ทิดOrpheus
ผู้กลับมาจากวังวนชีวิต??

เอ้า...ไหนๆคะแนนent ก็ออกแล้ว แนะแนวกันหน่อยดีมั้ยครับ

แนะนำการเรียน + การประพฤตตัวในคณะของท่านเองนะครับ คิดว่าน้องๆคงจะมีจุดมุ่งหมายคณะที่ต้องการกันอยู่แล้ว แต่คงยังไม่รู้สภาพภายในคณะนั้นๆกัน พวกเราในฐานะพี่ๆ(ที่มากอาวุโส) น่าจะช่วยน้องๆที่กำลังจะเข้าใหม่ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ และเนื่องจากน้องๆทั้งหลายน่าจะโดนอาจารย์แนะแนวแนะกันจนหูจะเปื่อยอยู่แล้วดังนั้นผมขอให้เป็นมุมมองในฐานะนักศึกษาที่เรียนอยู่คณะนั้นๆละกันครับ

สำหรับของผม ผมขอให้แนวทางการปฎิบัติตัวและชีวิตความเป็นอยู่ของคณะแพทย์ละกันครับ

ประการแรกผมขอแสดงความยินดีสำหรับผู้มีความสามารถทำคะแนนได้สูงๆ และสามารถเดินเข้าสบายๆครับ

คณะแพทย์ศาสตร์ในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 คณะครับรวมทั้งของมหาวิทยาลัยเอกชน 1 แห่งนั่นคือของรังสิตครับ

การเรียนคณะแพทย์จะแบ่งออกเป็น2ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนของ pre-clinic และ clinicซึ่งรายละเอียดจะมีดังนี้ครับ

ส่วนpre clinic นั้นจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
1.      
basic science ซึ่งจะมี ฟิสิก เคมี ชีวะ organic chemistry คณิตศาสตร์ และ ภาษาอังกฤษ บางคณะอาจมี ภาษาไทยและสังคมวิทยาพ่วงเข้าไปด้วย ซึ่งความรู้ในส่วนนี้เหมือนกับ review ม.4-6 ซ้ำอีกรอบซึ่งไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่อย่างใดกับน้องๆ
2.      
pre clinic เริ่มเป็นของจริงนะครับ โดยเริ่มจาก
·       
Anatomy ซึ่งแบ่งเป็น Gross anatomy, Neuro anatomy, Histology(microscopic anatomy), Embrypology(developental anatomy) และบางแห่งอาจจะมี comparative anatomyด้วย วิชาในหมวดนี้ จะสอนน้องๆให้รู้ซึ้งถึงทรวงในของร่างกายมนุษย์ทั้งที่มองเห็นและต้องใช้กล้องจุลทรรศส่อง และแน่นอน วิชา gross anatomy เป็นวิชาผ่าอาจารย์ใหญ่อันลือชื่อนั่นแอง น้องจะใด้เรียนถึงลักษณะกล้ามเนื้อทุกมัด เส้นประสาทใหญ่ๆ เส้นเลือดใหญ่ๆ ทั้งตำแหน่งที่มันอยู่และลักษณะ รวมถึงอวัยวะทุกชิ้นส่วนครับ ยกเว้นสมองและไขสันหลังซึ่งน้องจะได้เรียนเต็มในวิชา neuroanatomy ส่วน histology จะเป็นการเรียนลักษณะ cell ทุกประเภทในร่างกาย embryology จะบอกให้น้องรู้ว่าไอ้ที่น้องเห็นจากอาจารย์ใหญ่หรือไอ้ที่น้องเห็นจากกล้องหนะมันเจริญมายังไง
·       
Biochemistry หรือชีวะเคมี จะบอกให้น้องรู้ว่าปฏิกิริยาเคมีต่างๆในร่างกายนั้นมีความเป็นมาอย่างไร
·       
Physiology เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องการทำงานของร่างกายมนุษย์ว่ามันเป็นยังไง อะไรเป็นเหตุ และผลมันเป็นไง ระหว่างทางจากเหตุสู่ผลมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

นี่คือเรื่องของร่างกายในภาวะปรกติครับ ในแง่ของความผิดปรกติต่างๆจะเป็นวิชาพวกนี้ครับ
- Microbilogy จะสอนน้องเรื่องเชื้อโรคต่างๆตั้งแต่แบคทีเรีย จนถึงไวรัสชนิดต่างๆ การเรียกชื่อการแพร่เชื้อ รวมถึงอาการของผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเข้าไป น้องก้จะรู้ถึงพิษสงของเชื้อรวมถึงวิธีเพาะมันขึ้นมาด้วยหละครับ
- Parasitology จะเป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องพยาธิต่างๆที่เราจะเจอได้รวมถึงยุงแมลงอื่นๆด้วย ทั้งในแง่การทำให้เกิดโรคและวงจรชีวิต
- Phamacology เป็นวิชาที่upgrade มาจากวิชาbiochemและวิชาphysiology ครับจะสอนน้องๆเรื่องยาและสารพิษต่างๆ ถึงคุณสมบัติ การออกฤทธิ์ แล้วน้องก็จะได้รู้ซะทีว่าไอ้ยาที่เค้าใช้มอมสาวหนะมันคืออะไร
- Pathology อันนี้จะเป็นวิชาที่ว่าด้วยความผิดปรกติในระบบต่างๆโดยเฉพาะ เรื่องโรคและการดำเนินของโรคอะไรที่นำผู้ป่วยไปสู่ความตาย  อะไรที่นำมาซึ่งความผิดปรกติแบบต่างๆ
บางแห่งจะพ่วงพฤติกรรมวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์เข้าไปด้วยในส่วนนี้ครับพฤติกรรมวิทยาจะเป็นวิชาที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์ ส่วนนิติวิทยาศาสตร์ก็แบบหมอพรทิพแหละครับ

เมื่อน้องผ่าด่าน 10 อรหันต์มาได้น้องก็จะเข้าสู่การเรียนภาคคลินิก ซึ่งชีวิตน้องก็จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นี่เองการเรียนจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเช่นกันครับซึ่งแต่ละที่อาจไม่เหมือนกันแต่วิชาหลักนั้นจะเหมือนกันครับ

การlectureจะน้อยลกการทำงานจะมากขึ้น วิชาที่น้องจะเจอต่อไปนี้จะเป็นวิชาที่น้องจะต้องนำไปใช้จริงๆละ

- สูติ-นารีเวชศาสตร์ เรื่องของผู้หญิงโดยเฉพาะครับโดยที่วิชาจะจะfocusอยู่ที่ระบบสืบพันธุ์เพศหญิงเท่านั้น รวมถึงการตั้งครรภ์และการคลอดด้วยครับ แต่อย่าหวังว่าจะได้เห็นของสวยๆงามๆนะ เพราะถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆคงไม่มีใครอยากให้ดูของลับเค้าหรอกครับ
- ศัลยศาสตร์ นึกถึง Dr.K ได้เลยครับเพราะเป็นวิชาที่ว่าด้วยโรคที่ต้องใช้การผ่าตัดรักษารวมถึงวิธีการผ่าตัดต่างๆ
- อายุรเวชศาสตร์ ก็เรียนเรื่องการรักษาโดยการใช้ยาเป็นหลักครับเป็นวิชาที่เมื่อนำไปใช้แล้วจะเปลืองสมองแต่ไม่เปลืองแรกครับ(แต่ตอนเรียนจะเปลืองแรงที่สุดแล้วหละ)
-กุมารเวชสาสตร์ เป็นวิชาที่หลายคนอาจฃอบเพราะ”รักเด็ก” เป็นพิเศษ วิชานี้ว่าด้วยเรื่องโรคของเด้กดยเฉพาะครับ
 
นอกจากวิชาหลักที่ว่ามาแล้วก็จะมีวิชาเสริมต่างๆอีกมากครับเฃ่น รังสีวิทยา หู-คอ-จมูก จักษุวิทยา  ออโธปิดิก(เรื่องของกระดูกและกล้ามเนื้อ) เป็นต้นครับ

หลังจากน้องผ่าฟันมาได้ 5 ปี(หรือมากกว่า) น้องก็จะมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตอีกรอบนั่นคือ Extern หากน้องมาถึงนี่ได้แปลว่าน้องก้จะจบแล้วและเป็นพี่ใหญ่สุดในกระบวนการของนักศึกษาแพทย์(แต่ก็ไม่ใหญ่สุดหรอก) 1ปีจากนี้น้องจะถูกคาดหวังว่ามีความรุ้มากสุดใน 3 ฃั้นปีต้องทำงานทุกอย่างเป็น lectureจะน้อยลงมากๆ น้องจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเกือบจะทุกอย่างละ ในชั้นปีนี้น้องจะได้ลิ้มรสชาติของ ”เวรดึก” หละ ส่วนวิชาที่เรียนก็เหมือนกัน สูติ ศัลย์ อายุ เด็ก แต่ความเหนื่อยและความรับผิดชอบ x10 ครับ

ในแง่การดำเนินชีวิตของนักศึกษาแพทย์ย่อมแบ่งเป็น 3 ช่วงเช่นเดียวกับวิชาที่เรียนนั่นเองครับ ช่วงแรกอันเป็นช่วงpre clinic น้องเสมือนหนึ่งเป็นนักศึกษาธรรมดาที่สามารถหาข้ออ้างได้เสมอว่า “ผม/หนู ติดเรียน” โดยไม่มีใครมาเถียงได้แหละครับ และมีการแข่งขันบ้างเนื่องจากการตัดเกรดที่อิงกลุ่ม ซึ่งน้องก็อยุ่ในกลุ่มพระกาฬซะด้วยซี... ช่วงนี้น้องเรียนสบายๆ เริ่ม 9.00 เลิก 16.00 เป็นกิจวัตรปิดเทอม 2 ทีต่อปี อะไรมันจะสบายขนาดนี้ แต่ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อน้องเริ่มเรียนภาคclinic หลายที่เรียกว่าข้ามฟากเลยด้วยซ้ำ ที่นี่น้องจะเริ่มงานของน้องที่5.30-7.00น.แล้วแต่ว่าน้องจะอยู่ที่ไหน และเลิก 18.00-...แล้วแต่ว่าน้องจะอยู่ใหนเช่นกัน น้องจะพบกับรุ่นพี่และทำงานกันอย่างสนิดสนม  น้องจะได้พบกับสังคมหมอๆ โดยที่เราเป็นคนที่มีความรู้และความสำคัญน้อยที่สุดบน ward(aka.หอผู้ป่วย) ลำดับความสำคัญจะเป็นดังนี้ครับ staff(อาจารย์) - -> resident (4-3-2-1)(แพทย์ประจำบ้าน) - -> extern(ปี6) - -> นศพ.(น้องแหละครับ) หลังจาก 2 ปีที่น้องอดทนมาในที่สุด... น้องก็จะเลื่อนระดับความสำคัญขึ้น 1 อันดับแต่เป็น 1 อันดับที่โหดร้ายน้องแทบจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่รู้ไม่ได้เลย น้องจะต้องอยู่เวรถึงเช้าในบางวัน และบางวันน้องก็จะต้องอยู่เวรตอนเช้าต่อ และต้องอ่านหนังสือสอย ต้องเตรียมpresent ต้องเตรียม conference ไปด้วยพร้อมๆกัน สนุกหละครับ

ในการเรียนแพทย์ปัจจุบันทุกมหาวิทยาลัยจะต้องมีการสอบ “ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ไม่เว้นแม้แต่ของรัฐครับในการสอบใบประกอบฯจะแบ่งเป็น 3 ส่วนครับโดยการสอบครั้งแรกจะมีขึ้นหลังเราขึ้นมาเรียนภาคคลินิกซึ่งจะเป็นการสอบความรู้ในส่วนpreclinic  และครั้งที่2และ3 หลังจากเรียนจบ externครับ


อ่า.. ขอแค่นี้ก่อนนะครับถ้านึกอะไรได้เพิ่มก็จะใส่เพิ่มให้นะ


Edit by ทิดOrpheus - 03 เม.ย.49 เวลา 11:54:56 น.

Edit by ทิดOrpheus - 07 เม.ย.49 เวลา 23:39:15 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 17:55:27 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 19 จากทั้งหมด 19 Reply

Locker_cyanin
สาราณียกร

ผมคงเป็นรุ่นพี่ที่ไม่ดีเท่าไหร่ครับ
เพราะจริงๆ ผมไม่ได้อยากเข้ามาเรียนในคณะของผมขนาดนั้น
ปัญหาโลกแตกของเด็กมอปลายหลายคน คือ อยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร
ซึ่งเป็นปัญหากับผมเช่นกัน

ลืมบอกไปว่าผมเรียนอยู่ที่คณะวิศวฯ จุฬาฯ ครับ
ที่เข้าคณะนี้เพราะผมกะจะเซฟ เพราะคะแนนเกินมาพอสมควร คิดว่าไม่หลุดจากจุฬาฯแน่นอน
แล้วก็เข้ามาได้ครับ สิ่งที่ตามมาคือในปีหนึ่ง ผมทำคะแนนวิชาคำนวณได้แย่มาก ทั้งแคลคูลัส และฟิสิกส์ (ได้ D ทั้งสองตัว)
ยังดีที่ผมชอบเคมี และก็ใช้ภาษาอังกฤษมาช่วยไว้ได้
แล้วผมก็รู้ว่า ผมไม่ชอบเรียนอะไรแบบนี้เลย
เมื่อถึงเวลาเลือกภาค ผมเลือกภาควิชาอุตสาหการครับ เป็นวิศวฯสาขาเดียวที่เป็นลักษณะบริหาร
คือจบไปบริหารโรงงานครับ กลับกัน ผมชอบภาควิชานี้มากเลยครับ หลังจากได้มาลองสัมผัสดูระยะหนึ่ง (จนจบปีสองแล้ว)
การคิดอะไรด้วยทักษะ ด้วยตรรกะที่มีเหตุผล การคำนวณที่ไม่ยากมาก และความรู้ที่ได้สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันได้
ปัจจุบันผมกำลังจะขึ้นปีสามครับ เกรดเฉลี่ยตอนนี้ประมาณ 2.7

นั่นก็เป็นส่วนของการเรียนครับ
ในมหาลัยทุกที่ มีกิจกรรมให้ทำ ทั้งชมรม ทั้งกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งกิจกรรมของมหาวิทยาลัย
ผมโชคดีครับ ที่ได้มาเจอกิจกรรมที่เหมาะกับตัวเอง (อย่างไม่น่าเชื่อ) นั่นคือ การทำหนังสือของมหาวิทยาลัยครับ
ผมเองคุ้นชินกับเรื่องของหนังสือมาบ้าง และชอบอ่านหนังสือ เป็นจังหวะดีที่บ้านรับน้อง (พี่กลุ่มที่รับน้องตอนผมเข้าไป)
นั้นเป็นแผนกสาราณียกรของมหาวิทยาลัยครับ ผมเลยได้มาทำตรงนี้พอดี และผมก็รักการทำหนังสือมาก
ผมพยายามใช้เวลาและโอกาสอย่างคุ้มค่า ด้วยการฝึกหัดเกือบทุกอย่างในแผนก ทั้งเป็นกองบก ฝ่ายจัดองค์ประกอบศิลป์
ช่างภาพ คนขับรถ ประสานงาน ฯลฯ
และในที่สุดผมก็พบสิ่งที่ผมอยากทำในอนาคตครับ นั่นคือเป็นคนทำหนังสือ

ผมไม่เสียดาย ที่ไม่ได้เข้าเรียนในคณะนิเทศ หรือวารสาร
ผมกลับรู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้จากการเรียนในวิศวฯ และทำหนังสือ
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่างๆ เยอะแยะ ทั้งรับน้อง ออกค่าย บายเนียร์ เชียร์ งานบอลฯ ลอยกระทง ฯลฯ
ให้ทำกันตลอดปีไม่มีเบื่อครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุดล่ะ
สำหรับผมก็คือ เพื่อน ครับ (และหลายคนก็คงคิดแบบผม)
เพื่อนที่ดี ช่วยเหลือเราได้มาก และเราก็ควรช่วยเหลือเค้าเหมือนกัน
เพื่อนช่วยให้กำลังใจ ประคองเราในวันที่เราล้ม
และเพื่อนยังเป็นให้เราอีกมากมายครับ
"การมีเพื่อนที่ดี ก็เหมือนมีทัศนียภาพที่งดงาม"

ก็ขอฝากไว้เท่านี้ครับ โชคดีน้องใหม่ หน้าใสเฟรชชี่ทุกคน


ปล. ขอไม่พูดถึงเรื่องสาวๆ นะครับ เดี๋ยวจะไม่ใช่แนะแนว เหอๆๆ

...อ่า BowChan ครับ ประมาณกลางเทอมแรก อบจ. จะมีโครงอบรมการทำหนังสือนะครับ ฝากข่าวไปถึงสาราฯ ครุฯ ด้วยนะครับ

Edit by Locker_cyanin - 02 เม.ย.49 เวลา 22:42:52 น.

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 18:36:11 น.

Jiharu
นักดองฟิคตัวยงในศตวรรษที่ 20

เอ แต่ระเบียบภายในแต่ละคณะมันก็แตกต่างกันไปในแต่ละมหาลัยฯนี่นะ งั้นเราแนะนำเฉพาะคณะเราก็แล้วกัน

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บรรยากาศในการเรียนค่อนข้างเป็นกันเอง อาจารย์หลายคนก็เป็นรุ่นพี่ที่เรียนจบจากที่นี่ทั้งนั้น การประพฤติตัวก็ไม่มีอะไรมากหรอก เดินผ่านอาจารย์ก็ยกมือไหว้ซะหน่อย เดินผ่านรุ่นพี่บางคนก็ยกมือไหว้ก็ได้ แต่ส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยถือกันหรอก กับอีกสิ่งที่ห้ามลืมคือรูปปั้นอาจารย์ประโชติหน้าทางเข้าตึกควรจะไหว้ทุกครั้งที่เดินผ่าน ส่วนเรื่องมารยาทก็ใช้ในระดับที่พูด(เขียน?)กันในบอร์ดนี้ก็โอเคแล้ว ปีแรกคงไม่ได้เรียนในคณะหรอกแต่จะได้เรียนกับคณะวิทย์(เกรดได้มาอย่างยากลำบากมากเพราะสอบเป็นข้อเขียนหมด) พอมาปีที่สองถึงจะเริ่มได้เรียนในคณะและแนะนำว่าหาเสื้อกันหนาวมาใส่ไว้ด้วยเพราะมันเป็นเทรนด์ในคณะนี้(ล้อเล่นน่ะ ที่จริงเป็นเพราะอากาศในห้องเรียนมันประมาณ 23 องศาเลยละมั้ง แถมนั่งเรียนที 2 ชั่วโมงติด ทรมานมากนะ) ส่วนเรื่องรับน้องขออุบไว้ก็แล้วกัน


ปล.ว่าแต่จะมีใครหลงเข้ามาบ้างมั้ยนะ อยากได้รุ่นน้องจากในบอร์ดเหมือนกันแฮะ
/me เดินกลับไปจัดซุ้มต้อนรับ

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 18:38:05 น.

Black Dogh Papka
Feeling Breaker!

ตั้งใจเรียน รักษาสุขภาพ อ่านหนังสือสม่ำเสมอไม่ต้องเยอะก็ได้ แต่ขอให้อ่านทุกๆวัน ที่สำคัญให้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่และรักษาความเป็นเพื่อนกับคนอื่นให้ดี อย่าเชื่อรึทำตามรุ่นพี่ที่ไม่ดี(รวมไปถึงไปเที่ยวดึกดื่นๆ กินเหล้าเมายา และอื่นๆที่ไม่ดี แม้มันเขาจะเลี้ยงก็ตาม) ตั้งใจทำในสิ่งที่ต้องการจะทำเพราะนั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ทำ(จบออกมาทำงานแล้ว ไม่มีสิทธิ์ได้กลับไปทำอีก) ที่สำคัญที่สุดแล้ว ห้ามมีเรื่อง ไม่ว่ากะใครก็ตาม ลูกขอทานยันสูกรัฐมนตรี (ห้ามเอาไอ้สัญคนนี้เป็นตัวอย่างเด็ดขาดในเรื่องนี้เพราะมีเรื่องกับเด็กร้านเกมเป็นประจำ) สงบจิตสงบใจไว้ดีกว่า อย่าเก็บเอาเรื่องแย่ๆมาจำใส่ใจ เออ การเรียนในมหาวิทยาลัยต้องติดตาม ตั้งใจฟัง ตั้งใจเรียน เพราะไม่มีการเรียนพิเศษย้อนหลังแบบในระดับมัทธยมแล้ว สำคัญ จด ช่วยได้ดีที่สุด เสียสมุดเท่าไรก็ตาม จดดีกว่าเชื่อสัญเลย

ส่วนใครที่จะเข้า มข. PM มาขอคำแนะนำได้นะครับ ปล. เข้าได้มีเลี้ยง(วิทย์-คอม มข)

Edit by Black Dogh Papka - 02 เม.ย.49 เวลา 18:58:39 น.

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 18:58:21 น.

Yayoi Sanzein
Get Backer

นานๆที เอากับเขามั่งก็"ด้ ทำเรื่องมีประโยชน์นี่นะ
ครับ ผมเองก็จะขึ้นปี 3 เช่นเดียวกับท่าน Locker Cyanin นั่นล่ะครับ เพียงแต่เรียนอยู่คนละสายเลย ผมเรียนอยู่ที่ธรรมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์ครับ อันที่จริง ก็ต้องยอมรับว่าการที่คะแนนหลุดจากนิเทศจุฬาไปทศนิยมครั้งนี้ทำเอาชีวิตผมเปลี่ยนไปได้มากจริงๆครับ เพราะการได้มาอยู่ที่มธ. คณะวารสารนี้ มันเหมือนฝันจริงๆนะ ได้เพื่อนที่สนุกสนาน เฮฮา ทำให้คนที่รักความเครียดอย่างผมได้ผ่อนคลายได้มากจริงๆครับ

ถามว่าคณะนี้ มีธรรมเนียมอะไร ยังไง
บอกกันตามตรงว่าที่นี่ คณะนี้นั้น สิ่งสำคัญคือการอยู่อย่างมีความคิดสร้างสรรค์นะ เพราะมีหลายไอเดียบันเทิงของธรรมศาสตร์ที่ออกมาจากคณะของผม (แม้แต่ตอนนี้ ผมเองก็ยังรับหน้าที่ออกแบบชุดสำหรับถ่ายเซนไทของคณะอยู่เลยนะ ไม่คิดเลยว่าจะมีผู้หญิงยอมมาเล่นด้วยน่ะ) ถ้าชอบกิจกรรม+ชอบงานสร้างสรรค์ล่ะก็ เลือกที่นี่ วารสารศาสตร์ธรรมศาสตร์น่ะถูกแล้วครับ อ้อ ชุดนักเรียนม.ปลายอย่าเพิ่งทิ้งนะครับ ไว้ใส่มาในช่วง Back to School ของคณะเราได้ครับ

คณะนี้เรียนยากมั้ย
อันนี้ บอกหน้าด้านๆเลย "น้องสอบได้น้องต้องเรียนได้"ครับ มั่นใจใจตัวเองเลยนะครับ เพราะข้อสอบที่น้องก้าวข้ามมาน่ะ มันหินกว่าข้อสอบในมหาวิทยาลัยนะ เพียงแต่ ที่นี่....น้องจะไม่ได้ถูกจำกัดแค่คำตอบที่มีให้เลือกเพียง 4 ตัวอีกแล้ว แต่น้องต้องตอบคำถามข้อสอบที่พี่ว่า"ง่ายกว่าข้อสอบเอนท์"นั้นอย่างมีมุมมองและเหตุผลที่รัดกุม ชวนให้อาจารย์อ่านและเห็นด้วย ดังนั้น สิ่งที่พี่ว่าง่ายๆนั้น มันต้องเกิดจากการเปิดรับข้อมูลข่าวสารความรู้มากมายเลยครับ กับคำถามที่ฟังดูง่าย หลายครั้งที่พี่ต้องตอบมันกว่า 3 หน้ากระดาษนะ

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 19:28:48 น.

::Bow_chan::
ลูกวัวน้อยในป่าใหญ่

พูดถึงการเลือกคณะเหรอ...
ตัวเราเป็นพวกเด็กโควต้า(ยื่นคะแนน) เพราะฉะนั้นจะไม่ค่อยเข้าใจความตื่นเต้นตอนประกาศผลอ่ะนะ แต่การที่เราสนใจหรือจะใส่ชื่อมหาลัยอันไหนลงไป มันก็ต้องผ่านการกลั่นกรองจากสมองเราแล้วว่า "ถ้าติดก็คงไปเรียน" เพราะฉะนั้น ลองดูเถอะ ติดอันไหนก็เข้าไปเรียนดู คนเรามันปรับตัวกันง่าย เดี๋ยวก็ชอบไปเองนั่นแหล่ะ ยกเว้นแต่มีความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จ จะเข้าให้ได้คณะนี้ ไม่ว่ากี่ปีก็จะไป อันนั้นก็มุ่งไปเลย

กลับมาที่คณะของเราเองมั่ง
ตอนนี้อยู่ที่ครุศาสตร์ จุฬาฯ เป็นคณะที่เราว่าเรียนสบายที่สุดในจุฬาฯแล้วมั้ง เพราะเกรดแต่ละคนสวยๆงามๆ เนื้อหาการเรียนไม่ได้ไกลไปจากช่วงมัธยมเลย เพราะเรียนไปเพื่อสอนนี่นา เพียงแต่เพิ่มวิชาการสอนเข้าไปด้วย (เราไม่ได้เข้าคณะนี้เพราะคิดว่ามันง่ายหรอกนะ เข้าเพราะใจรักจริงๆนะ)

อ่านของ Locker เหอะๆ เราก็เป็นสาราณีฯของคณะเหมือนกัน ทำมาได้สองปีก็เริ่มสนุก ตอนนี้ได้มาบริหารแล้ว ได้วางแผน ได้มาลุยกับมันเต็มตัวก็ยิ่งรู้สึกผูกพันกับมันมากขึ้นๆ (แต่ก็ใกล้จะวางมือให้รุ่นต่อไปแล้วล่ะ) เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ทำให้มันดีที่สุดให้ได้

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 20:34:30 น.

maddog
หมาน้อยธรรมดา

มาคณะของเรามั่ง.. คณะที่เราเรียนอยู่ตอนนี้(กำลังจะขึ้นปี 3) คือคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาควิชานฤมิตศิลป์ จุฬาฯ ซึ่งก็มีหลายคนแถว ๆ นี้เรียนอยู่เหมือนกัน tongue
หลักสูตรการเรียนในคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภาคนฤมิตศิลป์นี้ก็คือเรียนเกี่ยวกับการออกแบบประเภทต่าง ๆ โดยที่ปี 1 จะเรียนวิชาพื้นฐานการออกแบบและวิชาพื้นฐานอื่น ๆ รวมกัน พอจะขึ้นปี 2 ถึงจะเลือกวิชาเอก ซึ่งก็มี 4 เอก ซึ่งชื่อแต่ละเอกแบบเรียกง่ายๆ ก็คือ ออกแบบกราฟิก ออกแบบแฟชั่น ออกแบบเซรามิก(โดยส่วนมากคนที่เรียนจะมาจากเด็กโครงการรับตรง) แล้วก็ออกแบบนิทรรศการ โดยที่อ.จะกำหนดว่าแต่ละเอกรับกี่คน(แต่ละเอกรับไม่เท่ากันนะ) แล้วก็ถ้าเกิดมีคนเกิน ก็จะตัดสินด้วยเกรด หรือ พอร์ท ดังนั้นจึงควรตั้งใจเรียน และมีความมุ่งมั่นเอาไว้ในสาขาที่ตัวเองชอบ

ถ้าเข้าคณะนี้ ใครที่ไม่ชอบทฤษฎีมาก ๆ ก็เตรียมเฮได้ เพราะไม่ค่อยมีวิชาทฤษฎีหนัก ๆ แต่ในทางกลับกันปฏิบัติหนักมากถึงมากที่สุด การเรียนออกแบบ สิ่งที่ควรจะทำก็คือ ขอให้ใจรัก(สำคัญมาก) มีความคิดสร้างสรรค์ ใช้ความคิด ความตั้งใจในการทำงานมาก ๆ คิดอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ศึกษางานดีไซน์ระดับhighเยอะ ๆ (เช่น งานพวก เสื้อผ้า haute couture แบบชาแนล ลาครัวซ์ อะไรแบบนี้ หรือเรียนกราฟิกก็ดูงานออกแบบของนักกราฟิกพวก john maeda เป็นต้น) อัพเดตตลอด อย่ายึดติดกับตัวเองมากเกินไป แล้วก็อย่าจำกัดสไตล์ตัวเองว่าต้องแบบนี้ ๆ เท่านั้น ที่สำคัญคือต้องรับผิดชอบ ทำงานส่งให้ทันกำหนด และรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นให้ได้ แม้จะไม่รื่นหูก็ตาม เพราะอาจารย์หลายท่านในคณะ และเพื่อนในชั้นหลาย ๆ คน จะพูดตรงอย่างสุดโหดเวลาวิจารณ์งาน แต่ความโหดก็ทำให้หลายคนพัฒนาขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ถ้ารับฟังไปปรับปรุง

การใช้ชีวิตเหรอ... พอเข้าไปแล้วก็จะมีการรับน้องใหม่ของคณะซึ่งสำคัญมาก ขอให้ร่วมกิจกรรม แล้วก็จะพบเพื่อน(รวมถึงรุ่นพี่)ดี ๆ มากมาย ซึ่งคณะเรานี้เราคิดว่า หากไม่มีเพื่อนล่ะก็คงอยู่ยากแน่ เพราะบางครั้งก็ต้องทำงานร่วมกันและพึ่งพาอาศัยกัน(เพราะบางครั้งแบกอะไรคนเดียวมันไม่ไหวจริง ๆ ....เดี๋ยวก็รู้..) รวมถึงเพื่อนก็เป็นที่ปรึกษาที่สำคัญในเวลาต้องการกำลังใจด้วย เพราะเท่าที่สังเกตเพื่อน ๆ ที่คณะ เรียนมาจนถึงนี่ก็มีช่วงท้อแท้กับงานอันแสนหนักและการออกแบบที่ไม่ผ่านสักทีกันไปอย่างน้อยก็คนละ 1 ครั้ง แต่... ไม่เป็นไร ขอให้มีใจสู้ ไม่ยอมแพ้ซะอย่าง ก็จะผ่านมันไปได้ และเพื่อนๆ ดี ๆ ที่ว่านี้แหละ ก็จะช่วยเหลือเองยามคุณลำบากด้วย

สำหรับเอกที่เราเรียนอยู่ คือเอกแฟชั่น ก็เรียนเกี่ยวกับออกแบบเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ใครที่คิดจะเลือก หรือสนใจรายละเอียดเป็นพิเศษก็ PM มาถามวิถีชีวิตหลังเข้ามหาลัยได้จ้า

ส่วนกิจกรรมส่วนกลางในมหาวิทยาลัย คุณ Locker ก็พูดไปหมดแล้ว อยากบอกว่า ชีวิตมหาลัย ถึงจะหนักไปบ้างแต่ก็สนุกมาก ยังไงก็ขอให้น้อง ๆ ปี 2549 โชคดีในการเลือกคณะทุกคนนะ grin

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 21:24:35 น.

นายตาหวาน
Game Programer

ขอแจมละกัน ^^

 ผมจบจาก คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญครับ เอกวิทยาการคอมพิวเตอร์

คณะนี้ หลาย ๆ คนคงคาดหวังว่าจะได้เรียนเกี่ยวกัีบคอมพิวเตอร์เยอะ ๆ ได้จับกับคอมพิวเตอร์เยอะ ๆ  ก็จริงนะครับว่ามันเรียนเกี่ยวกับคอม  แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับทฤษฏีมากกว่าน่ะ   การเขียนโปรแกรมก็มี แต่เป็นวิชาพื้นฐาน  ซึ่งถ้าทำได้ดีจะมีประโยชน์มากในการเรียนขั้นต่อ ๆ ไป (เนื่องจากคอมพิวเตอร์มันก็คือเครื่องคิดเลข + โปรแกรม น่ะนะ)  วิชาปีแรก ๆ จะเกี่ยวกับตัวทฤษฏีที่เกี่ยวข้องกับตัวคอมพิวเตอร์ และ คณิตศาสตร์ เช่น Computer Organization, Data Structure & Algorithm, etc. ส่วนปีหลัง ๆ จะเป็นการนำไปประยุกต์ เช่น พวก Database, Web Application, etc.

คณะเราค่อนข้างจะใกล้ชิดกันครับ คือ รู้จักกันหมด เนื่องจากว่าจำนวนนักศึกษาค่อนข้างน้อย (ลดลงจาก ~250 เหลือแค่ ~90 ภายในแค่ 5 ปี) แต่จบออกมาส่วนใหญ่มีงานทำหมด เนื่องจากความเข้มงวดนั่นเอง ... (จำนวนนักศึกษาที่จบภายใน 4 ปี อยู่ที่ราว ๆ 40% ของจำนวนนักศึกษาในชั้นปีครับ)  พูดง่า่ย ๆ ว่า เข้าง่ายจบยากพอควรนั่นแหละ แต่ไม่มีอะไรเกินความพยายาม จริงมั้ย ผมยังจบมาแล้วเลย ^^ 



Edit by นายตาหวาน - 03 เม.ย.49 เวลา 13:00:11 น.

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 23:04:40 น.

Miko
(TensYasha)

จิ้งจอกในลังส้มอุ่นๆ

...จบมาจากสถาบันวิศวกรรมแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็น Teaching Assitance อยู่ปีนึง เรียนภาษาญี่ปุ่นที่มหาลัยอีกปีนึง...

เข้าไปแบบยื่นคะแนนเอนท์น่ะ โดยร่วมก็เป็นสถาบันที่ดีเป็นที่ยอมรับเวลาไปเรียนป.โท/เอก ต่อในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยใหญ่ๆดังๆรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะรุ่นพี่ไปสร้างชื่อเสียงไว้เยอะ

อัตราการตกงานมีค่อนข้างต่ำถ้าไปสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่น เนื่องจากสภาอุตสหกรรมญี่ปุ่นเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนของสถาบัน

แต่อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเรียนในสถาบันนี้ค่อนข้างสูงมาก คุณอาจต้องใช้จ่ายเงินหมุนเวียนในกระเป๋าคุณประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี (ค่าเรียน + ค่าตำรา + ค่าจุกจิก + ค่าดำรงชีพ) และภาษาอังกฤษคุณต้องดีในระดับที่ฟังออก พูดได้บ้าง จึงจะเข้าไปนั่งฟังเลคเชอร์อย่างสบายใจ

การแข่งขันฐานะของนักศึกษาถือว่าค่อนข้างต่ำกว่า แม้บางคนจะขับเฟอร่ารี่ หรือฟอร์ส หรืออิมเพสซ่ามาเรียน แต่เขาเหล่านั้น...ส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยคุยโว และคุณสามารถคบกับพวกเขาได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกลัวจะโดนข่ม เพราะ....เขาเหล่านั้นชอบฟังเพลงหมอลำ มากกว่าดนตรีต่างประเทศ - -"

PK ที่ศึกษาในสถาบันนี้มีหลายท่านเหมือนกัน เช่น Miko / Rey / อีกคนจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร (แต่หน้ามันเหมือนแฮร์รี่พ๊อตเตอร์) / Alloy Wheel / etc.

รายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.siit.tu.ac.th

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 02 เม.ย.49 เวลา 23:46:21 น.

Mahoro
Maid

เอาไงดีละ ตั้งแต่มหาลัยเลยละกัน
เราก็เรียนม. เอกชนละนะ ชื่อก็ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT)
เน้นทางด้าน วิศวะเป็นหลัก แต่ก็มี บริหาร IT สัตวแพทย์ ด้วยนะ เป็นมหาลัยที่ Lab ดีมากๆ มากขนาดมีดาวเทียม แล้วก็กำลังจะส่งดวงที่ 2แล้วงะ เข้าไปเดี๋ญสวก็รู้เองว่าม.นี้นะ lab สุดยอด ติดอย่างเดียวคือไกลพอสมควร อยู่ตรงหนองจอก เลยละ แต่เดิมทางไม่ยากอย่างที่คิด
ส่วนเรื่องที่ว่ามีโอตาคุ หลงมาไหม บอกได้เลยว่า ยังไม่เห็นซักกะคนเลยเจ้าคะ แต่คิดว่าตั้งแต่ปีนี้จะมีหลุดเข้ามาบ้าง แต่เกมส์เมอร์เยอะจริงๆ

เราเรียน วิศวะ - แมคคาโทรนิค คงจะไม่คุ้นหูกัน ถ้าเอาให้ใกล้เคียงที่สุดก็ วิศวะ หุ่นยนต์ นั้นแหละ
จริงๆ ก็กำลังจะได้เข้าภาคเอง(ปี2) ก็ยังไม่รู้อะไรมาก แต่ที่นี่เรียนสบาย ไม่เครียสนะเราว่า จารย์ก็สอนดีเข้าใจง่าย เน้นเข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ได้ เป็นหลักๆ นะ แล้วก็ lab เยอะมาก การแข่งขันไม่นับว่าสูงนะ แต่ตัดเกรดอิงกลุ่มเป็นหลัก คนที่เรียนก็จะมีทั้งจาก สายสามัญทั้ง 4 สายเลย ปวช. ปวส. ก็มีนะ เรียกว่าได้เจอกับคนทุกแบบเลยละ แล้วก็ไม่มีระบบ Re try นะ แล้วก็ให้เวลา 8 ปี

ว่าเรื่องค่าเทอม เห็นว่าดีขนาดนี้ จริงๆ แล้วหน่วยกิตละ 1200 นะ เทอมแรกก็ตกๆ 40000 นิดหน่อย แต่ก็จะถูกลงเรื่อยๆ ถ้าไม่ต้อง รีเกรดนะ ฟุฟุฟุ เราว่ามันคุ้มกับการได้ใช้ lab ดีๆ แล้วนะ

สรุปก็คือ วิศวะ ม.เราจะสอนให้ทำได้จริงๆ ได้ลองใช้เครื่องมือกันจริงๆ จบไปแบบทำงานได้จริง

ยังไงถ้าสนใจก็แวะๆ มาดูก่อนได้นะ

site : http://www.mut.ac.th/

ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 00:53:34 น.

II
(Pil)

นิดนึงพอ

เข้าเรียนมหาลัยก้อเหมือนกับการเลือกเส้นทางสาขาของอาชีพในอนาคตอะคับ
ฉนั้น อยากเรียนอะไร ก้อเรียนในสิ่งที่เราชอบน่ะครับ ดีสุดแระ

ปัจจุบันผมเรียนอยู่เกี่ยวกับเอกภาพยนต์ ของ ม.รัฐแห่งหนึ่ง
ซึ่งแต่ก่อนไม่ได้อยากเข้าเรียนคณะนี้ แต่เพราะว่าติดที่นี่ที่เดียวเลยจำเป็นต้องเรียน
แต่พอได้เริ่มทำ ได้เรียน ก้อเริ่มชอบการทำงาน การเรียนของสาขานี้
ก้อเลยได้ค้นพบว่าตัวเองอยากทำหนังเหมือนกัน
รู้สึกโชคดีครับที่เราเจอคณะที่เราอยากเรียน และอยากทำ
เกือบสายไปเหมือนกันนะ เพิ่งรู้ตัวว่าโชคดีมากๆ

ความคิดเห็นที่ 10 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 03:57:17 น.

blazx
illusionist

อืม...ว่าไงดีอ่ะ
เอาเป็นว่า อย่าเข้ามหาลัย เพราะ...

"สักแต่จะเอาชื่อสถาบัน หรือสักแต่ขอให้ได้เข้าเรียนมหาลัยก็พอ"

เพราะมันเหมือนตัวกำหนดอนาคตเราล่ะนะ
ลองคิดๆดูว่า นอกจากที่พ่อแม่ หรือคนรอบข้างบอกเราแล้ว

"เรามีความคิดของตัวเองไหม ว่าอยากเข้าคณะอะไร?" (อันนี้ถามไปบางคนไม่มีจริงๆนะ)

หากเลือกผิดไปแล้ว เวลาเรียนแล้วไม่ชอบ มันจะทรมานน่าดูละขอบอก เสียเวลาด้วย
มาถึงสมัยนี้ ม.เอกชน หรือรัฐบาลคุณภาพไม่แตกต่างกันค่ะ (ยืนยันนะเนี่ย -w-)b
ต่างกันแค่ค่าเรียนแหละน้องเอ๋ย (เอิ๊กๆ)
แต่คุณภาพทั้งหมดทั้งมวล อยู่ที่ตัวพวกคุณเองมากกว่า
ว่าจะเข้าไปกอบโกยหาวิชาความรู้ เข้าไปสร้างอนาคต...
หรือเข้าไปจีบสาวจีบหนุ่ม คิดว่ามหาลัยคืออิสระเรียนสบายๆ ชิวๆ กว่า มัธยมปลาย (ท่านคิดผิดเสียแล้ว)

ทุกคณะความยากง่ายต่างกันแค่ความรับผิดชอบของผู้เรียนค่ะ..
คณะที่ตัวลงน้อย แต่ผู้เรียนขี้เกียจ คุณก็สามารถติดโปรหรือโดนรีไทร์ได้ง่ายๆ

ส่วนเรื่องจบมาทำงาน มันก็อยู่ที่เรารู้จักประยุกต์สิ่งที่เราเรียนมามากแค่ไหน ปรับตัวแค่ไหนมากกว่า
จะฉลาดให้ตายจบ 4.00 ก็โดนคน 2.1 เขี่ยร่วงเหมือนกันล่ะนะ ในวงการการทำงาน...(เหอะๆ นี่เรื่องจริงนา)


การใช้ชีวิตในมหาลัย ไม่ใช่เรื่องยากเลย หากรู้จักปรับตัว และควบคุมใจของเราเอง
เพราะไม่มีใครคอย ยัดความรู้ให้คุณเหมือนมัธยม...ไม่มีใครมาอ้อนวอนขอให้ส่งงานเหมือนแต่ก่อน
(แถมมีเหล่าเพื่อนๆคอยชวนสู่อบายมุขมากมาย :สุรานารี เที่ยวนู้นเที่ยวนี้ "= =)
มันร้อยพ่อพันแม่นี่นา ในมหาลัยอ่ะนะ....

เอาเป็นว่าหาตัวเองให้เจอก่อนละกัน... เรื่องอื่น เดี๋ยวมันก็รู้เอง หึๆ

ความคิดเห็นที่ 11 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 07:29:05 น.

บรู๊สลี
นักเรียนที่งีบหลับอยู่หลังห้อง

อืม ขอมั่งๆ
เรียน มหาลัยราษฏัชสวนสุนันทาครับ คณะคอมพิวเตอร์ศึกษา (ครูคอม)

สำหรับรุ่นน้องที่คิดมาเข้าก็คงจะกลายเป็นหลักสูตร 5 ปีแล้วละ(เรียนครูหลักสูตรใหม่ต้องเรียน 5 ปีแล้วนะเออ) การเรียนของคณะนี้ค่อนข้างง่ายๆครับ ถ้ามีพื้นฐานคอมพิวเตอร์มาก่อนนะ แต่ถ้าไม่มีจะลำบากอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นเพราะว่าอาจารย์ที่เข้ามาสอนส่วนใหญ่จะนึกว่าเรามีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มาพอสมควรแล้ว เขาจะค่อนข้างข้ามๆพวกพื้นฐานไปเร็วมากซึ่งทำให้ใครที่ไม่มีพื้นไม่ค่อยมีความรู้ในการใช้โปรแกรมอาจประสาทกินได้ สำหรับคณะนี้นั้นเรื่องสอบทำใจได้ มันง่ายแบบไม่น่าเชื่อ แต่ในทางกลับกัน พวกส่งงานเอาโปรเจ็คให้จบวิชานั้น มันก็...เกินกว่าจะบรรยาย เป็นต้นว่าท่านอาจโดนสั่งให้ทำบทเรียนช่วยสอนเรื่องอะไรก็ได้ แต่อาจารย์ท่านไม่ได้สอนเกี่ยวกับโปรแกรมที่ต้องใช้ทำบทเรียนเลย (อาจารย์ท่านจะถือเป็นการช่วยเพราะนักศึกษาสามารถใช้โปรแกรมอะไรทำก็ได้) ซึ่งหากคนที่เคยทำหรือใช้โปรแกรมที่ทำบทเรียนเป็นก็จะสบายมาก คนที่ไม่เป็น...

สำหรับคนที่จะเรียนคณะนี้ขอให้เข้ามาเพราะชอบคอมพิวเตอร์และอยากเป็นครูจะสบายมาก แต่สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานคอมพิวเตอร์ หากอยากเข้าเรียนคณะนี้ขอบอกว่าคุณต้องขยันในการเรียนมากซักหน่อย

สำหรับค่าเทอม เทอมแรก7000-8000ละมั้งรวมค่าแรกเข้า+จิปาถะ แล้วเทอมต่อๆไปก็จะเหลือแค่4-5000เท่านั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 12 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 10:54:03 น.

cg
ไม่ใช่โพลีก้อนนะ

เอามั่งละกัน

จบคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า
เอก อิเลคโทรนิค มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ครับ

เข้าเพราะชอบเรียนด้านวิศวฯ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ที่เรียนด้านไฟฟ้าเพราะ สนใจในชุมนุมโรบอต ของทางมหาวิทยาลัย
ซึ่งแนะนำว่า ถ้าใครอยากทิ้งชีวิตวัยรุ่น ก็เข้าชุมนุมนี้ได้ครับ
เพราะได้ทำแลปเยอะมาก ได้ทำงานจริง มีการแข่งขันหุ่นยนต์ตลอดเวลา
ไม่ได้รับเฉพาะไฟฟ้านะครับ เครื่องกล คอม หรือ ภาคอื่นที่สนใจก็เข้าได้

ค่าใช้จ่ายเป็นแบบเหมาจ่ายครับ เท่ากันหมดทุกเทอม
ภาคฤดูร้อนก็เหมาจ่ายนะเอ้อ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากให้คุ้มก็ลงเต้มๆหน่วยเข้าไว้ grin
การใช้ชีวิตในมหาลัย ควบคุมตัวเองให้เป็น และมีวินัยในการเรียนรู้
แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว ' w '

ความคิดเห็นที่ 13 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 14:39:42 น.

nezumi kun
นักบริโภคนิยม Y L H SM

เอาล่ะ.... ทำตัวให้เป็นประโยชน์คือสิ่งที่ดี.....

ข้าพเจ้าสังกัดคณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

หลักสูตร 4 ปี (ไม่มี 3 ปีครึ่ง)

สำหรับคณะมนุษยศาสตร์ก็คงคล้ายกับหลาย ๆ ที่
-เอกจิตวิทยา
-เอกปรัชญาและศาสนา
-เอกภาษาเพื่ออาชีพ (ออกแนวเอกไทย โทอังกฤษ แต่เน้นการพูดและฟังอย่างมาก)
-เอกบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ (การจัดการระบบห้องสมุดและการใช้สื่อIT)
-เอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก
-เอกภาษาอังกฤษ
-เอกภาษาไทย
-เอกภาษาฝรั่งเศส
-เอกภาษาจีน
-เอกภาษาญี่ปุ่น

ตลอดเวลาที่เรียนจะพบคำถามเดิมเสมอว่า "เรียนจบแล้วไปทำอะไร?"
สำหรับวรรณกรรมเด็กนั้น ทางสาขาจะสอนทุกสายงานที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน (0-18 ปี) แต่ถ้าเรียนแล้วจะรู้สึกว่า มันก็ครอบจักรวาลนี่นะ (her") ซึ่งมีทั้ง สื่อสมัยใหม่ เทคโนโลยี สิ่งพิมพ์ วรรณกรรมคลาสสิค วรรณกรรมร่วมสมัย วาดภาพ เขียนเรื่อง จนถึงการจัดทำรูปเล่มและการบริหาร รวมทั้งจิตวิทยา เหมือนเรียนทุกอย่าง ให้เรารู้ทุกเรื่อง แต่เราจะชอบทางไหนอย่างไร เป็นสิ่งที่เราต้องเลือกและฝึกฝนเอาเอง การสอบ 90% เป็นการทำรีพอร์ตหรือชิ้นงาน ไม่ค่อยมีข้อเขียน เหมาะมากหากว่าไม่ชอบอ่านหนังสือหรือท่องจำ
อาชีพแบบเป็นรูปธรรมที่บัณฑิตหลายต่อหลายรุ่นทำกันทั่วไป มีทั้ง นักวาดภาพประกอบ นักเขียน (นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน) คอลัมนิสต์ บรรณาธิการกิจ (บก./กองบก.) นักเล่านิทาน นักจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก ครู ครีเอทีฟ แม่บ้าน และนักวิจัยฝุ่น (อันสุดท้ายเป็นสิ่งที่แต่ละคนได้ตัดสินใจเลือกเองด้วยการละความพยายามทั้งปวง) ฯลฯ
อื่น ๆ นอกจากนี้..... ที่คณะมนุษฯ จะให้เลือกเรียนวิชาโท (minor) อย่างอิสระ สามารถเรียนข้ามคณะได้ (เลือกเรียนสาขาอื่น ๆ นอกจากสาขาของคณะมนุษฯได้) ยกเว้น เอกภาษาเพื่ออาชีพที่ไม่สามารถเลือกเรียนวิชาโทได้ (ไม่รู้ว่าเปลี่ยนกฎหรือยัง)

ค่าเทอมเหมาจ่าย : 4,000 บาท (เห็นว่าจะปรับขึ้น) ลงเรียนได้ไม่เกิน 23 หน่วยกิต
ค่าลงทะเบียนนิสิตและค่าประกัน (จ่ายแค่ปี 1 เทอมแรกครั้งเดียว) 300+600 = 900 บาท

ระบบซีเนียร์ที่นี่ไม่มีการทารุณ เพราะทุกคนอยู่แบบพี่น้อง ส่วนการกระทบกระทั่งกันภายในเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

สำหรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย..... พอเริ่มเปลี่ยนที่มันก็จะเป็นเหมือนกันทุกที่นั่นแล แรก ๆ อาจจะไม่คุ้น แต่พอเริ่มปรับตัวได้ ทุกอย่างก็จะเข้าที่ สนิทกับเพื่อนและรุ่นพี่มากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจธรรมชาติของผู้สอน และคุ้นเคยกับสถานที่มากขึ้น ต้องทำใจว่าปี 1 ทุกที่เรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกัน ถ้าคิดว่าเบื่อวิชาเรียนแล้วอยากย้ายที่เรียนหรือค้นพบตัวเองได้... ก็สุดแล้วแต่ ส่วนตัวเรา.... เราเฉย ๆ นะ ก็เรียนได้ เพราะเราเป็นคนเลือกเองตอนกรอกหมายเลขคณะ+สาขา คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเถอะจ้ะ จากนั้นก็เชิญท่านเถิด......

สนุกกับชีวิตในมหาวิทยาลัยให้เต็มที่ เป็นไปได้อย่าก้มหน้าก้มตาเรียน กิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นคือกำไรชีวิต เพราะถ้าเรียนเก่งถึงเกียรตินิยมแต่เข้ากับใครไม่ได้หรือทำอะไรไม่ค่อยเป็นก็ดูชีวิตจะไม่สมดุลย์น่ะ วัยเรียนเนี่ยมันฟรีสุด ๆ พยายามเต็มที่และขอให้โชคดี ค้นหาตัวเองกันให้เจอเน่อ!!!

ความคิดเห็นที่ 14 ตอบเมื่อ 03 เม.ย.49 เวลา 22:48:50 น.

Alaster
นักหาข่าวสาร-ภาพน่าเก็บ

วศ สิ่งแวดล้อม เกษตรศาสตร์ ขอรับ ภาคเพิ่งเปิดใหม่ใครสนใจให้เรียนเป็น ป โท จะดีกว่า ป ตรีให้เรียนสายอื่น จะได้เก่งๆ เพราะหลักสูตรมันยังไม่ดีเท่าไหร่ เรียนภาคอื่นพวกเครื่องกลกะเคมีจะเอื้ออำนวยได้ดีมาก
คำเตือน!!! สำหรับผู้ที่คิดอยากทำงานแบบมีแนวสร้างสรรค์ การเจรจาการบริหาร ให้ไปเข้าสายศิลป์จะดีกว่า
วิศวะจะเป็นแบบ Input และได้ Output ออกมาตรงๆ เป็นคนตรงๆ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป มีหลักการ ซึ่งดีสำหรับบางคน แต่แนะนำให้เรียน เคมี/ไฟฟ้านะมันบูมดี ต่อยอดสายอื่นก็ง่ายกว่า ไม่ก็อุตสาหการที่เปิดกว้างหน่อย ไม่ต้องมีสูตรตายตัว มีแนวบริหารมีการวิเคราะห์สถานการ์ณ (อันนี้ฟังเค้าเล่ามา)

แนะนำข้อสำคัญ !!! อย่าสักแต่เรียนขอร้อง ทำกิจกรรมเยอะๆ ทำมันทุกอย่าง เป็นชายก็หัดจีบหญิง ถ้าเป็นหญิงก็เปิดใจหน่อยอย่าปิดกั้น มันอิสระมากๆเลยนะเรียนมหาลัยเนี่ย เที่ยวให้เต็มที่ ปิดเทอมก็เฮ้วกัน เข้าค่ายไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ แบบว่าเอาให้หนำใจเลยนะ แต่เวลาสอบรึเรียนก็ตั้งใจกันนิดนึงอย่าให้ผลการเรียนมันแย่นัก เอาให้คุ้มค่าเทอมหน่อย จบมาแล้วถ้าไม่รีบก็ให้เวลากับตัวเองอีกสักพักถ้าไม่เดือดร้อนทางการเงิน ไม่ต้องรีบหางานเท่าไหร่หรอก ไม่ก็หาไว้ก่อนแล้วค่อยเข้าไปทำช้าหน่อย ทำตามใจที่ตัวเองอยากให้เต็มที่ หลังจากนั้นก็ค่อยตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่เช่นนั้นอาจจะเหมือนหลายๆคน ซึ่งรวมผมเข้าไปด้วยแล้วกัน ว่าเรียนมาแล้วก็มาทำงาน ยังไม่ค่อยได้สนุกกับชีวิตเท่าไหร่เลย ซึ่งบางคนที่เค้าลุยมาเต็มที่แล้วพอจบมาเค้าก็มุทำงานอย่างเต็มที่เพราะมันผ่านมาหมดแล้ว

ความคิดเห็นที่ 15 ตอบเมื่อ 04 เม.ย.49 เวลา 09:58:05 น.

Lan
เกมเมอร์เดินดินธรรมดาๆ

พี่ Orpheus แอบเอามาจากเว็ป Eduzones ขี้โกงนี่นา - -" เหอๆ ล้อเล่นครับ

ความคิดเห็นที่ 16 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.49 เวลา 00:15:03 น.

คุณหมอเกาลัด
หมอหนุ่มหัวหน้าเทมปลาร์ทีม

เพิ่มเติมจากคุณ Orpheus ละกันฮะ

แพทเองก็มาจากคณะแพทยศาสตร์เหมือนกัน ต่างกับน้องเขาตรงที่ว่าตอนนี้แพททำงานเป้น Intern2 แล้ว(พึ่งขึ้นเมื่อต้นเมษานี่เองสดๆ ร้อนๆ) หมายเหตุ intern หมายถึงแพทย์ใช้ทุน ครับผม คือพวกเรียนแพทย์ในม.รัฐบาลต้องทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุน(เยี่ยงทาส) 3 ปีครับ แล้วแต่ว่าจะเลือกอย่างไร จับฉลากอย่างไร (สมัยผมมันใช้เลขดัชนีตลาดหุ้นไรก็ไม่รู้ บลาๆ สรุปว่าโกงกันนั่นแหละ)

ในส่วนของเนื้อหาการเรียนคุณ Orpheus คงจะบอกไปหมดแล้วเนอะ ขอแนะนำเรื่องการใช้ชีวิตแล้วกัน ในช่วงปี 1 หรือ Pre med ของพวกน้องมันจะสบายมากๆ น้องเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ร่วมกับคณะอื่นๆ สนุกสนานมากๆ ให้เก็บเกี่ยวความสนุกสนานแบบนี้ไว้เสียให้คุ้ม ก่อนที่จะเผชิญกับคณะแพทย์จริงๆ

ในส่วนของ Preclinic ไม่มีอะไรแนะนำมากฮะ อาจจะเป็นเพราะพี่ผ่านมานานแล้วก็ได้ แต่คิดว่าหลายๆที่คงเหมือนกันในส่วนปัญหาของหนังสือ หนังสือเรียนแพทย์แพงฮะ หลายคนซื้อไม่ไหว (แพทด้วยแหละคนนึง) ต้องอาศัยห้องสมุดยืมไปซีร๊อกซ์ ฯลฯ แต่บางคน ใช้วิธีเอาหนังสือไปซ่อนในมุมอื่นของห้องสมุด (เจอมาจริงๆฮะ) อย่าทำแบบนี้นะครับ ไม่ดี

ในส่วนของคลินิค นอกจากที่น้องจะเรียนแล้วก็จะมีการทำงานร่วมด้วย การอยู่เวร การทำวอร์ดเวิร์ค ตรงนี้สิ่งที่อยากเตือนมากๆคือความสามัคคีและน้ำใจ มันหนักครับงานน่ะหนักมาก เรียนด้วย ใครเห็นแก่ตัว ใครสันดานอะไรมันจะผุดออกมาตอนนี้แหละครับ ใครอยากเอาหน้ากับอาจารย์ อะไรทำนองนี้น่ะ จำไว้ให้ดีนะฮะ การเรียนแพทย์น่ะ น้องบินเดี่ยวไม่ได้ มันจะตกฮะ บินเป็นฝูง ไปกับเพื่อน

มีแนะนำแค่นี้แหละ

อ้อ จบแล้วอย่าลืมมาใช้ทุนกันด้วยนะฮะ ไม่ใช่ควัก 400,000 บาทใช้ทุนรัฐบาลคืนไปแล้วจบกันเห็นใจคนจ่ายภาษีมาให้น้องๆเรียนกันหน่อยเน้อ

ความคิดเห็นที่ 17 ตอบเมื่อ 05 เม.ย.49 เวลา 11:46:29 น.

devchan
สาวกท่านนารุโตะ

กระทู้มีประโยชน์มากค่ะ >_<b

ความคิดเห็นที่ 18 ตอบเมื่อ 06 เม.ย.49 เวลา 21:16:13 น.

ทิดOrpheus
ผู้กลับมาจากวังวนชีวิต??

[quote=คุณหมอเกาลัด]
อ้อ จบแล้วอย่าลืมมาใช้ทุนกันด้วยนะฮะ ไม่ใช่ควัก 400,000 บาทใช้ทุนรัฐบาลคืนไปแล้วจบกันเห็นใจคนจ่ายภาษีมาให้น้องๆเรียนกันหน่อยเน้อ[/quote]

พูดถึงเรื่องนี้...ถ้าคุณเลือกเรียนรังสิตหรือเอกชนจะไม่มีเรื่องใช้ทุนนะครับ นั่นคือคุณจบโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆจะไปทำงานแบบใช้ทุนก็ได้หรือ ไม่สนใจไปทำอย่างอื่นก็ได้เลย แต่สำหรับของรัฐถ้าผมจำไม่ผิด ไม่ใช่ 400,000 ถ้าจำไม่ผิดมันกลายเป็น 1,000,000 เศษแล้วครับ ประมาณว่าจงคิดให้ดีหากท่านคิดจะยัดเงินครับ

ความคิดเห็นที่ 19 ตอบเมื่อ 07 เม.ย.49 เวลา 23:44:20 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 19 จากทั้งหมด 19 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ