยู่ในเส้นทางเบื้องหน้าจนเกินพอด้วยซ้ำ

นึกแล้วก็น่าแปลกเหลือเกินที่ดินแดนรกร้างมีเพียงสัตว์เล็กอาศัยเว้นแต่เหล่าอสูรยักษ์จะมีอาหารบริบูรณ์รอท่าเขาเช่นนี้ จริงอยู่ว่าบัดนี้เขากินเพียงเนื้อกิ้งก่าดิบสลับกับผลไม้ราวสองสามชนิด แต่สภาพของเด็กหนุ่มในขณะนี้ก็ห่างไกลเกินกว่าจะเรียกได้ว่าอดอยาก ถ้าไม่นับเรื่องอาการเจ็บหน้าอกที่เพิ่งเริ่มเป็นเอาเมื่อครู่กับความเหน็ดเหนื่อยจากการโหมออกแรงแล้ว เขายังมีกำลังวังชาดี...ดีจนน่าประหลาดใจด้วยซ้ำว่าเที่ยววิ่งเลี้ยวหลบล่อเหล่าร่างใหญ่โตมโหฬารไปเสียทั่ว กับไต่ปีนขึ้นร่างแทงมันตัวแล้วตัวเล่าอยู่ได้อย่างไร

เป็นเช่นนี้แล้วก็อดนึกไม่ได้ว่าผลไม้นี้เป็นผลไม้ทิพย์...เหมือนในตำนานที่เล่าขานว่าเจ้าผู้ครองแดนแห่งชนอมตะมีสวนลอยฟ้างดงามดั่งอุทยานสวรรค์ อุดมทั้งไม้ดอกและไม้ผลที่สามารถทำให้ผู้ลิ้มรสแม้เพียงคำเดียวมีอายุยืนยาวเหนือมนุษย์ธรรมดาหลายชั่วคน

แต่ก็คงมิใช่กระมัง สวนลอยฟ้านั้นจะมีจริงหรือไม่เขาก็ยังไม่รู้ และต้นไม้ที่ออกผลเหล่านี้ก็เพียงขึ้นอยู่ตามธรรมชาติบนผืนแผ่นดินอันไพศาลเสียมากกว่า เช่นเดียวกับไม้ผลที่เคยประทังชีวิตของเขากับโมโนผู้หลบหนีมาด้วยกันตั้งแต่วันนั้น...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

"รอนานไหม" พอเขาแหวกพุ่มไม้มาจนถึงที่พักแรม เด็กสาวก็เงยหน้าขึ้นตามเสียงด้วยสีหน้าดีใจ และสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่นานหรอกค่ะ" เมื่อเห็นท่อนไม้ขนาดกลางที่เด็กหนุ่มหนีบใต้แขนมาพร้อมกับผลไม้สีเขียวอีกห้าลูกในอ้อมแขน โมโนก็ถามต่อ "ว่าแต่ไม้นั่นอะไรหรือคะ"

คนจรยิ้มน้อยๆ อย่างมีเลศนัย

"อดใจรอสักหน่อยเดี๋ยวก็รู้" เขาพูดก่อนจะส่งผลไม้สองลูกให้กับเธอเป็นเชิงตัดบท "นี่ของเจ้ากับอะโกร กินก่อนเถอะ"

"ขอบคุณค่ะ" โมโนตอบรับเบาๆ และวางผลไม้ลูกหนึ่งลงเบื้องหน้าอะโกร ซึ่งกัดเคี้ยวอย่างหิวโหยชดเชยแรงที่ใช้ไปกับการวิ่งห้อเต็มฝีเท้าจนค่ำวาน เด็กหนุ่มทรุดนั่งลงข้างๆ วางท่อนไม้ลงก่อนจะหยิบผลไม้ลูกหนึ่งที่ตนนำมากัดกร้วมพลางเหลือบมองอีกฝ่ายที่ยกผลไม้ขึ้นมากัดแม้ช้าๆ เคี้ยวคำแรกไปได้ไม่นานก็มีเสียงอุทานเบาๆ จากเด็กสาวซึ่งทำให้เขาถามขึ้น

"มีอะไรหรือ"

โมโนสั่นศีรษะ

"ม--ไม่มีอะไรค่ะ แค่ข้านึกไม่ถึงเท่านั้นเองว่ามันจะฝาดแบบนี้"

"ผลไม้ป่าก็แบบนี้แหละ รสชาติไม่ดีเท่ากับพวกที่เขาบำรุงกันในสวนหรอก" คนจรได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะยื่นผลไม้ของตนส่งให้ "ลูกนี้ข้ากินแล้วไม่ฝาด แลกกันก็ได้นะ"

"จะดีหรือคะ" เด็กสาวถามอย่างลังเล

"ก็แล้วสามีที่ไหนเขาปล่อยให้ภรรยากินผลไม้ฝาด ส่วนตัวเองกินหวานกันเล่า" เขาคาดหมายว่าจะได้เห็นสีแก้มแดงเรื่อ ไม่ก็เสียงหัวเราะน้อยๆ แก้เขิน แต่ไม่ได้รับทั้งสองอย่างจากสีหน้าจริงจังของอีกฝ่าย แม้กระนั้นยังพูดต่อไป "แลกกันเถอะ ข้าเคยกินของรสชาติแย่กว่านี้กันตายมานักต่อนักจนชินแล้ว แค่ผลไม้ฝาดเป็นเรื่องเล็กน้อย"

ทว่าโมโนสั่นศีรษะอย่างหนักแน่น

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ข้า...ในเมื่อตั้งใจจะมากับท่านแล้ว...ข้าก็ต้องใช้ชีวิตแบบคนจรอย่างท่านให้ได้เหมือนกัน จะมัวทำตัวเป็นคุณหนูให้ท่านประคบประหงมอยู่ได้ยังไง"

"ก็จริงของเจ้า" คนจรรับ "แต่ตอนนี้ยังไม่จำเป็นนี่นา หากมีแต่ผลไม้ฝาด เราสองคนก็จำเป็นต้องกินฝาดกันอยู่แล้ว แต่ในเมื่อมีลูกที่ไม่ฝาดอยู่ เจ้าก็คือคนที่สมควรกินลูกนั้นที่สุด" ครั้งนี้เขาไม่พูดเปล่า จับผลไม้ของตนวางใส่มือเล็กบางก่อนจะรีบคว้าเอาอีกลูกที่เธอเพิ่งกินได้แค่คำเดียวไปกัดแทนหน้าตาเฉย

"ไม่เป็นไรหรือคะ" เด็กสาวถามอย่างเป็นห่วงพร้อมกับมองสีหน้าเขาอย่างกังวล เด็กหนุ่มเห็นสายตาของเธอแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ แม้นผลไม้ลูกใหม่นั้นจะฝาดเข้าขั้นไม่ชวนกินจนหมดลูกจริงๆ

"ไม่เห็นฝาดตรงไหนเลย หวานอร่อยกว่าลูกที่ข้ากินไปเสียอีก" คำตอบของคนจรทำให้โมโนกระพริบตาปริบๆ อย่างสงสัยก่อนจะแย้ง

"อะไรกันคะ มันจะหวานได้ยังไง ก็เมื่อกี้ข้ากินไปยังฝาดอยู่เลย"

"อ้อ..." คนจรแกล้งพยักหน้ารับพร้อมกับทำเสียงเหมือนเพิ่งค้นพบความรู้ใหม่ "รู้แล้วว่าทำไมถึงหวาน"

"ทำไมหรือคะ" เสียงถามของอีกฝ่ายบอกความงุนงง

"ก็เพราะมันได้ความหวานมาจากปากของเจ้าน่ะสิ" คำตอบหน้าตายนั้นทำเอาสีหน้าของเด็กสาวแดงก่ำไปจนถึงใบหู สายตาค้อนขวับพร้อมเสียงแหวอย่างน่าเอ็นดูเหลือเชื่อ

"พี่คนจร!"

เด็กหนุ่มต้องรีบกลืนผลไม้คำที่เคี้ยวค้างอยู่กันสำลักก่อนจะหัวเราะออกมาดังๆ โมโนยังขมวดคิ้วมุ่นมองเขาอย่างหาเรื่องเหมือนเด็กๆ แบบที่เขาอดนึกเอ็นดูไม่ได้

แต่เธอก็ไม่ต่อความ ก้มลงกัดผลไม้ที่แลกกับเขาเป็นคำแรก เคี้ยวด้วยสีหน้านิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลืนลงคอ

"เป็นยังไง ดีขึ้นไหม" คนจรถาม

โมโนชายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปและตอบหน้าตาย

"ฝาดยิ่งกว่าลูกที่ข้าให้ท่านไปเสียอีก"

เด็กหนุ่มยิ้มแยกเขี้ยวรับทันควัน

"จะบอกว่ามันฝาดเพราะปากข้าล่ะสิ"

"ข้าไม่ได้พูดนะ ท่านพูดเองต่างหาก"

"แล้วเมื่อวันก่อนปากข้าฝาดหรือเปล่าล่ะ" คนจรยังไม่ยอมเลิกรา

อีกฝ่ายนิ่งอึ้งจ้องหน้าเขาเขม็งเหมือนนึกไม่ถึงว่าจะเจอคำถามแบบนั้น แล้วเลยพลอยก้มหน้าลงซ่อนสีเรื่อบนแก้ม

"พี่คนจรนี่...ถามอะไรก็ไม่รู้!"

"ไม่ต้องมาทำอาย ตัวเองเป็นคนเริ่มก่อนแท้ๆ ตอบมาเลย"

"ม--ไม่รู้สิ ก--ก็ลืมไปแล้วนี่นา"

"ถ้าอย่างนั้นฟื้นความจำพิสูจน์เสียตอนนี้เลยก็แล้วกัน"

โมโนร้องอุทานเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายตะครุบข้อมือทั้งสองข้างของตนแน่นก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้อย่างไม่ยอมรับคำปฏิเสธ ผลไม้ที่มีรอยกัดแค่คนละคำหลุดจากมือ กลิ้งตกลงไปบนชายผ้าคลุมที่เธอใช้คลุมกายอยู่

"ไม่เอานะคะ...พี่คนจร! ปล่อยนะ--"

"ก็เจ้าอยากขี้ลืมก่อนนี่"

"แต่นี่ตอนเช้านะคะ! แล้วเราสองคนก็กำลังทานอาหารเช้าอยู่ด้วย!"

"ช่างก่อนปะไร ยังกะว่าผลไม้มันรอไม่ได้อย่างนั้นแหละ"

"แต่..."

แต่เด็กสาวก็ต้องปล่อยคำแย้งให้ขาดหายไปเพียงเท่านั้นเมื่ออีกฝ่ายเลื่อนใบหน้าเข้ามาชิดและจูบปิดปากเสียดื้อๆ ม้าสีดำอีกตัวในบริเวณที่พักพ่นลมพรืดเหมือนถอนหายใจ ก่อนจะก้มหัวลงไปกัดผลไม้บนชายผ้าคลุมแทน เมื่อเจ้านายทั้งสองของมันเห็นจะลืมผลไม้ลูกนั้นไปเสียสนิทจนกระทั่ง...

"อะโกร!!" คนจรร้องออกมาเมื่อเพิ่งเงยหน้าขึ้นตามเสียงกร้วมๆ และเห็นเจ้าม้าเคี้ยวอะไรบางอย่าง ซ้ำร้ายซากของ 'อะไรบางอย่าง' ที่เหลือนั้นก็คือเมล็ดผลไม้ติดเศษเนื้อเล็กน้อยบนผ้าคลุมสีเข้ม "เจ้านี่--!!"

โมโนหัวเราะคิก ได้ทีผลักคนที่ค้ำไหล่ตนเองออกไป ก่อนจะเอื้อมมือขึ้นลูบขาของม้าตัวใหญ่อย่างชมเชย

"ขอบใจที่ช่วยนะอะโกร กินลูกหวานๆ เป็นรางวัลเถอะ เมื่อวานคงเหนื่อยมากสินะ" ว่าพลางเธอก็ปรายตามองเด็กหนุ่มที่หยิบผลไม้ซึ่งตนกินค้างอยู่มากัดต่อ "ส่วนคนหาเรื่องเหนื่อยใส่ตัวน่ะไม่ต้องไปเห็นใจหรอก ปล่อยให้กินของฝาดไป กินเยอะๆ จะได้สาสม"

"ให้ตายเถอะ นี่รวมหัวกันแกล้งข้ารึไงนะ" คนจรเปรยแต่ยังส่งผลไม้ที่เหลือหนึ่งในสองลูกให้กับเด็กสาว "เอาไปสิ ถ้าฝาดก็ยังเหลืออีกลูกหนึ่ง แต่ถ้าฝาดทั้งสองลูกข้าก็ช่วยไม่ได้นะ"

"เอาเถอะค่ะ ข้ากินได้อยู่แล้วแหละ" โมโนตอบก่อนจะรับไปกัดโดยไม่เกี่ยงงอน "ขนาดปากฝาดๆ ยังรับได้เลย"

เด็กหนุ่มแสร้งถอนใจและโคลงศีรษะอย่างระอา เรียกเสียงหัวเราะน้อยๆ จากเด็กสาวอีกครั้งก่อนจะมีเพียงความเงียบเมื่อทั้งสองก้มหน้าก้มตากินผลไม้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนจรกินผลไม้ของตนหมดและถามโมโนว่าต้องการลูกที่เหลือไหม

"ท่านกินไปเถอะค่ะ แต่ข้าขอน้ำหน่อยนะคะ"

เขาจึงใช้ใบไม้ทำกรวยใส่น้ำให้เธอดื่มยาอีกครั้ง ก่อนจะกินผลไม้ลูกสุดท้ายต่อ เด็กสาวนั่งมองอยู่เงียบๆ พักหนึ่งก็เอ่ยถามขึ้นอย่างกังวล

"จากนี้เราจะไปที่ไหนกันดีล่ะคะ"

"อืม..." คนจรนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ถ้ายาฮีมรู้แล้ว...เราก็ไม่ควรเสี่ยงกลับเผ่าอัสลานแหละนะ"

"...ค่ะ" น้ำเสียงของโมโนบอกความลำบากใจ ทำให้เขาตบไหล่เธอเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีที่ไปสักหน่อย ลองขึ้นไปประเทศทางเหนืออย่างที่เคยพูดกันไว้เถอะ" เด็กหนุ่มตอบก่อนจะเดินไปรวบรวมสัมภาระที่วางอยู่ตามจุดต่างๆ รอบที่พักแรม พลางกินผลไม้ที่เหลือจนหมด "ถ้าออกจากซาเกรดา โซล ไปที่ประเทศทางเหนือได้ คนของอารามคงไม่ตามเรามาหรอก หรือเจ้าว่ายังไง"

"คงต้องลองดูค่ะ" เด็กสาวตอบเรียบๆ ก่อนจะลุกไปช่วยเก็บเสื้อผ้าเปียกที่ตากไว้ตั้งแต่เมื่อวาน คนจรเหลือบมองเธอพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้

"แต่ก่อนอื่น เราคงต้องแวะหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดหาซื้อของจำเป็นก่อน โดยเฉพาะเสื้อผ้าของเจ้า..."

เขาพยักพเยิดไปทางชุดกระโปรงสีขาวที่เจ้าของชุดหอบไว้ในอ้อมแขน ส่วนที่คลุมกายอยู่คือผ้าคลุมสีคล้ำเช่นเดียวกับเมื่อวาน

"ต้องหาใหม่ มีอยู่แค่ชุดเดียว แถมชุดขาวยังสะดุดตาเกินไปด้วย"

"ข้าว่าเราต้องหาใหม่ทั้งคู่นั่นแหละค่ะ" โมโนตอบ "เพราะชุดเผ่าอัสลานของท่านก็สะดุดตาเกินไปเหมือนกัน พวกที่อารามต้องประกาศตามหาตัวเด็กหนุ่มเผ่าอัสลานที่มากับเด็กสาวชุดขาวและม้าสีดำแน่ๆ"

คนจรยิ้มแห้งๆ รับความรอบคอบของเธอ

"ก็จริง"

เขาหันไปก้มหน้าก้มตาตรวจคันธนูกับกระบอกศร ก่อนที่จู่ๆ จะได้ยินเสียงโมโนปรบมือดังๆ ครั้งหนึ่ง

"นึกออกแล้ว"

เด็กหนุ่มหันกลับไปเห็นเด็กสาวก้าวเข้ามาใกล้ ดวงตาที่ยังบวมแดงจากการร้องไห้เมื่อวานกลับเป็นประกายซุกซนทันควันบนใบหน้าฉอเลาะ

"ท่านหาเสื้อผ้าผู้ชายมาให้ข้าสิคะ"

"เสื้อผ้าผู้ชาย" คนจรขมวดคิ้ว มือที่กำลังเก็บข้าวของชะงักไป

โมโนพยักหน้ารับ

"ค่ะ แล้วก็ตัดผมให้ข้าด้วย"

เด็กหนุ่มรู้แล้วว่าเธอคิดจะทำอะไร และเขาก็สั่นศีรษะปฏิเสธหนักแน่น

"ไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด"

"ทำไมล่ะคะ"

"เจ้าน่ะ...แต่งไปยังไงก็ดูไม่เหมือนผู้ชายหรอก"

"ไม่ลองก็ไม่รู้นะคะ" เด็กสาวแย้ง "ข้าอ่านเจอว่าในตำนานบางเรื่อง นางเอกยังปลอมตัวเป็นผู้ชายเดินทางไปกับพระเอกได้โดยที่พระเอกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นผู้หญิง"

"ก็นั่นมันตำนาน จริงเสียที่ไหน แล้วถ้าเป็นความจริง ไม่นางเอกดูเหมือนผู้ชายมากอยู่แล้ว พระเอกนั่นก็โง่กว่าคนปกติ" เขาว่าพลางเลื่อนสายตามองกวาดตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะของอีกฝ่ายที่สูงเลยไหล่ตนมานิดเดียว ทั้งๆ ที่คนจรก็ไม่คิดว่าตนเองเป็นคนสูงกว่าปกติเท่าใดนัก "อย่างแรกเลย เจ้าเตี้ยไป"

"ก็เป็นเด็กหนุ่มกำลังโตไง"

"เด็กหนุ่มที่ไหนจะเสียงหวานเสียขนาดนี้"

"ก็...ก็เสียงยังไม่แตกไงคะ"

"ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ผิวเจ้ายังขาวไป หน้าก็หวานไปด้วย"

"เอาดินมาทาให้ดูมอมๆ ก็ได้"

"แต่ผมเจ้าดูยังไงก็ไม่เหมือนผู้ชาย"

"ตะกี้ข้าถึงบอกให้ท่านตัดผมให้ไงล่ะคะ"

คนจรสั่นศีรษะท่าเดียว

"ไม่เอา ถึงตายข้าก็ไม่ตัดผมให้เจ้า"

"ทำไมล่ะคะ" โมโนเริ่มเม้มปากแสร้งทำเสียงไม่พอใจ ก่อนจะแบมือยื่นตรงออกมา "งั้นก็ไม่เป็นไร ข้าขอยืมมีดท่านไปตัดเองก็แล้วกัน"

เด็กหนุ่มรีบรวบเข็มขัดแขวนซองเก็บมีดไปด้านหลังทันที

"ไม่ให้"

"เอ๊ะ...พี่คนจรนี่! แค่ข้าจะตัดผมเป็นอะไรกันนักกันหนาหรือคะ"

"ก็ข้า...ข้าชอบผมแบบนี้ของเจ้านี่" เด็กหนุ่มพูดงึมงำ ใจจริงอยากบอกต่อว่าเส้นผมยาวสลวยของเธอเวลาลูบแล้วนุ่มมือเหลือเกิน แต่ก็คิดว่าอย่าพูดออกไปดีกว่า

โมโนยิ้มออกมาอย่างปลื้มๆ แวบหนึ่ง แต่ยังเท้าสะเอวแกล้งมองอย่างหาเรื่อง

"อะไรกัน ไหนบอกว่าต่อให้ข้าขี้เป็นห่วงหรือขี้แยยังไงก็ยังรักนี่นา กะแค่ผมสั้นก็จะเลิกรักแล้วเหรอ"

"เปล่าสักหน่อย" คนจรรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน "แต่...แต่ยังไงข้าว่าเจ้าไว้ผมยาวแบบนี้ก็น่ารักดีอยู่แล้ว"

"จริงนะ"

"จริงสิ"

เด็กสาวหัวเราะเขินๆ ก่อนจะโผเข้ามากอดประจบ คนจรต้องรีบประคองสัมภาระประดามีที่หอบอยู่ไม่ให้ร่วงมือเป็นระวิง ปากก็ร้องปราม

"พอได้แล้ว เดี๋ยวข้าวของร่วงหมด" เขาพูดด้วยเสียงเหมือนดุเด็ก "เจ้าน่ะ แต่งตัวเสียทีสิ ประเดี๋ยวข้าก็จับขึ้นหลังม้าเสียทั้งแบบนี้หรอก"

เด็กสาวคลายมือจากร่างเขา มองชุดกระโปรงสีขาวในอ้อมกอดแวบหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหนุ่มเป็นเชิงอ้อน

"ข้าขอใส่ชุดของท่านได้ไหมคะ"

คนจรขมวดคิ้ว

"ชุดของตัวเองก็มีไม่ใช่หรือ"

"แต่ชุดของท่านใส่สบายตัวกว่านี่" คนขอให้เหตุผล พอเห็นสีหน้าอีกฝ่ายเหมือนจะปฏิเสธท่าเดียวก็ทำเป็นหันหลังใส่ แล้วงัดไม้ตายออกมาใช้ "ถ้าไม่ให้ล่ะก็...พอท่านเผลอข้าจะแอบเอามีดมากล้อนผมตัวเองให้สั้นกุดเลยด้วย"

เด็กหนุ่มฟังคำขู่ทีเล่นทีจริงแล้วชะงักนิ่งไป สุดท้ายก็ถอนใจอย่างยอมจำนน เปิดกระเป๋าหยิบเสื้อกับกางเกงอย่างละตัวส่งให้อีกฝ่ายแต่โดยดี

"เอ้านี่"

เด็กสาวหมุนตัวกลับมายิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ พับชุดกระโปรงสีขาวส่งให้แล้วรับเสื้อผ้าชุดนั้นมา ก่อนจะกลับหลังหันเดินอ้อมไปที่อีกฟากของแนวพุ่มไม้

"ห้ามแอบดูนะคะ"

"รู้แล้ว...รู้แล้ว" คนจรรับพร้อมกับโคลงศีรษะ เก็บชุดสีขาวเข้ากระเป๋าแล้วนำไปแขวนไว้ที่ข้างอานของอะโกรซึ่งลุกขึ้นยืนรอเวลาเดินทาง จากนั้นเขาจึงได้เดินไปหยิบของชิ้นสุดท้าย คือดาบศักดิ์สิทธิ์ที่โมโนนำมา

ภาพของดาบทำให้เขาต้องคิดหนักอีกครั้งว่าควรจะทำอย่างไรกับมัน เด็กสาวนำมันมาแต่บอกให้เขาซ่อนมันไว้ในที่ที่ไม่มีใครรู้ ด้วยเหตุผลใดเขาก็ไม่อาจเข้าใจได้

แต่หากจะซ่อนดาบไว้ในบริเวณใกล้ๆ นี้ในตอนนี้เลยก็คงเสี่ยงกับการถูกพวกองครักษ์ประจำอารามตามหาเจอกระมัง มีทางเดียวคือต้องนำมันติดตัวไปก่อน

เด็กหนุ่มจึงแขวนดาบที่ข้างเข็มขัดของตน จากนั้นพอเหลือบมองไปทางแนวพุ่มไม้ก็เห็นว่าเด็กสาวแต่งตัวเสร็จพอดี แต่มือยังสาละวนจัดผ้าคลุมให้เข้าที่

...การที่เธอหันหลังให้เขาทำให้คนจรนึกแวบอะไรขึ้นมาได้ และริมฝีปากก็เริ่มแปรเป็นรอยยิ้มอย่างนึกสนุก...

เขาเหวี่ยงตัวขึ้นหลังอะโกรก่อนจะกระทุ้งโกลนให้มันออกวิ่งเหยาะๆ ตรงไปทางโมโน แล้วรวบเอวของร่างบอบบางยกขึ้นมานั่งตรงหน้าตนในชั่วขณะที่ม้าวิ่งผ่าน

เด็กสาวหวีดร้องอย่างตกใจ สองแขนโอบรอบลำตัวเขาแน่นตามสัญชาตญาณ แต่พอตั้งสติได้และหันมามองตัวการที่ยังยิ้มอยู่บนหลังม้าก็กำหมัดทุบเบาๆ ไปที่อกของอีกฝ่ายเป็นการโต้ตอบ

"คนขี้แกล้ง! ทำเอาตกใจหมด!"

คนจรหัวเราะตอบ

"ช่วยไม่ได้...อยากไม่ระวังหลังเองนี่"

"อันตรายนะคะ! ถ้าเกิดพลาดทำข้าร่วงลงไปจะเป็นยังไง! คิดดูสิ!!"

"ไม่มีวัน มือชั้นนี้แล้วไม่พลาดหรอก"

หลังคำตอบนั้น กำปั้นน้อยๆ ก็ทุบรัวเบาๆ บนอกของคนตอบเป็นชุด

"แสดงว่าเคยคว้าคนอื่นมาก่อนล่ะสิ! สารภาพมาดีๆ นะว่าใคร!!"

"ไม่ใช่คนที่ไหนหรอก...ก็แค่แข่งเกาะม้าคว้าลูกแกะกับพวกเพื่อนผู้ชายในเผ่าเท่านั้นเอง"

"อ๋อ นี่เห็นข้าเป็นลูกแกะงั้นหรือคะ!"

"อ้าว...ก็เจ้าเป็นลูกแกะน้อยสีขาวขนฟูน่ารักน่ากอดของข้าคนเดียวไม่ใช่หรือ" เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับปล่อยมือข้างหนึ่งจากบังเหียนไปโอบไหล่รั้งเด็กสาวให้พิงอก ก่อนจะเลื่อนใบหน้าไปกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู "ไม่ดีหรือไง"

"คนนะไม่ใช่แกะ" โมโนพึมพำกระเง้ากระงอด แต่แล้วก็ต่อด้วยเสียงเบาลง "แต่ถ้าเป็นลูกแกะของท่านก็ดีนะ"

"หือม์"

"ก็ท่าน...คงไม่ยอมเอาลูกแกะตัวนี้ไปฆ่าให้ใครกิน...ใช่ไหมคะพี่คนจร"

"แน่อยู่แล้ว" เด็กหนุ่มตอบก่อนจะก้มหน้ากระซิบข้างหูอีกครั้ง "จะเก็บไว้กินเองทั้งเป็นทุกๆ วันนี่ล่ะ"

...ว่าแล้วก็โดนทุบไปอีกปึ้กหนึ่งอย่างแรงกว่าเดิมกับเสียงแหว

"คนบ้า!!"

"อะไรกัน จาก 'พี่คนจร' กลับกลายเป็น 'คนบ้า' เสียนี่" คนจรขมวดคิ้วตอบ "ข้าเพิ่งรู้ว่าเจ้าก็พูดแบบนี้เป็นกับเขาด้วย แต่มันไม่เข้ากับเจ้าหรอกนะ"

"ถ้าอย่างนั้นข้าจะพูดไม่หยุดเลย คนบ้า คนบ้า คนบ้า คนบ้า..."

"พอๆๆ ทำแบบนี้ไม่น่ารักเลย"

"ก็ท่านเป็นคนทำตัว 'ไม่น่ารัก' ก่อนนี่คะ"

"เอ้าๆ ข้าขอโทษก็ได้"

"ไม่ใช่ขอโทษก็ได้นะคะ ต้องขอโทษต่างหาก"

"เอ้า ก็ได้...ขออภัยเป็นอย่างสูงทุกกรณีเลยขอรับ"

เด็กสาวหัวเราะคิกกับเสียงแกล้งบูดสนิทของอีกฝ่าย

"โอ๋ๆ อย่าโกรธสิคะ แค่ท่านเก็บลูกแกะตัวนี้ไว้ไม่ให้ใครเอาไปฆ่ากิน...ลูกแกะก็ดีใจที่สุดแล้ว"

"เอาเถอะ ลูกแกะน่ารักขนาดนี้โกรธไม่ลงหรอก" เด็กหนุ่มตอบแม้จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่โมโนพูดแบบนี้ ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ติดใจที่จะถามต่อ เพราะความดีใจท่วมท้นเมื่อร่างน้อยซุกนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของเขาแต่โดยดีขับไล่ความสงสัยไปจนสิ้น จึงได้แต่นิ่งเงียบมองเด็กสาวที่ส่งสายตาเลื่อนลอยขึ้นมองฟ้าสีคราม ราวกับจะปล่อยทุกสิ่งทิ้งไว้เบื้องหลังให้ลอยล่องไปดั่งปุยเมฆบนฟ้า

มือของทั้งสองเลื่อนไปเกาะกุมกันและบีบแน่นครู่หนึ่ง ดังคำบอกว่าบนเส้นทางสายนี้พวกเขามีเพียงกันและกันเท่านั้น

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

บางครั้งห้วงภวังค์ช่างแสนสุข บางครั้งช่วงเวลาที่มีความสุขช่างเลือนลางเหมือนภาพฝันที่ทั้งติดตราอยู่ในส่วนลึกของความทรงจำและหลงลืมได้ง่ายดายนัก

คนจรลุกขึ้นจากใต้ร่มเงาหอคอยหลังปล่อยความคิดให้ล่องเรื่อยไปเสียนาน บางครั้ง รู้ทั้งรู้ว่าอดีตสิ้นสุดลงแล้ว และคงไม่อาจย้อนคืนมาเป็นเช่นเดิมได้ เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะปล่อยตนเองไปกับห้วงคำนึงถึงความสุขในวันเก่าก่อน อย่างน้อยการกระทำนั้นก็ช่วยให้เขายังคงสติอยู่ได้หลังจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ในยามที่ไม่เหลือใครอีกเช่นนี้

เมื่อคิดได้ว่าเวลาสำหรับการพักผ่อนหมดลงแล้ว และควรจะมุ่งหน้าไปต่อได้เสียที เด็กหนุ่มกับม้าเพื่อนยากจึงได้ออกควบไปอีกครั้ง ตามลำแสงไปสู่ตะวันตกไกลกว่าทุกคราที่เคยมา

บรรยากาศแถบนี้ยิ่งมืดครึ้มขึ้นทุกขณะด้วยละไอหมอกสีเทาหนาบดบังแสงสว่างจากฟ้าแทบสิ้น อากาศหนาหนักและร้อนชื้นระอุจนพื้นดินอัดแข็งเป็นสีเทาไร้ชีวิตตรงข้ามกับสีเขียวของพืชพรรณ ทั้งสองชีวิตตัดผ่านที่ราบแห้งแล้งนี้ไปจนถึงหุบเหวที่ทอดอยู่เบื้องหน้า แม้อีกฝั่งเหวจะดูไม่ไกลกันนัก แต่ช่องว่างก็ยังคงกว้างเกินกว่าที่ม้าตัวใหญ่อย่างอะโกรจะกระโดดข้ามไหว

ถึงกระนั้นเส้นทางไปก็ได้ถูกเตรียมให้เขาเรียบร้อยแล้ว เด็กหนุ่มมองตามแนวเหวมืดทะมึนไปจนเห็นสะพานหินธรรมชาติที่ยกตัวขึ้นให้ขี่ม้าข้ามไปได้ ที่ขอบสะพานมีไม้สนใหญ่สองสามต้นยืนตายแห้งอยู่กับพุ่มไม้ไร้ใบเป็นกระจุก ดั่งป้ายอันหงิกงอที่บอกหนทางต่อไปเบื้องหน้า

คนจรใช้เส้นทางนั้นข้ามไปอีกฝั่งเหว สู่ที่ราบโล่งแห้งแล้งประกอบด้วยดินแดงคล้ายสายแร่บางอย่าง เบื้องหน้าดูราวกับจะเป็นลานกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แต่ไอหมอกมัวประหลาดที่มิได้เย็นเหมือนหมอกทั่วไปก็ทำให้ไม่อาจเห็นรอบตัวได้ไกลนัก พื้นที่บางจุดดูจะมีเศษกรวดหินกระจายออกมาเป็นรัศมีกลม รอบรอยแยกระหว่างพื้นหินและดินที่แตกเป็นโพรงตรงกลางดูประหลาดตา

เด็กหนุ่มอดไม่ได้ที่จะมองลานนั้นด้วยความสงสัยว่าพวกมันคืออะไร แต่เมื่อพื้นสั่นเริ่มสั่นสะเทือน ภาพที่ตอบคำถามของเขาก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

จากรอยแยกหนึ่งมีน้ำพวยพุ่งออกมาโดยแรงจนแตกเป็นฟองขาวสูงตระหง่านเหนือศีรษะ ส่งไอน้ำเป็นหมอกคลุ้ง หยดน้ำที่กระเซ็นไกลต้องร่างนั้นแม้ไม่ถึงกับร้อนแต่ก็อุ่นอย่างน่ากลัว จนน่าสงสัยว่าหากมนุษย์ใดที่ถูกน้ำพุร้อนจัดดันกระทบร่างเข้าตรงๆ หากมิตายด้วยแรงกระแทกก็คงถูกน้ำร้อนลวกจนเป็นแผลฉกรรจ์ถึงตายได้ทีเดียว

แต่พวกมันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เขาตามหาอยู่ คนจรมุ่งหน้าผ่านน้ำพุร้อนที่ปรากฏประปรายไปจนถึงกลางลาน จนเห็นว่าต่อจากแนวผาด้านหนึ่งซึ่งโอบล้อมลานนี้ไว้คือปากถ้ำกว้างมืดสลัว เป็นถ้ำที่กว้างใหญ่ขนาดที่อสูรยักษ์ตนหนึ่งคงเข้าไปอาศัยอยู่ได้สบายๆ ที่หน้าปากถ้ำมีไม้ยืนต้นกิ่งก้านผอมแห้งแต่ยังเหลือใบเขียวประปรายขึ้นอยู่ราวสามสี่ต้นดั่งม่านกั้นปากถ้ำ รากของพวกมันโผล่ขึ้นเหนือพื้นเป็นฝอย ราวกับดินที่มันเคยยึดเกาะยุบตัวหรือแตกสลายลงไปด้วยเหตุบางอย่าง

และเมื่อเด็กหนุ่มบังคับอะโกรให้เลี้ยวไปทางนั้น เสียงครืนครันที่ดังรับทันควันก็พิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขา

กรวดหินที่เพดานถ้ำร่วงหล่นเกิดฝุ่นฟุ้งเมื่อเงาเงื้อมซึ่งแลคล้ายหินก้อนใหญ่ในทีแรกเริ่มเขยื้อน แสงสีฟ้าสองดวง ณ ใจกลางของก้อนหินนั้นส่องตรงมาทางผู้บุกรุกที่บังอาจปลุกมันขึ้นอย่างเฉียบพลัน และที่ด้านข้างของก้อนหินก็ค่อยๆ ปรากฏขายืดขยับออกยันตัวก้าวเข้ามาใกล้แสง เผยให้เห็นร่างที่ดูคล้ายเต่าขนาดยักษ์ หัวมีดวงตาอยู่ลึกในเงาของโพรงเบ้าตาของแนวหน้าผากหิน ส่วนรอบปากยื่นออกมาเป็นหนามแหลมใหญ่หลายอันคล้ายเขี้ยวแสยะแม้จะไร้ริมฝีปาก บนกระดองหลังนั้นเล่าก็ยื่นออกมาเป็นแผงหนามซับซ้อน ส่วนปลายเท้าเล็กกลมทำให้ข้อเข่าต้องกางแทบตั้งฉากเพื่อให้รับน้ำหนักร่างอันมหาศาลได้

เพียงครู่เดียวหลังจากเห็นตัวผู้รบกวน เงามืดใต้แนวเขี้ยวของมันก็ค่อยๆ ปรากฏแสงสีเหลืองคล้ายประกายฟ้าแลบ

สัญชาตญาณบอกให้เด็กหนุ่มชักบังเหียนพร้อมกับกระทุ้งโกลน อะโกรเลี้ยววิ่งหลบแสงสีเหลืองร้อนวาบคล้ายตะวันดวงเล็กที่พุ่งลงระเบิดผิวดินจนแตกเป็นวงกว้าง เศษธุลีฟุ้งกระจาย กระทั่งต้นไม้ที่บังเอิญอยู่ในทางลูกไฟนั้นยังหักกระจุยเหลือแต่ตอ

ม้าสีดำวิ่งห้อเต็มฝีเท้าขณะที่นายของมันเหลียวมองสำรวจคู่ต่อสู้ อสูรยักษ์ก้าวตามเป้าหมายอย่างเชื่องช้าเหมือนสัตว์ที่มันถอดแบบมา ทว่าลูกไฟที่ปล่อยจากปากลงกระทบหน้าดินให้กระจุยเป็นระยะๆ ก็เป็นอาวุธที่ป้องกันการเข้าใกล้ร่างเทอะทะอุ้ยอ้ายของมันได้อย่างดีเยี่ยม แสงเพียงรำไรบนฟ้าสะท้อนคมดาบส่องไปยังหัวแบนๆ ของมันเพียงจุดเดียว แต่เพียงเท่านี้ก็เป็นจุดที่ยากจะเข้าถึงเหลือเกิน เหตุเพราะร่างกายเท่าที่เห็นของเต่าขนาดยักษ์ไร้ซึ่งขนใดๆ ที่จะเกาะปีนได้ และขอบกระดองที่พอมีรอยหยักให้ยึดจับก็ยังสูงเกินกว่าจะกระโดดคว้าถึง ต่อให้ยืนกระโดดจากบนหลังม้าก็ตาม

แต่แม้กระนั้นเด็กหนุ่มก็เชื่อมั่นว่ายังมีหนทาง หนทางที่เขาต้องค้นพบให้ได้เพื่อพิชิตอสูรยักษ์ตนนี้

เขาให้ม้าวิ่งออกไปดูเชิงมันห่างๆ ล่อมันให้ออกจากถ้ำมาในลานซึ่งเป็นที่แจ้ง มีแสงส่องให้เห็นชัดเจนและมีพื้นที่ให้หลบหลีกได้มากกว่า อสูรยักษ์ยังคงตามมาด้วยอัตราเร็วเท่าเดิมของมัน คือช้าจนเรียกได้เต็มปากว่ามนุษย์หน้าไหนที่มีขาปกติดีวิ่งทิ้งห่างมันได้แบบไม่เห็นฝุ่น ทว่าที่น่ากลัวและกลบจุดอ่อนเรื่องข้อนี้เสียสิ้นคือลูกไฟอันทรงพลังรุนแรงที่พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วแม่นยำ จนกระทั่งเด็กหนุ่มต้องตื่นตัว คอยจับตามองบริเวณที่น่าจะเป็นปากของมันอยู่ตลอดเพื่อจะได้หักเลี้ยวหลบการโจมตีทุกครั้งให้ทัน

เป็นพักใหญ่ที่คนจรขี่อะโกรวนอยู่เบื้องหน้าเต่ายักษ์เช่นนี้โดยยังคิดหาทางเข้าใกล้ตัวมันไม่ได้ ใจเริ่มร้อนรนขึ้นทุกขณะเพราะเขารู้ว่ายิ่งม้าเพื่อนยากวิ่งเต็มฝีเท้าเช่นนี้นานเท่าใด มันก็ยิ่งเหนื่อยอ่อนลงทุกขณะ และหากฝีเท้าตกลง ทั้งสองก็คงมีอันถูกลูกไฟจนกระจุยไม่ต่างจากต้นไม้เคราะห์ร้ายเป็นแน่

พละกำลังแห่งผืนปฐพีอาจสั่นสะเทือนได้กระทั่งอสูรยักษ์...น้ำเสียงทั้งชายหญิงดังก้องในสมองของเด็กหนุ่มเหมือนจะช่วยทอนเวลาคิด

แม้ยังไม่รู้ความหมายแน่นอนของคำพูดนั้น แต่เด็กหนุ่มก็คิดว่าตนเองพอเดาได้รำไร

และนั่นก็คือสาเหตุที่เขาควบม้าเบนออกห่างจากร่างใหญ่ ผ่านลานน้ำพุร้อนแห่งแรกที่พบก่อนจะหยุดม้ายืนนิ่งดูปฏิกริยาของมัน

แน่นอนว่าอสูรยักษ์ยังคงตามไม่เลิก เมื่อเข้ามาใกล้ระยะที่ลูกไฟไปถึงเป้าหมายได้มันก็เปิดฉากโจมตีซ้ำ ทำให้คนจรจำเป็นต้องควบออกห่างอีก แต่มันคงไม่รู้เลยว่าการถอยหนีพลางนี้คือส่วนหนึ่งของแผนการของเขา

มันเริ่มก้าวเข้าใกล้กับดักไปเรื่อยๆ อย่างเชื่องช้า...

- To be continued -
บทที่ 26 - วันนี้

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: สามตอนที่แล้วเพิ่งผ่านเรื่องความเป็นความตายไปหมาดๆ...มาตอนนี้ก็เริ่มขยันล่อมดตั้งแต่เช้าแล้วสิคู่ข้าวใหม่ปลามันนี่ แต่เอาเถอะครับ...ปรับบรรยากาศให้เบาๆ สบายๆ ขึ้นหน่อยหลังจากเครียดมานาน ^^;;;

ที่โมโนพูดถึงตำนานที่ผู้หญิงปลอมตัวเป็นชายอยู่กับพระเอก ผมนึกไปถึงเรื่อง ม่านประเพณี หรือคู่รักผีเสื้อของจีนน่ะครับ ด้วยความหมั่นไส้ส่วนตัวยามดูหนังเรื่องนี้ของชอว์บราเดอร์แล้วพบว่าพระเอกซื่อบื้อจริงๆ นางเอกอุตส่าห์ใบ้แล้วใบ้อีกแท้ๆ ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงก็ยังไม่รู้จนสายไปเสียแล้วนั่น

ในความเป็นจริงก็มีผู้หญิงที่ปลอมตัวเป็นชายไปรบอย่างมู่หลัน หรือปลอมตัวเป็นนายแพทย์ได้จนตายแล้วคนเขามาจัดการศพถึงได้รู้ว่าเป็นหมอหญิงต่างหาก แต่ผมว่าหน้าตา (น่ารัก) อย่างโมโนคงไม่อำนวยให้ปลอมตัวเป็นชายเท่าไหร่ เลยหยิบมาแซวกันน่ะครับ ^^;;;

และในปัจจุบันก็กลับมาถึงยักษ์ตนที่เก้าแล้ว เจ้านี่ชื่อกาเมร่า มีประวัติเคยเป็นตัวร้ายดังในหนังสัตว์ประหลาด และเคยใช้ชื่อคุปต้าเป็นบอสใหญ่ของเกมตะลุยด่านเกมหนึ่งก่อนที่จะถอดใจลาออกมาเมื่อเกมนั้นกลายเป็นเกมแข่งรถไป...ล้อเล่นครับ ^^;;;

ชื่อจริงของมันคือ บาซารัน (Basaran) ฉายาว่าเสียงสะท้อนแห่งพายุ ( Storm Echo - Nimbus Recanto) เท่าที่ค้นมา บาซารันแผลงมาจาก บาซาเนซ (Basanez) เป็นนามสกุลของชาวบาสก์ ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในเขตแดนของสเปนครับ นามสกุลนี้มีที่มาจากคำว่า basa ที่แปลว่าป่า และเป็นนามสกุลที่หมายความว่าป่าอันอุดมสมบูรณ์ ซ้ำยังเป็นนามสกุลของชาวเติร์กเหมือนกัน แต่ผมไม่ทราบว่าความหมายเดียวกันหรือเปล่า อีกความหมายหนึ่งเป็นรูปกริยา subjuntive imperfect form ของกริยา 'basar' ที่แปลว่า "ก่อตั้ง" เท่าที่ถามเพื่อนมาเขาบอกว่ารูปกริยานี้ใช้บอกความรู้สึก อืม...รู้สึกว่าได้ก่อตั้ง...แปลกดีแฮะ

ความหมายหลังคงไม่เกี่ยว แต่ความหมายแรกนี่ก็ตลกดี เพราะยักษ์ตนนี้อยู่ในถ้ำหน้าลานน้ำพุร้อนแห้งแล้งสิ้นดี ชื่อดันแปลว่าป่าอุดม แต่ก็ไม่แน่นะครับ เพราะที่หน้าถ้ำก็มีต้นไม้ขึ้นประปราย แถวนั้นคงเคยเป็นป่าก่อนมันจะใช้กาเมร่าบีมเผาจนเตียนมั้ง

ภาพของยักษ์ตนนี้ครับ
คนจร: มาวิ่งแข่งกัน
เต่ายักษ์: ชิ...ขี้โกง มีตัวช่วย!!
เลยมาดักหน้าได้ไง อิอิ

ยังมีภาพอื่นๆ อีก แต่เก็บไว้ตอนหน้าที่ล้มมันได้ก็แล้วกันครับ smile

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 ก.ย.49 เวลา 21:07:00 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

runaway guy
คนเดินทาง

อุ เฮียจอห์น...แบบล่อมดทั้งรังเลย (อย่างกับเฮียแกเก็บกดยังไงไม่รู้แฮะ)
ส่วนโมโนนี่ก็ดูเจ้าแง่เจ้างอนกว่าที่ผมคิดไว้แฮะ (ท่าจะขี้หึงด้วยสิ...) ท่าเวลาโกรธอายนี่เป็นหญิงเอามากๆ เลยนะครับนั่น (จินตนาการโมโนรัวทุบอกเฮียจอห์นแล้ว...ก็น่ารักดีแฮะ ^^ )
ขำที่เฮียจอห์นแดกดันเรื่องม่านประเพณีมาก พระเอกโง่กว่าคนปกติ... จริงแฮะ ^^;;;

แต่ผมขอบอกตรงๆ ว่ายักษ์ตัวนี้เหมาะกับชื่อกาเมร่ามากจริงๆ ฮะ โดยเฉพาะกาเมร่าบีมที่ (น่าจะ) เปลี่ยนป่าให้กลายเป็นลานน้ำพุร้อนนั่น...เหมาะกับชื่อนี้จริงๆ ^^;;;
แต่ดูๆ ภาพแล้วเดินอย่างกับแมงมุมเลยฮะ ^^;;;

รอตอนต่อไปครับ ^^


ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 08 ก.ย.49 เวลา 17:24:13 น.

double
Member

อุ เฮียจอห์น...แบบล่อมดทั้งรังเลย (อย่างกับเฮียแกเก็บกดยังไงไม่รู้แฮะ)
<< /me พยักหน้าเห็นด้วย ก็นั่นสิน่ะกว่าจะมาถึงขั้นนี้ได้ พอได้มาอยู่ด้วยกันเลยปล่อยซ่ะ....(กวาดน้ำตาลไปขายดีไหมเนี่ย ท่าจะคุ้ม)
ส่วนยักษ์(เต่า)ตัวนี้.............แน่ใจเหรอค่ะว่าเต่า ^^!

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 09 ก.ย.49 เวลา 18:41:49 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

/me ฝ่าดงมดมาตอบ

คุณ runaway guy - ตอนนี้เป็นตอนคลายเครียดทั้งคนเขียนทั้งตัวละครครับ ^^;;; คนจรก็เก็บกดจริงๆ ล่ะครับ เพิ่งอยู่ด้วยกันแค่ชั่วคืนก็ดันมีหน้ากากมารผจญมายุแทบแตก งานนี้เลยเพิ่มความหวานในช่วงฮันนีมูนเป็นพิเศษ ^^;;;

อันที่จริงผมก็ไม่ได้ตั้งใจให้โมโนเป็นคนเอาแต่ขี้งอนหรอกนะครับ คงแกล้งทำเป็นงอนในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ให้คนจรง้อพอเป็นพิธีมากกว่า แต่เรื่องเครียดนี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนขี้หึงหรือเปล่า...อ่า...ผมยังตอบไม่ได้ครับ ^^;;;

อือ...เจ้านี่หน้าเหมือนเต่า แต่ขามันโย่งโก้งเก้งเหมือนแมงมุมจริงๆ ฮะ แต่อย่างน้อยก็ดีที่มันมีแค่ 4 ขาเหมือนเต่า เหตุผลต้องรอดูตอนหน้าครับ

คุณ double - ฮะๆ กวาดน้ำตาลไปตามสบายเลยครับ ไม่หวง (มดมันเดินเพ่นพ่านในบ้านผมไปช่วงใหญ่เลย อาถรรพ์มดมาจริงๆ ด้วยนะ ^^;;; )

ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะเหมือนเต่าที่สุดล่ะครับ ยักษ์ตัวนี้ เคยมีคนเรียกมันว่าปู ผมก็งง มีผู้อ่านอีกบอร์ดบอกว่าดูยังกะเห็บยักษ์ อันนี้เห็นด้วยครับว่าเห็บก็เหมือน

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 10 ก.ย.49 เวลา 21:17:42 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ