Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน
บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
บทที่ 21 - เงามืดที่คืบคลาน
บทที่ 22 - ลางแห่งการลาจาก

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 23 - คำอำลาที่สิ้นไร้ความหวัง
Chapter 23 - A Despair-filled Farewell

เสียงฟ้าร้องครืนครันปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่นขึ้นลืมตาโพลง...นี่เองคือที่มาของเสียงฝนฟ้า เหงื่อเย็นเฉียบไหลโซมร่าง...นี่เองที่มาของสัมผัสคล้ายฝนและเลือด แขนขวาที่เกยออกไปนอกเตียงถูกเหน็บกินจนชา...นี่เองที่มาของความเจ็บ และความรู้สึกเหมือนไม่อาจขยับแขนข้างนั้นได้

คนจรทอดสายตาขึ้นมองผนังไม้เหนือศีรษะ ค่อยๆ ตั้งสติให้หลุดจากฝันร้ายอันแปลกประหลาดที่เพิ่งพบเจอ แต่ภาพฝันกลับยังแจ่มชัดในความทรงจำ และน่าสะพรึงกลัวดุจเป็นความจริงจนชวนขนลุกในยามนี้

เด็กหนุ่มลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังบานหน้าต่างที่เปิดไว้เพียงแง้มๆ ลองมองออกไปดูเวลา ท้องฟ้าซึ่งมัวเป็นสีเทาด้วยเมฆฝนยังเหลือความสว่างอยู่บ้างจึงน่าจะเป็นเวลากลางวัน คงอีกสักพักใหญ่กว่าจะถึงเวลาที่เขารอคอยอย่างกระวนกระวาย รอความมืดที่จะอำพรางให้เขากับโมโนได้ไปจากที่นี่ด้วยกัน และอยู่ร่วมกันจนกว่าความตายจะพรากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไป

คนจรจึงเดินกลับไปที่เตียงและทิ้งตัวลงนอน ทว่าเขามิได้หลับตาลงอีกแม้จะรู้ว่าควรพักผ่อนเก็บแรงไว้ให้เต็มที่สำหรับการหลบหนีในคืนนี้ เพราะไม่อยากหลับเพื่อกลับไปเจอฝันร้ายเช่นนั้น ได้แต่ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมกาย คลับคล้ายจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ และไออุ่นของร่างที่เพิ่งทอดนอนอยู่เคียงข้างเขาเมื่อคืนที่ผ่านมา

เด็กหนุ่มได้แต่ถอนใจ เขาคงฟุ้งซ่านเกินไปจริงๆ กระมัง แค่จากกันเพียงไม่นานก็เอาแต่คิดถึงมากมายเสียขนาดนี้ ทั้งๆ ที่การจากกันครั้งนี้ยังไม่ถึงข้ามวันด้วยซ้ำ

และนั่นก็ทำให้ความฝันที่เห็นย้อนกลับมาอีกในห้วงสำนึก ทั้งๆ ที่เขาไม่อยากคิดด้วยซ้ำว่าหากต้องเสียโมโนไปจริงๆ แล้วเขาจะเป็นเช่นไร และจะทำอย่างไรได้อีก

...เมื่อนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝันท่ามกลางสายฝน...

คนจรนิ่งเฉยเงียบกริบแม้จะได้ยินเสียงชัดเจน ด้วยไม่แน่ใจว่าผู้เคาะเป็นใครและมีจุดประสงค์ใด แต่แล้วเสียงอันคุ้นเคยก็เอ่ยเรียก

"พี่คนจรคะ"

เด็กหนุ่มผุดลุกขึ้นทันทีด้วยความประหลาดใจ เหตุใดเธอจึงมาในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาค่ำเลยด้วยซ้ำ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ทันได้ถามเพราะเสียงภายนอกเร่งเอ่ยขึ้นอีก

"พี่คนจรคะ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย รีบเปิดประตูให้ข้าเข้าไปเถอะคะ"

เขารีบก้าวยาวๆ ไปที่หน้าประตูและปลดกลอน

แต่เพียงทันทีที่แง้มประตู เงาร่างหนึ่งก็ผลักประตูกระแทกปึงและปราดเข้ามาหาเขา เงื้อมมือแข็งแกร่งคว้าข้อมือของเด็กหนุ่มที่ยังไม่ทันตั้งตัวเอาไว้ บิดจนเจ็บแปลบต้องซวนเซตามแรงของผู้จับกุมในขณะที่มีเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเด็กสาว

"อย่านะ!!"

คนจรเงยหน้าขึ้น สายตาเลื่อนจากมีดสั้นที่จ่อชิดลำคอชวนใจหายไปจนพบดวงตาแข็งกร้าวและสีหน้าไร้อารมณ์ดั่งหน้ากาก ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก...

"ยาฮีม!" โมโนร่ำร้องเรียกชื่อนั้น ตามมาด้วยถ้อยคำที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า "ก็ไหนท่านบอกว่าจะไม่ทำอะไรเขาไม่ใช่หรือ!"

"ข้าก็แค่จะให้เขา 'ยอมฟัง' ดีๆ เท่านั้นแหละขอรับ" องครักษ์ประจำอารามตอบเสียงเรียบทั้งที่ยังจับข้อมือของเขาไพล่หลังอยู่เช่นนั้น เด็กหนุ่มมองยาฮีมครู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่สีหน้าหวาดหวั่นของเด็กสาวผู้สวมผ้าคลุมสีเข้มเหมือนเมื่อคืนวานทับชุดกระโปรงสีขาว ซึ่งก้มหน้าลงปฏิเสธที่จะสบตาและตอบคำถามของเขา

"นี่หมายความว่ายังไงกัน"

"ท่านหญิงโมโนขอให้ข้ามากับนาง" องครักษ์สวมหน้ากากกลับเป็นผู้อธิบายเรียบๆ "เพื่อมาบอกว่านางไม่อาจไปกับเจ้าได้"

"ทำไม" คนจรรีบถามกลับ สายตายังคงจับจ้องที่เด็กสาวซึ่งยืนนิ่ง สองมือประสานกันกำแน่นตามกริยาที่เธอชอบทำเสมอเวลาลำบากใจ

"...ข้า..." โมโนเหมือนจะกลั้นใจเอ่ยแผ่วๆ "...ข้า...ขอโทษค่ะ..."

"...ขอโทษเรื่องอะไรกัน" เด็กหนุ่มได้แต่ถามอย่างงุนงง เมื่อหันไปทางโมโนก็แลเห็นไหล่ของร่างบอบบางซึ่งหันหลังให้เขาสั่นน้อยๆ ก่อนที่เธอจะสูดลมหายใจลึกๆ และเค้นคำพูดให้ออกมาจากปากช้าๆ

"ข้ายังไม่เคยบอกท่านสินะคะ...ว่าทำไมข้าถึงอยากรู้เรื่องของเผ่าอัสลานมากจนมาขอพูดคุยกับท่านในทีแรก"

คนจรได้แต่พยักหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้ แม้ผู้ถามจะไม่อาจมองเห็น ถึงกระนั้นเธอก็ถือเอาความเงียบเป็นคำตอบและอธิบายเหตุผลของเธอ

"เพราะท่านปู่โยเรเคยบอกข้าว่า...พ่อของข้า...เป็นชาวเผ่าอัสลานค่ะ"

เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงง คำตอบเพียงเท่านั้นทำให้เขาแปลกใจ จะเข้าใจก็เพียงว่าทำไมโมโนจึงได้กระตือรือร้นอยากฟังเรื่องเกี่ยวกับเผ่าของเขามากถึงเพียงนั้น

"แล้ว...ที่ข้าเคยอยากให้ท่านเป็นพี่ชายของข้า...ก็เพราะข้าได้ยินมาว่า...ข้ามีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง...แต่เขาคนนั้น...ไม่เคยเห็นข้าในฐานะน้องสาวเลย" เธอก้มหน้าพูดต่อไป "แต่หลังจากข้ากลับไปที่อารามเมื่อเช้านี้...ก็...ก็...ไม่นึกเลยว่า..."

น้ำเสียงของเด็กสาวกลับเงียบหายไปเท่านั้นโดยปราศจากคำขยายความใดๆ ทิ้งไว้เพียงความเงียบของสายฝนเป็นพักใหญ่จนยาฮีมเป็นฝ่ายถาม

"หากท่านลำบากใจ...จะให้ข้าพูดแทนไหมขอรับ"

โมโนยังคงไม่ยอมสบตากับใครและเพียงผงกศีรษะครั้งเดียวตอบคำถามของชายอีกคนนั้น องครักษ์ประจำอารามจึงได้ถอนใจน้อยๆ ก่อนจะพูดกับเขาโดยไม่หันมามองเช่นกัน

"ฟังให้ดี คนเผ่าอัสลาน..." ยาฮีมเว้นช่วงไว้ระยะหนึ่งจึงได้ค่อยๆ เอ่ยช้าๆ เหมือนตั้งใจให้เขาได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน "ข้าเป็นพี่ชายของท่านหญิงโมโน"

คนจรเบิกตากว้าง ทว่าความตะลึงงันของเขาที่มีต่อคำพูดต่อมาขององครักษ์สวมหน้ากากมากล้นยิ่งกว่า

"...และเจ้าก็เป็นเช่นเดียวกับข้า"

"...ก-โกหก..." เด็กหนุ่มได้แต่ตอบตะกุกตะกัก "...มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน..."

...ที่ยาฮีมเป็นพี่ชายของโมโน และเขาก็เป็นเหมือนกับยาฮีม...ความเกี่ยวข้องของสองประโยคนี้...

น้ำเสียงเรียบๆ ของยาฮีมเพียงแต่เล่าต่อไป ปล่อยคำพูดแต่ละคำ แต่ละประโยค ให้ดังเข้าหูของคนจรและบอกเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้น

"ก่อนที่แม่ของข้าจะแต่งงานกับพ่อของข้า นางชอบพอกับชายชาวเผ่าอัสลานคนหนึ่งที่ออกเดินทางมาที่นี่ในการเดินทางก่อนพิธีขนานนาม แต่ทั้งสองคนก็ไม่อาจแต่งงานกันได้เพราะตากับยายของข้าไม่เห็นชอบ เจ้าคงเข้าใจสินะว่าเพราะอะไร"

ใช่ เขาเข้าใจดีทีเดียว คำกำชับของพ่อในคืนก่อนออกเดินทางยังย้อนกลับมาดังก้องในห้วงคำนึงของเขา ชัดเจนจนกระทั่งบัดนี้เขาสงสัยถึงสาเหตุเบื้องหลังที่พ่อพูดกับเขาเช่นนั้น

"สุดท้ายที่ข้าอยากบอกเจ้าไม่ใช่กฎ แต่เป็นคำแนะนำด้วยความหวังดี อย่าไปรักหญิงต่างเผ่าเลยหากเจ้าไม่อยากเสียใจ ชีวิตของเราชาวเผ่าอัสลานกับคนกลุ่มอื่นๆ แตกต่างกันมาก ผู้ที่คู่ควรที่สุดสำหรับพวกเราคือหญิงเผ่าอัสลานด้วยกันเท่านั้น..."

และภาพสร้อยเปลือกหอยที่พบในกระท่อมของพรานโยเรก็ยิ่งผุดขึ้นในใจเหมือนเป็นหลักฐาน มีชายชาวเผ่าอัสลานคนหนึ่งมายังที่นี่จริงๆ และพยายามมอบมันให้กับหญิงสาวคนหนึ่งในหมู่บ้าน แต่คงถูกปฏิเสธจึงได้เสียใจมากจนทิ้งมันไปเพราะไม่ต้องการเห็นให้ตอกย้ำความเจ็บปวดในใจอีก

"สุดท้ายพอเห็นว่าหมดหวัง คนเผ่าอัสลานคนนั้นก็ออกเดินทางกลับเผ่าไป ส่วนแม่ของข้าก็แต่งงานกับพ่อของข้า และข้าก็เกิดมา ครอบครัวของเราคงมีความสุขเหมือนครอบครัวทั่วๆ ไปในทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะ 'มัน' กลับมาอีกเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน..."

คนจรฟังแล้วกัดริมฝีปากนิ่ง สิบเจ็ดปีก่อนตรงกับช่วงเวลาที่เขาเกิด ไม่ควรที่จะตรงถึงเพียงนั้น

"ทีแรกมันทำตัวเป็นคนแสนดี...เป็นเพื่อนของครอบครัวของข้า กระทั่งข้ายังเจ็บใจไม่หายที่เคยเคารพนับถือมันกระทั่งเรียกมันว่า 'ท่านอา'" เสียงของยาฮีมบอกความชิงชังอย่างไม่ปิดบัง "แต่ใครจะไปรู้ว่ามันวางแผนชั่วอะไรไว้ ตอนที่มันกับพ่อของข้าเข้าป่าล่าสัตว์ด้วยกันแล้วถูกหมีโจมตี พ่อของข้ากลับต้องตาย ทั้งๆ ที่มันรอดมาได้--"

"นั่นเป็นอุบัติเหตุต่างหาก!!" โมโนหันขวับกลับมาขึ้นเสียง "ท่านปู่โยเรบอกว่านั่นเป็นอุบัติเหตุ เขาไม่ได้อยากให้พ่อของท่านตาย...เขาพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถแล้ว!!"

"ท่านพูดแบบนั้นได้เพราะคนคนนั้นเป็นพ่อของท่านขอรับ" องครักษ์ประจำอารามแย้งเสียงเย็น "พรานโยเรก็ต้องเข้าข้างมันอยู่แล้ว เพราะเขารักมันอย่างกับลูกแท้ๆ ตั้งแต่ตอนที่มันมาพักที่บ้านของเขาตอนมาที่หมู่บ้านครั้งแรก เพราะอย่างนี้ถึงได้เผื่อแผ่ความรักให้กับท่านเหมือนหลานด้วยไม่ใช่หรือ"

"แต่ท่านก็ไม่ควรจะพูดแบบนั้น!!" เด็กสาวโต้กลับ "ข้าขอร้องล่ะ...เรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นและจบไปแล้ว...อย่ามาโทษว่าใครเป็นคนผิดอีกเลย..."

โมโนนิ่งอึ้งไปเมื่อไร้คำตอบจากอีกฝ่าย เพียงปล่อยให้น้ำตารินไหลลงอาบแก้มขณะจ้องมอง 'พี่ชายต่างบิดา' เขม็งครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ อีกครั้ง ปล่อยให้เขาเป็นผู้เล่าต่อ

"แน่อยู่แล้วที่แม่ของข้าเสียใจที่พ่อตาย แต่ก็ยังมีมันคอยปลอบใจอยู่ข้างๆ...จนกระทั่งแม่ข้าตั้งครรภ์ขึ้นมาอีกครั้ง"

คนจรสั่นศีรษะ นึกอยากเอามือปิดหูแน่นๆ ไม่รับรู้ ไม่รับฟังอีกต่อไป แต่ก็ไม่อาจทำได้เมื่อข้อมือทั้งสองยังตกอยู่ในเงื้อมมือแข็งกล้าเหมือนเหล็ก ได้แต่ฟังเสียงเล่าเรียบเฉยที่ยิ่งทวีความเยาะหยันขึ้นทุกขณะ

"อ้อ...แต่มันก็ไม่ได้อยู่ดูผลงานของมันหรอก เพราะจู่ๆ มันก็เดินทางกลับเผ่าไปก่อนที่จะรู้เสียอีกว่ามันทิ้งน้องสาวต่างพ่อไว้ให้ข้าคนหนึ่ง แม่ของข้าก็ไม่มีโอกาสจะบอกมัน...เพราะนางตายไม่นานหลังคลอด เราสองคนเลยกลายเป็นเด็กกำพร้าต้องมาอยู่ที่อารามตั้งแต่บัดนั้น"

ยาฮีมก้มลงมองหน้าเด็กหนุ่ม แต่เขาไม่ยอมสบตาตอบ ไม่อยากกระทั่งเห็นว่าแววตาเบื้องหลังหน้ากากเป็นเช่นไร

"ทีนี้เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือยังล่ะ"

เข้าใจสิ เข้าใจดีเกินพอจนกระทั่งสมองชาไม่อยากคิดมากไปกว่านี้ กระนั้นคนจรก็ยังไม่ยอมแพ้ รวบรวมความกล้าขึ้นเงยมองสู้หน้าองครักษ์ประจำอารามก่อนพูดเสียงกร้าว

"เสียใจด้วยที่ได้รู้ว่าชีวิตของเจ้ามันบัดซบขนาดนี้ แต่จะให้ข้าแน่ใจได้ยังไงว่าคนที่เจ้าพูดถึงคือพ่อของข้า คนเผ่าอัสลานมีเป็นร้อยๆ จะมีมากกว่าสองสามคนที่ผ่านมาทางหมู่บ้านนี้ก่อนทางไปทะเลบ้างก็ไม่แปลก"

ทว่าดวงตาขององครักษ์ประจำอารามเพียงเขม่นวูบก่อนจะกลับเยือกเย็นดั่งผู้ถือไพ่ตายเหนือกว่า และริมฝีปากใต้หน้ากากก็ขยับเอ่ยต่อไป

"ยังทำเป็นปากกล้าได้อีก ถ้าอย่างนั้นข้าจะสงเคราะห์เจ้าให้ชัดเจนกว่านี้ก็แล้วกัน..."

ยาฮีมพูดต่อไปโดยไม่เปิดช่องว่างพร้อมกับสบตาตรึงเขาไว้

"ชายเผ่าอัสลานคนหนึ่งที่ข้าเคยเรียกว่า 'ท่านอา'...คนที่ไปล่าสัตว์กับพ่อของข้าในวันนั้น...ชื่อว่าชินูยา"

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนใจร่วงวูบเมื่อได้ยินชื่อบิดาของเขา องครักษ์ประจำอารามจะรู้จักชื่อนี้ได้อย่างไร นอกจากเคยรู้จักเจ้าของชื่อมาก่อน มิเช่นนั้นก็...

หางตาของคนจรปรายไปเห็นโมโนที่เพียงนิ่งฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่ห่างๆ ก่อนจะรีบแย้งขึ้นด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ซึ่งเขาไขว่คว้าไว้เป็นที่ยึดมั่นสุดท้าย

"จะให้ข้าเชื่อได้ยังไงว่าเจ้าพูดความจริง" เด็กหนุ่มเผ่าอัสลานหันไปมองเด็กสาวในชุดขาวเหมือนจะขอคำยืนยันจากเธอ "ข้าเคยบอกโมโนว่านี่เป็นชื่อพ่อของข้า เจ้าอาจข่มขู่นางให้ยอมบอกต่อเพื่อกุเรื่องนี้ขึ้นมาก็ได้!!"

จริงไหม โมโน เจ้าถูกข่มขู่ให้ยอมตามแผนการของมันเพื่อรักษาชีวิตของข้า บอกข้าสิว่าที่มันพูดไม่เป็นความจริง...ว่าเราสองคนไม่ใช่...

"ข้าสาบานต่อองค์สุริยเทพได้ว่าข้ารู้จักชื่อนี้มาก่อนท่านหญิงโมโนจะรู้จักเสียอีก"

"แต่ข้าจะเชื่อได้ยังไงล่ะว่าชินูยาคนนั้นคือพ่อของข้า!" คนจรขึ้นเสียงอย่างเหลืออด "ในเมื่อเท่าที่ข้าได้ยินก็มีแต่คำพูดของเจ้าฝ่ายเดียวเท่านั้น!!"

เสียงฟ้าร้องจากที่ไกลๆ ดังตอบคำถามของเด็กหนุ่ม และเสียงฝนก็ยังคงดังต่ออย่างไม่แยแสในเหตุการณ์ขณะที่คนทั้งสามอยู่ในความเงียบงันอันอึดอัด เป็นนานก่อนจะมีผู้รวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

"ข้าเคยพบเขาค่ะ..." นั่นเป็นเสียงพูดปนเสียงสะอื้นน้อยๆ ของโมโน "ที่หน้ากระท่อมนี้...ตอนนั้นข้าคงอายุหกขวบ...ตรงกับตอนที่ท่านอายุเจ็ดขวบสินะคะ"

"ตอนที่พ่อของท่านออกจากเผ่าครั้งที่สอง ท่านอายุหกขวบ แล้วเขาก็กลับมาตอนท่านอายุแปดขวบสินะคะ" คำพูดของเด็กสาวเมื่อหลายเดือนก่อนย้อนกลับมาในห้วงสำนึก ชวนให้เขารู้สึกวูบในอกว่าเหตุใดจึงไม่เฉลียวใจคิดถึงเหตุผลที่เธอถามคำถามนั้น

"ตอนนั้น..." เด็กสาวเล่าต่อไป "...ข้าตั้งใจจะมาหาท่านปู่โยเร...แต่พอมาถึงกระท่อมก็พบท่านปู่ยืนคุยอยู่กับผู้ชายอีกคนหนึ่ง...ตอนนั้นข้ายังไม่รู้จักเผ่าอัสลาน...แต่ก็เพิ่งนึกได้ทีหลังว่าเขาแต่งตัวคล้ายท่านมาก..."

โมโนสะอื้นแรงขึ้นครั้งหนึ่งขณะยกมือขึ้นปาดน้ำตา

"เขามีผมสีแดงเหมือนท่าน...แต่ตาสีน้ำตาลเข้ม...รูปร่างออกจะสูงใหญ่กว่าท่านแต่ดูเค้าหน้าคล้ายกัน...แล้วที่สำคัญที่ข้าจำได้แม่นยำคือ..."

พอเถอะ...โมโน...พอที...ข้าไม่อยากฟังอีกต่อไปแล้ว... เด็กหนุ่มทำได้เพียงสั่นศีรษะปฏิเสธพร้อมกับร้องห้ามในใจ ทว่าเป็นคำวอนขอที่ไร้ผล

"...ตาซ้ายของเขาบอด...ปิดสนิท...มีรอยแผลเป็น...เหมือนกรงเล็บหมีที่ตาข้างนั้น..."

แสงสว่างเจิดจ้าส่องเข้ามาทางหน้าต่าง แทบพร้อมเสียงครืนครันจากฟ้าผ่าที่ดังขึ้นเพียงใกล้ๆ ...ใกล้ราวกับมันผ่าลงที่กลางใจของคนจร

เขาไม่เคยเล่าให้โมโนฟังเลยว่าพ่อของเขามีแผลเป็นที่ดวงตาซ้ายซึ่งบอดสนิท พ่อไม่เคยพูดถึงที่มาของแผลนั้น ส่วนเขาที่ไม่กล้าถามพ่อและไปถามพี่เซลุยแทนได้รับคำตอบว่าแผลนั้นเกิดจากการถูกหมีตะปบในระหว่างการเดินทางหลังจากแม่ของเขาเสียชีวิต

"...ข้าจำไม่ได้ว่าท่านปู่โยเรกับเขาพูดคุยเรื่องอะไรกัน..." เด็กสาวยังคงเล่าต่อ "แต่พอสองคนนั้นสังเกตเห็นข้า...เขาก็เดินเข้ามาคุกเข่าตรงหน้าข้า...สบตา...แล้วก็ลูบหัวข้า...บอกข้าว่า...'เจ้าหน้าตาเหมือนแม่นะ' "

เด็กหนุ่มก้มหน้านิ่งฟังอย่างไร้เรี่ยวแรงเหมือนจะยอมรับโดยดุษณีแล้วกับความจริงนั้น ยอมรับแต่ไม่ยอมคิดต่อไปว่ามันมีความหมายอย่างไรกับเขา กับโมโน กับความสัมพันธ์ของทั้งสอง

"พอข้าถามว่า...รู้จักแม่ของข้าด้วยหรือ...เขาก็ยิ้มเศร้าๆ แล้วก็บอกว่า 'รู้จักดีเลยล่ะ'...แต่พอข้าจะถามต่อว่าแม่เป็นคนยังไง...ท่านปู่โยเรก็บอกเสียงแข็งให้ข้ากลับไปก่อน...แล้วคุยกับเขาต่อ...ข้าเลยไม่ได้พูดอะไรกับเขาอีก...ไม่รู้จักชื่อของเขาด้วยซ้ำ..."

"แต่ข้าบอกได้ว่านั่นคือชินูยาคนนั้น" ยาฮีมเสริมขึ้น "ชินูยาคนที่ได้แผลเป็นไปในวันที่พ่อของข้าตาย"

"แล้วจะยังไงอีก" คนจรย้อนถามทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ เพียงพูดไปเรื่อยๆ เพื่อให้ออกห่างจากความจริงที่เขาต้องการผลักดันออกจากห้วงสำนึก "จะฆ่าข้าล้างแค้นให้กับพ่อของเจ้าน่ะหรือ"

"เจ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ในวันนั้น" ยาฮีมเพียงตอบเรียบๆ "และข้าก็ไม่มีสิทธิ์ฆ่าใครด้วยความแค้นส่วนตัว"

"ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าข้าตามหน้าที่ขององครักษ์ประจำอาราม...แบบเดียวกับที่ฆ่าพรานโยเรสิ!!" เด็กหนุ่มหันขวับไปตะคอกใส่เขา "ฆ่าข้าที่เข้าใกล้โมโน!! เพราะข้ากับนาง--"

เสียงสะอื้นแรงๆ ของโมโนที่ปล่อยโฮยกสองมือขึ้นปิดหน้าในทันใดทำให้เขาเย็นสันหลังวาบ รู้สึกตัวว่าเกือบพูดอะไรลงไปให้ยาฮีมรู้ ทว่าที่สำคัญกว่าคือเกือบพูดอะไรที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดของเธอและทั้งสอง

"ข้ารู้แล้ว" แต่คำตอบรับขององครักษ์ประจำอารามยังเรียบเฉยตามเดิม บันดาลให้โทสะของคนจรกลับคุกรุ่นขึ้นอีก

"รู้แล้วทำไมไม่ลงมือล่ะ! ฆ่าข้าเลยสิ!! เป็นหน้าที่ของเจ้าไม่ใช่หรือที่จะฆ่าคนที่เป็นภัยกับอาราม! ก็ข้านี่ไงที่เป็นคนเถื่อนไร้ศาสนาที่บังอาจคิดจะพาว่าที่ภิกษุณีหนีไป!! เป็นลูกของคนเถื่อนที่ทำให้พ่อของเจ้าต้องตาย!! เป็นลูกของคนเถื่อนที่ทำลายครอบครัวของเจ้าจนเป็นแบบนี้!!"

ยาฮีมไม่ตอบว่าอะไร ปล่อยให้เด็กหนุ่มดิ้นรนจนเหนื่อยอ่อน ขึ้นเสียงตะโกนไปเรื่อยๆ ตามแรงอารมณ์ ตะคอกจนลำคอแหบแห้งได้แต่หอบปนไอ ก่อนที่ผู้คุมตัวจะเก็บมีดสั้นเข้าซองหนังที่เข็มขัดของตน และคลายมือให้อีกฝ่ายทรุดลงนั่งคุกเข่าบนพื้น

"ก็เพราะข้าสัญญากับท่านหญิงโมโนไว้ยังไงเล่า" องครักษ์ประจำอารามตอบ "หลังจากที่ฆ่าพรานโยเร นางให้ข้าสัญญาว่าข้าจะไม่ฆ่าใครอีก นอกจาก..."

ดูเหมือนยาฮีมจะปรายตามองเด็กสาวที่ยังร้องไห้ไม่หยุดแวบหนึ่ง

"...จะมีความจำเป็นจริงๆ"

"...หมายความว่าเรื่องของข้าไม่มีความจำเป็นพอที่จะให้เจ้าฆ่าข้างั้นเหรอ" คนจรถามอย่างเจ็บใจ รู้สึกเหมือนตนเองไร้ค่า...ไร้ความสำคัญ...ไร้เป้าหมายใดๆ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ขึ้นมาในทันใด

"หากละอายแก่ใจจนแบกหน้าอยู่ต่อไปไม่ได้ แล้วก็ไม่มีหัวคิดจนลืมนึกไปว่าท่านหญิงโมโนจะเสียใจยิ่งกว่านี้หากเจ้าตาย ก็ไปหาวิธีตายเอาเอง อย่าหวังจะยืมมือข้า"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ เพียงก้มมองสองมือที่เคยโอบกอดร่างบอบบางที่คล้ายมีรอยตราบาปอันต่ำช้าที่สุดประทับอยู่ในยามนี้ และเงยหน้าขึ้นมองร่างที่เคยอยู่ในอ้อมกอดของเขาซึ่งบัดนี้สั่นเทาเหมือนลูกนกเปียกฝน

ทั้งๆ ที่รักกัน...หวังว่าจะได้อยู่ร่วมกันชั่วชีวิตแท้ๆ...ทั้งๆ ที่เมื่อวานยังพูดจาหัวร่อต่อกระซิกอย่างมีความสุข...แต่วันนี้กลับกลายมาเป็น...

"โมโน..." เขาได้แต่พึมพำชื่อเธอแผ่วๆ หวังให้ตนเองพูดอะไรสักอย่างกับเธอได้ ทว่าลำคอดูเหมือนจะตีบตันไปหมด สุดท้ายที่ออกมาคงมีเพียงคำถามจากความสงสัยที่ค้างคาบาดลึกในใจ "เจ้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง...ว่าเรา..."

เด็กสาวพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่ก็ยังนิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ยาฮีมเสียอีกที่เป็นฝ่ายตอบแทน

"ข้าไปเจอนางตอนหลบกลับมาถึงอารามตอนเช้ามืด จึงได้รู้เรื่องที่เจ้าคิดพานางหนี และบอกความจริงกับนาง"

แสดงว่าโมโนเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้าเขาไม่นาน แต่ยาฮีม...

"แล้วเจ้าล่ะ" คนจรพูดเสียงแข็งขึ้น "เจ้ารู้เรื่องทั้งหมดมาแต่ต้นใช่ไหม"

คนถูกถามพยักหน้ารับเรียบๆ

"รู้ตั้งแต่เห็นหน้าเจ้าทีแรกด้วยซ้ำว่าเจ้าเป็นลูกของชินูยา"

ความคิดเริ่มแล่นพล่านในสมองของเด็กหนุ่ม เพราะอย่างนี้นี่เองยาฮีมจึงได้ไม่ชอบหน้าเขา เพราะอย่างนี้นี่เองจึงได้พยายามกันเขาออกห่างจากโมโน แต่ทำไม...

"แล้วทำไมถึงไม่บอกก่อน!" คนจรแผดเสียง "ทำไมถึงไม่บอกข้าก่อน! ถ้ารู้ว่าโมโนเป็น...เป็นน้องสาวของข้า...ตั้งแต่ก่อนหน้านี้...ข้าก็คงจะไม่..."

"เพราะข้าสาบานกับทางอารามไว้น่ะสิ" น้ำเสียงตอบราบเรียบของยาฮีมยิ่งชวนโมโห "สาบานว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องครอบครัวของนาง...ทั้งหมด ตั้งแต่พ่อแม่ของนางเป็นใคร และข้าเป็นอะไรกับนาง"

"แล้วเพราะไอ้คำสาบานบ้าๆ นั่น..." เด็กหนุ่มยิ่งกราดเกรี้ยว "...เจ้าก็เลยปล่อยให้เรื่องทั้งหมดบานปลายมาถึงขั้นนี้...เพียงเพื่อที่จะคิดผิดคำสาบานเอาทีหลังแบบนี้น่ะหรือ!"

"แล้วข้าไม่เคยเตือนเจ้าหรือว่าอย่าเข้าใกล้นาง" องครักษ์ประจำอารามย้อนถาม "ข้าเตือนแล้ว แต่เจ้าต่างหากที่ไม่ยอมฟัง"

"ก็ใครมันจะไปเข้าใจวิธีเตือนแบบนั้นเล่า!" คนจรร้องพร้อมกับปราดเข้าหาชายร่างสูงกว่า มือกำหมัดตรงหมายจะชกใบหน้า และถูกเป้าหมายที่ไม่ยอมหลบอย่างจัง ทว่าร่างเบื้องหน้ายังไม่แม้แต่จะเซด้วยซ้ำ

"อย่านะ!!" เด็กสาวร้องห้ามขึ้นพร้อมกับถลาเข้ามายืนระหว่างกลางทั้งสอง แขนเรียวกางออกเหมือนจะขวางกั้นยาฮีมไว้ ส่วนใบหน้าหันมาทางคนจรด้วยสายตาทั้งอ้อนวอน ทั้งแข็งกร้าวที่กลับผสมปนเปกัน น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้า

ทว่าที่เด็กหนุ่มเพิ่งสังเกตเห็นและร้อนใจที่สุดคือรอยแดงบนแก้มข้างหนึ่งของเธอ เป็นรอยบวมแดงจากการถูกตบที่เธอคงพยายามก้มหน้าปิดบังเขามาตลอด

"โมโน...ใคร...ใครทำร้ายเจ้า"

โมโนชะงักไปก่อนจะหันหน้าหลบ ยกมือขึ้นปกปิดรอยนั้น แม้ไร้คำตอบจากเธอ ไม่ต้องใช้เวลานานเขาก็นึกออก สายตาจึงเลื่อนไปมองชายหนุ่มร่างสูงอย่างคาดโทษ

"แก...แบบนี้แกยังมีหน้ามาเรียกตัวเองว่าเป็นพี่ของนางอีกหรือ!"

"แล้วที่เจ้าทำลงไปล่ะ...ไม่ยิ่งไปกว่าข้าหรือไง" ยาฮีมเพียงย้อนอย่างเจ็บแสบ เด็กหนุ่มอ้าปากหมายจะโต้กลับ แต่เด็กสาวที่อยู่ระหว่างทั้งสองห้ามขึ้นเสียก่อน

"พอทั้งสองคนนั่นแหละ!" เธอตะโกนดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะหันไปมององครักษ์ประจำอาราม "ท่านออกไปก่อน ยาฮีม ข้าจะพูดกับเขาเอง"

"แต่ว่า..."

"นี่เป็นคำสั่งในฐานะว่าที่ภิกษุณี" โมโนพูดอย่างเฉียบขาด "และข้าก็ต้องการให้ท่านทำตามด้วย"

ยาฮีมจึงปิดปากเงียบสนิท ได้แต่ตอบรับเบาๆ

"ขอรับ ท่านหญิงโมโน"

เขาค้อมคำนับร่างบอบบางของเด็กสาวซึ่งที่แท้มีศักดิ์เป็นน้องสาวต่างบิดา ก่อนจะก้าวออกไปจากกระท่อมและปิดประตูลง ทิ้งทั้งสองให้อยู่เพียงลำพัง

...เพียงลำพังเหมือนในคืนวาน...แต่ด้วยสถานะและความรู้สึกที่เปลี่ยนแปรไป...

"โมโน..." คนจรได้แต่เรียกด้วยเสียงปวดร้าว มือข้างหนึ่งเอื้อมไปข้างหน้าด้วยความหวังริบหรี่ที่จะดึงตัวเธอเข้ามากอด ปลอบประโลมทั้งเธอและตนเองให้ลืมสิ้นทุกสิ่งที่พลิกผันไปนั้น

ทว่าเด็กสาวปัดมือของเขาออกไป แม้เพียงแผ่วเบาแต่กลับให้รู้สึกเจ็บปวดในใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเมื่อเธอปฏิเสธด้วยเสียงที่ถูกกดให้เรียบ

"อย่าค่ะ"

เด็กหนุ่มจ้องมองร่างตรงหน้านิ่งนาน เธอยังคงมิยอมมองหน้าเขาตรงๆ น้ำตายังรินบนใบหน้าเป็นสาย แต่อย่างเงียบงันไร้เสียงสะอื้นในครานี้

"เรื่องที่เกิดขึ้นและแก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว...ไม่ควรโทษว่าเป็นความผิดของใครทั้งนั้น" โมโนพูดเรียบๆ "ทั้งตัวท่านเอง...ข้า...ยาฮีม...แม้แต่ชินูยาพ่อของท่าน..."

คนจรสั่นศีรษะอย่างไร้ความหมาย ไม่รู้ว่าจะตอบเช่นไร ไม่รู้ว่าตนเองอยากพูดหรือควรพูดอะไร ปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นผู้เอ่ยต่อไป

"ที่สำคัญคือ...จากนี้จะทำอย่างไรต่อไปต่างหาก" น้ำเสียงของเด็กสาวเริ่มสั่นเครือขึ้น "ขอโทษนะคะ...แต่ข้า...ข้าคงไปกับท่านไม่ได้อย่างที่คิดไว้แล้ว"

"เจ้าไม่รักข้าอีกแล้วหรือ" เป็นคำถามที่โง่บัดซบที่สุด แต่เขานึกไม่ออกว่าตนเองจะพูดอะไรได้อีก

โมโนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกและตอบ

"รักสิคะ...แต่ว่า..." เธอเงียบไปอีกครั้ง "...เราไม่มีทางใช้ชีวิตร่วมกันได้หรอกค่ะ...ในเมื่อเป็นแบบนี้..."

"ทำไมล่ะ" คนจรย้อนถาม "ก็ไหนเราจะยอมทิ้งทุกอย่างแล้วหนีไปด้วยกันไม่ใช่หรือ ช่างมัน...ช่างทุกอย่างให้หมด ขอแค่เรามีกันและกันก็พอแล้ว..."

"แต่ข้าทำอย่างนั้นไม่ได้ค่ะ" เด็กสาวปฏิเสธตรงๆ "ข้าไม่อาจ...ไม่อาจรักคนที่ข้ารู้ว่าเป็นพี่ชายของข้าในแบบนั้นได้หรอก แล้วท่าน...เมื่อได้รู้เรื่องที่ยาฮีมบอกท่านแล้ว...จะใช้ชีวิตร่วมกับข้าแบบสามีภรรยาได้อย่างสนิทใจหรือคะ"

เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายต้องนิ่งอึ้งบ้าง จริงอย่างที่เธอพูด เขาพยายามปิดกั้นเรื่องที่เพิ่งได้รู้ไม่ให้ตอกย้ำในห้วงสำนึก แต่จะอย่างไร กระทั่งชนเผ่าเร่ร่อนอย่างเผ่าอัสลานก็ยังเห็นความสัมพันธ์ของคนที่มีสายเลือดเดียวกันเป็นบาปอันใหญ่หลวงไม่ผิดแผกจากความเชื่อของศาสนาแห่งองค์สุริยเทพเช่นกัน

"แต่ถึงอย่างไร...พวกเราก็..." คนจรพูดทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าคำพูดของเขาจะทำให้ผลออกมาเป็นเช่นไร เพียงอยากเตือนถึงความจริงที่ว่าทั้งสองก้าวผ่านจุดที่ไม่อาจหวนคืนไปได้อีกแล้ว

"...ลืมไปเสียเถอะค่ะ" โมโนตัดบทอย่างง่ายดายด้วยเสียงแผ่วเบาเป็นที่สุด "คิดเสียว่านั่นเป็นแค่ความฝันเท่านั้น...ความฝันที่ไม่เคยเกิดขึ้นในความเป็นจริง..."

"จะให้เราสองคนหลอกตัวเอง...ทั้งๆ ที่รู้ว่านั่นเป็นความจริงน่ะหรือ!"

"นี่เป็นทางออกเดียวค่ะ" เด็กสาวตอบเรียบๆ "หากยึดติดกับความจริงนั้นก็จะมีแต่ย้ำเตือนพวกเราไปยิ่งกว่าเดิม ข้ารู้ว่านี่เป็นคำขอที่ยากลำบากและเห็นแก่ตัวมาก...แต่ก็..."

โมโนยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ยิ่งพรั่งพรู

"แต่ก็...กลับมาเป็นพี่ชายกับน้องสาวอย่างเดิมเถอะค่ะ"

กลับมาเป็นพี่ชายกับน้องสาวอย่างเดิม...โมโน...เจ้าไม่รู้หรอกหรือว่านั่นเป็นสิ่งที่ยากลำบากที่สุดสำหรับข้า...โดยเฉพาะในยามนี้

"ถ้าอย่างนั้น...เจ้าก็ไปกับข้าในฐานะน้องสาวเถอะนะ" เขายังพยายามพูด ด้วยความหวังเพียงอยากให้เธออยู่เคียงข้าง อยู่ใกล้เขาแม้จะครองคู่กันไม่ได้ก็ตาม "หากเจ้าไม่อยากเป็นภิกษุณี...ก็หนีไปกับพี่ชายคนนี้ก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไปที่ไหนก็ได้ที่เจ้าอยากไป...จะไปกับเจ้าทุกที่เลย"

"ไม่ได้หรอกค่ะ" เด็กสาวสั่นศีรษะเศร้าๆ "ข้ารู้...ว่าถ้าข้าไปกับท่านก็จะยิ่งตอกย้ำเราสองคนให้นึกถึงอดีตขึ้นมาอีก...และถ้าเป็นแบบนั้นท่านก็จะไม่มีวันมีความสุขได้หรอก เพราะฉะนั้น..."

เธอเพิ่งทำใจให้กล้าสบตากับเขาพร้อมกับฝืนยิ้ม

"...ข้าขออยู่ที่นี่แหละค่ะ อยู่ในฐานะภิกษุณีตามชะตาของข้า...และเพื่อไถ่บาปทั้งมวลของเราสองคนด้วย ส่วนท่าน...ก็ลืมข้าไปเสียเถอะ"

"โมโน..."

เด็กสาวยื่นมือออกมากุมมือของเขาไว้ เด็กหนุ่มยังอดมิได้ที่จะบีบมือของเธอตอบต่างคำบอกไม่ให้ปล่อยไป แต่แล้วมืออีกข้างของเธอก็กลับเลื่อนไปหยิบบางสิ่งในผ้าคลุมออกมา

คนจรจ้องมองสิ่งนั้นเขม็งด้วยสีหน้าปวดร้าวตะลึงงัน สร้อยเปลือกหอยปีกนกที่เขาเพิ่งสวมให้เธอกับมือเมื่อเช้ามืดนี้นี่เอง ทว่ามันมิได้อยู่บนลำคอของร่างตรงหน้าอีกแล้ว และบัดนี้ที่กลางเปลือกหอยกลับปรากฏรอยร้าวเด่นชัดดั่งลางร้าย

"ขอโทษนะคะ มันตกพื้นไป ข้า..."

"ข้าให้เจ้าไปแล้ว เก็บเอาไว้เถอะ" เขาไม่ต่อว่าอะไร ไม่รู้จะต่อว่าเช่นไร ทำได้เพียงพูดด้วยเสียงที่ถูกกดให้เรียบเฉย

"แต่ว่า..." โมโนกลืนน้ำลายก่อนจะหักใจวางสร้อยเปลือกหอยนั้นกลางอุ้งมือของเขาแล้วบีบที่นิ้วของเด็กหนุ่มให้กำเปลือกหอยนั้นไว้ "นำกลับไปเถอะค่ะ กลับไปให้คนที่คู่ควรกับมันมากกว่าข้า คนที่ดีกว่าข้า...คนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับท่านได้และทำให้ท่านมีความสุขอย่างแท้จริง..."

ยิ่งเด็กสาวเอ่ยต่อก็ยิ่งเหมือนมีมีดกรีดลงบนใจของเขา...ซ้ำๆ...ซากๆ...เถือชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ของใจที่แตกสลายไปทีละน้อยๆ

"...ข้าไม่อาจรับของสิ่งนี้จากท่านได้หรอก"

และถ้อยคำสุดท้ายของเธอก็ทำให้ดวงตาของคนจรเบิกกว้างขึ้นในทันใดเมื่อนึกถึงผู้ที่เคยพูดประโยคแทบเดียวกันนี้ ในขณะที่ส่งเปลือกหอยคืนให้กับเขาเช่นกัน

ข้าไม่อาจรับของสิ่งนี้จากเจ้าได้...

ไม่ใช่ว่าพ่อเฒ่าปฏิเสธที่จะทำนาย แต่แกได้ทำนายไปแล้วต่างหาก...ทำนายอย่างแนบเนียนและแยบยลเสียจนเขานึกไม่ถึง

เพียงชั่วครู่ที่เด็กสาวปล่อยมือ สร้อยนั้นก็กลับเลื่อนหลุดจากมือของเด็กหนุ่มที่คลายอย่างอ่อนแรง ร่วงหล่นลงกระทบพื้นเสียงดังจนจี้เปลือกหอยแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ จากปีกนกสีขาวงามเหลือเพียงเศษกระจัดกระจายบนพื้นไม้สีเข้ม

โมโนก้มลงมองเศษสร้อยนั้นอย่างตกตะลึง น้ำตาเริ่มรื้น และรินไหลออกมาอีกครั้งเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าเรียบเฉยของคนจร สีหน้าที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ อย่างสิ้นเชิงกระทั่งความเสียใจ น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเฉยชาไม่ต่างจากเสียงที่ยาฮีมพูดจนเป็นวิสัย

"ถ้าไม่อยากรับก็ทิ้งไว้แบบนี้แหละ"

มือของเขาเลื่อนไปที่ด้านหลังคอ ปลดปมสร้อยหนังที่เด็กสาวเป็นผู้ผูกให้เพียงเมื่อคืนก่อนอย่างรวดเร็วและง่ายดายยิ่งกว่ายามผูก และแล้วสร้อยเส้นนี้ก็ถูกทิ้งลงไปเช่นกัน ทิ้งให้ร่วงหล่นลงแตกสลายตามอีกครึ่งหนึ่งของมัน เหลือเพียงเศษเสี้ยวดั่งขนปีกของนกพิราบเต่าที่ทิ้งร่างลงตายตามคู่ พังภินท์ดั่งลางทำนายสายสัมพันธ์ของผู้ที่เคยแลกเปลือกหอยคู่นี้แทนตัว

"นี่ก็เหมือนกัน ให้มันพังไปเสีย แค่ครึ่งหนึ่งที่ไม่มีวันสมบูรณ์ได้อีกจะอยู่ไปเพื่ออะไร"

"พี่คนจร..." โมโนเรียกแผ่วเบาทว่าไร้เสียงตอบ เด็กหนุ่มเพียงก้าวผ่านเธอไปคว้ากระเป๋าสัมภาระที่จัดไว้แล้วขึ้นสะพายไหล่ คันธนู กระบอกศร และมีดพร้าใดๆ ก็ตามถูกคว้าติดตัวอย่างลวกๆ เช่นกัน

"...ลาก่อน"

เพียงสองคำที่เขาพูดก่อนจะผลักประตูออกไปยังด้านนอกที่สายฝนยังพรมพรำ พบกับภาพยาฮีมผู้ยืนอยู่ริมลานหน้าบ้าน ข้างๆ ม้าสีดำซึ่งคงจะเป็นตัวที่พาโมโนกับเขามาที่นี่ คนจรเพียงสบตากับเขาอย่างเย็นชาแวบเดียวก่อนจะตรงไปที่คอกม้าซึ่งอะโกรรออยู่

ความคิดเดียวในสมองมีแต่ไปจากที่นี่ ออกห่างกระท่อมให้ไกล ไปในที่ที่เขาจะได้ปล่อยเสียงร้องที่อัดแน่นในใจตนมานานให้ดังผสานไปกับเสียงฟ้าคำรณ

"พี่คนจรคะ!!" เด็กสาววิ่งตามเข้ามาในคอกม้าเล็กๆ พร้อมกับร่ำร้อง แต่เขาพบว่าเป็นการง่ายกว่าที่จะสวมบังเหียนกับอานให้กับอะโกรโดยไม่สนใจเธอ ทำเหมือนกับเธอไร้ตัวตน นั่นคือวิธีเดียวที่จะทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดใจไปมากกว่านี้ "อย่าเพิ่งไปแบบนี้สิคะ...ข้าขอโทษ...ข้าไม่รู้จะทำอะไรอีกแล้ว...พูดกับข้าหน่อยสิคะ...พูดกับข้าหน่อยเถอะ..."

เธอยุดแขนของเขาไว้หลังจากสวมอานเสร็จ แต่เด็กหนุ่มเพียงสะบัดแขน แม้ไม่แรงมากแต่ก็พอจะทำให้เธอปล่อยมือและชะงักนิ่งไป

ทว่าขณะที่เขาแขวนกระเป๋าสัมภาระไว้ที่ตะขอข้างอาน เด็กสาวก็รวบรวมความกล้าพูดขึ้นอีกครั้ง

เขาพยายามทำเป็นหูทวนลมต่อคำพูดของเธอ แต่ท้ายที่สุดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะจดจ่อกับถ้อยคำเหล่านั้นซึ่งทำให้ดวงตาของเขาหวั่นไหว

ทว่าเพียงครู่เดียว ดวงตาสีเขียวกล้าก็กลับมานิ่งสนิทแน่วแน่ดังเดิม

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ประตูคอกเปิดออกในที่สุด พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มที่จูงม้าพาหนะออกมาโดยมีเด็กสาวเดินตามมาข้างหลังอย่างหวาดหวั่น ท่าทางของเธอเหมือนยังมีเรื่องที่อยากบอกผู้ที่เดินนำหน้าอัดแน่นเต็มอก แต่ก็ถูกกริยาเย็นชาของผู้ฟังข่มสิ้นจนมิกล้าเอ่ยอะไรกับเขาอีก

ในที่สุด ผู้ที่ทำลายความเงียบซึ่งมีเพียงเสียงธรรมชาติก็คือคนจรซึ่งพูดขึ้นเสียงดังแข่งกับสายฝน มิใช่กับโมโนหรือผู้สังเกตการณ์อีกคนหนึ่ง

"อะโกร เดี๋ยวเราจะไปกันแล้ว" น้ำเสียงของเขาห้วนสั้น "ไปจากที่นี่และจะไม่กลับมาอีก"

พอพูดจบ เด็กหนุ่มก็เหวี่ยงตัวขึ้นหลังของม้าพาหนะ กระทุ้งโกลนเต็มแรงให้มันควบไปจากลาน แม้ฟ้าจะยังครึ้มและเม็ดฝนยังโปรยปรายไม่ขาดสาย ผ่านหน้าองครักษ์สวมหน้ากากที่เพียงหันมามองอย่างเรียบเฉย ไม่แยแสกับร่างบอบบางที่ถลาวิ่งตามออกมาพร้อมเสียงเรียกละล่ำละลัก ไม่หันกลับไปแม้หางตาจะเหลือบเห็นร่างนั้นลื่นล้มลงบนพื้นหญ้าชื้นแฉะทั้งที่ปากยังพร่ำร้อง ปล่อยให้ 'พี่ชาย' อีกคนของเธอเป็นคนเข้าไปประคองแทน

"พี่คนจร...พี่คนจร------!!"

เด็กหนุ่มบังคับม้าให้วิ่งไปเต็มฝีเท้า วิ่งต่อไปตามเส้นทางในป่าราวกับกำลังเร่งรีบหนีบางสิ่ง แม้จะไม่มีเด็กสาวซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยหวังจะดูแลชั่วชีวิตร่วมทางมาด้วย และไม่มีผู้ใดติดตามไล่ล่าเขาก็ตาม

ริมฝีปากของเขาเพียงเม้มแน่น สองมือกำบังเหียนจนข้อนิ้วเกร็งแข็ง และดวงตาบนใบหน้าที่ไม่อาจอ่านความรู้สึกใดออกก็เพียงทอดตรงไปเบื้องหน้าเท่านั้น

- To be continued -
บทที่ 24 - หนทางที่ไม่อาจหันกลับ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: นี่ล่ะครับ ตอนที่พลิกผันที่สุดที่ผมบอกไว้ เป็นตอนที่ผมกลัวที่สุดด้วยซ้ำที่จะนำมาลงเพราะเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงมากทีเดียว อย่างที่ผมบอกว่าครอบครัวของคนจรจะมีบทบาทในเรื่องนี้ด้วย และยาฮีมก็เผยสถานะออกมาแล้วว่าตนเองกับโมโนเป็นอะไรกัน

สำหรับตอนที่แล้วที่ผมหลอกให้โมโนและยาฮีมตายในความฝันของคนจรเป็นการบอกเงื่อนงำเรื่องแดนของดอร์มินกับเรื่องที่ยาฮีมเป็นผู้ครองดาบศักดิ์สิทธิ์ เพราะจากตอนที่แล้วๆ มาก็คงจับความไม่ชอบมาพากลในเหตุการณ์ได้ว่า คนจรบอกดอร์มินว่าโมโนถูกสังเวยเพราะมีชะตากรรมต้องสาป แต่การที่โมโนถูกยาฮีมฆ่าตายเพราะเอาตัวมาขวางคนจรไม่ใช่การสังเวยเลย ชื่อตอนก็คือ "ลางแห่งการลาจาก" ไม่ใช่การลาจากที่แท้จริง และท้ายตอนที่แล้ว ผมก็บอกด้วยว่า " ก่อนภาพทั้งมวลจะพร่าเลือนละลายหายไปดังถูกฝนชะล้าง" ใบ้ว่าเป็นความฝันครับ

เหตุการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่ความฝันอีกแล้วสำหรับคนจรและโมโน ทว่าตอนนี้ก็อาจมีอะไรไม่ชอบมาพากลเหมือนกับตอนที่ผ่านมาก็ได้ ผมขอความกรุณาให้รออ่านตอนหน้าเพื่อความกระจ่างครับ m[_ _]m

/me เหลียวหลัง

...ว่าแต่ตอนนี้ผมคงต้องรีบขอตัวก่อนล่ะครับ...

/me รีบวิ่งหนีคนจรที่เอาดาบไล่ฟันสมทบกับเอรอนและเซ็ฟ (พระเอกฟิคของผมเองอีกสองเรื่อง) "คนเขียนโหดร้าย!! คนเขียนทรมานตัวละคร!! คนเขียนชอบรังแกพระเอก!!"

Edit by Anithin - 27 ส.ค.49 เวลา 20:53:10 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 25 ส.ค.49 เวลา 16:23:28 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply

runaway guy
คนเดินทาง

โอ้...โอ้...โอ้!!! รู้สึกเหมือนโดนหักหลังเลยครับ...โอ้ (ยังอึ้งกับความผลิกพันไม่หาย...)
ไม่ได้สังเกตเลยฮะว่ามีคำใบ้ว่าตอนที่แล้วเป็นความฝัน นึกว่าเป็นความจริงเสียอีก (ก็ว่าอยู่ว่าทำไมตายแปลกๆ...)
ทีนี้ก็กระจ่างแล้วครับกับคำพูดโมโนตอนนั้น กระจ่างแล้วว่าทำไมยาฮีมถึงเป็นอย่างนี้ โอ้.... กระจ่างแล้วในหลายๆ เรื่อง...

แต่ว่าคนจรก็ฝันได้เป็นตุเป็นตะดีจริง....
แต่ก็นะ ยาฮีม ขอยืมคำพูดเฮียจอห์นหน่อยเถอะ ใครมันจะไปเข้าใจวิธีเตือนแบบนั้นล่ะ...

แต่แบบนี้...แล้วคนจรกับโมโน...ไม่ใช่ไอ้ที่เขาเรียกว่า incest กันเหรอฮะเนี่ย...

เฮียจอห์น...ชะตาเฮียน่าสงสารกว่าเอรอนกับเซ็ฟอีกอ่ะ...น่าสงสารโคตรๆ...

รอตอนต่อไปอย่างลุ้นระทึก...

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 25 ส.ค.49 เวลา 18:15:43 น.

double
Member

...........................เอ้อ............เปิดตอนมาเพื่อบอกว่าตอนที่แล้วเป็นฝันยังไม่เท่าไหรค่ะ มาเนื้อเรื่องผลิกผันว่าเป็นพี่น้องกันนี่ช็อกยิ่งกว่า ยาฮีมเป็นพี่โมโนจริงๆด้วย แต่ยาฮีม วิธีเตือนของนายมัน.....
แต่อ่านถึงตอนที่โมโนคืนสร้อยให้คนจรแล้ว.....ตกลงจะเอายังไงเหรอ ^^! คือตัดใจไม่ได้สิน่ะ
หรือว่ายังมีเรื่องบางเรื่องที่ยังไม่ได้บอกอีกเหรอ?

/me เหล่คุณคนเขียน
คนแต่งฟิกก็ชอบทรมาณตัวเอกแบบนี้แหละค่ะ อย่าใส่ใจ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 25 ส.ค.49 เวลา 20:02:28 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ Runaway Guy - เอ่อ...ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองหักหลังทั้งตัวละครกับผู้อ่านอยู่เหมือนกันล่ะครับ ^^;;;

ถ้าเป็นพี่น้อง (ถึงจะครึ่งเดียว) ก็ incest จริงๆ ครับ...ส่วนตัวผมไม่ถือเรื่อง incest (กับบางคู่นะ มองในแง่ว่ารักจริงไม่จริง แล้วก็สถานการณ์พาไปให้รักจนถอยกลับไม่ได้มากกว่า) แต่ผมไม่ทราบว่าผู้อ่านส่วนมากจะรับได้หรือเปล่า เลยต้องเตือนไว้ก่อนน่ะครับ

คุณ Double - คนจรยังไงก็ตัดใจไม่ได้หรอกครับ รักกันมาถึงขั้นนี้แล้ว จะให้แยกทางกันเพราะเรื่องใหญ่แต่กะทันหันแบบนี้ ให้เชื่อให้ยอมรับคงยาก เรื่องที่ยังไม่ได้บอก...ก็มีล่ะครับ ^^;;; ต้องรอเฉลยในตอนหน้าครับ

/me หันไปพูดกับยาฮีม "นั่นสิ วิธีเตือนของนายถ้าใครเข้าใจก็หยั่งรู้ฟ้าดินแล้ว"

ยาฮีม "...."

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 26 ส.ค.49 เวลา 10:10:26 น.

double
Member

คือแบบว่า ที่เราว่าตัดใจไม่ได้คือ โมโนค่ะ เพราะว่าตอนแรกโมโนพูดจาขับไล่ไสส่งคนจรแต่พอคนจรจะจากไปจริงๆ โมโนก็กลับตัดใจไม่ลง ถึงได้ว่าใจหญิงยากแท้หยั่งถึง(!?)

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 28 ส.ค.49 เวลา 15:11:15 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

อ๋อ...ฝ่ายโมโนนี่เอง เรื่องของเรื่องคือโมโนนึกไม่ถึงว่าคนจรจะไปด้วยอารมณ์รุนแรงแบบนี้น่ะครับ (ที่ทิ้งสร้อยเปลือกหอยเฉยเลย) เธอหวังว่าอย่างน้อยก็น่าจะจากกันได้ด้วยดี แต่คนจรเล่นผลุนผลันไปแบบนี้ โมโนเลยตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อยากรั้งไว้ก่อนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 28 ส.ค.49 เวลา 18:49:55 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ