Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

Shadow of the Colossus [FanFic] - A Tale of a Lost Wanderer - บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น

Shadow of the Colossus Fan Fiction - A Tale of a Lost Wanderer

บทนำ - สู่แผ่นดินโบราณ
บทที่ 1 - ศาสตร์ต้องห้าม
บทที่ 2 - อำนาจอันน่าพรั่นพรึง
บทที่ 3 - โลหิตดำ


-------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่ 4 - ความมุ่งมั่น
Chapter 4 - Determination

องครักษ์ของอารามคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ยาฮีมนำอาหารเย็นมาให้เขา เช้าวันต่อมายังคงเป็นองครักษ์คนเดิม และตอนกลางวันเป็นอีกคนหนึ่ง แต่ไม่มีเงาร่างของโมโน เขาเสี่ยงถามองครักษ์ที่มาคนล่าสุดว่าอาการของเด็กสาวเป็นอย่างไร คำตอบที่ได้รับว่าเธอมีอาการดีขึ้นมากทำให้เขาโล่งอกขึ้น วันนี้เด็กหนุ่มอยู่ที่กระท่อมของพรานโยเรทั้งวัน เก็บกวาดฝุ่นและไล่เจ้าของที่หยากไย่ที่อยู่คู่บ้านมาช้านานในฐานะที่เขาคิดจะมาเป็นผู้อยู่อาศัยแทนพวกมัน นอกจากนี้ผลพลอยได้ของการเก็บกวาดคือเขาได้พบว่าข้าวของเครื่องใช้ที่อาจจำเป็นต่างๆ มีเก็บไว้ที่ใดบ้างแม้พวกมันจะเก่าและขึ้นสนิมไปบ้าง ทั้งยังพบสิ่งของที่เขาอยากนำไปให้เด็กสาวดูด้วย

ที่ก้นกล่องไม้แบบทำเองซึ่งอดีตเจ้าของบ้านใช้เก็บเครื่องใช้กระจุกกระจิก คนจรพบตุ๊กตาไม้แกะสลักขนาดเล็กหลายตัว ส่วนมากจะเป็นพวกสัตว์น่ารักๆ ที่เด็กผู้หญิงชอบ เช่น นก กวาง กระต่าย และมีตัวหนึ่งที่เขารู้ว่าน่าจะทำขึ้นโดยใช้ใครเป็นแบบ

...ตุ๊กตาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ผมยาวและสวมชุดกระโปรงเรียบๆ แบบโมโน...

เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหากเด็กสาวได้เห็นตุ๊กตาตัวนี้จะว่าอย่างไรบ้างหนอ

เสียงเคาะประตูเรียกเขาจากห้วงความคิด ตามมาด้วยเสียงของคนในห้วงความคิดของเขา

"ท่านคนจร ข้าเองค่ะ"

เด็กหนุ่มเก็บตุ๊กตาไม้ตัวนั้นไว้ในกล่องตามเดิมก่อนจะเปิดประตู

เด็กสาวในชุดขาวสะพายกระออมใส่น้ำยิ้มสดใสอยู่ที่หน้าประตู เธอดูเหมือนจะสบายดีแล้ว แม้ที่ขาข้างหนึ่งจะยังมีผ้าพันแผลพันอยู่ก็ตาม

"ท่านไม่เป็นไรแล้วหรือ?" คนจรถาม เธอรีบพยักหน้ารับ

"ข้าหายดีแล้วล่ะค่ะ ขอโทษนะคะที่เมื่อวานทำท่านตกใจ"

"ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็ประมาทเกินไป ไม่ทันเห็นงูตัวนั้น"

โมโนสั่นศีรษะ

"อย่าใส่ใจเลยค่ะ เรื่องจบลงแล้ว และจบลงด้วยดี" เด็กสาวพูดเน้นย้ำคำว่า 'ด้วยดี' เป็นพิเศษก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "ตอนนี้ข้ากำลังจะไปตักน้ำค่ะ เลยแวะมาถามท่านว่าจะไปด้วยกันไหม พอข้านำน้ำไปส่งที่อารามเสร็จแล้วเราจะได้พูดคุยกันเลย"

"จะดีหรือ?" คนจรปรายตามองยาฮีมซึ่งยืนกอดอกอยู่ห่างออกไปด้านหลัง โมโนดูท่าทางจะเข้าใจ

"ไม่เป็นไรค่ะ อย่างไรเสียท่านเอมอนก็สั่งให้ยาฮีมตามคุ้มกันข้าไปตลอดอยู่แล้ว" เธอเบาเสียงลงเป็นกระซิบ "ตอนเราพูดคุยกันในอาราม...ยาฮีมจะยืนจับตามองพวกเราอยู่ห่างๆ แต่ในระยะที่ไม่ได้ยินว่าเราสองคนพูดคุยอะไรบ้าง"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไป ท่าทางของพระเถระเอมอนยามพูดกับเขาดูอารีและให้ความรู้สึกว่าท่านเชื่อใจเขาจริงๆ แต่การสั่งให้ยาฮีมมาด้วยดูจะเป็นการป้องกันอย่างรอบคอบอีกชั้นหนึ่ง รอบคอบเสียจนตีความได้ว่าเป็นหวาดระแวงด้วยซ้ำ

"ข้าเข้าใจ" แม้กระนั้นเขาก็พยักหน้ารับ คงไม่แปลกหรอกที่พระเถระเอมอนจะมีความเห็นว่า "กันไว้ดีกว่าแก้" เพราะเขาเป็นคนต่างถิ่น ต่างศาสนา อย่างน้อยการอนุญาตให้พูดคุยกันต่อหน้าสายตาของผู้อื่นก็เท่ากับว่าพระเถระยอมรับและเชื่อใจเขาในระดับหนึ่ง ส่วนตัวเขาเองก็บริสุทธิ์ใจ มั่นใจ และพร้อมจะพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้คิดอะไรกับโมโนเลยมากไปกว่าเธอเป็นเพื่อนคุยที่ถูกคอดีคนหนึ่งในโลกภายนอกเผ่าของเขา หลังจากรอนแรมกับอะโกรเพียงลำพังมานาน

คนจรออกจากบ้านของพรานโยเรก่อนจะตามโมโนที่เดินกะเผลกเล็กน้อยไปหายาฮีมซึ่งยืนอยู่หน้าม้าสีขาวของเขา องครักษ์หนุ่มอุ้มโมโนส่งขึ้นไปบนหลังม้าก่อนจะจูงนำไปโดยมีคนจรปิดท้ายขบวน

และการเดินทางก็เริ่มขึ้นโดยไม่มีคำพูดใดๆ คนจรได้แต่สังเกตท่าทางของโมโนบนหลังม้าก่อนจะแปลกใจว่าเธอดูไม่ชินกับม้าของยาฮีมมากกว่าอะโกรเสียอีก นึกดูแล้วเธอคงเดินเท้าไปยังบึงเป็นประจำมานานจริงๆ ด้วย อย่างน้อยก็หลังจากที่ยาฮีมเลิกคุ้มกันเธอกระมัง เขาเดาจากคำพูดของพระเถระเอมอนเมื่อวาน ซึ่งจับใจความได้ว่ายาฮีมเคยรับหน้าที่อารักขาโมโนไปที่บึงมาก่อน

การตักน้ำในวันนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และเงียบเชียบด้วยเช่นกัน ยาฮีมแค่เดินนำเข้าไปเขี่ยซากทั้งตัวงูและหัวงูอันเป็นผลงานเมื่อวานของคนจรทิ้งไปหลังพุ่มไม้ ส่วนเลือดแห้งๆ ที่ติดอยู่บนพื้นหญ้าและบัดนี้กลายเป็นสีน้ำตาลคล้ำออกดำทั้งหมด องครักษ์ประจำอารามก็เอาพื้นรองเท้าหนังสานปาดพวกมันให้มองไม่ค่อยเห็น แต่จะอย่างไรก็ยังคงเหลือร่องรอยอยู่ จากนั้นเขาก็จูงโมโนลงจากหลังม้า แล้วยืนรอขณะที่เธอคุกเข่าลงสวดภาวนาและตักน้ำ

พอตักน้ำเสร็จ เด็กสาวนั่งเหม่อลอยเช่นเดียวกับเมื่อวาน แต่ยาฮีมไม่พูดอะไรขึ้นมา ไม่เร่งเร้าเตือนให้รีบกลับ เขาเอาแต่ยืนมองเฉยๆ เหมือนกับชินแล้วและคอยระวังภัยให้เธอ ทำให้คนจรพลอยไม่พูดอะไรไปด้วย

อีกสักพักหนึ่งโมโนจึงได้ลุกขึ้นในที่สุด ให้ยาฮีมส่งเธอขึ้นบนหลังม้า และทั้งสามก็เดินทางกลับไปยังอาราม

พอกลับไปถึงอารามแล้ว ยาฮีมก็ให้เขายืนรออยู่ที่ลานด้านหน้าอารามข้างนอก ขณะที่องครักษ์หนุ่มกับโมโนนำกระออมน้ำเข้าไปข้างใน ในระหว่างนั้นเขาพบกับพวกองครักษ์คนอื่นๆ อีกสี่คนที่กำลังพักอยู่ องครักษ์คนอื่นๆ ดูจะมีอัธยาศัยดีกว่ายาฮีมหลายเท่า เพราะพวกนั้นเข้ามาทักเขาที่ยืนอยู่ตามลำพัง ชวนให้เข้าไปนั่งพักในเรือนพักองครักษ์ประจำอารามที่อยู่ด้านหลังอาคารหลักของอาราม แต่คนจรปฏิเสธเพราะต้องการรอโมโนอยู่ที่นี่ ทั้งสี่จึงได้ยืนพูดคุยซักถามเขาถึงเรื่องการเดินทาง ความเป็นอยู่ที่หมู่บ้านนี้ และมีคนหนึ่งชวนว่าหากเขามีเวลาว่างน่าจะมาซ้อมธนูและดาบด้วยกันบ้าง

การสนทนาถูกขัดกะทันหันเมื่อองครักษ์อีกสองคนที่หน้าประตูอารามเปิดประตูให้ยาฮีมออกมากับโมโน องครักษ์ทั้งสี่ค้อมคำนับโมโนก่อนจะผละจากไป ส่วนโมโนก็ขอโทษพวกเขาที่ต้องดึงตัวคนจรไป พวกเขาดูนอบน้อมกับโมโนก็จริง แต่ยังคงพูดจายิ้มแย้มกับเธอมากกว่ายาฮีมอย่างเห็นได้ชัด ดูไปดูมา ความเคร่งขรึมของยาฮีมเห็นจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวมากกว่าจะเป็นธรรมเนียมขององครักษ์ประจำอารามโดยทั่วไปกระมังแบบนี้

จากนั้นโมโนก็เดินนำเด็กหนุ่มไปที่บริเวณด้านข้างอีกด้านของอาคารหลักของอาราม ตรงข้ามกับฟากที่เป็นคอกม้าและเรือนพักองครักษ์ ทางด้านนี้ดูเผินๆ เป็นสวนหย่อมที่สวยงาม มีทั้งไม้ยืนต้นและไม้ดอกบานสะพรั่ง แต่ไกลออกไปมีแผ่นป้ายหินหลุมฝังศพตั้งเรียงรายเป็นแถว เด็กสาวนั่งลงบนม้านั่งหินตัวหนึ่ง คนจรมองไปรอบๆ เห็นว่าม้านั่งอีกตัวอยู่ห่างออกไปมาก จึงได้ตัดสินใจที่จะยืนแทน

"นั่งก็ได้นะคะ" โมโนเอ่ยขึ้นพร้อมกับเขยิบตัวไปด้านข้าง เปิดที่อีกด้านหนึ่งของม้านั่งให้กับเขา

"อย่าเลยดีกว่า" คนจรตอบ "ข้าว่าคงไม่สมควรที่จะนั่งข้างๆ ท่าน"

เด็กสาวถอนใจก่อนจะก้มหน้าลง

"แสดงว่าท่านเอมอนพูดเรื่องนั้นกับท่านเหมือนกับข้าสินะ"

"ใช่"

"ข้าเข้าใจความกังวลของท่านเอมอน แต่ข้าก็คิดว่าทำแบบนี้ออกจะเกินไป" โมโนพยักพเยิดไปทางยาฮีมที่ยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ เพียงแวบหนึ่งไม่ให้คนถูกพาดพิงถึงสังเกต "ทำให้ยาฮีมต้องลำบากโดยใช่เหตุ"

"ยาฮีมมีหน้าที่ต้องรับใช้อารามอยู่แล้วมิใช่หรือ?" คนจรให้เหตุผล "แล้วการดูแลความปลอดภัยของท่านเป็นหน้าที่หนึ่งของเขา?"

"ก็ใช่ แต่..." น้ำเสียงของโมโนเหมือนไม่สบอารมณ์เล็กน้อย "ข้าไม่ค่อยอยากให้ยาฮีมอยู่ใกล้ๆ น่ะค่ะ ข้ารู้สึกว่าข้าทำให้เขาลำบากใจมาก"

เด็กหนุ่มคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร มันควรจะเป็นในทางกลับกันมิใช่หรือ...คือความเงียบขรึมของยาฮีมทำให้โมโนผู้ช่างพูดช่างจาลำบากใจ?

"อย่างไรหรือ?"

"ท่านก็เห็นท่าทางของข้าตอนอยู่ที่บึงแล้วนี่คะ แล้วท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? กังวลไหม?"

"ก็นิดหน่อย" เขานึกถึงท่าทางเหม่อลอยเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองยามเด็กสาวคุกเข่าอยู่ริมบึง

"เวลาอยู่ที่นั่น...ข้าจะเป็นอย่างนั้นบ่อยๆ ค่ะ เลยไม่อยากให้ใครมาเห็นเข้า เดี๋ยวจะพลอยกังวลเสียเปล่าๆ พอถึงเวลาต้องกลับ ข้าก็กลับไปเองได้ ข้าเลยบอกยาฮีมว่าไม่ต้องไปด้วยหรอก" โมโนอธิบาย "เมื่อวานข้าคิดว่าถ้าไม่ใช่ยาฮีม...แต่เป็นท่าน...ตอนอยู่ที่บึงถ้าข้านึกถึงเรื่องที่อยากพูดกับท่านเอาไว้คงไม่เป็นไร แต่ก็ยังมีอาการเดิมจนได้"

"แต่ข้าว่ายาฮีมตอนอยู่ที่บึงกับท่านในวันนี้ก็ดูปกติดีนี่ ไม่เห็นจะกังวลอะไร"

เด็กสาวถอนใจ

"ยาฮีมเป็นคนเก็บความรู้สึกเก่งค่ะ ถึงจะไม่ยอมแสดงออก แต่ข้าก็เหมือนรู้ได้ว่าเขาแบกรับความกังวลต่างๆ ไว้หลายเรื่อง ถ้าเพียงแต่เขาจะหัดพูดคุยระบายความรู้สึกกับคนอื่นได้ก็ดีหรอก"

"ท่านพูดเหมือนเป็นห่วงยาฮีมมาก"

"ทำไมจะไม่ห่วงล่ะคะ?" โมโนก้มหน้าลงแกว่งขาน้อยๆ กริยาของเธอยามนี้ดูเหมือนเด็กที่ต้องการตัดพ้อบอกความน้อยใจ "เราสองคนโตมาด้วยกัน...ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือเห็นหน้ากันมาตั้งแต่ข้ายังเด็กมากกว่า เพราะเขาอายุมากกว่าข้าถึงห้าปี แต่เขาทำเหมือนไม่อยากทำความรู้จักกับข้าเลย"

"ข้าว่าท่านคิดมากไปกระมัง" คนจรพยายามปลอบเธอ "เท่าที่ข้าเห็น ท่าทางของยาฮีมก็เป็นแบบนี้กับทั้งองครักษ์คนอื่นๆ และพระเถระด้วยมิใช่หรือ?"

"ลามจากข้าไปคนอื่นๆ น่ะสิคะ" เด็กสาวยิ่งพูดอย่างกังวลไปกว่าเดิม "เพราะข้า...ทำให้เขาต้องแบกรับความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่นๆ"

"อย่างไรหรือ?"

โมโนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำพูด

"อันที่จริงยาฮีมมีหน้าที่อารักขาท่านเอมอน แต่เพราะที่อารามของเรามี 'ข้า' อยู่ด้วย ยาฮีมเลยต้องอารักขาข้าด้วยอีกคน เพราะเขาเป็นคนเดียวที่ท่านเอมอนไว้วางใจให้อารักขาข้า และเพราะข้าเป็น...ผู้หญิง เขาเลยวางตัวลำบาก ข้ายังเคยคิดว่าถ้าข้าเกิดมาเป็นชายก็ดีหรอก เขาอาจสนิทกับข้าได้มากกว่านี้"

คนจรนิ่งฟังก่อนจะพูดปลอบ

"เอาเถอะ ถึงอย่างไรท่านก็เกิดมาเป็นหญิง เปลี่ยนแปลงไม่ได้นี่นา"

เด็กสาวพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

"ค่ะ...เรื่องของยาฮีมข้าคงทำอะไรไม่ได้ แล้วก็ยังเรื่องของท่านด้วย..."

เด็กหนุ่มเริ่มแปลกใจว่าเธอต้องการจะพูดว่าอะไร

"มีคนจับตามองแบบนี้ ท่านก็คงอึดอัด ลำบากใจเหมือนกัน"

"เอาเถอะ ข้าก็ไม่ได้อึดอัดหรือลำบากใจมากหรอก" คนจรตอบ "อย่างที่ข้าตอบพระเถระเอมอนไปแล้วว่าข้าพร้อมจะทำตามที่พระเถระเห็นสมควร"

โมโนโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจก่อนจะเปรย

"ข้าไม่เข้าใจเลย ทำไมผู้หญิงกับผู้ชายเวลาพูดคุยกันสองคน ใครๆ ถึงชอบระแวงว่าจะเกิดเรื่องไม่งามขึ้นเสียทุกครั้ง"

"เพราะน่ากลัวว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้กระมัง" เด็กหนุ่มตอบ

"แล้วจะมีโอกาสเกิดขึ้นระหว่างท่านกับข้าหรือคะ?" โมโนสบตากับเขาก่อนจะย้อนถามซื่อๆ จนเขาแทบตั้งตัวไม่ติด

"แน่นอนอยู่แล้วว่าไม่" คนจรเบือนหน้าหลบซ่อนสีเรื่อบนแก้ม รู้สึกแปลกใจที่เด็กสาวกล้าถามอะไรเช่นนี้ แต่ก็พยายามคิดว่าเธอคงไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งว่าขอบเขตของ 'ไม่งาม' ที่ว่านี้คือเท่าใด "ข้าไม่เคยคิดเกินเลยกับท่าน เป็นความสัตย์จริง"

เด็กสาวส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเขา

"ข้าก็เชื่อใจท่านค่ะ"

เธอก้มหน้าลงนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ

"ข้าไม่เคยคิดจะมีความรักแบบชายหญิงหรอกนะคะ" เด็กสาวเอ่ยอย่างหนักแน่น แต่ไม่เงยหน้าขึ้นมองเขา "สำหรับข้า ไม่มีเสียเลยจะดีกว่า"

"ทำไมล่ะ?" คนจรถามอย่างแปลกใจ

"เพราะวันหนึ่งข้าจะต้องเป็น...เรียกว่าภิกษุณีคงได้ค่ะ และจะต้องอยู่ในอารามแห่งนี้ตลอดไป" โมโนเอ่ยเรียบๆ ทำเอาเด็กหนุ่มนิ่งอึ้ง เขารู้ว่าเด็กสาวโตขึ้นมาในอารามก็จริง แต่ดูท่าทางร่าเริงสดใสของเธอแล้ว นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าสักวันหนึ่งเธอจะกลายเป็นภิกษุณีประจำอยู่ที่อารามแห่งนี้แบบพระเถระเอมอน

"ข้านึกไม่ถึงเลย..."

เด็กสาวหัวเราะน้อยๆ

"นึกภาพข้าเป็นภิกษุณีไม่ออกอย่างนั้นหรือคะ?"

"ใช่"

"เอาเถอะค่ะ ตอนนี้ข้ายังไม่ได้เป็นภิกษุณี ท่านเอมอนเลยให้ข้ามีอิสระเที่ยวเล่นสนุกตามประสาเด็กๆ ได้บ้าง...แต่แน่นอนว่าต้องอยู่ในขอบเขตของกฎที่อารามกำหนดไว้" เธอพูดต่อ "เพราะถึงวันที่เป็นภิกษุณีจริงๆ ข้าคงจะสนุกสนานมีความสุขแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว"

"เลยอยากใช้เวลาช่วงนี้ให้เต็มที่อย่างนั้นหรือ?" คนจรถามอย่างครุ่นคิด

"ค่ะ"

"แล้วท่านเต็มใจจะเป็นภิกษุณีหรือ? อย่าหาว่าข้ายุ่งไม่เข้าเรื่องเลยนะ แต่ข้าว่าท่าทางของท่าน...ดูอย่างไรก็ไม่เหมาะกับชีวิตของภิกษุณีเลย"

"เมื่อถึงเวลานั้น...อย่างไรข้าก็ต้องเป็นค่ะ ชะตาของข้ากำหนดไว้แล้ว" โมโนพูดเรียบๆ ไม่ได้บอกความรู้สึกว่าดีใจหรือเสียใจ "แล้วถ้าข้าได้เป็นภิกษุณี ข้าก็จะช่วยเหลือผู้อื่นได้มากมาย ข้าอยากเป็นประโยชน์กับผู้อื่นค่ะ"

เด็กหนุ่มนิ่งเงียบ นึกไม่ออกอีกว่าจะพูดอะไรต่อ จนกระทั่งเด็กสาวพูดขึ้น

"เอาเถอะค่ะ ข้าว่าเรามาคุยเรื่องเผ่าของท่านกันดีกว่า ให้ข้าบ่นถึงความกังวลไม่เป็นเรื่องมาเสียนานแล้ว"

คนจรจึงพยายามยิ้มให้เธอสบายใจขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆ เล่าเรื่องของเผ่าอัสลานเท่าที่เขานึกได้ขึ้นมา เริ่มจากบริเวณที่อยู่ของเผ่าซึ่งเคลื่อนย้ายอพยพไปเรื่อยๆ กับชีวิตที่ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงสัตว์ และออกล่าสัตว์ โมโนเป็นผู้ฟังที่กระตือรือร้นสนใจ เธอคอยลงความเห็นและซักถามเป็นระยะๆ จนกลายเป็นบทสนทนาที่มีชีวิตชีวาสำหรับทั้งสอง พอรู้สึกตัวอีกที ตะวันก็คล้อยลงใกล้ขอบฟ้าเต็มทีแล้ว และยาฮีมก็เข้ามาบอกว่าได้เวลาทำวัตรเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่โมโนต้องกลับเข้าอารามแล้ว

คนจรจึงได้บอกลาโมโนสำหรับวันนั้น และบอกว่าจะกลับมาพบกันในเวลาเดิมเพื่อพูดคุยต่อในวันรุ่งขึ้น

เป็นกิจวัตรที่ดำเนินไปแทบทุกวันเป็นเวลาสามเดือน ก่อนพ้นฤดูน้ำหลากของแม่น้ำซาวอน

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

คนจรขี่อะโกรตามแสงของดาบอ้อมหอคอยอารามร้างอันสูงตระหง่านกลับมายังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ซึ่งเขาเห็นสะพานยาวเชื่อมต่อกับดินแดนภายนอกอีกครั้ง ทว่าบัดนี้มันทอดอยู่เหนือศีรษะขึ้นไปสูงลิบ ข้ามเหวที่เบื้องล่างลงไปนั้นเป็นทะเลและน้ำตกเช่นที่เขาเห็นมาแล้ว

แสงจากดาบส่องตรงไปยังอีกฟากหนึ่งของเหวและเฉียงลงต่ำในระดับเดียวกับทะเล พอถึงขอบเหว เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นซากเสาคู่ที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา ดูเหมือนสถานที่นี้จะเคยเป็นซุ้มประตูมาก่อน และเขาก็ไม่น่าจะคิดผิด เพราะที่ตรงกลางระหว่างเสาคู่นั้นมีสะพานต่อเนื่องข้ามไปอีกฟากหนึ่ง เป็นสะพานที่ไม่ใหญ่และยาวเหมือนสะพานด้านบน แต่ก็น่าประหลาดใจไม่แพ้กัน เพราะสะพานนั้นมีสภาพเป็นทางเดินหินธรรมชาติ ไม่ใช่สะพานที่มนุษย์สร้างขึ้น กระทั่งบนพื้นหินยังมีดินและต้นหญ้าขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ภาพที่เห็นทำให้คนจรอดนึกไม่ได้ว่าดินแดนแห่งนี้ช่างประหลาดล้ำเหลือเกิน ไม่เพียงแต่สิ่งปลูกสร้างขนาดยักษ์อย่างสะพาน และหอคอยอารามร้างที่เห็น แต่ยังมีเส้นทางธรรมชาติอันเหลือจะคาดถึงเช่นนี้อยู่ด้วย

ทีแรกเขาไม่วางใจสะพานธรรมชาตินั้น แต่เมื่อมองไปรอบๆ แล้วไม่เห็นหนทางอื่นจึงได้บังคับอะโกรให้ลองก้าวไปช้าๆ ปรากฏว่าสะพานนั้นแข็งแกร่งดีและน่าจะข้ามไปได้อย่างปลอดภัย จากบนสะพานเขาเห็นถ้ำขนาดใหญ่อยู่ริมชายหาด แลเห็นเป็นสีน้ำตาลทึบเหมือนมีบางสิ่งปิดหน้าปากถ้าอยู่ นี่เองคงเป็นถ้ำริมทะเลที่ดอร์มินพูดถึง

เด็กหนุ่มลองชูดาบรับแสงพิสูจน์ดู เป็นอันว่าใช่ แสงส่องตรงไปยังถ้ำแห่งนั้นพอดี

พอข้ามสะพานมาถึงอีกฝั่งหนึ่งแล้ว ทางทิศเหนือที่ที่ราบกว้างตรงไปอีก ส่วนทางตะวันออกเป็นทางเดินหินเรียบ กว้างพอให้รถม้าวิ่งไปได้ มีขอบทางเป็นกำแพงผุกร่อนเหมือนสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์ ทางเดินนั้นทอดเข้าไปในอุโมงค์กว้างใต้ผา

คนจรขี่ม้าไปตามทางเดินหินทางตะวันออก ลอดอุโมงค์ออกมาและพบตนเองอยู่บนหาดทรายใต้เงาเงื้อมของผา เสาค้ำสูงตระหง่านสองสามต้นยันรับน้ำหนักของสะพานเชื่อมสู่ดินแดนภายนอกอยู่บนหาดแห่งนี้ เขาให้อะโกรเดินไปช้าๆ จนถึงด้านหน้าถ้ำ ความใกล้ทำให้เห็นว่าสีน้ำตาลทึบนั้นคือแผ่นหินขนาดใหญ่เป็นเสมือนประตูกั้นปากถ้ำไม่ให้บางสิ่งออกมา

และเมื่อม้าสีดำก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง แผ่นหินนั้นก็พลันแตกกระจาย เผยให้เห็นร่างมโหฬารของอสูรยักษ์ตนที่สองก้าวย่างออกมาอย่างเชื่องช้า

อะโกรหกหน้าโผนขึ้นอย่างตกใจ ทว่าคนจรยึดบังเหียนไว้มั่นจึงไม่ตกลงไป ร่างของอสูรตนนี้แลดูคล้ายกระทิง กายปกคลุมด้วยขนสีน้ำตาลเข้ม ส่วนใบหน้าเหมือนหน้ากากหินเช่นเดียวกับอสูรยักษ์ตนแรก ทว่าหน้ากากของมันมีปากยื่นแสยะ และมีเขาคล้ายเขาควายโผล่ออกมาสองข้างศีรษะ ปลายเขาข้างหนึ่งหักไป

เด็กหนุ่มบังคับอะโกรให้วิ่งเหยาะๆ วนรอบอสูรยักษ์เพื่อดูเชิงอยู่ห่างๆ มันขยับกลับตัวเชื่องช้าดังที่ดอร์มินบอกไว้ ช้ากว่าอสูรยักษ์ตนแรกด้วยซ้ำ คงเพราะพื้นบริเวณนี้เป็นทรายละเอียดซึ่งยุบตัวลงทุกครั้งที่มันก้าวเดิน ทำให้มันต้องยกเท้าขึ้นสะบัดทรายใต้กีบเท้าบ่อยๆ ระหว่างนี้เขาชูดาบขึ้นมองหาจุดตายของมัน พบว่าแสงจากดาบส่องตรงไปสองจุด คือ บนหัวของมัน และที่ปลายหลังก่อนถึงหางสั้นๆ ที่ดูเหมือนจะหุ้มด้วยหิน เพื่อจะไปถึงจุดทั้งสอง เขาต้องขึ้นไปถึงลำตัวของมันให้ได้เสียก่อน

มันมีขนขึ้นกระจายทั่วตัว แต่ขนที่ขายังไปสิ้นสุดตรงเข่าซึ่งอยู่สูงเกินกว่าจะกระโดดถึงหากไม่ทำอะไรสักอย่างให้มันหยุดก้าวเดินและคู้ขาลง ทางเลือกที่ดีที่สุดที่เขาคิดออกคือยิงธนูใส่ขาของมันถ้าพบจุดที่มีเส้นแสงสีฟ้าเหมือนที่ขาของอสูรยักษ์ตนแรก และหวังว่าลูกธนูจะสามารถทำอันตรายมันได้เหมือนกับดาบโบราณ

แต่เมื่อขี่ม้าวนพยายามมองหาสองสามรอบ เขาก็ยังไม่พบเส้นแสงสีฟ้าที่ว่านั้นเลย เมื่อนั้นเองที่เสียงของดอร์มินดังขึ้นในใจอีกครั้ง

จุดที่เรืองแสงคือจุดอ่อนของมัน...

คนจรนึกขึ้นได้ว่าที่ใต้กีบเท้าของมันมีแสง เขาต้องยิงไปที่นั่น

เด็กหนุ่มชักบังเหียนให้อะโกรออกวิ่งตรงไปด้านหลังของอสูรยักษ์ ก่อนจะดึงสายบังเหียนให้ม้าพาหนะหยุดยืนไม่ไกลเกินไปจนเล็งยิงไม่สะดวก และไม่ใกล้เกินไปจนถูกมันเหยียบเอาได้ เขาคว้าคันธนูเล็งตรงไปที่กีบเท้าหลังข้างหนึ่งของมัน และรอยิง ทว่าหมอกทรายที่คลุ้งจากฝีเท้าของกระทิงร่างยักษ์ก็บดบังทัศนวิสัย อีกทั้งเนินทรายที่ยกสูงขึ้นแทนที่กับที่ยุบตัวลงไปเพราะน้ำหนักตัวของมันยังบดบังพื้นใต้กีบเท้าที่มันยกขึ้นมาเกือบครึ่ง

ธนูสามดอกแรกกระดอนจากกีบเท้าแข็งและตกลงสู่พื้นทราย มันเริ่มหันหลังไปจากเขาแล้ว คนจรต้องชักม้าให้วิ่งวนล่อมันก่อนจะอ้อมไปด้านหลังเพื่อหาโอกาสใหม่

ทว่าความพยายามก่อนหน้าก็ใช่จะไร้ประโยชน์ ตอนนี้เขาจับจังหวะได้ว่ามันจะยกกีบเท้าขึ้นข้างละสองครั้งก่อนจะเปลี่ยนไปสะบัดกีบเท้าอื่น และปล่อยสายธนูได้เหมาะเหม็งในขณะที่มันกำลังจะยกกีบเท้าข้างหนึ่งเป็นครั้งที่สอง

อสูรยักษ์ส่งเสียงร้องแปลกประหลาด ฟังคล้ายเสียงวัวร้องแต่แหลมเล็กกว่า แสงดับไปจากใต้กีบเท้าข้างที่ถูกยิงก่อนที่ขานั้นจะคู้ลงคุกเข่า ทำให้มันล้มลงไม่อาจเดินต่อไปได้

คนจรรีบปลดคันธนูกับกระบอกธนูแขวนไว้ที่ตะขอข้างอาน แล้วกระทุ้งที่โกลนให้อะโกรเริ่มวิ่ง จากนั้นเขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบนอาน ให้มันวิ่งเฉียดร่างของอสูรยักษ์แล้วกระโจนเกาะขนที่ต้นขาหลังของมันเอาไว้ ส่วนอะโกรวิ่งไปตามหาดทรายและเข้าอุโมงค์ขึ้นผาไปโดยไม่เหลียวหลังราวกับรู้ว่านี่คือสิ่งที่นายของมันต้องการ ดีแล้ว หากมันอยู่ใกล้เขาเกรงว่าอสูรยักษ์อาจเปลี่ยนเป้าหมายไปเล่นงานมันแทนหากไม่เห็นเขา เป็นอย่างนี้เขาจะได้ไม่ต้องพะวงห่วงความปลอดภัยของมัน

เด็กหนุ่มแหงนหน้าขึ้นมองไปยังด้านบนลำตัวของอสูรยักษ์ จิกขนของมันไว้แน่นขณะที่มันลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

การไต่จากขาหลังของอสูรยักษ์ตนที่สองขึ้นไปไม่ใช่เรื่องยาก เพราะมันมีเส้นขนยาวเรียงรายเป็นทางยาว นอกจากนี้มันยังสะบัดขาไม่ได้ถนัด คงเพราะมันเชื่องช้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กอปรกับพื้นทรายใต้กีบเท้าทำให้มันไม่อาจขยับได้สะดวก

เพียงไม่นานคนจรก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาถึงส่วนหลังของมันซึ่งเป็นพื้นที่ลาดเอียงเล็กน้อยพอยืนได้ จากจุดนี้เขาวิ่งตรงไปที่โคนหางซึ่งมีตราสัญลักษณ์สีฟ้าสว่างอยู่ หมอบยึดขนของมันไว้มั่นแล้วจ้วงดาบแทงลงไป

อสูรยักษ์แผดเสียงพร้อมกับดิ้นโดยแรง โลหิตดำสาดเป็นละอองฝอยจากแผลของมัน เด็กหนุ่มรอจนแรงสะบัดสงบลงแล้วจึงวิ่งตรงไปยังส่วนหัวของมัน ผ่านบริเวณหลังที่เป็นพื้นผิวไร้ขนให้เกาะ มีแนวกระดูกสันหลังซึ่งดูละม้ายคล้ายหินปูดโปนออกมา และมีกำแพงหินกั้นเป็นระยะๆ ตามแนวซี่โครง ต้องกระโดดเอามือเกาะแล้วค่อยๆ ยันตัวขึ้น ดีที่มีบางอันแตกไปจึงสามารถวิ่งผ่านไปได้เลยโดยไม่ต้องเสียเวลาปีนมาก

ส่วนหัวของมันเป็นแผ่นแบนกว้างขนานไปกับพื้นยิ่งกว่าอสูรตนแรก ตราสัญลักษณ์ขนาดใหญ่อยู่กลางหัว คนจรคิดว่าลักษณะหัวของมันดูจะเกาะได้ง่ายกว่าอสูรยักษ์ตนแรก แต่ก็ทั้งคิดถูกและคิดผิด ยามปกติหัวของมันเรียบขนานกับพื้นก็จริง แต่เมื่อรู้ตัวว่ามีสิ่งแปลกปลอมเกาะอยู่ มันก็สามารถส่ายหัวไปมาได้แรงกว่าตนแรก ซ้ำยังก้มหัวได้ต่ำกว่าจนเป็นแนวดิ่งเสียอีก

แต่ถึงอย่างไรทางเลือกเดียวของเขาคือเกาะให้แน่นที่สุดจนกระทั่งมันสงบลง จากนั้นจึงเป็นโอกาสที่เขาจะตอบโต้บ้าง

ทันทีที่ดาบแทงเข้าไปในตราสัญลักษณ์บนหัว มันก็สะดุ้งสุดตัว สะบัดหัวอย่างบ้าคลั่งไม่ต่างอะไรจากกระทิงเจ็บและจนตรอก คนจรจ้วงแทงอีกครั้ง...และอีกครั้ง ขณะกลั้นหายใจทนกลิ่นละอองเลือดสีดำที่เหม็นไหม้ราวกลิ่นเผาศพ

ท้ายที่สุดตราสัญลักษณ์ก็เปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะค่อยๆ เลือนดับไป

ทว่าอสูรยักษ์ยังไม่ตาย มันยังคงเดินไปรอบๆ และสะบัดผู้รุกรานบนหัวแรงขึ้น...แรงขึ้น

คนจรเริ่มลนลาน เขาแทงตราสัญลักษณ์ของมันจนหายไปแล้วมิใช่หรือ? แล้วไยมันจึงยังไม่ตายเล่า?

เดี๋ยวก่อน ตราสัญลักษณ์มันมีสองแห่ง เขาแทงที่ตราแห่งหนึ่งจนดับไป ต้องย้อนกลับไปที่ตราที่หางและแทงให้มันดับไปเช่นกันใช่ไหมหนอ?

เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนวิ่งผ่านแนวกระดูกซี่โครงกลับไปที่หาง ตราสัญลักษณ์ยังส่องแสงสีฟ้าเรืองอยู่ เขาคงรีบเกินไปจึงคิดว่าแทงทีเดียวน่าจะพอแล้ว ที่จุดนี้เขาหมอบรอจังหวะ ชูดาบขึ้นแทงลงไป เรียกเสียงร้อง...โลหิตดำ...และการดิ้นเร่าๆ...จากอสูรยักษ์อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะจบความทรมานของมันด้วยดาบสุดท้าย

ความเคลื่อนไหวทั้งมวลของร่างมหึมาพลันหยุดลง ก่อนที่มันจะเอนล้มลงตะแคงข้างเหมือนกระทิงยามล้ม คนจรยังคงเกาะขนของมันไว้แน่นตามเดิมขณะร่างยักษ์ทรุดลง จากนั้นจึงได้ปล่อยมือทิ้งตัวลงบนพื้นทราย

เมื่อเหลียวหลังกลับไปเห็นกลุ่มหมอกสีดำกำลังแผ่ขยายคลุมร่างไร้วิญญาณของอสูรยักษ์...และเส้นเงาสีดำค่อยๆ เลื้อยแหวกอากาศ เด็กหนุ่มก็รีบออกวิ่งโดยไม่คิดอะไรอีก หากเขารีบและไปได้ไกลพอก่อนที่มันจะถึงตัวคงไม่เป็นไร

ทว่าเพียงครู่ถัดมา...เส้นเงาเหล่านั้นก็แทงเข้าไปในร่างของเขาอีกครั้ง พบกับความเจ็บปวดปานจะขาดใจตายเช่นเดียวกับครั้งก่อนหน้า

...และร่างของเขาก็ฟุบลงสิ้นสติอีกครา...

- To be continued -

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

Note: ฉากย้อนอดีตในตอนนี้คือค่อยๆ เผยเรื่องของโมโนกับยาฮีมครับ ส่วนฉากสู้ ผมรู้สึกเหมือนฉากสู้ยักษ์ตัวที่สองสั้นกว่าตัวแรกเสียอีก แต่อันที่จริงตอนผมเห็นยักษ์ตัวที่สองครั้งแรกก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากมาย นอกจากคิดว่าทำอย่างไรจึงจะยิงที่กีบเท้าของมันแล้วปีนขึ้นไปได้ คำบอกใบ้ของท่านดอร์มินตอนต้นๆ ช่างมีประโยชน์ทั้งในเกมและฟิคจริงๆ ครับ ถึงตอนท้ายพี่ท่านจะใบ้...ไม่ค่อยช่วยอะไรได้เลยก็เถอะ ^^;;;

เล็กน้อยเกี่ยวกับชื่อตอน ตอนนี้เป็นตอนที่ผมรู้สึกเหมือนหาชื่อเข้ายากเหลือเกิน จนสุดท้ายก็ตัดสินใจใช้ชื่อ "ความมุ่งมั่น" สำหรับในฉากย้อนอดีตคือความมุ่งมั่นของโมโน ส่วนปัจจุบันคือความมุ่งมั่นของคนจรที่จะล้มยักษ์เพื่อให้โมโนคืนชีพขึ้นมา

และเรื่องภาพประกอบ ซีจีของยักษ์ตัวที่สองกลับมีเยอะจนไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ ที่มีคือรูป ไล่ตามคนจร ถูกยิงที่ขาจนล้ม (แต่เป็นขาหน้า) และ คนจรลงจากหลังอะโกรวิ่งเข้าไปหามัน (ซึ่งก็แตกต่างเช่นกัน เพราะผมให้คนจรเล่นสตันท์ลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดจากบนหลังม้าเลย) ส่วนแฟนอาร์ต มีรูป กำลังจะกระโดดแทงหัว กับรูปยักษ์ตนที่สองยืนอยู่ในแอ่งน้ำ เป็นรูปที่ห้าในเว็บ http://kobato.spur.ne.jp/gallery_f.htm ครับ

ขอความกรุณากับคอมเมนต์ด้วยครับ น้อมรับคำติชมทุกประการเพื่อจะได้พัฒนาตอนต่อๆ ไปครับ m[_ _]m

ปล. สุขสันต์วันสงกรานต์นะครับ smile

Edit by Anithin - 14 เม.ย.49 เวลา 10:43:00 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 14 เม.ย.49 เวลา 10:27:15 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ