thE'rA
Member

ดารธิษฐาน์ - บทที่ ๒ จรดล


บทอารัมภ์
บทที่ ๑ เหตุ

•|§||•-------------------------------------•||§|•


บทที่ ๒ จรดล



        ชายหนุ่มเคยคิดเล่นๆว่าหากพ่อน้องชายของเขาที่แสนจะสุภาพเรียบร้อยและมีน้ำใจคนนี้เกิดกลายเป็นเด็กที่เล่นอะไรพิเรนบ้าๆบอๆขึ้นมา คุณอาทั้งสองจะจัดการอย่างไร   แต่เนื่องจากไม่เห็นทางเป็นไปได้ ทีฆาจึงเก็บความคิดเพ้อเจ้อของเขาลงในกล่องใบเล็กและลอยมันออกไปให้ไกลแสนไกล
        แต่ใครจะไปรู้ว่าความคิดเรื่อยเปื่อยของเขานั้นจะเป็นจริง

“นายไม่สบายหรือยังไง” น้ำเสียงของทีฆาเรียบเฉยเสียจนเด็กชายร่างผอมตรงหน้าเขารู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

“ผมจะไปตามหาคนครับ”

คำถามมากมายที่ผุดขึ้นมาในสมองนั้นกระตุ้นให้ผู้มีศักดิ์เป็นพี่เอ่ยถามเด็กชายต่อทันที “ใคร”

        ดวงหน้าขาวตกกระฉายแววรั้นขึ้นมาน้อยๆจึงทำให้เขาถึงกับแปลกใจ   เพราะแทบจะไม่เคยเลยที่นัยน์ตาสีฟ้านั่นจะสื่อถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าถึงเพียงนี้ คล้ายกับว่านี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เด็กชายต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะถูกขัดขวางอย่างไรก็ตาม
“จา นายฟังพี่นะ   ไม่ว่าคนที่นายต้องตามหาจะสำคัญมากแค่ไหนก็ตาม แต่ทำไมจาไม่นึกถึงใจพ่อกับแม่ของจาบ้าง   จาหนีออกจากบ้านไปอย่างนี้ทั้งๆที่ยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีพอ ไปโดยไม่แม้แต่จะร่ำลา...  อากาศิกกับอาหญิงเขาจะเป็นห่วงนายมากแค่ไหน”

ท่าทางว่าเจ้าตัวคงจะคิดได้จึงยอมเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง “ผมลืมนึกไปฮะ”

ร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ก่อนจะแกล้งยีผมน้องชายเล่นเบาๆไม่ให้เด็กชายรู้สึกเครียดจนเกินไป “ไม่ได้นะจา ยิ่งเป็นคนที่อยู่ใกล้เรามากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องให้ความสำคัญกับเขามากขึ้นเท่านั้น   มาก... ยิ่งกว่าที่เขาให้กับเรา   คนเราทำลายน้ำใจคนใกล้ตัวโดยไม่ได้ทันคิดกันมาเยอะแล้วนะ พี่ไม่อยากให้จาเป็นอีกคนหนึ่งในนั้น” เมื่อเห็นว่าพ่อน้องชายหน้าซื่ออารมณ์ดีขึ้นมาบ้างจึงได้พยายามตะล่อมถามถึงสาเหตุของการกระทำแปลกประหลาดในครั้งนี้

“พี่จำรันต์... เด็กผู้หญิงที่มีขาข้างเดียวอยู่รั้วติดกันกับบ้านผมได้ไหมฮะ”

        ใครจะลืมดวงหน้าหวานนั่นได้ลงกันเล่า... นัยน์ตาสีเขียวใสดั่งมรกตนั่นหมองเศร้าจนชวนให้คนที่เมียงมองอยากปลอบโยน   เส้นผมยาวดำขลับเป็นเงาคลอกับผิวนวลลออ   ถ้าจะบอกว่างามอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะเด็กหญิงร่างเล็กผู้นี้งามมากเสียจนมิแผกอะไรกับนางอัปสรตัวน้อยๆ
        เพราะความงามเช่นนี้ต่างไปจากความงามของปุถุชน จึงทำให้เขาหรือใครๆก็ตามที่ได้พบเจอเธอเพียงครั้งเดียวนั้นก็สามารถระลึกถึงเธอไปได้ตราบนานเท่านาน

“อีกสองอาทิตย์ รันต์จะอายุครบสิบปีครับ…”

“ตาคนดีเอ๊ย   เพราะอย่างนี้นายก็เลยอยากให้ของขวัญน้องสาวด้วยการพบหน้าพ่อแท้ๆของเธอสินะ แต่พ่อของรันต์เสียไปแล้วไม่ใช่เหรอ”

เด็กชายพยักหน้าเบาๆตอบรับคำถามที่เขาไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นความจริง “อาจจะครับ   เพราะกว่าสี่ปีแล้วที่คุณน้าเวคินไม่ติดต่อกลับมาเลย แถมหลังจากที่เรือออกจากท่าได้แค่สองสามวันก็เกิดพายุใหญ่ด้วย”

“คุณเวคินเป็นช่างไม้สินะ   ถึงจะอยู่เมืองท่าแต่ไม่เคยออกทะเลก็คงยากที่จะ...” นัยน์ตาสีช็อกโกแลตฉายแววครุ่นคิดขึ้นมาแต่น้อย
“วางเรื่องนี้ไปก่อนสักพักเถอะ... อากาศิกใกล้จะกลับมาถึงแล้ว ลงไปรอทานมื้อค่ำด้วยกันก่อนดีกว่า”

“ก็ได้ฮะ แต่พี่ทีฆาอย่าบอกเรื่องนี้กับคุณพ่อคุณแม่นะฮะ” เสียงนุ่มฟังดูอ้อมแอ้มอยู่ในลำคอของเด็กชายร่างเล็ก

        คนเป็นพี่พอเห็นว่าน้องกลัวจะถูกดุก็หัวเราะออกมาเบาๆก่อนเอ่ยสัญญากับเด็กชายอย่างรวดเร็ว   จาคะจึงสบายใจพอที่จะจัดแจงวางสัมภาระของตนลงบนพื้นห้องก่อนจะเดินออกจากห้องนอนส่วนตัวของตนลงไปที่ชั้นล่างพร้อมกับพี่ชายเพื่อรับประทานมื้อค่ำกับบุพการีทั้งสองโดยหารู้ไม่ว่าตอนที่ทีฆาปฏิญาณคำพูดให้เขาฟังนั้นมืออีกข้างซึ่งไพล่อยู่ด้านหลังทั้งนิ้วชี้และนิ้วกลางต่างไขว้เป็นสัญลักษณ์ปฏิเสธคืนคำของตนเองไว้ก่อนแล้ว...

        เมื่อจาคะเห็นใบหน้าที่แย้มยิ้มของมารดา   ความรู้สึกผิดก็แล่นปราดเข้ามาเกาะกุมหัวใจของเด็กชาย เมื่อครู่นี้เขาช่างอาจหาญเหลือเกินที่จะทำร้ายความรู้สึกของผู้ให้กำเนิดขนาดนั้น

“ทีมานั่งข้างๆจาแล้วกันนะจ๊ะ   เดี๋ยวคุณกาศิกก็จะกลับมาแล้ว” นางอารียะยังคงง่วนอยู่กับการจัดโต๊ะอาหาร   ในมือทั้งสองเต็มไปด้วยถาดซุปร้อนที่เพิ่งจะปรุงเสร็จและตะกร้าขนมปังก้อนกลมฟู

“ให้ผมกับนายจาช่วยคุณอาด้วยดีกว่าครับ” ทีฆายิ้มกว้างก่อนจะลากพ่อน้องชายเข้าไปในห้องครัวและช่วยกันหยิบเนื้อรมควันพร้อมทั้งสลัดมันฝรั่งบดทอดที่ถูกราดด้วยซอสแอปเปิ้ลออกมาจัดวางที่โต๊ะไม้ขัดเงาในห้องอาหาร
“วันนี้อากาศิกไปท่าเรืออีกแล้วหรือครับ”

“จ๊ะ   เห็นว่ามีผ้าทอลายใหม่ๆจากทวีปอัปปมัญญาน่ะ”

        ทุกวันนี้ที่ครอบครับของจาคะยังดำรงชีพอยู่ได้อย่างสุขสบายไม่ขาดไม่เหลืออะไรนั้นก็เป็นเพราะส่วนหนึ่งมาจากกิจการค้าผ้าของ กาศิก ผู้เป็นบิดาของเด็กชายซึ่งได้รับตวามเชื่อถือทั้งในด้านคุณภาพและราคา   จนมีคนกล่าวว่าหากอยากได้ผ้าที่ยอดยี่ยมสำหรับตัดชุด ไม่มีผ้าชนิดใดที่ร้านของนายกาศิกไม่มี

        นางอารียะหันหน้าขวับเมื่อได้ยินเสียงม้าร้องแว่วมาจากทางประตูด้านหน้าของบ้าน    เธอยิ้มหวานพลางพยักพเยิดให้ทั้งสองออกไปต้อนรับสามีของเธอพร้อมๆกัน   และเมื่อนางเปิดประตูออกไปก็พบกับบุรุษหน้าตาแจ่มใสวัยราวๆสามสิบกว่าปี
“สวัสดีค่ะ ดูสิคะว่ามีใครมาเยี่ยมเรา”

ชายร่างสูงผิวแทนคร้ามแดดหัวเราะออกมาด้วยความยินดีก่อนจะเข้ามายีผมสีบลอนด์ทองของบุตรเบาๆด้วยความเอ็นดูและกอดทักทายหลานชายตนเองอย่างหลวมๆ “สง่างามขึ้นมาก... เหมือนพี่ไม่มีผิดแม้แต่กระเบียดนิ้ว รูปหน้าก็ดูคล้ายพี่หญิงมากทีเดียว   ทีมานานแล้วหรือ”

“ผมมาถึงที่นี่ช่วงบ่ายแก่ๆครับ   ก่อนที่คุณอาจะมาถึงสักสองสามชั่วโมงได้”

“ฉันว่าเรารีบไปทานอาหารกันดีกว่านะคะ   เดี๋ยวเนื้อรมควันของโปรดจาจะชืดเสียรสหมด” อารียะหัวเราะออกมาเบาๆอีกครั้งเมื่อเห็นว่าลูกชายของเธอทำตาโตและวิ่งนำหน้าเข้าไปในห้องอาหารโดยทันที

“คอยสักครู่นะครับ ผมยังไม่ได้เอาเนื้อกับสลัดไปให้รันต์” เสียงทุ้มแต่น้อยของเด็กชายถูกตะโกนก้องออกมาระหว่างที่เขาอยู่ในครัว

        จาคะจัดแจงแบ่งเนื้อรมควันบางส่วนพร้อมทั้งสลัดซึ่งเตรียมไว้แล้วใส่จานเซรามิค   ก่อนจะหันไปคว้าเอาขนมปังสีสวยฟูนุ่มแล้วจัดการใส่ทุกอย่างลงในตะกร้าหวายและวิ่งออกประตูหลังบ้าน กระโดดข้ามรั้วเตี้ยสีขาวอย่างที่ทำเป็นประจำเพื่อจะนำเสบียงไปวางไว้ที่ริมหน้าต่างบานที่เด็กหญิงชอบนั่งฮัมเพลงรออยู่เสมอๆ

        นี่เป็นกิจวัตรอย่างหนึ่งที่เด็กชายทำเป็นประจำ   ในตอนต้นนั้นเป็นเพราะถูกมารดาไหว้วาน หากแต่ ณ เวลานี้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมัครใจเพราะเมื่อแรกนั้นเด็กชายยังไม่รู้จักกับมิรันตี   ทว่าเมื่อเขาได้รับทราบถึงวิถีชีวิตของคุณนายดาราบถที่ต้องเลี้ยงดูเด็กหญิงเพียงคนเดียวเพราะไร้ญาติขาดสหายที่คอยจุนเจือ เธอจึงต้องเข้าเมืองเพื่อนำขนมหวานไปค้าเกือบทุกวัน ซึ่งกว่าจะกลับมาถึงสถานพำนักก็เป็นเวลาค่ำพอสมควรแล้ว   เขาจึงได้ตั้งปณิธานขึ้นมาว่าจะเป็น‘ญาติ’ให้กับเด็กหญิงเสียเอง

        แต่วันนี้จาคะไม่เห็นน้องสาวนั่งคอยเขาเหมือนเคยจึงนึกแปลกใจและรีบรุดเข้าไปในบ้านของอีกฝ่ายโดยถือวิสาสะ   เรือนผมสีอ่อนของเด็กชายไหวไปตามจังหวะก้าวเดิน   นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างมองหาเด็กหญิงร่างเล็ก จนกระทั่งพบเธอกำลังนอนพริ้มตาอย่างเป็นสุขเหนือเก้าอี้กึ่งเตียงไม้บุนวมทำเองและรายล้อมไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้งของมงกุฎดอกมัทนาที่เด็กหญิงยังคมสวมอยู่เหนือศีรษะ

“โธ่ เล่นเอาตกใจหมด” เด็กชายวางตะกร้าอาหารลงบนโต๊ะกลมๆใกล้กับที่ๆเด็กหญิงกำลังหลับใหล   จาคะก้าวเข้ามาใกล้กับน้องสาวตัวน้อยและจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่งราวกับต้องการซึมซับเอาภาพหน้าของเธอเอาไว้ในหัวใจก่อนที่จะค่อยๆจากไปอย่างเงียบที่สุดเหมือนกับว่าเขาไม่เคยมา

        เมื่อเด็กชายกลับเข้ามาในบ้านของตนก็พบว่าทุกคนนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะอาหารเรียบร้อยแล้ว
“ขอโทษฮะ ผมสายไปนิด”

“ไม่เป็นไรจ๊ะ” มารดาของเด็กชายยิ้มกว้างอย่างพอใจเพราะรู้ว่าเด็กชายจัดการเรื่องอาหารของมิรันตีเรียบร้อยแล้ว “จริงๆแม่อยากจะให้รันต์มาทานกับเราที่นี่แต่ว่าคุณทาริกะไม่ยอมใจอ่อนเสียที เธอบอกว่าแค่นี้ก็รบกวนมากแล้ว”

        ทำไมนางทาริกะจะไม่เข้าใจถึงความหมายของครอบครัวเด็กชาย   ทั้งที่แม้ว่าเธอจะยกมิรันตีไปเป็นบุตรบุญธรรมของพวกเขาก็ใช่ว่าจะต้องห่างกันไกลแท้ๆ   แต่ความรู้สึกของมารดาและสายใยล่ะกระมังที่ทำให้เธอไม่อยากปล่อยมือจากเด็กหญิง   อีกทั้งความซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนบ้านครอบครัวนี้มันมากเสียจนหญิงหม้ายเองก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรแล้ว

“เธอคงอยากจะสู้ให้ถึงที่สุดน่ะ” บุรุษร่างสูงเอื้อมมือของตนมาวางทับบนมือของภรรยาเป็นเชิงปลอบไม่ให้เศร้าจนเกินไป “เอ้อ ผมได้ผ้ามาใหม่หลายลายเลยนะ”
เขาเอ่ยพลางเอี้ยวตัวไปหยิบผ้าทอซึ่งบรรจุอยู่ในถุงหิ้วที่นางตัดเย็บให้เขาไว้ใช้ “นี่ของเธอจ๊ะ”

“สีสวยจังค่ะ” หญิงเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าใสกระจ่างรับผืนผ้าสีเปลือกไม้แก่ที่ทอลายน้ำรูปร่างช้อยหวานมาอย่างระวัง   เธอยิ้มกว้างก่อนจะเอ่ยขอบคุณเบาๆ

“มาทานอาหารกันเถอะครับ   ท่าทางว่านายจาจะหิวแล้ว” ทีฆาเอ่ยพลางกลั้นหัวเราะไปพลางเมื่อเห็นว่าน้องชายตนหน้าแดงเพราะโดนแซว

        หลังจากนั้นครอบครัวปุเรจาริกจึงเริ่มรับประทานอาหารตามคำเรียกร้องของเสียง‘โครก’ที่ดังออกมาเบาๆพอได้หัวเราะกันของเด็กชายร่างเล็ก บทสนทนาถามไถ่สารทุกข์สุขดิบและข่าวดีของทีฆาทำให้อาหารออกรสมากขึ้น   ช่วงเวลาแห่งความสุขไหลไปตามกระแสกาลอย่างเนือยนานเฉกปกติแต่ทุกคนกลับรู้สึกว่ารวดเร็วนัก   ครั้นพอทุกคนจัดการกับเนื้อรมควันและสลัดในชามเรียบร้อยแล้วนางอารียะจึงได้นำภาชนะไปเก็บล้างให้สะอาด   ส่วนจาคะก็นำผ้ามาเช็ดถูโต๊ะอาหารให้สะอ้านเป็นการเบางานของมารดาตนเองดังที่ทำเป็นประจำ

“คุณอากาศิกครับ” ชายหนุ่มหน้าคมคล้ายหญิงผู้ให้กำเนิดเอ่ยขัดจังหวะการคัดลายผ้าสำหรับขึ้นหน้าร้านของญาติผู้ใหญ่ตนเองเบาๆ
“ผมมีเรื่องอยากจะบอกคุณอาครับ”

เมื่อได้ฟังดังนั้นเขาจึงวางมือจากงานที่ทำอยู่แล้วหันมาตั้งใจรับฟังเรื่องราวของหลานรัก “ว่ามาได้เลยที”

“เมื่อบ่ายนี้... ตอนที่ผมเพิ่งมาถึงก็คุยกับคุณน้าไปได้นิดหน่อยก่อนที่จะขึ้นไปหาจาบนห้อง” มาถึงตรงนี้ทีฆาแอบยิ้มให้กับตนเองอยู่ในใจก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นมากกว่าตอนต้น ดังพอที่จะทำให้อาหญิงของเขาที่อยู่ในครัวได้ยินคำพูดประโยคนี้ด้วย
“นายจาพยายามจะหนีออกจากบ้านครับ”

        เด็กชายร่างเล็กหน้าเสียขึ้นมาทันที ดวงหน้าที่ขาวอยู่แล้วยิ่งซีดจัดเมื่อเห็นสีหน้าของบุพการีทั้งสอง   โดยเฉพาะท่าทางของมารดาที่ดูจะตกใจเป็นอย่างมาก
“หมายความว่ายังไง จาคะ” น้ำเสียงของมารดาเขาเจือไปด้วยความประหลาดใจและมึนงง “ลูกมีปัญหาอะไรหรือ”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยตอบ พี่ชายตัวดีที่แอบดื้อเงียบก็เอ่ยแทนเสร็จสรรพ “จาเขาอยากจะออกไปตามหาพ่อของน้องรันต์ครับ”

“จา... ทำไมทำอะไรไม่บอกพ่อกับแม่   นี่ลูกไม่ไว้ใจพวกเราแล้วเหรอ” นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มเจือแววผิดหวังอยู่อย่างมิอาจปิดบังจึงยังมาซึ่งความรู้สึกผิดในหัวใจของเด็กชาย

“ผมเสียใจฮะ คุณพ่อ”

โดยไม่ทันคาดคิด... อยู่ๆวงแขนเล็กของนางอารียะก็เข้ามาโอบกอดบุตรชายจากด้านหลัง “แม่ดีใจที่ลูกเรียนรู้ที่จะรักและเมตตาผู้อื่นให้มากนะจ๊ะ   แต่ว่าแม่คงจะเสียใจมากที่จะต้องจากกับลูกไปโดยไม่รู้ว่าลูกหายไปไหน    เราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรก็ต้องบอกกันสิ   หนูไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะจา”

“ฮะ” น้ำตาของเด็กชายซึมออกมาแต่น้อยตอบรับความรู้สึกของมารดา

“ลูกอายุแค่สิบสองแล้วยังไม่เคยหาเลี้ยงตัวเองด้วย... แผ่นดินที่เราอาศัยไม่ได้มีแต่เรื่องสวยงามหรอกนะ” นัยน์เนตรสีเข้มของบิดาเด็กชายอ่อนลงเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าบุตรของตนเข้าใจแล้ว “การออกไปเผชิญกับโลกกว้างภายนอกมันใช้ความกล้าหาญอย่างเดียวไม่พอหรอก…”

“ดังนั้น ผมเลยอยากจะถามคุณอาว่าคุณอาจะอนุญาตให้ผมเป็นกำลังสมองของนายจาได้ไหมครับ” ทีฆายิ้มขึ้นมาแต่น้อยจนยากจะสังเกต “ผมจะออกเดินทางไปกับนายจาเองครับคุณอา”

นายกาศิกออกจะตกใจอยู่สักหน่อยที่ได้ยินหลานชายคนเดียวของเขาเอ่ยสนับสนุนความคิดของบุตรตนเอง “ที... หลานพูดอะไรน่ะ   เธอมีภาระหน้าที่มากมายที่ต้องทำนะ แล้วไหนจะเรื่องงานแต่งงานอีกเล่า”

“ผมรู้ครับ... แต่อากาศิกครับ   ผมอยากค้นพบตัวเองเสียที ไม่แน่ว่าถ้าผมลองปล่อยมือจากเรื่องพวกนี้เสียบ้าง   หากปล่อยใจให้เสรี ผมอาจจะมองเห็นจุดมุ่งหมายของชีวิตตัวเองมากขึ้น”

        สองสามีภรรยาต่างมองหน้าอีกฝ่ายด้วยความหนักใจ   เพราะอากาศเปลี่ยนหรือเทพยดาท่านใดดลใจกันหนอ จาคะและทีฆาถึงได้เกิดความคิดประหลาดๆเช่นนี้ขึ้นมาได้  

มือข้างหนึ่งของนางอารียะยกขึ้นมาแนบอกของตนเองโดยไม่รู้ตัวขณะที่พยายามควบคุมสติของตนเอง “จา แม่ไม่อยากให้ลูกไป”

“ครับ ผมเข้าใจครับแม่   แต่ผมไม่อยากให้รันต์มีชีวิตแบบนี้ต่อไปอีกแล้ว ผมคิดว่าถ้าคุณน้ากลับมา รันต์อาจจะมีกำลังใจอยู่ต่อไปก็ได้นะครับ”

“ไปพักผ่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันอีกที”

        น้ำเสียงของบิดาเรียบเสียจนเด็กชายไม่สามารถคาดถึงความคิดของอีกฝ่ายได้ จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับก่อนจะรีบลากมือพี่ชายขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านและปิดประตูไม้ให้เกิดเสียงเสียดดัง‘เอี๊ยด’น้อยที่สุด   จากนั้นจาคะจึงหันหน้ามุ่ยๆของตนมาหาพี่ชายที่กำลังยิ้มกว้าง... อย่างน่าหมั่นไส้เป็นที่สุด   ทำตาใสไม่รู้เรื่อง หักหลังเขาได้ลงคอ
“พี่ทีฆาห้ามไม่ให้ผมหนีออกจากบ้านแล้วทำไมตอนนี้กลับมาพูดแบบนี้ล่ะฮะ”

พี่ชายผู้ถูกน้องรักคาดโทษยังคงยิ้มกว้างอย่างไม่สนใจความรู้สึกของคู่สนทนาร่างเล็กเอาเสียเลย “การหนีไปกับการขออนุญาตไปมันต่างกันนะ  อีกอย่างพี่ก็โตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว รับรองได้ว่าพี่พานายกลับบ้านถูกแน่นอน” เมื่อเห็นว่านัยน์ตาสีฟ้าใสนั้นยังมีแววรั้นเจืออยู่ลึกๆชายหนุ่มจึงได้แต่ถอนใจออกมาเบาๆ  ...นายจาบทจะดื้อก็ดื้อซะไม่เหลือคราบเด็กหัวอ่อนคนนั้นเลย...

        ร่างสูงจึงหันหนีออกไปจากห้องนอนของน้องชายเพื่อรอให้เจ้าของรูปหน้าขาวๆนั่นคลายโกรธเขาลงบ้าง   ทีฆาได้ยินเสียงปรึกษากันของของสองสามีภรรยาที่ด้านล่าง ชายหนุ่มมาดหมายกับตนเองในใจไม่ว่าผลลัพธ์ของการพูดคุยจะเป็นอย่างไรก็ตามเขาก็จะใช้เรื่องนี้เป็นสาเหตุให้การเดินทางครั้งนี้ยาวนานออกไปอีกอยู่ดี

        ไม่ใช่ว่าไม่ชอบว่าที่เจ้าสาว.... ถึงได้ไม่อยากเคียงใกล้
        เหตุผลมันก็แค่ยังไม่แน่ใจว่าคำว่า‘ชอบ’ของเขามันใช่คำว่าอยากอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง...   เพราะฉะนั้นขอเวลาให้ใคร่ครวญสักนิดก่อนเถอะนะ สินิทธาร...


    

        ภายใต้ฟ้ากว้างกระจ่างเมฆเปรียบผืนแพรสีเข้มซึ่งระยิบด้วยประกายดาวมีเพียงเสียงหรีดหริ่งร่ำไรของแมลงราตรีชวนให้ใจประหวัดครุ่นคิดถึงใครบางคนที่ชวนโมโหเสียจนอยากจะเข้าไปบีบคอให้รู้แล้วรู้รอดไป
        ร่างระหงบอบบางได้ส่วนของสตรีหน้าหวานตระกูลสูงแนบเสื้อคลุมสีอ่อนของตนเองให้กระชับแน่นมากขึ้น   นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนฉายแววขุ่นเคืองเจือหมองเศร้าอย่างประหลาด ด้วยความแปลกใจที่กลิ่นลีลาวดียังคงกรุ่นกำจายติดอยู่ในทรวงโดยมิจางจาก…


“นี่ก็ใกล้ตะวันพลบแล้วนะคะ”

        ร่างแบบบางในชุดประโปรงแบบเดรสสีขาวละไมสาวเท้าตามบุรุษร่างสูงผิวเข้มเบื้องหน้าไปอย่างช้าๆ   ชายหนุ่มนำเธอเข้ามาที่สวนไม้พุ่มด้านหลังคฤหาสน์หลังงามของเขาซึ่งค่อนข้างเงียบสงบจนกระทั่งสามารถชื่นชมกับธรรมชาติและลืมเรื่องราวปัญหาของโลกภายนอกโดยปลิดทิ้ง   กลิ่นกรุ่นขจรขจายไปทั่วของดอกลีลาวดีนั้นต้องนาสิกประสาทโดยละมุนชวนให้ฝันดียิ่ง

ร่างสูงที่เดินนำหน้าเธออยู่หันมาตอบรับพลางยิ้มกว้างไปพลาง “ฉันรู้... ว่ามันไม่งามนักที่เราจะอยู่ด้วยกันตามลำพังหลังตะวันลับขอบฟ้า    แต่นี่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรีบพูด ฉันเลยมาบอกเธอไว้ก่อน”
สุดแขนที่เอื้อมถึงกิ่งไม้ใหญ่ของชายหนุ่มคือลีลาวดีแย้มกลีบสวยในอุ้งหัตถ์ค่อยๆเอื้อมเข้าใกล้ดวงหน้าหวานของเด็กสาวร่างเล็กก่อนจะบรรจงทัดลงบนมวยผมที่ถูกจัดทรงไว้อย่างวิจิตร “พรุ่งนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว... ต้องเดินทางไปบอกข่าวดีของเรากับท่านอาที่มณฑลรัตนะโน่นแน่ะ   กว่าจะกลับมาถึงก็คงอีกสัปดาห์หนึ่งได้”

        เธอไม่ทราบว่าเมื่อหญิงอื่นได้ยินคำว่า‘บอกข่าวดีของเรากับท่านอา’จะมีความรู้สึกเช่นไร แต่เด็กสาวมิได้รู้สึกยินดีไปกับคำพูดของบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย   ระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านผันไม่เคยทำให้ความรู้สึกถึงระยะห่างนั่นลดเลือนลงเลยสักนิด ซ้ำร้ายเธอยังสัมผัสได้บ่อยครั้งว่าว่าที่คู่หมั้นเป็นฝ่ายหลบหน้าเธอเอง   แต่กระนั้นการกระทำของเขาก็ล้วนแล้วแต่ขัดแย้งกันเองทั้งนั้นจนเด็กสาวรู้สึกงุนงงเป็นยิ่งนัก... เช่นเดียวกับเย็นย่ำค่ำนี้ที่เขาช่างอ่อนโยนกับเธอเหลือเกินผิดกับเมื่อสองวันก่อนหน้านี้อย่างมาก

“ถ้าเช่นนั้นก็ขอให้คุณทีฆาปลอดภัยและโชคดีกับการเดินทางนะคะ…”


        ในตอนนั้นเด็กสาวมิได้เข้าใจความคิดของเขาแม้แต่น้อย กระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่เคยเข้าใจ   หากแต่วงจรนึกคิดที่ซับซ้อนยิ่งกว่าคงเป็นตัวเธอเองล่ะกระมัง   เพราะถ้าตอนนั้นเธอรั้งเขาไว้แล้วให้ผู้อื่นส่งม้าเร็วไปแทนคงจะง่ายกว่านี้มาก

        ...ทั้งที่ตัวเธอเองก็นิยมชมชอบเขาอยู่ไม่น้อยแท้ๆ...
        แต่อะไรกัน ที่ทำให้เธอไม่กล้าอ้อนเขาเหมือนที่ใครต่อใครทำกัน   อีกทั้งผู้ชายคนนี้ทำให้เธอคิดมากเสียจนไม่กล้าสู้หน้าไปส่งเขาก่อนการเดินทางไปยังมณฑลชายทะเลแห่งนั้นเมื่อรุ่งเช้านี้ด้วยเสียอีก

“คุณหนูคะ   เข้ามาเถอะค่ะ โดนน้ำค้างเดี๋ยวจะไม่สบายเอา” น้ำเสียงทุ้มกังวานของสตรีวัยกลางคนฉายแววอาทรเป็นห่วงหญิงงามตรงหน้าอย่างเห็นได้ชัด   หลายคืนมาแล้วที่คุณหนูของนางออกมาอยู่เงียบๆคนเดียวที่ริมระเบียงโดยไม่ยอมปริปากพูดคุยกับใครแม้แต่นายหญิงและตัวนางที่เลี้ยงคุณหนูมาแต่แรกเกิด   เพราะคุณทีฆาแท้ๆเลยเชียว คุณทีฆาทำให้คุณหนูผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของพวกเราต้องเศร้าโศก

        นิสัยแต่เดิมของคุณหนูของนางนั้นมิใช่คนอ่อน ทว่าขณะเดียวกันก็มิใช่คนแข็ง   นางรู้จักโอนอ่อนพลิ้วไหวเฉกเช่นกิ่งไผ่ลู่ลมหากแต่แกร่งกล้ายิ่งไม้ใหญ่แฝงรากลึกลงในผืนแผ่นปฐวี   หากครานี้คุณหนูกับตัดสินใจไม่ตกทั้งๆที่เธอสามารถหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับชีวิตตนเองได้ดีอยู่เสมอ

“จ๊ะ ป้ามาภา   ฉันจะเข้าไปนอนอยู่พอดีเชียว”


        ตระกูลจำรุงจิตต์ของ สินิทธาร นั้นมั่งคั่งจนได้รับการนับหน้าถือตาในสังคมของเมืองไพฑูรย์มิใช่น้อย ด้วยฐานะของบิดาที่ทำธุรกิจน้ำอบน้ำปรุงที่นิยมใช้กันมากในหมู่สตรีสูงศักดิ์แลขุนนางใหญ่ทั้งหลาย   จึงมิแปลกเลย... ที่หญิงงามสะพรั่งพรายพราวประดุจบุปผาแรกแย้มกลีบผู้ถึงพร้อมด้วยวัยเช่นนางจะได้รับความสนใจจากบุรุษมากหน้าหลายตา   หากแต่ไม่เคยมีใครที่ทำให้เด็กสาวพึงใจเพียงพิศ

        จวบจนอายุได้สิบเจ็ดปีเมื่อไม่นานมานี้    เด็กสาวได้พบพักตร์บุตรชายแห่งท่านเจ้าเมืองเป็นครั้งแรก   แสงนวลของดวงแขส่องหวานวาบซาบซ่านเฉกเช่นรอยกระหวัดอันวาบหวาน ตราทั้งสองราวกับถูกสาปเป็นศิลา... ตรึงนิ่งประหนึ่งต้องมนตร์  
        รักฤาสิเน่หามิอาจบ่งบอกได้ในแรกพิศ หากสิ่งที่เธอทราบคือความรู้สึกพึงใจจนมิอยากละสายตา   และพอใจนักเมื่อหญิงที่ได้รับเกียรติจากการโค้งคำนับของเอกบุรุษผู้นี้มีเพียงตัวนาง...

        นับจากคราวนั้นคุณชายรูปงามก็ดูเหมือนจะมีเหตุบังเอิญมาพบหน้ากับเธอบ่อยเสียเหลือเกิน มากเสียจนเด็กสาวแอบอดคิดเข้าข้างตัวเองมิได้   หากแต่การแสดงออกที่อ่อนโยนของเขานั่นแหละที่เป็นสาเหตุหลักให้เธอหยุดรำลึกถึงเรื่องนี้ไม่ได้เสียที จนกลายเป็นว่าทุกลมหายใจเข้าออกมิได้เป็นของเธออีกต่อไป
        ...ทำให้กระวนกระวายใจแบบนี้สู้ฆ่าให้ตายเสียยังดีกว่า...


        เจ้าของดวงหน้าหวานแทรกตัวลงในเตียงอุ่นนุ่มหากแต่นัยน์ตาคู่กลมโตของนางมิได้พริ้มลงเพราะยังคงคิดไม่ตกอยู่เช่นเดิมแต่ที่แสร้งเขามาล้มตัวลงแนบนิทราก็เพราะไม่อยากให้พี่เลี้ยงร่างท้วมนึกเป็นกังวลอยู่เฝ้าเธอทั้งคืนแบบเมื่อวานอีก   ทันทีที่ร่างของมาภาลับจากประตูไม้สลักบานใหญ่ของห้องไปแล้วนั้นสินิทธารก็รีบลุกขึ้นสาวเท้ามายังโต๊ะหนังสือของตนก่อนจะลงมือเขียนข้อความบางอย่างด้วยปากกาคอแร้งโดยรวดเร็วหากแต่ยังอ่านง่ายและเป็นระเบียบเหมือนเคย

        ครั้นจดหมายเสร็จสมบูรณ์เด็กสาวจึงจัดแจงพับกระดาษสอดใส่ซองฉลุสีอ่อนให้เรียบร้อยและนำไปวางไว้เหนือเตียงไม้ของตนก่อนจะรีบเก็บข้าวของที่จำเป็นสารพัดอย่างใส่ลงในกระเป๋าหวายใบโตไม่เว้นแม้กระทั่งดอกลีลาวดีที่เธอเก็บรักษาไว้อย่างดีในกระปุกเครื่องหอมใบเล็ก
        ชุดนอนยาวสีสว่างเหมือนกลีบมะลิวัลย์ที่สวมใส่อยู่ถูกพับเก็บเข้าที่หลังจากที่เธอผลัดเปลี่ยนชุดเดิมเป็นเครื่องแต่งกายที่สะดวกต่อการเคลื่อนไหวมากกว่าชุดกระโปรงยาวแบบสมัยนิยม เรือนผมดำเงาถูกรวบตึงเป็นมวยอยู่ภายใต้หมวกผ้าและซ่อนร่างบางเอาไว้ใต้เสื้อคลุมยาวหนังสีน้ำตาลเข้ม   เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเด็กสาวจึงรีบรุดไปยังโรงเลี้ยงม้าที่อยู่ห่างจากตัวบ้านออกไปไม่ไกลนักโดยเงียบเชียบที่สุดจนแม้แต่โรจที่เป็นเด็กรับใช้ที่หูไวที่สุดในบ้านยังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของนาง

        ย่างเท้าสาวบาทผ่านสวนดอกไม้และเดินไปตามเส้นทางที่มีหินขัดขาวปูไว้อย่างสวยงามประณีต   หญิงงามร่างเล็กแทรกตัวผ่านรั้วกั้นคอกม้าสูงเบื้องหน้าเข้าไปหาอาชาร่างขาวสวยตัวโปรดของเธอโดยเร็วก่อนจะลูบหลังอย่างเอ็นดูและทำท่าจุ๊ปากไม่ให้ร้องเสียงดังออกมาเหมือนเวลาที่ชอบทำเมื่อเจอหน้าเธอบ่อยๆ

“มาลาตี... ไปกับฉันเถอะ   ฉันขอฝากชีวิตไว้กับเธอด้วยนะ” ว่าแล้วเด็กสาวจึงค่อยๆเอื้อมมือไปหยิบขลุมบังเหียนหนังมาสวมใส่ให้   แปลกที่คราวนี้มาลาตีไม่ทำโวยเหมือนครั้งก่อนๆ ไม่แน่ว่าเธออาจจะรู้ว่าเจ้านายมีเรื่องร้อนใจก็เป็นได้

        ผ้าจากหนังแกะรองเสียดถูกอานม้าวางทับลงบนหลังของม้าเพศเมียพันธุ์ดีที่บิดาเธอเป็นผู้เพาะเองและมอบให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อครั้งอายุได้เพียงสิบสามปี   สินิทธารจูงสหายออกมาจากคอกสูงอย่างรวดเร็วหากแต่เงียบเชียบ เมื่อจัดแจงลงกลอนคอกม้าเรียบร้อยแล้วเธอจึงตวัดร่างบางของตนขึ้นนั่งบนหลังมาลาตี



        และแล้วอาชาร่างสูงแลสตรีหน้าหวานก็จากไปจากคฤหาสน์หลังงามแห่งตระกูลจำรุงจิตต์   ซึ่งกว่าพวกคนรับใช้ของเธอจะรู้ตัวว่าบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายใหญ่ทั้งสองหายไปก็เมื่อขึ้นรุ่งสางวันถัดมา ในตอนที่ไม่มีใครเห็นคุณหนูผู้เป็นที่รักออกมานั่งเล่นริมสระสัตตบงกชในยามอรุณรุ่งเช่นเคย...



•|§||•-------------------------------------•||§|•
โปรดติดตามตอนต่อไป

เหอๆขออภัยที่หายไปนาน^^"
เริ่มติดเชื้อหมักดองแล้ว
บทหน้าจะพยายามให้เร็วกว่านี้นะคะ


edit : คำผิด
Edit by thE'rA - 03 ม.ค.49 เวลา 01:49:28 น.
Edit by thE\'rA - 13 ม.ค.49 เวลา 21:49:07 น.

Edit by thE'rA - 15 ม.ค.49 เวลา 14:47:57 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 25 ธ.ค.48 เวลา 14:19:46 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

Izabelle
Oversea Student

FireFox ไม่ตัดคำอีกแล้ว ยาวตกหน้าเชียว - -
สงสัยชื่อตอนว่ามันสื่อเกี่ยวกะเรื่องช่วงไหน
หรือว่าคำนี้มีความหมายอื่นที่เด็กตกภาษาอย่างเราไม่รู้หว่า her

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 04 ม.ค.49 เวลา 09:26:18 น.

thE'rA
Member

เหอๆ ย่าง คำนี้คือย่างความหมายเดียวกับ ย่างก้าว น่ะเจ้าค่ะ
แต่อยากตั้งชื่อบทให้เป็นพยางค์เดียวเลยสื่อความหมายลำบากแฮะ TTxTT
(อยากใช้คำอื่นแต่คลังศัพท์ในหัวน้อย)

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 06 ม.ค.49 เวลา 21:52:18 น.

Izabelle
Oversea Student

ย่าง จากคำว่า ย่างก้าวหรอกรึ -o-"
ไม่ค่อยสื่อเลยที่รัก... เเอา "จร" ไหม
ทำไมถึงใช้คำๆเดียวขึ้นเป็นชื่อแต่ละบทละ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 07 ม.ค.49 เวลา 14:23:48 น.

thE'rA
Member

โฮกกกกกกกกกกกกก ขอบคุณสำหรับคำแนะนำมากค่า TT^TT
ตอนนี้ได้ชื่อบทแล้วคิดว่าโอเลยล่ะ
ที่ตั้งเป็นคำเดียวก็ไม่มีสาเหตุอะไรหรอกจ้า.. แค่อยากลองเอามาเรียงคำต่อๆกันเฉยๆ
แต่ตอนนี้คิดว่าเน้นใจความเป็นสำคัญทjาจะดีกว่า = =.



Edit by thE'rA - 13 ม.ค.49 เวลา 21:48:00 น.

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 13 ม.ค.49 เวลา 18:56:54 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ