K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - ตอน 63 ลอบปลงพระชนม์

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - (ตำนานรักอามัตสึภาค2)

ตอน 63 ลอบปลงพระชนม์
------------------------------

            เช้าวันใหม่หลังจากที่กรำศึกในเหมืองป่าสนเขามาอย่างสมบุกสมบัน
            ปาร์ตี้ทั้งเก้าชีวิตก็จัดแจงย้ายสัมภาระขึ้นรถลากเปโกะเตรียมออกเดินทางต่อไปยังหัวเมืองบรีซการ์เด้นเป้าหมายต่อไป

            การจัดการเป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีอำลาในกำหนดการ เพียงแค่กล่าวลากับนายทหารที่ดูแลที่นั่นกับผู้ใหญ่บ้านพอเป็นพิธีก็เดินทางออกได้ทันที
            แต่ถึงกระนั้นเหล่าทหารกับชาวบ้านที่เหมืองป่าสนเขาจำนวนกลุ่มใหญ่ก็พร้อมใจกันออกมาต้อนรับ บ้างก็มีช่อดอกไม้ติดมือมาด้วยเหมือนครั้งที่ไวลด์วินด์ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับปาร์ตี้ชุดนี้ได้ไม่น้อย

            นอกจากนี้นายร้อยคนหนึ่งได้ถือผ้าที่ห่อวัตถุทรงกลมบางอย่างขนาดเท่าอุ้งมือกำได้มาและยื่นให้กับเซรอส
            "ผมต้องขอขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยชีวิตพวกเราได้ สิ่งตอบแทนนี้อาจจะดูเล็กน้อยไปหน่อยแต่ก็อยากให้ท่านรับไว้ครับ"
            "หืม..." เซรอสรับมาไว้ในมือ

            เมื่อเปิดดูก็พบว่านี่คือลูกแก้วลักษณะคล้ายกลีบใบไม้สองใบสีเหลืองเข้มส่องแสงประกาย
            "เกรทเนเจอร์นี่นา" เซรอสกล่าวชื่อของหินก้อนนี้ขึ้น

            เกรทเนเจอร์ (Great Nature) คือหินธาตุดินที่มีความเข้มข้นสูงมากสามารถใช้ในการตีอาวุธธาตุได้ แต่ความสวยงานในตัวเองก็ทำให้มีคนคิดนำไปใช้เป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่ง

            เช่นเดียวกันมิยูกิเห็นเข้าจึงนึกออกตามไปด้วย ก้อนหินธาตุนี้มีลักษณะคล้ายกับหินที่พีซเคยถูกสามอโคไลท์จอมแสบแกล้งแย่งไปเมื่อครั้งแรกพบในวันที่เข้าเรียนวันแรก
            "เหมือนของเธอเลยะพีซ" มิยูกิหันไปคุยกับเพื่อนสาว
            "อือ... จริงด้วย..."

            พีซล้วงกระเป๋าและหยิบหินธาตุของตนเองขึ้นมาบ้าง ซึ่งมันเป็นลักษณะกลมๆสีแดงเรือง มีรอยหยักนิดหน่อยทีด้านบนดูแล้วคล้ายกับหัวใจ
            "โอ... นั่นมันเฟรมฮาร์ท (Flame Heart)" ทหารผู้ส่งมอบของกำนัลเห็นเข้าก็นึกภาพออก "หินธาตุอีกอันที่หาได้ยาก... ไม่ทราบว่าคุณไปได้มายังไงครับ?"
            "เอ่อ... ญาติของดิฉันที่เป็นทหารให้มาค่ะ ท่านได้มาจากตอนไปทำศึกที่ภูเขาห่างไกล"
            "อื้ม... เหมือนกันครับ เกรทเนเจอร์นี่ก็ได้มาจากมอนสเตอร์ตอนที่เราบุกเข้าไป หลังจากทำความสะอาดดีแล้วมันก็ส่องประกายสวยงามมาก"

            อเลนกับเซรอสและเกรเกอรี่ต่างคิดเหมือนกันคือไม่นิยมสะสมของเครื่องประดับหรือเครื่องลาง ทั้งนี้เพื่อเป็นมารยาทก็ควรที่จะรับไว้แต่ถ้าจะเปลี่ยนมือคนรับไปก็เป็นการเข้าที่กว่า
            เช่นนั้นแล้วทั้งหมดจึงเห็นพ้องต้องกันและมองตรงไปยังสองสาวที่ให้ความสนใจกับหินธาตุนี้
            "เธอรับไปสิพีซ" อเลนมอบต่อให้ทันที "ถ้าอยู่กับเธอล่ะก็หินพวกนี้จะดูดีมีคุณค่ากว่าที่พวกฉันจะเก็บไว้เองอีกเยอะเลย"
            "เอ่อ... คงไม่เหมาะมั้งคะ... ของหายากแบบนี้" พีซปฎิเสธไปด้วยความเกรงใจ
            "อืม... งั้นเธอเก็บไว้เป็นไงมิยูกิ" เกรเกอรี่เสนอต่อ
            "เอ๋?" มิยูกิหันมองเกรเกอรี่ "ไหงเป็นฉันได้ล่ะเกรก?"
            "เพราะเธอมีส่วนสำคัญที่ทำให้ภารกิจนี้สำเร็จได้ด้วยดีไงล่ะ กระทั่งเป็นผู้ช่วยชีวิตฉันด้วยนะ รับแทนคำขอบคุณของพวกฉันและพวกชาวบ้านก็เหมาะสมดีออก"
            "นั่นสิ รับไปเถอะมิยูกิ ฉันเองก็คิดเหมือนกับเกรกล่ะ" เซรอสยิ้มและพูดหนุน
            "อืม... จริงด้วยนะ เธอเองก็ช่วยเรามาเยอะตั้งแต่ไวลด์วินด์แล้วด้วย ฉันเองก็ลากเธอมาช่วยทั้งๆที่ไม่ใช่หน้าที่ด้วย เธอสมควรได้มันที่สุดแล้ว" อเลนก็เห็นด้วยไปอีกคน

            เมื่อได้รับลูกตื๊อให้ขนาดนี้มิยูกิจึงยิ้มขึ้นแล้วเอ่ยปากรับหินธาตุหายากนี้มาถือไว้ในมือ
            "งั้นก็ขอรับไว้ล่ะนะคะ" มิยูกิก้มศีรษะแทนการขอบคุณแล้วถือด้วยความทนุถนอม
            "ทีนี้เราก็มีลูกแก้วเหมือนกันแล้วนะมิยูกิ" พีซยิ้มแซว
            "ที่จริงแล้วฉันก็มีไข่มุกอยู่แล้วล่ะ แต่ได้นี่มาอีกอันก็คงเข้าคู่กันดีนะ" มิยูกิยิ้มตอบ


            พิธีอำลาไม่มีอะไรมากมาย หลังจากขอบคุณแล้วเสร็จอเลนก็ขอตัวแยกทันที

            ตะวันเพิ่งขึ้นบริเวณขอบภูเขา แสงแดดยังไม่แผดเผาคลายความอบอุ่นดี รถลากทั้งสองคันก็เคลื่อนที่ฝ่าไอหมอกน้ำค้างจางๆไปยังเป้าหมายต่อไป...

            กำหนดการวันนี้อาจไม่มีอะไรมาก แค่เดินทางจากหัวเมืองบริลเลี่ยนไปบรีซการ์เด้นโดยตรง
            ระยะห่างของสองหัวเมืองหากไปลัดเลาะตามเขตชายแดนแล้วจะถือว่าสั้นกว่าการเข้าการย้อนเข้านครหลวงเกฟเฟนมากถึงยี่สิบถึงสามสิบกิโลเมตรได้ อีกทั้งยังเป็นการสำรวจสภาพความเปลี่ยนแปลงตามตะเข็บชายแดนได้ด้วย
            อย่างไรก็ดีแม้จะสั้นกว่าแต่ระยะทางก็ยาวถึงหนึ่งร้อยยี่สิบกิโลเมตรเลยทีเดียว การเดินทางล่องลงค่อนข้างเป็นในเชิงลงเขาซึ่งจะให้ความรวดเร็วมากกว่าขาขึ้นก็จริงแต่ก็กินเวลาเดินทางไม่น้อยกว่าห้าชั่วโมง

            อเลนต้องการให้ขบวนปาร์ตี้ไปถึงบรีซการ์เด้นก่อนค่ำ อย่างน้อยแล้วก็จะได้มีเวลาพักผ่อนได้มากขึ้น เพราะในวันรุ่งขึ้นปาร์ตี้ชุดนี้จะออกเดินทางต่อไปยังกลาสต์เฮลม์


            ..........................................


            ยามสายในวันเดียวกันนั้นเอง...
            รายงานด่วนเรื่องการศึกทั้งในไวลด์วินด์และเหมืองป่าสนเขาที่ถูกเขียนขึ้นโดยเกรเกอรี่ได้ถูกส่งด่วนมาตั้งแต่เมื่อคืนวานและบัดนี้ก็ได้มาถึงผู้สั่งการสูงสุดแบบทิ้งช่วงไม่นานนัก...


            ณ ปราสาทแห่งพรอนเทร่า

            สถานที่ซึ่งเป็นทั้งที่อยู่อาศัยที่ทำการและศูนย์บัญชาการพิเศษของกษัตริย์องค์ปัจจุบันของประเทศพรอนเทร่า
            ปราสาทแห่งนี้มีสิ่งอำนายความสะดวกครบครัน สถาปัตยกรรมที่อลังการและความใหญ่โตของตัวอาคารเมื่อเทียบกับจำนวนทหารยามจำนานหนึ่งๆที่มีอยู่เป็นจุดทำให้ดูว่าเป็นการป้องกันที่หละหลวมและประมาท
            ในความเป็นจริงแล้วคิงเด็นมองว่าประเทศสงบดีแล้วประชาชนภายในเมืองก็เคารพยกย่องบูชาตนเองเป็นอย่างดี ผลงานการนำทัพปราบกลาสต์เฮลม์และเปิดพื้นที่อื่นๆประทับใจประชาชนรุ่นก่อนมากในฐานะเจ้าชายผู้เสียสละ
            ครั้นต่อมาพอมีความสงบเกิดขึ้น คิงเด็นก็ทำงานดูแลรักษาความสงบตัดสินคดีพิพาททั้งหลาดได้อย่างยุติธรรมยิ่งทำให้ชาวบ้านศรัทธาหนักมากขึ้น จนแต่ละคนล้วนคิดว่าในประเทศนี้ไม่น่ามีใครคิดร้ายต่อราชาผู้นี้ได้แล้ว...

            แต่ถึงกระนั้นด้วยหน้าที่ของเหล่าทหารและการดูแลของผู้คุมกฎ ในจุดต่างๆที่จะเข้าถึงห้องของคิงเด็นได้จะมีราชองครักษ์พิเศษแฝงตัวคอยระวังอยู่เสมอ
            องครักษ์กลุ่มนี้ถือเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือและเล่ห์เหลี่ยมทันกัน การพลางตัวหรือกลมกลืนเป็นคนใช้ในปราทสาทนั้นทำให้บางทีคิงเด็นเองก็ไม่รู้ตัวว่าบุคคลผู้นั้นคือคนที่ของปกป้องภัยภยันตรายจากผู้ไม่ประสงค์ดี
            เพราะอย่างไรแล้วระบอบการปกครองตอนนี้ก็ยังมีช่องโหว่คือคิงเด็นไม่มีลูกชายที่จะมาสืบทอดบัลลังค์ ถ้าหากคิงเด็นลับไปขุนนางขั้นสูงที่มียศรองลงมาก็จะสวมอำนาจขึ้นมาแทนได้ตามกฎที่บัญญัติไว้เมื่อนานมาแล้ว

            ..........................................

            ในห้องๆหนึ่งที่อยู่ชั้นสามของปราสาทหลวงของประเทศ...

            ห้องนี้เป็นทำงานนี้เงียบสงบและกว้างขวางยาวออกไปกว่าสิบเมตรที่พื้นปูพรมนุ่ม มีโต๊ะทำงานหนึ่งตัวอยู่มุมห้องติดหน้าต่าง กลางห้องมีโต๊ะกลมเล็กๆและมีเก้าอี้สองตัวไว้รับรองแขก

            ในเวลานี้ผู้ที่อยู่ในห้องทำงานเป็นชายสี่คนด้วยกันคือพรอนเทร่า เดอ ฟรานเชส คิงเด็น กษัตริย์ที่กำลังอ่านจดหมายรายงานส่งด่วนตรงมาจากเหมืองป่าสนเขาที่พึ่งมาถึงสดๆร้อนๆ
            ส่วนอีกสามคนที่อยู่ประกอบไปด้วยหัวหน้าพ่อบ้านคนสนิทที่รับใช้ราชวงศ์คิงเด็นมายาวนาน ชายชรากว่าหกสิบปีผู้นี้นำจดหมายมาส่งมอบและยืนอยู่ห่างๆจากโต๊ะทำงานของคิงเด็น
            นอกจากนี้ยังมีหัวหน้าอัศวินอย่างฮารี่ แมนนิงตัน กับผู้บัญชาการกองทหารครูเซเดอร์อเล็กซ์ เฮนดริกซ์นั่งจิบกาแฟที่โต๊ะรับแขกสองตัวรอรายงานข่าวภายในแก่คิงเด็น

            หลังจากใช้เวลาไปกว่าสิบนาที
            จดหมายที่อ่านแล้วเสร็จก็ถูกพับอย่างเรียบร้อยแล้วยัดเข้าไปไว้ในซองเหมือนเดิมอีกครั้ง พร้อมทั้งแนบโน๊ตสั้นๆเสริมคำสั่งเข้าไปอีกหนึ่งแผ่น
            "ขอบใจมาก เจ้าช่วยเอาจดหมายนี้ไปส่งให้ผู้บัญชาการสูงสุดเนลสันทีนะ แล้วก็ฝากบอกไปด้วยว่าบ่ายนี้ข้านัดประชุมผู้บัญชาการนายทหารเสนาธิการขั้นสูงสุดด่วน"
            "พะย่ะค่ะฝ่าบาท" หัวหน้าพ่อบ้านรับจดหมายและคำสั่งมา

            เมื่อได้หน้าที่ไปแล้วหัวหน้าพ่อบ้านจึงเดินออกจากห้องทำงานไป...
            คิงเด็นจึงจัดการเก็บอุปกรณ์ทำงานเข้าที่ และเตรียมตัวจัดการธุระสำคัญกว่าต่อไป
            "ว่าแต่เรื่องมือสังหารที่ลอบฆ่าข้าเป็นไงบ้าง?" คิงเด็นถามต่อจากเรื่องที่คุยกันค้างไว้ก่อนที่พ่อบ้านจะเอาจดหมายมาส่งขัดจังหวะไปก่อน
            "ไม่คืบหน้าเลยครับท่านคิงเด็น..." ฮารี่ส่ายหน้า "มันปิดปากอุบเงียบได้สมเป็นมือสังหารชั้นยอดจริงๆ"
            "งั้นก่อนจะตัดสินลงโทษอะไร ข้าอยากไปคุยกับมันดูก่อน"
            "ได้เลยครับ ตอนนี้ทุกคนก็รออยู่ที่ห้องสอบสวนลับแล้ว"

            ฮารี่กับอเล็กซ์พร้อมใจลุกขึ้นยืนและเดินนำออกประตูห้องทำงานไป


            ..........................................


            ห้องสอบสวนลับเป็นห้องลับห้องหนึ่งที่สร้างอยู่ใต้ปราสาทลงไปสองชั้น
            ทางเข้าออกมีเพียงทางเดียว ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีประตูอื่น ในห้องเงียบและเก็บเสียงเหมาะที่จะใช้สอบสวน ทรมานนักโทษที่มีอันตรายต่อประเทศหรือนักโทษการเมืองที่คิดล้มล้างระบอบการปกครอง
            ระหว่างทางเดินจากประตูหน้าห้องมีทหารยามสองคนคอยคุมไว้ เมื่อลงไปแล้วก็เป็นบันไดทอดยาวลงไปอีกกว่าสิบเมตร
            ทางเดินแคบๆครึ่งเมตร มีตะเกียงติดเรียงลงไปส่องสว่างจนเห็นขั้นบันไดชัดเจน

            อเล็กซ์เดินนำหน้าคิงเด็นและมีฮารี่เดินรั้งท้ายประหนึ่งจะป้องกันราชาผู้นี้
            "ว่าแต่มันเป็นมายังไงกันแน่เรื่องที่มีคนมาลอบสังหารข้า" คิงเด็นถามขึ้น ความจริงแล้วเขาเองก็พึ่งรู้ข่าวนี้เมื่อก่อนหน้าที่จดหมายจากเกรเอรี่จะส่งมาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น
            "สายของเราในมอร็อครายงานเตือนมาได้ไม่กี่วันนี้ว่าให้ระวังตัวท่านคิงเด็นไว้ให้ดี" อเล็กซ์รับหน้าที่ตอบคำถาม "โดยเตือนว่าทางนั้นได้ส่งมือสังหารชุดหนึ่งมา หมายจะลอบปลงพระชนม์ท่าน..."
            "มันก็ไม่น่าจะผ่านการตรวจสอบเรื่องด่านเข้าเมืองได้ง่ายๆนะ นอกไปเสียจากว่าจะมีคนภายในรู้เห็นเป็นใจด้วย..."

            ตามที่คิงเด็นว่ามานั้น หากมือสังหารจะเข้ามาถึงตัวเมืองหลวงได้จำเป็นต้องผ่านหัวเมืองมาก่อนซึ่งก็มีการเข้มงวดกับนักเดินทางต่างถิ่นพอสมควร จากนั้นก็ต้องผ่านการตรวจสอบจากประตูเมืองชั้นในอีกทีหนึ่ง
            มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยหากจะมีมือสังหารกลุ่มใหญ่แบบนี้หลุดเข้ามาโดยที่ไม่มีใครสงสัย โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังที่พรอนเทร่าเริ่มเขม่นกับมอร็อค และยิ่งมาการเตือนล่วงหน้ามาอีก
            "เกลือเป็นหนอนสินะท่านคิงเด็น" ฮารี่เม้มปากส่ายหน้าไม่สบอารมณ์ "ต้องมีใครสักคนที่สั่งการให้ปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาในเมืองโดยง่ายแน่"
            "ข้าคิดว่าข้าพอจะรู้นะว่าใคร"

            ในราชสำนักนั้นก็มีการแก่งแย่งชิงดีมากมาย คิงเด็นเองก็สถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์แทนบิดาได้ถึงยี่สิบปีก็พอรู้ลึกตื้นหนาบางของกลุ่มคนชั้นสูงดี
            "ตกลงตัวคนลอบสังหารมีทั้งหมดกี่คน?" คิงเด็นถามต่อ
            "หลักๆมีทั้งหมดสิบคนครับท่าน... เก้าคนแรกลอบเข้ามาตามทางประตูต่างๆของปราสาท ส่วนอีกคนคิดเล่นงานท่านโดยตรงที่ห้องนอน" อเล็กซ์อธิบาย
            "แล้วจับได้หมดไหม?"
            "ต้องยอมรับเลยว่าที่มันส่งมานั้นคือมืออาชีพของจริงครับ ฝีมือร้ายกาจมาก พอรู้ว่าถูกจับได้แล้วไม่มีทางหนีก็สู้จนตัวตาย"
            "ก็ถูกของมัน โทษของการลอบปลงพระชนม์คือประหารอยู่แล้ว ยังไงก็ตายอยู่วันยังค่ำก็สู้เสี่ยงตายแบบมีทางออกดีกว่า... เพียงแต่ว่าชุดราชองค์รักษ์ชุดนี้ก็คัดเลือกมาจากมือดีในทีมสังหารของกองทัพพรอนเทร่าเช่นกัน และการจัดทีมก็ใช้ระบบคู่สนับสนุน" ฮารี่กล่าวเสริม "สองต่อหนึ่งในระดับที่สูสีกัน... คำตอบการประลองมันก็โจ่งแจ้งอยู่แล้ว"
            "งั้นก็หมายความว่า... มือสังหารทั้งเก้าถูกฆ่าไปหมดแล้วเรอะ?" คิงเด็นสงสัย
            "ต้องขออภัยด้วยครับ ใจจริงเราก็อยากจับมาเค้นคอสอบสวน แต่ว่ามือสังหารพวกนี้ก็ไม่เบา พวกเราเลือกจับเป็นไม่ได้" อเล็กซ์ยอมรับเรื่องความสามารถของศัตรู "แต่ว่าโอกาสยังเป็นของเราอยู่บ้างครับ เพราะหนึ่งในนั้นถูกเราจับเป็นได้ครับ"
            "โฮ่... ฝีมือการจับกุมของใครเรอะ?"
            "เรย์ครับ" อเล็กซ์ยิ้มเล็กๆภูมิใจ "เรย์เสนอตัวเป็นองค์รักษ์ส่วนพระองค์ในครั้งนี้และทำหน้าที่เฝ้ายามที่บริเวณห้องบรรทมของท่านคิงเด็น"
            "ถ้าเป็นเรย์ล่ะก็ข้าไม่สงสัยเลย แต่หวังว่านักฆ่ารายนั้นคงพอพูดได้นะ"
            "ได้สิครับ" อเล็กซ์ตอบในความหมายแฝง "ถ้าหมายถึงแค่พูดเพียงอย่างเดียวล่ะก็น่ะครับ"


            ..........................................


            อเล็กซ์เดินนำลงมาจนสุดขั้นบันไดและเปิดประตูห้องสอบสวนเข้าไป

            ในห้องอับกว้างราวๆห้าคูณห้าตารางเมตรที่อับชื้นและสลัวด้วยแสงไฟสลัวๆนั้น มีนักโทษคนหนึ่งที่ถูกไขว้แขนไปข้างหลังและมัดด้วยเชือกไว้แน่น
            นักโทษคนนั้นแต่งเครื่องแบบเสื้อแขนกุดและกางเกงขายาวสีม่วง ช่วงแขนและลำตัวพันผ้าสีขาวรัดแน่น...

            การแต่งกายนี้ก็คือเครื่องแบบของนักฆ่า หรืออีกชื่อว่าแอสซาซินอาชีพที่ขึ้นชื่อของมอร็อค โดยผู้ที่จะเป็นอาชีพนี้ได้ต้องมีความสามารถสูงพอๆกับการยกระดับเป็นอัศวินของพรอนเทร่า กล่าวคือมีความร้ายกาจที่ไม่ด้อยไปกว่ากัน โดยเฉพาะความเร็วของนักฆ่าที่ถือว่าน่ากลัวและสร้างปัญหาให้กับทุกๆอาชีพได้
            หากอัศวินเป็นหนึ่งในเรื่องการรบแบบชนปะทะหรือตะลุมบอนแล้วล่ะก็ นักฆ่าก็จะถูกยกว่าเป็นหนึ่งในเรื่องการรบแบบตัวต่อตัวได้เลยทีเดียว นี่คืออีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่ค่อยมีประเทศอื่นใดกล้าต่อกรกับมอร็อค แม้กระทั่งพรอนเทร่าเองก็ยังเลี่ยงที่จะเกิดสงครามนองเลือดนี้

            แต่แล้วตอนนี้กลับกลายเป็นว่ามอร็อคคือผู้ที่ประกาศท้าหาเรื่องเสียเอง...


            คิงเด็นเดินเข้ามาในห้องมองกวาดไปรอบๆ ในห้องมีเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเพื่อให้เรื่องนี้กลายเป็นความลับสุดยอด
            นอกจากคิงเด็น อเล็กซ์ และฮารี่แล้ว ยังมีผู้เกี่ยวข้องอีกสามคนก็คือซิดัสและเรย์ผู้ซึ่งเป็นผู้คุมกฎยืนประกบซ้ายขวานักโทษ และเยเซฟสังฆราชสูงสุดของสมาคมนักบวชแห่งรูนมิดการ์ดนั่งอยู่ที่มุมมืดของห้องฝั่งประตูทางเข้า
            ทั้งหมดที่อยู่ในห้องนี้คืออดีตสมาชิกปาร์ตี้เก่าของคิงเด็นผู้ซึ่งไว้ใจได้
            "เอาล่ะ... นี่คือหนึ่งในผู้ที่รอดชีวิตจากบรรดานักฆ่าทั้งสิบสินะ"

            คิงเด็นมองตรงไปยังนักฆ่าผมสั้นสีทองใบหน้อิดโรยที่ถูกจองจำ ซึ่งสภาพของนักฆ่าผู้นี้ถือว่าบาดเจ็บเอาเรื่อง ที่ข้อมือและข้อเท้าถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลมีเลือดแห้งเกรอะกรังเปื้อนติดบ่งบอกถึงมีเลือดจำนวนมากที่ถูกซับไว้กว่าจะหยุดดี ที่หน้าอกก็มีแผลถูกฟันเป็นทางยาวเช่นกัน เสื้อขาดเป็นแนวทะแยงตั้งแต่อกจนถึงหัวไหล่ซ้ายแต่ก็ถูกพันผ้าห้ามเลือดไว้เช่นกัน
            แม้ว่าทางนักบวชจะมีวิชาฮีลที่สามารถรักษาได้จนหายสนิท แต่สำหรับชายผู้นี้ไม่อาจรับการฮีลได้... แอสซาซินเป็นมืออาชีพด้านการสังหารที่พร้อมแว้งกัดได้ทุกเมื่อ การรักษาหายขาดถือเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง ทำได้อย่างดีก็แค่ประคองไม่ให้ตายก่อนสอบากคำเสร็จเท่านั้น
            "บาดแผลเอาเรื่องเลยนะ" คิงเด็นมองเก็บรายละเอียด
            "ค่ะ... ถ้าไม่ทำขนาดนี้ก็ไม่มีทางจัดการได้อยู่" เรย์ที่ยืนอยู่ข้างๆตอบขึ้น
            "จัดการอะไรลงไปบ้างล่ะ?"
            "ตอนแรกคิดว่าฟันอกไปแล้วจะหยุดการเคลื่อนไหวให้จับกุมได้ แต่ที่ไหนได้กลับเอาไม่อยู่ ดิฉันก็เลยจำเป็นต้องตัดเอ็นข้อมือข้อเท้าทิ้งให้หยุดการเคลื่อนไหวจริงๆ"

            คิงเด็นมองนักฆ่าที่ดูแผลเล็กๆแต่กลับลึกถึงขนาดทำให้พิการจนไม่สามารถลุกยืนนั่งหรือจับได้แม้แต่มีดส้อมได้อีกต่อไป...

            การปะทะของอัศวินอันดับหนึ่งของพรอนเทร่าในเวลานี้กับหัวหน้านักฆ่าลึกลับจากมอร็อคเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน โดยสถานที่ประลองนั้นไม่ไกลไม่ไกลจากห้องสอบสวนนี้... นั่นก็คือสวนดอกไม้บริเวณสวนด้านหลังปราสาทซึ่งใกล้กับห้องนอนของคิงเด็นนั่นเอง
            หัวหน้าของแอสซาซินนี้มีความสามารถในการปดปิดจิตอาฆาตได้ดีจนองครักษ์อื่นจับไม่ได้ แต่กับเรย์ที่มีจิตสังหารคมกริบนั้นสามารถสัมผัสได้ชัดเจนและออกมาสู้ป้องกันได้ถูกที่ถูกเวลา
            ถึงศัตรูจะเป็นนักฆ่าที่คล่องตัว แต่เรย์ก็เป็นอัศวินที่เป็นสายความเร็วเช่นกัน เมื่อรวมวิชาที่ฝึกมาอย่างดี ประสบการณ์หลายสนามรบ และความสามารถเฉพาะตัวเข้าด้วยกันแล้ว... อัศวินอันดับหนึ่งของพรอนเทร่าก็เฉือนเอ็นข้อมือและข้อเท้าของนักฆ่าผุ้นี้ปลดอาวุธได้อย่างสมบูรณ์แบบ


            คิงเด็นหันไปมองที่เรย์ซึ่งพบว่าเกราะหนังที่เอวด้านซ้ายมีรอยของมีคมฟันฉีก ขณะที่โซ่เหล็กบางๆที่ป้องกันข้อมือซ้ายก็ถูกเฉือนจนแยกออกจากกัน แต่ว่าคมอาวุธนั้นไม่ลึกถึงขนาดที่เฉือนไปถึงชั้นผิวหนัง
            "ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านคิงเด็น" เรย์เห็นสายตาของคิงเด็นก็เข้าใจความคิดรู้สึกเป็นห่วงได้ทันที "การโจมตีของคนไม่มั่นใจในฝีมือตัวเองแบบนั้นไม่มีทางเรียกเลือดของดิฉันได้แน่"
            "ไม่มั่นใจในฝีมืองั้นเหรอ?"
            "การใช้พิษช่วยเสริมอาวุธแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการเผยว่าฝีมือไม่เด็ดเดี่ยวพอ"
            "พิษหรือ?"
            "เป็นพิษที่ฉาบไว้บนมีดติดปลายแขนครับ (Katar)" ซิดัสตอบแทน "หน่วยองครักษ์สี่คนโดนพิษเข้าไป ตอนนี้ได้รับยาถอนพิษไปแล้วแต่คิดว่ากว่าจะฟื้นตัวได้ก็คงเป็นสัปดาห์"
            "สมแล้วที่เป็นมือสังหาร ทำทุกอย่างเพื่อจัดการเป้าหมายจริงๆ... ว่าแต่สอบปากคำไปถึงไหนแล้ว?"

            ซิดัสส่ายศีรษะแทนคำตอบ
            "งั้นเหรอ..." คิงเด็นเข้าใจในการสื่อสารนี้แต่ถึงกระนั้นราชาผู้นี้ก็อยากทดสอบกับตัวเองดูบ้าง

            คิงเด็นตัดสินใจเดินเข้าใกล้นักฆ่าเข้าไปอีกและกล่าวถามด้วยตนเอง
            "ใครเป็นสั่งให้แกมา!?"
            "หึ..."

            นักฆ่าหัวเราะเบาๆในลำคอแต่ก้มหน้าไม่สบตาแสดงอาการแข็งข้อต่อไป
            ซิดัสใช้มือขวาจับผมของนักฆ่านั้นกระชายลงข้างหลังให้หน้าเงยสบตาคิงเด็น ขณะที่เรย์เองก็ชักดาบออกมาและกดดาบเข้าเฉือนเนื้อกลางลำคอแบะออกเล็กน้อยกดดันว่าพร้อมจะฆ่าได้ทุกเมื่อเป็นการข่มขู่

            ทว่านั่นก็ไม่ได้ทำให้นักฆ่าผู้นี้หวาดกลัวได้แม้แต่น้อย ตรงข้ามมันกลับหัวเราะหนักขึ้นและเบิกตาเขม็งเหยียดหยามไปยังองค์ราชา
            "ฆ่าข้าซะสิ... ไม่ต้องมาขู่กันให้ข้ากลัวหรอก... อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ไม่มีทางได้อะไรไปจากข้าแม้แต่อย่างเดียว"
            "หึ... อย่าปากดีนักเลย ยังไงเจ้าก็ต้องตายแน่"

            คิงเด็นยิ้มเล็กๆดูถูกก่อนที่จะเปรยประโยคหนึ่งขึ้นมาลอยๆลองใจนักฆ่าผู้นี้
            "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าถูกฝึกมายังไงให้เชื่อฟังเจ้านายขนาดนี้ แต่ว่าสำหรับข้าเจ้านายของเจ้า... ทาเปีย กาซิม คือคนที่ข้ากำลังวางแผนกำจัดอยู่ในเวลานี้"

            นักฆ่าไม่แสดงอาการหวั่นไหวใด มันเงียบไปสักพักแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นเช่นเดิม
            "ใครคือทาเปีย กาซิม?" ผู้ต้องหาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักบุคคลที่กล่าวถึง
            "กาซิม ผู้ปกครองนครมอร็อคคนปัจจุบันไงล่ะ" คิงเด็นแกล้งรับเหตุการณ์ทำเป็นอธิบายต่อไป "คนที่โชคดีได้รับอำนาจบริหารและกำลังทหารทั้งหมดมาจากบิดาผู้ล่วงลับ แต่อนิจาตัวลูกกลับโฉดและคิดการใหญ่ จนทำให้ชาวมอร็อคลำบากกันถ้วนหน้า แถมไม่เจียมตัวคิดก่อสงครามด้วยตัวเองทั้งที่ไม่รู้อะไรดีเลย ช่างหน้าอ่อนหัดนัก"
            "กาซิมจะเป็นใครก็ไม่เกี่ยวกับข้า ถุด!" นักฆ่าผู้นั้นถ่มน้ำลายปนไปด้วยเลือดเฉียดคิงเด็นไปเพียงเล็กน้อยเป็นการดูถูก "ราชาผู้ยิ่งใหญ่เอ๋ย... เจ้าคิดว่านักฆ่าอย่างเรากระจอกนักหรือไง... อย่าได้คิดหวังอะไรจากข้าให้เสียเวลาเปล่า"
            "มันก็จริง"

            คิงเด็นหันหลังเดินออกมาพลางยกมือซ้ายขึ้นให้สัญญาณซิดัส
            หัวหน้ามองค์ผู้คุมกฎเดินไปยังด้านหลังนักฆ่า ก่อนที่จะคุกเข่าให้ความสูงอย่างในระดับเดียวกัน จากนั้นก็ทำการเอื้อมมือขวาจับกดที่ขมับไว้แน่น และใช้มือซ้ายจับหัวไหล่ให้มั่น
            ตัวของนักฆ่าเองก็หลับตาลงทำใจถึงสิ่งที่จะเกิดตามมา

            ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงใดๆต่อไปอีก...

            กร็อบ!!

            ชั่วพริบตานั้นเองผู้คุมกฎก็สวมวิญญาณเพชรฆาตบิดคอนักฆ่าจนบิดหมุนกลับมาข้างหลังได้
            เสียงกระดูกคอหักในทีเดียวเป็นการส่งวิญญาณออกจากร่างนักฆ่าโดยไม่ทันได้ทรมานและไม่ทันตั้งตัว

            แม้จะเป็นการฆ่าโดยไม่สอบถามเพิ่มเติมแต่บรรดาผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในห้องนี้ต่างก็เข้าใจเหตุผลดี จริงๆแล้วการสอบสวนก็ทำไปได้เยอะพอตัวจากการใช้การเปิดประสาทรับรู้ตรวจสอบลมหายใจและเสียงหัวใจของนักห่าหลังจากได้ยินคำถามไป
            บรรดาอัศวินอย่างคิงเด็น ฮารี่ เรย์ ครูเซเดอร์อเล็กซ์ และมองค์อย่างซิดัสต่างเคยเรียนวิชานี้มาจึงสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยของนักฆ่าคนนี้หลังจากที่ได้ยิงคำถามที่คิงเด็นยิงเข้าไป
            "สมเป็นนักฆ่ามืออาชีพจริงๆ ปิดปากได้จนวินาทีสุดท้าย..." ซิดัสผลักศพนั้นลงไปกองที่พื้นก่อนจะลุกขึ้นยืนถอนหายใจไม่สบอารมณ์ "สอบสวนไปก็รังแต่จะเสียเวลาเปล่า แต่ได้ข้อมูลมาแค่นี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้วล่ะ"
            "ทาเปีย กาซิม... เจ้าเมืองมอร็อคคนปัจจุบันงั้นเหรอ..." คิงเด็นเอ่ยปากขึ้นมาหลังจากจับพิรุธได้เต็มที่
            "เจ้ากาซิม..." อเล็กซ์กัดฟันสบถขึ้นมาบ้าง "เป็นมันแน่... หลังจากที่ผู้พ่อเสียลง คนที่ควรได้รับตำแหน่งผู้ปกครองควรเป็นโคชินแท้ๆแต่กลับถูกโค่นลงโดยเจ้ากาซิมที่เสียบขึ้นมาแทน"

            เรย์เก็บดาบเข้าสู่ฝักพลางเสนอความเห็นขึ้นบ้าง
            "คิดแผนเกินตัวแล้วมั้ง... ทำแบบนี้เห็นได้ชัดๆเลยว่ากำลังจะส่งสาสน์ประกาศสงครามกับพรอนเทร่าน่ะ"
            "ก็ไม่แปลก ฝ่ายโน้นก็มั่นใจในกองทหารของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นถ้าชนกันจริงขึ้นมาก็มีแต่ตายกับตายเลยใช้วิธีลอบสังหารตัดกำลังเราไป อย่างกษัตริย์ก็คือทุกอย่างของประเทศเรา" ฮารี่วิเคราะห์ "ช่างเข้าใจเลือกช่วงเวลาลอบเล่นงานจริง... สภาพแบบนี้เราไม่พร้อมที่จะก่อสงครามใดๆแล้วแท้ๆ"
            "จากรายงานที่เกรกส่งมา ทำให้เรารู้ว่าดาร์คลอร์ดและทัพปีศาจที่กลาสต์เฮลม์กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งและเตรียมจะทำลายพวกเราได้ทุกเมื่อ ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับฮารี่ที่ว่าเราไม่ควรเอาทัพไปทำอะไรไร้ประโยชน์ ช่วงเวลานี้เราต้องสามมัคคีกันต่างหาก!" คิงเด็นกล่าว
            "แล้วท่านคิงเด็นจะทำยังไงต่อไปครับ" อเล็กซ์ถามความเห็น
            "ตอนนี้เราต้องแยกประเด็นก่อน..." คิงเด็นเดินมานั่งที่เก้าอี้หน้าห้องมองหน้าอดีตปาร์ตี้ทุกคน "ประเด็นแรกคือเรื่องจัดการผู้ที่ลอบสังหารข้า... ตอนนี้นักฆ่าถูกจัดการไปแล้วก็คือหมดห่วงไปเปราะหนึ่ง แต่ตราบที่ยังมีหนอนบ่อนไส้อยู่ในราชสำนักแบบนี้ นักฆ่าคนอื่นต้องถูกส่งเข้ามาอีกแน่... คิดว่าทุกคนคงรู้จักดีว่าหนอนบ่อนไส้คนนี้คือใคร?"


            คิงเด็นมองกวาดสายตาไปที่บรรดาอดีตปาร์ตี้ ซึ่งทุกคนได้แต่มองหน้าตอบแต่ไม่กล้นที่จะเอ่ยปากกลับมา เพราะคนที่คิงเด็นกำลังกล่าวถึงนี้มีบรรดาศักดิ์สูงกว่าพวกตนนัก แม้จะอยากตอบแต่ก็จำเป็นต้องเงียบเพื่อให้เกียรติแก่องค์ราชาของตนเอง
            ซึ่งเมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบกลับคิงเด็นจึงเฉลยออกมาจากปากของตัวเองผู้ที่มีสิทธิกล่าวพาดพิงได้โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
            "ท่านอาของข้าคือตัวการใหญ่ในเรื่องนี้... แม้ว่าในอดีตหลังจากสะกดดาร์คลอร์ดลงได้สำเร็จ ท่านอาจะเคยแถลงการออกมาแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักเพื่อเปิดทางให้ข้าผู้ซึ่งมีสิทธิ์อันดับหนึ่งขึ้นครองราชย์ก็ตาม... แต่คำพูดนั้นก็แค่สร้างภาพพจน์ให้ตัวเองเท่านั้น เพราะเหล่าทหารชั้นสูงหลายคนไม่อาจยอมรับคนประเภทอามาเป็นผู้บังคับบัญชาการสูงสุดได้"

            ตามที่เห็นนั้นในเมืองหลวงพรอนเทร่านั้นราชวงศ์ที่อาศัยอยู่ในปราสาทหลวงมีเพียงคิงเด็น ภรรยาและลูกสาวคนเดียวเท่านั้น
            ทว่าสายเลือดต้นตระกูลพรอนเทร่า เดอ ฟรานเชสนั้นยังมีอีกหนึ่งก็คือวิเอรี่ ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาแท้จริงของคิงเด็น

            แต่อย่างไรก็วิเอรี่เป็นคนที่มีนิสัยตรงข้ามกับคิงเด็นมาก...
            คิงเด็นค่อนข้างจะเหมือนพ่อมากในเรื่องการดูแลราษฏรของตน ยามศึกหากจำเป็นก็จะออกรบแนวหน้าเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารโดยไม่กลัวตาย นอกจากนี้ยังนิยมระบบการปกครองแบบยุติธรรมและเลี่ยงการปะทะโดยไม่จำเป็น
            แต่วิเอรี่นั้นชื่นชมแต่โลกทางศิลปะมากกว่าการบริหารหรือการศึก วิเอรี่เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง มีอุมการณ์ในสิ่งที่ทำไม่ได้หลายเรื่อง จนทหารหลายคนระอา แต่ถึงกระนั้นบารมีเก่าของวิเอรี่ก็มากโขอยู่จนไม่มีใครกล้ากล่าวถึง

            หลังจากที่ฮาโรเดนตายลงไปด้วยน้ำมือของบาโฟเม็ทจนเกิดช่องว่างของบัลลังค์ราชาตอนนั้น
            วิเอรี่รู้ตัวดีว่าความไว้วางใจของประชาชนเมื่อเทียบกับคิงเด็นนั้นต่างกันราวฟ้ากับดิน วิเอรี่จึงคิดถอนตัวเป็นฉากหน้าเพื่อรอหาทางเสียบตำแหน่งราชาเมื่อมีโอกาส
            ดังนั้นแม้ปัจจุบันนี้พรอนเทร่าจะสงบ แต่ก็ยังมีพวกลูกเล่นแหน็บแนมข่าวลือแปลกๆมาเล่นงานคิงเด็นอยู่บ้างเพื่อทำลายชื่อเสียง ทว่าคิงเด็นเองก็ไม่เก็บมาคิดให้ปวดหัว หน้าที่ของเขาก็คือการดูแลบ้านเมืองเท่านั้น ข่าวลือมาแล้วก็ไปเก็บมาคิดพาลจะเสียอารมณ์เปล่าๆ

            แต่ทว่าหนนี้ถือว่าวิเอรี่เล่นหนักข้อเกินไป...
            การส่งมือสังหารเข้ามาเล่นงานกษัตริย์เป็นเรื่องที่รับไม่ได้
            "จริงอยู่ที่ว่าอาของข้าจะมีอายุปาเข้าไปแปดสิบปีแล้ว แต่ความทะเยอทะยานของท่านก็ยังคงไม่สิ้นสุด ลูกหลานท่านก็เป็นผู้ปกครองหัวเมืองและหมู่บ้านใหญ่ๆของเราอยู่" คิงเด็นรู้ทันความคิดของอาผู้ประสงค์ร้าย "ข้าก็รู้ว่าท่านอาอยู่เบื้องหลังเรี่องเลวร้ายมาตลอดเพื่อรอโอกาสที่เหมาะสม... ยามใดที่ข้าก้าวลงเมื่อไหร่คนที่เหมาะสมที่สุดก็คือเขา และยังเป็นการก้าวกลับมาแบบชอบธรรมและไร้ข้อครหาด้วย"

            ปาร์ตี้ในห้องเงียบสงบปากสงบคำฟังคำกล่าวของคิงเด็นด้วยความเข้าใจหัวอก
            "จากนั้นไม่ต้องให้เดาเลยว่าการปกครองจะเปลี่ยนระบอบไป เส้นสายจะมากขึ้นจนความมั่นคงของทัพและการบริหารราชการยุ่งเหยิง เกิดการแทรกแซงเรื่องกำลังทหารกับอำนาจยุติธรรม ระบบชนชั้นที่แตกต่างก็รุนแรงมากขึ้น การกดขี่ ภาษีที่ขูดเลือด ประชาชนจะตกที่นั่งลำบากและต้องทนอยู่ต่อไป ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกใส่ร้ายหรือหนักสุดก็อุ้มฆ่า... ภายนอกอาจดูดี แต่ภายในนั้นจะเลวร้ายที่สุด เหมือนเช่นมอร็อคในเวลานี้... ข้ายอมให้ประเทศของข้าเป็นแบบนั้นไม่ได้!!" คิงเด็นกร้าวเสียงขึ้น "ข้าอยากปราณีปรานอมกับเรื่องนี้ แต่ว่าเราไม่มีเวลายืดเยื้ออีกแล้วเพราะทางปีศาจก็กดดันเราเข้ามาเรื่อยๆ มันเริ่มมีการล่าศิลาแห่งความหวาดกลัวอีกครั้งแล้ว หากสงครามปีศาจเกิดมาจริงขึ้นอีกเราจะลำบากกว่าเดิม แม้กำลังพลจะมีศักยภาพมากขึ้น แต่เชื่อว่าปีศาจเองก็ต้องพัฒนามากด้วยเช่นกัน แล้วในหนนี้เราไม่มียอดแม่ทัพอย่างอิมิคด้วย ทั้งประสิทธิภาพการบุกและการสร้างขวัญกำลังใจกับบรรดาทหารก็ลดลงไปมาก... ถึงจะมีมิยูกิที่ดูท่าจะเป็นตัวแทนได้ก็เถอะ แต่เธอก็เดินคนละเส้นทางกับอิมิค... เราจำเป็นต้องรักษาชีวิตทหารไว้เพื่อป้องกันศึกจากปีศาจ ไม่ใช่ว่ามาแตกคอกันเองแบบนี้!!"
            "จะจัดการกับเรื่องนี้ยังแล้วแต่ท่านคิงเด็นจะทรงโปรดเถอะครับ" อเล็กซ์ก้มศีรษะรอรับคำสั่ง "ผมเองก็ยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เช่นกัน"

            คิงเด็นมองตรงด้วยสายตาที่จริงจังและตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว
            "ในเมื่อฝ่ายท่านอาแสดงจุดยืนว่าขอตัดขาดกับข้า... ข้าก็จะขอตัดขาดกับท่านอาเช่นกัน!"
            "งั้นก็หมายความว่า...?"
            "ท่านอาส่งใครมาให้ข้า ข้าก็จะส่งแบบนั้นกลับคืนไป" ประกาศิตนี้คือการสั่งลอบสังหารคืนกลับ "ซิดัสช่วยจัดการหาคนรับหน้าที่นี้ทีนะ"
            "รับทราบครับ" หัวหน้ามองค์โค้งตัวรับคำสั่งแบบรู้การงาน "จะจัดการให้เหมือนอุบัติเหตุที่สิดและทำการปิดข่าวลือทั้งหมดให้ครับ"
            "จริงๆแล้ว ข้าก็ไม่ค่อยชอบวิธีการนอกเกมแบบนี้สักเท่าไหร่เลย แต่ว่าตอนนี้มันล้ำเส้นมากเกินไปแล้ว ถ้าทัพปีศาจรู้ปัญหาภายนะล่ะก็มันต้องไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ มันจะปั่นหัวให้ประเทศเราเกิดความแตกแยกเหมือนครั้งที่ประเทศเราแตกพันธมิตรกับเกฟเฟนในอดีต" ราชากล่าวเสียงขึงขัง "เราต้องจัดการปัญหาภายในให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะทำการใหญ่ต่อไป ข้าจำเป็นต้องจัดการอาของข้าเพื่อยุติต้นตอของปัญหาทั้งหมดลง"
            "ไม่ต้องห่วงครับท่านคิงเด็น ภารกิจนี้จะจบลงในเวลาอันสั้นโดยที่ไม่มีใครจับต้องตัวได้" ซิดัสให้คำมั่น
            "เอ... แต่ว่าถ้าท่านวิเอรี่รู้ว่างานลอบสังหารล้มเหลว ฝ่ายนั้นก็น่าจะระวังตัวหนักขึ้นนะโดยรู้ตัวว่าเราต้องหาทางเอาคืนแน่" ฮารี่แสดงความเป็นห่วง
            "ใช่... ต้องมีการจ้างทหารยามมาเฝ้าเพิ่มทั้งกลางวันกลางคืน" ซิดัสกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "แต่ว่าก็ไม่เกินมือพวกเราไปหรอก แล้วจะแสดงให้ดูเองว่าหน่วยปฎิบัติการลับของพรอนเทร่าน่ากลัวแค่ไหน"


            เมื่อนัดหมายประเด็นแรกแล้วเสร็จ คิงเด็นจึงต่อเรื่องไปยังประเด็นข้องเกี่ยวถัดไปทันที
            "ต่อไปก็เรื่องของมอร็อค... เรื่องนี้ค่อนข้างจะใหญ่โตระดับประเทศไปหน่อย แต่เราก็จะปล่อยไว้ไม่ได้ แต่ก็จะด่วนลงมือไม่ได้เช่นกัน จะเห็นว่าท่านอาของข้าสนิทกับเจ้าเมืองมอร็อคดีมาก ฉนั้นทางฝั่งโน้นก็น่าจะรู้ลูกเล่นทีไล่ของเราดี แม้ว่ามือสังหารจะพลาดไปแต่นี่ก็ถือว่าเป็นการประกาศศึกเต็มตัวแล้ว ที่จริงก็ถือว่าเรามีเหตุผลดีในการยกทัพไปพิชิต แต่อย่างที่ว่าเราต้องสงวนทหารไว้ก่อน อีกอย่างชาวพรอนเทร่าจำนวนมากก็ไปปักหลักในประเทศมอร็อคด้วย การด่วนตัดสินใจทำอะไรลงไปอาจเป็นผลเสียวงกว้างได้ การยืมมือศัตรูของศัตรูจัดการดูจะเข้าทีกว่า"
            "หมายถึงจะผลักดันคณะปฎิวัติของฮริสตอฟ โคชินเหรอครับ" อเล็กซ์กล่าวถาม ซึ่งชื่อของชายที่ว่าเป็นคนสนิทคนหนึ่งของอเล็กซ์ที่เคยได้ประมือกันในงานประลองเมื่อนานมาแล้ว และทั้งสองก็พูดจาถูกปากชื่ชนนิสัยกันดีจนสนิทกันมาก
            "ใช่แล้ว... ทางนั้นเองก็วางแผนจะล้มล้างการปกครองของโคชินเต็มที่ ถ้าจะสนับสนุนกลุ่มนั้นให้กลับมาปกครองแทนเธอคิดว่าไงล่ะ?"
            "เข้าท่ามากครับ เท่าที่ติดตามมาในตอนนี้ ชาวเมืองมอร็อคเองก็ไม่พอใจการปกครองของกาซิมมาก ถ้าโคชินขึ้นมาเสียล่ะก็พวกเขาต้องพอใจกว่าที่เป็นอยู่แน่ อย่างน้อยโคชินก็เคยเป็นมือขวาของราชาคนก่อนซึ่งเป็นที่รักของพสกนิกรดี นอกจากนี้เหล่ากองทหารจำนวนไม่น้อยก็เฝ้ารอวันที่โคชินจะได้กลับมาเหมือนกันครับ ถ้าจะปฎิวัติจริงงานก็คงง่ายกว่าการที่กทัพไปเล่นงานเองเยอะเลยครับ"
            "เวลาจากตอนนั้นมาก็นานหลายปี เธอยังสนิทสนมดีกับโคชินไหมอเล็กซ์?"
            "ก็มีติดต่อกันอยู่บ่อยๆ เลยทราบปัญหาภายในไม่น้อยครับ ทางโคชินเองก็ยังเคยเปรยๆมาอยากให้ผมไปช่วยทำสงครามปฎิวัติอยู่เลยครับ"
            "งั้นก็เข้าล็อค... จากนี้ไปก็ให้เธอเตรียมการเรื่องกองกำลังสนับสนุนไว้ละกัน อีกสักสามหรือสี่เดือนให้หลังเราเข้าร่วมกับคณะปฎิวัติของโคชินทำสงครามกิลด์วอร์กัน (Guild War)"
            "ครับท่านคิงเด็น จะไม่ให้มีข้อผิดพลาดเลย" อเล็กซ์รับคำสั่งด้วยความเต็มใจ
            "อืม... ปาร์ตี้ชุดพิเศษเป็นเพียงฉากบังหน้าเท่านั้น ส่วนเธอ... ทำหน้าที่ของหาลู่ทางที่เหมาะสมไปนัดพบกับโคชินก่อนเพื่อตกลงแผนการบุกจู่โจม"

            ฮารี่ที่ยืนข้างหลังได้ยินคิงเด็นพูดเช่นนั้นก็สนับสนุนแผนการต่อเนื่อง
            "ถ้าจะให้อเล็กซ์ไปกับปาร์ตี้ชุดสานสัมพันธ์นี้ ผมว่าคงต้องมีการปรับแผนเรื่องช่วงเวลาใหม่แล้วล่ะมั้งครับ จากกำหนดเดิมทันทีที่เกรกกลับมาจากปาร์ตี้เห็นท่าจะต้องเลื่อนไปอีกสักเดือนให้ไปตกในช่วงหลังวันคริสต์มาส ถ้าได้เวลาขนาดนั้นการติดต่อการเตรียมการน่าจะทำได้เกือบสมบูรณ์" ฮารี่เสนอ "การประชุมช่วงบ่ายนี้ก็ต้องปิดเรื่องแผนการทั้งสองอย่างนี้ไว้ เผื่อว่าอาจมีสายของท่านวิเอรี่อยู่ด้วย โชคดีในโชคร้ายตรงที่กองพันที่ 2 กองร้อยที่ 1 เสียชีวิตจึงต้องมีการเลือกครั้งใหญ่ เราอาจใช้ข้ออ้างนี้มาปิดบังเรื่องการประวิงเวลาสำหรับการเตรียมการ"
            "ใช่... ต้องระวังให้หนัก ทหารชั้นสูงสายอาข้าก็มีปนอยู่ในทหารอาวุโสไม่น้อย ถ้าเรื่องนี้หลุดไป ไม่เพียงแต่การตอบโต้ท่านอาจะผิดพลาดแล้ว ยังส่งผลต่อการสนับสนุนกิลด์วอร์ด้วย" คิงเด็นเห็นด้วยกับฮารี่ "ข้ออ้างที่ว่าสำหรับการประวิงเวลาก็เข้าท่าดีนะ แล้วก็ไม่ขัดกับสภาพที่เกิดขึ้นด้วย"


            เมื่อประเด็นหลักสองเรื่องแล้วเสร็จ
            คิงเด็นก็ไม่ลืมที่จะหันมาฝากฝังเรื่องสำคัญอีกเรื่องให้กับเยเซฟซึ่งกำลังนั่งฟังแผนอยู่เงียบๆ
            "บ่ายนี้ท่านเองก็มีกำหนดการเดินทางไปยังเกฟเฟนเพื่อประชุมสัมมนากลุ่มภาคีสมาชิกด้วยนี่"
            "ใช่ครับท่านคิงเด็น ข้าก็ว่าจะเทเลพอร์ทเดินทางไปช่วงเที่ยงนี้เอง"
            "งั้นรบกวนท่านไปให้ไวกว่านี้สักชั่วโมงได้ไหม ข้าอยากให้ท่านไปเข้าเฝ้ากับโดโนแวนหน่อย?"
            "เพื่อเตือนเรื่องนี้น่ะเหรอครับ?" เยเซฟถามกลับ
            "ใช่... โดโนแวนเองก็มีความเสี่ยงไม่น้อยเช่นกัน การที่มีเหล่าขุนนางกินผลประโยชน์มากมายอาจมีบางคนคิดการใหญ่ได้ ลงขนาดพรอนเทร่าที่สงบแบบนี้ยังอุตส่าห์มีคลื่นใต้น้ำได้ แล้วที่ระอุแบบเกฟเฟนก็คงเสี่ยงยิ่งกว่า นอกจากนี้แล้วทางเกฟเฟนเองก็จะส่งสมาชิมาร่วมกับปาร์ตี้เรา เขาควรได้รู้เรื่องการเลื่อนย้ายกำหนดการนี้ด้วย"
            "ครับท่านคิงเด็น แล้วข้าจะเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัวทูลเรื่องนี้ให้เอง"
            "ขอบใจมากเยเซฟ"


            คิงเด็นมองกวาดสายตาไปยังสมาชิกทุกคนอีกครั้งแล้วเอ่ยปากย้ำเจตนารมณ์เดิม
            "ข้าไม่อยากทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่บางทีเราก็เลี่ยงปัญหาไม่ได้... อย่างไรแล้วขอให้ทุกคนทำภารกิจนี้ให้สำเร็จในเวลาอันสั้นที่สุดเพื่อลดจำนวนผู้ได้รับความเสียหายให้ได้มากที่สุด เข้าใจนะ"

            ทุกคนพร้อมใจผงกศีรษะรับคำสั่งนี้เป็นอย่างดี
            เพราะไม่ว่าใครอาชีพไหนตำแหน่งใด ในเวลานี้ล้วนแต่ต้องการให้ความสงบสุขเหมือนช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาคงอยู่ได้แบบนี้อีกนานต่อไปนานเท่าที่จะทำได้...

----------------------------------
Free talk - ก็เปรยหินธาตุไว้หน่อยครับ part2 (อีกนาน) เจ้าพวกหินนี้เหล่านี้ก็จะถูกแปรสภาพมาเป็นดาบประจำตัวเกรเกอรี่ในชื่อเตตระเอลลิเม้นต์ครับ ไม่สลักสำคัญมากเท่าไหร่แต่ก็โยงไปถึงกันครับ เสียดายบท smile
ส่วนสงครามกิลด์วอร์นี่ก็อยู่ใน part2 เช่นกันครับ จะเหลื่อมกับช่วงตีดาบมากครับ

เปรยมาเยอะแต่ก็ยังอีกนานกว่าจะถึงตอนนั้นครับ ก็ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศสงครามซะหน่อยละกัน grin

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 19 ส.ค.49 เวลา 00:33:00 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

xelloss
ปีศาจชุดขาว

"ใช่แล้ว... ทางนั้นเองก็วางแผนจะล้มล้างการปกครองของโคชินเต็มที่ ถ้าจะสนับสนุนกลุ่มนั้นให้กลับมาปกครองแทนเธอคิดว่าไงล่ะ?"

น่าจะเป็นกาซึมมากกว่ามั้ง smile

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 19 ส.ค.49 เวลา 09:29:11 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ