K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - ตอน 61 วิกฤตเหมืองป่าสนเขา 6

Ragnarok Fiction - The legend of descendant - (ตำนานรักอามัตสึภาค2)

ตอน 61 วิกฤตเหมืองป่าสนเขา 6
------------------------------
            ในช่วงเวลาที่เกรเกอรี่กำลังรักษาบาดแผลหลังจากปราบการ์กอยส์ตัวพี่อยู่นั้น
            ทางอุโมงอีกฟากอเลนเองก็กำลังสู้กับการ์กอยส์ตัวน้องอยู่เช่นกัน


            วูบ!

            ลูกธนูพุ่งตัดอากาศเป็นเส้นตรงผ่านอเลนไปฉิวเฉียด
            หลังจากยิงเสร็จการ์กอยส์ยังคงบินอยู่กับที่และง้างสายเตรียมยิงธนูลูกใหม่ทางสะดวก

            การ์กอยส์ตัวนี้ใช้ชัยภูมิที่เหมาะสมให้เป็นประโยชน์ มันจะคอยอาศัยพวกผีโครงกระดูกและมิสต์ที่ขวางทางเป็นโล่ห์กำบังไม่ให้อเลนเข้าถึงตัวได้ง่าย
            แม้ว่าเวทจะล็อกเป้าหมายได้แต่เวทนั้นก็ไม่อาจฝ่าทะลุกำแพงมอนสเตอร์ไปถึงการ์กอยส์ได้มันก็ไร้ประโยชน์ ในทางตรงข้ามลูกธนูที่มีขนาดเล็กกว่ากลับลอดช่องว่างเล็กๆเข้าใส่อเลนได้ง่ายกว่า อีกทั้งการไม่เห็นวิถีธนูยิ่งทำให้การหลบยากยิ่งขึ้นด้วย
            การจะเข้าถึงการ์กอยส์จึงมีเพียงทางเดียวเท่านั้นคือทำลายกำแพงมอนสเตอร์นี้ลงให้ได้ แต่อย่างไรก็ดีหากอเลนฝืนจัดการมอนสเตอร์ที่ขวางไปได้ การ์กอยส์ก็จะเทเลพอร์ทหนีไปหลบด้านหลังมอนสเตอร์ที่มุมอื่นเสียทุกครั้ง เป็นการจู่โจมแบบตอดแล้วหลบที่ปลอดภัยและป่วนประสาทคู่ต่อสู้ได้ดีอีกวิธีหนึ่ง

            อย่างเช่นครั้งล่าสุดนี้ก็ใช่...
            อเลนพยายามใช้เวทคู่ไฟร์วอลล์ขนาบซ้ายขวากั้นมอนสเตอร์และค่อยใช้เวทไฟทำลายมอนสเตอร์ตรงกลางเปิดช่องทางได้สำเร็จ
            แต่ทว่าเพียงแค่ก้าวเท้าเดินเข้าไปในระยะที่จะล็อคเวทได้การ์กอยส์ก็เทเลพอร์ทหนีไปเสียในที่สุด...


            ..................................................................


            อเลนชักเริ่มเสียความรู้สึก เขาถอยมารวมกับกลุ่มทหารพลางพักหายใจ

            ระหว่างที่รอการ์กอยส์ออกมาจากประตูมิตินั่นเอง สายตาเขาก็สังเกตไปเห็นว่ายังมีอุโมงเล็กๆอีกอุโมงที่ขุดทะลุออกไปข้างนอกและมีลมโกรกเข้ามาตลอดเวลา
            "นี่... อุโมงทางลมนั่นมีไว้เพื่ออะไรเรอะ?" อเลนถามทหารคนหนึ่งที่กำลังพักฟื้นหลังจากรีบการฮีลของลีฟด้วยความสงสัย

            ปกติแล้วการทำเมืองขุดเจาะอุโมงลึกๆจะมีปัญหาอันตรายก็คือเรื่องของอากาศหายใจ เพราะยิ่งเข้าไปข้างในมากเท่าไหร่อากาศก็จะน้อยลงเท่านั้น การมีอุโมงให้อากาศไหลเวียนได้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการทำไว้
            ทว่าระหว่างทางเดินมา อเลนเองก็สังเกตเห็นอุโมงระบายลมอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งมักจะสร้างในระยะต่อที่เหมาะสมกัน จึงทำให้เขามองว่าอุโมงช่องนี้ดูจะเป็นระยะเว้นช่วงที่สั้นเกินไปหน่อยเหมือนจะขุดมาเพื่อทำการอะไรบางอย่าง
            "เอ่อ... คือว่าลึกเข้าไปชั้นในสุดเป็นห้องอับครับ แล้วเราพบว่ามีแก๊สอะไรสักอย่างอยู่ตามซอกหินซึ่งมันไวไฟมาก ก็เลยจำเป็นต้องทำทางให้อากาศภายนอกเข้าไปเจือจางครับ" นายทหารตอบ
            "ไวไฟงั้นเหรอ..."
            "แต่เดิมอันตรายมากเลยครับ อย่าว่าแต่ขุดเจาะเลย แค่เอาตะเกียงเข้าไปก็ได้เรื่องแล้วล่ะครับ มีสิทธิ์โดนไฟครอกเอาได้ง่ายๆเลย... ต่อมาพอเจาะช่องลมระบายอากาศแล้วก็ดีขึ้นเยอะครับ ถ้าไม่ใช่ไฟลูกใหญ่ก็ไม่เป็นไรแล้ว"
            "งั้นคงเป็นมีเทนแน่..." อเลนให้คำตอบ
            "มีเทน?" ทหารถามด้วยความสงสัย
            "แก๊สประเภทหนึ่งที่ไวไฟสูง เกิดจากกระบวนการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ" เซจผู้รอบรู้อธิบายตามหลักทฤษฎี "แนวหินนี้เป็นแนวหินเก่า อาจมีการหมักหมมของแก๊สไว้เยอะ เราคงขุดไปเจอเข้าโยไม่รู้ตัว"

            อเลนมองตรงไปยังสุดผนังมุมมืดแล้วเกิดความคิดดีๆขึ้นมา
            "ด้านหลังผนังนั้นก็น่าจะมีก๊าซมีเทนอยู่เยอะพอที่จะใช้ประโยชน์ได้"


            ช่วงเวลาสั้นๆที่การ์กอยส์ยังไม่ปรากฎตัวออกมา อเลนรีบเข้าไปปรึกษากับเซรอสขอความร่วมมือครั้งสำคัญ
            "ท่าทางลีฟก็รักษาเกือบเสร็จหมดแล้ว เดี๋ยวนายกับลีฟช่วยอะไรฉันสักอย่างสิ" อเลนกระซิบข้างหูวิซาร์ดเพื่อนสนิท
            "มีแผนอะไรดีๆเหรอ?"
            "ฉันอยากให้นายกับลีฟช่วยไล่ต้อนมอนสเตอร์ให้รวมกันแล้วผลักดันมันไปที่ข้างในกำแพงหินที"
            "ได้สิไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าไม่มีการ์กอยส์มายิงธนูป่วนนะ" เซรอสเป็นห่วงเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น "ถึงจะมีเอนเนอร์จี้โค้ทของป้องกันก็เถอะ โดนยิงเข้าบ่อยๆมีหวังมาน่าหมดตัวพอดี"
            "ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้เจ้านั่นเล็งเล่นงานฉันคนเดียวแล้ว... ฉันจะล่อมันให้เอง" อเลนออกตัวยืนยันความปลอดภัย
            "แต่มันก็ไวเป็นกรดแล้วยังเทเลพอร์ทอย่างนี้ นายจะจัดการมันยังไงกัน ไปล่ออย่างเดียวนายจะแย่เอานะ?"
            "นี่ก็ไม่ต้องห่วง ตามนิสัยของเจ้านี่แล้วมันไม่กล้าลุยซึ่งๆหน้าหรอก ถ้ามันใช้เทเลพอร์ทไม่ได้รับรองต้องหนีไปอยู่ข้างหลังมอนสเตอร์ตามเคยแน่ๆ" อเลนคาดเดา
            "อืม... ที่ให้ฉันกับลีฟบีบรวมมอนสเตอร์ก็เป็นการช่วยลดพื้นที่ของนายไปในตัวด้วยสินะ เข้าใจล่ะ" เซรอสผงกศีรษะรับรู้ "แล้วเรื่องเทเลพอร์ทล่ะ?"
            "ฉันว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้ลองใช้เมจิกอีเรเซอร์" อเลนตอบกลับเสียงเรียบ
            "จะลองแล้วเหรอ... เวทที่ร้ายกาจกว่าสเปลเบรคเกอร์..."
            "เจอศัตรูที่คู่ควรแก่การลองแล้วนี่" อเลนยิ้มเล็กๆขึ้นพลางแยกตัวออกจากเซรอส "ยังไงก็ฝากทางนี้ด้วยนะ"
            "ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ทำให้แผนการที่ดีของนายต้องพังแน่" เซรอสแยกตัวออกมาสั่งการทหารเช่นกัน


            ..................................................................


            อเลนเดินแยกออกมาข้างหลังกองทหารด้วยตัวคนเดียว ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการดึงการ์กอยส์ให้ออกห่างจากทางทัพที่กำลังพยายามผลักดันไปอีกทางตามคำสั่งที่ให้ไว้
            เขาเดินออกมาจนอยู่ใกล้กับช่องอุโมงระบายอากาศที่มีลมชื้นและเย็นพัดโกรกเข้ามาตลอดเวลาจนผ้าคลุมและผมสีน้ำตาลที่ปรกหน้าผากโบกสบัดตามแรงลม

            เพื่อให้การ์กอยส์หันเหความสนใจมาที่ตนเองอย่างเต็มที่ เซจหนุ่มก็เริ่มทำการท้าทายอีกครั้ง
            "เอาล่ะการ์กอยส์ นี่จะครบห้านาทีตามที่แกประกาศแล้วนะ แต่ฉันยังสบายดีอยู่เลย ท่าทางแกจะทำไม่ได้อย่างที่คุยซะล่ะมั้ง"

            ในทางเดินที่สลัวๆทอดยาวไปนั้นไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา แต่อเลนก็เชื่อการ์กอยส์ต้องแอบซ่อนพลางกายในความมืดนี้
            เช่นนั้นแล้วเขาจึงยื่นข้อเสนอต่อเนื่องเพื่อให้การ์กอยส์หลงติดกับ
            "ฉันเองก็รีบเหมือนกัน งั้นเรามาตัดสินกันทีเดียวเลยดีไหม ต่างฝ่ายต่างโจมตีไม่มีการหลบหลีก ไม่มีการหลบหนี วัดกันที่ฝีมือใครไวกว่าได้กิน" อเลนท้าทายเชิงท้าดวล "ว่าไงกล้าพอหรือเปล่า นี่ฉันต่อให้ขนาดนี้แล้วนะ"

            เสียงก้องของเซจหนุ่มดังสะท้อนอยู่สักพักก็มีเสียงแหบแห้งดังจากมุมมืดเบื้องหน้า
            "กล้าแบบนี้คงมีลูกเล่นอะไรอีกสิท่า..." การ์กอยส์ตอบแบบรู้ทัน "ปกติพวกจอมเวทอย่างแกไม่กล้าสู้ซึ่งๆหน้ากับนักธนูนักหรอก ข้ารู้น่า..."
            "หึ... ท่าทางแกจะอยู่ในท่ออับๆมืดๆมานานจนไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้จอมเวทเขาพัฒนากันไปขนาดไหนแล้วนะ" อเลนย้อนกลับด้วยคำพูดท้าทาย "ต่อให้เป็นนักธนูฉันก็เอาอยู่ แต่ถ้าแกกลัวล่ะก็จะหนีไปก็ได้นะ เพราะถึงยังไงฉันก็ตามไปเล่นงานแกได้อยู่ดี"
            "น้อยๆหน่อยเจ้าหนู คิดว่าปีศาจอย่างข้าจะกลัวจอมเวทที่ระยะจู่โจมสั้นกว่าธนูเรอะ ถ้าแน่จริงก็เข้ามาเลย แล้วจะได้รู้ว่าข้ายิงได้แม่นแค่ไหน...!"
            "ต้องงั้นสิ" อเลนยิ้มมุมปากพอใจและเดินช้าๆเข้าหาการ์กอย์

            ถ้ามองโดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างสายอาชีพแล้ว ระยะห่างกว่าแปดเมตรค่อนข้างเป็นปัญหากับอเลนพอตัว เพราะระยะหวังผลของเวทมนตร์หรือการจะล็อคเป้านั้นมีข้อจำกัดในเรื่องระยะห่างที่ต้องไม่เกินห้าเมตรเท่านั้น ในทางตรงข้ามระยะแปดถึงสิบเมตรคือระยะหวังผลได้อย่างแม่นยำของนักธนู
            "น่าแปลกนะ... ไม่นึกว่าจอมเวททำตัวสำอางอย่างแกจะกล้าขนาดนี้..." การ์กอยส์กล่าวพลางง้างสายคันธนูขึ้นลำลูกดอก
            "ฉันมันคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ต่อให้ต้องถูกเชือดเนื้อเฉือนหนัง แต่ฉันก็จะต้องหักกระดูกแกให้ได้ คอยดูสิ" เซจหนุ่มเดินหน้าท้าชน
            "โฮ่... ท่าทางจะถูกเชือดจนตายซะก่อนล่ะนะ"
            "ฉันจะให้แกได้เห็นเวทประสาน" อเลนเปรยด้วยรอยยิ้มของผู้ที่มั่นใจว่าเหนือกว่า
            "อะไรนะ?"

            อเลนไม่ตอบคำถามการ์กอยส์ แต่เขาได้แสดงให้เห็นด้วยตาตัวเองโดยการหยุดยืนอยู่ตรงจุดนั้น แล้วเริ่มกางแขนทั้งสองข้างออกร่ายเวทแบบแปลกใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง
            เวทที่ไม่คุ้นหูทำให้การ์กอยส์ต้องลดธนูลงและมองด้วยความสนใจ

            แสงสว่างสีส้มส่องประกายออกมาจากมือซ้ายของอเลน ในเวลาเดียวกันแสงสีเขียวมรตกก็เรืองขึ้นจากมือข้างขวา
            นี่เป็นการผสานรวมระหว่างเวทฟรอสต์โนว่าและไฟร์บอล เวทพื้นฐานของจอมคาถาและเวทระดับกลางของวิซาร์ด...

            ทหารที่กำลังพักฟื้นถึงกับจับตามองเวทอันสุดพิศดารนี้ ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะเวทผสมที่แปลกใหม่ในเวลานี้มีเพียงอเลนคนเดียวเท่านั้นที่ใช้ได้คล่องที่สุด
            แม้แต่เซรอสกับลีฟเองที่คุ้นกับอเลนเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าอเลนจะใช้คาถาอะไร... เซจหนุ่มผู้นี้มีความสามารถเฉพาะตัวที่ยอดเยี่ยมและประยุกต์คาถาแปลกใหม่อออกมามากจนตามไม่ทัน

            ความที่เป็นคาถาระดับพื้นฐานและกลางจึงทำให้การร่ายไม่กินเวลานัก
            จนกระทั่งถึงจุดที่พร้อมดี อเลนจึงมองหน้าการ์กอยส์และกล่าวชื่นชม
            "ไม่หนีแบบนี้คงคิดว่าเวทนี้ไม่ใช่เวททำลายล้างสินะ นับว่าหัวไวไม่เบานี่" เซจหนุ่มพักช่วงก่อนปลดปล่อยคาถาออกมา
            "ถ้าเวททำลายล้างจริงน่าจะล็อกเป้าไปแล้วใช่ไหมล่ะ..." การ์กอยส์ประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง "อีกอย่างระยะขนาดนั้นถึงยิงมาตรงๆข้าก็หลบได้ง่ายๆ..."
            "ก็จริงอย่างที่ว่าล่ะนะนี่ไม่ใช่เวททำลายล้าง"
            "ไม่ใช่เวททำลายล้างแล้วจะใช้ทำไมให้เปลืองมาน่ากัน หรือคิดจะเล่นสนุกเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย"
            "แกคงไม่รู้สินะว่าหลักของเวทผสานนี้นอกจากการใช้คาถาที่เกื้อหนุนผสานกันให้เกิดความรุนแรงแบบทวีคูณแล้ว ยังมีลูกเล่นแบบใช้คาถาหักล้างกันได้เกิดผลข้างเคียงด้วย"
            "ผลข้างเคียง...?"
            "จับตาดูให้ดีก็แล้วกัน"

            ทันทีที่พูดจบอเลนก็ปลดปล่อยคาถาทั้งสองออกมาพร้อมกันในชื่อคาถาตัวใหม่ในแบบฉบับเฉพาะตัว
            "ม่านหมอกอำพราง" (The Fog)

            อากาศเย็นวนเวียนรอบตัวอเลนไปจนถึงหน้าตัวการ์กอยส์ สะเก็ดหิมะปลิวว่อนให้ฟุ้ง
            แต่พริบตาเดียวนั้นเองไอร้อนก็แผ่ขยายออกมาจากตัวอเลนเป็นวงกว้างจนขอบเขตนั้นไปหยุดหน้าการ์กอย์เพียงแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น...

            เมื่อความร้อนจัดและความเย็นจัดกระทบกันอย่างฉับพลันนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือไอน้ำ... ไอน้ำจำนวนมากเท่าที่เวทน้ำแข็งมีอยู่
            ยิ่งที่แห่งนี้มีความชื้นสัมพัทธ์มากเป็นปัจจัยเสริมที่เหมาะสมด้วยแล้ว ไอน้ำจำนวนมากก็ปกคลุมบริเวณที่อเลนยืนอยู่จนกลายเป็นกลุ่มก้อนสีขาวโพลน
            แสงไฟของตะเกียงสลัวๆไม่อาจส่องทะลุหมอกได้จึงเห็นเพียงแค่ไอน้ำสีขาวปกคลุมประหนึ่งควันไฟ
            "ว่าไง... คิดว่าพอจะยิงถูกไหม?" อเลนท้าทายในดงหมอกที่บดบังการมองเห็น
            "เฮอะๆ แกเองก็ยิงข้าไม่ได้เหมือนกันล่ะน่า"
            "แน่ใจนะ?"

            วูบ!

            ลูกไฟพุ่งผ่านหน้าการ์กอยส์โดยไม่บอกกล่าว

            อารามตกใจการ์กอยส์สบัดหน้าหลบฉับพลันทำเอาบอลเวทสีเพลิงนี้เฉี่ยวปลายจมูกไปจนผ้าคลุมหน้าเกือบติดไฟ
            ปีศาจค้างคาวต้องรีบตบจมูกดับสะเก็ดไฟเป็นการใหญ่
            "กะ... แก!"
            "ท่าทางคงใกล้เคียงนะ" เสียงเซจหนุ่มดังมาจากสักที่ในไอหมอกเบื้องหน้า "จอมเวทเองก็มีวิชาการเปิดประสาทสัมผัสตรวจจับเหมือนนักดาบเช่นกัน เพียงแต่ว่าพวกเราจะจับกระแสมาน่าน่ะ"
            "อะไรนะ...?"
            "พูดไปคงเหมือนโกหก แต่ว่าจอมเวทที่ฝึกฝนมาดีจริงๆล่ะก็ทำได้แน่นอน ยิ่งอยู่ในระยะหวังผลแบบนี้ยิ่งไม่ต้องห่วง ถึงไม่ล็อกเป้าก็ไม่พลาด... จะบอกให้นะตอนนี้ฉันสัมผัสมาน่าดำมืดได้เบื้องหน้าจางๆ เป็นมาน่าของแกแน่ๆไม่ผิดเพี้ยน"

            วูบ!!

            ลูกไฟลูกที่สองพุ่งตรงเข้าที่กลางลำตัวการ์กอยส์
            การ์กอยส์ที่ตื่นตัวรีบกระพรือปีกบินฉีกออกข้างอย่างรวดเร็ว การโจมตีหนนี้ยิ่งใกล้เคียงกว่าเดิมแม้จะบินหลบได้แต่เปลวไฟลุกเข้าที่กระเป๋าเป้ใบเล็กจนมันต้องถอดโยนทิ้ง
            "ได้ใจไปแล้วนะแก!" การ์กอยส์ตะโกนด้วยความโมโห

            จบการโจมตีชุดที่สองแล้วอเลนก็เปลี่ยนท่าทีจากซ่อนตัวเป็นวิ่งซิกแซกเข้าหาการ์กอยส์
            "มีทั้งไอหมอกแบบนี้ ต่อให้เป็นสายตาแกที่ไวต่อที่มืดก็จนปัญญาแน่" อเลนกล่าวดูถูกพลางร่ายเวทไปด้วย
            "เฮอะเจ้าโง่... แกต่างหากที่ประมาทข้าเกินไปน่ะ...!"

            การ์กอยส์คว้าจับธนูขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่มือขวาก็หยิบลูกธนูขึ้นมาสองดอกและเหนี่ยวกับสายเอ็นที่ถูกดึงออกมาจนตึง...
            "ดูซิว่าเจอดับเบิ้ลสตรัฟเข้าไปแล้วจะพูดอะไรได้อีก..." การ์กอยส์เอาจริง

            ดับเบิ้ลสตรัฟ เป็นรูปแบบการ์ยิงธนูที่ยิงธนูทีเดียวด้วยลูกธนูสองลูก อันจะเป็นการเพิ่มความรุนแรงได้มากขึ้นขนาดที่ล้มทหารกำยำได้
            "ลองดูวิชาเฉพาะที่ของฉันที่แม้แต่พี่น้องฉันก็เลียนแบบไม่ได้ดูซิ...!"
            "คิดว่าลูกธนูมากขึ้นแล้วโอกาสเข้าเป้าจะสูงขึ้นหรือไง?" อเลนกล่าวพลางหลบออกมาด้านข้างห่างคนละทางจากทิศที่การ์กอยส์เล็ง
            "แล้วแกคิดว่าตาข้ามองเห็นในที่มืดได้เพราะความสามารถของดวงตาที่ไวต่อแสงอย่างเดียวหรือไง...?"
            "อะไรนะ?" กำล่าวของการ์กอยส์ทำเอาอเลนชงักไปทันที
            "ข้ายังมีความสามารถมองโดยจับความร้อน หรือส่งคลื่นสะท้อนแบบค้างคาวได้ด้วยนะ..."

            การ์กอยส์แสดงสิ่งที่สนับสนุนคำพูดโดยการหันทิศทางการเล็งไปทางขวา... ในทิศทางที่อเลนยืนอยู่...
            "หึ... หึ... ตอนนี้ข้ากำลังเล็งไปทางขวามุมใกล้ๆกำแพง" การ์กอยส์แกล้งบอกใบ้หยั่งเชิง
            "ฮะ!?" อเลนเอ่ยปากชงักเมื่อสิ่งการ์กอยส์พูดมานั่นเป็นตำแหน่งที่เขายืนอยู่จริง
            "ข้าเล็งถูกใช่ไหมล่ะ...?" การ์กอยส์แสยะยิ้มชอบใจ "แผนแกก็เข้าท่าดีนะ... แต่ว่ามันเป็นความคิดที่ตื้นเกินไปสำหรับปีศาจชั้นสูงอย่างข้า..."
            "ฮึ่ม! แบบนี้ก็ต้องเสี่ยงแลกกันสักตั้งแล้ว!" อเลนตัดสินใจวิ่งเข้าหาเพื่อวัดกันที่ความเร็วในการโจมตี

            ทว่า... การ์กอยส์ที่ว่องไวและคล่องตัวกว่าก็ทำการโจมตีก่อนอเลนแบบช่วงตัว
            ลูกธนูถูกปล่อยออกจากคันแล่ง... และพุ่งเข้าหาอเลนในระยะประชิด

            ฉึก! ฉึก!

            เสียงลูกธนูกระทบเนื้อผ้าดังขึ้นสองเสียงอย่างชัดเจน เป็นการยืนยันว่าการโจมตีหนนี้เข้าเป้าทั้งสองดอก
            จากสายตาและความรู้สึกของการ์กอยส์เองก็สัมผัสได้ว่าเซจผู้ต่อกรนั้นหยุดนิ่งในไอหมอกห่างจากตนเองเพียงสามเมตรเท่านั้น...
            "หึ... ง่ายดายจริงๆ"


            การ์กอยส์ได้แต่หัวเราะย่ามใจเสียงดังโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัวว่าการที่อเลนยืนอยู่นั้นไม่ใช่เพราะบาดเจ็บแต่การโจมตี
            ทว่าเขากำลังร่ายเวทเฉพาะเวทที่สอง...

            หมอกที่อเลนสร้างมานั้นมีผลเพียงชั่วครู่เท่านั้น แต่ก็ถือว่าให้เวลาในการซ่อนเร้นอิริยาบทสำหรับหักหน้าการ์กอยส์ได้เต็มที่...


            ในช่วงจังหวะที่การ์กอยส์กำลังเผลอนั้นเอง แสงสีน้ำเงินก็ส่องประกายออกมาจากดงหมอกจางๆ แสงนั้นตีเป็นรูปดาวห้าแฉกและมีดาวหกแฉกซ้อนอยู่เบื้องหน้า
            และยังไม่ทันที่การ์กอยส์จะคลายข้อสงสัย ในวงแหวนที่ส่องแสงนั้นก็มีบอลพลังสีน้ำเงินเข้มพุ่งออกมา
            "เฮ้ย!?" การ์กอยส์ผวาสุดตัว

            ปีศาจค้างคาวตนพยายามบินสุดกำลัง แต่การโจมตีนี้เกินความคาดหมายและไม่ทันได้ตั้งตัว
            ผลก็คือบอลแสงสีน้ำเงินนั้นเข้ากระแทกที่หัวไหล่ไปครึ่งลูก...

            ตึง!

            แรงปะทะทำเอาไหล่ของการ์กอยส์สบัดไปเล็กน้อย
            แต่ทว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากนั้น... ไม่มีบาดแผล... ไม่มีความเจ็บปวด...
            "อะไรเนี่ย...?" การ์กอยส์ลูบไหล่ขวาตนเองด้วยความประหลาดใจ "เวทอะไรของมันมีแต่แสงเรอะ...?"

            เมื่อหมอกจางลงมากๆ เพียงลมจากนอกอุโมงพักโบกเข้ามาก็พาไอหมอกที่เหลืออยู่หายไปสิ้น เหลือเพียงแค่เซจหนุ่มที่ยืนมาดมั่นอยู่ห่างจากการ์กอยส์เพียงแค่สามเมตร...
            ที่สำคัญคือเซจผู้นี้ไร้ซึ่งบาดแผลแม้แต่รอยขีดข่วน ลูกธนูที่คาดว่าปักเข้าหน้าอกทั้งสองลูกก็หายไปเหมือนเล่นมายากล
            "ทำไม... แกยังไม่ตาย!?" การ์กอยส์กัดฟันถามด้วยความประหลาดใจ
            "ก็ยิงไม่เข้านี่นาจะตายได้ยังไง?" อเลนตอบแบบสบายอารมณ์ไม่จริงจัง
            "บ้าน่าเสียงธนูปักเข้าเนื้อผ้าชัดเจนแล้วแน่ๆ... แกเล่นตุกติกอะไร!?"
            "เปล่าตุกติกสักหน่อย ก็แกยิงโดนฉันจริงๆนี่นา เพียงแต่มันไม่เข้าเนื้อฉันเท่านั้นเอง"
            "หมายความว่ายังไง...!?"

            อเลนยิ้มเล็กๆขึ้นมาก่อนที่จะตัดสินใจเฉลยโดยการสบัดผ้าคลุมจากด้านหลังมาด้านหน้า ซึ่งที่ผ้าคลุมนี้ก็มีถูกธนูสองลูกปักติดแน่นอยู่... แต่ก็ปักชงักเพียงแค่ส่วนหักเท่านั้นไม่ได้ธนูไปทั้งลูก
            "อะไรกันเนี่ย...!?
            "คิดถูกจริงๆที่ประเมินค่าแกไว้ในระดับที่สูงขึ้นมาอีกนิด" อเลนพูดเสริม "ที่จริงฉันก็คิดอยู่แล้วว่าแกน่าจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น แล้วฉันก็เคยเรียนมาว่าค้างคาวมีวิธีบินในที่มืดโดยไม่ต้องลืมตา แล้วก็ไม่ผิดจริงๆที่ฉันคิดว่าปีศาจครึ่งๆอย่างแกจะใช้ความสามารถนั้นได้"
            "ผ้าคลุมของแกทำไม...?" การ์กอยส์ไม่สนใจคำพูดของอเลน สายตาของมันจับจ้องไปที่ผ้าคลุมไม่วางตา
            "ฉันได้ยินมาว่าดาร์คพรีสต์กำลังมีบททดสอบแปลกๆกับมิยูกิก็เลยเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจขึ้นว่าอาจเจอลูกเล่นแปลกๆ" อเลนดึงธนูทั้งสองออกจากผ้าคลุม "ฉันก็เลยเตรียมผ้าคลุมที่ทนต่อแรงกระแทกอย่างดาบหรือธนูมาเผื่อกรณีที่คาดไม่ถึงไงล่ะ ไม่นึกว่าจะได้ใช้ตอนนี้ซะได้... ผ้าคลุมนี้ถักจากผ้าไหมซ้อนกับใยเหล็กบางๆน่ะ ธนูดอกเล็กๆแบบนี้เจาะไม่เข้าหรอก"
            "นี่แก... นี่แก...!?"
            "แหม... ในการต่อสู้แต่ละรูปแบบก็ต้องมีการเตรียมตัวหน่อยล่ะนะ ฉันเองก็ไม่ชอบเสียเลือดเสียเนื้อโดยไม่จำเป็นด้วยสิ" อเลนยิ้มเยาะการ์กอยส์และพูดแซวออกมาตรงๆ
            "แก! โกหกข้า!? แสร้งทำเป็นโกหกว่าจะสู้แลกกันไปข้างแล้วทำแบบนี้เรอะ!?" การ์กอยส์เดือดดาลขึ้นมาในทันที
            "อ้าว... ฉันไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าจะไม่ใช่อุปกรณ์ช่วย... แล้วที่สำคัญฉันไม่ได้หลบหนีด้วย ไม่เห็นเหรอวิ่งเข้าหาตรงๆเลยน่ะ"
            "หนอย แก...!"
            "เอ้อ... แต่ที่ว่าฉันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นนี่เรื่องจริงนะ"

            สิ้นคำพูดมาน่าสีน้ำเงินจำนวนมากก็ถูกระเบิดออกมาเชิงข่มขู่
            ความที่มองอเลนว่าเป็นเซจธรรมดา ครั้นเมื่อมาเจอพลังจำนวนมากเข้าเช่นนี้การ์กอยส์เองก็ถึงกับสะทกสะท้านขึ้นมาได้ในทันที
            "ดาร์คลอร์ดหัวหน้าแกทำอะไรกับครอบครัวฉันไว้ ฉันจะทวงคืนด้วยชีวิตของมัน... แต่ตอนนี้ขอเรียกน้ำจิ้มก่อนด้วยการฆ่าลูกน้องในอาณัติอย่างแก!!" ดวงตาของอเลนจ้องเขม็งไปที่การ์กอยส์ในขณะที่มือทั้งสองข้างเรืองมรกตไปด้วยเวทแห่งน้ำแข็ง "นึกโทษตัวเองเสียเถอะที่คิดว่าฉันเป็นนักปราชญ์พื้นๆน่ะ!!"
            "ฮึ่ม!"

            การ์กอยส์เห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะหนีจากพื้นที่อันตรายนี้
            "เทเลพอร์ท...!" เอ่ยปากร่ายคาถาเคลื่อนย้ายข้ามมิติสั้นๆ

            ทว่าสิ่งที่ออกมามีเพียงแค่เสียงของชื่อคาถาเท่านั้นแต่ร่างกายนั้นหาได้หายไปจากมิติไม่...
            "บ้าน่า! เทเลพอร์ท...!!" การ์กอยส์ลองซ้ำแต่ก็ยังคงอยู่เช่นเดิมเหมือนกับว่าคาถาบทนี้เกิดด้านขึ้นมาดื้อ "เทเลพอร์ท...!!"

            การ์กอยส์พยายามใช้คาถา
            ยิ่งทีมันยิ่งสงสัยทั้งที่เอ่ยชื่อคาถาถูกต้องการหมุนเวียนมาน่าถูกต้องแต่ร่างกายกลับไม่หายไปในมิติที่สี่เหมือนที่เคยทำมา
            อเลนส่ายหน้าเป็นการแสดงโดยนัยว่าให้การ์กอยส์ตัดใจซะ
            "เปล่าประโยชน์... แกโดนเมจิคอีเรเซอร์ของฉันเข้าไปแล้ว แกจะไม่สามารถใช้เวทนี้ไปได้กว่าสัปดาห์เชียว"
            "อะไรนะ... เมจิคอีเรเซอร์!?"
            "พวกแกคงเรียนรู้มาเฉพาะวิธีการใช้เวทจนไม่ได้รู้ว่ากระบวนการเกิดเวทนั้นเป็นมายังไง..."

            อเลนสบประมาทซึ่งๆหน้า ทว่าการ์กอยส์เองก็เถียงไม่ออกเช่นกัน
            "แต่เอาเถอะ... จะบอกให้เป็นความรู้ก่อนตาย"


            ..................................................................


            ตามหลักการแล้ว การใช้คาถาคือการดึงมาน่ามาผนวกรวมกับเวทของธาตุต่างๆ
            หากผนวกมาน่าเข้ากับธาตุไฟก็จะได้ลูกไฟ หากผนวกเข้ากับธาตุน้ำก็จะได้น้ำแข็ง หากผนวกรวมกับแสงสว่างหรือพลังศักดิ์สิทธิ์ก็ได้จะโฮลี่ไลท์

            กระบวนการผสานมาน่าเข้ากับธาตุต่างๆคือความยากลำบากในการใช้เวทมนตร์ หากใช้เวทที่ไม่คุ้นจริงๆอาจเกิดการตีกลับของมาน่าและธาตุได้ซึ่งก็จะมีผลกระทบที่แตกต่างกันไป
            ในวงการจอมคาถานั้นก็มีจอมเวทจำนวนไม่น้อยที่ใช้ถูกคาถาตีกลับหลังจากการฝืนใช้เวทเกินตัว บางรายหนักถึงขั้นเกิดไฟลุกไหม้เผาตนเองก็มี

            สิ่งหนึ่งที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับการใช้เวทที่ซับซ้อนก็คือการร่ายคาถา...
            การร่ายคาถาที่มีเสียงสูงต่ำหรือการกำหนดลมหายใจและสมาธิจะช่วยทำให้เกิดการผสมผสานได้ลงตัวมากขึ้น ก็เหมือนกับการทำโครงเพื่อให้เวทมนตร์เคลื่อนที่ไปอย่างเป็นระเบียบนั่นเอง
            สิ่งสำคัญที่สุดคือการไหลเวียนของมาน่าในร่างกาย อันเป็นบ่อเกิดของคาถาในรูปแบบต่างๆ การไหลเวียนแบบบนสู่ร่างก่อนจะถูกเรียกใช้จะให้ผลแบบหนึ่ง การไหลเวียนจากล่างสู่บนจะให้ผลอีกแบบหนึ่ง จังหวะและน้ำเสียงของบทคาถาจะเป็นตัวช่วยควบคุมการไหลเวียนให้เป็นไปตามแบบแผน
            สำหรับคนที่ควบคุมพลังไม่เก่งนั้น การสะกดบทคาถาพลาดไปแค่ท่อนเดียวก็สามารถทำให้คาถานั้นล้มเหลวได้เลย...

            เมจิคอีเรเซอร์คือคาถาที่อเลนคิดขึ้นมาเพื่อปราบพวกจอมเวทโดยเฉพาะ
            หลักการของคาถาตัวนี้ก็คือการส่งมาน่าที่คงสภาพเข้าไปในร่างกายของคู่ต่อสู้... มาน่าที่ส่งเข้าไปนั้นจะคงตัวอยู่เช่นนั้นและคอยบล็อคการไหลเวียนของมาน่าคู่ต่อสู้ กล่าวคือเป็นการสกัดกั้นหรือขัดขวางการสร้างรูปแบบเวทมนตร์นั้นๆ
            ซึ่งผลที่ตามมาก็คือผู้นั้นไม่อาจใช้คาถาได้จนกว่ามาน่าที่ขัดขวางจะสูญสลายไปหมด เสมือนกับว่าเวทนั้นถูกลบไปในช่วงเวลาหนึ่ง...

            อย่างไรก็ตามเมจิคอีเรเซอร์นี้ก็มีข้อจำกัดในบางเรื่องเช่นผู้ใช้คาถาบทนี้ต้องมีมาน่าที่เข้มข้นพอหรือเทียบเท่ากับเป้าหมาย และยังต้องมีการปรับมาน่าให้มีลักษณะใกล้เคียงกันด้วย
            เหมือนกับการเข้าสิงของวิญญาณ... หากวิญญาณนั้นมีพลังที่น้อยกว่าร่างผู้สิงก็ย่อมไม่อาจที่จะสิงได้ แล้วการจะสิงได้นั้นวิญญาณกับร่างนั้นก็ต้องรับกันได้ด้วยเช่นกัน
            การปรับพลังให้แทรกซึมเข้าไปได้ถือว่าเป็นเรื่องยากอีกเรื่องหนึ่ง แต่กระนั้นมันก็ไม่เกินมือของอเลนที่ฝึกการปรับและจับพลังมาจนชำนาญดี


            อเลนมองหน้าการ์กอยส์และกล่าวซ้ำคำเดิม
            "เวทเทเลพอร์ทรูปแบบของแกที่เน้นความไวแต่อาศัยการหมุนเวียนแบบแตกกระจายไปทั่วร่าง ถึงเมจิคอีเรเซอร์จะโดนไม่เต็มแต่มันก็มากพอที่จะขัดขวางการไหลเวียนมาน่าของแกได้... แม้จะเพียงแค่ส่วนเดียวแต่ก็ทำให้คาถาแกล้มเหลวได้โดยสิ้นเชิง"
            "บ้าน่า...! ทำไมแกถึงมีคาถาแบบนี้ได้...!?" การ์กอยส์แทบไม่อยากยอมรับความจริง
            "ฉันเรียนรู้และอ่านหนังสือศึกษาเวทมาทุกแขนง จนทำให้รู้ลึกถึงกระบวนการไหลเวียนมาน่า และรู้ด้วยว่าบล็อคจุดไหนจะทำให้คาถานั้นไร้ผล..." อเลนจ้องหน้าการ์กอยส์ประหนึ่งจะเปรียบเป็นดาร์คลอร์ด "ตอนนี้ฉันก้าวข้ามขั้นพ่อฉันได้แล้ว! ฉันไม่กลัวจอมเวทหน้าไหน ต่อให้เป็นดาร์คลอร์ดฉันก็พร้อมที่จะทำลายเวทของมัน!"

            ยิ่งทีแสงสีเขียวในมือของอเลนยิ่งส่องสว่างมากขึ้น
            การ์กอยส์รู้ตัวเองชัดแล้วว่ากำลังถูกไล่ต้อนจึงกางปีกออกเต็มที่และทำการบินหนีออกไปทางด้านข้างทันที ถึงจะเทเลพอร์ทไม่ได้อย่างน้อยความไวในการบินก็น่าจะเป็นเครื่องช่วยชีวิตได้บ้าง
            "สำหรับบททดสอบของดาร์คพรีสต์รอบนี้ดูมีลูกเล่นเข้าท่ากว่าที่ไวลด์วินด์เยอะ... แต่ว่าสำหรับฉันแล้วมันยังกระจอกนัก!!" เซจหนุ่มกร้าวเสียงไล่หลังปีศาจค้างคาวที่หนีตาเหลือก

            อเลนกระทืบเท้าขวาลงปักหลัก
            จากนั้นเมื่อมือทั้งสองที่เรืองแสงทีเขียวก็ถูกสบัดไปข้างหน้า โคลด์โบลท์จำนวนยี่สิบลูกถูกปล่อยออกมาเป็นหอกแห่งความเย็นพุ่งตามหลังเป้าหมายไป
            แม้ความเร็วจะไม่เทียบเท่ากับลูกธนูแต่ความแรงนั้นมากกว่าจนเทียบไม่ได้เลยทีเดียว... การ์กอยส์ถูกอเลนยิงธนูธาตุน้ำแข็งจำนวนมากเข้าใส่

            น้ำแข็งทั้งยี่สิบแท่งพุ่งในความสูงเหนือกว่าศีรษะแต่เป็นลักษณะกระจายจากด้านหลัง
            ดังนั้นแล้วถึงการ์กอยส์จะไวแค่ไหนแต่มันก็ไม่อาจหลบได้ในสภาวะทางหนีที่ถูกบีบแคบเช่นนี้...

            โผล๊ะ!!

            แท่งน้ำแข็งแท่งหนึ่งพุ่งเข้ากระแทกปีกขวาการ์กอยส์เต็มกำลัง
            แรงส่งและคมแหลมนั้นเจาะทะลุปีกการ์กอยส์จนเป็นรูโบ๋ขนาดเท่ากำปั้น...

            เมื่อปีกหายไปข้างการ์กอยส์ก็หมดสิทธิ์บินต่อ... มันร่วงลงพื้นแบบหัวปักและกลิ้งโค่โล่ไปไกล
            ความเจ็บปวดจากแผลที่ปีกและแผลถลอกปอกเปิดแล่นเข้าสู่สมองแบบฉับพลัน มันถึงกับร้องก้องถ้ำจนทหารมองเป็นตาเดียวกัน
            "อ๊าก!!! เจ็บว้อย!!!!!"

            แต่ยังนับว่าการ์กอยส์มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดเพราะจุดตกของมันอยู่หลังฝูงมิสต์และผีโครงกระดูกทั้งหลาย อันจะเป็นกำแพงป้องกันการโจมตีของเวทมนตร์ได้อย่างดี
            อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของปีศาจค้างคาวกำลังหลังชนฝาสุดตัว เวทเทเลพอร์ทถูกผนึกปีกถูกเล่นงาน ทางเลือกมันเหลือเพียงข้อเดียวเท่านั้นคือต้องสู้และต้องเอาชนะให้ได้
            "ฮึ่ม... ไม่ว่ายังไงข้าก็จะต้องฆ่าแกให้ได้...!" การ์กอยส์ฝากความหวังสุดท้ายไว้กับธนูและลูกดอกที่เหลืออยู่และทัพมอนสเตอร์กองเล็กเบื้องหน้า

            อเลนค่อยเดินย้ายตำแหน่งอย่างใจเย็น
            เขาให้สัญญาณเซรอส ลีฟกับกองทหารเวทให้ถอยออกมาช่วงหนึ่งเปิดช่องว่าง
            "เปล่าประโยชน์ แกหนีไปที่ๆไม่ควรซะแล้ว ถึงจะมีความเป็นปีศาจแต่สัตว์ก็คือสัตว์อยู่วันยังค่ำ" อเลนร่ายเวทไฟร์โบลท์ที่มือข้างขวาและร่ายคาถาเฉพาะตัวของเซจที่มือข้างซ้าย "จะบอกอะไรให้รู้อย่างนะการ์กอยส์ว่าแกกับมนุษย์อย่างฉันต่างกันตรงไหน?"
            "หุบไปซะ ข้าไม่อยากฟัง!!" การ์กอยส์ไม่มีความคิดที่จะฟัง
            "จำเป็นความรู้ติดตัวตอนแกลงนรกได้เลย... สัตว์จะเลือกสถานที่หลบซ่อนด้วยสัญชาตญาณ แต่มนุษย์ที่มีการเรียนรู้จะเลือกสถานที่หลบซ่อนด้วยเหตุผล... แกทำพลาดแล้วที่เลือกไปหลบซ่อนที่นั่น ที่ๆปลอดภัยสำหรับแกคือที่ๆสุดอันตรายสำหรับฉัน"

            อเลนโน้มตัวลงและกดมือซ้ายลงสัมผัสผืนดิน
            พลันนั้นเองแผ่นดินก็เรืองแสงสีส้มอ่อนๆขึ้นมาเป็นวงกว้างกระจายออกไปจนถึงส่วนที่การ์กอยส์อยู่
            "อะไรน่ะ...?" การ์กอยส์ก้มมองไม่ไว้ใจ
            "ไม่มีอะไรมากหรอก" อเลนลุกขึ้นยืนแล้วตอบคำถามให้ทันที "ก็แค่เวทเพิ่มประสิทธิ์ภาพการโจมตีของไฟเท่านั้นเอง... มันมีชื่อว่าโวลคาโน่" (Volcano)
            "แกคิดว่ามันจะช่วยให้เล่นงานข้าได้งั้นเรอะ?"
            "มันแค่เสริมน่ะ อากาศในกรอบเวทนี้จะมากและบริสุทธิ์กว่าที่อื่น ช่วยให้เกิดการเผาไหม้ที่รุนแรงขึ้น ที่สำคัญคือมันไม่จำกัดการเผาไหม้แค่เวทไฟเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงไฟจากที่อื่นด้วย!!"

            กล่าวจบอเลนได้โยนไฟร์โบลท์ไปหนึ่งลูกเข้าใส่การ์กอยส์
            ความที่มีมอนสเตอร์จำนวนมากขวางอยู่ลูกไฟนั้นจึงถูกเล็งไปที่มุมที่สูงขึ้นให้เป็นวิถีโค้งข้ามหัวไป แต่การ์กอยส์เองก็ตัวเล็ก บอลไฟลูกนี้จึงได้ข้ามหัวการ์กอย์ไปด้วย
            "จะมาลูกไม้อะไรของแกอีก...!?" การ์กอยส์ไม่ไว้ใจอเลนอีกต่อไป มันรีบฉีกตัวหลบไปด้านข้างเต็มที่

            ทว่าเมื่อมันหลบพ้นแล้วครั้นหันกลับมามองก็กลายเป็นว่าหันหลังอเลนวิ่งไปเต็มที่เพื่อรวมกลุ่มกับกองทหารที่อยู่ใก้ลๆอุโมงระบายอากาศ ในขณะเดียวกันมืออีกข้างก็โบกสบัดไปมาส่งสัญญาณสักอย่างไปยังเซรอสและลีฟที่กำลังร่ายคาถารออยู่
            "ทุกคนก้มตัวให้ต่ำและกลั้นหายใจเข้าไว้!! ใครไม่ทำตามปอดไหม้ฉันไม่รับผิดชอบนะ!?" อเลนตะโกนพร้อมกับกระโดดพุ่งผ่านเซรอสและลีฟไป

            เมื่อผู้สั่งการเข้าจุดปลอดภัยแล้ว เซรอสและลีฟก็ใช้เวทไอซ์วอลล์อีกครั้ง
            ในหนนี้วิซาร์ดทั้งสองใช้ไอซ์วอลล์ขั้นสูงสุดสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นมาคนละด้านแบบเฉียบๆ เป็นจั่วยอดแหลมของสามเหลี่ยมที่ลากยาวไปจนถึงผนังห้องทั้งสองข้าง จนดูเหมือนกับว่าเวทนี้แบ่งเขตระหว่างทัพทหารเวทของเกฟเฟนและมอนสเตอร์กับการ์กอยส์ออกจากกัน
            ทหารทั้งหมดในที่นี้ไม่มีใครรู้ว่าอเลนต้องการจะทำอะไร พวกเขาได้รับคำสั่งสั้นๆมาว่าให้ถอยเท่านั้น ซึ่งก็ต้องปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด ในขณะที่การ์กอยส์เองก็งงไม่แพ้กันทั้งที่ดูเหมือนจะได้เปรียบแต่กลับถอยไปแบบนี้ ทั้งยังสร้างกำแพงไม่ให้ตามมาได้อีก


            ทว่า... เพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อมาข้อสงสัยก็ถูกคลายออก

            ทันทีที่ลูกบอลไฟของอเลนที่ปาออกไปนั้นผ่านการ์กอยส์ไปยังกำแพงหินข้างหลังที่อัดแน่นไปด้วยก๊าซมีเทน ปฎิกริยาทางเคมีก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
            ไฟทำให้มีเทนเกิดการลุกไหม้และกระจายออกเป็นวงกว้างตามที่ๆมีออกซิเจนอยู่
            กระบวนการสันดาปเกิดขึ้นรุนแรงและพุ่งออกไปยังที่ๆมีความกดอากาศต่ำกว่า

            พลันนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับลูกไฟที่โหมออกจากจากด้านในสุดของอุโมงนั่นเอง

            ตูม!!!!

            ความแรงของการระเบิดครั้งนี้เทียบเท่ากับไดนาไมท์สองถึงสามลูกมัดติดกัน...
            ทั่วทั้งอุโมงถึงกับสั่นสะเทือน ทหารทั้งหมดก้มตัวลงจนติดดิน แม้ว่าจะมีกำแพงน้ำแข็งของช่วยป้องกันก็ตาม แต่หากกำแพงน้ำแข็งนี้เกิดแตกออกเมื่อใด เมื่อนั้นสะเก็ดนิดจำนวนมากจะพุ่งเข้าใส่และรุนแรงพอที่จะกระชากชีวิตได้สบาย...
            เปลวไฟพุ่งกระแทกกำแพงน้ำและแฉลบออกข้างตามมุมจั่วออกที่เซรอสกับลีฟจงใจวางไว้เพื่อลดพื้นที่ปะทะ เมื่อปะทะเข้ากับกำแพงน้ำแข็งเข้า ที่สุดแล้วแรงอัดก็ไหลปะทุออกไปทางช่องอากาศเข้า แล้วเกิดเป็นระเบิดลูกไฟข้างนอกหนึ่งครั้ง...

            อย่างไรก็ตามก๊าซมีเทนมีสมบัติเพียงแค่ติดไฟง่ายเท่านั้น และการลุกไหม้ก็ต้องใช้อากาศ การสันดาปจะเกิดอย่างสมบูรณ์แล้วก๊าซมีเทนก็จะเปลี่ยนเป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ไป ดังนั้นเมื่ออากาศในถ้ำถูกใช้จนหมดไฟก็ดับลงในเวลาอันสั้น...


            ..................................................................


            เมื่อไฟและแรงระเบิดหายไปบรรดาทหารต่างถอนหายใจโล่งอกกันเป็นแถวๆ ทุกอย่างเงียบสงบลงเสียงควงามเคลื่อนไหวของมอนสเตอร์เงียบไป แม้แต่ทหารเวทเองก็พูดอะไรไม่ออกตาม

            หลังจากที่กำแพงน้ำแข็งสลายลง ทหารทุกคนยิ่งทึ่งหนัก...
            เมื่อศัตรูจำนวนมากที่สู้กันนัวเนียเมื่อครู่ถูกไฟครอกเผาจนไหม้เกรียมกันหมด...
            "เหลือเชื่อจริงๆ ไม่นึกว่าจะได้ผลดีขนาดนี้" เซรอสเองยังยอมรับแผนของอเลน
            "เสี่ยงไปหน่อย แต่ก็เข้าท่าดีนะ" ลีฟเห็นด้วย อันตรายเพียงครั้งเดียวสามารถปราบศัตรูลงได้ราบคาบก็ถือว่าน่าลอง
            "ในเมื่อสภาพแวดล้อมเอื้อขนาดนี้ก็ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ล่ะน่า แล้วเชื่อเลยว่าพวกปีศาจหัวโบราณไม่มีทางไหวตัวทันแน่" อเลนกล้าปรามาส "เอาล่ะเราไปสำรวจความเรียบร้อยกันเถอะเซรอส"
            "อืม... ฝากดูแลคนเจ็บหน่อยนะลีฟ" เซรอสฝากงานลีฟไว้ก่อนที่จะเดินตามอเลนไป


            สภาพของถ้ำหลังถูกเผาไหม้นั้นถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างนัก
            เสียงระเบิดที่ดูรุนแรงแท้จริงแล้วเป็นเพราะแรงอัดพลักดันของอากาศเท่านั้น ความรุนแรงที่เหลือจะเป็นเศษสะเก็ดหินใกล้ๆและเปลวไฟเป็นส่วนใหญ่
            ตามเพดานของอุโมงเต็มไปด้วยคราบเขม่าควันดำ... ส่วนที่พื้นมีแต่ศพมิสต์ที่กำลังถูกไฟเผาไหม้เกรียม โครงกระดูกผีดิบคนเหมืองถูกเผาจนเป็นเถ้าหมดรูป
            "เรียบวุธเลยอเลน... ไฟเพียงแค่ไม่ถึงนาทีรุนแรงขนาดนี้เลยหรือนี่..."
            "โดนทั้งแรงอัดทั้งไฟน่ะ แล้วก็อีกอย่างถึงจะเป็นไฟช่วงสั้นๆแต่ก็เป็นความร้อนสูงในระยะประชิดด้วย" อเลนก้มมองดูศพของมิสต์ที่กำลังแดงกรุ่นมีเปลวไฟกองเล็กๆลุกไหม้บนตัว "ที่สำคัญคือตัวมันก็ติดไฟด้วย ถึงจะรอดจากแรงระเบิดมาได้มันก็ต้องเจอไฟครอกตายอยู่ดี"
            "อืม... ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่ภายในนี่น่ากลัวกว่าที่คิดเยอะเลยนะ"
            "อย่างงี้ล่ะ เหมืองแร่ที่ต้องขุดเข้าไปลึกๆมันมีความเสี่ยงสูงทั้งในเรื่องปริมาณอากาศหายใจ ทั้งแก๊สภายใน..."
            "จะมีโอกาสระเบิดรอบสองไหมน่ะ?" เซรอสชักเป็นห่วง
            "ถ้าแถวนี้ล่ะก็ไม่น่าแล้วนะ มีเทนติดไฟง่าย ถ้ามีอยู่คงเผาไหม้ตามกันไปหมดแล้ว... แต่ถ้าขุดเข้าไปลึกๆอีกก็ไม่แน่ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากหรอกถ้าเราให้อากาศเข้าไปเจือจางมากๆความสามารถในการติดไฟก็จะลดลงเอง ในกรณีนี้ที่ระเบิดรุนแรงเพราะว่าช่องลมอยู่ห่างจากจุดที่มีเทนพุ่งออกมาเท่านั้นเอง"
            "อ๋อ... แบบนี้เอง" เซรองผงกศีรษะเรียนรู้ "ไม่เสียแรงที่มาจากจูโน่ดินแดนแห่งความรู้สมัยใหม่จริงๆนะอเลน"
            "ฮะๆ ฉันก็แค่รู้ประดับหัวเท่านั้นเองน่ะ ไม่นึกเหมือนกันว่าจะสบโอกาสได้ใช้มันกับการรบได้" อเลนถ่อมตน


            จอมเวททั้งสองเดินตรวจตราความเรียบร้อยเข้าไปจนถึงด้านในสุด
            แล้วทั้งสองก็มองเป็นตาเดียวกัน... กับศพของมนุษย์ค้างคาวที่ถูกเผาจนดำสนิท ร่างกายกว่าครึ่งโดนเผาจนเหลือแต่กระดูก บางส่วนที่เหลือแห้งและแข็งหงิก มือทั้งสองข้างงอเข้าและจับบีบอยู่ที่หน้าอก ควันไฟลอยออกมาจากปากแสดงถึงความร้อนที่ส่งไปถึงภายใน
            "การ์กอยส์เรอะ... ในที่สุดก็พลาดท่าตามที่นายวางแผนไว้จริงๆ" เซรอสเห็นเข้าก็ถึงกับส่ายหน้าประชด "อึดมากก็ต้องทรมานมากอย่างนี้ล่ะนะ... ถ้าเป็นอย่างพวกมิสต์คงตายในแรงระเบิดทีแรกไปแล้ว ถึงว่าเถอะนายเลยเตือนไม่ให้หายใจเข้าไป"
            "ท่าทางไฟจะลามไปเผาถึงในปอดด้วยนะ เจอเข้าอย่างนี้อึดแค่ไหนก็จอด ยิ่งโดนไฟที่แรงขึ้นเพราะเขตเพิ่มประสิทธิภาพโวลาคาโน่เข้าไปอีกยิ่งไม่ต้องพูดถึง"

            อเลนกล่างพลางหยิบนาฬิกาพกขนาดเล็กขึ้นมาเพ่งดูเข็ม
            "หักลบแล้วก็... อืม เก้านาทีสามสิบวินาทีหรือ..."
            "เหอ นี่นายเอาจริงกับเรื่องที่พูดข่มการ์กอยส์ไว้ก่อนต่อสู้เหรอน่ะ?"
            "ตั้งเป้าหมายไว้แล้วทำให้ได้ก็ถือเป็นการฝึกอย่างหนึ่งนะเซรอส"
            "เล่นตั้งเป้าหมายกับคู่ต่อสู้หินๆแบบนี้เลยนี่นะ นายนี่ร้ายจริงๆอเลน" เซรอสชมเปาะ "ว่าแต่ผลงานก็เข้าท่าดีนี่ อยู่ในสิบนาทีตามที่วางไว้จริงๆ"
            "ถึงจะเกินที่ฉันหวังไว้ไปตั้งสองนาที... แต่อยู่ในกำหนดสิบนาทีที่ว่าไว้ก็ถือว่ากำลังดีล่ะนะ" เซจหนุ่มหันมายิ้มเล็กๆให้กับเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ข้างตัว

----------------------------------
Free talk - เรียบร้อยไปอีกหนึ่งตัว อย่างว่าครับต่างสไตล์อาชีพก็มีรูปแบบการจัดการพวกหนีไปต่างมิติก็แตกต่างกันไป
มิยูกิอาศัยช่วงเวลาที่การ์กอยส์ออกมาแล้วทำให้ชะงักก่อนแล้วค่อยเช็คบิล ส่วนอเลนก็ใช้วิธีบล็อคคาถาให้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ตอนหน้าก็จะเห็นอีกวิธีหนึ่งครับ smile
แล้วจะได้จบในส่วนของการต่อสู้อุดอู้ในเหมืองสักที สงครามแบบบนผืนยังยังคอยอยู่ครับ

อืม... เรื่องคำเอฟเฟคที่โดนติงมานั้น ในจุดนี้ผมก็ยอมรับว่าค่อนข้างใช้เกร่อไปเหมือนกัน
อันที่จริงก็คิดจะลดลงจนเลิกไป แต่ก็นะครับฝีมือการบรรยายยังไม่ถึงจุดนั้น ในเรื่องการเก็บรายละเอียดอารมณ์ความรู้สึก เลยขอใช้ไปสักพักก่อนครับ
ช่วงนี้จะพยายามลดลงให้อยู่ในที่จุดพอรับได้ครับ ถ้าสบโอกาสมารีไรท์ช่วงหลังคาดว่าจะปรับให้ดีขึ้นกว่านี้ครับ

คลังนิยายครับ

Edit by K.W.E. - 01 ส.ค.49 เวลา 11:21:56 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 01 ส.ค.49 เวลา 11:16:55 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply

Izabelle
Oversea Student

ระเบิดเถิดเถิงดีแหะ จะรอดูว่าอีกทีมจะใช้แนวไหน น่าจะเป็นแนวมืออาชีพกว่าสองกลุ่มแรกมั้ง?

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 01 ส.ค.49 เวลา 17:02:18 น.

blazx
illusionist

ตูมตามอย่างมีหลักการ
อเลนอย่างเท่ - -)+
editแก้คำผิด

Edit by blazx - 02 ส.ค.49 เวลา 07:45:29 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 02 ส.ค.49 เวลา 07:45:06 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 2 จากทั้งหมด 2 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ