Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก
บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ
Chapter 24 - The Path of No Return

แม้หลังตื่น เด็กหนุ่มยังคงลืมตานิ่งทอดมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย ตามเส้นทางทอดยาวที่เขาก้าวมาจนสิ้นสุด ณ อารามสักการะร้างเงามนุษย์ในแผ่นดินโบราณแห่งนี้ ยังคูหาหินว่างเปล่าแปดคูหาที่เหลือเพียงซากฝุ่นทรายของรูปสลักอันโอฬาร และรูปสลักอีกแปดตนที่ยังสถิตอยู่ จากย่างก้าวแรกสู่ดินแดนต้องห้ามจนถึงจุดนี้นับว่ายาวนานเหลือเกินในความรู้สึก แต่เขาก็ไม่รู้ว่าสำหรับเวลาที่แท้จริงอันมีมาตรวัดตายตัวในโลกภายนอกนั้นซึ่งหยุดนิ่งไปนับแต่ย่างเหยียบบนสะพานข้ามผามาจะผ่านผันไปนานเท่าไร

ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะนานเพียงไร เด็กหนุ่มจะยังคงมุ่งหน้าต่อ บัดนี้เขามาได้ครึ่งทางแล้ว แม้นอาการปวดแน่นในอกที่ยังย้อนกลับมาเป็นบางครั้งยามสูดลมหายใจจะชวนหวั่นวิตกว่าจะรับ 'อีกครึ่งทางที่เหลือ' ไหวหรือไม่ แต่คนจรก็ตั้งปณิธานไว้ในใจ

...เขายังตายไม่ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าโมโนจะคืนกลับมา...

จากนั้นเทพองค์ใดจะลงทัณฑ์เขา หรือดอร์มินจะนำวิญญาณของเขาไปเป็นค่าตอบแทนก็สุดแท้แต่

เด็กหนุ่มใช้สองแขนยันพื้น ต่อมาก็แท่นหินเป็นหลักพยุงกายลุกขึ้นยืน และอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองร่างบนแท่นนั้นอีกครั้ง

...ร่างของหญิงผู้เป็นภรรยาของเขา...

ภรรยา...คำที่นึกได้ยังส่งความเจ็บปวดให้สะท้อนร้าวลึกในอก ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามจะเกิดขึ้นกับทั้งสอง แม้นเปลือกหอยแทนตัวจะสิ้นสลายไป ความจริงก็ยังคงอยู่ว่าเธอเป็นภรรยาของเขา ภรรยาที่เขาทำสัตย์สาบานว่าจะร่วมแบ่งปันทุกข์สุขและปกป้องชั่วชีวิตในฐานะครึ่งหนึ่งของกันและกัน ถึงกระนั้นเขาก็ยังทอดทิ้งเธอ ทำร้ายทั้งเธอและตนเองให้เจ็บปวดแสนสาหัสโดยไร้หนทางไถ่โทษใดๆ ได้อีก

แต่เขาจะรับผิดชอบต่อเส้นทางที่เลือกและทุกสิ่งที่ทำลงไป แม้นปลายทางของเส้นทางนั้นจะนำเขาไปยังสถานที่ที่เลวร้ายยิ่งกว่านี้

...และแม้นการกระทำนั้นจะทำให้เธอกรีดร้องก่นด่าเขาเยี่ยงคนบาปที่ต่ำช้าที่สุดและไม่อาจให้อภัยเขาได้ก็ตามที...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

"ไม่นะ...ไม่---!! พี่คนจรอย่าเพิ่งไปสิคะ!! ข้าจะทำอย่างไรดี...ยาฮีม! ท่านเป็นพี่ชายของข้าไม่ใช่หรือ! ช่วยบอกข้าทีเถอะ!! ท่านเป็นคนบอกข้าให้ทำอย่างนี้เองไม่ใช่หรือ!"

กระทั่งยามม้าสีดำวิ่งออกห่างจากกระท่อม เสียงของเธอก็ยังดังแว่วเข้าหูของคนผู้อยู่บนหลังม้า โมโนมองตามสองร่างของม้าและนายที่ควบไกลออกไปสลับกับชายที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งกรีดร้องทั้งร้องไห้โฮละล่ำละลักราวกับคนเสียสติ

ยาฮีมที่เข้ามาประคองเธอนั้นกระอักกระอ่วนไม่อาจพูดอะไรออก หรือมิเช่นนั้นก็หาโอกาสพูดขึ้นไม่ได้ มิหนำซ้ำต่อมาเด็กสาวก็โผเข้ากอดเขาแน่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำให้ยิ่งละล้าละลังทำอะไรไม่ถูกเข้าไปอีก ได้แต่ปล่อยให้สองมือของเธอโอบรอบร่างเขา ส่วนศีรษะซบพิงไหล่ไม่อาจเห็นใบหน้า ให้ร่างน้อยสั่นสะท้านต่อไปในอ้อมแขนอย่างเงียบๆ สะอื้นอยู่พักใหญ่โดยไร้คำปลอบใดๆ จากร่างใหญ่ที่เธอซบพิงไว้เป็นหลัก

แต่แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่ง เด็กสาวก็ทอดสายตาตรงไปยังภาพเบื้องหน้าที่เธอกำลังรอคอย...

...และริมฝีปากบางก็ขยับกระซิบแผ่วๆ...

"ขอโทษนะ...ยาฮีม"

ดวงตาขององครักษ์ประจำอารามฉายแววงุนงง ปากขยับจะถามความหมายของคำนั้น ทว่ายังไม่มีเสียงใดเล็ดลอด ดวงตาของเขาก็เบิกค้างอย่างตกใจ ร่างท่อนบนค่อยๆ ทรุดล้ม ศีรษะเลื่อนลงฟุบบนตักของเด็กสาวที่ประคองเขาอยู่

โมโนกัดริมฝีปากข่มใจกับภาพของพี่ชายต่างบิดาที่สิ้นสติไป ประคองศีรษะของเขาวางลงบนพื้นดินอย่างอ่อนโยน และเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กหนุ่มที่ยืนค้ำเหนือร่างของทั้งสองด้วยดวงตาดำขลับอันแน่วนิ่งไร้ความลังเล

ครู่ต่อมา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ทิ้งดุ้นฟืนซึ่งกระแทกหลังศีรษะขององครักษ์ประจำอารามจนแน่นิ่งไปเมื่อครู่ลงบนพื้นหญ้า ฉุดมือเด็กสาวให้ลุกขึ้นวิ่งฝ่าสายฝนไปจากลานหน้ากระท่อม สู่ดงไม้ที่อะโกรถูกสั่งให้ซ่อนรออยู่

คนจรอุ้มร่างของเธอส่งขึ้นบนหลังม้าโดยไม่พูดอะไร ในขณะนั้นเองที่เขาสังเกตเห็นว่าในมือของเธอมีของบางอย่างติดมาด้วย เป็นห่อของเล็กๆ บางอย่าง กับฝักใส่ดาบหนึ่งในสองฝักซึ่งเคยคาดอยู่ที่เอวขององครักษ์ประจำอารามผู้ได้รับหน้าที่ให้อารักขาเธอ

...ดาบที่เขาจำได้ว่าเป็น 'ดาบศักดิ์สิทธิ์' ตามคำที่โมโนเรียกในฝัน...

แม้จะรู้สึกใจคอไม่ดีกับภาพดาบที่เห็น แต่คนจรก็เข้าใจว่านี่ไม่ใช่เวลาสำหรับถามไถ่เรื่องใด เขาเหวี่ยงร่างขึ้นบนอานข้างหลังเธอก่อนจะกระตุ้นให้ม้าพาหนะออกวิ่งไปตามเส้นทางเร็วที่สุดเท่าที่จะเร่งได้

โมโนยังไม่พูดอะไรกับเขา ได้แต่นั่งขดตัวซุกหน้ากับอกของเด็กหนุ่ม อาการสั่นน้อยๆ ที่สะท้อนมาถึงร่างของเขาบ่งบอกว่าด้านหน้าผ้าคลุมคงมิได้เปียกด้วยน้ำฝนเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว นอกจากนี้หูยังได้ยินเสียงพึมพำแผ่วๆ อย่างว้าวุ่นของเด็กสาวที่ถูกกลบด้วยเสียงฝน

"...นี่ข้าทำอะไรลงไป..."

คนจรได้แต่นิ่งเงียบไม่อาจหาคำตอบใดให้เธอได้ เพราะเขายังไม่รู้เลยเช่นกันว่าตนเองเพิ่งตัดสินใจทำอะไรลงไปหลังจากคำพูดของโมโนทำให้เขาได้สติขึ้นมาอีกครั้งหลังปล่อยอารมณ์โกรธเกรี้ยวให้อาละวาดเต็มที่เสียนาน จนวางแผนการหลบหนีเฉพาะหน้าขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้

"ยาฮีมหรือข้าพูดตรงๆ ยืนยันเรื่องที่ท่านคิดอยู่ในใจสักคำหรือเปล่าคะ"

มือที่กำลังแขวนกระเป๋าไว้ข้างอานชะงักไป ส่วนดวงตาของเจ้าของมือเลื่อนขวับมามองคนบอกอย่างประหลาดใจ ปรากฏแววหวาดหวั่นอยากขอคำอธิบายของข้อความนั้น แต่เด็กสาวก็ยังคงไม่พูดอะไร ดวงหน้าก้มลง สายตาหลุบต่ำปฏิเสธที่จะมองเขา

เขาเสียอีกที่เป็นฝ่ายพูดเอง

"โมโน...ไม่ว่าจะยังไง...ใจจริงของเจ้าก็ยังอยากจะมากับข้าใช่ไหม"

ร่างเบื้องหน้านิ่งเฉยอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ผงกศีรษะแม้จะไม่ยอมเงยหน้าขึ้น เมื่อนั้นเองความคิดจึงพลันแวบขึ้นมา

"ถ้าอย่างนั้น...ช่วยเล่นละครตามข้าสักหน่อยนะ"

เด็กหนุ่มได้แต่ถอนใจรอเวลาที่ความจริงจะคลี่คลายออกมาจากปากของเด็กสาว เมื่อเธอสงบอารมณ์ลงและอยู่ในที่ที่เหมาะแก่การพูดคุยทุกปัญหาที่ค้างคามากกว่านี้

ถึงอย่างไรทั้งสองก็ได้เลือกเส้นทางนี้ร่วมกันแล้ว และเส้นทางที่ถูกเลือกก็เพียงทอดยาวอยู่เบื้องหน้าเท่านั้นโดยไร้หนทางหันกลับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

พื้นดินยามค่ำยังแฉะชื้นด้วยร่องรอยจากหยาดฝน เสียงกบเขียดและเรไรระงมตามประสาสัตว์ราตรี เด็กหนุ่มนั่งมองกองไฟที่เขารบกับความชื้นจุดขึ้นอย่างลำบากลำบน เบื้องหน้าเด็กสาวที่นั่งก้มหน้าเงียบๆ ใกล้กับม้าใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่เป็นเพื่อนข้างกาย เธอห่อตัวในผ้าคลุมแทนที่ชุดกระโปรงเปียกชื้นซึ่งแขวนบนราวไม้ที่ทำขึ้นง่ายๆ เพื่อตากเสื้อผ้าของทั้งสอง ณ อีกฟากหนึ่งของกองไฟนั้น

เขาอยากรู้เต็มทีแล้วว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอะไรกันแน่ แต่ก็ยังไม่กล้าถามโมโน ทั้งสองแทบไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยนอกจากตอนที่คนจรบอกให้ถอดเสื้อผ้าที่เปียกฝนออกตากไว้ เด็กสาวหยุดร้องไห้แล้วก็จริง ทว่ายังคงก้มหน้าเหมือนไม่อยู่ในอารมณ์จะเอ่ยอะไรเช่นเดิม

"ข้า...ขอโทษ" ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเอ่ยออกไป ทำให้เธอหันมามองอย่างสงสัย "...ที่ระบายอารมณ์ใส่เจ้าในตอนนั้น"

โมโนสั่นศีรษะน้อยๆ

"ไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องขอโทษหรอกค่ะ ข้าต่างหากที่ต้องขอโทษ..."

แต่แล้วเธอก็นิ่งเงียบไปโดยไม่บอกว่าต้องขอโทษเรื่องอะไร และเมื่อพูดอีกครั้งก็กลับเป็นคำถาม

"...ถ้าที่ข้าพูดในตอนนั้นเป็นแค่ความพยายามสุดท้ายที่จะรั้งท่านไว้...ท่านจะพาข้ากลับไปส่งที่อารามหรือเปล่าคะ"

เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายต้องนิ่งอึ้งคิดเรียบเรียงคำตอบ

"ถ้าเจ้าไม่อยากกลับ ข้าก็จะไม่พากลับไปหรอก"

"แล้ว...ท่านจะพาข้าไปด้วยในฐานะไหนล่ะคะ"

คำถามต่อมายิ่งเสียดแทงใจเต็มเปา จนกระทั่งเขาต้องเบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง ซ้ำยังเงียบไปนานกว่าเดิม

"...แล้วแต่เจ้าเถอะ"

"...แต่ข้าอยากรู้คำตอบของท่านนี่คะ"

คนจรกำมือแน่น แน่ล่ะ...ถึงจะรู้ว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วจะให้เลิกรัก เพียงเพราะรู้ว่าเธอคือน้องสาวร่วมบิดาที่บิดาเขาแทบไม่เคยเหลียวแลเลยน่ะหรือ ถึงอย่างไรความสัมพันธ์ของทั้งสองก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปได้อีกแล้ว

...ทว่าจะให้พูดออกไปว่า "ถึงเจ้าจะเป็นน้องสาวของข้า...ข้าก็ยังรักเจ้าอยู่ดี" ตรงๆ ให้ยิ่งตอกย้ำก็...

"คำสัตย์ในพิธีแต่งงานของผู้ชายอัสลานน่ะ...ให้แล้วไม่คืนคำหรอกนะ" ท้ายที่สุดเขาก็ลงเอยกับคำตอบเป็นนัยๆ ก่อนจะเหลือบมองเด็กสาวซึ่งยังก้มหน้าอยู่ ได้ยินเสียงเธอระบายลมหายใจ...ลึก...ยาว ก่อนจะเอ่ยต่อ

"ยาฮีมบอกว่าข้าต้องพูดให้ท่าน 'เต็มใจ' ไปจากข้า...ด้วย 'ความจริง' ตามที่เขาบอก ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องฆ่าท่านด้วยตัวเอง..."

คนจรกลั้นหายใจ นั่นหมายความว่าเป็นจริงที่เขากับโมโน...

"แต่เราสองคน...ข้าหมายถึงข้ากับท่าน...ไม่ได้เป็นพี่น้องกันเลยค่ะ"

คำที่โมโนรีบพูดต่อทำให้เด็กหนุ่มใจชื้นขึ้นบ้าง แต่ก็ยังแปลกใจและอดสงสัยไม่ได้

"แต่เรื่องทั้งหมดจะเป็นไปตามที่เจ้ากับยาฮีมพูด...โดยที่พ่อของข้าไม่ใช่พ่อของเจ้าได้ยังไง"

ไหล่ของโมโนไหวน้อยๆ

"ยาฮีมไม่ได้พูดเลยนี่คะว่าชินูยาคือคนรักของแม่ข้า พ่อของข้าเป็นชาวเผ่าอัสลานจริง แต่เขาเป็นเพื่อนร่วมทางที่เดินทางมาที่นี่กับพ่อของท่านเมื่อสิบเจ็ดปีก่อนต่างหาก"

"อย่างนี้นี่เอง" คนจรรับอย่างโล่งอก "แล้วเจ้ารู้ไหมว่าเขาชื่ออะไร ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องคนรู้จักของพ่อเท่าไหร่ แต่ถ้าบอกชื่ออาจนึกออกก็ได้ว่าใคร"

บางทีถ้าพ่อของโมโนยังมีชีวิตอยู่ที่เผ่าอัสลาน เรื่องอาจง่ายเข้า เขาจะได้พาเธอกลับเผ่าไปหาพ่อแท้ๆ และสู่ขอแต่งงานกับเธอให้ถูกต้องตามธรรมเนียมได้ไม่ยากเย็นนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับนิ่งอึ้ง

"ขอโทษนะคะ...ข้า...ไม่เคยรู้ชื่อของเขาเลยค่ะ"

"ไม่เป็นไรหรอก ข้าก็แค่ลองถามดูเผื่อว่าจะเป็นคนที่ข้ารู้จักก็เท่านั้นแหละ"

"เอาเถอะค่ะ ข้าถอดใจแล้วล่ะว่าจะได้พบกับพ่อ" เด็กสาวพูดเรียบๆ "ท่านปู่เคยบอกข้าว่ารู้มาจากเพื่อนของพ่อ...คงหมายถึงชินูยาพ่อของท่าน...ว่าพ่อไม่ได้กลับเผ่า พ่อของท่านก็ไม่รู้ว่าพ่ออยู่ที่ไหน"

โมโนขยับตัวเปลี่ยนเป็นนั่งกอดเข่า ทอดสายตาเลื่อนลอยเหมือนกำลังนึกย้อนไปถึงอดีต

"อันที่จริง ข้าคิดว่าตัวเองเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเขาทิ้งไว้ที่อารามตลอด เพิ่งมารู้เรื่องพ่อแม่ก็ตอนสิบเอ็ดขวบ ปีที่ท่านปู่เสียนั่นแหละค่ะ" น้ำเสียงของเด็กสาวยังแฝงแววเศร้าจางๆ "ตอนที่เราสองคนหนีไปด้วยกัน ท่านปู่บอกข้าว่าท่านอาจต้องตายก็ได้ เพราะฉะนั้น ควรเล่าความจริงเรื่องพ่อแม่ของข้าให้ข้าได้รู้ไว้ก่อน"

"แล้วเรื่องก็เป็นอย่างที่ยาฮีมเล่ามาน่ะหรือ"

"โดยรวมก็...ใช่ค่ะ" โมโนรับก่อนจะเล่าด้วยเสียงเรียบเรื่อยเหมือนกำลังเล่านิทาน "เด็กหนุ่มเผ่าอัสลานเดินทางมาที่นี่ พบรักกับเด็กสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน ถึงขั้นแลกเปลือกหอยแทนตัวกันก่อนที่เขาจะกลับเผ่าไปเข้าพิธีเติบใหญ่ ตั้งใจจะกลับมาหาเธอหลังจากพิธีนั้น แต่..."

คนเล่าถอนใจ

"แต่เธอถูกทางบ้านบังคับให้แต่งงานกับชายคนอื่นเสียก่อน เปลือกหอยที่ท่านเห็นก็คงเป็นเปลือกหอยที่แม่ฝากท่านปู่ให้คืนกับเขา"

"ถ้าอย่างนั้นที่แม่ของเจ้ากับพ่อของยาฮีมแต่งงานกันก็...ไม่ใช่เพราะความรักหรอกหรือ"

"ข้าก็ไม่รู้นะคะ เราคงไม่มีวันรู้จริงๆ หรอก ได้แต่ฟังจากปากคำความเห็นที่มีคนอื่นเล่ามา" เด็กสาวพูดขื่นๆ "แต่ท่านปู่บอกว่าแม่ของข้าเป็นคนที่น่าสงสารมาก ผู้ชายที่แต่งงานด้วยมีอายุมากกว่าแม่ถึงสิบกว่าปี ซ้ำยังชอบทุบตีข่มเหงแม่เป็นประจำ แต่น้อยคนนักที่รู้เรื่องนี้ เพราะภายนอกเขาดูเป็นคนดีมีน้ำใจ เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้าน แล้วก็มีศรัทธาไปร่วมพิธีที่อารามไม่ได้ขาด"

"...แล้วยาฮีมรักพ่อแบบนี้ไปได้ยังไงกันนะ" คนจรเปรยอย่างสงสัย

"ไม่รู้สิคะ แต่ตอนนั้นข้าก็ยังไม่รู้หรอกว่าข้ากับยาฮีมเป็นพี่น้องต่างพ่อกัน ท่านปู่ไม่ได้บอก แล้วข้าก็ยังนึกว่ายาฮีมคงเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกทิ้งไว้ที่อารามตั้งแต่เล็กเหมือนกับข้าด้วย" โมโนเริ่มโยกตัวไปมาช้าๆ พร้อมกับเล่าต่อ "แล้วพอสิบเจ็ดปีก่อน...พ่อของข้าก็กลับมาที่นี่ พร้อมกับพาชินูยาพ่อของท่านมาด้วย"

เด็กหนุ่มพยักหน้ารับ

"ตอนนั้นคงเป็นหลังจากที่ข้าเกิด แล้วแม่ก็เสียพอดี พ่อเลยออกเดินทางมาตามที่เขาว่ากัน...ถึงข้าจะไม่เคยได้ยินใครบอกว่าพ่อมีเพื่อนร่วมทางไปด้วยก็เถอะ"

เด็กสาวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งกับคำพูดนั้น ก่อนจะค่อยๆ เอ่ยขึ้นช้าๆ

"พอทั้งสองคนอยู่ในหมู่บ้านนี้ได้สักพักหนึ่ง...ก็เกิดเรื่องขึ้นตอนล่าสัตว์นี่แหละค่ะ เหตุการณ์ที่ทำให้พ่อของยาฮีมตาย พ่อของท่านต้องเสียตาไปข้างหนึ่ง แต่พ่อของข้ากลับปลอดภัยดี ท่านปู่โยเรบอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุก็จริง...แต่บางที..." น้ำเสียงของโมโนเริ่มฉายแววลังเล "...ข้าเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือเปล่า...ที่ว่าพ่อของข้าวางแผนจะฆ่าพ่อของยาฮีมไว้ก่อน"

"ข้าไม่คิดว่าเราจะมีวันรู้...อย่างที่เจ้าเพิ่งพูดกระมัง" คนจรพยายามตอบ "แต่ถึงพ่อของเจ้าจะวางแผนฆ่าพ่อของยาฮีมจริงๆ ข้าก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ใครจะทนปล่อยให้คนที่ตัวเองเคยรัก...ไม่สิ...คงยังรักอยู่...ต้องอยู่อย่างไม่มีความสุขแบบนั้นได้ยังไงกัน"

เด็กสาวพยักหน้าช้าๆ

"อาจเป็นไปได้ค่ะ แต่จะยังไงก็ตาม..." เธอพูดต่อไป "หลังจากพ่อของยาฮีมตาย พ่อของท่านก็เดินทางกลับแทบในทันทีที่หายดี ส่วนพ่อของข้ายังอยู่ในหมู่บ้านนี้สักระยะหนึ่งก่อนจะออกเดินทางไปอีก กระทั่งท่านปู่โยเรก็ไม่รู้ว่าเขาไปไหน แต่ท่านก็บอกว่าแม่ของข้าเคยบอกท่าน...ตอนมีข้าอยู่ในท้อง...ว่าแม่แน่ใจว่าพ่อต้องกลับมา เพราะพ่อให้สัญญากับแม่ไว้แล้ว"

โมโนเงยหน้าขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ

"แต่พ่อ...ก็ไม่เคยกลับมาจริงๆ"

คนจรฟังพร้อมกับครุ่นคิด เขาแน่ใจว่าคนอย่างพ่อของโมโนที่อาจทำได้กระทั่งฆ่าสามีที่ข่มเหงอดีตคนรักของตนคงไม่มีวันทิ้งเธอไปอีกเด็ดขาด การที่เขากลับมาไม่ได้ก็แสดงว่าต้องมีเหตุอย่างอื่นเกิดขึ้นกับเขา เหตุร้ายแรงที่อาจทำให้เขาถึงแก่ชีวิตจึงไม่อาจกลับมาได้ ทว่าเด็กหนุ่มก็ปิดความคิดของตนเงียบไว้ ไม่บอกกับเด็กสาว เพราะเขารู้ว่าเธอคงจะคิดเช่นเดียวกันจึงไม่อยากตอกย้ำเธอ

"หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมด...ท่านปู่ก็บอกข้าว่า...ข้ายังมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งน่ะค่ะ" เสียงเล่าของเด็กสาวเรียกความสนใจของคนจรกลับมาอีกครั้ง "แล้วก็..."

"แล้วก็อะไรหรือ"

"ขอโทษนะคะ ข้าจำไม่ได้ว่ามีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า แต่เท่าที่จำได้ เรื่องที่ข้ารู้มาจากท่านปู่โยเรก็...มีเท่านี้แหละค่ะ" โมโนเล่าด้วยเสียงที่พยายามข่มให้เรียบ

เด็กหนุ่มนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ถามขึ้นเพราะไม่อยากให้เธอจดจ่อกับเรื่องเศร้ามากจนเกินไปนัก

"แล้วเจ้ามารู้ได้ยังไงล่ะว่ายาฮีมเป็นพี่ชายของเจ้า"

"ยาฮีมเป็นคนบอกข้าเองค่ะ" เด็กสาวตอบ "ยังจำวันที่ท่านกับยาฮีมดวลดาบกันได้ใช่ไหมคะ"

คนจรยักไหล่พร้อมกับพ่นลมหายใจพรืด

"ต่อให้ตายไปกี่สิบชาติก็ลืมไม่ลง"

ทว่าโมโนดูเหมือนจะไม่รู้ว่าเขาพยายามพูดเล่นคลายความเคร่งเครียดของเธอ และยังคงพูดต่อด้วยเสียงเรียบๆ เหมือนเดิม

"ตอนนั้น...ข้าเผลอเรียกท่านออกไปว่า 'พี่คนจร' พอไปต่อว่ายาฮีมที่ทำรุนแรงเกินเหตุแบบนั้น เขาก็เลยต่อว่าข้าว่าไปนับญาติกับคนเผ่าอัสลานทำไม ข้าโกรธมาก เลยตอบกลับว่า 'ก็ท่านปู่โยเรเคยบอกข้าว่าพ่อของข้าเป็นชาวเผ่าอัสลาน แล้วข้ายังมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง เขาอาจเป็นพี่ชายของข้าจริงๆ ก็ได้' "

เด็กหนุ่มฟังแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง

"เดี๋ยวก่อน คงไม่ใช่ว่าตอนนั้น..."

เด็กสาวสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ตอนนั้นข้ารู้แล้วค่ะว่าท่านไม่ใช่พี่ชายของข้า ในทีแรกยังไม่แน่ใจเพราะรู้สึกคุ้นกับท่านอย่างประหลาด แต่ตอนหลังพอได้ยินชื่อ 'ชินูยา' ถึงนึกได้ว่าเคยพบพ่อของท่านมาก่อนนี่เองจึงได้คุ้นหน้านัก" โมโนหันมาส่งยิ้มฝืดฝืนให้เขาคลายกังวล "แล้วที่ข้านึกสนุกอยากให้ท่านเป็นพี่ชายของข้าก็เพราะ...อย่างที่ข้าเคยบอกนั่นแหละค่ะ...ข้าอยากรู้ว่าความรู้สึกของการมีพี่ชายเป็นอย่างไร ทดแทนกับที่ข้ามีพี่ชายอยู่ทั้งคนแต่กลับไม่รู้เลยว่าเป็นใคร"

"อ้อ..." คนจรพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ "อย่างนี้นี่เอง"

"ทีนี้ พอข้าพูดกับยาฮีมไปแบบนั้น เขาก็ลืมตัวพูดออกมาว่าเขาต่างหากที่เป็นพี่ชายของข้า แต่ก็ยังบอกว่า...เราสองคนไม่ควรแสดงตัวเป็นพี่น้องกัน...ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรืออยู่ตามลำพังก็เถอะ ไม่ควรกระทั่งคิดถึงอีกฝ่ายในฐานะพี่น้องด้วยซ้ำ เพราะว่า...ความเป็นพี่น้องจะยิ่งทำให้เราสองคนทำหน้าที่ของต่างฝ่ายลำบากขึ้น แล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกเราเลย ข้าเลยทั้งตกใจ ทั้งโกรธและเสียใจจน...เป็นอย่างที่ท่านเห็นในวันต่อมานั่นแหละ"

เด็กหนุ่มยังจำภาพโมโนที่เขาเห็นในวันนั้นได้ติดตา เด็กสาวที่ตาบวมช้ำร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดเสียงเครือบาดใจ

"ข้า...ไม่ควรคิดว่าท่าน...หรือใครก็ตาม...เป็นพี่ชายของข้าทั้งนั้น...เพราะในความเป็นจริง...ข้าไม่เหลือใครอีกแล้วนี่คะ...จริงไหมคะ...ถ้าข้าคิดได้ว่าข้าไม่เหลือใครอีกแล้ว...ข้าก็จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดใจ...แบบนี้...

"...ถ้าข้ายังมีญาติอยู่...ข้าก็คงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่...จริงไหมคะ...แล้วในเมื่อข้าอยู่ที่นี่แล้ว...จะให้ข้าหลอกตัวเองว่าข้ามีญาติ...มีคนที่ผูกพันกับข้า...มีคนที่รักและห่วงใยข้าแบบนั้นอยู่ทำไมกัน...มันไร้ประโยชน์...ไม่มีอะไรดีเลยสำหรับข้า..."

เขาจึงเขยิบเข้าไปใกล้ วางมือทาบบนไหล่ของเธออย่างปลอบประโลม เด็กสาวเงียบไปครู่หนึ่ง แต่ก็พูดต่อโดยไม่หันมามองเขา

"แต่ช่างเขาเถอะค่ะ ข้า...ไม่อยากคิดว่าเขาเป็นพี่ชายของข้าหรอก เขาเองก็คงทำใจยอมรับข้าในฐานะน้องสาวไม่ได้...ในเมื่อรู้ว่าพ่อของข้าอาจเป็นคนที่ฆ่าพ่อของเขา แล้วการที่ข้าเกิดมาก็ทำให้แม่ของเขาต้องตายจากเขาไปอีก"

"แต่ถ้าเขาคิดดีๆ สักหน่อย ก็น่าจะรู้นี่นาว่ามันไม่ใช่ความผิดของเจ้า จะไปโทษเจ้าได้ยังไง" เด็กหนุ่มแย้ง "ลงท้าย...ข้าว่าเจ้าหมอนั่นก็เป็นแค่คนที่ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าอดีตมันจบลงไปแล้ว จนต้องมาเที่ยวโทษคนอื่นว่าเป็นสาเหตุทำให้ตัวเองต้องเป็นทุกข์แบบนี้ต่างหาก"

โมโนโคลงศีรษะ เขาไม่อาจบอกได้ว่าเธอกำลังปฏิเสธคำพูดของเขา อ่อนใจกับความบาดหมางของเขากับพี่ชายเธอ หรือเห็นใจองครักษ์ประจำอารามซึ่งทั้งสองกำลังพูดถึง

"ยอมรับไม่ได้ว่าอดีตมันจบลงไปแล้ว" เด็กสาวเอ่ยเลื่อนลอย "...ก็อาจจะจริงของท่านนะคะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็..."

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบเมื่อเธอทำท่าเหมือนจะพูดต่อไป แต่แล้วก็ชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างลังเล

"...ข้าไม่รู้ว่าควรจะเล่าให้ท่านฟังดีไหม...เรื่องนี้"

"เล่ามาเถอะ ถ้ามันจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้น" คนจรบอกอย่างอ่อนโยน "ข้ายินดีรับฟังทุกอย่าง"

โมโนพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะนั่งโยกตัวไปมาอีกครั้ง นิ่งเงียบอยู่เป็นนานกว่าจะเริ่มพูด

"วันที่ท่านปู่โยเรตายน่ะค่ะ...ข้าจำอะไรไม่ค่อยได้ ที่จำได้ติดตาที่สุดคือท่านปู่นอนจมกองเลือดอยู่ตรงหน้าข้า เลือดของท่านปู่เปื้อนทั้งตัวข้ากับยาฮีมที่ยืนอยู่ด้านหลังท่านปู่เต็มไปหมด" น้ำเสียงของเธอเริ่มสั่นเครือ "แล้วข้าก็หมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาที่ห้องของตัวเองในอารามแล้วเห็นหน้ายาฮีม...ข้าด่าเขาไปหลายคำ...เรียกเขาว่าฆาตกรบ้าง...ปีศาจร้ายบ้าง...ด่าจนกระทั่งเสียงแหบแห้ง แต่ท่านรู้ไหมคะว่าเขาทำยังไง"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ ทั้งไม่อาจตอบและไม่อยากตอบ

"เขายืนเงียบค่ะ ฟังข้าเฉยๆ ทุกคำจนข้ายิ่งโมโหหาว่าเขาเป็นคนใจหิน...เป็นคนไร้หัวใจ...จะเจ็บปวดเท่าไรก็คงไม่รู้สึกรู้สา...จะตายไปสักกี่ครั้งก็คงไม่สาสม...ลงท้ายพอข้าเหนื่อยจนได้แต่ร้องไห้พูดอะไรไม่ออก เขาถึงเพิ่งพูด 'ข้าขออภัยขอรับ ท่านหญิงโมโน' แล้วก็เดินออกไปจากห้องของข้า เท่านั้นเอง...

"ตอนหลังข้าถึงเพิ่งเข้าใจ...ไม่ก็พยายามเข้าใจว่าเขาพลั้งมือไปจริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าท่านปู่หรอก ข้าเลยยอมรับคำขอโทษของเขา แล้วพอเกิดเรื่องคราวท่าน...ข้าก็ขอให้เขาสัญญาว่าจะไม่ฆ่าใครอีก เพราะข้าไม่อยากเห็นเขาต้องกลายเป็นฆาตกรไปอีกครั้ง ข้าคิดว่า...ข้าให้อภัยเขาได้กับสิ่งที่เขาทำลงไป แต่ตอนนี้..."

"ตอนนี้ทำไมหรือ" คนจรถามเบาๆ ทั้งหวั่นใจแต่ก็อยากรู้ไปด้วย

"ยังจำทางลับที่ข้าใช้หลบออกมาจากอารามได้ไหมคะ" โมโนกลับย้อนถามอีกอย่าง

เขาพยักหน้ารับว่าจำได้ แม้จะสงสัยว่าทางลับนั้นเกี่ยวอะไรกับเรื่องของยาฮีมก็ตาม

"ไม่ใช่ข้าคนเดียวหรอกค่ะที่เคยใช้ทางลับนี้" โมโนพูดก่อนจะถอนใจ "ยาฮีมก็ด้วย ซ้ำยังบ่อยกว่าข้าอีกต่างหาก"

เด็กหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

"ที่เขาจับข้าได้เมื่อเช้ามืดหลังแยกจากท่านที่กระท่อมของพรานโยเรก็เพราะเขาใช้ทางเดียวกันออกมาแถวนี้"

"แล้วเขาออกมาทำอะไรล่ะ" คนจรรีบถามอย่างสงสัย

"ทุกๆ เช้ามืดเขาจะออกไปที่ลานในป่า...ใกล้ๆ กับกระท่อมของท่านปู่โยเรน่ะค่ะ" เด็กสาวเล่าไปพลางบีบมือตนเองแน่นขึ้น "ที่ตรงนั้น...เหมือนเป็นสุสานของท่านปู่ เพราะศพของผู้ที่กระทำบาปหนักต่อทวยเทพ...จะไม่ได้รับอนุญาตให้ฝัง ต้องเผาแล้วนำเถ้าธุลีโปรยไปในสายลมไม่ให้เหลือร่างอีก ที่ที่พวกเขาโปรยอัฐิของท่านปู่คือลานนั้น..."

เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะข่มใจพูดต่อ

"แล้วที่ยาฮีม...ไปที่นั่นทุกๆ วันก็เพื่อลงโทษตัวเอง"

"ลงโทษตัวเอง" เด็กหนุ่มทวนคำ "...ยังไงกัน"

"เขาบอกข้าว่า...เขากรีดตัวเอง..." ดูเหมือนผู้ตอบจะพยายามกดเสียงให้เรียบ แต่ไม่อาจทำได้ "...ทุกๆ วัน...ทุกๆ วันตั้งแต่วันที่ข้า...ก่นด่าเขาที่ฆ่าท่านปู่...แล้วเมื่อคืนนั้น......"

ถึงตอนนี้โมโนก็ยกสองมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้โฮอย่างกลั้นไม่อยู่อีกต่อไป คนจรรีบประคองร่างบอบบางซึ่งขดตัวจนแลดูเล็กกระจ้อยร่อย เปราะบางดั่งตุ๊กตาแก้วที่พร้อมจะแตกพังได้ทุกเมื่อ

"นิ่งเสียนะ...โมโน มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอก" เด็กหนุ่มปลอบอย่างอ่อนโยนแม้จะตกใจกับความจริงที่ได้รู้เช่นกัน "ยาฮีมต่างหากที่ควรรู้ดีว่าทำแบบนั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ ทำไปก็แก้ไขเรื่องพรานโยเรไม่ได้ มีแต่จะทำร้ายตัวเองเท่านั้น เจ้าไม่เคยไล่ให้เขาไปกรีดตัวเองจนกว่าเจ้าจะพอใจนี่นา"

เด็กสาวไม่ยอมเงยหน้ามามองเขา เขาเลยพูดต่อไป

"ในเมื่อเจ้าไม่ได้ทำอะไร เขาต่างหากที่ตัดสินใจจะทำแบบนั้นด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเขาจะเลือกทำแบบนั้นต่อไป...ใครก็ช่วยเขาไม่ได้"

"ข้า...ข้าไม่รู้ค่ะ" โมโนพยายามพูดพร้อมกับปาดน้ำตา "ไม่รู้ว่าเป็นความผิดของใครอีกต่อไปแล้ว..."

คนจรนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรต่อไป ได้แต่ปล่อยให้เด็กสาวระบายทุกสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจของเธอออกมา

"ตอนนั้น...ตอนที่ข้าเห็นเขาระหว่างทางกลับอาราม เสื้อของเขายังมีรอยเลือดใหม่ๆ อยู่เลย แล้วพอข้าวิ่งหนีจากเขา เขาก็จับตัวข้าไว้ ข้าพยายามดิ้น พอมือไปปัดแขนเสื้อเขา...ก็เห็นแผลเป็นทั้งเก่าใหม่เต็มไปหมด" เธอสะอื้น ริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาฉายแววหวาดกลัวเหมือนภาพที่เห็นยังติดตาไม่หาย "...แล้วเขา...ก็เล่าเรื่องที่เขา...ไปกรีดตัวเองอยู่ทุกๆ วันให้ข้าฟัง...ตอนนี้...ข้าเลยนึกได้ว่า...ที่ผ่านมาข้าไม่เคยรู้เลยใช่ไหม...ไม่เคยเข้าใจเลยใช่ไหมว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหน...ก็เหมือนกับ...ข้า...ข้าเองนี่แหละที่เป็นคนกรีดเขา...กรีดเขาอยู่ทุกๆ วันด้วยความไม่เข้าใจของข้า...แล้วถึงอย่างนั้นข้าก็ยัง...ยัง..."

เด็กหนุ่มลูบแผ่นหลังของเธออย่างอ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเด็กหลงทางตัวเล็กๆ พร้อมกับบอกแผ่วเบา

"ไม่มีใครที่เข้าใจใครไปทุกอย่างหรอกโมโน ยิ่งคนที่ปิดใจตัวเองไม่ยอมให้ใครเข้าใจยิ่งแล้วใหญ่ คิดเสียว่าเจ้าพยายามเท่าที่ทำได้แล้ว เจ้าพยายามเข้าใจเขา...แต่เขาไม่ยอมเปิดใจให้เจ้าเข้าใจ คนที่จะตัดสินใจหยุดได้ก็มีแต่เขาคนเดียวเท่านั้น เจ้าไม่ผิดอะไรเลย"

เด็กสาวซุกหน้ากับอกของเขาและสะอื้นเบาๆ คนจรได้แต่โอบแผ่นหลังของเธอทั้งที่ยังคิดจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เธอเพิ่งบอกเขา ใจปฏิเสธไม่ได้ว่าสงสารยาฮีมขึ้นมาบ้างเมื่อได้รู้เรื่องเมื่อครู่นี้ แต่เขาก็ไม่อาจบอกได้เต็มปากว่าความรู้สึกไม่ชอบซึ่งหมิ่นๆ จะกลายเป็นความเกลียดที่มีต่อองครักษ์ประจำอารามนั้นหายไป อย่างดีมันก็เพียงแต่ทุเลาลงบางส่วน เพราะเขายังจำได้ว่าพี่ชายต่างบิดาของโมโนทำร้ายเธออย่างไร เสียงพูดยอกย้อนเชือดเฉือนหลายต่อหลายครั้งกับภาพแก้มบวมแดงที่เขาเพิ่งเห็นเมื่อกลางวันยิ่งฟ้องชัด

แม้กระนั้นเขาก็ไม่ต้องการพูดในตอนนี้ ไม่ต้องการให้เธอนึกย้อนถึงเรื่องสะเทือนใจอีก ที่ทำได้ก็มีเพียงปลอบประโลมเธออย่างเงียบๆ ด้วยการโอบกอดไว้นิ่งนานจนเธอสงบลงเท่านั้น

รอกระทั่งดาวประจำเมืองคล้อยลงใกล้ขอบฟ้า เด็กหนุ่มมองดาวนั้นก่อนจะมองเด็กสาวที่ยังซุกนิ่งอยู่ในอ้อมกอด เธอเลื่อนสายตาขึ้นมาสบกับเขาก่อนจะฝืนยิ้มฝืดเฝือและเริ่มเผยอริมฝีปากทำท่าจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่คนจรก็พูดดักพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เสียก่อน

"ไม่ต้องขอโทษอะไรหรอก เจ้าก็เป็นเจ้า แบบนี้แหละดีแล้ว ต่อให้ขี้เป็นห่วงไม่เข้าเรื่องยังไง หรือขี้แยขนาดไหนข้าก็ยังรัก"

โมโนหัวเราะน้อยๆ แม้น้ำตาจะรื้นออกมาอีกครั้ง

"รู้ด้วยหรือคะว่าข้ากำลังจะพูดอะไร"

"ทำไมจะไม่รู้ล่ะ" เขาลูบเรือนผมดำขลับอย่างเอ็นดู "ครึ่งหนึ่งของตัวข้าเองแท้ๆ...ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ"

เด็กสาวยิ่งกอดเขาแน่นขึ้นแม้จะไม่พูดอะไรตอบ และคนจรก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจพูดอีก

"แต่จากนี้ไป...ก็พยายามอย่ากังวลเรื่องที่ตัวเองแก้ไขไม่ได้เลยนะ"

ไม่มีเสียงตอบ แต่ดูเหมือนเธอจะพยักหน้ารับน้อยๆ

"ที่ข้าตั้งใจจะพาเจ้าหนีมาตั้งแต่แรกก็เพราะอยากให้เจ้ามีความสุขนี่แหละ"

"ข้าเข้าใจค่ะ" โมโนตอบรับ "จริงอย่างที่ท่านพูด ถึงจะไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น...แต่ข้าก็ทำอะไรกับเรื่องของยาฮีม หรืออดีตมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว"

"คิดได้อย่างนั้นก็ดี" คนจรตบไหล่บอบบางเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ว่าแต่เจ้าหิวหรือเปล่า"

เด็กสาวสั่นศีรษะ แต่ก็พูดต่อ

"ไม่ค่ะ แต่ข้าขอน้ำหน่อยจะได้ไหมคะ"

"ได้สิ" เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่กองสัมภาระก่อนจะหยิบถุงหนังใส่น้ำดื่มมาส่งให้ เด็กสาวรับไปแต่ยังถามต่อ

"ขอบคุณค่ะ...ว่าแต่ไม่มีถ้วยหรือคะ"

"ไม่มีหรอก" เด็กหนุ่มตอบปฏิเสธและกำลังจะถามกลับไปอยู่พอดีว่าทำไมถึงต้องใช้ถ้วย แต่เมื่อเห็นโมโนล้วงยาเม็ดกลมสีน้ำตาลเม็ดหนึ่งออกมาจากถุงหนังก็เข้าใจ "จะละลายยาหรือ"

"ค่ะ"

คนจรจึงลุกขึ้นยืน มองดูต้นไม้รอบๆ ใต้แสงจากกองไฟก่อนจะไปสะดุดที่ต้นหนึ่งซึ่งมีใบขนาดใหญ่กว่าต้นอื่น จึงเดินเข้าไปปลิดก้านใบหนึ่งที่ยังเหนียวคงตัวดีอยู่แม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว จากนั้นจึงได้กลับมานั่ง และนำถุงหนังใส่น้ำเทล้างใบไม้ให้สะอาด ม้วนมันเป็นเกลียวเทน้ำใส่ให้โมโน

"ขอบคุณค่ะ" เด็กสาวรับมาหย่อนเม็ดยาลงไป เขย่าเบาๆ รอให้ละลายก่อนจะยกขึ้นดื่ม เหมือนที่เขาเห็นครั้งหนึ่งในวันเทศกาลเก็บผลเอรี ภาพที่เห็นทำให้คนจรรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา และคิดว่าควรถามเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอได้แล้วหากทั้งสองต้องใช้ชีวิตร่วมกันเช่นนี้

"เจ้าต้องดื่มยานี้ทุกวันหรือ"

โมโนชะงักไปครู่หนึ่งจึงได้หันมาตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ให้เขา

"ก็...ไม่ถึงกับทุกวันหรอกค่ะ แค่ตอนที่รู้สึกตัวว่าอาการไม่ดีเท่านั้นเอง"

"แล้วตอนที่อาการไม่ดี...เจ้าจะเป็นยังไงเหรอ"

"ก็..." เด็กสาวเหมือนกำลังนิ่งนึก "วิงเวียนหน้ามืดค่ะ ถ้าเป็นหนักก็จะเป็นลมฟุบไปเหมือนที่ท่านเห็นในห้องสมุดวันนั้น แต่ก็น้อยครั้งค่ะ ปกติพอรู้ตัวข้าจะกินยาไว้ก่อน"

"นี่เจ้าเป็นโรคอะไรกันแน่หรือ โมโน" คนจรถามอย่างกังวล "แล้วเรื่องยา...จะหาได้จากไหนถ้าหมดแล้ว"

"ท่านเอมอนเคยบอกชื่อโรคกับข้าแล้วล่ะค่ะ...แต่ข้าไม่เคยจำได้สักครั้งเลย เพราะชื่อยาวแปลกหู" เธอตอบช้าๆ "ส่วนเรื่องยา...ข้าว่าถ้าหมดคงพอสั่งปรุงจากร้านยาในหมู่บ้านใกล้ๆ เพิ่มได้เพราะข้าจำส่วนผสมได้ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ แล้ว..."

เด็กสาวยกถุงหนังขึ้นเขย่าให้ได้ยินเสียงกรุกกริกของเม็ดยาที่อัดแน่น

"...ตอนนี้ยังมีอยู่เยอะตั้งเท่านี้ ข้าก็ใช่ว่าต้องกินบ่อยๆ ด้วย"

เด็กหนุ่มยิ้มตอบให้เธอสบายใจขึ้น แต่ภาพถุงนั้นกลับทำให้เขานึกย้อนถึงเหตุการณ์เมื่อบ่ายขึ้นได้ ความคลับคล้ายบอกว่านี่คือ...

"ถุงยานั่น...เจ้าหยิบมาจากยาฮีมใช่ไหม"

โมโนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ

"ใช่ค่ะ"

"แล้วทำไมถุงยาของเจ้าถึงอยู่กับยาฮีมล่ะ มันควรจะอยู่กับตัวเจ้าเองสิถึงจะถูก" และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น กระทั่งทุกๆ วันที่พบกันยกเว้นวันเทศกาลเก็บผลเอรี เขาก็ไม่เคยเห็นเธอพกถุงยานี้เลยด้วยซ้ำ

"ถุงยาของข้าก็มีค่ะ แต่...ปกติเวลามาหาท่านข้าไม่ค่อยได้พกติดตัว เพราะปกติก็กินช่วงหลังอาหารกับก่อนนอน แล้วตอนที่มาพบท่านวันนี้ ถุงยาของข้าก็อยู่ที่ห้องด้วย" โมโนอธิบาย "ข้าคงจะเอาติดตัวมาแล้วล่ะค่ะ แต่ยาฮีมจับข้าได้ก่อนจะทันได้จัดของ เลยไม่ได้เอายาติดตัวมา ส่วนยาฮีม เขาต้องพกยาสำรองให้ข้าอยู่แล้ว เพราะเขาได้รับหน้าที่ให้ดูแลข้าโดยตรง แล้วก็อย่างที่ข้าบอกท่าน...ว่าข้าไม่ชอบพกถุงยาติดตัวเพราะเกะกะ"

เด็กสาวถอนใจน้อยๆ ก่อนจะแกว่งถุงหนังเล่นโดยแขวนสายรัดปากถุงไว้กับนิ้ว

"แต่จากนี้ไปข้าคงต้องพกเองให้ชินแล้วล่ะค่ะ"

"ถ้าลำบากก็ฝากข้าได้นะ"

"ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรหรอก" ทว่าโมโนสั่นศีรษะปฏิเสธ

คนจรไม่ได้ติดใจที่จะถามเรื่องนี้ต่อ แต่ยังถามอีกเรื่องหนึ่งที่นึกขึ้นมาได้เพราะภาพถุงยาใบนั้น คือเรื่องของอีกสิ่งที่โมโนนำมาจากองครักษ์ประจำอารามด้วย

"แล้วดาบนั่นล่ะ"

"ดาบ" เด็กสาวกระพริบตาอย่างงุนงง แต่พอเห็นเขาพยักพเยิดไปทางฝักดาบที่วางพิงลำต้นไม้เธอจึงหันไปมองมัน เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนดวงตาของเธอฉายแววกังวลออกมาแวบหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ดูสายตาเหมือนจะเข้าใจ "...อ้อ..."

เธอก้มหน้าลงก่อนจะพูดเคร่งขรึม

"พี่คนจรคะ...ข้าจะขอร้องอะไรท่านสักอย่างเกี่ยวกับดาบเล่มนี้ได้ไหมคะ"

"อะไรหรือ" คนจรถามแม้จะตกใจเล็กน้อยกับคำถามปุบปับ

"ท่านช่วยเอามันไปซ่อน...นะคะ ไปไกลๆ จากที่นี่ ซ่อนในที่ที่ลับตาที่สุด ในที่ที่ไม่มีใครจะรู้หรือตามเจอ ซ่อนมันไว้ อย่าให้ใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน แม้แต่ข้าก็ห้ามไม่ให้รู้เด็ดขาด"

"ทำไมหรือ" เด็กหนุ่มเลิกคิ้วอย่างสงสัย

"ข้า..." โมโนเอ่ยอย่างลังเล "ข้ายังบอกไม่ได้ค่ะ แต่มันไม่ควรจะอยู่ที่นี่"

"แล้วเจ้านำมันมาทำไมกันล่ะ" คนจรไม่อาจห้ามความงุนงงได้อีก "ทำไมถึงได้นำมันมาจากยาฮีม ทำไมถึงต้องซ่อน ดาบเล่มนี้มีอะไรพิเศษหรือ"

เด็กสาวได้แต่นั่งก้มหน้าไม่ยอมตอบ เด็กหนุ่มจึงได้ลุกไปที่โคนต้นไม้ เอื้อมมือหยิบฝักดาบและชักมันออกมาก่อนที่อีกฝ่ายจะทันคัดค้าน

ใบดาบเรียบเกลี้ยงนั้นเป็นสีเงินยวงประหลาดนัก ยามต้องแสงจากกองไฟก็เหมือนจะสะท้อนลำแสงเรืองเต้นระริกไหวดั่งมีชีวิต คนจรเบิกตากว้างเมื่อจำรูปทรงที่มีรอยเว้าของคมทั้งสองด้านที่จุดกึ่งกลางความยาวของดาบเล่มนี้ได้

"นี่มัน...เหมือนกับที่ข้าเคยเห็นในฝันเลยนี่นา"

"ในฝัน...อะไรหรือคะ" โมโนถามเสียงแผ่วเบาหวาดหวั่น เด็กหนุ่มหันกลับไปพร้อมกับเก็บดาบเข้าฝักวางไว้ที่เดิม ก่อนจะเดินกลับมาหาเธอ

"ก็...ฝันร้ายที่ข้าฝันหลังแยกจากเจ้าตอนเช้ามืดน่ะ"

และแม้จะลังเล เขาก็เล่าความฝันนั้นให้เธอฟัง ตั้งแต่ต้นจนถึงคำพูดสุดท้ายที่เขาได้ยินโมโนในความฝันสั่งเสียไว้

"ดาบศักดิ์สิทธิ์...เป็นกุญแจสู่ดินแดนแห่งดอร์มิน" คนจรทวนคำนั้นเบาๆ "แล้ว...ข้าก็ตื่นขึ้น"

เด็กสาวเหมือนจะนั่งห่อไหล่อย่างหวาดหวั่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะที่เขาเล่าถึงเหตุการณ์ในฝันซึ่งเลวร้ายลงทุกที แต่พอเล่าจบ ถึงตอนนี้เธอก็ดูจะสงบสติอารมณ์ได้และพูดตอบ

"ข้าว่าท่านคงคิดมากไปเลยเก็บมาฝันกระมังคะ เพราะรายละเอียดต่างๆ เหมือนมาจากตำนานที่ท่านรู้จักทั้งนั้นนี่นา" เธออธิบายด้วยเสียงเรียบเรื่อย "อย่างขี่ม้าหนีไปด้วยกัน...ก็เหมือนเซ็นนากับเทพีดวงดาว ที่เจอยาฮีมมาขวางระหว่างทางในป่า...ก็เหมือนที่สองคนนั้นเจอเทพจันทรามาขวาง ซ้ำทั้งยาฮีมกับเทพจันทราก็เป็นพี่ชายที่มาตามน้องสาวเหมือนกันด้วย"

"แต่ตอนนั้นข้าไม่รู้เลยนะว่าเขาเป็นพี่ชายของเจ้า ซ้ำเขายังพูดเหมือนกับ..." คนจรเริ่มลังเล

"เหมือนกับอะไรหรือคะ"

พอโมโนทวนถาม เขาจึงได้แต่ถอนใจและบอกเธอไป

"เหมือนกับรักเจ้า...ในแบบเดียวกับข้าน่ะ"

เด็กหนุ่มอดนึกไม่ได้ว่าหรือนี่จะเป็นความหมายที่แท้จริงของ "และเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับข้า" ของยาฮีม แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับว่ายาฮีมต่างหากที่เป็นคนรักน้องสาวที่มีสายเลือดร่วมกันครึ่งหนึ่งไม่ใช่หรือ ด้วยเหตุนี้หรือเปล่าจึงวางแผนให้เขาเข้าใจผิดอย่างเลวร้ายขึ้นมาแบบนี้...เพราะตรงกับความรู้สึกที่ตอกย้ำอยู่ในใจของตน

...ทว่าคงไม่แน่หรอก "เป็นเช่นเดียวกัน" นี่ก็คลุมเครือเหลือเกิน ที่เป็นเช่นเดียวกันอาจเป็นแค่ความจริงง่ายๆ ที่ว่าทั้งสองต่างก็เป็นผู้ชายเหมือนกันก็ได้

"ข้าว่าท่านคงคิดมากไปเองแหละค่ะ" เขาหันไปตามเสียงที่เอ่ยขึ้นหลังเงียบไปพักหนึ่ง ทันเห็นเจ้าของคำพูดโคลงศีรษะช้าๆ "เราเป็นพี่น้องกันจะรักกันแบบนั้นได้ยังไง แถมดูจากท่าทางของเขาแล้ว เขาไม่อยากกระทั่งนับญาติว่าข้าเป็นน้องสาวเลยด้วยซ้ำ คงเกลียดข้าเพราะพ่อของข้าเป็นคนที่เขาเกลียดนั่นแหละ" เธอพูดเลื่อนลอยก่อนจะรีบตัดบท "แต่พูดเรื่องความฝันของท่านต่อดีกว่าค่ะ"

คนจรพยักหน้ารับแต่โดยดี

"แล้วที่ฝันว่าท่านกับยาฮีมสู้กัน...ก็ยังมาจากตำนานเรื่องเซ็นนาอยู่ดี แต่...เรื่องที่ข้าเอาตัวเข้ารับดาบแทนท่าน...ดูเหมือนจะมาจากเรื่องตำนานดาบวิเศษ แถมผู้กล้าของตำนานนั้นยังไปชุบชีวิตเจ้าหญิงที่ตายไปแล้วด้วย แล้วที่ว่าข้าพูดถึงดาบศักดิ์สิทธิ์ บอกว่าดาบเล่มนี้เป็นกุญแจสู่ดินแดนแห่งดอร์มิน...ก็คงมาจากแผนที่ที่เราเห็นกันในอาราม นักเล่าตำนานบางคนก็เชื่อว่าแดนแห่งชนอมตะกับดินแดนต้องห้ามของดอร์มินเป็นสถานที่เดียวกันนะคะ"

"ก็จริง" เด็กหนุ่มเปรย "แต่ทำไมดาบศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าเห็นในฝันกับดาบที่เจ้าเอามาจากยาฮีมถึงดูเหมือนกันล่ะ ข้าไม่เคยเห็นดาบเล่มนี้ในความเป็นจริงมาก่อนเลยนี่"

"แต่ก็มีคำบรรยายลักษณะของดาบเล่มนี้ไว้ในตำนานดาบวิเศษไม่ใช่หรือคะ" โมโนติง "...ว่าคมดาบดูเรียบๆ และมีสีเงิน ท่านคงเอาภาพดาบของพวกองครักษ์ประจำอารามในแถบนี้ไปผสมจนนึกขึ้นมาได้"

"ไม่เหมือน" คนจรแย้ง "ดาบขององครักษ์คนอื่นๆ จะดูเรียบตลอดทั้งเล่ม แต่ข้าจำได้แม่นว่าดาบทั้งในฝันกับดาบจริงนี่มีรอยเว้าที่กลางดาบเหมือนกันไม่มีผิด แปลกนะ..."

เขาเม้มปากครุ่นคิดก่อนจะพูดต่อแผ่วเบา

"เหมือนกับ...ฝันนั้นไม่ใช่แค่ฝันธรรมดา มันเหมือนจริงมาก...เหมือนจนข้ากลัวจะเป็นความจริงเลยด้วยซ้ำ...กลัวว่าจะต้องเสียเจ้าไป"

มือของเด็กสาวเลื่อนมาโอบหลังของเขาอย่างอ่อนโยน

"อย่าคิดมากไปเลยค่ะ ถึงอย่างไรตอนนี้เราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วนี่คะ ฝันนั้นคงเป็นความจริงไปไม่ได้หรอก"

"นั่นสินะ" เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปจับมือเธอไว้แม้จะยังไม่หายกังวล "คิดไปก็คงไม่ได้อะไร ในเมื่อไม่หิวกันเลย ก็มานอนพักเอาแรงไว้เดินทางต่อตอนเช้ากันดีกว่า"

"ค่ะ..." เด็กสาวพยักหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล "พี่คนจรคะ"

"มีอะไรหรือ"

"ขอข้า...นอนหนุนตักท่านจะได้ไหมคะ"

อีกฝ่ายยิ้มรับ

"ได้อยู่แล้วสิ"

เมื่อได้ฟังคำตอบ โมโนจึงยิ้มเขินๆ และเอนศีรษะลงหนุนตักของเขาแม้จะยังประหม่าเล็กน้อย เด็กหนุ่มจัดผ้าที่คลุมกายเธอให้ห่มถึงคอป้องกันความหนาว ก่อนจะลูบเรือนผมดำสลวยอย่างโหยหา เมื่อนึกว่าครั้งหนึ่งในวันนี้การตัดสินใจของเขาเกือบจะทำให้ไม่มีช่วงเวลาที่เป็นของทั้งสองเช่นนี้อีกแล้ว

เด็กสาวนิ่งเงียบจนเขานึกว่าหลับไปแล้ว แต่ครู่หนึ่งหลังจากคิดเช่นนั้นก็ได้ยินเธอกระซิบแผ่วๆ

"...ขอโทษนะคะ"

"เรื่องอะไรกันอีกล่ะ" คนจรถาม

"เรื่อง...เปลือกหอยน่ะค่ะ...ทั้งๆ ที่ท่านอุตส่าห์ไปหามาตั้งไกลแท้ๆ"

"ช่างเถอะ เปลือกหอยเป็นแค่สิ่งของ พังไปก็หาใหม่ได้ อาจจะได้อันที่สวยกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ" เขาโน้มตัวลงโอบร่างบอบบางไว้หลวมๆ ก่อนจะกระซิบข้างหูเธอ "แต่ถ้าเสียเจ้าไป...จะไม่มีใครมาแทนที่ได้เลย และข้าก็ไม่คิดจะให้ใครมาแทนที่ด้วย เข้าใจใช่ไหม"

ร่างของโมโนไหวน้อยๆ กับคำพูดนั้น แต่เธอยังคงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรตอบ

"เพราะฉะนั้นไม่ต้องขอโทษหรอก...ถือเสียว่ามันพังไปแทนที่จะเป็นความสัมพันธ์ของเราก็ดีแล้วล่ะ"

"...ค่ะ" เด็กสาวกระซิบแผ่วๆ ก่อนจะเงียบไปอีกครั้งหนึ่ง และเงียบไปนานจนคนจรแน่ใจว่าเธอหลับไปแล้วจริงๆ

สายตาของเขาจึงได้เลื่อนจากดวงหน้าใสบริสุทธิ์ไปมองระแวดระวังรอบด้านแทน ถึงกระนั้นเขายังผ่อนคลาย ด้วยคิดว่าพวกองครักษ์ประจำอารามคงจะยังไม่ตามล่ามาถึงตัวเร็วถึงเพียงนี้ และตนเองยังรู้สึกโล่งอก ดีใจเหลือเกินที่ลงท้ายเขากับเธอก็ได้มาอยู่ด้วยกันแม้สถานการณ์จะเกือบพลิกผันไปอย่างเลวร้ายที่สุดแล้วก็ตาม

...หารู้ไม่ว่านี่เป็นเพียงการซื้อเวลาอีกเล็กน้อยบนเส้นทางที่ไม่อาจหันกลับเท่านั้น...

- To be continued -
บทที่ 25 - จุดเริ่มต้นของจุดจบ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ในตอนนี้ก็เฉลยให้โล่งอกกันแล้วนะครับว่าคนจรกับโมโนไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ และความจริงเรื่องครอบครัวของโมโนเป็นยังไง

ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นแล้วครับว่าเรื่องที่สองคนนี้เป็นพี่น้องกันเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเท่านั้น แต่ในทีแรกที่คิดเนื้อเรื่องต่อไว้คือ พอคนจรรู้เข้าก็จะผลุนผลันออกเดินทางกลับเผ่าไปเลย ส่วนโมโนก็อยู่ที่อารามไปตามระเบียบ จนกระทั่งคนจรรู้ความจริงจากชินูยาว่าทั้งสองไม่ได้เป็นพี่น้องกัน แต่พอออกเดินทางกลับมาหาอีกครั้งถึงได้รู้ว่าเธอตายไปแล้ว เลยเกิดความรู้สึกทั้งรักและผิดจนตั้งใจจะชุบชีวิตเธอขึ้นมา

แล้วทำไมถึงเปลี่ยนให้หนีไปด้วยกันต่อน่ะหรือครับ ก็หลายเหตุผลอยู่ดังนี้ล่ะครับ

1. ผมกลัวว่าคนอ่านจะหายใจไม่ทั่วท้องเป็นเวลานานเกินไป เพราะกว่าจะเฉลยก็คงอีกหลายตอนทีเดียว ทั้งๆ ที่พอถึงตอนที่ 23 หลายท่านก็ดูเหมือนจะยอมรับสภาพ incest ของทั้งสองคนนี้ได้มากกว่าที่ผมกลัว จนผมคิดว่าแต่งให้เป็นพี่น้องกันจริงๆ ซะยังได้นี่นา ^^;;; -- (โมโน "ไม่เอานะคะ!!" คนจร "ข้าคนนึงไม่เอาด้วยหรอก!!" )

2. ช่วงเวลาจากต้นฤดูใบไม้ร่วงในอดีต ถึงตอนที่คนจรนำศพของโมโนออกมาในกลางฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาเกือบปี ซึ่งทันถมเถที่คนจรจะกลับถึงเผ่า รู้เรื่องจากพ่อ แล้วรีบกลับมาหาโมโนก่อนถึงกำหนดการพิธีกรรม

3. ยังมีปมปัญหาสำคัญของทั้งสองและตัวละครสำคัญตัวหนึ่งที่ผมอยากนำเสนอบทให้มากกว่านี้ และไม่สามารถทำได้ถ้าทั้งสองคนนี้แยกจากกันแล้ว การหนีไปด้วยกันสำหรับสองคนนี้ไม่ได้หมายถึงความสุขที่รออยู่เบื้องหน้าเท่านั้นนะครับ แต่ยิ่งทำให้เกิดปัญหาบานปลายและเจ็บช้ำตอนจากมากขึ้นไปอีกต่างหาก

4. ผมเกิดนึกเล่นๆ ว่าถ้าคนจรกับโมโนหนีไปด้วยกันจริงๆ จะเป็นยังไง และได้ฉากฉากหนึ่งในหัวซึ่งสลัดออกไปไม่หลุด จนต้องเขียนฉากนั้นออกมา

5. ผมถูกคนจรควงดาบมาขู่ว่าถ้าเกิดให้แยกกันด้วยวิธีนี้ล่ะก็จะปราบผมแทนยักษ์...เลยต้องยืดช่วงฮันนีมูนให้คู่นี้ออกไปอีก

ที่พูดมาข้างต้นเป็นความจริงทุกข้อ ยกเว้นข้อ 5. ที่ผมล้อเล่นครับ ^^;;;

แต่ทำไมผมถึงไม่ตัดเรื่องยาฮีมเข้ามาขวางแล้วปล่อยให้สองคนนี้หนีไปน่ะหรือ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นปริศนาเรื่องครอบครัวของคนจร กับเรื่องที่ยาฮีมเกลียดคนเผ่าอัสลาน (ที่เป็นพ่อของโมโน) เพราะฆ่าพ่อของตนก็จะไม่สามารถเปิดเผยได้ และจะไม่ได้เห็นคาแรกเตอร์ของยาฮีมด้วยว่ามีความเก็บกดขนาดไหนถึงกุเรื่องประมาณนี้ขึ้นมาได้ เรื่องของยาและดาบที่ได้มาจากยาฮีม ก็จะนำมาบอกไม่ได้ด้วยครับ

ก็ขอความกรุณากับคอมเมนต์นะครับ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเรื่องนี้ แต่ผมก็คิดว่าตัวเองเป็นเหมือนคนจรที่เลือกทางนี้แล้วก็จะลองไปต่อให้สุดทางดูครับ m[_ _]m

ปล. จากนี้ไปผมจะนำชื่อตอนหน้ามาใส่ไว้ข้างท้ายตอนด้วย ถือว่าพรีวิวเล่นๆ ก็แล้วกันนะครับ

ปล.2 หันไปพูดกับยาฮีมที่มีผ้าพันหัวหนาเตอะ "ขนาดคนเร่ร่อนอย่างเผ่าอัสลานยังปล่อยให้ทุบหัวสลบได้ แสดงว่าอ่อนซ้อม"
ยาฮีม "..................................."

Edit by Anithin - 12 ม.ค.50 เวลา 21:41:02 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 31 ส.ค.49 เวลา 22:39:54 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

double
Member

.....................................เอ้อ......(แบบตอนที่แล้ว) ผลิกแล้วก็ผลิกอีกจนคนอ่านก็เริ่มงงๆว่าตกลงจริงๆน่ะมันยังไง 555
อ่านตอนนี้แล้ว.......โมโน เธอเยื่ยมจริงๆ อาจจะเป็นเพราะช่วงแรกๆดำเนินเรื่องโดยคนจรเป็นหลัก โมโนโผล่มาไม่ค่อยมากเลยไม่ค่อนจะได้รับรู้ถึงบุคคลิดของโมโนล่ะมั้ง พอตอนหลังๆมานี่ เธอช่างทำให้เราแปลกใจอยู่เรื่อยๆจริงๆ ^^!
เห็นยาฮีมที่ทำแบบนั้นแล้ว........ก็คิดว่าไม่ใช้คนที่นิสัยเย็นชาสักเท่าไหร(อาจจะแสดงออกไม่เป็นมากกว่า)
รู้สึกมันเป็นธรรมดาของฟิกค่ะ ที่พอเราแต่งๆไปทางเลือกมันจะมากขึ้น จนเราก็ไม่รู้จะเอายังไง แต่ว่าก็เลือกทางที่มันดีที่สุดแล้วก็เหมาะสมสมที่สุด (เสียงจากใครซักคน?? "ดังนั้นชั้นเลยรับเคราะห์เรอะ? ") เอ้อ......เสียงนกเสียงปลา(?)อย่าไปใส่ใจค่ะ ^ ^!\=/

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 01 ก.ย.49 เวลา 11:14:12 น.

MR.UnN@mE
มานุตัวจ้อยๆ

หักมุมหลายรอยเหลือเกิน
/me เกือบหลุดโค้งไปหลายทีแล้วไง

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 01 ก.ย.49 เวลา 23:14:45 น.

runaway guy
คนเดินทาง

โอ...โอ้...โอ้!!! เฮ้อ... (ทั้งอึ้งทั้งโล่งอกไปเลยฮะ)
ในที่สุดปริศนาก็ไขกระจ่าง (ไปบ้างแล้ว) แต่ก็รู้สึกอย่างเห็นได้ชัดเลยว่ายาฮีมนี่...เก็บกดจริงๆ นายเก็บกดมากๆ แถมเป็นพวกชอบทำร้ายตัวเองอีกต่างหาก (อยากตบบ่าปลอบเฮียแกนะ แต่กลัวดาบอีกเล่มจังครับ...)
แต่ที่ว่ายาฮีมอ่อนซ้อมนี่...ก็ท่าจะจริงแฮะ แต่ผมกลับรู้สึกว่ายาฮีมโดนเล่นงานเพราะเป็นโรคแพ้น้ำตาโมโนมากกว่า... (เป็นโรคคลาสสิคดีจัง...) แต่ก็...ยาฮีม...อ่อนซ้อมจริงๆ นั่นแหละ มันต้องเก่งขนาดไม่ว่าจะเข้ามาทางไหนต้องสัมผัสจิตได้ซี่...

ทำไมผมรู้สึกเหมือนว่าคนจรนี่มีพวกเทพสังหรณ์นะฮะ ฝันบอกเหตุได้ด้วย (แต่ถ้าเป็นตามที่โมโนว่าก็แปลว่าคนจรนี่มีจินตนการกว้างไกล จับแพะชนแกะมาจนฝันได้เป็นตุเป็นตะ) ส่วนโมโน...ผมก็ยังรู้สึกว่าเหมือนจะเก็บเรื่องต่างๆ ไว้กับตัวเองอยู่เลย คงเป็นนิสัยติดตัวเหมือนกับเป็นเด็กกำพร้าในอารามไม่มีใครเป็นที่พึ่งทางใจได้ เลยต้องพึ่งตัวเองมั้งฮะ
อยากให้ถึงวันที่โมโนเล่าทุกอย่างให้คนจรฟังได้โดยไม่ต้องคิดกังวลอะไรให้มากมายจริงๆ ครับ

ส่วนเรื่องที่ตัดสินใจแต่งแบบนี้นั้นผมว่าก็ดูสมเหตุสมผลดีนะฮะ (โดยเฉพาะเรื่องของไทมไลน์ในข้อสอง) แล้วแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกเหมือนโมโนมีอารมณ์เป็นคนธรรมดา มีรักหลงมีอยากเหมือนกัน (ไม่ใช่แม่พระผู้มาโปรดสัตว์สถานเดียว) ส่วนเฮียจอห์นก็ดูไม่หุนหันไปมากนัก (แต่บอกตามนะฮะว่าผมดิสเครดิตเฮียแกในตอนที่แล้วไปเยอะเหมือนกัน หุนหันจริงๆ เลยเฮีย) แล้วพวกเขาก็ได้มีความสุจด้วยกันเพิ่มขึ้นอีกนิด (แม้ว่าบางทีอาจจะโศกนักกว่าเดิมก็ตาม)
ในเมื่อคุณอนิธินตัดสินใจเดินไปทางนี้แล้ว ผมก็ขอตามไปดูจนสุดทางเหมือนกันครับ

รอตอนต่อไปฮะ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 03 ก.ย.49 เวลา 14:33:27 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ double - ความจริงเป็นอย่างตอนนี้ล่ะครับ ช่วงทวิสต์สามตลบจบลงแล้ว คงอีกสักพักพายุลูกใหม่คงจะมา เพราะเราก็มาถึงครึ่งเรื่องกันแล้ว ^^;;;

อา...ใช่ครับ ในภาคนี้โมโนก็คงจะเป็นคนที่อ่านยากอยู่ เพราะผมเน้นที่สายตาคนจรเป็นหลัก ผมก็เลยอยากทำเป็นตอนพิเศษที่เป็นมุมมองของโมโนอยู่เหมือนกัน

ยาฮีมไม่ใช่คนที่ "เย็นชาเพราะไม่รู้สึกอะไร" หรอกครับ แต่เป็นคนที่ "บังคับตนเองให้ดูเย็นชาเพื่อที่ตนเองจะได้ไม่ต้องเจ็บปวด" ต่างหาก สุดท้ายเลยไม่รู้จะแสดงออกยังไงไปเลย

รู้สึกเราจะหัวอกนักเขียนเดียวกันนะครับ เมื่อฟังจากเสียงแว่วๆ นั่นแล้ว ^^;;;

MR.UnN@mE - บังคับกริปดีๆ นะครับจะได้ไม่หลุดโค้ง ^^;;; เอาเถอะครับ ยังไงช่วงนี้ก็ผ่านโค้งหักศอกสามโค้งใหญ่ไปแล้ว คงขับเรียบไปได้สักพักล่ะครับ

คุณ runaway guy - อย่าเพิ่งตบไหล่ยาฮีมเลยครับตอนนี้...เดี๋ยวจะโดนแผลเก่าเข้า ถึงเฮียแกจะไม่ไล่ฟันใครเพราะติดสัญญาที่ให้กับโมโนก็เถอะ

อืม...เหตุที่โดนกระบวนท่าดุ้นฟืนทีเผลอ ก็ไม่เชิงว่าเพราะอ่อนซ้อมหรอกครับ เป็นอย่างที่คุณว่าด้วยล่ะฮะ น้ำตาโมโนเป็นอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในเรื่องนี้รองจากดาบศักดิ์สิทธิ์เลย ^^;;;

ฝันนั้นอาจเป็นเทพสังหรณ์บางส่วนก็ได้ครับ (แต่เทพองค์ไหนนี่สิน่าคิด) และจริงครับ โมโนเป็นคนที่โดดเดี่ยวมาแต่เด็กเพราะเหตุบางอย่าง จึงยังมีเรื่องที่ปิดบังทั้งคนจรและผู้อ่านอยู่ เป็นเรื่องที่เธอกลัวที่สุดที่จะบอกด้วยครับ

ขอบคุณที่ให้กำลังใจกับทางเลือกของผมนะครับ ผมอยากให้ทั้งสองคนเป็นปุถุชนที่มีทั้งรักโลภโกรธหลงถูกผิด ไม่ใช่พระเอกนางเอกที่แสนดีและสวยหรูถูกตัวร้ายกระทำอยู่ฝ่ายเดียวแต่ก็ชนะได้ในที่สุดด้วยความดีงาม ตัวละครอื่นๆ อย่างยาฮีมหรือพระเถระเอมอนก็เหมือนกันล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 03 ก.ย.49 เวลา 19:42:38 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ