Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานคนจรผู้สาบสูญ - บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ
บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
บทที่ 5 - ความโศกเศร้าที่ไม่อาจกล้ำกลืน
บทที่ 6 - เพื่อนและครอบครัว
บทที่ 7 - ลางบอกเหตุที่มาพร้อมสายฝน
บทที่ 8 - ความปราชัยอันขมขื่น
บทที่ 9 - องครักษ์ผู้เคยฆ่าคนครั้งหนึ่ง
บทที่ 10 - คำเตือน
บทที่ 11 - เหตุผลที่อยู่ใกล้
บทที่ 12 - เทศกาลเก็บเกี่ยว
บทที่ 13 - ช่วงเวลาอันงดงามที่หายไป
บทที่ 14 - สิ่งที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 15 - นกในกรง
บทที่ 16 - ราตรีที่ควรเป็นเพียงฝัน
บทที่ 17 - สัญญาที่ไม่อาจรักษา
บทที่ 18 - ดินแดนอันไกลโพ้น
บทที่ 19 - ใต้ผิวหน้าอันเงียบงัน

ฟิคแปล
ตำนานผู้กล้า ปริศนาแห่งดาบ (The Riddle of Steel)
นาง (She)
อาชาชาติ (Horse Nation)
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2

-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 20 - ข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน
Chapter 20 - Across A Thousand Seas

ห้วงสำนึกค่อยๆ กลับคืนพร้อมลมหายใจที่เติมเต็มปอดแทนความอึดอัดของน้ำ ปลายนิ้วที่กระดิกน้อยๆ กระทบกับด้ามดาบซึ่งยังถูกกำแน่นอยู่ในมือ สายตาเลือนลางพบหมู่เงาทั้งเจ็ดยืนเรียงรายรอบ ทว่าเมื่อพื้นอารามกระเทือนด้วยอำนาจลี้ลับที่บีบเค้นรูปสลักร่างยาวเหยียดของมังกรน้ำซึ่งม้วนกายเป็นขนดให้แตกกระจายแหลกละเอียด...เงาเหล่านั้นก็สลายหายไปดังธุลีในกระแสลมที่มิอาจคงตัวตนอยู่ได้อีก

คนจรยันตัวลุกขึ้นยืน เมื่อขยับกายก็ยิ่งรู้สึกถึงความชื้นที่ทำให้เหนียวเหนอะตัว รอยสีคล้ำจากน้ำบนพื้นหินใต้ร่างบ่งบอกว่าเวลาคงเพิ่งผ่านไปไม่นานเท่านั้นเองหลังจากที่เขาสิ้นสติไป เสียงก้องกังวานผสานดังจากช่องแสงบนเพดานทันทีที่เขายืดร่างขึ้นตรง

ศัตรูตนต่อไปของเจ้า...มีหางยาวถูกขังในถังลึกเข้าไปในไพรพนา...คือเงามืดที่คืบคลานบนแนวกำแพง...

เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบๆ ครู่หนึ่งกับคำบอกเป็นปริศนาซึ่งเขาไม่อาจเดาออกว่าอสูรยักษ์ตนต่อไปที่กำลังจะพบเป็นเช่นไร

ต่อให้ถามไปก็คงไม่ได้รับคำตอบ เขาจึงได้แต่ถอนใจก่อนจะเก็บดาบเข้าฝัก เดินไปเก็บคันธนูกับกระบอกลูกศรที่ข้างแท่นหิน และหันไปทางบันไดลงจากอารามซึ่งอะโกรกำลังวิ่งขึ้นมาหา

คนจรลูบใบหน้าของม้าเพื่อนยาก ยันตัวขึ้นนั่งบนหลังของมันก่อนจะควบออกนอกอารามไปโดยพยายามไม่สนฝูงนกพิราบที่แตกฮือจากเสียงกีบเท้าม้าสะท้อนก้อง ดาบซึ่งถูกชักออกรับแสงนำทางชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทุ่งกว้างเข้าไปในช่องเขาอีกแห่งหนึ่งในทิศทางนั้น แต่เขายังมิได้มุ่งตรงไปที่นั่นในทันที

จากอารามตรงไปทางใต้ไม่ไกลนักคือแอ่งน้ำใสที่เขาเคยแวะเวียนมาเพื่อพักดื่มน้ำและหลบใต้ร่มเงาของต้นไม้ใกล้ๆ เด็กหนุ่มดึงบังเหียนให้อะโกรหยุดที่บริเวณนั้นก่อนจะลงจากหลังของมัน ก้าวเข้าไปที่ริมแอ่งแล้วคุกเข่าลงวักน้ำขึ้นล้างหน้า ความเย็นของน้ำใสสะอาดช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้บ้าง แต่กระนั้นยังไม่เพียงพอ เขานึกอยากอาบน้ำล้างคราบไคลความสกปรกจากน้ำขุ่นคลั่กในทะเลสาบออกไป แต่แอ่งน้ำเล็กๆ ที่ลึกแค่เข่าไม่มากพอที่จะใช้อาบ และเด็กหนุ่มก็อยากรักษาแหล่งน้ำสะอาดแห่งนี้ไว้สำหรับใช้เป็นน้ำดื่มด้วย จึงได้แต่ขึ้นหลังม้าและมุ่งหน้าต่อไปด้วยความหวังว่าจะได้พบแหล่งน้ำใหม่เบื้องหน้า เพราะเมื่อเดาจากคำใบ้ของดอร์มินที่ว่าอสูรยักษ์ตนนี้อยู่ลึกเข้าไปใน "ไพรพนา" ทำให้น่าจะมีความเป็นไปได้สูงว่าในป่าซึ่งมีความชื้นอยู่แล้วจะมีแหล่งน้ำรออยู่

หลังจากตามแสงเข้าไปในช่องเขาที่ขนาบข้างด้วยผาสูงชันนั้น เขาก็ออกจากช่องเขามาพบกับทางแยกไปตะวันตกและตะวันออก ซึ่งลำแสงนำไปทางตะวันออกอีกจนพบผาสูงที่มีปากถ้ำเปิดเป็นโพรงอยู่เบื้องหน้า พอควบอะโกรเข้าไปในปากถ้ำซึ่งกว้างพอควร...ภาพที่เห็นเบื้องหน้าก็ทำให้เด็กหนุ่มตะลึงงัน

ภายในถ้ำมิได้ปิดทึบทึมและอับอย่างที่เขาคิดในทีแรก แต่ชื้นและโปร่งเพราะปราศจากเพดาน มีเพียงแนวผาที่กั้นโดยรอบต่างกำแพง ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือน้ำตกสูงที่ไหลจากรอยแยกของผาด้านหนึ่ง ส่งละอองน้ำสะท้อนแสงแดดที่ส่องลงมาจากเบื้องบนจนแลเห็นเป็นสีรุ้งจางๆ น้ำตกนั้นมีที่หมายสู่พื้นน้ำที่ลึกลงไปด้านล่างมากจนแทบเรียกได้ว่าเป็นเหว และจากพื้นฟากที่เขายืนอยู่ก็มีสะพานหินธรรมชาติซึ่งมีหญ้าและไม้ล้มลุกขึ้นแซมเป็นทางนำไปสู่ปากถ้ำอีกแห่งหนึ่ง

คนจรขี่อะโกรก้าวไปบนสะพานแคบช้าๆ กันการลื่นล้ม ระหว่างทางบนสะพานเขายังพบซากเสาแกะสลักฝีมือมนุษย์ที่มีต้นไม้งอกตามรอยแตก ชวนให้นึกว่าหรือแนวผากับสะพานที่เห็นนี้จะเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่ถูกกาลเวลากัดเซาะจนไม่เหลือรายละเอียดใดๆ ว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างมาก่อนเช่นเดียวกับสะพานและอาคารอื่นๆ ทว่าขนาดของพวกมันก็มหึมาเสียจนไม่อาจนึกฝันได้ว่ามนุษย์จะสรรค์สร้างขึ้นมาได้อย่างไร

และหากว่าบริเวณน้ำตกกลางวงล้อมของผาสูงนี้ทำให้เขาประหลาดใจแล้ว...บริเวณต่อไปหลังพ้นปากถ้ำที่สองก็ไม่ด้อยไปกว่ากัน เด็กหนุ่มพบตนเองอยู่เบื้องหน้าชายทะเลสาบกลางวงล้อมของแนวผา บริเวณริมทะเลสาบที่ใกล้ตัวเขาร่มครึ้มด้วยแนวต้นไม้สูงละม้ายชายป่า ส่วนพื้นดินทอดยาวไปเป็นทางโค้งคดสู่โบราณสถานรูปทรงคล้ายวิหารขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางแดดบนเกาะกลางทะเลสาบ พื้นน้ำในทะเลสาบใสจนเห็นเป็นสีฟ้าในบริเวณน้ำตื้น ไล่ไปถึงน้ำเงินเข้มในเขตน้ำลึกที่แลเห็นเงาของปลาขนาดใหญ่ที่ดำผุดดำว่ายอยู่

ภาพของน้ำทำให้คนจรลงจากหลังอะโกรก้าวไปที่ริมฝั่งซึ่งเป็นพื้นหินสีขาวสะอาด ถอดรองเท้าหนังสานกับเข็มขัดดาบและมีดสั้นออกก่อนจะก้าวลงไปในน้ำลึกระดับเอว โน้มตัวลง ก้มศีรษะดำลงไปในน้ำครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้น เสยเส้นผมเปียกน้ำไปให้พ้นใบหน้า ค่อยรู้สึกว่าความเค็มจากน้ำกร่อยในทะเลสาบที่ทำให้เส้นผมจับเหนียวถูกชะล้างออกไปบ้าง

จากนั้นเด็กหนุ่มจึงถอดผ้าคลุมและเสื้อออกหมายจะล้างสิ่งสกปรกจากทะเลสาบขุ่นข้นออกจากทั้งตัวและเสื้อ แต่ทันทีที่เห็นเงาสะท้อนของร่างกายตนบนผิวน้ำ เขาก็ตกใจจนทำเสื้อหลุดมือ หยดน้ำกระเซ็นและผิวน้ำกระเพื่อมไหวเป็นวงกว้างจนภาพสะท้อนพร่าเลือน ทว่าเด็กหนุ่มเผ่าอัสลานไม่ได้สนใจเงาสะท้อนบนผิวน้ำอีกแล้ว เขาก้มลงมองแผ่นอกของตน ก่อนที่มือจะค่อยๆ เลื่อนขึ้นแตะผิวเนื้ออย่างกริ่งเกรง หากตาไม่ฝาด...สีผิวของเขาดูจะซีดลงจากที่กร้านแดดอย่างที่ควรเป็น แต่ที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าคือรอยประหลาดเด่นชัดเป็นทางบนผิวขาว...

รอยสีคล้ำเป็นทางคล้ายเส้นเลือดเสียดูราวกับจะแผ่กระจายจากรอยช้ำประปรายบนอกและหน้าท้อง เมื่อลองลูบไร้ความเจ็บปวดไม่เหมือนเป็นแผลฟกช้ำ แต่เมื่อวักน้ำขึ้นถูแรงๆ อย่างไรก็ไม่อาจล้างออก แสดงว่าพวกมันไม่ใช่คราบสกปรก...แต่เป็นบางสิ่งที่เกิดขึ้นและคงอยู่ใต้ผิวหนังของเขา...

...ได้อย่างไรกัน

ภาพความทรงจำของทุกครั้งหลังสังหารอสูรยักษ์ผุดขึ้นในใจดั่งคำตอบ ใช่แล้ว...รอยจ้ำเหล่านี้ดูเหมือนจะตรงกับบริเวณที่เขาถูกเส้นเงาสีดำแทงทะลุร่าง และเขาก็ปักใจเชื่อว่านั่นคือสาเหตุที่รอยพวกนี้เกิดขึ้นด้วย เมื่อได้รู้เช่นนี้แล้วก็นำมาสู่คำถามต่อไป...พวกมันคืออะไร และจะเป็นอันตรายกับเขาไหม

แต่ดอร์มินก็บอกเราแล้วไม่ใช่หรือ ใจด้านหนึ่งของคนจรเตือนตนเอง ว่าค่าตอบแทนที่ต้องแลกกับชีวิตของโมโนอาจใหญ่หลวงกว่าที่เราคิด บางทีอาจจะเป็น...

เมื่อคิดเช่นนี้แล้วเด็กหนุ่มจึงได้ละสายตาและความสนใจจากรอยดำประหลาดบนร่างมาที่เสื้อและผ้าคลุม ซักล้างคราบไคลความเหนียวเหนอะจากพวกมันด้วยใจที่สงบขึ้นอย่างประหลาด การรู้...หรืออย่างน้อยก็คิดว่ารู้ว่าตนเองจะต้องตายในไม่ช้าอาจเป็นความน่ากลัวสำหรับคนส่วนมาก แต่กลับมิใช่สำหรับเขาในยามนี้ เขาเคยคิดว่าหากชุบชีวิตโมโนได้สำเร็จจริงๆ แล้วทั้งสองจะเป็นอย่างไรต่อไป...แต่กลับนึกไม่ออก ความหวังที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเธออย่างมีความสุขกลับเลือนลางเต็มทีหากคำนึงถึงเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับทั้งสอง...เมื่อเขาทำร้ายเธอให้ต้องเจ็บปวดใจแสนสาหัส และทำสิ่งที่ขัดกับความต้องการของเธออย่างสิ้นเชิงจนกระทั่งนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าหากได้พบหน้าเธอที่ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วเขาจะขอโทษเธอได้อย่างไร

...และเธอจะยอมให้อภัยเขาไหม

นั่นคือคำถามที่เขากลัวจะต้องรู้คำตอบยิ่งกว่าคำถามที่ว่าตนเองจะต้องตายแลกชีวิตกับโมโนหรือไม่เสียอีก จนบางที...เขาคิดว่าอาจเป็นการดีแล้วก็ได้หากต้องตายไปหลังจากทำให้ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวนี้เป็นความจริงขึ้นมา

เพราะชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาไม่มีค่าอะไรอีก...มีเพียงเธอเท่านั้นที่เขาจะยอมให้ตายไปแบบนี้ไม่ได้

เสื้อกับผ้าคลุมที่ซักล้างพอเป็นพิธีถูกบิดไล่น้ำก่อนจะวางพาดตากไว้บนก้อนหินรับแสงแดด ทว่าคนจรยังคงนั่งแช่อยู่ในบริเวณน้ำตื้นต่อไป ขอเวลาพักเพียงครู่หนึ่งจากการตามหาและฆ่าฟันในดินแดนไร้กาลเวลานี้

เด็กหนุ่มค่อยๆ เอนร่างลงก่อนจะกลั้นหายใจนอนหงายจากใต้น้ำ

จริงอย่างที่เคยได้ยินคลับคลามาจากที่ใดเขาก็มิอาจจำได้...สีฟ้าของท้องฟ้ายามมองจากใต้น้ำใสช่างบริสุทธิ์เหลือแสน ทำให้เหลือแค่ความรู้สึกเหมือนกับเขาเป็นเพียงสิ่งเล็กกระจ้อยร่อยชิ้นหนึ่งในโลกใบนี้...สิ่งที่ไม่ว่าจะคงอยู่หรืออันตรธานหายไปก็คงไม่มีผู้ใดจดจำ เพียงเท่านี้เขาก็สงบใจลง ตั้งใจเพียงว่าจะปฏิบัติภารกิจเพื่อคนสำคัญที่สุดของเขาให้ถึงที่สุด...แม้นจะต้องตายในระหว่างพยายาม...หรือตายหลังจากนั้นก็ตาม

แต่เมื่อชั่วสามนาทีที่กลั้นหายใจจบลงพร้อมกับศีรษะที่โผล่พ้นน้ำขึ้นสูดอากาศ...ความกังวลยังมิวายกลับถาโถมเข้ารุมเร้าใจดั่งหยาดน้ำที่กระเซ็นออกจากผิวน้ำที่ถูกแหวกออกเพียงเพื่อจะสาดกระทบร่างอีกครั้งหนึ่ง...

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

สายฝนสาดกระทบร่างของเขาพร้อมกับที่ร่างบอบบางถลาเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน คนจรรีบผลักบานประตูต้านแรงลมจากพายุฝนเบื้องนอกก่อนจะหันมาสนใจร่างในผ้าคลุมสีคล้ำตรงหน้า

"ไม่เป็นไรใช่ไหม" เด็กหนุ่มถามอย่างร้อนรนพร้อมกับเลิกผ้าคลุมที่ปกปิดศีรษะของอีกฝ่าย เผยให้เห็นเส้นผมสีดำที่เปียกโชกแนบไปกับผิวหน้าและลำคอขาวในแสงสลัว ค่อยถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยดี "อันที่จริงถ้าฝนตกหนักขนาดนี้ไม่ต้องมาก็ได้"

หลังจากทั้งสองแยกกัน เขากลับมาที่กระท่อมของพรานโยเรอย่างเงียบๆ รออย่างกระวนกระวายให้ถึงเวลาค่ำที่โมโนจะหลบออกมาหา แต่เมื่อตกเย็นฝนก็กลับตกอย่างไม่คาดฝัน เริ่มจากเพียงปรอยๆ ทว่าทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบหนักเป็นพายุในที่สุด คนจรจึงหวังอยากให้เธอไม่มาเสียดีกว่า...แม้จะอยากพบและพูดคุยกับเธอให้รู้คำตอบของเรื่องที่สงสัยและคลายความกังวลใจในยามนี้ก็ตาม

ถึงกระนั้นความหวังของเขาก็มิได้เป็นจริง...เมื่อมีเสียงเคาะประตูและตะโกนเรียกชื่อเขาในกระท่อมแข่งกับเสียงฝน

"ขอโทษนะคะ แต่ข้าอยากพบท่าน แล้วตอนข้าออกมาในทีแรกฝนยังไม่ตกหนักขนาดนี้ เลยนึกว่าคงไม่เป็นอะไร" เด็กสาวพูดอ่อยๆ

"เอาเถอะ ข้าแค่เป็นห่วง เห็นเจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว" เด็กหนุ่มพูดพร้อมกับพยายามยิ้มให้เธอสบายใจขึ้นด้วย แต่พอกวาดสายตามองร่างตรงหน้าจนถึงชายผ้าคลุมยาวกรอมข้อเท้าที่มีน้ำแข่งกันหยดแปะๆ ลงบนพื้นไม้เป็นวงสีคล้ำทำให้ความกังวลอีกอย่างกลับบังเกิดขึ้น "แต่ข้าว่าถอดผ้าคลุมออกตากก่อนดีกว่า เปียกโชกแบบนี้ทิ้งไว้ไม่ดีแน่"

"ต-แต่ว่า..." โมโนรีบค้านก่อนจะเงียบค้างไว้ ทำให้คนจรสงสัย

"ทำไมหรือ"

เด็กสาวก้มหน้าลงเอ่ยแผ่วๆ

"ชุดข้างในของข้าก็...เปียกเหมือนกันน่ะค่ะ"

ใบหน้าของเด็กหนุ่มพลอยร้อนผ่าวขึ้นทันควันกับคำพูดนั้น แต่สมองยังเร่งคิดหาทางออก

"ถ-ถ้าอย่างนั้น...เอาชุดของข้าไปใส่ก่อนสิ"

"จะดีหรือคะ" โมโนถามอย่างลังเล

"ตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคืออย่าใส่เสื้อผ้าเปียกๆ แบบนี้ต่อไปเลย เดี๋ยวจะไม่สบายขึ้นมา" คนจรย้ำอย่างหนักแน่นขณะหันกลับไปที่กระเป๋าสัมภาระของตนซึ่งวางพิงอยู่ข้างเตียง ก่อนจะค้นหาเสื้อกางเกงอีกชุดมายื่นส่งให้เด็กสาวที่จำใจรับไป แต่ยังคงมองนิ่งอย่างลังเล

"เปลี่ยนสิ ข้าไม่มองหรอก" เด็กหนุ่มบอกพร้อมกับหันหลังให้เธอ อีกฝ่ายเลยตอบรับเสียงอ่อนๆ

"ค่ะ"

หลังจากนั้นคือความเงียบไร้คำพูดท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝน ก่อนที่หูของคนจรจะได้ยินเสียงขยับแสกสากของผ้าเปียกน้ำที่ชวนให้ใจเต้นไม่เป็นส่ำ...ทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบตั้งสติพูดขึ้น

"โมโน..."

"ค-คะ" เด็กสาวตอบละล่ำละลัก

"คือ...ตอนนี้คุยอะไรได้ไหม"

เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเบาๆ

"...ได้สิคะ"

แม้กระนั้น...คนจรยังคงนึกไม่ออกว่าควรจะพูดอะไร...ทั้งๆ ที่อยากขอเพียงเรื่องอะไรก็ได้ที่จะทำให้จิตของเขาไม่จดจ่ออยู่กับเสียงและภาพเบื้องหลังสายตานั้น จนกระทั่งโมโนถามขึ้น

"พี่คนจรอยากถามเรื่องอะไรหรือคะ"

"เอ้อ..." เด็กหนุ่มรีบถามเรื่องแรกที่นึกออก "เจ้าไม่สบายใจเรื่องยาฮีมหรือเปล่า"

ไร้เสียงพูดอีกครู่...ก่อนที่เสียงของเด็กสาวจะตอบเบาๆ

"...ข้าอยากเลิกใส่ใจเขาแล้วค่ะ"

"บอกว่า 'อยาก' แสดงว่ายังทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ" คนจรย้อนถาม

เขาได้รับเสียงถอนใจของโมโนเป็นคำตอบ

"รู้สึกท่านจะรู้ใจข้าเหลือเกินนะคะ"

"คนรักกัน...จะไม่รู้ใจกันได้ยังไงล่ะ"

"...นั่นสินะคะ" เด็กสาวรับหลังผ่านไปครู่หนึ่ง ตามมาด้วยคำเปรยแผ่วเบาเหมือนต้องการจะพูดกับตนเองมากกว่า "ดีจังเลย...ที่ยังมีคนที่รู้ใจข้าอยู่ตรงนี้"

คนจรอดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ แต่ยังถามต่ออย่างเป็นห่วง

"แต่ทำไมเจ้าถึงต้องใส่ใจยาฮีมด้วยล่ะ...ในเมื่อเขาก็ไม่ได้ทำเหมือนจะห่วงใยเจ้าเลย"

ไร้เสียงตอบรับในทีแรก มีเพียงเสียงฝนและเสียงปัดผ้าก่อนจะมีเสียงฝีเท้าบนพื้นไม้และเสียงพูดของโมโน ทว่าไม่ใช่คำตอบของคำถามของเขา

"หันมาได้แล้วล่ะค่ะ"

เด็กหนุ่มหันกลับไปพบภาพของโมโนในเสื้อผ้าของเขาที่ดูหลวมโพรกบนตัวของเด็กสาวร่างเล็กบอบบาง เผยท่อนแขนกับเรียวขาขาวเนียนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนใต้ชุดกระโปรงที่มีแขนเสื้อยาวถึงข้อมือและกระโปรงยาวค่อนน่อง ทำให้ดูแปลกตาไป ส่วนผ้าคลุมกับชุดกระโปรงสีขาวที่เปียกโชกถูกพาดไว้กับเก้าอี้ทั้งสองตัว เขาลุกขึ้นและเดินผ่านเด็กสาวที่ยืนมองอย่างงุนงงพร้อมกับบอก

"นั่งพักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะจุดไฟในเตาผิง เสื้อผ้าจะได้แห้งเร็วขึ้น"

"นั่งที่ไหนหรือคะ" ทว่าโมโนกลับถาม คนจรก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเก้าอี้ในกระท่อมหลังนี้มีทั้งหมดแค่สองตัว และกลายเป็นราวตากผ้าจำเป็นไปเสียแล้ว

"บนเตียงก็ได้" เขาตอบพร้อมกับพยักพเยิดไปทางเตียงหลังเดียวในกระท่อม พอเห็นสีหน้าลังเลของเด็กสาวก็รีบย้ำหนักแน่น "ถ้าเจ้าไม่สบายใจ ข้านั่งพื้นได้นะ ให้เจ้านั่งบนเตียงคนเดียว"

"อะไรกันคะ" โมโนยิ้มน้อยๆ ออกมาเป็นครั้งแรกในค่ำนี้ "คิดว่าข้าไม่เชื่อใจท่านหรือ"

"เปล่าหรอก" เด็กหนุ่มตอบลอยๆ ขณะโน้มตัวลงเคาะหินเหล็กไฟหน้าเตาผิง "แต่ข้าไม่เชื่อใจตัวเองมากกว่า"

"หา..." เสียงอุทานของเด็กสาวเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากเขา

"ล้อเล่นน่ะ"

"ล้อเล่นเสียน่ากลัวเชียว..." โมโนพูดอ่อยๆ ขณะที่คนจรจุดไฟเสร็จแล้วและลุกขึ้น หันไปเลื่อนเก้าอี้ทั้งสองตัวเข้ามาผิงไฟที่ด้านหน้าเตาพร้อมกับพูดหนักแน่น

"ข้าไม่ทำอะไรที่เจ้าไม่อยากให้ทำหรอก เป็นความสัตย์จริง"

"ข้าก็เชื่อใจท่านค่ะ" เขาหันกลับไปเห็นรอยยิ้มของเด็กสาวซึ่งนั่งอยู่บนเตียง เป็นรอยยิ้มแบบเดียวกับในอีกวันหนึ่งเมื่อแสนนานมาแล้วที่เธอเคยพูดคำเหมือนกันนั้นจากบนม้านั่งริมสุสานของอาราม "ถ้าข้าเห็นท่านเป็นคนไม่น่าไว้ใจแบบนั้น...ข้าก็คงไม่พูดคุยสนิทสนมกับท่านต่อไปจนมาถึงวันนี้ แล้วก็คงไม่หลบออกมาหาท่านในยามวิกาลถึงสองครั้งสองคราหรอก"

คนจรสบตาและมอบรอยยิ้มตอบเธอ

"ข้าดีใจมากนะที่รู้ว่าเจ้าเชื่อใจข้า" เขาพูดก่อนจะเดินกลับมาเบื้องหน้าเด็กสาว และเธอก็กระเถิบตัวเล็กน้อยเพื่อเว้นที่ให้เขานั่งลงข้างๆ "แต่แบบนี้ดีแล้วหรือ"

"นั่งข้างๆ ข้าเถอะค่ะ ยิ่งถามมากเดี๋ยวข้าเปลี่ยนใจไม่รู้ด้วยนะ" โมโนย้ำก่อนจะหยอกด้วยดวงตาเป็นประกายอย่างที่เขาไม่ได้เห็นมานาน เด็กหนุ่มเลยหัวเราะน้อยๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนฟูกข้างตัวเธออย่างไม่ลังเลอีกต่อไป

ทว่าร่าเริงได้ไม่นาน...ริมฝีปากบางเอ่ยถามตรงประเด็นทันที

"ว่าแต่ท่านกลับมาที่นี่ทำไมหรือคะ แล้วเรื่องที่ว่าจะพาข้าหนีไปจากที่นี่น่ะ...ทำไมถึงได้คิดขึ้นมา"

"เพราะหนังสือที่เจ้าให้มาน่ะ" คำตอบของคนจรยังผลให้สายตาของโมโนเลื่อนขึ้นสบกับเขาอย่างงุนงง

"หนังสือนั่น...ทำไมหรือคะ"

"เจ้าไม่รู้หรือ"

พออีกฝ่ายสั่นศีรษะ เด็กหนุ่มเลยพลอยสงสัยขึ้นด้วย จึงโน้มตัวไปที่กระเป๋าสัมภาระข้างเตียง เปิดกระเป๋าหาหลักฐาน และสุดท้ายก็หยิบหนังสือออกมาพลิกไปยังหน้าที่เขาใช้ใบไม้แห้งคั่นไว้...หน้าที่พิเศษกว่าหน้ากระดาษอื่นๆ ในหนังสือเล่มนั้น

เด็กสาวรีบรับหนังสือไปอ่านดูด้วยแสงไฟจากเตาผิง เมื่อเห็นเส้นหมึกใต้แถวตัวอักษรก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ

"นี่มัน..." เธอได้แต่พึมพำแผ่วๆ ก่อนจะเงียบหายไปเป็นนาน จนกระทั่งคนจรอดถามขึ้นไม่ได้

"เจ้าเป็นคนขีดเส้นใต้ไว้ใช่ไหม"

ทว่าโมโนไม่ตอบ ยังคงจ้องมองเขม็งเหมือนจะย้ำกับตนเองว่าภาพที่เห็นเป็นความจริง ก่อนที่เธอจะกระพริบตาปริบๆ และก้มหน้าลงอย่างไร้แรง

"...เห็นจะใช่ค่ะ"

"หมายความว่ายังไงหรือ" เด็กหนุ่มถามซ้ำเมื่อเป็นฝ่ายต้องงงบ้าง การกระทำที่สำคัญเช่นนี้เธอไม่น่าจะลืมเลือนได้เลย

"ท่านจะเชื่อหรือเปล่าคะ..." โมโนกลับเอ่ยถามช้าๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าไม่สบตากับเขา "...ถ้าข้าจะบอกว่า...ที่ทำอย่างนั้นคือตัวข้าอีกคนหนึ่ง"

"ตัวเจ้าอีกคนหนึ่ง"

เด็กสาวพยักหน้ารับแวบหนึ่ง

"ค่ะ...ตัวข้าอีกคนหนึ่ง...ที่บางครั้งก็ทำสิ่งต่างๆ ขัดกับที่ข้าตั้งใจไว้ ท่านจะเชื่อไหมคะถ้าข้าบอกว่า...ตัวข้าอีกคนหนึ่งที่ว่า...เป็นคนขีดเส้นใต้ประโยคนี้เอง"

"เพราะต้องการให้ข้ากลับมาน่ะหรือ"

โมโนพยักหน้ารับแทนคำตอบอีกครั้ง เขาเห็นสีหน้าลำบากใจของเธอเพียงลางๆ จากเงาใต้แสงไฟ จึงได้ยิ้มเพื่อให้เธอสบายใจขึ้น

"ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ เพราะข้าก็มีตัวข้าอีกคนหนึ่งเหมือนกันนั่นแหละ"

คำตอบของเขาทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงสัยทันควัน และเด็กหนุ่มก็พูดต่อไป

"ตัวข้าอีกคนหนึ่งที่ลืมเหตุผลทุกอย่างเมื่อเป็นเรื่องของเจ้า...อยากกลับมาหาเจ้า...พาเจ้าหนีไปจากอารามให้ไกลเพื่อจะได้อยู่ร่วมกันได้โดยไม่สนใจใคร"

ทว่าโมโนฟังแล้วกลับก้มหน้าลงอีกก่อนจะโคลงศีรษะ คนจรไม่อาจรู้ได้ว่าเธอกำลังปฏิเสธว่านั่นมิใช่ตัวเธออีกคนหนึ่งตามความหมายของเธอ หรืออ่อนใจและไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา แต่ในที่สุดเด็กสาวก็พูดอ่อยๆ

"...ข้าแพ้เสียแล้วล่ะค่ะ"

"แพ้อะไรหรือ"

"ก็...แพ้ตัวข้าอีกคนหนึ่งน่ะสิคะ"

"หมายความว่าเจ้าเองก็อยากจะหนีไปกับข้าเหมือนกันน่ะหรือ"

เธอเลื่อนสองมือมาประสานกันบีบแน่นเหนือหนังสือที่เปิดกางอยู่ ถอนใจน้อยๆ

"ถ้าข้าบอกว่าไม่อยาก...ก็เท่ากับว่าข้าโกหก แต่ว่า..." ริมฝีปากบางเอ่ยอย่างลังเล "...ท่านแน่ใจหรือคะที่จะพาข้าหนีไป ผลที่ตามมาอาจร้ายแรงยิ่งกว่าที่ท่านคิดนะคะ"

"ข้าพอเดาได้" เด็กหนุ่มกลับตอบรับเรียบๆ ก่อนจะเลื่อนมือข้างหนึ่งไปโอบไหล่เธอ "จากที่ยาฮีมพูดกับเจ้าเมื่อตอนบ่ายนี้"

"แต่ข้าไม่รู้ว่าที่ท่านเดาไว้ร้ายแรงขนาดไหน เพราะฉะนั้น...ให้ข้าบอกก่อนเถอะค่ะว่าผลจะเป็นอย่างไร" โมโนยังคงพูดต่อไปอย่างกังวล "องครักษ์ของอาราม...ไม่สิ...บางทีอาจรวมทหารจากพระนครด้วย จะรีบตามล่าพวกเรา หากถูกพวกเขาจับได้...ท่านอาจถูกฆ่าตาย...ไม่ก็ถูกจับตัวกลับมารับโทษประหาร ข้าเคยอ่านบันทึกพบว่ามีผู้ถูกเลือกคนหนึ่งที่หนีไปกับคนรักของนางแล้วถูกจับได้...ต้องทนดูคนรักถูกเผาทั้งเป็นต่อหน้าต่อตา..."

"ก็ต้องไม่ให้พวกเขาจับเราได้สิ" คนจรตอบง่ายๆ "อย่างไรเสียพวกมันต้องข้ามศพข้าไปก่อนถึงจะเอาตัวเจ้าไปได้"

เด็กสาวถอนใจเศร้าๆ

"หากเป็นแค่นี้ข้าคงไม่กังวลหรอกค่ะ เพราะหากจวนตัวจะถูกจับได้...อย่างมากข้าก็ขอตายพร้อมท่าน แต่ผลที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีอยู่เท่านี้นะคะ..." เธอกลืนน้ำลายรวบรวมความกล้าก่อนจะพูดต่อ "...พวกนั้นจะตามล่าเราแทบพลิกแผ่นดิน พระนครศักดิ์สิทธิ์อาจทำได้กระทั่งส่งกองทหารไปโจมตีเผ่าของท่านเพื่อจับตัวข้า คนของท่านจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย..."

"เราไม่ต้องกลับไปที่เผ่าก็ได้" เด็กหนุ่มแย้ง "ข้าคิดไว้แล้วว่าหากจำเป็นจริงๆ ข้าจะพาเจ้าหนีไปที่อื่นที่ไม่ใช่เผ่าของข้าเพื่อให้พวกเขาปลอดภัย ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่าข้ากลับมาอีก ทางอารามอาจยังไม่คิดไกลไปถึงขนาดว่าเป็นฝีมือของข้า เราอาจหนีข้ามเขตแดนไปอาณาจักรทางเหนือก่อน...รอให้เรื่องสงบลงแล้วค่อยกลับเผ่า หรือไม่อย่างนั้นก็อยู่ด้วยกันสองคนโดยไม่ต้องกลับไปที่เผ่าของข้าอีกเลย"

"แต่พิธีขนานนามของท่านล่ะคะ"

"ก็แค่พิธีภายนอกที่ไม่สำคัญอะไรสำหรับข้าในตอนนี้ แค่มีชื่อ 'คนจร' ที่เจ้าเรียก...ข้าก็พอใจแล้ว"

"แล้วญาติๆ ของท่านล่ะคะ...พวกเขาจะรู้สึกยังไง" โมโนยังคงยกเหตุผลมาคัดค้าน "ถ้าจู่ๆ ท่านหายตัวไปเสียเฉยๆ ...พวกเขาจะไม่เป็นห่วงบ้างเลยหรือคะ"

"ก็คงเป็นห่วง แต่พวกเขาต้องทำใจไว้แล้วว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวเผ่าของเรา มีเด็กหนุ่มบางส่วนที่ออกเดินทางไปแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีที่ไหน พวกเขาก็คงแค่คิดว่าข้าเป็นหนึ่งในนั้น และอยู่ต่อไปได้โดยไม่มีข้า"

"แต่ว่า..." เด็กสาวเอ่ยอย่างลำบากใจ "...แค่เพื่อคนอย่างข้า...ท่านจะยอมทำถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ ท่านเองก็ใช่ว่าจะรู้จักข้ามานาน แล้วชีวิตของข้าก็...สั้นเกินกว่าที่ท่านจะสละชีวิตของท่าน...กับเวลาที่จะได้ใช้กับครอบครัวของท่านเพียงเพื่อข้านะคะ"

"อย่าพูดแบบนั้นสิ โมโน" เขาแตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากของเธอพร้อมกับพูดอย่างอ่อนโยน "เรื่องเวลาไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือ...ข้ารู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่โดยขาดเจ้าไม่ได้ต่างหาก"

เมื่อดวงตาดำขลับเลื่อนไปจากเขาอย่างเขินอายและศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีดำยาวสั่นไหวน้อยๆ เหมือนจะปฏิเสธ คนจรก็พูดต่อ

"จริงๆ นะ เวลาที่อยู่ห่างกัน...เวลาที่ออกเดินทางไปที่ทะเล...ข้าเอาแต่คิดถึงเจ้า คิดถึงจนแน่ใจว่าเจ้านี่แหละคือครึ่งหนึ่งของข้า" เขาเบาเสียงลง อดรู้สึกไม่ได้ว่าใบหน้าร้อนผ่าว "ข้าก็ไม่เคยนึกเลยว่าตัวเองจะรักใครได้มากขนาดนี้...จนได้มาเจอเจ้า"

"แต่ที่ท่านรู้สึกอาจเป็นแค่ความลุ่มหลงของรักแรกก็ได้นะคะ" เด็กสาวแย้ง "เห็นใครๆ เขาว่ากันว่ารักแรกมักเป็นสิ่งที่ลืมไม่ลง...แบบนี้"

คนจรรู้สึกกระตุกวูบในใจกับคำพูดของเธอ จนอดไม่ได้ที่จะถาม

"แล้วรักแรกของเจ้าก็เป็นอย่างนั้นหรือ" เขาพยายามบังคับเสียงของตนให้เรียบที่สุด แต่ก็ยังรู้ตัวว่าน้ำเสียงเพิ่มความขัดแข็งขึ้น "...ถ้าไม่ใช่ข้าน่ะ"

โมโนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ทำให้เขาทวีความกระวนกระวายมากขึ้น...มากขึ้นเมื่อในใจเหมือนจะรู้ว่าคนที่เธออาจเคยรักเป็นคนแรกนั้นคือใคร...

ต้องใช่แน่ๆ...จะไม่ใช่ไปได้อย่างไร ในเมื่อเธอพูดถึงคนคนนั้นอย่างห่วงใยแม้เขาจะไม่ได้ทำดีกับเธอเลย ยิ่งไปกว่านั้น...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงเมื่อบ่ายวันนี้ก็ดูเหมือนจะยิ่งฟ้องชัด

หากคนคนนั้นเป็นคนอื่น...เขาคงจะไม่รู้สึกร้อนรนในใจมากเพียงนี้ แต่ว่า...

เสียงหน้ากระดาษกระทบกันเบาๆ ขัดความคิดที่แล่นพล่านของเขาเมื่อเด็กสาวปิดหนังสือลงและส่งคืนให้เขา ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ

"ข้าไม่เคยรักใครแบบนี้...และมากขนาดนี้มาก่อนนอกจากท่านค่ะ"

เขานิ่งฟังขณะเก็บหนังสือเข้ากระเป๋าหนังของตน ส่วนเธอพูดต่อไป...เอ่ยต่อไปแทนเขาที่ไม่อาจนึกคำใดมาพูดได้ในขณะนี้

"ข้าไม่คิดว่าท่านจะเป็นแค่รักแรกด้วยความลุ่มหลงหรอก...แต่เป็นรักแรก รักเดียว และรักสุดท้ายในชีวิตอันแสนสั้นของข้าต่างหาก รักที่ข้าไม่เคยคิดจะมีแต่ก็กลับมีขึ้นจนได้"

"ข้าก็รู้สึกแบบเดียวกับเจ้านั่นแหละ โมโน" คนจรตัดสินใจตอบหลังเคลื่อนตัวกลับมานั่งข้างๆ เธออีกครั้ง "ข้าเลยแน่ใจว่านี่ไม่ใช่แค่ความลุ่มหลง ข้าอยากใช้ชีวิตทั้งหมดของข้ากับเจ้าจริงๆ"

"แต่นี่เป็นเรื่องความสุขทั้งชีวิตของท่านนะคะ" เด็กสาวกลับเอ่ยจริงจังขึ้นมาทันที "ข้ากลัวว่า...ท่านอาจเสียใจภายหลังก็ได้ที่ตัดสินใจเลือกข้า"

"อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนก็จริง แต่ถ้าเป็นในตอนนี้..ข้าจะเสียใจมากกว่าอีกถ้าปล่อยเจ้าไว้แบบนี้" แขนของเขาเลื่อนไปโอบไหล่เธอ ส่วนมืออีกข้างกุมมือเธอไว้พร้อมกับเอ่ยหนักแน่น "ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นภายหลัง ข้าจะไม่โทษการตัดสินใจครั้งนี้ทั้งนั้น"

"แม้ข้า...อาจจะเป็นต้นเหตุของหายนะน่ะหรือคะ" โมโนถามเสียงแผ่วหวาดหวั่น สองไหล่สั่นน้อยๆ "ข้าไม่อยากให้ท่านต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกับข้านะคะ"

"ข้าไม่เคยเชื่อเรื่องแบบนั้น เจ้าก็รู้นี่" คนจรรีบตอบทันควัน "แล้วถึงจะเกิดหายนะจริงๆ...ทำไมคนที่ต้องรับผิดชอบถึงเป็นเจ้าด้วยล่ะ เจ้าไม่เคยทำร้ายใคร ไม่เคยแม้แต่จะต้องการให้ใครเดือดร้อน เราสองคนก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ ที่ต้องการจะอยู่กับคนที่รักอย่างมีความสุขเท่านั้นเอง เทพเจ้าที่แท้จริงองค์ไหนคงไม่ใจร้ายพอที่จะให้คนตัวเล็กๆ คนเดียวต้องมารับผิดชอบต่อชะตากรรมของโลกทั้งโลกหรอก จริงไหม"

เด็กสาวก้มหน้านิ่งคิดเงียบงันเป็นนาน ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ

"นั่นสินะคะ...ทำไมคนตัวเล็กๆ คนเดียวถึงต้องมารับผิดชอบชะตากรรมของสิ่งที่ใหญ่หลวงถึงขนาดนี้ด้วย ทั้งๆ ที่คนส่วนมากจะไม่ขอบคุณ...ไม่สิ...ไม่รับรู้สิ่งที่คนตัวเล็กๆ คนเดียวต้องเสียสละเพื่อพวกเขาเลยด้วยซ้ำ" เธอพูดกึ่งครุ่นคิด กึ่งเลื่อนลอย "บางที..."

ทว่าโมโนทิ้งค้างไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะเหม่อลอยไป จนกระทั่งเด็กหนุ่มระงับความสงสัยไม่ได้และเร่งถาม

"บางทีอะไรหรือ"

"บางที...ถ้าข้าไปกับท่านอาจจะดีที่สุดก็ได้"

"ดีที่สุด" คนจรทวนคำอย่างงุนงง เด็กสาวหมายความว่าอย่างไรกันหนอที่ว่าดีที่สุด

เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาพร้อมกับยิ้มเศร้าๆ

"ดีที่สุดสำหรับทุกๆ คนที่ข้ารักน่ะค่ะ" เธอขยายความ "ท่านเอมอน เมยา กับทุกๆ คนที่อารามคงเข้าใจ อย่างที่ท่านเคยบอกว่าพวกเขาก็ต้องการให้ข้ามีความสุขเหมือนกัน ส่วนยาฮีม...อย่างน้อยเขาก็คงโล่งอกที่ไม่ต้องเห็นข้าอีก ความต้องการของท่านปู่โยเรที่อยากให้ข้าไปจากที่นี่ก็จะได้เป็นความจริง ส่วนเราสองคน..."

เด็กสาวบีบมือใหญ่กว่าแน่นขึ้นอย่างโหยหาขณะซุกกายเข้ามาใกล้ "...เราสองคนก็จะได้อยู่ด้วยกัน...ตามที่ใจของเราต้องการ...ใช่ไหมคะ"

ถ้อยคำนั้นทำให้ใจของผู้ฟังพองโตขึ้นด้วยความยินดี

"หมายความว่า...เจ้าตกลง"

โมโนกลับตอบรับด้วยเสียงกระซิบแผ่วเบา...เรียบเรื่อยราวกับกำลังทวนข้อความที่เธอเคยทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนขึ้นใจ

"หากว่าเป็นความต้องการจากใจจริงของท่าน ข้าจักติดตามจนสุดทาง ต่อให้ต้องข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน ไกลออกไป...ไกลออกไป..."

คนจรอดยิ้มอย่างตื้นตันไม่ได้ เพราะเขาจำได้เช่นกันว่านั่นคือคำตอบของเจ้าหญิง...หลังจากผู้กล้ารับปากต่อคำขอร้องของนาง คำพูดต่อมาของโมโนยิ่งทำให้เขาหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะโอบกอดเธอไว้แน่น

"ในเมื่ออัศวินผู้กล้าหาญอุตส่าห์มาเป็นปีกเพื่อพาเจ้าหญิงออกไปจากหอคอยที่คุมขังแล้ว...เจ้าหญิงจะปฏิเสธได้หรือคะ"

"แต่ข้าไม่ใช่อัศวิน...เป็นเพียงยาจกคนจรที่ไม่มีกระทั่งชื่อนะ"

"ข้าก็ไม่ใช่เจ้าหญิงเหมือนกันแหละค่ะ" เด็กสาวตอบกลั้วหัวเราะ "ขอเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ได้ใช้ชีวิตอย่างยาจกคนจรกับคนที่นางรักแค่วันเดียวก็มีความสุขกว่าใครแล้ว"

"ดูพูดเข้า..." คนจรหยอกน้อยๆ พร้อมกับเลื่อนมือไปลูบเรือนผมเปียกชื้นอย่างเอ็นดู แต่แล้วก็ชะงักเมื่อโมโนเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ดวงตาดำขลับใต้แสงสลัวดูราวกับแสงดาวที่ส่องสว่างบนฟ้า สายตาของเขาเลื่อนจากดวงตาคู่นั้นไปยังริมฝีปากบางดั่งกลีบดอกไม้อย่างไม่ได้ตั้งใจ...ยังผลให้เด็กหนุ่มโน้มใบหน้าลงใกล้และหลับตาลง...

แต่แล้วแสงสว่างก็แลบวาบ เสียงครืนครันพลันดังขึ้นก่อนที่ร่างน้อยจะถลาเข้าชิดกายของเขายิ่งขึ้นอีกพร้อมกับเสียงอุทานเบาๆ ของเด็กสาว

ทั้งสองยังคงนิ่งอยู่ในอ้อมกอดของกันเช่นนั้นอีกครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงฝนที่ยังดังก้องรอบกระท่อมไม้ จนกระทั่งโมโนพึมพำแผ่วเบาทั้งที่ใบหน้ายังแนบชิดแผ่นอกกว้าง

"...ฝนยังไม่ยอมซาเลย"

"เอาเถอะ" เด็กหนุ่มตอบ "บางที...ฟ้าอาจจะอยากให้เวลาเราอยู่ด้วยกันแบบนี้อีกสักพักกระมัง"

"...นั่นสินะคะ" เด็กสาวรับ ทว่าน้ำเสียงยังไม่คลายความกังวล "แต่ถ้าฝนยังตกอยู่แบบนี้จนถึงเช้าล่ะค่ะ"

"ถึงตอนเช้า...ไม่ว่าฝนจะหยุดหรือไม่ เราก็จะหนีไปด้วยกันแล้วนี่" คนจรพยายามพูดให้เธอสบายใจขึ้น "บางทีฝนตกตลอดแบบนี้อาจจะดีแล้วก็ได้ จะได้ชะล้างร่องรอยของพวกเราตอนเดินทางให้หมด"

"แต่ถ้าตกหนักขนาดนี้พวกเราก็เห็นจะเดินทางลำบากเหมือนกันนะคะ" โมโนติง "แล้วข้าก็..."

"ก็อะไรหรือ"

เด็กสาวผละออกจากอ้อมแขนมาสบตากับเขาอย่างอ้อนวอน

"ถ้าเป็นไปได้...ข้าก็อยากกลับไปหาทุกคนก่อนน่ะค่ะ อย่างน้อยอีกสักวัน ถ้าฝนหยุดตกในคืนนี้...ข้าจะขอกลับไปที่อารามก่อนได้ไหมคะ แค่ขอไปพบหน้าทุกคนอีกสักครั้งก็พอ แล้วคืนพรุ่งนี้ค่อยหนีไปด้วยกัน นะคะ..."

คนจรนิ่งอึ้งไปพักหนึ่งขณะลังเลว่าควรจะตอบเช่นไรดี สังหรณ์ลึกๆ บางประการในใจกำลังห้ามเขา...บอกเขาว่าอย่าปล่อยเธอไปอีกเมื่อได้เธอมาอยู่ข้างกายเช่นนี้แล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน...เขาก็ไม่อยากปฏิเสธคำอ้อนวอนทั้งจากคำพูดและแววตาของเธอ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เห็นคนต่างๆ ที่เธอรักและใกล้ชิด...และเขาก็เข้าใจความรู้สึกนั้นดีจากการออกเดินทางจากเผ่าของตน

"ได้สิ" สุดท้ายเขาก็ตอบพร้อมกับยิ้มน้อยๆ "แต่ถ้าฝนหยุดตกก่อนเช้านะ เพราะถ้าตกจนถึงเช้าเจ้าคงกลับไปไม่ทัน"

แม้จะเป็นแค่เงื่อนไขที่ขึ้นกับฟ้าฝนไม่แน่นอน เด็กสาวก็ยิ้มรับอย่างตื้นตันใจพร้อมกับโผเข้ากอดเขา

"ขอบคุณมากค่ะ พี่คนจร ขอบคุณจริงๆ"

คนจรได้แต่โอบร่างน้อยเอาไว้เงียบๆ และลูบเส้นผมเปียกชื้นอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาสะกิดใจถึงกลิ่นหอมคล้ายดอกไม้อ่อนๆ ซึ่งเคยได้กลิ่นจากเรือนผมของเธอในคืนที่ทุ่งดอกเซ็นนา ทำให้อดแปลกใจไม่ได้ว่ากระทั่งหลังเปียกปอนฝน...กลิ่นหอมนั้นกลับยังคงอยู่จนถึงเวลานี้ ซ้ำยังเหมือนจะยิ่งหอมกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกขณะด้วยซ้ำ...จนเขาอดนึกไม่ได้ว่าเป็นเพราะเขาจดจ่อใส่ใจกับกลิ่นหอมนั้นเกินไปหรือเปล่า

"พี่คนจรคะ..." โมโนเอ่ยแผ่วเบาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ดวงตาของเธอเหมือนจะแฝงแววลึกซึ้งบางประการที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน...แววตาที่สะกดตรึงให้เขานิ่งตะลึง "เรา...ยังพอมีเวลาอีกสักพักก่อนฝนหยุดตกใช่ไหมคะ"

เด็กหนุ่มได้แต่จ้องมองดวงตากลมโตเนิ่นนานไม่อาจละไปขณะตอบแผ่วๆ

"นานยิ่งกว่านั้นอีก...นานตราบชั่วชีวิตของเราเลยล่ะ"

เด็กสาวตอบเขาด้วยรอยยิ้ม เป็นยิ้มที่เบาบางหากดูมีความสุขยิ่งกว่ารอยยิ้มอื่นใดที่เธอเคยมอบให้เขาก่อนหน้า ก่อนริมฝีปากจะขยับเปลี่ยนรูปเอ่ยคำกระซิบ

"แต่ข้าก็ไม่อยากเสียเวลานี้ไปเลยค่ะ"

โมโนผละออกจากอ้อมกอดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เพียงเพื่อเคลื่อนกายให้แผ่นหลังเอนพิงอกของเขา และศีรษะซบลงกับไหล่ มือเล็กๆ ทั้งสองยกขึ้นแตะมือของเด็กหนุ่มที่เคลื่อนมาโอบรอบบ่าของเธอ เกาะกุมมือคู่ใหญ่กว่าไว้ราวกับคำบอกว่าอย่าได้ปล่อยเธอไป และกักขังตนเองไว้ในอ้อมกอดที่แน่นหนาเหมือนพันธนาการนั้น

"...ข้าก็เหมือนกัน" คนจรกระซิบขณะใบหน้าอยู่ชิดกับปอยผมข้างหูของเธอ

จากนั้นไม่มีคำพูดใดๆ ที่จำเป็นสำหรับทั้งสองอีก เพียงนัยน์ตาสองคู่ที่สบนิ่งนานราวกับจะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดผ่านทางสายตา ก่อนที่เด็กสาวจะก้มหน้าลงเล็กน้อยและเงยขึ้นอีกครั้ง คล้ายการพยักหน้าบอกว่าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

และเด็กหนุ่มก็เพียงแต่โน้มใบหน้าลงขณะที่เธอเงยหน้าขึ้นให้ริมฝีปากของทั้งสองสัมผัสกัน สลัดตัวตนไปจากความคิดคำนึงและปล่อยทุกสิ่งไปตามครรลองของใจในราตรีที่มีเพียงต่างฝ่าย...ดั่งข้ามไปอยู่ ณ อีกฟากหนึ่งของห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพันเพียงลำพังสองคน

หากสิ่งนี้...เป็นภาพลวงตา

ต่อให้เป็นมายา...ก็จะไม่ใส่ใจ

หากนี่คือ...ความรักแน่ไซร้

จะยอมเดิมพัน...จนสิ้นไปทุกสิ่ง


หากว่าเป็นความต้องการจากใจจริงของท่าน

จะติดตาม จนสุดทาง

ต่อให้ต้องข้ามห้วงสมุทรมหรรณพ์นับพัน

ไกลออกไป...ไกลออกไป


- To be continued -

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ตอนนี้ทำให้ผมต้องเริ่มทบทวนใหม่ว่าตกลงผมเขียนฟิคแฟนตาซีอยู่ หรือรักโรแมนติคที่ใส่เปลือกของแฟนตาซีกันแน่...ล้อเล่นนะครับ ^^;;;

เมื่อก่อนผมลังเลมากว่าจะให้ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไปถึงขั้นไหน เคยคิดว่าจะให้หยุดแค่คืนทะเลสาบและให้คนจรกลับเผ่าหลังจากนั้น ก่อนจะมารู้ทีหลังว่าโมโนตายไปแล้ว แต่พอเนื้อเรื่องดำเนินไปผมก็คิดว่า...เท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้คนจรรู้สึกผูกพันและยึดติดกับโมโนมากถึงขนาดยอมให้เธอตายจากไปไม่ได้ บวกกับมีเรื่องเกี่ยวกับโมโน ยาฮีม และความลับของอารามที่จะไม่สามารถทำให้ชัดเจนขึ้นในเนื้อเรื่องเพียงแค่นั้นได้ ผมจึงต้องให้คนจรกับโมโนกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง และตัดสินใจที่จะหนีไปด้วยกันแบบนี้

แต่พอเขียนให้เป็นแบบนี้จริงๆ ผมก็ยังมีไม่แน่ใจอีกว่า...จะทำให้คาแรกเตอร์ของโมโนดูเสียไปไหม เพราะเธอดูเหมือนจะยึดมั่นในชะตากรรมที่ต้องเสียสละของตนเองอย่างมั่นคงมาตั้งแต่ต้น แต่พอคำนึงดูแล้ว เวลาราวๆ สองสามเดือนที่แยกจากกัน กับท่าทีของยาฮีมเมื่อตอนที่ผ่านมาคงมีส่วนผลักดันให้เธอตัดสินใจไปกับคนจรด้วย ก็คงเป็นอย่างที่โมโนบอกล่ะครับ ผมไม่อยากให้เธอเป็นคนในอุดมคติถึงขนาดยอมเสียสละตนเองเพื่อคนทั้งโลกที่ไม่ขอบคุณหรือกระทั่งรับรู้ถึงการเสียสละของเธอได้ แต่เป็นปุถุชนคนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่อดไม่ได้ที่จะนึกถึงความสุขของตนเองมาก่อนก็เท่านั้นเอง

สำหรับชื่อตอนนี้แปลจากชื่อเพลง Sen no Umi wo Koete เพลงแถมในซิงเกิ้ลเพลงจบของการ์ตูนเรื่อง Utawarerumono ที่ชื่อ Madoromi no Rinne ครับ เป็นเพลงที่ผมรู้สึกว่าเข้ากับคู่คนจรกับโมโนในช่วงนี้มากทีเดียว แจกเช่นเคยครับ

Sen no Umi wo Koete
เนื้อเพลง

ถ้ายังจำได้ถึงที่ผมเคยบอกเรื่องอาถรรพ์หลังกองถ่าย ตอนนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งล่ะครับ ซึ่งอาถรรพ์ที่ว่านี่ก็คือ...

ซีนกระท่อมตอนท้าย คู่พระนางของเราในตอนนี้เกิดเขินกันมากต้องถ่ายหลายเทค จนถึงเทคที่ 13...ไม่รู้ผีตนไหนเกิดสิงขึ้นมา ต้องสั่งคัทตั้งสามรอบกว่าจะรู้สึกตัว ไม่งั้นจะเล่นนอกบทไปถึงไหนต่อก็สุดที่ผมจะเซ็นเซอร์ทัน

ที่พูดมาในย่อหน้าข้างบนทั้งหมดนี่ล้อเล่นครับ ^^;;; อันที่จริงคือ วันที่ผมเขียนตอนนี้เสร็จ พิมพ์ออกมาจะให้คนใกล้ตัวเอาไปอ่านเพราะนัดเจอกันวันรุ่งขึ้น ก็ปรากฏวันนั้นฝนตก เค้าฝ่าฝนมะล่อกมะแล่กคล้ายๆ โมโนเลย

ส่วนเนื้อเรื่องในปัจจุบัน...คนจรก็เริ่มสังเกตเห็นอาการอปกติจากเส้นเงาที่แทงตัวทุกครั้งแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปก็ต้องรอดูกัน

ขอความกรุณากับคอมเมนต์เช่นเคยครับ m[_ _]m

ปล. สำหรับคนที่อ่านจอมดาบปราบอสูรเล่มที่ 5 แล้ว...
ผมเขียนตอนนี้ก่อนได้อ่านจอมดาบปราบอสูรเล่ม 5 จริงๆ นะครับ ที่ท้ายเล่มนั้นกับท้ายตอนนี้เกือบเหมือนกันเป็นความบังเอิญโดยแท้ ^^;;;


Edit by Anithin - 04 ส.ค.49 เวลา 15:01:47 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 04 ส.ค.49 เวลา 14:36:40 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

runaway guy
คนเดินทาง

เฮียจอห์น ไม่นึกเลยว่าเฮียจะหวานหยาดเยิ้มได้ขนาดนี้ (ฟี้ด ไล่มดด่วน)
"แต่ข้าไม่เชื่อใจตัวเองมากกว่า" <-- เป็นคำพูดเล่นแก๊กคลาสสิคนะครับ นึกหน้าตาแกพูดตามแล้วอดขำไม่ค่อยได้ ^^;;;
แต่บทหวานสองคนนี้กำลังได้ที่เลยฮะ อ่านๆ ไปแล้วก็รู้สึกเหมือนหนุ่มสาวที่กำลังหลงอยู่ในความรัก ไม่คิดว่าอะไรสำคัญไปกว่าการที่ได้อยู่กับอีกฝ่ายแล้ว (พูดอย่างกับตัวผมแก่แล้วงั้นแหละ ผมยังไม่แก่นะ ^^;;; ) แต่ว่า...มันก็โรแมนติคนะครับ

ส่วนที่โมโนรู้สึกน้อยใจว่าทำไปก็ไม่มีใครเห็นคุณค่านี่ผมรู้สึกเห็นใจนะ (แล้วผมก็คิดว่าน่าจะน้อยใจได้ตั้งนานแล้วด้วย) แต่ก็ทำให้รู้สึกว่าโมโนเป็นผู้หญิงธรรมดาขึ้นมาจริงๆ ละครับ ไม่ใช่แม่พระผู้เสียสละเพื่อชาวโลก ทำไมผมรู้สึกชอบโมโนขึ้นอีกจม (ตรงที่มีข้อเสียบ้างเหมือนคนทั่วๆ ไป ^^;;; )

ว่าแต่ ไอ้ตามครรลองใจของทั้งคู่เนี่ย...มันขั้นไหนกัน? ^^;;;

แต่ผมติดใจความรู้สึกของคนจรจริงๆ ฮะ ทั้งที่รู้ว่าทำในสิ่งที่สาวเจ้าไม่ชอบแล้วทำไมถึงทำ? ปกติคนเรามักจะทำตามที่คนที่ตัวเองรักต้องการ แต่นี่คนจรกลับคิดว่าชีวิตของโมโนมีค่ามากกว่าจนถึงขนาดที่จะต้องทำสิ่งที่อีกฝ่ายไม่ต้องการเชียวหรือ อยากอ่านประเด็นที่ทำให้คนจรรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ฮะ

รอตอนต่อไปครับ
ปล. ขอบคุณมากครับสำหรับเพลง
ปล. 2 อ่านตอนนี้แล้วชักอยากเขียนฟิคหวานๆ สักตอนแล้วสิ ^^;;;

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 04 ส.ค.49 เวลา 16:27:01 น.

double
Member

อืม....เรื่องรอยตามร่างกายเนี่ย ไปเรื่อยๆจะเห็นชัดว่าขึ้นมาถึงคอและที่หน้าเลยทีเดียว

(อูย...ทำไมมดเยอะจัง ^^!)
แฮ่ม....ตอนนี้นั่งคุยกันหวานซ่ะ แต่เปิดเรื่องในอดีตมานึกถึงหนังไทยบ้านเราเลยค่ะ อืม....ก็อ่านๆก็คิดเหมือนกันว่าเหมือนโมโนจะแพ้อีกด้านของจิตใจเธอ ที่เหมือนหลงในความรักมาก (แต่จริงๆแล้วก็คิดว่าเหมือนโมโนจะเหนื่อยกับการใช้ชีวิตเลย คนที่รักก็ดันทำตัวเย็นชาซ่ะ...แถมเธอยังต้องเสียสละชีวิตอีก)
จะมีบทแบบนี้ไม่ค่อยแปลกอ่าค่ะ เพียงแต่อ่านตอนนี้แล้วคิดว่าเหมือนโมโนจะก้าวจากเด็กสาวไปเป็นหญิงสาวเลย (ไม่ได้หมายความถึงเรื่องนั้นนา ^^!)
พออ่านมาเรื่อยๆก็ลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วพออ่านถึงตอนจบ...เป็นไปตามที่คิดไว้(นิดหน่อย)
เอ่อ....ถ้าตามสถานะของโมโนที่เป็นนักบวชหญิงนี่....แบบนี้จะดีเหรอ ^^!

Edit by double - 04 ส.ค.49 เวลา 23:00:11 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 04 ส.ค.49 เวลา 22:52:13 น.

MR.UnN@mE
มานุตัวจ้อยๆ

อืมๆยิ่งอ่านยิ่งมันส์
ตอนอ่านนี้เห็มภาพเลยนะ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 05 ส.ค.49 เวลา 09:42:50 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

คุณ runaway guy - ความรักของสองคนนี้ในตอนนี้ผมมองว่าเป็นความรักที่รุนแรงของวัยหนุ่มสาวจริงๆ ล่ะครับ ส่วนตามครรลองใจ...ถึงขั้นไหน ตอนหน้าก็คงจะได้คำตอบแล้วล่ะครับ ^^;;; ส่วนประเด็นที่ทำไมคนจรถึงต้องชุบชีวิตโมโนให้ได้ทั้งๆ ที่โมโนไม่ต้องการคืออะไรรออ่านได้ครับ

คุณ double - ฮะๆ เขียนๆ ไปผมก็ว่าแอบหนังไทยนิดๆ เหมือนกัน กระท่อมกลางฝน นางเอกเนื้อตัวเปียกปอนต้องเอาชุดพระเอกมาใส่...คือบรรยากาศมันให้กระมังคนเขาเลยนิยมสร้างกัน แล้วฝนก็มีนัยยะแนวนี้ อย่างน้อยก็ในวัฒนธรรมไทยมาตั้งแต่วรรณคดีสมัยก่อนเสียด้วยสิ ^^;;; แต่ที่ใส่ฝนเข้ามาในฉากนี้คือผมมีเหตุผลว่ามันจะได้ต่อเนื่องกับอีกสองสามตอนต่อมา ซึ่งพายุใหญ่จะมีบทบาทครับ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ผมเข้าใจว่าน่าจะมีโอกาสที่ฝนตกรุนแรงอยู่แล้วด้วยจึงใส่มาได้

จะว่าไปก็คือฝนสร้างบรรยากาศ แล้วผมก็มองว่าฝนหรือพายุแทนตัวกระตุ้นเหตุการณ์ในช่วงนี้ เหมือนคำพูดของยาฮีม เหมือนความปั่นป่วนในใจของโมโน แล้วการที่โมโนเปลี่ยนจากชุดสีขาวของตนเองมาเป็นชุดของคนจรก็เหมือนการยอมทิ้งสถานะจากว่าที่ภิกษุณีมาเป็นคนธรรมดาแบบเดียวกับคนจร หรือจะมองลึกไปอีกว่าเป็นคนคนเดียวกับคนจร (หรืออีกครึ่งหนึ่งของคนจรตามความเชื่อของเผ่าอัสลาน) ว่ากันในเชิงสัญลักษณ์น่ะครับ

ที่บอกว่าโมโนเหมือนจะก้าวจากเด็กสาวไปเป็นหญิงสาว ทำให้ผมนึกได้ว่าโมโนก็เหมือนเด็กสาวที่มีความรักครั้งแรกนั่นล่ะครับ ซ้ำชีวิตเธอก็ไม่เหมือนคนธรรมดา ทำให้ยึดติดกับความรักแรกนั้นเป็นอย่างมากด้วย แต่โมโนก็จะมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและพัฒนาไปจากความรักนี้เอง

ส่วนว่ากันตามสถานะของโมโนที่ต้องเป็นภิกษุณี นี่เป็นการละเมิดกฎขั้นรุนแรงเลยครับ หากพระเถระเอมอนรู้เข้ามีหวังท่านได้ล้มทั้งยืนแน่ ^^;;; แต่โมโนในขณะนี้ตัดสินใจจะไปกับคนจรแล้ว เธอจึงไม่สนกฎอีกต่อไป และเธอก็คิดด้วยว่าหากไม่ทำให้ตนเองหันหลังกลับไม่ได้แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องไปจริงๆ เธออาจจะลังเลและไม่กล้าไปกับคนจรขึ้นมาก็ได้

คุณ MR.UnN@mE - ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะครับ และยินดีมากครับที่ได้คอมเมนต์จากนักอ่านเพิ่มขึ้นอีกคน ^^

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 05 ส.ค.49 เวลา 15:13:34 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ